เมื่อพูดถึงแบรนด์แว่นตาแฟชั่น ทำไมทุกคนต้องคิดถึงแต่แว่นกันแดด

‘แว่นสายตาก็สวยทันสมัยได้’ ชายหนุ่มตรงหน้าบอกเรา ดูจากชุดแต่งกายแล้วเดาไม่ยากว่าเขาคงทำงานด้านการออกแบบ 

คุณมอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger) คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ MYKITA (ไมกีต้า) แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่โดดเด่นเรื่องวัสดุและโครงสร้างแว่นล้ำๆ ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉง ทันสมัย และหรูหรา ในคราวเดียว

ความหรูที่ไม่ได้มาจากการใช้วัสดุตกแต่งเยอะ แต่เป็นหรูแบบเรียบโก้ จนได้ใจนักแสดงคนดังระดับโลกมากมาย 

ย้อนกลับไปใน ค.ศ. 2003 ยุคที่แว่นตามีสีสันสดใสเป็นที่นิยม MYKITA ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักเรียนออกแบบ ผู้เชื่อว่าแว่นตาเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต พวกเขาลุกขึ้นมานำเสนอแว่นตาที่ทำจากสเตนเลสสตีล ออกแบบโครงสร้างใหม่ไม่มีน็อตและสกรูใดๆ ในการเชื่อมต่อ ก่อนจะดังข้ามประเทศและเติบโตกลายเป็นแบรนด์ที่รักของใครหลายคน

The Cloud นัดพบคุณมอริทซ์ในบ่ายวันหนึ่ง ก่อนเวลาเปิดตัวร้าน MYKITA สาขากรุงเทพฯ เพื่อพูดคุยเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างแบรนด์แว่นตาแฟชั่นแบรนด์นี้ ความบังเอิญสมัยฝึกงานนำมาซึ่งความหลงใหลในแว่นตา อยากนำเสนอแว่นตาหน้าตาใหม่ อยากอาสาแก้ปัญหาการใช้งานเกี่ยวกับแว่นสายตา เพราะอยากให้คนใช้งานได้เจอแว่นที่ใช่จริงๆ ไปจนถึงวิธีคิดและบริหารแบรนด์ที่นำไปใช้กับงานที่ทำได้อย่างดี

ก่อนเริ่มบทสนทนา เราขอให้คุณมอริทซ์เลือกแว่นตารุ่นที่ชอบที่สุด เขานิ่งคิดอยู่หลายนาทีก่อนบอกเราว่าเขาตัดใจเลือกอันที่ชอบที่สุดไม่ได้ ไม่มีทาง 

ระหว่างพูดคุยเราต้องคอยกลั้นใจอยู่หลายครั้ง ไม่ให้เผลอเดินไปหยิบแว่นตาทรงบางเฉียบที่วางเรียงกันนับร้อยแบบตรงผนังด้านหน้า แต่รู้ตัวอีกทีก็ขอให้เขาเลือกแว่นตาทรงที่เหมาะให้ 

ขอโทษที่ใช้เวลาเกริ่นนำนี้พูดชมชอบตัวเองในกระจกอยู่หลายนาที เมื่อคุณได้รู้ทั้ง 15 เรื่องราวต่อไปนี้ คุณอาจจะกำลังมาที่ร้าน MYKITA สาขากรุงเทพฯ ที่สินธรวิลเลจเหมือนกันกับเราก็เป็นได้

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

1. ชื่อของ MYKITA มาจากคำว่า kita ในภาษาเยอรมันแปลว่า โรงเรียนอนุบาล ตามที่ตั้งของบริษัทซึ่งเป็นโรงเรียนอนุบาลมาก่อน รวมกับคำว่า My ในภาษาอังกฤษ แปลว่า โรงเรียนอนุบาลของฉัน

ไม่ต่างจากที่ผู้ก่อตั้งทั้ง 4 คน (Moritz Krueger, Philipp Haffmans, Daniel Haffmans และ Harald Gottschling) ซึ่งเป็นนักออกแบบรุ่นใหม่ในเวลานั้น ที่มี MYKITA เป็นโรงเรียนสอนทำธุรกิจ

ต่อมาใน ค.ศ. 2004 แบรนด์เปิดตัวในตลาดต่างประเทศครั้งแรกที่เมืองโตเกียวประเทศญี่ปุ่น ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า MYKITA เป็นคำที่มาจากภาษาญี่ปุ่น มีความหมายว่า คนที่มาจากทางเหนือ ซึ่งบังเอิญว่าผู้ก่อตั้งแบรนด์ต่างมาจากเมืองเล็กๆ ทางเหนือของประเทศเยอรมนีพอดี

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

2. จากเด็กฝึกงานในบริษัทสตาร์ทอัพด้านแว่นตา สู่เจ้าของแบรนด์ผู้หลงใหลและเชื่อว่าแว่นตาคือสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

