“Let it go, let it go

Can’t hold it back anymore

Let it go, let it go

Turn away and slam the door”

เสียงร้องเพลงของเด็กๆ คือบรรยากาศที่คุ้นชินใน The Hop Bangkok ทุกครั้งที่มีเวิร์กช็อปของ Musical Theatre for KIDS ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน โดย คริสเตน รอสซี (Kristen Rossi) บัณฑิตสาขาละครเวที และ ยองจี คิม (Youngji Kim) ศิลปินผู้หลงใหลในดนตรีและการเต้นแจ๊ส

ละครเวทีในตอนนั้นยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก สิ่งที่ Musical Theatre for KIDS ทำจึงค่อนข้างใหม่โดยเฉพาะในประเทศไทย แต่น่าชื่นใจที่เวิร์กช็อปครั้งแรกของเธอทั้งสองประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้โรงเรียนแห่งนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างจริงจัง 

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

Musical Theatre for KIDS จึงเติบโตจากเวิร์กช็อปเล็กๆ ที่มีครูแค่ 2 คน เป็นการรวมตัวของศิลปินจากหลากหลายสาขา สอนให้เด็กๆ ทำทุกกระบวนการที่เกี่ยวกับละครเวที ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง เล่าเรื่อง ทำฉาก พร็อพ และคอสตูม ในห้องเรียนขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยความสนุก เสียงหัวเราะ และพลังบวก ซึ่งไม่ได้สอนแค่ทักษะการแสดงออกและความคิดสร้างสรรค์อย่างเดียว แต่ยังแฝงไปด้วย Soft Skills ที่จะช่วยให้เขาเติบโตไปเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่มีความสมดุลทางด้านอารมณ์ อย่างการทำงานเป็นทีม การสื่อสารระหว่างกัน วิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ความคิดริเริ่ม การแสดงออก ไปจนถึงความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบ

ที่ผ่านมามีเวิร์กช็อปละครเวทีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Wizard of Oz, Frozen, Wicked, Moana, The Little Mermaid, Trolls และ Harry Potter ที่มีฉากเป็นปราสาทฮอกวอตส์ทำมือ และล่าสุด เพิ่งมีเวิร์กช็อปแบบ ‘Create Your Own Show’ ที่ให้เด็กๆ ทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เขียนบท ออกแบบท่าเต้น ไปจนถึงกำกับ

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

พริม-ญาณิศา กายสุต, ผ้าไหม-กรณัฏฐ์ วรรณนภาลัย และ เจสสิก้า ทีล (Jessica Teal) ครูสอนร้องเพลงและการแสดง ต้อนรับเราสู่พื้นที่ของ Musical Theatre for KIDS พร้อมกับ มีมี่-สรรประภา วุฒิวร ครูศิลปะที่กำลังทำหนังสือนิทานเด็กของตัวเอง 

และม่านก็เปิด

SCENE I

Backstage

“ถ้าไม่ชอบการแสดงจะมาร่วมเวิร์กช็อปได้ไหม” น่าจะเป็นคำถามแรกๆ ที่พ่อแม่หลายคนสงสัยอยู่ในใจเมื่อเห็นชื่อของ Musical Theatre for KIDS และอาจเป็นเหตุผลที่ครูพยายามผลักดันให้เด็กได้ทำงานในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับละครเวที เพื่อจะได้รู้ว่าศิลปะแขนงนี้มีหลายแง่มุม มีหลายหน้าที่ และคนทุกแบบมีส่วนร่วมได้

“เด็กที่มาเวิร์กช็อปกับเราไม่ได้มีแค่คนที่สนใจด้านละครเพลง บางคนสนใจเรื่องศิลปะ เรื่องการทำฉาก ทำคอสตูม บางคนสนใจการแสดง บางคนไม่เคยรู้จักละครเวทีมาก่อน ก็มาที่นี่เพื่อพบกับประสบการณ์ใหม่ๆ การสอนทุกอย่างจึงสำคัญมาก เด็กจะได้รู้ว่าในการทำละครเวทีเรื่องหนึ่งต้องมีอะไรบ้าง เราเชื่อว่าสิ่งที่ Musical Theatre for KIDS สอน เป็นการปูพื้นฐานและความสนใจให้เด็กสู่การทำงานด้านละครเวทีในอนาคต”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ
Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

เวิร์กช็อปมีทั้งหมด 2 รูปแบบ ระยะเวลา 5 วัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มละไม่เกิน 15 คน อายุของเด็กที่เข้าร่วมมีตั้งแต่ 5 – 7 ปี แบบแรกเป็นการนำละครเวทีเรื่องที่ดังระดับโลกอย่าง Lion King หรือ Dumbo มาย่อบทให้เป็นโชว์ขนาดมินิ และแบบที่สองคือ Create Your Own Show ที่ให้เด็กๆ ทำเองทุกกระบวนการตั้งแต่ศูนย์ รูปแบบการแสดงเป็น Creative Drama ไม่ใช่การฟูมฟาย เค้นอารมณ์ แต่เป็นการแสดงที่มีแต่ความสุข

