“Let it go, let it go

Can’t hold it back anymore

Let it go, let it go

Turn away and slam the door”

เสียงร้องเพลงของเด็กๆ คือบรรยากาศที่คุ้นชินใน The Hop Bangkok ทุกครั้งที่มีเวิร์กช็อปของ Musical Theatre for KIDS ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน โดย คริสเตน รอสซี (Kristen Rossi) บัณฑิตสาขาละครเวที และ ยองจี คิม (Youngji Kim) ศิลปินผู้หลงใหลในดนตรีและการเต้นแจ๊ส

ละครเวทีในตอนนั้นยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก สิ่งที่ Musical Theatre for KIDS ทำจึงค่อนข้างใหม่โดยเฉพาะในประเทศไทย แต่น่าชื่นใจที่เวิร์กช็อปครั้งแรกของเธอทั้งสองประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้โรงเรียนแห่งนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างจริงจัง 

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

Musical Theatre for KIDS จึงเติบโตจากเวิร์กช็อปเล็กๆ ที่มีครูแค่ 2 คน เป็นการรวมตัวของศิลปินจากหลากหลายสาขา สอนให้เด็กๆ ทำทุกกระบวนการที่เกี่ยวกับละครเวที ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง เล่าเรื่อง ทำฉาก พร็อพ และคอสตูม ในห้องเรียนขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยความสนุก เสียงหัวเราะ และพลังบวก ซึ่งไม่ได้สอนแค่ทักษะการแสดงออกและความคิดสร้างสรรค์อย่างเดียว แต่ยังแฝงไปด้วย Soft Skills ที่จะช่วยให้เขาเติบโตไปเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่มีความสมดุลทางด้านอารมณ์ อย่างการทำงานเป็นทีม การสื่อสารระหว่างกัน วิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ความคิดริเริ่ม การแสดงออก ไปจนถึงความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบ

ที่ผ่านมามีเวิร์กช็อปละครเวทีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Wizard of Oz, Frozen, Wicked, Moana, The Little Mermaid, Trolls และ Harry Potter ที่มีฉากเป็นปราสาทฮอกวอตส์ทำมือ และล่าสุด เพิ่งมีเวิร์กช็อปแบบ ‘Create Your Own Show’ ที่ให้เด็กๆ ทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เขียนบท ออกแบบท่าเต้น ไปจนถึงกำกับ

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

พริม-ญาณิศา กายสุต, ผ้าไหม-กรณัฏฐ์ วรรณนภาลัย และ เจสสิก้า ทีล (Jessica Teal) ครูสอนร้องเพลงและการแสดง ต้อนรับเราสู่พื้นที่ของ Musical Theatre for KIDS พร้อมกับ มีมี่-สรรประภา วุฒิวร ครูศิลปะที่กำลังทำหนังสือนิทานเด็กของตัวเอง 

และม่านก็เปิด

SCENE I

Backstage

“ถ้าไม่ชอบการแสดงจะมาร่วมเวิร์กช็อปได้ไหม” น่าจะเป็นคำถามแรกๆ ที่พ่อแม่หลายคนสงสัยอยู่ในใจเมื่อเห็นชื่อของ Musical Theatre for KIDS และอาจเป็นเหตุผลที่ครูพยายามผลักดันให้เด็กได้ทำงานในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับละครเวที เพื่อจะได้รู้ว่าศิลปะแขนงนี้มีหลายแง่มุม มีหลายหน้าที่ และคนทุกแบบมีส่วนร่วมได้

“เด็กที่มาเวิร์กช็อปกับเราไม่ได้มีแค่คนที่สนใจด้านละครเพลง บางคนสนใจเรื่องศิลปะ เรื่องการทำฉาก ทำคอสตูม บางคนสนใจการแสดง บางคนไม่เคยรู้จักละครเวทีมาก่อน ก็มาที่นี่เพื่อพบกับประสบการณ์ใหม่ๆ การสอนทุกอย่างจึงสำคัญมาก เด็กจะได้รู้ว่าในการทำละครเวทีเรื่องหนึ่งต้องมีอะไรบ้าง เราเชื่อว่าสิ่งที่ Musical Theatre for KIDS สอน เป็นการปูพื้นฐานและความสนใจให้เด็กสู่การทำงานด้านละครเวทีในอนาคต”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ
Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

