ธุรกิจ : Wawa Group หรือ บริษัท นิวไวเต็ก จำกัด (เดิม)

ประเภทธุรกิจในอดีต : สิ่งพิมพ์

ประเภทธุรกิจในปัจจุบัน : เทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2500

อายุ : 65 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ไว เธียรนุกุล

ทายาทรุ่นสอง : เกรียงไกร เธียรนุกุล

ทายาทรุ่นสาม : กร เธียรนุกุล

ไม่มีใครเข้าใจคำว่า Digital Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงเฉียบพลันของเทคโนโลยีเท่ากับธุรกิจสิ่งพิมพ์อีกแล้ว

กลิ่นหมึก เสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นและเครื่องพิมพ์ Mitsubishi สีฟ้ารุ่นแรกของประเทศไทยคือสิ่งที่บอกเล่าประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ของ ‘นิวไวเต็ก’ ได้เป็นอย่างดี กระดาษกองโตจำนวนมหาศาลถูกแปลงเป็นใบปลิว โบรชัวร์ คู่มือใช้งานสินค้าและอีกสารพัดสิ่งพิมพ์โฆษณาหลายล้านชิ้นในช่วงกว่า 6 ทศวรรษจากวันแรกของ ไว เธียรนุกุล ผู้ก่อตั้งสู่ปัจจุบัน กร เธียรนุกุล ทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งยังคงนั่งทำงานอยู่ในอาคารเก่าแก่ย่านสี่พระยานี้

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

ผ่านจุดที่รุ่งเรืองที่สุดของวงการสิ่งพิมพ์ และจุดเปลี่ยนที่มาเยือนแท่นพิมพ์เร็วกว่าที่คิด

ว่ากันว่าคนรุ่นแรกคือผู้ก่อร่างสร้างตัวจากสองมือเปล่า และคนรุ่นสองคือผู้ต่อยอดสร้างธุรกิจให้เติบโต แต่บทถัดไปของคนรุ่นสามที่โรงพิมพ์นิวไวเต็กนี้ ต้องการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เชื่อมโยง 45 อุตสาหกรรมไว้ด้วยกันบนตลาดออนไลน์ เพื่อก้าวต่อไปบนเส้นทางที่ท้าทายกว่าเดิม

อยู่รอดเพื่อเติบโต

เติบโตเพื่อสร้างตำนานต่อไปในอนาคต

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

เริ่มต้นที่ ‘เสื่อผืน หมอนใบ’

คุณกรเล่าให้เราฟังว่า คุณปู่ของเขา (ไว เธียรนุกุล) คืออีกหนึ่งตัวอย่างของคนจีนโพ้นทะเลที่มาตามหาอนาคตในเมืองไทย ยุคนั้นเทคโนโลยียังไม่ได้ใกล้ตัวและมีบทบาทกับผู้ประกอบการมากเหมือนปัจจุบัน หนทางเดียวของ ‘คนต้นตระกูล’ หรือเบบี้บูมเมอร์ทั้งหลาย คือต้องขยันทำมาหากิน หนักเบาเอาสู้และเปิดรับทุกโอกาสโดยไม่มีข้อแม้

ปู่ของเขาเห็นว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะคนทำโรงพิมพ์ยังมีน้อยราย จึงก่อตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกของตระกูลที่ตลาดน้อย รับจ้างผลิตสิ่งพิมพ์เพื่อการโฆษณาตั้งแต่ พ.ศ. 2500 จนธุรกิจเติบโตมากขึ้นจึงย้ายมาโรงพิมพ์แห่งใหม่ย่านสี่พระยา ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน

“คุณปู่เล่าว่าแต่ก่อนตรงสี่พระยาโล่งมาก จากนั้นก็เริ่มมีคนจีนเข้ามาทำมาหากิน สังเกตดูชื่อบริษัทแถวนี้จะเป็นชื่อภาษาจีนหมดเลย”

โรงพิมพ์นิวไวเต็กในยุคเริ่มต้นเน้นพิมพ์สื่อโฆษณาเป็นหลัก จนเมื่อธุรกิจถูกส่งต่อให้กับลูกชายคนโตอย่าง เกรียงไกร เธียรนุกุล ทายาทรุ่นสองจึงหันมาขยายตลาดในธุรกิจสิ่งพิมพ์ปลอดการปลอมแปลงหรือ Security Prining สำหรับลูกค้ากลุ่มธนาคาร ซึ่งผลตอบรับดีมาก หลายสถาบันการเงินรวมทั้งแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง American Express ต่างก็เป็นลูกค้าของที่นี่ทั้งนั้น เนื่องจากการพิมพ์ลักษณะนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและมีเพียงไม่กี่โรงพิมพ์ที่ทำได้ ขณะเดียวกันสิ่งพิมพ์โฆษณาที่เป็นรายได้สำคัญก็ยังเติบโตต่อเนื่องด้วย

“สมัยผมยังเด็ก ธุรกิจโรงพิมพ์ดีมาก ทำงานกัน 7 วันแทบไม่หยุดเพราะงานล้นมือ ตั้งแต่จำความได้ ผมเดินเข้าไปในโรงพิมพ์ก็เห็นเครื่องพิมพ์ทำงานเสมอ วุ่นวายมาก กลับมาดึกแค่ไหนก็เห็นคนงานเดินไปมา รถจัดส่งวิ่งเข้าออกตลอด โกดังที่นี่ไม่ได้ใหญ่เท่าคนอื่น ก็ต้องบริหารจัดการพื้นที่ให้ดี อยู่ข้างนอกเวลาเจอใบปลิวของแบรนด์ดัง ๆ ที่พิมพ์จากโกดังเรา ก็ภูมิใจว่านี่มันของบ้านเราพิมพ์นี่นา”