ที่เบอร์ลิน เด็กที่เรียนจบชั้นมัธยมจะต้องทำงานหาประสบการณ์ในองค์กรช่วยเหลือผู้คนในสังคมเป็นเวลา 1 ปีก่อนเลือกเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งคุณมอริทซ์ได้ทำงานในบริษัทสตาร์ทอัพเกี่ยวกับแว่นตา เรียนรู้เรื่องธุรกิจและงานออกแบบไปพร้อมกันจนได้เจอสิ่งที่เขาสนใจ จากนั้นเรียนต่อด้านการออกแบบในภาควิชา Visual Communication ที่โรงเรียนศิลปะ ต่อมาใน ค.ศ. 2003 คุณมอริทซ์และเพื่อน ตัดสินใจเริ่มทำธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยตั้งใจจะทำอย่างเล็กๆ นำเสนอแว่นตาที่แตกต่างจากท้องตลาด จากวัสดุที่ใช้และการออกแบบโครงสร้าง เพื่อการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิตผู้คน

ประสบการณ์ทำงาน ทำให้คุณมอริทซ์รู้ว่าแว่นตามีความหมายต่อชีวิตผู้คนเพียงใด ไม่เพียงแค่กรอบของแว่นตาหรือสิ่งที่อยู่บนหน้า สำหรับบางคนแว่นตาเป็นเครื่องประดับสะท้อนตัวตน แต่สำหรับบางคน แว่นตาคือสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต แว่นตาที่ดีควรเหมาะกับรูปหน้าและบุคลิกผู้สวมใส่

มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)
มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)

3. เปลี่ยนภาพจำเมื่อพูดถึงแบรนด์แว่นตาแฟชั่น ทำไมทุกคนต้องคิดถึงแต่แว่นกันแดด

“ผมคิดว่าแว่นสายตาก็สวยทันสมัยได้” คุณมอริทซ์พูดขณะเลือกแว่นตาที่เข้ากับเรา พร้อมยื่นส่งให้

หากแว่นตาเป็นเพียงเรื่องแฟชั่น ผู้คนก็คงสนใจรูปร่างหน้าตา แต่สิ่งแรกที่ MYKITA ทำ คือแว่นตาที่ทำให้คนมองเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจนขึ้น

หลักการการออกแบบแว่นตาของ MYKITA คือ ออกแบบเพื่อหาโครงสร้างของแว่นตาและฟังก์ชันการใช้งานไปพร้อมกัน เป็นเหตุผลให้แว่นตาของ MYKITA แตกต่างเป็นที่จดจำและใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

4. ทุกๆ วัสดุที่ MYKITA เลือกใช้ พวกเขามีเหตุผลด้านการใช้งานทั้งหมด

คุณมอริทซ์บอกว่า พวกเขาคือกลุ่มคนผู้หลงใหลใน Material

งานของ MYKITA ทุกชิ้นเริ่มต้นจากวัสดุที่ใช้โดยดูประโยชน์การใช้งานเป็นหลัก จนวันนี้ MYKITA มีแว่นตาจากวัสดุหลัก 3 ประเภท ได้แก่ Metal สเตนเลสสตีลแผ่นบางกว่า 0.5 มิลลิเมตร น้ำหนักเบา แข็งแรง ให้คาแรกเตอร์ที่ชัดเจน Acetate วัสดุจากพืชที่คนนิยมนำมาทำแว่นตาในยุค 1940 ให้ความอุ่นและความมั่นใจแก่ผู้ใช้ สนุกด้วยการใส่สีเพิ่มโอกาสในการใช้งานให้มากขึ้น และสุดท้ายคือ MYLON ไนลอนที่ผลิตด้วยระบบพิมพ์สามมิติ ทำให้ทีมออกแบบได้ลองทำแบบต่างๆ ไม่จำกัด

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ
15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

5. เปลี่ยนหน้าตาของแว่นตาให้โมเดิร์นขึ้น ด้วยการใช้โครงสร้างแบบใหม่และวัสดุอื่นๆ ที่คิดขึ้นเอง 

สิ่งที่สร้างชื่อให้ MYKITA ดังข้ามคืนคือ วัสดุที่ใช้อย่างสเตนเลสสตีลซึ่งใหม่มากในยุคนั้น และใช้วิธีการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นหรือโอริกามิ เพื่อขึ้นโครงสร้างสเตนเลสสตีล เกิดกลไกการเชื่อมต่อกันโดยไม่ใช้น็อตหรือสกรูใดๆ เป็นโครงสร้างของแว่นที่ใครเห็นเป็นต้องรู้ แม้ไม่ใส่โลโก้บนสินค้า

6. เมื่อไม่มีใครรับผลิตก็ลงมือทำเครื่องมือเอง กลายเป็นจุดแข็งของธุรกิจที่ใครก็ลอกไม่ได้

จากความตั้งใจที่จะทำแว่นตาจากสเตนเลสสตีล มีโครงสร้างแบบบานพับไร้น็อตหรือสกรูเป็นตัวเชื่อมต่อ เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่มีโรงงานผลิตแว่นตาแห่งไหนยอมทำให้ พวกเขาจึงลงมือศึกษาเครื่องมือและสร้างโรงงานของตัวเองขึ้นมาตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ ซึ่งในที่สุด กลายเป็นสินทรัพย์ที่ใครก็ลอกเลียนไม่ได้

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ
15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

7. MYKITA เป็นมากกว่าแค่เทรนด์แฟชั่น 

ชาว MYKITA สนุกกับการหาวิธีการที่จะทำให้งานของเขาเหนือกาลเวลา ใส่ได้มากกว่า 1 ซีซั่น 