เวิร์กช็อปมีทั้งหมด 2 รูปแบบ ระยะเวลา 5 วัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มละไม่เกิน 15 คน อายุของเด็กที่เข้าร่วมมีตั้งแต่ 5 – 7 ปี แบบแรกเป็นการนำละครเวทีเรื่องที่ดังระดับโลกอย่าง Lion King หรือ Dumbo มาย่อบทให้เป็นโชว์ขนาดมินิ และแบบที่สองคือ Create Your Own Show ที่ให้เด็กๆ ทำเองทุกกระบวนการตั้งแต่ศูนย์ รูปแบบการแสดงเป็น Creative Drama ไม่ใช่การฟูมฟาย เค้นอารมณ์ แต่เป็นการแสดงที่มีแต่ความสุข

4 วันแรกเป็นการสอนทักษะทุกอย่าง ส่วนวันที่ 5 เป็นการซ้อมใหญ่และแสดงจริงให้พ่อแม่ผู้ปกครองมาชมโชว์ความยาว 15 นาทีในรูปแบบเต็ม

“ห้าวันมันเป็นเวลาที่สั้นมากนะ เราใช้สี่วันแรกไปกับการทำความรู้จักเด็กๆ จุดอ่อนจุดแข็งของเขา เราช่วยเขาได้ยังไง สนับสนุนเขาในด้านไหนได้ ในช่วงเวลาห้าวันนี้เราไม่ได้แค่สอนทักษะการทำละครเวที แต่เราพยายามเข้าใจพวกเขา มันไม่ง่ายที่จะทำทั้งหมดในห้าวัน ท่องบท แสดง เต้น บล็อกกิ้ง ร้องเพลง ทำพร็อพ ทำฉาก บางเรื่องก็ไม่ได้เข้าออกทางเดียว ต้องขึ้นบันได เวลาคนถามเราเรื่อง Musical Theatre for KIDS เราจะบอกว่า คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าเด็กทำโชว์ได้ภายในห้าวัน!”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

SCENE II

My Mentor

ครูทุกคนของ Musical Theatre for KIDS มีแบกกราวนด์ด้านศิลปะหลายแขนง พริมและผ้าไหมคือบัณฑิตสาขาขับร้องละครเพลง จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีมี่เพิ่งเรียนจบปริญญาโทที่ Cambridge School of Art สาขา Children Book Illustration ส่วนเจสสิก้าทำงานด้านภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวอยู่ก่อนแล้ว ด้วยพื้นหลังที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ทำให้พวกเขาเข้าใจวิธีการคิดเชิงสร้างสรรค์อย่างดีเยี่ยม และถ่ายทอดออกมาเป็นเวิร์กช็อปที่ได้ทั้งคนเรียนและคนสอน

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

“ในส่วนของศิลปะ เราจะเตรียมแบกดร็อปแบบวาดเอาต์ไลน์มาก่อน แล้วให้เด็กๆ เป็นคนเลือกสีหรือเสนอไอเดียอื่นๆ มีทั้งสีโปสเตอร์และสีอะคริลิก บางครั้งก็ใช้กระดาษสีๆ มาตัดแปะ วันแรกๆ ให้ทำโปรเจกต์เดี่ยวที่เอากลับบ้านได้ด้วย เราทำตัวอย่างมาให้ดูก่อน ถ้าทำตามก็โอเค ถ้าไม่อยากทำก็ให้เขาออกไอเดียว่าอยากทำอะไร บางทีเขาอยากเปลี่ยนชื่อตัวละครจากหลุยส์เป็นลูซี่ หรืออยากให้ Lion King เป็นสีม่วง ก็คุยกัน มีหลายครั้งที่เด็กทำไม่ได้ ขอให้ครูทำให้ แต่เราอยากให้เขาลองดูก่อน ถ้าดูแล้วยังงงๆ อยู่ ลองค่อยๆ ทำทีละสเต็ปดีไหม มันจะรู้สึกว่าง่ายขึ้น ซึ่งการที่เราไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเขาทันที พอเขาทำเสร็จจะมีความมั่นใจขึ้น อันถัดไปเขาก็จะทำด้วยตัวเองได้” มีมี่เล่าให้ฟังถึงชั้นเรียนศิลปะของเธอ