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่
จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

งานพิมพ์ที่ดีเขาดูกันอย่างไร

คุณกรบอกว่าคนในวงการพิมพ์จะดูกันที่เม็ดสี เมื่อพิมพ์งานเสร็จแล้ว เม็ดสีต้องไม่เหลื่อมกัน ผู้เชี่ยวชาญจะใช้กล้องส่องแบบเดียวกับการตรวจสอบอัญมณี เพื่อดูว่างานพิมพ์คมชัดหรือไม่ การลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์คุณภาพสูงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่าคู่แข่งได้ แม้จะต้องใช้เงินราว 30 – 40 ล้านบาทต่อเครื่อง แต่การทำธุรกิจในช่วง ‘ขาขึ้น’ อย่างไรเสียก็มีกำไร โรงพิมพ์นิวไวเต็กไว้เวลาเพียง 2 – 3 ปีเท่านั้นก็คืนทุนแล้ว

คำสอนที่คุณปู่สอนคุณพ่อ และคุณพ่อก็สอนเขาต่อกันมาคือ “ทำธุรกิจอะไรก็ได้ แต่ขอให้สุจริต ไม่เบียดเบียนคนอื่น” คุณกรจึงเชื่อว่าธุรกิจต้องยึดเรื่องความดีเป็นหลักก่อน ไม่นานจากก้าวแรก นิวไวเต็กเติบโตมากขึ้นจากรุ่นที่หนึ่งไปสู่รุ่นที่สอง ในยุคที่การพิมพ์เฟื่องฟูที่สุดได้

คุณพ่อเกรียงไกร เป็นที่นับหน้าถือตาในอุตสาหกรรมนี้มานานแล้ว เคยดำรงนายกสมาคมการพิมพ์ไทยมาหลายสมัย และมีส่วนผลักดันให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมสินสาคร (ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร) ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ธุรกิจการพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทย ความมุ่งมั่นในตอนนั้นคือการยกระดับวงการการพิมพ์ โดยมีคู่เทียบที่สำคัญคือประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ของเอเชีย ทั้งที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยและจำนวนอุตสาหกรรมก็น้อยกว่า จึงเป็นที่มาของพื้นที่อุตสาหกรรมการพิมพ์ขนาดใหญ่และสถาบันการพิมพ์ไทย (Thai Printing Academy) ผลิตคนมีฝีมือออกไปสร้างชื่อเสียงในเวทีสากลจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของธุรกิจการพิมพ์ ราคางานพิมพ์ดีมาก เราเลือกลูกค้าเองด้วยซ้ำว่าเราอยากจะทำให้ใคร แต่เดี๋ยวนี้ลูกค้าเป็นฝ่ายเลือกเรา เพราะอุปสงค์ต่ำกว่าอุปทานมาก แถมสู้ราคากันจนกำไรแทบไม่มี”

ขึ้นชื่อว่าโลกธุรกิจ ไม่เคยมีอะไรง่ายและจะไม่มีวันง่าย การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ภาพอดีตที่หอมหวานผ่านไปอย่างรวดเร็ว สื่อดิจิทัลขยายตัวสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เสน่ห์ของสิ่งพิมพ์จึงแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมที่เคยมีอีกต่อไป

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่
จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

เทคโนโลยีป่วน ธุรกิจเปลี่ยน

เดิมคุณกรมีแผนไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังจากเรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผัน เมื่อต้องกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวเร็วกว่าที่คิด เนื่องจากคุณน้าซึ่งเป็นกำลังหลักฝั่งทีมขายเสียชีวิต เขาจึงต้องรับหน้าที่ดูแลลูกค้ารายใหญ่ต่อ ในวันที่อะไร ๆ ก็ไม่เป็นใจเอาเสียเลย

“ผมไปคุยกับลูกค้ารายใหญ่ทั้งหมด เพื่อแนะนำตัวว่ามาทำแทนคุณน้า เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง จำได้เลยว่าเจอลูกค้าอินเดีย เขาบอกผมว่ามีข่าวร้ายนะ คืองบประมาณโฆษณาสื่อออฟไลน์สำหรับการทำการตลาดก็คือสิ่งที่เราทำให้ทั้งหมด จะโดนหั่นออกไป 80 เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นคนเริ่มนิยมใช้เฟซบุ๊กและยูทูบกันมากแล้ว เห็นว่าช่องทางการทำการตลาดออนไลน์มีประสิทธิภาพมากกว่า ตรวจสอบได้เลย คนก็เทเงินไปการตลาดออนไลน์กัน วันนั้นผมรู้เลยว่า สิ่งที่เราทำอยู่ไม่ทันสมัยแล้ว มันไม่ใช่แล้วล่ะ”

คุณกรพบว่าลูกค้ารายอื่น ๆ ก็บอกกับเขาแบบนี้เช่นกัน จึงปรึกษากับคุณพ่อในฐานะนักธุรกิจใหญ่ซึ่งเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงมาก่อนหน้านี้ จากการเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ และพบว่าการพิมพ์เพื่อการโฆษณาไม่ได้มีอนาคตที่สดสดใสอีกต่อไป สองพ่อลูกนั่งคุยกันว่าจะทำอย่างไรกับธุรกิจของครอบครัว ซึ่งเวลานั้นโรงพิมพ์หลายรายเริ่มหันไปผลิตบรรจุภัณฑ์แทน เพื่อสอดรับกับการขายของออนไลน์ที่เติบโตมากขึ้น ปรับแต่งเครื่องจักรและกระบวนการเข้าไปก็ทำให้เห็นทางออกเพื่อหนีตายได้