“แว่นตากันแดดบางของเราไม่ควรใส่แค่หนึ่งฤดูร้อน เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้คุณหยิบแว่นกันแดดอันโปรดมาใส่สิบฤดูร้อน” คุณมอริทซ์เล่า

ในยุคที่ทุกแบรนด์นำเสนอแว่นตาสีสันสดใส แว่นตาของ MYKITA เปิดตัวในสีเงิน ดำ และเทา หลังจากเปิดตัวเพียง 1 ปี MYKITA มีโอกาสไปร่วมงานแสดงสินค้าที่โตเกียวและปารีส มีคนให้ความสนใจเยอะมาก “ย้อนกลับไปวันนั้นเมื่อเห็นว่าแบรนด์ได้รับการต้อนรับที่ดี มียอดสั่งซื้อจากลูกค้าสองพันเจ้าทั่วโลก ทำให้รู้สึกมั่นใจขึ้น”

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

8. นำงานฝีมือและความประณีตมาอยู่รวมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ 

คุณมอริทซ์เล่าว่า การทำให้งานออกแบบยุคเก่ากลายเป็นสิ่งที่ทันสมัย หรือการรวมงานฝีมือเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถือเป็นทางรอดของธุรกิจยุคนี้ การทำสิ่งต่างๆ ให้อยู่ยืนยาวไร้กาลเวลา

เราถามคุณมอริทซ์ว่า อะไรคือความท้าทายของธุรกิจที่พึ่งการใช้ทักษะและงานฝีมือขั้นสูง

เขาก็รีบตอบทันทีว่า สำหรับเขาไม่มีอะไรยากหากชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่แบรนด์อยากรักษาไว้ “ถ้าอยากให้แบรนด์อยู่ยาวนาน คุณต้องมีแก่นกลาง มีเรื่องราวในตัวเอง หาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อสร้างความเป็นต้นตำรับ ซึ่งต้องมาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ยึดมั่นในหลักการที่เชื่อและรักษามันให้ได้ จากนั้นอะไรที่เกิดตามมาคุณก็แค่ปล่อยให้เกิดขึ้น”

9. ขณะที่งานแฮนด์เมดของหลายๆ บริษัท คือ งานทำด้วยมือจากที่ไหนสักแห่งในโลก แต่สำหรับ MYKITA คือการทำทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ด้วยมือของช่างฝีมือจริงๆ ที่โรงงานในเบอร์ลินจริงๆ

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

กระบวนการตั้งแต่ร่างแรกเริ่มจนถึงแว่นตาชิ้นสำเร็จ มาจาก MYKITA Haus เป็นทั้งสำนักงานและโรงงานผลิตรับผิดชอบทุกกระบวนการ 

“สิ่งที่ทำให้แบรนด์แข็งแรง คือทุกคนใน MYKITA Haus ที่เบอร์ลินทำแว่นตาได้ สร้างเฟรมด้วยมือได้ เพราะทุกคนรู้ว่างานทุกชิ้นมีความเชื่อใจจากลูกค้าอยู่ในนั้น” คุณมอริทซ์เล่า

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

10. MYKITA เป็นแบรนด์ที่ไม่ใช้ Celebrity Endorsement แต่มีนักแสดงและคนดังแถวหน้าชื่นชอบและเป็นแฟนตัวยงของแบรนด์จำนวนมาก

บ่อยครั้งที่เห็นแบรนด์อื่นๆ ลงทุนกับ Celebrity Endorsement มหาศาลเพื่อสร้างการรับรู้และจดจำ MYKITA กลับเป็นแบรนด์ที่คนดังระดับโลกเลือกใช้เพราะชื่นชอบจริงๆ คุณมอริทซ์เล่าว่า คนเหล่านี้มีต่างมีสไตล์ส่วนตัวที่เขาชอบ และ MYKITA ให้ความรู้สึกที่แตกต่างและเป็นออริจินอลในคราวเดียวกัน 

“ช่วงครบรอบปีแรกของแบรนด์ ผมมีโอกาสเจอแบรด พิตต์ และแองเจลินา โจลี ใส่แว่นรุ่นเดียวกันทรงเดียวกัน นั่นทำให้คนเริ่มหันมาสนใจจนถึงวันนี้ นับเป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ”

11. วิธีตั้งชื่อรุ่นของแว่นตา MYKITA เหมือนกับการตั้งชื่อคน 

เช่น WES, CARLO, GISELLE, ELISA, ARMSTRONG เป็นต้น

ทีมงานมีหน้าที่คิดว่าคนใส่แว่นหน้าตาแบบนี้น่าจะชื่ออะไร ความท้าทายใหม่คือ ต้องคิดตั้งชื่อไม่ให้ซ้ำกับแว่นนับร้อยรุ่นที่ออกมาตลอด 16 ปี

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ
มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)

12. MYLON คือแว่นตารุ่นที่ทำจากไนลอน (Polyamide) ในการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) มีชื่อเรียกเทคนิคว่า Selective Laser Sintering แบบเดียวกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์

เช่นเดียวกับแว่นตารุ่นอื่นๆ ของ MYKITA พวกเขาเริ่มจากเสาะหาและพัฒนาวัสดุที่ใช้ตั้งต้นทำแว่นตา ความยืดหยุ่นสูงของโพลิเมอร์พิเศษชนิดนี้ ทำให้ MYLON เหมาะสำหรับทำ Tailor-Made ตัดพิเศษเข้ากับใบหน้าและการใช้งานของผู้สวมใส่ได้เลย และยังเปิดให้นักออกแบบของ MYKITA ทำงานได้อย่างอิสระ 

