‘นาหมื่นศรี’

เป็นตำบลหนึ่งของจังหวัดตรัง ที่มีภูเขาลูกใหญ่เป็นฉากบังหลัง เบื้องหน้ามีผืนนาสีเขียวขจีไกลสุดลูกหูลูกตา ยามตะวันใกล้ลาลับขอบฟ้าจะสาดส่องแสงสีทองอำไพ เป็นความสวยงามจากธรรมชาติที่คนเมืองหาดูได้ยาก 

คนส่วนใหญ่รู้จักที่นี่ในฐานะแหล่งผลิตข้าวมากที่สุดของจังหวัดตรัง ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด มีประวัติศาสตร์กว่า 200 ปี จน ‘ผ้าทอนาหมื่นศรี’ มีชื่อเสียงทั่วประเทศ

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

มาเยือนตรังทั้งที เราไม่พลาดพาคุณไปทำความรู้จักผ้าทออายุยืน ผ่านศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี อารอบ เรืองสังข์ ประธานวิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี ทายาทรุ่นสามของครอบครัวทอผ้า คอยต้อนรับและเล่าเรื่องราวผ้าทอบรรพบุรุษในความทรงจำ ตลอดจนการปรับตัวของศิลปินทอผ้ากับยุคสมัย หยิบเทคโนโลยีมาสานต่อภูมิปัญญาดั้งเดิม และชวนเด็กฟันน้ำนมในชุมชนมาเป็นมัคคุเทศก์ตัวน้อย เพื่อหวังให้พวกเขาเรียนรู้และซึบซับมรดกของเมืองตรัง

ชิมขนมโคไส้น้ำตาลมะพร้าวสูตรปักษ์ใต้ให้อิ่มท้อง แล้วออกไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ้าทอ 200 ปีพร้อมกัน

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

เพราะรัก จึงทอ

“ผ้าทอนาหมื่นศรีเขาจะทอให้คนที่เขารัก” ทายาทรุ่นสามของครอบครัวทอผ้าพูดด้วยรอยยิ้ม
สมัยก่อนหญิงสาว 1 คนจะทอผ้า 3 ผืนในหนึ่งช่วงชีวิต ‘ผ้าตั้ง’ เป็นผ้าผืนแรกที่ผู้หญิงต้องทอ เป็นผ้าใส่พานเตรียมไว้สำหรับเจ้าบ่าวที่จะแต่งงานด้วย ‘ผ้าห่ม’ เป็นผ้าผืนที่สองของคนเป็นแม่ ทอเป็นผ้าห่มนาคเตรียมไว้ให้ลูกชายบวช

 ส่วน ‘ผ้าพานช้าง’ เป็นผ้าผืนสุดท้ายที่ย่า-ยายทอเตรียมไว้ 2 ชุด สำหรับพาดโลงศพของตนเองและสามี มีความเชื่อว่าผ้าทอผืนเล็กที่เย็บต่อกันเป็นผ้าพาดเปรียบเสมือนบันไดขึ้นสู่สวรรค์ หลังจบงาน ถ้าไม่ถวายผ้าทอให้พระ ลูกหลานจะตัดแบ่งกันเพื่อเก็บเป็นที่ระลึก และบางครั้งชาวบ้านก็ทอผ้าเพื่อนับจำนวนลูก บางทีผ้าทอก็บอกฐานะคนใส่ด้วย

เพราะรัก จึงทอ ทอจากจิตวิญญาณของความเป็นผู้หญิง

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

เพราะไม่มีเอกลักษณ์ จึงทำ

สาวนาหมื่นศรีทอผ้าด้วยความรัก จึงจับมือกันสร้างกลุ่มทอผ้านาหมื่นศรี มี คุณยายกุศล นิลลออ เป็นหัวหน้ากลุ่มคนแรกและได้รับเลือกเป็นครูแห่งภูมิปัญญาไทย ภายหลังท่านเสียชีวิต อารอบเลยรับช่วงต่อมรดกบรรพบุรุษเรื่อยมา

จากการรวมกลุ่มของเพื่อนหญิงพลังหญิง สู่วิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรีและศูนย์การเรียนรู้ชุมชน