แต่นั่นไม่ใช่ทางที่คุณกรเลือก

เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องทำสิ่งใหม่โดยไม่ยึดโยงกับอุตสาหกรรมเดิม นั่นคือแพลตฟอร์มออนไลน์ในชื่อ Wawa Pack เป็นการต่อยอดจากความรู้ด้านบรรุภัณฑ์และเครือข่ายทางธุรกิจที่ครอบครัวมี ตั้งเป้าเป็นตลาดออนไลน์สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์และคู่ค้าหรือ B2B โดยเฉพาะ โดยที่คุณกรต้องดูแลทั้งธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่เป็นหลักยึดของครอบครัวและธุรกิจดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

“Wawa Pack เริ่มจากทีมเล็ก ๆ เราดึงพนักงานนิวไวเต็กที่ดูมีหน่วยก้านดีมาร่วมกันทำงาน จะสัมภาษณ์ดูความเข้าใจว่าเขารู้จักเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ หรือเปล่า และให้ลองมาทำกันจริง ตอนนั้นคุณพ่อและผู้ใหญ่ในครอบครัวเขาก็ไม่ได้ปิดกั้นแต่ก็มีข้อสงสัยในใจ อย่างลงทุนของโรงพิมพ์ยังได้เห็นเครื่องจักรที่จับต้องได้ รู้ว่ามีสินทรัพย์เท่าไหร่ ขายต่อก็ได้ แต่มาทำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มจับต้องไม่ได้ ก็เลยกล้า ๆ กลัว ๆ คิดกันว่ามันจะดีหรือเปล่า แถมลงทุนเยอะด้วย พอไม่ใช้แล้วจะขายต่อก็ไม่ได้มีมูลค่าอะไรอีก หายไปเลย ไม่เหมือนเครื่องจักรที่ขายต่อมือสองหรือขายเป็นเศษเหล็กได้”

เป็นเรื่องธรรมดาของคนรุ่นใหม่ที่ต้องสานต่อธุรกิจของครอบครัว ทุกคนจะต้องพิสูจน์ฝีมือการบริหารธุรกิจเพื่อซื้อใจหัวหน้าคนสำคัญ ซึ่งก็คือบุพการีหรืออาจเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ยังมีบทบาทและอำนาจตัดสินใจในองค์กร ทายาทรุ่นสามของนิวไวเต็กเชื่อว่าการยืมปากคนอื่นมาพูดแทน คือวิธีการที่ช่วยได้มาก จึงสมัครเข้าแข่งขันตามเวทีแข่งขันหรือพิชชิ่งของกลุ่มสตาร์ทอัพ เพื่อทำให้ ‘คนนอก’ มาช่วยรับรองวิธีคิดและไอเดียของเขาว่าน่าสนใจและทำได้จริงผ่านรางวัลต่าง ๆ ที่คว้ามาได้

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย
เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมบอกเขาว่าจะไปหาลูกค้าของโรงพิมพ์นะ แต่ที่จริงผมไปพิชชิ่งกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแทน หายไป 3 วันเลย คุณพ่อก็เข้าใจว่าผมไปหาลูกค้า จนผมก็ได้รางวัลรองชนะเลิศกลับมา นั่นเป็นเวทีแรกเลย ผมแบกรางวัลมาโชว์ให้พวกเขาเห็นว่างานของผมมีคนซื้อไอเดียนะ ก็เลยสร้างความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น เขาเลยให้ลอง หลังจากนั้นก็ยังไปประกวดอีกหลายเวที 

“ทำ Wawa Pack ถือว่าท้าทายมาก เพราะตลาดออนไลน์แบบ B2B ตอนนั้นเป็นเรื่องที่ใหม่มาก ผมอายุน้อย คนที่คุยด้วยก็เป็นคนรุ่นพ่อ ถ้าเจอคนต่างรุ่นก็ต้องใช้รางวัลและการรับรองที่ได้ทั้งจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) รวมทั้งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มาสร้างความมั่นใจ จะดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น”

เมื่อโจทย์เก่าถูกแก้ด้วยวิธีการใหม่ ก็มักจะมีโจทย์ใหม่เข้ามาทายเสมอ

การเดินทางจากนิวไวเต็กจึงไม่ได้จบแค่เพียง Wawa Pack เท่านั้น

ฝันใหญ่ที่ต้องไปให้ถึงกับแพลตฟอร์มสินค้าอุตสาหรรมของคนไทย

เมื่อธุรกิจใหม่ขยายตัวได้พอสมควร จนมีสินค้ากว่า 3,000 รายการในระยะเวลาไม่กี่เดือนจากผู้ขายนับร้อยราย คุณกรเห็นโอกาสต่อยอดจากห่วงโซ่อุปทานที่หลายบริษัทบนแพลตฟอร์มมี ซึ่งไม่ได้ทำแค่บรรจุภัณฑ์เท่านั้น ยังมีสินค้ากลุ่มอื่นอีกมากในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีศักยภาพด้วย

“ลูกค้าก็มาคุยว่าในเครือของเขามีสินค้าประเภทอื่นอีกเยอะ ถ้าเอาสินค้าทั้งบริษัทเขามาขายบนแพลตฟอร์มนี้ได้หรือเปล่า ก็เลยเกิดไอเดียว่านี่อาจเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของเรา เพราะถ้าจำกัดแค่บรรจุภัณฑ์ ตลาดก็จะแคบ แต่ถ้าคนต้องการสินค้าประเภทอื่นด้วยมันก็ขายได้ ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก Wawa Pack เป็น myWawa ซึ่งตั้งเป้าจะเป็นตลาดออนไลน์ของ 45 กลุ่มอุตสาหกรรมไปเลย”