4 วันแรกเป็นการสอนทักษะทุกอย่าง ส่วนวันที่ 5 เป็นการซ้อมใหญ่และแสดงจริงให้พ่อแม่ผู้ปกครองมาชมโชว์ความยาว 15 นาทีในรูปแบบเต็ม

“ห้าวันมันเป็นเวลาที่สั้นมากนะ เราใช้สี่วันแรกไปกับการทำความรู้จักเด็กๆ จุดอ่อนจุดแข็งของเขา เราช่วยเขาได้ยังไง สนับสนุนเขาในด้านไหนได้ ในช่วงเวลาห้าวันนี้เราไม่ได้แค่สอนทักษะการทำละครเวที แต่เราพยายามเข้าใจพวกเขา มันไม่ง่ายที่จะทำทั้งหมดในห้าวัน ท่องบท แสดง เต้น บล็อกกิ้ง ร้องเพลง ทำพร็อพ ทำฉาก บางเรื่องก็ไม่ได้เข้าออกทางเดียว ต้องขึ้นบันได เวลาคนถามเราเรื่อง Musical Theatre for KIDS เราจะบอกว่า คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าเด็กทำโชว์ได้ภายในห้าวัน!”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

SCENE II

My Mentor

ครูทุกคนของ Musical Theatre for KIDS มีแบกกราวนด์ด้านศิลปะหลายแขนง พริมและผ้าไหมคือบัณฑิตสาขาขับร้องละครเพลง จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีมี่เพิ่งเรียนจบปริญญาโทที่ Cambridge School of Art สาขา Children Book Illustration ส่วนเจสสิก้าทำงานด้านภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวอยู่ก่อนแล้ว ด้วยพื้นหลังที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ทำให้พวกเขาเข้าใจวิธีการคิดเชิงสร้างสรรค์อย่างดีเยี่ยม และถ่ายทอดออกมาเป็นเวิร์กช็อปที่ได้ทั้งคนเรียนและคนสอน

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

“ในส่วนของศิลปะ เราจะเตรียมแบกดร็อปแบบวาดเอาต์ไลน์มาก่อน แล้วให้เด็กๆ เป็นคนเลือกสีหรือเสนอไอเดียอื่นๆ มีทั้งสีโปสเตอร์และสีอะคริลิก บางครั้งก็ใช้กระดาษสีๆ มาตัดแปะ วันแรกๆ ให้ทำโปรเจกต์เดี่ยวที่เอากลับบ้านได้ด้วย เราทำตัวอย่างมาให้ดูก่อน ถ้าทำตามก็โอเค ถ้าไม่อยากทำก็ให้เขาออกไอเดียว่าอยากทำอะไร บางทีเขาอยากเปลี่ยนชื่อตัวละครจากหลุยส์เป็นลูซี่ หรืออยากให้ Lion King เป็นสีม่วง ก็คุยกัน มีหลายครั้งที่เด็กทำไม่ได้ ขอให้ครูทำให้ แต่เราอยากให้เขาลองดูก่อน ถ้าดูแล้วยังงงๆ อยู่ ลองค่อยๆ ทำทีละสเต็ปดีไหม มันจะรู้สึกว่าง่ายขึ้น ซึ่งการที่เราไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเขาทันที พอเขาทำเสร็จจะมีความมั่นใจขึ้น อันถัดไปเขาก็จะทำด้วยตัวเองได้” มีมี่เล่าให้ฟังถึงชั้นเรียนศิลปะของเธอ

พริม ผ้าไหม และเจสสิก้า รับผิดชอบในการสอนร้อง เต้น และแสดง ซึ่งจะมีเวลาได้อยู่กับเด็กเยอะกว่า ได้เห็นอารมณ์ การแสดงออก และพัฒนาการของเด็กแต่ละคนผ่านการแสดงละครเวทีร่วมกัน

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

“ด้วยวัยเฉลี่ยที่เริ่มโตแล้ว มีการร้องไห้ เริ่มโตแล้ว มีการอิจฉาแย่งคาแรกเตอร์กัน สิ่งที่ทำได้คือ เราต้องให้เด็กทุกคนทำงานร่วมกันได้ คนไหนชอบด้านไหนเป็นพิเศษ เราก็ช่วยให้เขาได้โชว์ศักยภาพตรงนั้น บางคนไม่ชอบอะไรเลยก็จะบิวต์ด้วยคอสตูม ถ้าแสดงจะได้ใส่ชุดแดรกคูลาสีดำสุดเท่เลยนะ หรือบางทีถ้าเขาไม่อยากเล่น จะเสนอให้เขาเป็นผู้ช่วยก่อน เป็นคนคอยบอกให้เพื่อนเงียบข้างเวที”

SCENE III

Come on let’s go and play!