พริม ผ้าไหม และเจสสิก้า รับผิดชอบในการสอนร้อง เต้น และแสดง ซึ่งจะมีเวลาได้อยู่กับเด็กเยอะกว่า ได้เห็นอารมณ์ การแสดงออก และพัฒนาการของเด็กแต่ละคนผ่านการแสดงละครเวทีร่วมกัน

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

“ด้วยวัยเฉลี่ยที่เริ่มโตแล้ว มีการร้องไห้ เริ่มโตแล้ว มีการอิจฉาแย่งคาแรกเตอร์กัน สิ่งที่ทำได้คือ เราต้องให้เด็กทุกคนทำงานร่วมกันได้ คนไหนชอบด้านไหนเป็นพิเศษ เราก็ช่วยให้เขาได้โชว์ศักยภาพตรงนั้น บางคนไม่ชอบอะไรเลยก็จะบิวต์ด้วยคอสตูม ถ้าแสดงจะได้ใส่ชุดแดรกคูลาสีดำสุดเท่เลยนะ หรือบางทีถ้าเขาไม่อยากเล่น จะเสนอให้เขาเป็นผู้ช่วยก่อน เป็นคนคอยบอกให้เพื่อนเงียบข้างเวที”

SCENE III

Come on let’s go and play!

เหมือนที่เล่าให้ตอนต้นว่า Musical Theatre for KIDS ไม่ได้สอนแค่ทักษะเชิงศิลปะเท่านั้น แต่ยังสอดแทรก Soft Skills ที่ติดตัวไปได้ตลอด เริ่มจากการท่องบทและการต่อบทที่ต้องอาศัยสมาธิและการฟังอีกคน ในเรื่องของการแสดง เด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารไปยังนักแสดงด้วยกันและผู้ชมที่ดูอยู่ ผ่านการใช้ภาษาและภาษากาย เวิร์กช็อปนี้ไม่ต่างจากการเล่นกีฬาที่ต้องอาศัยความเป็นทีม น้ำใจนักกีฬา และความสามัคคี ซึ่งสกิลล์เหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาต้องใช้เมื่อโตขึ้น

ครูทั้งสี่เล่าให้ฟังว่า เด็กจะเรียนรู้เองผ่านสถานการณ์หรือกิจกรรมที่เขาทำกับเพื่อน ยกตัวอย่างเช่น เวลาทำพร็อพชิ้นใหญ่ เขาต้องปรึกษากันทั้งกลุ่มว่าจะลงสีอะไรดี ถ้าใครคนใดคนหนึ่งมีความเห็นไม่ตรงกัน เขาก็ต้องหาวิธีการแก้ปัญหาและข้อตกลงที่ดีที่สุด

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

“ตอนนั้นทำเรื่อง The Wizard of Oz นางเอกคือโดโรธี เด็กผู้หญิงทุกคนในคลาสอยากเล่นบทนี้มาก มีดราม่า มีการร้องไห้ ‘หนูอยากเป็นโดโรธีๆ’ ตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่เลยเพราะทะเลาะกัน ปรากฏว่ารอบนั้นมีโดโรธีถึงสามคน เล่นกันคนละซีน สิ่งที่น่ารักคือ ตอนแรกทุกคนอยากเป็นโดโรธีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายสามคนนั้นก็ช่วยกันท่องบท ช่วยกันซ้อม กลายเป็นว่าเขาได้เรียนรู้ที่จะยอมซึ่งกันและกัน

“หรือมีพี่น้องบ้านหนึ่ง คนพี่อายุเจ็ดขวบ คนน้องที่อายุสี่ขวบยังอ่านหนังสือไม่ได้ เขาต้องกลับบ้านไปซ้อมด้วยกัน เวลาอยู่บนเวทีแล้วตัวเล็กจำบทไม่ได้ก็จะหันไปมองพี่ พี่ก็จะซุบซิบๆ บอกบท มันเป็นการเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือกันโดยไม่รู้ตัว”

FINAL SCENE

The Show Must Go On

“นั่นคือสิ่งที่เด็กๆ เรียนรู้จากพวกคุณ ในทางกลับกัน คุณเรียนรู้อะไรจากพวกเขาบ้าง”