สิ่งที่น่าทึ่งของการเชื่อมจุดในโลกธุรกิจ คือจะมีจุดใหม่ ๆ ให้เชื่อมต่อไปเสมอ

แม้จะยังไม่ได้เปิดตัวในวงกว้างอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันแพลตฟอร์ม myWawa มียอดขายเกิดขึ้นระดับพันล้านบาท จากผู้ขายรายใหญ่ที่มีความเคลื่อนไหวประจำหลายสิบราย สำหรับเป้าหมายในอนาคต คุณกรต้องการดึงกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) เข้ามามากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมและเป็นพื้นที่ของผู้ประกอบการไทยโดยคนไทยอย่างแท้จริง โจทย์สำคัญที่ต้องแก้ของคนตัวเล็กคือข้อจำกัดด้านบุคลากร เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ต้องช่วยกันเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่โลกดิจิทัลด้วยกัน

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

ธุรกิจใหญ่ไปได้ ธุรกิจก็ต้องมีทางเดินด้วย

สำหรับโครงสร้างองค์กรนั้น นิวไวเต็กจะเป็นเหมือน ‘ยานแม่’ หรือบริษัทโฮลดิ้งของ Wawa Group ที่แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วยกลุ่มแรกคือ Wawa Service and Marketing Group นั่นคือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ myWawa ที่เป็นทั้งตลาดและการบริการลูกค้า กลุ่มที่สองคือ Wawa Financial Group ธุรกิจด้านความปลอดภัยที่เข้ามาช่วยเสริมแพลตฟอร์มให้แข็งแรง เพื่อการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานและการชำระเงินที่ปลอดภัย และกลุ่มที่สามคือ Wawa Logistics Group ธุรกิจบริหารจัดการการขนส่งที่เกิดขึ้นบน myWawa

ความท้าทายของตลาด B2B คือมีปริมาณการซื้อขายที่ใหญ่ ผ่านกระบวนการทางธุรกิจที่มากกว่าการขายปลีกโดยตรงให้กับผู้บริโภค ผู้ซื้อสินค้าจะสอบถามราคาสินค้าโดยอ้างอิงจากปริมาณที่ต้องการจากนั้นผู้ขายจะเสนอราคา ต่อรองเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่พอใจทั้งสองฝ่าย จากนั้นจึงเปิดคำสั่งซื้อพร้อมกับตกลงเงื่อนไขการชำระเงินในรูปแบบเครดิตเทอม ซึ่งระบบของ myWawa ต้องรองรับขั้นตอนที่สลับซับซ้อนเหล่านี้ทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่การสอบถามสินค้าไปจนถึงการจัดส่งถึงโรงงาน

“อย่างเรื่องการขนส่ง เขาไม่ได้ส่งกันเป็นชิ้น แต่ส่งเป็นรถคันใหญ่ทีละ 50 – 60 ลัง ดังนั้น จะใช้ขนส่งรูปแบบเดิมไม่ได้ เราจะใช้แบบเหมาทั้งคัน จะขนของขึ้นเต็มคันหรือครึ่งคันก็ตามที ค่าขนส่งจะถูกลง เรื่องนี้คนทำธุรกิจส่วนใหญ่คุ้นเคยดี จะต่อรองกันอยู่แล้วว่าถ้าส่งปริมาณมาก ๆ จะมีส่วนลดเพิ่มหรือเปล่า พอตกลงกันได้ก็คุยกันเรื่องเงื่อนไขการชำระเงินต่อ ส่วนใหญ่ใช้การโอนเงินหรือจ่ายเช็คกันทั้งนั้น”

กลายเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบเต็มตัว เหลือภาพแท่นพิมพ์และกลิ่นหมึกเป็นความทรงจำสีจาง ๆ เท่านั้น

“คุณพ่อผมเห็นธุรกิจการพิมพ์ที่รุ่งโรจน์มาก ๆ มาวันนี้ต้องเปลี่ยนผ่านแล้ว เขารู้นะว่าต้องหันไปทำอย่างอื่นมากขึ้น แต่ก็ทำใจได้ยากอยู่ดี ต้องใช้เวลา เราคิดกันว่ามาถูกทางแล้วล่ะ ผลตอบรับค่อนข้างดี สมัยก่อนนิวไวเต็กเป็นตัวบอกว่าเราคือใคร ตอนนี้ก็จะไปอยู่เบื้องหลังและใช้ Wawa Group นำหน้าแทน ตอนนี้พนักงานของนิวไวเต็กน้อยลงมาก หลายคนก็เกษียณไปแล้ว บางคนบอกว่าเห็นคุณกรตั้งแต่แรกเกิด คนที่อยู่ตอนนี้เราก็ยังให้เขาทำงาน แต่ไม่ได้รับคนและไม่ได้ลงทุนเพิ่มแล้ว”

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

ส่งต่อความคิด สื่อสารเพื่อความเข้าใจ

ธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินการมายาวนานมักจะเจอปัญหาการทำงานของคนต่างรุ่น คนรุ่นเก่าถือเป็นหลักสำคัญที่ช่วยเจ้าของธุรกิจสร้างเนื้อสร้างตัว อยู่รอดจนเติบโตได้ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็เป็นเรี่ยวแรงที่เป็นอนาคตเพื่อสานต่อและเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่สิ่งใหม่ คุณกรในฐานะทายาทรุ่นสามเชื่อว่าการสื่อสารระหว่างกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะผสานศักยภาพของคนในองค์กรเข้าด้วยกันได้

