เมื่อพูดถึงแบรนด์แว่นตาแฟชั่น ทำไมทุกคนต้องคิดถึงแต่แว่นกันแดด

‘แว่นสายตาก็สวยทันสมัยได้’ ชายหนุ่มตรงหน้าบอกเรา ดูจากชุดแต่งกายแล้วเดาไม่ยากว่าเขาคงทำงานด้านการออกแบบ 

คุณมอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger) คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ MYKITA (ไมกีต้า) แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่โดดเด่นเรื่องวัสดุและโครงสร้างแว่นล้ำๆ ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉง ทันสมัย และหรูหรา ในคราวเดียว

ความหรูที่ไม่ได้มาจากการใช้วัสดุตกแต่งเยอะ แต่เป็นหรูแบบเรียบโก้ จนได้ใจนักแสดงคนดังระดับโลกมากมาย 

ย้อนกลับไปใน ค.ศ. 2003 ยุคที่แว่นตามีสีสันสดใสเป็นที่นิยม MYKITA ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักเรียนออกแบบ ผู้เชื่อว่าแว่นตาเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต พวกเขาลุกขึ้นมานำเสนอแว่นตาที่ทำจากสเตนเลสสตีล ออกแบบโครงสร้างใหม่ไม่มีน็อตและสกรูใดๆ ในการเชื่อมต่อ ก่อนจะดังข้ามประเทศและเติบโตกลายเป็นแบรนด์ที่รักของใครหลายคน

The Cloud นัดพบคุณมอริทซ์ในบ่ายวันหนึ่ง ก่อนเวลาเปิดตัวร้าน MYKITA สาขากรุงเทพฯ เพื่อพูดคุยเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างแบรนด์แว่นตาแฟชั่นแบรนด์นี้ ความบังเอิญสมัยฝึกงานนำมาซึ่งความหลงใหลในแว่นตา อยากนำเสนอแว่นตาหน้าตาใหม่ อยากอาสาแก้ปัญหาการใช้งานเกี่ยวกับแว่นสายตา เพราะอยากให้คนใช้งานได้เจอแว่นที่ใช่จริงๆ ไปจนถึงวิธีคิดและบริหารแบรนด์ที่นำไปใช้กับงานที่ทำได้อย่างดี

ก่อนเริ่มบทสนทนา เราขอให้คุณมอริทซ์เลือกแว่นตารุ่นที่ชอบที่สุด เขานิ่งคิดอยู่หลายนาทีก่อนบอกเราว่าเขาตัดใจเลือกอันที่ชอบที่สุดไม่ได้ ไม่มีทาง 

ระหว่างพูดคุยเราต้องคอยกลั้นใจอยู่หลายครั้ง ไม่ให้เผลอเดินไปหยิบแว่นตาทรงบางเฉียบที่วางเรียงกันนับร้อยแบบตรงผนังด้านหน้า แต่รู้ตัวอีกทีก็ขอให้เขาเลือกแว่นตาทรงที่เหมาะให้ 

ขอโทษที่ใช้เวลาเกริ่นนำนี้พูดชมชอบตัวเองในกระจกอยู่หลายนาที เมื่อคุณได้รู้ทั้ง 15 เรื่องราวต่อไปนี้ คุณอาจจะกำลังมาที่ร้าน MYKITA สาขากรุงเทพฯ ที่สินธรวิลเลจเหมือนกันกับเราก็เป็นได้

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

1. ชื่อของ MYKITA มาจากคำว่า kita ในภาษาเยอรมันแปลว่า โรงเรียนอนุบาล ตามที่ตั้งของบริษัทซึ่งเป็นโรงเรียนอนุบาลมาก่อน รวมกับคำว่า My ในภาษาอังกฤษ แปลว่า โรงเรียนอนุบาลของฉัน

ไม่ต่างจากที่ผู้ก่อตั้งทั้ง 4 คน (Moritz Krueger, Philipp Haffmans, Daniel Haffmans และ Harald Gottschling) ซึ่งเป็นนักออกแบบรุ่นใหม่ในเวลานั้น ที่มี MYKITA เป็นโรงเรียนสอนทำธุรกิจ