“ความอดทน” ครูทั้งสี่หัวเราะพร้อมกัน

“การทำงานกับเด็กเป็นการย้ำเตือนให้เราไม่เข้มงวดกับชีวิตมากเกินไป สนุกไปกับมัน ทำให้เรารู้ว่าทุกคนแตกต่างกันหมด เราเจอเด็กขี้อาย เจอเด็กกล้าแสดงออก คุณต้องพร้อมที่จะรับมือกับคนหลายๆ แบบในเวลาเดียวกัน ต้องเรียนรู้ที่จะคิดอย่างรวดเร็ว เราจะทำอะไรก่อน จะทำอะไรหลัง ต้องเปิดกว้าง และต้องมีแผนสองสามสี่เผื่อไว้ด้วย ดีไม่ดีสิ่งที่เราเรียนรู้จากพวกเขาอาจมีค่ามากกว่าที่เขาเรียนรู้จากเราด้วยซ้ำ”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

ทุกคนเห็นเหมือนกันว่า การกล้าแสดงออกของเด็กๆ ทำให้พวกเขามีความมั่นใจในตัวเอง และที่สำคัญ พวกเขาเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับปัจจุบันมากขึ้น 

“การที่เราทำงานกับเด็ก ณ เวลานี้เขาให้เราเต็มร้อย เขามีความสุข เขาเสียใจ ทุกอย่างที่เขารู้สึก เขาแสดงออกมาทันทีและชัดเจน เราอยู่กับเขาในทุกโมเมนต์ ไม่เข้าใจ งอแง มันสอนเราว่า อย่าไปซีเรียสกับชีวิตมาก หิวน้ำก็หิวน้ำ ไม่ชอบก็ร้องไห้ รู้สึกอย่างไรก็ยอมรับอย่างนั้น เจ็บแป๊บเดียวก็หาย พลังบวกคือสิ่งที่เราได้จากพวกเขา บางทีเศร้าๆ อยู่ หลับตาแป๊บหนึ่ง ออกไปดื่มน้ำ ก็หายแล้ว The Show Must Go On”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

ฟังมาตั้งแต่ต้นจนจบก็อยากมีลูกและส่งไปเวิร์กช็อปกับ Musical Theatre for KIDS ทันที และเชื่อว่าคุณผู้อ่านก็คงคิดเหมือนกัน มันคือการเติบโตไปด้วยกันของทั้งเด็กและครูที่ว่ากันตามตรงแล้ว อาจไม่เห็นผลทันทีหลังเรียนจบ แต่มันจะติดตัวไปในการใช้ชีวิตข้างหน้า

“เราอยากให้โชว์ทุกครั้งเป็นโชว์ของพวกเขาที่ทำออกมาและภูมิใจที่สุด มันอาจไม่ใช่ละครเวทีโปรดักชันใหญ่อะไร แต่หวังว่าในอนาคต เขาจะจำความรู้สึกดีๆ ระหว่างทำงานและตอนอยู่บนเวทีนี้เอาไว้”

ครูทั้งสี่ทิ้งท้ายไว้แบบนั้น แล้วม่านก็ปิดลง


ตารางเวิร์กช็อปของ Musical Theatre for KIDS เดือนสิงหาคม

3 – 7 สิงหาคม : Into the Woods

10 – 14 สิงหาคม : Toy Story

17 – 21 สิงหาคม : Create Your Own Mini-Musical

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Musical Theatre for KIDS Bangkok หรือ www.musicaltheatreforkids.com

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

วิชา: สามัญคือสำคัญ
คำอธิบายรายวิชา: ฝึกฝนทักษะในการมองเห็นความงามในความธรรมดาสามัญ
ประเภทวิชา: วิชาสามัญ (มากๆ)
ประเทศ: ไทย

ห้องเรียนธรรมชาติในเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสายน้ำ ต้นฤดูฝน เมฆฝนก้อนโตลอยต่ำอยู่เหนือบ้านและทุ่งนาของเรา ลมเขย่าตะเกียงและม่านไม้ไผ่เสียงดัง ม่านฝนพลิ้วบางบดบังเทือกเขาเป็นชั้นๆ จนทั้งหมดจางหายไปกับท้องฟ้า ที่นั่นเราแยกไม่ออกว่าตรงไหนแผ่นดิน ตรงไหนท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ยังเหลือเพียงแค่จุดขาวรางเลือนบนฟ้าสีเทา เสียงน้ำไหลลอยตามลมเย็นมาจากลำเหมือง