มีข้อมูลว่าวิธีการผลิตแว่นรุ่นนี้เป็น Zero-Wasted โดยผงแป้งโพลีอะมายด์จากการตัดจะถูกนำมาใช้หลอมซ้ำ คุณมอริทซ์เล่าเพิ่มเติมว่า ความยากของเทคนิคนี้คือการทำสีบนผิวสัมผัสและการพัฒนาให้สินค้าออกมาดูสวยมีราคา จากคุณสมบัติยืดหยุ่นสูงทนทาน และป้องกันความร้อนเย็นจากอากาศได้ดี ทำให้เหมาะกับทุกกิจกรรมโปรดกลางแจ้ง ไม่ว่าจะใส่เดินทางไปทำงานตอนเช้า โยคะในสวน วิ่ง หรือใส่ไปทำธุระสำคัญในเมือง

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ
15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

13. MYKITA WALL กำแพงสีขาวสัญลักษณ์ของร้าน MYKITA

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

นอกจากแว่นตาและเรื่องราวการออกแบบแล้ว MYKITA WALL เป็นอีกสัญลักษณ์ที่เห็นแต่ไกลก็รู้เลยว่านี่คือชั้นวางแว่นตาของแบรนด์ แม้ว่าจะเป็น Pop-up เล็กๆ ในร้านแว่นที่ไหนในโลก นอกจากดึงเสน่ห์ของแว่นตาแต่ละรุ่นออกมาครบถ้วนแล้ว การตกแต่งภายในของร้านยังเป็นที่พูดถึงในวงการสถาปนิกและตกแต่งภายใน กลายเป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบของการออกแบบร้านไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ โรงแรม และอื่นๆ ไม่เพียงจุดวางแว่นแต่ยังมีห้องแล็บตรวจสายตาหลังกระจกใสบานใหญ่ แสดงถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างความประณีตและเทคโนโลยีสื่อความหมายในคอนเซปต์ MYKITA’s Modern Manufactory 

15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ
15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

สำหรับ Flagship Store ร้านแรกในกรุงเทพใช้สีเขียวอ่อนเป็นสีหลักในการตกแต่ง กลมกลืนกับพื้นที่ตั้งอย่างสินธรวิลเลจ เช่นกันกับอีก 16 ร้านสาขาทั่วโลก อย่างเบอร์ลิน โคเปนเฮเกน ลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก ปารีส โตเกียว เวียนนา ซูริก

มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)
15 เรื่องเบื้องหลัง MYKITA แบรนด์แว่นตาจากเบอร์ลินที่เก่งออกแบบโครงสร้างล้ำๆ

เราขอให้คุณมอริทซ์แนะนำวิธีเลือกแว่นตาสำหรับแฟชั่นนิสต้า ซึ่งเขาตอบทันทีว่า “มาที่ร้านและลองแว่นให้มากเท่าที่คุณอยากลอง”

14. หัวใจในการสร้างแบรนด์ของ MYKITA คือ ผู้คนในองค์กร

คุณมอริทซ์พูดถึงความพยายามบ่อยพอๆ กับคำว่า Material ที่เขาหลงใหล ความพยายามที่ไม่ใช่การฝืนสร้าง แต่ทำสิ่งต่างๆ เพราะชอบมันมากจริงๆ

“ในมุมของธุรกิจที่เราประสบความสำเร็จ เพราะเรารู้ว่าจะนำเสนอสิ่งที่ใช่ สิ่งที่ตอบโจทย์ผู้คนได้อย่างไร ลูกค้าเชื่อใจในแบรนด์ของเรา ไม่ตั้งคำถามกับคุณภาพและราคาสินค้า ในมุมของแบรนด์สำหรับผม สิ่งสำคัญคือการรักษาบรรยากาศในองค์กร และการพาทุกคนไปด้วยกันไม่ว่าจะเจอเรื่องใหญ่แค่ไหน ทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บริหาร คุณเพียงต้องรักษาเป้าหมายที่มีร่วมกัน”

มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)

คุณมอริทซ์ยังเล่าอีกว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนมีการประชุมประจำปี พวกเขาคุยแผนทำงานระยะ 2 ปีร่วมกับทีมงานนับพันภายใต้สำนักงานใหญ่นั้น สิ่งที่น่าสนใจคือเนื้อหาส่วนใหญ่ของแผนการเหล่านั้นเป็นความลับสุดยอดขององค์กรที่บอกคนภายนอกไม่ได้ แต่คุณมอริทซ์ก็ยังอยากจะบอกทีมงานทั้งหมด

มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)

“เป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขาควรรับรู้ และเราก็เชื่อในกันและกันมากๆ เราคุยแผนธุรกิจและกลยุทธ์ระหว่างกันตลอดเวลา เพราะเราอยากให้เขาเข้าใจและเห็นจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นทำให้เขารู้คุณค่าของตัวเอง มีพลัง และพร้อมทำงานต่อ จริงๆ พวกเขาทุ่มเทกับงานเยอะมากก็สมควรได้รับความเชื่อมั่นนี้” คุณมอริทซ์ยิ้ม