ก่อนกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี อารอบถูกถามว่า ‘เอกลักษณ์ผ้าทอนาหมื่นศรีคืออะไร’ เธอตอบคำถามนั้นไม่ได้ จึงมีแรงผลักดันให้เกิดการทำวิจัยผ้าทอที่มีประวัติกว่า 200 ปีของชุมชนขึ้นมา เธอเริ่มค้นหาข้อมูล คุยกับย่า-ยายช่างทอในชุมชนถึงผ้าทอในอดีต จนเก็บรวบรวมเรื่องราวและผ้าเก่าได้มากพอจะตอบคำถามนั้น

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

“ผ้าสีแดงเหลืองเป็นเอกลักษณ์ของนาหมื่นศรี มีโครงสร้างผ้าเป็นภาษาใต้ทั้งหมด มีริมตีน แม่แคร่ ลูกเกียบ ชายรุ่งริ่ง และหน้าผ้า ส่วนลายผ้าเราเจอมากถึงสามสิบเก้าลาย อีกอันเราเพิ่งค้นพบว่า สมัยก่อนย่า-ยายเขาทอผ้าให้หลานออกพราน มีโจงกระเบนหนึ่งผืน ผ้าพาดบ่าหนึ่งผืน” อารอบอธิบายใจความของคำตอบสำคัญด้วยความคล่องแคล่ว

เพราะไม่มีเอกลักษณ์ จึงทำ ทำด้วยศรัทธาจากหัวใจ

เพราะเห็นคุณค่า จึงบำรุงรักษา

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

คำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่รวบรวมอยู่ในพิพิธภัณฑ์นาหมื่นศรีบนอาคารไม้ของโรงเรือนทอผ้า เพื่อเก็บเป็นมรดกโบราณ จน พ.ศ. 2558 อาคารเดิมเก่าชำรุด กลุ่มเซ็นทรัลเลยอาสาปรับปรุงอาคารพิพิธภัณฑ์และร้านผลิตภัณฑ์ชุมชน

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

พร้อมจัดแสดงนิทรรศการประวัติความเป็นมาและรวบรวมลายทอผ้านาหมื่นศรีที่มีอายุมากกว่า 200 ปี ตลอดจนกลุ่มเซ็นทรัลทำ (Central Tham) มาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี เพื่อหวังสืบทอดภูมิปัญญาและชวนคนไทยมาเห็นคุณค่าของผ้าทอเมืองตรัง แถมชวนเยาวชนรุ่นจิ๋วในชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งด้วย

“เขาเน้นตลอดว่า เขามาสอนเราหาปลา มีเครื่องมือกับความรู้ให้เรา อย่างอื่นเขาไม่มีให้

“เราสัญญาว่าจะเป็นกลุ่มที่น้ำไม่เต็มแก้ว” ผู้นำหญิงของกลุ่มบอกกับเราด้วยความจริงใจ

ปัจจุบันศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรีแบ่งพื้นที่การใช้งานออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นโรงเรือนทอผ้าอยู่ด้านหน้าคอยต้อนรับแขก ถัดไปอีกนิดมีร้านค้าผลิตภัณฑ์ผ้าทอ บรรจุข้าวของเครื่องใช้ที่แปรรูปจากผ้าผืนสารพัดแบบ และไฮไลต์ที่อยากชวนมาดูอยู่ด้านบนโรงเรือนทอผ้า เป็นมิวเซียมผ้าทอนาหมื่นศรีขนาดกะทัดรัดที่เก๋สุดในตรัง

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด
พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

เพราะอยากให้ซึบซับ จึงเน้นเรื่องความรัก

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

อารอบพาเราเดินขึ้นชั้น 2 ของอาคารไม้ ด้านในแบ่งเป็น 2 ห้อง ห้องแรกทาสีขาวเพื่อฉายสไลด์ข้อมูลคล้ายกับเดินอยู่มิวเซียมทันสมัยของญี่ปุ่น เหมาะกับการแชะภาพเป็นที่ระลึกก่อนเดินทะลุเข้าไปทำความรู้จักผ้าทอ

“เราไม่ค่อยคุ้นชิน ดีใจที่บางเรื่องเราล้าสมัยนิดหนึ่ง แต่บางเรื่องเราก็ต้องปรับให้เข้ากับยุคสมัยได้ด้วย” 