“คนรุ่นเก่าไม่ใช่ไม่เก่งนะ เขามีประสบการณ์เยอะมาก เรื่องอะไรที่เขาเคยผิดพลาด เราก็รับฟังและเอามาใช้ แต่ไม่ไปบังคับให้เขามาเชี่ยวชาญเทคโนโลยีแบบเด็ก ๆ เราเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตโดยที่ไม่มีคนรุ่นเก่ามาคอยดึงเขาไว้ ต้องรักษาสมดุล หน้าที่ของซีอีโอคือการทำให้คนทั้งสองรุ่นทำงานด้วยกันได้ Wawa Group จะวิ่งไปข้างหน้าและดึงคนเก่ง ๆ เข้ามาให้ได้ ต้องเป็นมืออาชีพเหมือนกับองค์กรระดับโลกที่คนอยากเข้ามาทำงาน ไม่เพียงแต่คนไทย คนต่างชาติก็ต้องอยากมาทำงานกับเราด้วย”

คุณกรในวันนี้เป็นทั้งลูกชายคนโตของครอบครัว และหลานชายคนโตของตระกูลเธียรนุกุล อีกบทบาทที่สวยงามคือการเป็นคุณพ่อของลูกชายตัวน้อย ๆ ซึ่งเขาตั้งใจว่าจะไม่บังคับให้ลูกมาสานต่อธุรกิจถ้าเขาไม่ได้สนใจจะทำ อย่างไรก็ตาม องค์กรนี้ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรมืออาชีพอยู่ดี การเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและลองทำสิ่งที่ตัวเองชอบจึงสำคัญมากกว่า

“ถ้าเขาอยากทำอย่างอื่น อย่างเป็นนักกีฬาหรือนักดนตรี ผมก็จะให้เขาทำ ไม่ห้าม พยายามจะไม่ให้บรรยากาศองค์กรเป็นกงสี อยากให้เป็นมืออาชีพ ถ้าลูกจะเข้ามาทำก็ควรมีฝีมือ ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ก่อน ไม่ใช่ว่าเป็นลูกผมแล้วมาเป็นผู้จัดการได้เลย

“ผมบอกเสมอว่าสตาร์ทอัพของผมไม่ได้เริ่มมาจากโรงรถ เราเริ่มจากโรงพิมพ์ ความท้าทายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถึงผมไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่ก็มีตำนานธุรกิจของครอบครัวอยู่ ความยากคือทำอย่างไรผู้ใหญ่จะยอมรับและมั่นใจในตัวเรา ต้องทำให้เขาเปิดใจและอยากลองสิ่งใหม่กับเรา มันใช้เวลาและความอดทนนะ การเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ละที่มีวิถีไม่เหมือนกัน แต่เริ่มต้นเหมือนกันได้คือ การสื่อสารที่ดี เข้าใจปัญหาซึ่งกันและกัน และดูว่ามีทางแก้อะไรได้บ้าง”

ไม่เคยมีสูตรสำเร็จที่ตายตัว มีแต่ธุรกิจที่ตายไปจากระบบเพราะยึดติดกับความสำเร็จเดิม ชื่อนิวไวเต็กจะยังคงอยู่ต่อไป แต่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรใหม่ ๆ ที่ยืดหยุ่นมากพอกับการเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า

ใครที่ไม่เปลี่ยน สักวันก็ต้องถูกบังคับให้เปลี่ยนอยู่ดี

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด (มหาชน)

ประเภทธุรกิจ : เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน, ออกแบบตกแต่งภายใน

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2552 

ผู้ก่อตั้ง : กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ

ทายาทรุ่นสอง : ศริตา ปัทมสัตยาสนธิ

Chic Republic เริ่มโด่งดังมาจากเฟอร์นิเจอร์สไตล์วินเทจจากสาขา Stand Alone ขนาดใหญ่ เติบโตเป็นศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้าน ของใช้ในบ้าน โคมไฟตกแต่ง และเครื่องนอนที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่ง

ด้วยภาพลักษณ์สินค้าพรีเมี่ยม คุณภาพมาตรฐานเทียบยุโรปและอเมริกา มีสไตล์ที่หลากหลายและทันสมัยทั้งสินค้าและบรรยากาศร้าน ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่แท้จริงแล้วนี่คือธุรกิจครอบครัวสัญชาติไทยที่สร้างจากการสั่งสมประสบการณ์ของ คุณกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ และต่อยอดจนแตกเป็น Chic Design Studio บริการตกแต่งออกแบบภายใน (Interior & Turnkey Service) โดยทายาทรุ่นสองวัย 28 ปี ฟาง-ศริตา ปัทมสัตยาสนธิ 

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองวันนี้ ชวนมาเรียนรู้เรื่องราวธุรกิจครอบครัวที่ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และวิสัยทัศน์ เพื่อสร้างความแตกต่าง รวมถึงแนวคิดการขยายธุรกิจด้วยการ Diversify และ Transform องค์กรของทายาท ที่สอนให้รู้ว่าการสานต่อธุรกิจไม่ได้มีแค่การต่อยอดจากสินค้าเดิม กับการแยกออกไปทำบริษัทใหม่เท่านั้น

การขยาย Chic Republic ของทายาทรุ่นสอง ด้วยเป้าหมายที่จะเป็นธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ครบวงจร

ก่อตั้งธุรกิจจากประสบการณ์

คุณกิจจา ปัทมสัตยาสนธิ เริ่มสร้างอาณาจักร Chic Republic จากศูนย์ แต่ต้นทุนที่มีคือประสบการณ์กว่า 30 ปี ในการออกแบบ ผลิต จำหน่าย และส่งออกเฟอร์นิเจอร์ต่างประเทศ ทำให้รู้จักมักคุ้นกับวงการผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ซึมซับความรู้ว่าต้องผลิตอย่างไรให้ออกมาดี รู้เทคนิคการผลิตอย่างละเอียดลึกซึ้ง อีกทั้งยังช่ำชองว่าวัสดุแต่ละชนิดควรใช้ยังไง การเย็บควรเย็บแบบไหน รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงลดต้นทุนได้ แต่คุณภาพยังดีอยู่