15. ธุรกิจที่ดีในนิยามของ MYKITA คือ ความซื่อตรง

ความซื่อตรงต่อสิ่งที่ทำ ต่อแว่นตาที่ออกแบบสร้างสรรค์

“ผมมักจะชวนคนไปดูการทำงานของเราที่โรงงานอย่างไม่มีอะไรต้องปิดบัง เราเปิดให้ดูได้หมดเลยว่าเราทำแว่นของเรายังไง” คุณมอริทซ์ทิ้งท้าย

มอริทซ์ ครูเกอร์ (Moritz Krueger)

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปรีชญา จงศรีสวัสดิ์

ช่างภาพที่เชื่อว่าการตายอย่างมีคุณภาพคือการตายด้วยของกินที่ดีและอร่อย

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

30 พฤศจิกายน 2564

โทรศัพท์มือถือ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาอบ เครื่องปรับอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารอบตัวที่เราเห็นกันเป็นประจำทุกวัน และเมื่อพูดถึงสินค้าเหล่านี้ เชื่อว่าหนึ่งในแบรนด์ที่ทุกคนน่าจะนึกขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรกก็คงหนีไม่พ้น Samsung

Samsung หรือ ซัมซุง เป็นชื่อภาษาเกาหลี 

삼 (sam) แปลว่า สาม และยังหมายถึง ใหญ่ แข็งแรง นับเป็นเลขที่คนเกาหลีชื่นชอบ 

성 (sung) แปลว่า ดวงดาว และยังหมายถึง แสงสว่าง อยู่สูง และระยิบระยับแวววาว

เมื่อสองคำนี้ถูกนำมาประกอบกัน จึงออกมาเป็นคำว่า Samsung แฝงความหมายถึงความหวังในการประสบความสำเร็จ ตามวิสัยทัศน์ของคุณ อี บยอง ชอล (Lee Byung-chull) ที่อยากให้บริษัทของเขากลายมาเป็นบริษัทที่ทรงพลังและยั่งยืนเฉกเช่นดวงดาวในค่ำคืน

เป็นเวลากว่า 80 ปีที่ Samsung ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์นั้น พร้อมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และนวัตกรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราออกมามากมาย เพื่อเป็นบริษัทที่ดีทั้งสำหรับผู้คนและโลกใบนี้

นิยามความสำเร็จของแบรนด์คือการที่ได้ดูแลคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน พาร์ตเนอร์ หรือสังคมอย่างดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่ทำให้ Samsung โดดเด่นและก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของโลกได้ จนในวันนี้ แม้กระทั่งนิตยสาร Forbes ก็ยังยกให้เป็น ‘นายจ้าง’ ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2021

เล่ามาถึงตรงนี้ The Cloud มีนัดกับ คุณจักรกฤษณ์ ศรีเงินยวง รองประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (โรงงานศรีราชา) เพื่อค้นหาเบื้องหลังการเติบโตของยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีที่อยู่คู่คนไทย และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายขึ้นมาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

1. ณ วันแรกที่ไม่ได้เริ่มต้นจากสินค้าเทคโนโลยี

เมื่อพูดถึง Samsung หลายคนคงนึกถึงสินค้าเทคโนโลยีหลากหลายชนิด ทว่าในวันที่บริษัทก่อตั้ง แบรนด์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยี 

บริษัทก่อตั้งขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1938 โดยประธาน อี บยอง ชอล ณ เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยเงินเพียง 30,000 วอน เริ่มจากการเป็นร้านขายของชำที่เน้นการส่งออกสินค้า เช่น ปลาแห้งเกาหลี ผัก และผลไม้ แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปีก่อนย้ายมาตั้งบริษัทอีกครั้งในเมืองซูวอนเมื่อ ค.ศ. 1951 โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ จนได้มาเป็นโรงงานสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

เมื่อถึง ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นปีที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลกรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด Samsung จึงก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เต็มตัว 

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด
เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

2. เป้าหมายของ Samsung คือทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

Samsung ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยผู้คนให้บรรลุในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Do What You Can’t ซึ่งแม้จะผ่านไปนานกว่าครึ่งศตวรรษ ก็ยังคงทุ่มเทคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเทคโนโลยี Code Division Multiple Access (CDMA) ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือมาจนถึงทุกวันนี้ การคิดค้นโทรทัศน์ดิจิทัล นาฬิกาอัจฉริยะ ไปจนถึงโทรศัพท์ MP3 ในช่วง ค.ศ. 1996 – 1999 เป็นบริษัทแรกของโลก ซึ่งทำให้หลายสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ กลายมาเป็นสิ่งที่เราใช้กันอย่างคุ้นชินในชีวิตประจำวัน ดังปณิธานของบริษัทเสมอมา 

หัวใจในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีของแบรนด์ คือ การสร้างอนาคตโดยมีผู้คนเป็นแรงบันดาลใจ (Inspired by Humans, Creating the Future) ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นช่องทางที่บริษัทใช้สื่อสารเรื่องราว ปรัชญา วัฒนธรรม และเทคโนโลยี โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างคุณค่าและความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชีวิตของผู้คน