เหมือนที่เล่าให้ตอนต้นว่า Musical Theatre for KIDS ไม่ได้สอนแค่ทักษะเชิงศิลปะเท่านั้น แต่ยังสอดแทรก Soft Skills ที่ติดตัวไปได้ตลอด เริ่มจากการท่องบทและการต่อบทที่ต้องอาศัยสมาธิและการฟังอีกคน ในเรื่องของการแสดง เด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารไปยังนักแสดงด้วยกันและผู้ชมที่ดูอยู่ ผ่านการใช้ภาษาและภาษากาย เวิร์กช็อปนี้ไม่ต่างจากการเล่นกีฬาที่ต้องอาศัยความเป็นทีม น้ำใจนักกีฬา และความสามัคคี ซึ่งสกิลล์เหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาต้องใช้เมื่อโตขึ้น

ครูทั้งสี่เล่าให้ฟังว่า เด็กจะเรียนรู้เองผ่านสถานการณ์หรือกิจกรรมที่เขาทำกับเพื่อน ยกตัวอย่างเช่น เวลาทำพร็อพชิ้นใหญ่ เขาต้องปรึกษากันทั้งกลุ่มว่าจะลงสีอะไรดี ถ้าใครคนใดคนหนึ่งมีความเห็นไม่ตรงกัน เขาก็ต้องหาวิธีการแก้ปัญหาและข้อตกลงที่ดีที่สุด

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

“ตอนนั้นทำเรื่อง The Wizard of Oz นางเอกคือโดโรธี เด็กผู้หญิงทุกคนในคลาสอยากเล่นบทนี้มาก มีดราม่า มีการร้องไห้ ‘หนูอยากเป็นโดโรธีๆ’ ตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่เลยเพราะทะเลาะกัน ปรากฏว่ารอบนั้นมีโดโรธีถึงสามคน เล่นกันคนละซีน สิ่งที่น่ารักคือ ตอนแรกทุกคนอยากเป็นโดโรธีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายสามคนนั้นก็ช่วยกันท่องบท ช่วยกันซ้อม กลายเป็นว่าเขาได้เรียนรู้ที่จะยอมซึ่งกันและกัน

“หรือมีพี่น้องบ้านหนึ่ง คนพี่อายุเจ็ดขวบ คนน้องที่อายุสี่ขวบยังอ่านหนังสือไม่ได้ เขาต้องกลับบ้านไปซ้อมด้วยกัน เวลาอยู่บนเวทีแล้วตัวเล็กจำบทไม่ได้ก็จะหันไปมองพี่ พี่ก็จะซุบซิบๆ บอกบท มันเป็นการเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือกันโดยไม่รู้ตัว”

FINAL SCENE

The Show Must Go On

“นั่นคือสิ่งที่เด็กๆ เรียนรู้จากพวกคุณ ในทางกลับกัน คุณเรียนรู้อะไรจากพวกเขาบ้าง”

“ความอดทน” ครูทั้งสี่หัวเราะพร้อมกัน

“การทำงานกับเด็กเป็นการย้ำเตือนให้เราไม่เข้มงวดกับชีวิตมากเกินไป สนุกไปกับมัน ทำให้เรารู้ว่าทุกคนแตกต่างกันหมด เราเจอเด็กขี้อาย เจอเด็กกล้าแสดงออก คุณต้องพร้อมที่จะรับมือกับคนหลายๆ แบบในเวลาเดียวกัน ต้องเรียนรู้ที่จะคิดอย่างรวดเร็ว เราจะทำอะไรก่อน จะทำอะไรหลัง ต้องเปิดกว้าง และต้องมีแผนสองสามสี่เผื่อไว้ด้วย ดีไม่ดีสิ่งที่เราเรียนรู้จากพวกเขาอาจมีค่ามากกว่าที่เขาเรียนรู้จากเราด้วยซ้ำ”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

ทุกคนเห็นเหมือนกันว่า การกล้าแสดงออกของเด็กๆ ทำให้พวกเขามีความมั่นใจในตัวเอง และที่สำคัญ พวกเขาเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับปัจจุบันมากขึ้น 

“การที่เราทำงานกับเด็ก ณ เวลานี้เขาให้เราเต็มร้อย เขามีความสุข เขาเสียใจ ทุกอย่างที่เขารู้สึก เขาแสดงออกมาทันทีและชัดเจน เราอยู่กับเขาในทุกโมเมนต์ ไม่เข้าใจ งอแง มันสอนเราว่า อย่าไปซีเรียสกับชีวิตมาก หิวน้ำก็หิวน้ำ ไม่ชอบก็ร้องไห้ รู้สึกอย่างไรก็ยอมรับอย่างนั้น เจ็บแป๊บเดียวก็หาย พลังบวกคือสิ่งที่เราได้จากพวกเขา บางทีเศร้าๆ อยู่ หลับตาแป๊บหนึ่ง ออกไปดื่มน้ำ ก็หายแล้ว The Show Must Go On”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