ต่อมาใน ค.ศ. 2004 แบรนด์เปิดตัวในตลาดต่างประเทศครั้งแรกที่เมืองโตเกียวประเทศญี่ปุ่น ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า MYKITA เป็นคำที่มาจากภาษาญี่ปุ่น มีความหมายว่า คนที่มาจากทางเหนือ ซึ่งบังเอิญว่าผู้ก่อตั้งแบรนด์ต่างมาจากเมืองเล็กๆ ทางเหนือของประเทศเยอรมนีพอดี

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

2. จากเด็กฝึกงานในบริษัทสตาร์ทอัพด้านแว่นตา สู่เจ้าของแบรนด์ผู้หลงใหลและเชื่อว่าแว่นตาคือสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

ที่เบอร์ลิน เด็กที่เรียนจบชั้นมัธยมจะต้องทำงานหาประสบการณ์ในองค์กรช่วยเหลือผู้คนในสังคมเป็นเวลา 1 ปีก่อนเลือกเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งคุณมอริทซ์ได้ทำงานในบริษัทสตาร์ทอัพเกี่ยวกับแว่นตา เรียนรู้เรื่องธุรกิจและงานออกแบบไปพร้อมกันจนได้เจอสิ่งที่เขาสนใจ จากนั้นเรียนต่อด้านการออกแบบในภาควิชา Visual Communication ที่โรงเรียนศิลปะ ต่อมาใน ค.ศ. 2003 คุณมอริทซ์และเพื่อน ตัดสินใจเริ่มทำธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยตั้งใจจะทำอย่างเล็กๆ นำเสนอแว่นตาที่แตกต่างจากท้องตลาด จากวัสดุที่ใช้และการออกแบบโครงสร้าง เพื่อการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้คน

ประสบการณ์ทำงาน ทำให้คุณมอริทซ์รู้ว่าแว่นตามีความหมายต่อชีวิตผู้คนเพียงใด ไม่เพียงแค่กรอบของแว่นตาหรือสิ่งที่อยู่บนหน้า สำหรับบางคนแว่นตาเป็นเครื่องประดับสะท้อนตัวตน แต่สำหรับบางคน แว่นตาคือสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต แว่นตาที่ดีควรเหมาะกับรูปหน้าและบุคลิกผู้สวมใส่

มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)
มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)

3. เปลี่ยนภาพจำเมื่อพูดถึงแบรนด์แว่นตาแฟชั่น ทำไมทุกคนต้องคิดถึงแต่แว่นกันแดด

“ผมคิดว่าแว่นสายตาก็สวยทันสมัยได้” คุณมอริทซ์พูดขณะเลือกแว่นตาที่เข้ากับเรา พร้อมยื่นส่งให้

หากแว่นตาเป็นเพียงเรื่องแฟชั่น ผู้คนก็คงสนใจรูปร่างหน้าตา แต่สิ่งแรกที่ MYKITA ทำ คือแว่นตาที่ทำให้คนมองเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจนขึ้น

หลักการการออกแบบแว่นตาของ MYKITA คือ ออกแบบเพื่อหาโครงสร้างของแว่นตาและฟังก์ชันการใช้งานไปพร้อมกัน เป็นเหตุผลให้แว่นตาของ MYKITA แตกต่างเป็นที่จดจำและใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

4. ทุกๆ วัสดุที่ MYKITA เลือกใช้ พวกเขามีเหตุผลด้านการใช้งานทั้งหมด

คุณมอริทซ์บอกว่า พวกเขาคือกลุ่มคนผู้หลงใหลใน Material

งานของ MYKITA ทุกชิ้นเริ่มต้นจากวัสดุที่ใช้โดยดูประโยชน์การใช้งานเป็นหลัก จนวันนี้ MYKITA มีแว่นตาจากวัสดุหลัก 3 ประเภท ได้แก่ Metal สเตนเลสสตีลแผ่นบางกว่า 0.5 มิลลิเมตร น้ำหนักเบา แข็งแรง ให้คาแรกเตอร์ที่ชัดเจน Acetate วัสดุจากพืชที่คนนิยมนำมาทำแว่นตาในยุค 1940 ให้ความอุ่นและความมั่นใจแก่ผู้ใช้ สนุกด้วยการใส่สีเพิ่มโอกาสในการใช้งานให้มากขึ้น และสุดท้ายคือ MYLON ไนลอนที่ผลิตด้วยระบบพิมพ์สามมิติ ทำให้ทีมออกแบบได้ลองทำแบบต่างๆ ไม่จำกัด

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ
15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