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

เราเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็เจอส่วนพิพิธภัณฑ์ มีเด็กฟันน้ำนมพ่วงตำแหน่งมัคคุเทศก์น้อยยืนเรียงหน้ากระดานตามลำดับความสูงมาก-น้อย อยู่ 5 คน เพชร-เพชรลดา แท่นมาก (12 ขวบ) นน-นนทพร​ เชยชื่นจิตร (11 ขวบ) นิ้ง-กมลวรรณ​ เชยชื่นจิตร (8 ขวบ) คิน-นครา​ สืบเพ็ง (9 ขวบ) และสตางค์-ประชิตา​ เอียดจุ้ย (9 ขวบ) หลังจากแนะนำตัวเสร็จสรรพ แก๊งจิ๋วก็สลายตัวและสาวเท้าอย่างเร็วเพื่อประจำฐาน เป็นภาพชวนหัวและประทับใจในคราวเดียว

ป้ารอบส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้มัคคุเทศก์ ก่อนเสริมให้เราฟังว่า “กลุ่มพยายามถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เด็กรุ่นใหม่ในชุมชน ถ้าให้ทอผ้าเขาคงไม่ชอบ เลยเปลี่ยนวิธีให้มาเล่าเรื่องของปู่ย่าตายายแทน เพราะบางคนย่า-ยายทอผ้าอยู่แล้ว เราอยากให้เขาซึบซับและรับความรู้ตรงนี้ต่อจากเรา มันเป็นสิ่งดีงามที่เกิดจากความรักของบรรพบุรุษที่ส่งต่อกันมา”

เพราะอยากให้มาเยือน จึงมีแต่เรื่องสนุก

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด
พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

ส่วนแรกเป็นการเล่าถึงเอกลักษณ์ของผ้าทอนาหมื่นศรี เดินไปอีกหน่อยมีเด็กชายตัวสูงคอยอธิบายเรื่องผ้า 3 ผืนที่หญิงสาวหนึ่งคนต้องทอในหนึ่งช่วงชีวิต ข้างกันเป็นหุ่นสวมผ้าทอแสดงประเภทผ้า เขยิบอีกนิดเป็นการแบ่งผ้าตามการใช้งาน คนนาหมื่นศรีแบ่งผ้า 3 แบบ มี ‘ผ้านุ่ง’ เป็นผ้าถุงและโสร่ง บ้างก็เป็นโจงกระเบน ‘ผ้าพาดหรือผ้าห่ม’ ลักษณะผืนแคบ เป็นสไบห่มทับเสื้อ ลักษณะผืนกว้าง นิยมโพกศีรษะและคาดเอว ส่วน ‘ลูกผ้า’ ผืนจตุรัส ใช้รองกราบ

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

ความสนุกอยู่ตรงลายผ้าทอนาหมื่นศรี สร้างสรรค์จนขอยกให้เป็นเบอร์หนึ่ง การนำเสนอก็ทันสมัยกินขาด เพราะมีล้อเลื่อนพร้อมจอแสดงผล เลื่อนจอสี่เหลี่ยมไปหยุดอยู่ตรงลายตัวอย่างผืนไหน หน้าจอจะป๊อปอัปข้อมูลน่ารู้แสดงผลทันที นอกจากเราจะตื่นตากับเทคโนโลยีแล้ว มัคคุเทศก์น้อยก็ยิ้มไม่หุบ เลื่อนจอพร้อมเล่าได้คล่องปร๋อจนต้องยกนิ้วให้

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

อารอบเดินมาหยุดอยู่ตรงลายผ้าของ คุณยายฝ้าย สุขคง บัณฑิตลายผ้าทอของนาหมื่นศรี อย่างลายพานรัฐธรรมนูญ เป็นลายที่คุณยายฝ้ายได้แรงบันดาลใจจากการเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญ จังหวัดตรัง (งานกาชาด) หากมองระยะไกลคล้ายลายผ้าดอกเล็กต่อกัน ถ้าเขยิบสายตาเข้ามาเพ่งจะเป็นพานแว่นฟ้าที่แอบซ่อนความหมายเอาไว้