ฟังมาตั้งแต่ต้นจนจบก็อยากมีลูกและส่งไปเวิร์กช็อปกับ Musical Theatre for KIDS ทันที และเชื่อว่าคุณผู้อ่านก็คงคิดเหมือนกัน มันคือการเติบโตไปด้วยกันของทั้งเด็กและครูที่ว่ากันตามตรงแล้ว อาจไม่เห็นผลทันทีหลังเรียนจบ แต่มันจะติดตัวไปในการใช้ชีวิตข้างหน้า

“เราอยากให้โชว์ทุกครั้งเป็นโชว์ของพวกเขาที่ทำออกมาและภูมิใจที่สุด มันอาจไม่ใช่ละครเวทีโปรดักชันใหญ่อะไร แต่หวังว่าในอนาคต เขาจะจำความรู้สึกดีๆ ระหว่างทำงานและตอนอยู่บนเวทีนี้เอาไว้”

ครูทั้งสี่ทิ้งท้ายไว้แบบนั้น แล้วม่านก็ปิดลง


ตารางเวิร์กช็อปของ Musical Theatre for KIDS เดือนสิงหาคม

3 – 7 สิงหาคม : Into the Woods

10 – 14 สิงหาคม : Toy Story

17 – 21 สิงหาคม : Create Your Own Mini-Musical

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Musical Theatre for KIDS Bangkok หรือ www.musicaltheatreforkids.com

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

จากบันทึกของลูกชายในตอนที่แล้ว ชีวิตเด็ก ป.1 ญี่ปุ่นของผม ที่ต้องเรียนและเล่นในบ้าน จนถึงวันใส่หน้ากากไปโรงเรียน 

ตอนนี้คุณแม่จะขอเล่าภาคต่อว่า ชีวิตของนักเรียนญี่ปุ่นหลังจากเปิดเทอมแล้ว นักเรียน โรงเรียน และผู้ปกครอง ต้องปรับตัวให้อยู่ร่วมกับโควิด-19 ยังไงบ้าง

บ้านเราอยู่ในอำเภอเล็กๆ นอกตัวเมือง เมื่อถึงเวลาที่โรงเรียนเปิดอีกครั้ง คุณครูก็แจ้งมาตรการที่นักเรียนและผู้ปกครองต้องช่วยกันปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เช็ดแอลกอฮอล์ วัดไข้ก่อนไปเรียนทุกเช้า ถ้านักเรียนหรือคนในครอบครัวมีไข้ ขอให้หยุดอยู่บ้าน

นอกจากนั้น มีการขออาสาสมัครผู้ปกครองไปช่วยทำความสะอาดห้องเรียนหลังเลิกเรียน โดยปกติแล้วการดูแลทำความสะอาดห้องเรียนประจำวันเป็นหน้าที่ของนักเรียนและครู (โรงเรียนที่ญี่ปุ่น ไม่มีนักการภารโรงนะคะ คุณครู นักเรียน และอาจจะมีเจ้าหน้าที่ทั่วไปสัก 1 คน ช่วยกันดูแลความสะอาดเรียบร้อยโดยรวมในทุกวัน ในหนึ่งภาคเรียนอาจจะมี 1 หรือ 2 ครั้งที่ต้องขอความร่วมมือจากผู้ปกครองอาสาสมัครมาช่วยทำความสะอาดใหญ่) 

แต่ในช่วงโควิด-19 ทางโรงเรียนต้องเพิ่มการเช็ดโต๊ะเก้าอี้นักเรียนและอุปกรณ์ในห้องเรียนด้วยแอลกอฮอล์ คุณครูคงทำทั้งหมดไม่ไหว จึงขอความช่วยเหลือจากพ่อๆ แม่ๆ ที่พอมีเวลา

เมื่อช่วงเวลาโควิด-19 ผ่านไป สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น กิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนที่งดไปก็เริ่มกลับมาดำเนินได้อีกครั้ง แต่ต้องลดทอนให้สั้นลงและมีผู้ร่วมงานน้อยลง เช่น งานกีฬาสีของโรงเรียน จากเดิมจัดเต็มวันก็ลดเหลือแค่ 3 ชั่วโมง ผู้ปกครองมาดูเฉพาะช่วงเวลาที่ลูกของตัวเองทำกิจกรรม เมื่อจบแล้วให้กลับเลย หรือวันดูการเรียนการสอนและประชุมผู้ปกครอง ผู้ปกครองจะมาเข้าชมแค่ครั้งละครึ่งห้อง และจบในเวลา 1 ชั่วโมงจากเดิมที่ใช้เวลาครึ่งวัน

รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง
รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง

แม่มีโอกาสไปช่วยงานกิจกรรมของโรงเรียนอนุบาลแถวบ้านในช่วงโควิด ตอนนั้นสถานศึกษามีมาตรการว่า ไม่อยากให้นักเรียนส่งเสียงดังหรือตะโกน เพราะอาจเป็นการแพร่เชื้อ ปกติทุกปีจะมีกิจกรรมร้องเพลงและมีเต้นประกอบ แต่พอเสียงดังไม่ได้ สิ่งที่ครูอนุบาลหาทางเลือกคือ เปิดเทปแล้วให้เด็กๆ ร้องเพลงเป็นภาษามือแทน ดูแล้วก็อมยิ้มกับการแสดงของเด็กตัวน้อย และยิ่งประทับใจในความพยายามของเหล่าคุณครูที่พยายามทำให้ชีวิตของเด็กๆ เป็นปกติในช่วงเวลาที่ไม่ปกติเอาเสียเลย

เมื่อผ่านชีวิตกับเจ้าไวรัสไปจนเกือบสิ้น ค.ศ. 2020 ทางโรงเรียนมีจดหมายมาแจ้งว่า จะแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนทุกคนภายในเทอมนี้ โดยทางอำเภอเป็นผู้จัดหาและมอบกับเด็กนักเรียนทุกคนในเมือง โครงการแจกแท็บเล็ตนี้อยู่ในแผนมาก่อนหน้าแล้ว แต่ยังไม่ได้บทสรุปเพื่อดำเนินการ การมาถึงของโควิด-19 ทำให้โครงการนี้ได้รับการอนุมัติเร็วยิ่งขึ้น

ขออธิบายเพิ่มเติมนิดนะคะ ที่ญี่ปุ่นอำนาจการปกครองของประเทศ จังหวัด และอำเภอ ค่อนข้างจะมีอิสระจากกัน การนำคำสั่งหรือนโยบายต่างๆ ไปบังคับใช้จึงไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ (นายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าเมือง และนายอำเภอ ทุกตำแหน่งมาจากการเลือกตั้ง การปฏิบัติ นโยบายท้องถิ่นต่างๆ จึงต้องฟังความเห็นของคนในพื้นที่นั้นๆ ด้วย) 

ถ้ารัฐบาลบอกว่า ในอีก 3 ปีอยากให้เด็กเรียนเทคโนโลยีต่างๆ ผ่านแท็บเล็ต ทางจังหวัดก็รับนโยบายแล้วส่งต่อมาที่อำเภอ อำเภอจะเก็บข้อมูล วางแผน และเตรียมงบประมาณ โดยจะทำเมื่อไหร่ อย่างไร เป็นเรื่องความพร้อมของแต่ละอำเภอ หรืออาจจะไม่ทำ ถ้าคนในท้องถิ่นไม่เห็นด้วย บางที่อาจติดเรื่องงบ บางที่อาจจะไม่ผ่านที่กลุ่มผู้ปกครอง เช่น เมื่อทำแบบสอบถาม พ่อแม่บางคนอาจจะบอกว่า เด็กชั้น ป.1 หรือ ป.2 ยังเล็กเกินไปที่จะมีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง ถ้าอย่างนั้น เด็กชั้นไหนถึงควรจะมี ถ้าเป็นชั้นเด็กเล็กจะให้ใช้ร่วมกันเป็นของส่วนกลางหรืออะไรยังไง ต้องมาปรึกษาหาข้อตกลง เพราะฉะนั้น ความช้าเร็วในแต่ละที่จะไม่เท่ากัน หรือบางพื้นที่อาจจะมีมติว่าไม่จำเป็นต้องจัดหาให้ก็ได้

รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง

ตอนปิดโรงเรียนคราวก่อน ทางโรงเรียนได้ถามความคิดเห็นเรื่องการเรียนออนไลน์ แต่ติดปัญหาหลักคือ หลายบ้านมีอุปกรณ์ไม่พร้อม รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากกับเรื่องสิทธิความเสมอภาคขั้นพื้นฐาน ถ้าในอนาคตสถานการณ์โควิดรุนแรงจนถึงขั้นต้องปิดโรงเรียนอีกครั้ง การเรียนออนไลน์คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำให้นักเรียนทุกคนมีอุปกรณ์ในการเรียนจากบ้านคงเป็นอาวุธที่ดีที่สุด อำเภอเรามีมติเช่นนั้น แท็บเล็ตจึงถูกแจกให้เด็กๆ ทุกคน โรงเรียนก็เริ่มสอนการใช้งานต่างๆ แก่นักเรียน สอนเด็กแล้วยังเชิญพ่อแม่ไปสอนด้วย เพื่อกันความผิดพลาด รอบคอบสมเป็นญี่ปุ่น