5. เปลี่ยนหน้าตาของแว่นตาให้โมเดิร์นขึ้น ด้วยการใช้โครงสร้างแบบใหม่และวัสดุอื่นๆ ที่คิดขึ้นเอง 

สิ่งที่สร้างชื่อให้ MYKITA ดังข้ามคืนคือ วัสดุที่ใช้อย่างสเตนเลสสตีลซึ่งใหม่มากในยุคนั้น และใช้วิธีการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นหรือโอริกามิ เพื่อขึ้นโครงสร้างสเตนเลสสตีล เกิดกลไกการเชื่อมต่อกันโดยไม่ใช้น็อตหรือสกรูใดๆ เป็นโครงสร้างของแว่นที่ใครเห็นเป็นต้องรู้ แม้ไม่ใส่โลโก้บนสินค้า

6. เมื่อไม่มีใครรับผลิตก็ลงมือทำเครื่องมือเอง กลายเป็นจุดแข็งของธุรกิจที่ใครก็ลอกไม่ได้

จากความตั้งใจที่จะทำแว่นตาจากสเตนเลสสตีล มีโครงสร้างแบบบานพับไร้น็อตหรือสกรูเป็นตัวเชื่อมต่อ เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่มีโรงงานผลิตแว่นตาแห่งไหนยอมทำให้ พวกเขาจึงลงมือศึกษาเครื่องมือและสร้างโรงงานของตัวเองขึ้นมาตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ ซึ่งในที่สุด กลายเป็นสินทรัพย์ที่ใครก็ลอกเลียนไม่ได้

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ
15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

7. MYKITA เป็นมากกว่าแค่เทรนด์แฟชั่น 

ชาว MYKITA สนุกกับการหาวิธีการที่จะทำให้งานของเขาเหนือกาลเวลา ใส่ได้มากกว่า 1 ซีซั่น 

“แว่นตากันแดดบางของเราไม่ควรใส่แค่หนึ่งฤดูร้อน เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้คุณหยิบแว่นกันแดดอันโปรดมาใส่สิบฤดูร้อน” คุณมอริทซ์เล่า

ในยุคที่ทุกแบรนด์นำเสนอแว่นตาสีสันสดใส แว่นตาของ MYKITA เปิดตัวในสีเงิน ดำ และเทา หลังจากเปิดตัวเพียง 1 ปี MYKITA มีโอกาสไปร่วมงานแสดงสินค้าที่โตเกียวและปารีส มีคนให้ความสนใจเยอะมาก “ย้อนกลับไปวันนั้นเมื่อเห็นว่าแบรนด์ได้รับการต้อนรับที่ดี มียอดสั่งซื้อจากลูกค้าสองพันเจ้าทั่วโลก ทำให้รู้สึกมั่นใจขึ้น”

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

8. นำงานฝีมือและความประณีตมาอยู่รวมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ 

คุณมอริทซ์เล่าว่า การทำให้งานออกแบบยุคเก่ากลายเป็นสิ่งที่ทันสมัย หรือการรวมงานฝีมือเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถือเป็นทางรอดของธุรกิจยุคนี้ การทำสิ่งต่างๆ ให้อยู่ยืนยาวไร้กาลเวลา

เราถามคุณมอริทซ์ว่า อะไรคือความท้าทายของธุรกิจที่พึ่งการใช้ทักษะและงานฝีมือขั้นสูง

เขาก็รีบตอบทันทีว่า สำหรับเขาไม่มีอะไรยากหากชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่แบรนด์อยากรักษาไว้ “ถ้าอยากให้แบรนด์อยู่ยาวนาน คุณต้องมีแก่นกลาง มีเรื่องราวในตัวเอง หาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อสร้างความเป็นต้นตำรับ ซึ่งต้องมาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ยึดมั่นในหลักการที่เชื่อและรักษามันให้ได้ จากนั้นอะไรที่เกิดตามมาคุณก็แค่ปล่อยให้เกิดขึ้น”

9. ขณะที่งานแฮนด์เมดของหลายๆ บริษัท คือ งานทำด้วยมือจากที่ไหนสักแห่งในโลก แต่สำหรับ MYKITA คือการทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ด้วยมือของช่างฝีมือจริงๆ ที่โรงงานในเบอร์ลินจริงๆ