อย่างเช่นในโทรศัพท์ Samsung Galaxy S10 ออกแบบโดยคำนึงตั้งแต่ขอบของโทรศัพท์ให้มีความโค้งมน ผู้ใช้จะได้ถือง่ายและสบายที่สุด ไปจนถึงศึกษาการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ เพื่อให้มั่นใจว่าฟังก์ชันต่างๆ ของโทรศัพท์จะถูกใช้งานอย่างสะดวกที่สุด

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

3. คนและเทคโนโลยีคือหัวใจของการทำธุรกิจ

คนและเทคโนโลยี คือ 2 สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นปรัชญาในการทำธุรกิจของ Samsung แบรนด์ให้ความสำคัญกับ 2 สิ่งนี้เป็นหลัก เพื่อที่จะทุ่มเทความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือกว่า อีกทั้งสร้างสังคมที่จะทำให้โลกดีขึ้นได้ในที่สุด 

เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น สิ่งที่ Samsung ยึดถือในการดำเนินธุรกิจมีอยู่ 5 อย่างคือ คน ความเป็นเลิศ การเปลี่ยนแปลง ความซื่อสัตย์ และการเติบโตร่วมกัน 

เพราะบริษัทสร้างขึ้นจากคน ดังนั้นจึงทุ่มเทการพัฒนาคน และใช้แพสชันในการสร้างความเป็นเลิศ เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นปกติในโลกอุตสาหกรรม และปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาด ในขณะที่ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีความเคารพและโปร่งใส ตลอดจนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

4. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานโรงงาน

การพัฒนาคนคือหัวใจสำหรับ Samsung และเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นได้ตลอดเวลา

“เราไม่เคยหยุดพัฒนาเรื่องคน เช่น เรื่องการฝึกอบรม เรามองว่าการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของคนคือการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการฝึกอบรมในประเทศหรือต่างประเทศ การส่งคนไปทำงานในบริษัทแม่ที่เกาหลี หรือการที่บริษัทแม่ส่งคนมาทำงานกับเรานั้น มีการแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วก็ถ่ายทอดการทำงานในสิ่งที่เราไม่รู้ รวมถึงวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมของประเทศด้วย”

อย่างบริษัทไทยซัมซุง ได้ตั้งงบประมาณกว่า 10 ล้านบาทในแต่ละปีเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยสนับสนุนคอร์สเรียน ตั้งแต่คอร์สเฉพาะทางไปจนถึงคอร์สสำหรับการบริหาร ด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงมีทักษะและความคล่องตัวสูง สามารถออกแบบและประยุกต์นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว จึงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

และโรงงานผลิตในประเทศไทย ยังมีระบบออโตเมชันที่ออกแบบโดยพนักงานไทย (ตั้งแต่ระดับ ปวส. ถึงระดับวิศวกร) ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และมีระบบมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่ออกแบบโดยคนไทย

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

5. โรงงานของ Samsung ไม่เคยเหมือนเดิม

ระหว่างบทสนทนา มีสิ่งหนึ่งน่าสนใจที่ผู้บริหารท่านนี้บอกเรา 

“เอาง่ายๆ ถ้าไม่ได้มาโรงงานสักเดือนหนึ่ง ท่านจะเห็นความแตกต่าง” แม้แต่ในโรงงาน Samsung ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ “เราจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะเราไม่ได้ถือว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันดีที่สุด ถ้าน้องๆ ในพื้นที่ทำงานจริง เขาคิดว่าเขาทำอะไรให้เกิดความสะดวกสบาย หรือทำงานได้ดีกว่าเดิม มีประสิทธิภาพดีกว่า มีคุณภาพดีกว่า เขาก็จะเอาไอเดียตรงนี้มาเพื่อปรึกษากับทีมงาน แล้วทุกๆ ส่วนจะเข้าไปร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างสรรค์กระบวนการใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องอยู่จนถึงปัจจุบัน”

บริษัทมีการจัดการแข่งขันนวัตกรรมระหว่าง 5 โรงงานที่ผลิตสินค้าแต่ละชนิด ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาอบ และเครื่องปรับอากาศ ในทุกๆ สัปดาห์ โดยในสายการผลิตของแต่ละโรงงานมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่าง ส่วนที่แตกต่างกันก็นำมาเปรียบเทียบกระบวนการกันได้ 

“เพราะฉะนั้น ในกิจกรรมนวัตกรรมประจำสัปดาห์ที่เราทำ เราจะได้เรียนรู้และแบ่งปันข้อมูล มีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เหมือนที่ทุกวันนี้เขาพูดว่าขิงกันไปเรื่อยๆ ผมเลยการันตีได้ว่า หนึ่งเดือนที่ไม่ได้เข้ามาดูโรงงาน จะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน” 

ในกรณีที่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีขึ้นมาได้ ก็จะแบ่งปันข้อมูลกับโรงงานในเครืออื่นๆ ในอีก 28 ประเทศทั่วโลก เพื่อที่บริษัทจะได้ไอเดียจากหลากหลายประเทศมาปรับปรุงกระบวนการ ในขณะที่โรงงานอื่นๆ ก็ได้ไอเดียจากบริษัทไทยซัมซุงเช่นเดียวกัน 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

6. ใครๆ ก็สร้างนวัตกรรมได้

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงงานหรือผู้บริหาร ทุกคนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาได้ทั้งสิ้น ซึ่ง Samsung เริ่มต้นปลูกฝังค่านิยมนี้ให้แก่พนักงานโดยการจัดกิจกรรมขึ้นมา 