เรียนกันไปจนจบ ป.1 แล้วต่อ ป.2 จนปิดเทอมแรกที่มาพร้อมกันกับกีฬาโอลิมปิกและไวรัสเดลต้าที่น่าสะพรึง คาดกันว่าจากนี้ต่อไปคลื่นไวรัสลูกที่ 4 ต้องมาแน่นอน แล้วก็เป็นตามนั้น จำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเพิ่มจากเดิมเป็น 3 – 4 เท่า แต่เมื่อมันเป็นเวฟที่ 4 แล้ว ผู้คนก็เริ่มเคยชิน ไม่ได้หวาดกลัวเหมือนตอนไวรัสมาแรกๆ รัฐก็ใช้มาตรการต่างๆ แต่เหมือนว่ามันจะไม่ได้ผลเท่าไหร่ คาดว่าประเทศคงต้องอยู่กับไวรัสนี้ไปอีกนาน ถ้าอย่างนั้นจะอยู่ร่วมกับมันยังไงดี ทางที่ดีที่สุดให้ญี่ปุ่นรอดไปได้อย่างยืนยาว คือการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด

ถึงจะออกนโยบายฉีดให้เร็วให้เยอะ แต่ก็ยังเจอข้อจำกัดคือ บุคลากรทางการแพทย์มีไม่เพียงพอ คนป่วยก็ต้องดู วัคซีนก็ต้องฉีด แรกๆ ก็ถือว่าออกตัวช้าไปหน่อย ในการจัดสรรวัคซีนจะทำตามลำดับ แรกสุดคือบุคลากรทางการแพทย์ ต่อมาเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งมีจำนวนอยู่เยอะเลยใช้เวลานานหน่อย แล้วค่อยๆ ไล่อายุลงมา อาจจะมีขอแทรกคิวตามความจำเป็นต่างๆ หรืออย่างปัจจุบันที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อบ่งบอกว่าสัดส่วนใหญ่คือวัยรุ่น 10 กว่า 20 – 30 ปี ทางการก็จัดศูนย์ฉีดวัคซีนให้คนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ มาฉีดเพื่อลดการแพร่เชื้อ หรือบริษัทขนาดใหญ่สามารถเหมาวัคซีนไปดำเนินการฉีดให้พนักงานเองโดยไม่ต้องรอส่วนกลาง

กลางเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2021 เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งทะยาน จนมีการประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายจังหวัดรวมทั้งจังหวัดของเราด้วย สิ่งที่คนเป็นแม่กังวลเยอะนิดหนึ่ง เพราะใกล้จะเปิดเทอมแล้ว ก็คือโรงเรียนจะปิดไหม โรงเรียนในเมืองใหญ่หรือพื้นที่สีแดงก็แจ้งเลื่อนเปิดเทอมไป 1 อาทิตย์ แต่ของอำเภอเรายังไม่มีประกาศอะไร ทางโรงเรียนก็ดี คอยแจ้งข่าวคราว แผนการปฏิบัติ มาตรการมาให้เราได้อัปเดตอยู่ตลอด สิ่งสำคัญคือ ก่อนเปิดเรียน 7 วัน ขอให้นักเรียนทุกคน (และครอบครัว) วัดไข้และบันทึกข้อมูลทุกวันในแอปพลิเคชันบนมือถือ และทำยาวมาถึงตอนเปิดเรียนเลย (โรงเรียนในเขตนี้ใช้แอปพลิเคชันเดียวกันทั้งหมด)

ในอีเมลฉบับหนึ่งจากโรงเรียนบอกว่า ภายใต้จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นและการประกาศภาวะฉุกเฉิน ทางอำเภอและโรงเรียนได้วางมาตรการป้องกันเพิ่มเติมคือ ให้คุณครูและบุคลากรได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน รวมถึงจัดหาชุดตรวจโควิดให้บุคลากรเพื่อทดสอบเป็นประจำ ในสถานการณ์อันลำบากนี้ โรงเรียนจะมีบทบาทในการให้หลักประกันว่าเด็กๆ จะต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาโดยทั่วถึง พร้อมทั้งให้ความมั่นใจในการดูแลสุขภาพกายและใจ จึงขอความร่วมมือให้ทุกคนช่วยกัน แต่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับครอบครัวที่อาจวิตกกังวลเรื่องการแพร่กระจายของไวรัส และยังไม่อยากมาเข้าเรียนในห้องเรียน เด็กๆ เลือกเรียนออนไลน์ที่บ้านได้ แต่การเรียนออนไลน์อาจจะทำไม่ได้ครบถ้วนในทุกวิชา แต่โรงเรียนจะพยายามที่สุดให้ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่น 

รร.ประถมญี่ปุ่นเตรียมตัวเรียนออนไลน์แบบไหน และปรับโรงเรียนหลังโควิดยังไง

เห็นอีเมลนี้ แม่ก็มั่นใจแล้วว่าโรงเรียนคงจะเปิดตามกำหนดเดิม ได้ความดังนั้น แม่ก็เลยถามความสมัครใจลูกชายว่าจะเลือกแบบไหน (แต่แม่ก็รู้คำตอบอยู่แล้วนะ) เด็กชายบอกว่า ไปโรงเรียนสิฮะแม่ ไม่ได้เจอเพื่อนตั้งนานแล้ว ค่ะ ตามนั้น ลูกชายอยากไปโรงเรียนเพื่อไปเล่นกับเพื่อน ไม่ได้อยากไปเรียนแต่อย่างใด