ด้วยชั่วโมงบินที่ยาวนานเหล่านี้ ทำให้เขาสร้างธุรกิจขึ้นมาได้โดยไม่ได้สร้างโรงงานของตัวเอง แต่เน้นสร้างคอนเนกชันกับแหล่งผู้ผลิตที่ทำงานเข้าขากันดี ทำให้การเริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเยอะ

เมื่อสิบปีที่แล้ว แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสไตล์โมเดิร์น คุณกิจจามีความคิดอยากทำแบรนด์ไทยพรีเมี่ยมของตัวเองที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น จึงเริ่มผลิตเฟอร์นิเจอร์วินเทจซึ่งยังไม่ค่อยมีใครทำในไทย และเป็นที่ต้องการของตลาด พร้อมสร้างร้าน Stand Alone สาขาแรกของ Chic Republic ที่เลียบทางด่วนรามอินทรา ด้วยอาคารทรงโดมแบบยุโรป และการตกแต่งร้านใหญ่ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทำให้แบรนด์ติดตาและเป็นที่สนใจ

สไตล์ของ Chic ที่แตกต่างด้วยการ Mix & Match 

จากเฟอร์นิเจอร์วินเทจ ต่อมา Chic Republic เพิ่มความแตกต่างด้วยการรวมเฟอร์นิเจอร์หลากหลายสไตล์ทั้ง Modern Luxury, Industrial, Vintage และ Contemporary ในที่เดียว กลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในทุกวันนี้ เรียกว่า ModTrad มาจาก Modern + Traditional การผสมผสานระหว่างความทันสมัยและคลาสสิกของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน

ฟาง-ศริตา ปัทมสัตยาสนธิ พาเดินชมร้าน ซึ่งมีการวางเฟอร์นิเจอร์โมเดิร์นกับวินเทจเรียงสลับกัน พร้อมเล่ามุมมองการตกแต่งบ้านในแบบของชิค 

“คนไทยมักเข้าใจว่าบ้านโมเดิร์นต้องตกแต่งทันสมัย บ้านโบราณหน่อยก็ต้องวินเทจเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว Mix & Match ได้ ต่างประเทศนิยมผสมการแต่งหลายแบบเข้าด้วยกันมานานแล้ว และตกแต่งออกมาสวยได้”

การต่อยอดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวด้วย Chic Design Studio ของทายาทรุ่นสอง Chic Republic

ฟังแล้วรู้สึกว่าการแต่งห้องนั้นคล้ายการแต่งตัว คือ เลือกไอเท็มหลายสไตล์มาใส่ได้ในชุดเดียวกัน มี Furniture Stylist ช่วยเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เข้ากับห้องคล้าย Fashion Stylist ที่ช่วยลูกค้าแต่งตัว การเดินเลือกสินค้าที่นี่จึงสนุกตรงเปิดโอกาสให้คนที่มองหาของแต่งบ้าน มองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ในการแต่งห้องออกมา เกิดเป็นห้องที่มีสไตล์เฉพาะของตัวเอง

ฟางบอกว่าชิคมีเป้าหมายคือการออกแบบสินค้าใหม่ทุกเดือน เพราะคุณพ่อบอกว่าร้านเสื้อผ้ายังเปลี่ยนดีไซน์ทุกซีซั่นได้ เฟอร์นิเจอร์ก็ทำได้เหมือนกัน 

แม้คุณกิจจาและคุณฟางจะไม่ได้เรียนด้านการออกแบบมาโดยตรง แต่การไปดูงานดีไซน์แฟร์ที่อิตาลีเสมอเพื่อศึกษาเทรนด์โลก ทำให้กำหนดทิศทางให้ดีไซเนอร์ในทีมได้รู้ว่าดีไซน์แบบไหนกำลังเป็นที่นิยม ทั้งนี้ คุณฟางบอกว่า “ไม่ได้ออกแบบใหม่ทั้งหมดทุกครั้ง ใช้วิธีปรับนิดหน่อย เช่น เปลี่ยนวัสดุจากผ้ากำมะหยี่เป็นโพลีเอสเตอร์ เปลี่ยนขาไม้เป็นขาเหล็ก เปลี่ยนหมุดเป็นแบบอื่น และปรับดีไซน์ให้นั่งสบาย เหมาะกับสรีระของคนไทย”

ทุกวันนี้คุณกิจจาหรือคุณพ่อของฟางยังคงตำแหน่ง CEO ที่ดูแลด้านการพัฒนาสินค้าเป็นหลัก นอกจากเลือกสไตล์ที่หลากหลายแล้ว ยังยึดหลักว่าสินค้าที่ดีต้องมีความสบาย โซฟาและเก้าอี้ต้องมีขนาดและความลึกเหมาะสม เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งด้านฟังก์ชันและความสวยงาม และฟางเองในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ ก็ได้เอาไอเดียเทรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาร่วมพัฒนาสินค้าด้วย

การต่อยอดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวด้วย Chic Design Studio ของทายาทรุ่นสอง Chic Republic
การต่อยอดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวด้วย Chic Design Studio ของทายาทรุ่นสอง Chic Republic