นอกจากลายพานรัฐธรรมนูญแล้ว ยายฝ้ายยังทอลายตุ๊กตา ลายครุฑ และนกการเวกด้วย

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

ถ้าคุณคิดว่าการทอลายล้ำสมัยนั้นเจ๋งจนต้องคารวะ ขอพามารู้จักการทอผ้าร้อยเรียงเป็นประโยคของ คุณยายเยื้อน ทองนวน ที่ทอผ้าพานช้างลายประสม ต้นแบบลายจากคุณยายฝ้าย ใจความว่า ‘ทรงพระเจริญตลอดไป ฝ้าย สุขคง ที่อยู่ 130 หมู่ 4 ต.นาหมื่นศรี อ.เมือง จ.ตรัง’ แถมทอลายครุฑประสมนกการเวก 3 ช่อง ต่อลายพานรัฐธรรมอีก 1 ช่อง 

ประธานกลุ่มยังเล่าความอัจฉริยะของครูช่างสมัยก่อนว่า มีการว่ากลอนลงบนผืนผ้าทอ คล้ายเพลงอีแซว จนพี่บ่าวบางคนเห็นสาวนุ้ยนุ่งผ้าผืนสวยไปดูมโนราห์ถึงกับแซวว่า ‘ขอผ้านุ่งไปกินข้าวด้วยได้หม้าย’ จีบยุคเก่า แต่ได้ผลนักแล

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด
พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

หากสังเกตผ้าทอนาหมื่นศรีจะเน้นลวดลายจากธรรมชาติ เช่น ลายปลา ลายท้ายมังคุด ลายช่อลอกอ (ช่อมะละกอ) ฯลฯ บางลายเกี่ยวกับดอกไม้ เพราะมีคำว่า ‘แก้ว’ พ่วงอยู่ด้วย เช่น ลายแก้วกุหลาบ ลายแก้วชิงดวง เป็นวงกลมสองดวงคล้องกัน ทอยากมาก ช่างทอยุคใหม่ต้องแกะลายจากผ้าทอช่างครูอยู่ 2 ปีถึงจะทอเหมือนต้นฉบับ

“เราเน้นกับช่างทอเสมอว่า ผ้าทอทุกผืนที่สวยงามแบบนั้น เพราะคนทอเน้นความรัก ถ้าคุณจะขายคุณค่า ต้องใส่ความรักของคุณลงไปด้วย อีกนัยเพื่อบอกผู้บริโภคด้วยว่าทุกอย่างเรามอบให้เขาด้วยความรัก” อารอบเสริม

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

จุดหมายสุดท้ายเรายืนหน้าตู้หุ่นแสดง ‘ผ้าลายมรดกสู่โมเดิร์นนาหมื่นศรี’ เป็นการเอาลายท้ายมังคุดมาตัดเย็บเป็นผ้าพันคอ สูทสุดเท่ลายเม็ดแตง ผ้าทอลายลูกแก้วกลายเป็นชุดสุภาพสตรี แต่งด้วยผ้าเช็ดหน้าลายแก้วชิงดวง การจัดแสดงทำให้เห็นว่าผ้าทอบรรพบุรุษมีศักยภาพมากพอจะก้าวเดินสู่ระดับสากล เพื่อบอกกล่าวความภูมิใจจากรุ่นสู่รุ่น

พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี มิวเซียมเล่าประวัติศาสตร์ 200 ปีของแหล่งทอผ้าที่ใหญ่ที่สุด

มัคคุเทศก์ตัวจิ๋วพาเราเดินลงบันไดมานั่งบนแคร่ไม้ไผ่ชั้นล่าง ขนมโคไส้น้ำตาลมะพร้าวสูตรปักษ์ใต้ยังพอมีเหลือให้เติมพลัง ยิ่งซดน้ำเสาวรสเปรี้ยวนิดหวานหน่อยตาม ช่างสดชื่นได้แรงอก อารอบเดินลงมาสมทบ ก่อนจบบทสนทนา

“ความฝันของป้ารอบคือการรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่ พัฒนาให้คนรู้จักผ้าทอภาคใต้มากที่สุด ถ้าเราจากโลกนี้ไปแล้ว จะส่งไม้ต่อยังไงให้เด็กรุ่นใหม่ซึบซับและรักมันจริงจากหัวใจ ให้เขาสืบสานและต่อยอดมรดกของปู่ย่าตายายที่สร้างไว้ให้พวกเขา ปัจจุบันคนในชุมชนเรามีรายได้เพิ่มขึ้น คนหันกลับมาทำงานในบ้านเกิด เรามีภาคีเครือข่ายเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ พึ่งพาเอื้อเฟื้อกัน สุดท้ายเขาไม่ได้รักอารอบคนเดียว แต่เขาจะรักชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรีด้วย” 