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

กระบวนการตั้งแต่ร่างแรกเริ่มจนถึงแว่นตาชิ้นสำเร็จ มาจาก MYKITA Haus เป็นทั้งสำนักงานและโรงงานผลิตรับผิดชอบทุกกระบวนการ 

“สิ่งที่ทำให้แบรนด์แข็งแรง คือทุกคนใน MYKITA Haus ที่เบอร์ลินทำแว่นตาได้ สร้างเฟรมด้วยมือได้ เพราะทุกคนรู้ว่างานทุกชิ้นมีความเชื่อใจจากลูกค้าอยู่ในนั้น” คุณมอริทซ์เล่า

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

10. MYKITA เป็นแบรนด์ที่ไม่ใช้ Celebrity Endorsement แต่มีนักแสดงและคนดังแถวหน้าชื่นชอบและเป็นแฟนตัวยงของแบรนด์จำนวนมาก

บ่อยครั้งที่เห็นแบรนด์อื่นๆ ลงทุนกับ Celebrity Endorsement มหาศาลเพื่อสร้างการรับรู้และจดจำ MYKITA กลับเป็นแบรนด์ที่คนดังระดับโลกเลือกใช้เพราะชื่นชอบจริงๆ คุณมอริทซ์เล่าว่า คนเหล่านี้มีต่างมีสไตล์ส่วนตัวที่เขาชอบ และ MYKITA ให้ความรู้สึกที่แตกต่างและเป็นออริจินอลในคราวเดียวกัน 

“ช่วงครบรอบปีแรกของแบรนด์ ผมมีโอกาสเจอแบรด พิตต์ และแองเจลินา โจลี ใส่แว่นรุ่นเดียวกันทรงเดียวกัน นั่นทำให้คนเริ่มหันมาสนใจจนถึงวันนี้ นับเป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ”

11. วิธีตั้งชื่อรุ่นของแว่นตา MYKITA เหมือนกับการตั้งชื่อคน 

เช่น WES, CARLO, GISELLE, ELISA, ARMSTRONG เป็นต้น

ทีมงานมีหน้าที่คิดว่าคนใส่แว่นหน้าตาแบบนี้น่าจะชื่ออะไร ความท้าทายใหม่คือ ต้องคิดตั้งชื่อไม่ให้ซ้ำกับแว่นนับร้อยรุ่นที่ออกมาตลอด 16 ปี

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ
มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)

12. MYLON คือแว่นตารุ่นที่ทำจากไนลอน (Polyamide) ในการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) มีชื่อเรียกเทคนิคว่า Selective Laser Sintering แบบเดียวกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์

เช่นเดียวกับแว่นตารุ่นอื่นๆ ของ MYKITA พวกเขาเริ่มจากเสาะหาและพัฒนาวัสดุที่ใช้ตั้งต้นทำแว่นตา ความยืดหยุ่นสูงของโพลิเมอร์พิเศษชนิดนี้ ทำให้ MYLON เหมาะสำหรับทำ Tailor-Made ตัดพิเศษเข้ากับใบหน้าและการใช้งานของผู้สวมใส่ได้เลย และยังเปิดให้นักออกแบบของ MYKITA ทำงานได้อย่างอิสระ 

มีข้อมูลว่าวิธีการผลิตแว่นรุ่นนี้เป็น Zero-Wasted โดยผงแป้งโพลีอะมายด์จากการตัดจะถูกนำมาใช้หลอมซ้ำ คุณมอริทซ์เล่าเพิ่มเติมว่า ความยากของเทคนิคนี้คือการทำสีบนผิวสัมผัสและการพัฒนาให้สินค้าออกมาดูสวยมีราคา จากคุณสมบัติยืดหยุ่นสูงทนทาน และป้องกันความร้อนเย็นจากอากาศได้ดี ทำให้เหมาะกับทุกกิจกรรมโปรดกลางแจ้ง ไม่ว่าจะใส่เดินทางไปทำงานตอนเช้า โยคะในสวน วิ่ง หรือใส่ไปทำธุระสำคัญในเมือง

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ
15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