Stand Alone ที่ครบจบที่เดียว 

ก่อนการมาถึงของยุคดิจิทัลที่การขายออนไลน์บูม การขยายธุรกิจในสมัยก่อนของแบรนด์เน้นการเพิ่มจำนวนร้าน ฟางจำหลักการขยายสาขาของคุณพ่อได้ว่า 

“ไม่ว่ายังไงเราจะไม่เน้นขยายสาขาในห้าง เพราะมีพื้นที่น้อยและค่าเช่าค่อนข้างสูง” ดังนั้นทุกสาขาของ Chic Republic ในกรุงเทพฯ ที่เปิดตามมาภายหลัง จึงล้วนคงคอนเซ็ปต์ที่เป็นจุดเด่นของสาขาแรกคือ ร้าน Stand Alone ขนาดใหญ่ โดยเลือกย่านที่มีโครงการบ้านจัดสรรเยอะ อย่างบางนา ราชพฤกษ์ ประดิษฐ์มนูธรรม เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อในโครงการ 

ส่วนในต่างประเทศ ชิคเลือกไปเปิดที่กัมพูชาในห้างสรรพสินค้า Aeon Mall Sen Sok City เพราะเห็นพฤติกรรมลูกค้ากัมพูชาที่มีความชอบคล้ายคนไทย มีเทรนด์ของแต่งบ้านคล้ายกัน และแทบไม่มีคู่แข่งเลย

จุดเด่นของร้าน Stand Alone ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ตั้งแต่ 10,000 – 15,000 ตารางเมตร ทำให้มีของแต่งบ้านเรียงรายให้เลือกสรรเยอะ ฟางมองว่าด้วยเทรนด์ดีไซน์ของต่างประเทศและไทยใกล้เคียงกันมากขึ้น ทำให้ลูกค้าเริ่มเข้าใจสไตล์ของแต่งบ้านที่หลากหลายและรู้จักแบรนด์มากขึ้น 

“แต่ก่อนคนเข้าใจว่ารอยที่เฟอร์นิเจอร์วินเทจคือมีตำหนิ แต่ที่จริงเป็นเอกลักษณ์ของลายไม้สไตล์วินเทจ”

ด้วยความที่สินค้ามีเยอะ Chic Republic จึงแบ่งออกเป็นแบรนด์ย่อยหลายแบรนด์เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม

การขยาย Chic Republic ของทายาทรุ่นสอง ด้วยเป้าหมายที่จะเป็นธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ครบวงจร

Chic Republic เป็นสินค้าชิ้นใหญ่ สำหรับคอนโดหรือบ้านขนาดใหญ่ 

Rina Hey เป็นสไตล์ Loft Industrial เหมาะสำหรับคนวัย 20 ต้น ผู้อาศัยในคอนโดขนาดเล็ก มองหาของชิ้นเล็กลงมาและราคาไม่แพง ฟางเล่าว่าระยะหลังคนนิยมแบรนด์นี้มากขึ้น โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นฟังก์ชันประหยัดพื้นที่ จึงเลือกมาขาย เช่น โต๊ะที่เปิดออกมาแล้วกางเป็นโต๊ะทำงานหรือโต๊ะกาแฟได้

ส่วน Ashley เป็นแบรนด์นำเข้าโด่งดังจากอเมริกา สไตล์อเมริกัน Urbanology, Vintage Casual, Contemporary และ New Tradition ที่มีความเรียบและคลาสสิก

นอกจากนี้สิ่งใดที่ลูกค้ามองหาแล้วแบรนด์ไม่ได้ผลิตเอง ชิคก็จะเติมเต็มความต้องการของลูกค้าด้วยการคัดเลือกแบรนด์อื่นที่มีคุณภาพเข้ามา ดังเช่นโซน Sleep Gallery เน้นเลือกที่นอนจากแบรนด์คุณภาพและและรุ่นสินค้าที่หาไม่ได้จากที่อื่น โซนดอกไม้และต้นไม้ประดิษฐ์ ภาพศิลปะและของตกแต่งบ้านอื่น ๆ 

“ถ้าอยากตกแต่งบ้าน มาที่เราที่เดียวจบ” ฟางสรุปคุณค่าของธุรกิจครอบครัวที่คุณพ่อของเธอวางรากฐานไว้อย่างแข็งแรง 

การขยาย Chic Republic ของทายาทรุ่นสอง ด้วยเป้าหมายที่จะเป็นธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ครบวงจร

ออกแบบห้องเพื่อส่งเสริมเฟอร์นิเจอร์ 

หลังจากเริ่มเข้ามาช่วยคุณพ่อดูแลด้านการตลาดให้ธุรกิจครอบครัวในช่วงแรก ฟางเริ่มวางแผนขยับขยายธุรกิจ “ลูกค้าหลายคนถามว่าเรามีบริการตกแต่งบ้านด้วยไหม เรามองว่าขายเฟอร์นิเจอร์มา 10 ปีแล้ว Interior Design เป็นธุรกิจที่เสริมกันเลยทำขึ้นมา” 

Chic Design Studio เป็นธุรกิจบริการออกแบบตกแต่งภายในยูนิตใหม่ ที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวเป็น One Stop Service ในเรื่องบ้านอย่างเต็มตัวมากขึ้น ดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ ออกแบบจนถึงรับเหมาก่อสร้าง ทั้งคอนโด บ้าน ร้านอาหาร คาเฟ่ โดยทีมงานที่เคยมีประสบการณ์จากบริษัทสถาปนิกชั้นนำ

ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการเฟอร์นิเจอร์ การบริการการออกแบบภายในจึงคำนึงถึงการเลือกใช้ของตกแต่งที่สอดคล้องกับห้องด้วย นำเสนอเฟอร์นิเจอร์บิลด์อินและของแต่งห้องของ Chic ที่มีครบจบตั้งแต่โซฟา เตียง โต๊ะทานข้าว โต๊ะข้างเตียง โต๊ะทานกาแฟ ผ้าปูเตียง เครื่องนอน หมอน โคมไฟ