“หนูภูมิใจในตัวเองมากเลยค่ะ อยากบอกกลุ่มทอผ้านาหมื่นศรีว่าหนูจะเป็นไกด์ที่ดีที่สุดนะคะ” 

สตางค์ มัคคุเทศก์วัย 9 ขวบ พูดด้วยน้ำเสียงสดใส ความเป็นเด็กของเธอทำให้เราเผลอยิ้มออกมา

สิ่งที่อารอบและคนนาหมื่นศรีตั้งใจสานต่อ ได้สัมฤทธิ์ผลผ่านวาจาและแววตาบริสุทธิ์เบื้องหน้าเราแล้ว

‘เซ็นทรัล ทำ’ (Central Tham) คือโครงการที่ทุกคนในองค์กรเซ็นทรัลร่วมมือกันทำ ภายใต้แนวคิด CSV (Creating Shared Values) เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่พนักงานและสังคมอย่างยั่งยืน 

โดยจัดทำโครงการที่สอดคล้องกับกรอบแนวคิดความยั่งยืนขององค์กร (Sustainable Framework) ใน 4 ด้าน คือ 

People (การศึกษาและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน) Prosperity (การสร้างรายได้ให้ชุมชนในเรื่องการพัฒนาสินค้าชุมชน) Planet (คุณภาพสิ่งแวดล้อม) และ Peace and Partnership (ความสงบสุข ศิลปวัฒนธรรม และความร่วมมือ) เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เมื่อพูดถึงเวิ้งในจังหวัดเชียงใหม่ หลายคนคงนึกออกไม่มากก็น้อยตามแต่ที่เคยไป หรือนักศึกษารั้วม่วงอย่างผมคงหนีไม่พ้นเวิ้งคุณนลี อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนมานี้มี Community Space แห่งใหม่สำหรับคนเชียงใหม่เกิดขึ้นในทำเลใกล้กับสถานีรถไฟ

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าHeng Station (เฮงสเตชั่น)’ เวิ้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟชนิดที่ระหว่างกำลังดื่มกาแฟอาจยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปรถไฟเป็นฉากหลังได้ หรือถ้ามาทานอาหารมื้อหนักก็มีร้านรองรับ พร้อมด้วยของหวานตบท้าย จบด้วยร้านเครื่องหอมไว้เป็นของติดไม้ติดมือกลับบ้าน

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

วันนี้ คิม-วโรดม สหชัยเสรี เขาคือชายหนุ่มผู้เกิด เติบโต และศึกษาเล่าเรียนที่เชียงใหม่ ก่อนต้องโยกย้ายตัวเองไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี พร้อมกับเดินทางไปญี่ปุ่นทุกปี จนซึมซับวัฒนธรรมเหล่านั้นมาสั่งสมเอาไว้ แล้วจึงนำกลับมาประยุกต์ใช้เพื่อสานต่อธุรกิจที่บ้าน พร้อมกับเล่าเรื่องราวการรื้อฟื้นสถานที่ซึ่งมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1960 ให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่งในปี 2023 

เปิดประตูเวิ้งใหม่เอี่ยมมาเยี่ยมเยียนสถานที่เก่าแก่ 62 ปีพร้อมกันเลย

เสี่ยมเฮงพืชผล

สถานที่นี้มีเรื่องราวเริ่มต้นน่าสนใจ และต้อนย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรุ่นอากงของคิม เพราะแรกเริ่มเดิมทีตามคำบอกเล่าของเขา อากงข้ามน้ำข้ามทะเลหนีสงครามมาจากประเทศจีน ระหกระเหินมายังกรุงเทพฯ จากนั้นเดินเท้าตามรางรถไฟมาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวัดเชียงใหม่ และลงหลักปักฐานด้วยการสมัครเข้าทำงานกับบริษัทเชลแล็กสยามในช่วงปี 1960