ระดับน้ำที่สูงขึ้นเป็นหมายที่ชาวนาแถบนี้รู้หน้าที่ดีว่า ต้องหามจอบออกเดินไปตามคันนาเพื่อทำอะไร การปล่อยให้น้ำจากเมฆมาสัมผัสดินในผืนนาเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรีบทำก่อนสิ่งอื่นใด มดรีบขนไข่และปิดรัง ปูออกจากรูดิน กบเขียดพากันวางไข่ ทุกชีวิตฉกฉวยเวลาที่สุกงอมและหอมหวนนี้อย่างไม่เอียงอาย

เชียงดาว เชียงดาว

Nature 101 เราจะบันทึกความงาม ความจริงของโลกนี้ได้อย่างไร

นั่นเป็นคำถามที่เรามีในขณะที่เริ่มหาหนทางในการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็กอนุบาลและประถม 2 คนในบ้านเรียนทางช้างเผือก ทำไมต้องบันทึกความงามและความจริงของโลก อาจเป็นเพราะทั้งสองสิ่งนี้แสดงตัวอยู่พร้อมกันในกิจการต่างๆ ของโลก ไม่สามารถแยกออกโดยโดดเดี่ยวและยังคงรักษาสภาพของตนไว้ได้ หากเราต้องการเรียนรู้โลก

เราอาจต้องตอบคำถามนี้เสียก่อน ความงามที่ไม่จริงยังคงงามอยู่ไหม หรือความจริงที่แยกความงามออกไปนั้น มันยังคงจริงอยู่แค่ไหน เปรียบดั่งสมการที่ไร้ความงามยังจริงอยู่ไหม ดอกไม้ที่ชักชวนผึ้งมาผสมเกสรเพื่อประกันอนาคตของระบบไม่งามได้ไหม รังที่นกตัวผู้สร้างแค่กองเศษฟางก็อุ่นได้นั่นพอไหม แสงของหิ่งห้อยที่ไม่ต้องกะพริบ ปีกผีเสื้อที่ไร้สีสันและลวดลาย และรูปทรงของใบไม้ที่เหมือนๆ กันทั้งหมด วิทยาศาสตร์และศาสตร์ทางศิลปะที่แยกเป็นคนละเรื่องคนละโลกมีแต่ในสมมติของความคิดเท่านั้น ความงามไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมา แต่ถูกรับรู้ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และนำมาใช้เหมือนกับวิทยาศาสตร์ที่สังเกต รับรู้ เรียนรู้ ทำความเข้าใจธรรมชาติ ทั้งสองสิ่งที่เป็นเหมือนการแสดงออกของธรรมชาติที่นักฟิสิกส์ได้เรียนรู้จากแสง ที่เป็นทั้งพลังงานและอนุภาคในเวลาเดียวกัน หรือจากพฤติกรรมของอิเล็กตรอนที่อยู่ในทุกที่และไม่อยู่ในที่ใดเลย ขึ้นอยู่กับว่าผู้สังเกตการณ์จะมองจากมุมมองใด ด้วยท่าทีเช่นไร

เชียงดาว

เชียงดาว เชียงดาว

ทักษะและทัศนคติของผู้สังเกตจึงมีผลมากต่อการแปลผลจากความจริง นั่นคือเราเป็นตัวแปรในการเรียนรู้ เรามีผลต่อความงามที่เป็น ต่อความจริงที่เห็น การฝึกฝนทั้งทางทักษะ ทัศนคติ และระบบประสาทสัมผัส จึงมีความสำคัญในฐานะที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้โลก ความสามารถที่จะมองเห็นความงามในความจริง

เราเริ่มต้นด้วยการรักษาความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่เป็นพื้นเดิมของเด็กๆ ไม่ให้ถูกทำลายไปด้วยความรักและความหวังดี แล้วค่อยๆ พาเขาไปรู้จักเพื่อนใหม่ที่แตกต่างออกไป ทั้งไส้เดือน กิ้งกือ หนอนหัวขวาน ด้วงดิ่ง ด้วงงวงยีราฟ ชีปะขาว แมลงปอน้ำตก ปลาพลวง ปลาเลียหิน ปลาไหล ปูนา นกเอี้ยง นกปากห่าง เป็ดแดง นกแสก นกเค้าโมง นกติ้ด ค้างคาว…