“เมื่อก่อนเรามีกิจกรรมเสนอแนะ เพื่อรับข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกระดับ โดยโปรโมตว่า หนึ่งข้อเสนอแนะฉันให้ยี่สิบบาท เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณทำงานไม่ปลอดภัย คุณไปเขียนมา แล้วเสนอมาว่าถ้าจะทำงานให้ปลอดภัยมากขึ้น ต้องทำยังไง ปรับปรุงอะไร แล้วทีมต่างๆ ก็จะเข้าไปดูแลในส่วนที่เขารับผิดชอบ ก็เลยเกิดการสร้างนวัตกรรม มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร” 

สิ่งเหล่านี้ช่วยปลูกฝังให้พนักงานทุกส่วนกล้าเสนอ เพื่อปรับปรุงทุกสิ่งให้ดีขึ้น และสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง 

จนในทุกวันนี้กิจกรรมนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการสร้างนวัตกรรมได้ซึมซาบเข้าไปสู่สายเลือดของพนักงานเป็นที่เรียบร้อย 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

7. Samsung มีโอลิมปิกเป็นของตัวเอง

หากคุณกางรายการเทรนนิ่งของไทยซัมซุงทุกรายการออกมาบนกระดาษ คุณจะพบกับรายการมากกว่า 200 รายการ ยาวรวมกันกว่า 4 เมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะให้กับบุคลากร และเมื่อพัฒนาทักษะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Samsung ก็มีการจัดงานโอลิมปิกวิชาการของบริษัทเองในทุกๆ ไตรมาส โดยแบ่งเป็น 2 สายคือ หนึ่ง สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติงานในสายการผลิต มีการแข่งขันทักษะ เช่น การยิงสกรู และสอง สำหรับพนักงานซัพพอร์ต เช่นการแข่งขันลงโปรแกรม ซ่อมเครื่องจักร

“เรามีการแข่งขันในทุกๆ เดือน เพื่อหาคนเก่งในเดือนนั้น แล้วมาทำเป็นไตรมาสว่าใครเจ๋งที่สุด หลังจากนั้นเราก็ส่งไปแข่งโอลิมปิกเรื่องทักษะในต่างประเทศ เราเป็นเจ้าภาพบ้าง จีนเป็นเจ้าภาพบ้าง แล้วแต่ว่าปีไหนใครจะเป็นเจ้าภาพ แวะเวียนส่งน้องๆ ที่มีทักษะเพื่อไปเพิ่มความภาคภูมิใจของเขา และบุคคลเหล่านี้ก็จะกลายเป็นไอดอลในโรงงาน”

8. สำหรับ Samsung การดูแลพาร์ตเนอร์ก็คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

สำหรับ Samsung พาร์ตเนอร์หรือคู่ค้านั้น เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ เพราะถ้าหากขาดคู่ค้าไป บริษัทก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าเพราะขาดวัตถุดิบ แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ คู่ค้าไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท 

พวกเขาดูแลพาร์ตเนอร์และพนักงานของพาร์ตเนอร์ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับพนักงานของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การแนะนำแนวปฏิบัติ จัดการอบรม สนับสนุนทรัพยากร ไปจนถึงวางระบบปฏิบัติให้ 

“เรื่องของจริยธรรมในการทำงานร่วมกับคู่ค้า เราต้องไปด้วยกัน ถ้าเรามีเทคโนโลยีสูงกว่าเยอะๆ แน่นอนว่าเขาตามเราไม่ทัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องไปพยายามทำยังไงก็ได้ให้เขาอยู่ในระดับเดียวกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน เทคโนโลยี การผลิต ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่พูดไปไม่ได้แค่ว่าเราพูดเฉยๆ แต่เรามีขบวนการ วิธีการ กลุ่มคน แล้วก็ระบบในการจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด”

9. ดูแลคนแบบครอบครัว แต่ทำงานแบบมืออาชีพ

ความปลอดภัยในการทำงาน คือจุดเริ่มต้นของการดูแลพนักงานแบบครอบครัว Samsung ในขณะที่ยังคงวิธีการทำงานแบบมืออาชีพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 

การดูแลแบบครอบครัวนี้เริ่มตั้งแต่ปัจจัย 4 ของมนุษย์ เพื่อให้พนักงานโรงงานทุกคนได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ บริษัทสนับสนุนข้าวเช้าในราคาเพียง 10 บาท และให้ข้าวกลางวันฟรี โดยมีทั้งเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์ในโรงอาหาร เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้แก่พนักงาน มีการเอาใจใส่สภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยการวัดค่าแสง การสั่นสะเทือน ฝุ่น เสียง ความร้อน และกลิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเสียสุขภาพอยู่ตลอด รวมถึงพนักงานที่ตั้งครรภ์ ก็มีการเตรียมพื้นที่ให้นั่งทำงานได้ตลอดอายุครรภ์ โดยโต๊ะทำงานถูกออกแบบมาพิเศษเป็นดีไซน์โค้งหลบท้อง เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานและลูกน้อย