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

แล้วเรื่องราวก็กระโดดข้ามมายังช่วงเวลาประมาณปี 1977 (พ.ศ. 2520) บริษัทเชลแล็กสยามปิดตัวลง โดยไม่แน่ใจว่าย้ายมายังสถานที่ ณ ปัจจุบันนี้อยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ถึงอย่างนั้นอากงของคิมก็ซื้อที่ดินแปลงนี้แล้วเปิดกิจการของตัวเองในชื่อ ‘เสี่ยมเฮงพืชผล’ นับตั้งแต่ปี 1971-1992 (เสี่ยม มีความหมายว่า สยาม และเป็นที่มาของชื่อ เฮง สเตชั่น ในปัจจุบัน) โดยเปลี่ยนมาค้ากระเทียมเป็นหลัก แต่ก็ยังมีเชลแล็กและพืชผลทางเกษตรกรรมอื่น ๆ ซึ่งรับมาจากชาวสวนในภาคเหนือ และส่งขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ สถานที่ตรงนี้ที่ติดกับสถานีรถไฟ จึงเป็นทำเลอันเหมาะสมอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ช่วงปี 1991 อากงเสีย เหลือเพียงอาม่า ซึ่งแบกรับธุรกิจนี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ไหว ส่วนคุณพ่อของคิมอยู่ในเส้นทางสายอาจารย์ และไม่มีความสนใจสานต่อสถานที่แห่งนี้ เสี่ยมเฮงจึงปิดตัวลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1992 ซึ่งเป็นปีเกิดของคิมพอดี และถูกทิ้งเป็นโกดังร้างนับแต่นั้นมา

เฮงสเตชั่น

เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งคิมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 3 เขาค่อย ๆ รื้อฟื้นสถานที่แห่งนี้อีกครั้งด้วยการเปิดห้องแถวเชิงพาณิชย์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าติดกับถนน อีกทั้งยังได้เรียนรู้และซึมซับการลงทุนจากคุณลุง และเมื่อถึงวัยทำงาน เขาจึงเริ่มฉุกคิดได้ว่า น่าจะเอาสถานที่ตรงนี้มาใช้ประโยชน์แทนที่จะไม่ปล่อยให้ทิ้งร้าง

คิมคิดแล้วคิดอีกว่าจะใช้ที่ดินตรงนี้ทำอะไรดี แต่ทุกครั้งก็มีคำถามพ่วงท้ายเสมอว่า พื้นที่นี้เป็นทางลึก หน้าแคบ และคุณพ่อตั้งเงื่อนไขเอาไว้ 1 ข้อ คือ ทุกอย่างต้องคงรูปร่างเดิมให้มากที่สุด การทุบเพื่อประกอบร่างใหม่หลายครั้งอาจนำมาซึ่งปัญหากับคุณพ่อได้ จุดนี้เองที่คิมต้องนำความรู้ด้านวิศวกรรมที่เขาร่ำเรียนมาใช้อย่างเต็มที่ ในการรีโนเวตโกดังแห่งนี้ไม่ให้เป็นแค่ห้องแถวต่อ ๆ กัน

“ผมเริ่มก่อสร้างจริง ๆ คือมีนาคม ปี 2022 ใช้เวลารีเสิร์ชนานมาก ออกแบบ วางแปลน สลับแปลน จะมีสวนตรงไหนเพื่อให้ดูไม่อึดอัด พร้อมกับดูบริบทพื้นที่โดยรอบ”

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

คิมสร้างตึกหลังหนึ่งข้างในโกดังอีกที เทคานส่วนที่เป็นกำแพง วางตอม่อเสาใหม่ และก่อกำแพงขึ้นมาด้านใน แต่ด้านนอกยังคงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม จากเดิมที่เป็นหลังคาเต็ม เขารื้อหลังคาออกครึ่งหนึ่ง และปรับพื้นที่ตรงนั้นออกเป็นสวน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดให้คนเดินเข้าไปด้านใน

“ผมเพิ่มพื้นที่ด้วยการขยายเข้ามาในพื้นที่ของเราเอง สร้างคอมมูนิตี้ให้คนมาใช้เวลาวันหยุดกับเพื่อน” ประโยคนี้เห็นจะเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