แน่นอนว่าสไตล์การตกแต่งห้องต่อยอดมาจากสไตล์เฟอร์นิเจอร์ที่มีหลากหลาย ตั้งแต่ห้องแบบ Classic Chic ผสานความคลาสสิกและโมเดิร์นเข้าด้วยกันอย่างหรูหรา Industrial Loft ที่มีความเท่ดิบของสัจจะวัสดุอย่างมีสไตล์ และ Modern Muji แบบมินิมอลอบอุ่นสไตล์ญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยม

การต่อยอดหรือแตกไลน์ธุรกิจจากสินค้าเดิมแบบนี้ เรียกว่า Diversify ช่วยกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจและยังส่งเสริมกันและกันในการบริการลูกค้าอีกด้วย

ในอนาคตฟางมองว่าอยากผลักดันแผนกตกแต่งภายใน สู่การเป็นพาร์ตเนอร์กับโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจังขึ้น ด้วยการออกแบบตกแต่งห้องของโครงการในมุมที่ขายยากให้มีเอกลักษณ์เพื่อให้ขายได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ เธอยังมองว่ายังแตกบริการออกไปได้อีก ด้วยบริการเช่าเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านสำหรับเจ้าของโครงการ และคนจัดอีเวนต์ที่อยากเช่าเฟอร์นิเจอร์ชั่วคราวเพื่อมาจัดห้องตัวอย่างหรือกิจกรรมต่าง ๆ

การบริหารของทายาท Gen Y ที่เข้าใจวิธีทำงานของพ่อ

ผลพลอยได้ของการการแตกธุรกิจออกเป็นยูนิตใหม่ คือการบริหารทีมได้ง่ายขึ้น วิธีการทำงานของทีมออกแบบตกแต่งภายในที่เต็มไปด้วยสมาชิกทีมเจเนอเรชัน Y ของฟาง แตกต่างกับวัฒนธรรมองค์กรของแผนกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่คุณพ่อดูแลมายาวนาน เมื่อแยกแผนกกันชัดเจน ทำให้การบริหารงานดำเนินไปอย่างราบรื่นขึ้น

สำหรับฟาง ประสบการณ์การทำงานประจำในองค์กรสตาร์ทอัพและบริษัทต่างชาติมาก่อน ทำให้สามารถนำส่วนดีของแต่ละที่มาประยุกต์ใช้ในการสร้างระบบ และเตรียมพร้อมธุรกิจครอบครัวให้เข้าสู่โลกยุคใหม่ที่ต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เธอริเริ่มการเพิ่มช่องทางขายออนไลน์ของ Chic Republic ทั้งเว็บไซต์ E-Commerce และ E-marketplace อย่าง Lazada และ Shopee ความท้าทายคือการสร้างระบบขายออนไลน์ที่มีรายละเอียดการจัดการเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารการขนส่งเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นสินค้าชิ้นใหญ่ การเทรนนิ่งพนักงานที่ประกอบเฟอร์นิเจอร์ให้ลูกค้า การถ่ายทอด Service Mind ให้พนักงานรักษามาตรฐานการบริการอย่างสุภาพ

เหล่านี้ต้องมีการสร้างระบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน สิ่งที่ฟางได้เรียนรู้คือการลงมือทำจริงให้คนในองค์กรเห็นผลลัพธ์ จะช่วยให้ทีมยอมรับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ว่าระบบช่วยลดการจัดการงานยิบย่อยในแต่ละวันได้ 

“สิ่งที่คุณพ่อสอนคือ ไม่ว่าเจอปัญหาอะไรในการบริหารคน ให้ยึดหลักว่าลูกค้าสำคัญที่สุด มองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แล้วจะเห็นวิธีแก้ไข” กลับมาแก้ไขในสิ่งที่ทำได้ เช่น เริ่มจากคิดว่าจะเทรนนิ่งพนักงานเพิ่มเติมอย่างไร 

ในขณะเดียวกัน ฟางเล่าว่าการเริ่มต้นสิ่งใหม่ในธุรกิจครอบครัวต้องมีการประนีประนอม เพราะวิธีคิดและสไตล์การทำงานของคนต่างเจเนอเรชันย่อมต่างกัน เมื่อมีไอเดียใหม่ เธอมักเริ่มจากทำวิจัยศึกษาข้อมูลก่อนและวางแผนระยะยาวล่วงหน้า 

ความแตกต่างคือ “คุณพ่อจะชอบให้ลงมือทำเลยทันที ไม่ต้องคิดเยอะว่าถ้าล้มเหลวจะเป็นยังไง ถ้าอยากทำก็มุ่งหน้าไปเลยแล้วปรับแผนไประหว่างทางและชอบลงมือทำเองทุกอย่าง พอทำกับคุณพ่อมีหลายอย่างที่เรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องทำวิธีเราก็ได้ ทำอีกวิธีได้เหมือนกัน”

ฟางสรุปว่าแม้วิธีการทำงานไม่เหมือนกัน แต่ก็พยายามปรับ หาจุดตรงกลางที่ทำงานแล้วเสริมกันและกันให้ดีขึ้น 

“ถ้าไปถึงจุดหมายเหมือนกัน ระหว่างทางอาจลงมือทำคนละวิธีก็ได้ เรียนรู้กันและกันไปวันต่อวัน”

การต่อยอดธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัวด้วย Chic Design Studio ของทายาทรุ่นสอง Chic Republic

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load