วิชามองความงามในความสามัญ ธรรมชาติ ธรรมชาติ

ในที่สุดเราจะเริ่มเห็นทักษะที่สำคัญ คือเด็กๆ จะรู้จักและรู้วิธีปฏิบัติตัวต่อเพื่อนใหม่ของเขา เป็นมิตรและสามารถเข้าใกล้เพื่อนใหม่ได้อย่างไม่เบียดบังซึ่งกันและกัน เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้สิ่งนั้นบนความเป็นจริง ไม่เกิดมายาคติที่เคลือบแคลง รู้สึกปลอดภัย สงบและสว่าง ในขณะที่เราเดินบนทางดินในป่า ใบไม้กี่ล้านใบที่เราเดินผ่านไปโดยไม่ได้เกิดการรับรู้สิ่งใด เราอาจพูดได้ว่า ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ ไม่มีอะไรน่าเรียนรู้ ไม่บอกให้ดูนี่ หรือฉันมีเรื่องที่จะต้องคิดจริงจังและกำลังยุ่งมากกว่ามามองใบไม้ที่พื้น

หากแต่ในความเป็นจริง ใบไม้หนึ่งใบนั้นเต็มไปด้วยความรู้ แม้มันจะหลุดร่วงและใกล้เน่าเปื่อยเต็มที สีที่เปลี่ยนไปจากสีเขียว เหลือง แดง น้ำตาล ดำ เส้นใบที่ลำเลียงน้ำ ขนเล็กๆ ที่อยู่ใต้ใบ ผิวมันลื่นหรือหยาบสาก ร่องรอยจากการกัดของผึ้งกัดใบ หนอนชอนใบ เห็ดรา รอยไหม้ บ้านของแมลงที่มาทำรัง… ทั้งหมดแสดงความจริงอยู่ที่นั่น ไม่ได้สนใจว่าเราจะมีข้ออ้างที่สมเหตุสมผลเพียงใดในการเดินเลยไป เขาแค่อยู่ที่นั่น

ธรรมชาติ ธรรมชาติ ธรรมชาติ

รอยที่สปอร์เห็ดทิ้งเอาไว้ (Spore Print) จากการเอาเห็ดมาวางบนกระดาษนิ่งๆ แล้วเอาฝาครอบกันลมทิ้งไว้คืนนึง

ธรรมชาติ ธรรมชาติ

เราจึงหาอุบายต่างๆ ในการหยุดเดินเพื่อให้โอกาสในการเรียนรู้เกิดขึ้นแม้เพียงชั่วเวลาหนึ่ง ทั้งจับ จ้อง ลูบ ส่อง ขุด ดม ชิม…รู้สึก เมื่อเป็นมิตรแล้ว และมีความรู้สึกต่อสิ่งนั้นแล้ว ก็ไม่ยากที่จะเกิดทักษะใหม่ขึ้นมา ความสามารถในการมองเห็นความงามในความจริง เราไม่สามารถตอบคำถามที่ว่า มันจะมีทักษะนี้ไปเพื่ออะไรได้ในเวลานี้

แต่ก็เหมือนกับคำถามอื่นๆ อีกหลายคำถามที่เราไม่มีคำตอบที่สมเหตุผลให้ (หรือเพราะเราไม่ควรตอบแทนเด็กๆ) แค่รู้สึกและเห็นชัดว่าพวกเขาได้เติบโตใกล้ชิดโลก บนความจริง มีความงาม ความสุข สามารถที่จะปรับตัวได้ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นมิตร อิสระ และมีความสร้างสรรค์ นั่นก็มากพอกับการทำห้องเรียนเล็กๆ แห่งนี้แล้ว

ธรรมชาติ

วิชา: สามัญคือสำคัญ
คุณสมบัติผู้เรียน: อยากเรียน
เก็งข้อสอบ: มีความสุขง่ายไม่เรื่องมาก ปรับตัวได้ เป็นมิตรกับธรรมชาติและตนเองใน 3 สัปดาห์
วิชาต่อเนื่อง: Advance Nature Appreciation, Nature Application 1 (Colors)


ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

คทา มหากายี

เรียนออกแบบแต่ไม่ได้ทำแบบที่เรียน มาออกแบบมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์แทน เริ่มทำงานกับเด็กๆ และธรรมชาติมาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 หลงป่าอยู่หลายสิบปีจนปัจจุบันมาโผล่กลางทุ่งนาที่เชียงดาว ทำบ้านเรียนกับลูกๆ สองคน และกำลังเรียนรู้ไปพร้อมกับพวกเขา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load