Community Space

“ผมว่าการใช้คำว่า คอมมูนิตี้ ดูเป็นสถานที่ที่ให้คนมาพบปะกันมากกว่าเป็นพื้นที่ขายของ ผมอยากให้คนมานั่งเล่น มาคุยกัน ใช้เวลานั่งเม้ากับเพื่อนในช่วงวันหยุด ก็เลยใช้คำนี้”

ในตอนนี้ เฮงสเตชั่น เปิดทำการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

คิมไม่ได้ต้องการให้ที่นี่กลายเป็นผับหรือบาร์ สาเหตุมาจากส่วนหนึ่งของพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว เขาขอแค่ให้คนที่มาได้นั่งเล่น พูดคุย พบปะ ไม่จำเป็นต้องรับประสบการณ์ คิดเสียว่าที่นี่คือ ‘สวนหลังบ้าน’ ซึ่งทุกคนเข้ามาเดินเล่นได้อย่างผ่อนคลาย อีกทั้งยังมี 1 ร้านข้าว 1 ร้านกาแฟ 1 ร้านเครื่องหอม และ 2 ร้านเบเกอรี่ คอยรองรับความต้องการของเหล่าผู้คนที่เข้ามาเยือน

แล้วคิมก็พาเราทัวร์ตามร้านต่าง ๆ อย่างเป็นมิตร และให้พวกเขาอธิบายถึงจุดเด่นที่อยากนำเสนอ เราเริ่มต้นกันที่…

School Coffee

ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่หน้าสุดของโครงการ เปรียบเสมือนพื้นที่รับแขกให้ผู้คนเข้ามาซื้อกาแฟหรือเครื่องดื่มก่อนเดินสำรวจ ร้านกาแฟแห่งนี้มีคอนเซปต์ว่า สร้างความสุขให้ทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากธรรมชาติ แหล่งปลูกกาแฟ ต้นกาแฟสายพันธ์ุต่าง ๆ การแปรรูปกาแฟที่เป็นผลไม้ให้กลายเป็นสารกาแฟ ส่วนถัดมาเป็นบาริสต้า และจบลงที่ลูกค้าทุก ๆ ท่านได้รับผลิตภัณฑ์ดี ๆ จากทางร้าน

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกคนในทุกภาคส่วนมีความสุข วงล้อแห่งการพัฒนาก็จะเริ่มเป็นไปตามแนวทางที่ทางร้านตั้งใจ และขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ก็ใส่พลังเข้าไปได้ในบางจังหวะ (ตามที่ทางร้านได้บอกกับเรา) เมื่อมาถึงร้าน School Coffee ลูกค้าเลือกกาแฟที่อยากจิบได้ตามต้องการ ตั้งแต่เมล็ด ระดับการคั่ว และกระบวนการชงกาแฟ ซึ่งเมนูซิกเนเจอร์ที่พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งและยังคงมีตลอดไป นั่นคือ ยาคูลท์ปีโป้ปั่นและโอริโอ้ปั่น เพื่อเป็นเกียรติให้แก่บาริสต้าคนแรกผู้คิดค้น 2 เมนูนี้ที่อยู่คู่กับร้านมาตั้งแต่ยังเปิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อ้อ ขอกระซิบดัง ๆ ว่าร้านนี้เจ้าของเดียวกับ ร้านสุขพอดี นะ

KLĀY concept

ร้านเครื่องหอมที่เน้นเล่าเรื่องราวผ่านงานเซรามิก

เทียนหอมในถ้วยเทียนเซรามิกมาจากเทศบาลเมืองแม่โจ้ เนื่องจากทางร้านพยายามสนับสนุนผู้ประการรายย่อยให้ได้มากที่สุด สินค้านิยมคือเจ้าก้อนสี่เหลี่ยม วิธีใช้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน หยดน้ำมันหอมระเหยลงบนก้อนเซรามิก แล้วรอให้ดูดซึมน้ำหอม ซึ่งทางร้านดีไซน์ให้มีความกลมอยู่ภายใน จึงเกิดการถ่ายเทเข้า-ออกของอากาศผ่านเนื้อเซรามิก เป็นการกระจายกลิ่นหอมเบา ๆ