13. MYKITA WALL กำแพงสีขาวสัญลักษณ์ของร้าน MYKITA

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

นอกจากแว่นตาและเรื่องราวการออกแบบแล้ว MYKITA WALL เป็นอีกสัญลักษณ์ที่เห็นแต่ไกลก็รู้เลยว่านี่คือชั้นวางแว่นตาของแบรนด์ แม้ว่าจะเป็น Pop-up เล็กๆ ในร้านแว่นที่ไหนในโลก นอกจากดึงเสน่ห์ของแว่นตาแต่ละรุ่นออกมาครบถ้วนแล้ว การตกแต่งภายในของร้านยังเป็นที่พูดถึงในวงการสถาปนิกและตกแต่งภายใน กลายเป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบของการออกแบบร้านไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ โรงแรม และอื่นๆ ไม่เพียงจุดวางแว่นแต่ยังมีห้องแล็บตรวจสายตาหลังกระจกใสบานใหญ่ แสดงถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างความประณีตและเทคโนโลยีสื่อความหมายในคอนเซปต์ MYKITA’s Modern Manufactory 

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ
15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

สำหรับ Flagship Store ร้านแรกในกรุงเทพใช้สีเขียวอ่อนเป็นสีหลักในการตกแต่ง กลมกลืนกับพื้นที่ตั้งอย่างสินธรวิลเลจ เช่นกันกับอีก 16 ร้านสาขาทั่วโลก อย่างเบอร์ลิน โคเปนเฮเกน ลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก ปารีส โตเกียว เวียนนา ซูริก

มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)
15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

เราขอให้คุณมอริทซ์แนะนำวิธีเลือกแว่นตาสำหรับแฟชั่นนิสต้า ซึ่งเขาตอบทันทีว่า “มาที่ร้านและลองแว่นให้มากเท่าที่คุณอยากลอง”

14. หัวใจในการสร้างแบรนด์ของ MYKITA คือ ผู้คนในองค์กร

คุณมอริทซ์พูดถึงความพยายามบ่อยพอๆ กับคำว่า Material ที่เขาหลงใหล ความพยายามที่ไม่ใช่การฝืนสร้าง แต่ทำสิ่งต่างๆ เพราะชอบมันมากจริงๆ

“ในมุมของธุรกิจที่เราประสบความสำเร็จ เพราะเรารู้ว่าจะนำเสนอสิ่งที่ใช่ สิ่งที่ตอบโจทย์ผู้คนได้อย่างไร ลูกค้าเชื่อใจในแบรนด์ของเรา ไม่ตั้งคำถามกับคุณภาพและราคาสินค้า ในมุมของแบรนด์สำหรับผม สิ่งสำคัญคือการรักษาบรรยากาศในองค์กร และการพาทุกคนไปด้วยกันไม่ว่าจะเจอเรื่องใหญ่แค่ไหน ทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บริหาร คุณเพียงต้องรักษาเป้าหมายที่มีร่วมกัน”

มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)

คุณมอริทซ์ยังเล่าอีกว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนมีการประชุมประจำปี พวกเขาคุยแผนทำงานระยะ 2 ปีร่วมกับทีมงานนับพันภายใต้สำนักงานใหญ่นั้น สิ่งที่น่าสนใจคือเนื้อหาส่วนใหญ่ของแผนการเหล่านั้นเป็นความลับสุดยอดขององค์กรที่บอกคนภายนอกไม่ได้ แต่คุณมอริทซ์ก็ยังอยากจะบอกทีมงานทั้งหมด

มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)

“เป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขาควรรับรู้ และเราก็เชื่อในกันและกันมากๆ เราคุยแผนธุรกิจและกลยุทธ์ระหว่างกันตลอดเวลา เพราะเราอยากให้เขาเข้าใจและเห็นจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นทำให้เขารู้คุณค่าของตัวเอง มีพลัง และพร้อมทำงานต่อ จริงๆ พวกเขาทุ่มเทกับงานเยอะมากก็สมควรได้รับความเชื่อมั่นนี้” คุณมอริทซ์ยิ้ม

15. ธุรกิจที่ดีในนิยามของ MYKITA คือ ความซื่อตรง

ความซื่อตรงต่อสิ่งที่ทำ ต่อแว่นตาที่ออกแบบสร้างสรรค์

“ผมมักจะชวนคนไปดูการทำงานของเราที่โรงงานอย่างไม่มีอะไรต้องปิดบัง เราเปิดให้ดูได้หมดเลยว่าเราทำแว่นของเรายังไง” คุณมอริทซ์ทิ้งท้าย

มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปรีชญา จงศรีสวัสดิ์

ช่างภาพที่เชื่อว่าการตายอย่างมีคุณภาพคือการตายด้วยของกินที่ดีและอร่อย

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
878

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load