“ถ้าอยู่เป็นครอบครัว เราก็ต้องการให้เขามีความปลอดภัยทั้งสุขภาพร่างกายจิตใจ เข้ามาในรั้วบริษัท ในโรงงาน คุณมีความปลอดภัยสูงเฉกเช่นเดียวกับอยู่ในบ้านของคุณเอง และเราไม่แบ่งชั้นในเรื่องของความสนิท อย่างผมก็จะเรียกตัวเองว่าพี่อย่างนี้ตลอด และพนักงานก็จะไม่บอกว่า ไปพบรองประธานฯ เขาก็จะบอกว่าไปพบพี่กฤษณ์หน่อย แต่ว่าในเรื่องประสิทธิภาพทำงาน ไม่ใช่หยวนๆ กันไป ลักษณะครอบครัวที่เราว่าคือการดูแลสารทุกข์สุขดิบ เพื่อให้เขาทำงานออกมาได้ดีอย่างมืออาชีพ”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

10. คนของชุมชน คือคนของ Samsung 

บริษัทเชื่อว่าชุมชนและอุตสาหกรรมต้องดูแลซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อคนในชุมชนเข้ามาทำงานกับบริษัทแล้ว การดูแลคนของบริษัทก็เหมือนดูแลคนในชุมชน 

“เราจะต้องทำให้สภาพแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชนดีขึ้นด้วย ถ้าสังคมข้างๆ ไม่แข็งแรง แล้วเราไม่ดูแลเขา ก็จะมีผลกระทบกับเรา เพราะ ณ ปัจจุบัน คนในชุมชนเขามาพึ่งพิงอยู่กับเรา เราก็พึ่งพิงเขาเหมือนกัน ถ้าเราไม่บอกชุมชนข้างๆ ให้ดี ไม่ให้ข้อมูลกับเขาว่าเราทำอะไรอยู่ เรามีสภาพแวดล้อมในโรงงานเป็นยังไง มีการจัดการระบบการทำงานยังไงที่จะไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบกับสุขภาพของคนในชุมชน เราก็ไม่สามารถอยู่ได้ อันนี้เป็นเป็นแกนหลักเลย ว่าทำไมเราต้องช่วยดูแล หรือแม้กระทั่งพัฒนาชุมชน”

บริษัทมีการจัด Open House ปีละครั้งสำหรับคนในชุมชนใกล้เคียง ให้เข้ามาเห็นกระบวนการทำงานในโรงงานและการจัดการของเสีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่คนในชุมชน รวมทั้งยังมีการนำพนักงานของโรงงานไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนอีกด้วย 

นอกจากนี้ ในวันครบรอบของบริษัทที่ผ่านมา บริษัทได้ส่งของและจดหมายขอบคุณ พร้อมลายเซ็นจากประธานบริษัทฯ ไปยังครอบครัวของพนักงานทุกคน เพื่อขอบคุณที่พวกเขามอบคนในครอบครัวให้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Samsung อีกด้วย

11. การดูแลสิ่งแวดล้อมสำหรับ Samsung ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำและต้องดีขึ้นเสมอ

“สิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มันอยู่ในทุกๆ อย่างเลย ตั้งแต่ต้นน้ำ พูดง่ายๆ คือตั้งแต่วัตถุดิบ”

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ไทยซัมซุงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดีไซน์และการเลือกใช้วัตถุดิบ 

“เรามองเห็นว่า สินค้าไม่ว่าจะเป็นทีวี โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น หรือสิ่งของในชีวิตประจำวันของผู้คน ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของเราหมดอายุไปแล้ว เราคำนึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ผลิตภัณฑ์ของเราจึงต้องไม่มีสารต้องห้ามที่เป็นอันตรายกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสารปรอท สารตะกั่ว สารแมงกานีส หรือสารที่ก่อมะเร็ง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2004”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

แม้แต่ในขั้นตอนการผลิต ก็มีการลด ละ เลิก ในส่วนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย รวมไปถึงการใช้พลังงาน หรือแม้แต่เสียง แสง ฝุ่น และความร้อนในโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การผลิตย่อมต้องมีของเสียเกิดขึ้น และ Samsung ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีโรงบำบัดน้ำเสียของส่วนกลางอยู่แล้ว แต่เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงตัดสินใจสร้างโรงบำบัดน้ำเสียของตนเองเพิ่มขึ้นอีกโรงหนึ่ง เพื่อบำบัดของเสียก่อนจะส่งไปบำบัดอีกรอบ จึงมั่นใจได้ว่าจะมีของเสียออกจากโรงงานน้อยที่สุด 

คำว่าหยุดพัฒนาไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของ Samsung บริษัทตั้งเป้าว่าภายใน ค.ศ. 2025 บรรจุภัณฑ์สมาร์ทโฟนจะไม่มีการใช้พลาสติกเลย และจะลดการจัดการกากของเสียด้วยวิธีฝังกลบให้เป็นศูนย์อีกด้วย

“ถ้าเราหยุด เราก็ไม่ใช่บริษัทแนวหน้าในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ เราต้องก้าวต่อไป ทำยังไงที่จะพัฒนาตัวเองไปในทางที่เอาลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด เราเปรียบตัวเองเหมือนร้านสะดวกซื้อ อยากได้อะไรก็แวะมา ถ้าเป็นเรา คุณอยากได้เทคโนโลยีอะไร พอท่านพูด เราก็คิด เราก็ทำ”

ภาพ :  Samsung Thailand

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load