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ขณะเดียวกัน ทางร้านยังมีการจัดเวิร์กช็อปให้แก่ผู้ที่สนใจ เป็นการผสมกลิ่มน้ำหอม ทำเทียนหอม และทำเครื่องหอม เน้นเรื่องของการพยายามให้ผ่อนคลายทุกประสาทสัมผัสผ่าน Therapy

เวิร์กช็อปเป็นกลุ่มได้ไม่เกิน 6 คน หากใครสนใจสอบถามหน้าร้านได้เลย 

The Dorm Bakery

หนึ่งในร้านเบเกอรี่ประจำ เฮงสเตชั่น ที่เปิดหน้าร้านเป็นของตัวเองครั้งแรกพร้อมกับโครงการ โดยภายในร้านประกอบด้วยเมนูเบเกอรี่ปกติและเมนูวีแกน (ทางร้านเรียกว่า สูตรเจ) ในราคาไม่แพง 

ทุกเมนูต่างประกอบด้วยความโฮมและแฮนด์เมด เมนูที่ทางร้านแนะนำว่าต้องลองลิ้มให้ได้ ได้แก่ เค้กแคร์รอต พายแอปเปิล และกราโนล่าบาร์ (ปราศจากกลูเต็น อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์)

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

Circle.Pound

ร้านเค้กวันเกิดที่ขายเค้กแบ่งชิ้นสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากทานเยอะมาก เมนูแนะนำ ได้แก่ โยเกิร์ตชีสเค้ก ซึ่งเป็นเมนูที่มีทุกวัน ส่วนเมนูพิเศษ ทางร้านขอแนะนำ เครมบรูเล่ ชีสเค้กท็อปด้วยน้ำตาลเผา เวลากินต้องใช้ช้อนเคาะด้านบน ลูกค้าสนุกด้วย อร่อยด้วย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

POHSOP local-rice eatery

ร้านอาหารจานข้าวที่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้าวอย่างแท้จริง เพราะร้านโพสพเลือกคัดสรรข้าวแต่ละชนิดตามแต่ฤดูกาล เพื่อยกระดับและเชิดชูข้าวให้กลายเป็นพระเอกของร้าน โดยทางร้านบอกว่าทุกเมนูปลอดเนื้อสัตว์ เพราะอยากให้ลูกค้าได้พักท้องจากการย่อยอาหารมื้อหนัก ๆ ที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ และหวังว่าอาหารของทางร้านจะเป็น Comfort Food สำหรับใครหลายคน

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

นอกจากนี้ทางร้านยังไม่ได้เจาะจงสัญชาติหรือประเภทอาหารของตน เพราะด้วยความต้องการที่จะก้าวข้ามการถูกจำกัดความ อาหารของร้านโพสพจึงมีอาหารหลายสัญชาติ และผสมผสานจนเกิดเป็นอาหารหน้าใหม่ได้อย่างลงตัว เช่น พิซซ่าดอย ใช้ผักดองเป็นหน้าพิซซ่า และแป้งทำจากข้าวปุกงา หรือ ข้าวแต๋นทาปาส เป็นการผสมผสานอาหารทานเล่นของสเปนกับไทย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ตามที่บอกไว้ตอนต้น คิมซึมซับเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาไม่มากก็น้อยจากการเดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัยหลายต่อหลายครั้ง แนวคิดในการสร้างสถานที่แห่งนี้จึงพยายามให้กลายเป็นสวนญี่ปุ่นที่ผู้คนมาเดินเล่น นั่งคุย หย่อนใจ รวมไปถึงพักเหนื่อยจากการเดินห้างสรรพสินค้าหรือท่องเที่ยวในช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นระดับไหล่นชนไหล่ ศอกชนศอก 

แม้เฮงสเตชั่น จะเปิดมาเพียง 2 เดือน แต่ก็มีคนแวะเวียนมาสร้างสีสันให้พื้นที่คึกคักไม่ขาดสาย และคิมเองก็อยากขยับขยายพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงวางแผนจะรีโนเวตโกดังอีกหลังที่อยู่ติดกัน เพื่อเพิ่มจำนวนร้านค้า ขยายพื้นที่สีเขียว ลดจำนวนพื้นปูน และใกล้ความเป็นสวนที่สุด 

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
Heng Station
  • 142 ซอยรถไฟ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • 08 3765 0940
  • Heng Station

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load