เริ่มไปโรงเรียน สัปดาห์แรกคุณครูจะใช้เวลาให้นักเรียนทดลองเรียนออนไลน์เสมือนในห้องเรียน ฝึกการใช้แท็บเล็ตมากขึ้น เผื่อว่าวันไหนเกิดภาวะปิดโรงเรียนกะทันหัน เด็กๆ จะได้พร้อมเรียนออนไลน์จากบ้านได้เลย

ในแต่ละพื้นที่หรือแม้แต่อำเภอเดียวกัน แต่คนละโรงเรียน มีแผนการรับมือภาวะโควิดแตกต่างกัน ตามแต่ละโรงเรียนจะเห็นสมควร โรงเรียนของลูกชายทุกอย่างค่อนข้างดำเนินตามปกติ แต่เคร่งครัดในหลักปฏิบัติการป้องกัน ยังมีช่วงพัก มีให้วิ่งเล่น มีเรียนพละ แต่อย่างโรงเรียนข้างๆ ที่มีจำนวนนักเรียนเยอะกว่า ช่วงพักไม่ให้นักเรียนวิ่งเล่นข้างนอก ไม่มีชั่วโมงพละ เริ่มเวลาเข้าเรียนช้าลง กลับบ้านเร็วขึ้น รวมๆ คือ ย่นระยะเวลาที่อยู่ในโรงเรียนให้สั้นลง แม่ของเด็กโรงเรียนข้างก็บ่นว่าเด็กๆ เครียด ไม่ได้เล่นกันเลย แต่ก็ยังดีที่ได้ไปโรงเรียนแหละค่ะ

ตามที่เห็น ส่วนใหญ่ถ้าเป็นโรงเรียนประถมชั้นเล็ก ป.1 – 4 จะพยายามคงสภาพการไปโรงเรียน โดยเลือกเรียนออนไลน์ได้ตามความสมัครใจ (โดยบางจังหวัดจัดหาอุปกรณ์หรือแท็บเล็ตให้เลย แต่บางจังหวัดก็ไม่ได้ให้นะคะ) ป.5 – 6 มีทั้งเปิดเรียนเลย หรือเปิดเรียนแต่แบ่งมาครั้งละครึ่งห้องสลับเช้าบ่ายหรือสลับวัน หรือบางที่ใช้เรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงระบาดหนักเลย เพราะถือว่าเป็นเด็กโตหน่อยแล้ว สามารถดูแลการเรียนเองได้

การส่งลูกชายชั้นประถมเข้าเรียนของคุณแม่ชาวไทยในญี่ปุ่น เมื่อไวรัสร้ายยังอยู่ แต่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

การตัดสินใจอนุญาตให้เปิดโรงเรียนได้นั้น นายอำเภอและคณะทำงานไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน แม่ว่าเขาน่าจะดูจากตัวเลขสถิติทั้งหลายที่รายงานอยู่แบบวันต่อวัน สิ่งที่ต้องขอชื่นชมญี่ปุ่นคือ การเก็บตัวเลขค่าสถิติต่างๆ ถูกต้อง น่าเชื่อถือและนำไปใช้ได้จริง ตัวเลขเหล่านี้สำคัญอย่างไร  

อันนี้ขอยกตัวอย่างในจังหวัดเราเองนะคะ ทุกวันในรายการข่าวภาคค่ำ ของสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นประจำจังหวัด นอกเหนือจากข้อมูลภาพรวมประเทศ รวมทั้งข้อมูลเชิงวิเคราะห์อัปเดตตามข่าวสารเว็บไซต์ต่างๆ แล้ว จะมีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อของจังหวัดประจำวัน แยกตามอำเภอ ผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล ผู้ป่วยรักษาตัวเองที่บ้าน ผู้เสียชีวิตและตัวเลขจำนวนเตียงโควิดที่ถูกใช้อยู่ (เปอร์เซ็นต์)

ทุกวันคนในชุมชนจะทราบว่า ในพื้นที่เราสภาวะโควิด-19 อยู่ในระดับไหน เหลือเตียงอีกเท่าไหร่ และในเว็บไซต์ศูนย์โควิด-19 ญี่ปุ่นเรายังเช็กตัวเลขผู้ติดเชื้อ (เปอร์เซ็นต์) แบ่งตามเพศ แบ่งตามสัดส่วนอายุ แบ่งตามสภาพการติด เช่น ติดในครัวเรือน ติดในที่ทำงาน ติดจากการทานอาหารสังสรรค์ หรืออย่างในแอปพลิเคชันที่ใช้บันทึกข้อมูลการวัดไข้ของเด็กทุกวัน เมื่อเขตของเราใช้แอปพลิเคชันเดียวกัน ข้อมูลของเด็กในโรงเรียนทุกคนในเขตนี้จะรวมอยู่ที่เดียว บนมือถือเราสามารถมองแนวโน้มช่วงความเสี่ยงในการมีไข้ (เสี่ยงติดไวรัส) ของนักเรียนในเขตนี้ได้ตลอดเวลา

เมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องและละเอียด วิเคราะห์ต่อได้ เช่น ช่วงโควิดแพร่เชื้อแรกๆ ผู้ป่วยหนักและเสียชีวิต ส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ จึงทำให้ช่วงนั้นโรงพยาบาลต้องทำงานหนักมาก เพราะผู้สูงอายุเมื่อป่วย อาการจะหนักต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ต่อมาเมื่อเริ่มการฉีดวัคซีน โดยให้ผู้สูงอายุได้รับไปจนมีภูมิป้องกันแล้ว สัดส่วนผู้ติดเชื้อส่วนมากจะกลายมาเป็นคนทำงานวัยรุ่นและเด็ก ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีมากกว่าครึ่งที่รักษาโดยรับประทานยาดูแลตัวเองอยู่ที่บ้านได้ หรือหายเอง โรงพยาบาลจึงยังเหลือที่พอให้ได้ใช้งาน

กลับมาเรื่องโรงเรียนที่เมืองเรานะคะ คณะทำงานดูข้อมูลทุกสิ่ง ประมวลผลว่าในพื้นที่ ถึงเปิดเรียนแล้วจะมีการติดเชื้อ สาธารณสุขยังรับมือได้ เพราะการติดเชื้อในเด็กมีผลต่อสุขภาพน้อย และถ้าเด็กติดแล้วกลัวจะไปแพร่ให้คนในบ้าน เมื่อปู่ย่าตายายได้รับวัคซีนแล้ว วัยพ่อแม่ก็กำลังได้รับครบเสร็จในต้นเดือนตุลาคม (ค.ศ. 2021) เพราะฉะนั้น สถานการณ์ไม่น่าจะรุนแรง

ที่สำคัญมากๆ คือ บทเรียนจากการปิดโรงเรียนปิดเมืองไป 2 เดือนเมื่อตอนโควิด-19 มาครั้งแรก มีผลกระทบในด้านลบเยอะมากๆ ทั้งทางครอบครัว ทางสภาพจิตใจ ทางร่างกาย ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลนี่ก็มาจากการเก็บสถิติตัวเลขแบบสอบถามทั้งคนทำงาน ผู้ปกครอง ครูและเด็กในช่วงนั้นๆ) ทำให้ อันนี้แม่คิดเองนะคะว่า หลังจากนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นปักธงที่ความสำคัญของสังคมและเศรษฐกิจมาก่อน ทำให้นโยบายโควิดหลังจากนั้นค่อนข้างผ่อนปรนขึ้น ไม่มีล็อกดาวน์เบ็ดเสร็จแบบครั้งแรก

การส่งลูกชายชั้นประถมเข้าเรียนของคุณแม่ชาวไทยในญี่ปุ่น เมื่อไวรัสร้ายยังอยู่ แต่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

เมื่อโรงเรียนพร้อมใจกันเปิดด้วยวิธีการเรียนแบบต่างๆ ที่จะหาทำได้ สิ่งที่ตามมาคือ จะเกิดการรวมหมู่ของเยาวชน ดังนั้น ทางคณะการศึกษาญี่ปุ่นก็ปล่อยคู่มือการรับมือโควิด-19 ในโรงเรียนให้มาเป็นแนวทาง สิ่งหนึ่งที่อยู่ในนั้นคือ ถ้ามีนักเรียนติดโควิด-19 ในโรงเรียนต้องทำยังไง ง่ายๆ เลยค่ะ

ข้อ 1 หากเจอคน (หรือมีสัญญาณอาการ) ในห้อง ปิดห้องเรียนนั้น

ข้อ 2 เจอการติดในหลายห้องของชั้นเรียนเดียวกัน ปิดชั้นเรียนนั้น

ข้อ 3 เจอการติดกระจายในหลายชั้นเรียนให้ปิดทั้งโรงเรียน ระยะเวลาปิด 5 – 7 วัน ส่วนการนำไปใช้จริงก็ให้อำนาจเจ้าหน้าที่หน้างานที่จะตัดสินใจได้เอง

สภาพที่ออกมาหลังเปิดเรียนไปแล้วก็คือ มีนักเรียนติดโควิด-19 ในโรงเรียน แต่จำนวนไม่ได้ถึงกับเยอะมากจนน่าเป็นห่วง ยังรับได้ ก็ทำตามไกด์ไลน์ไป ปิดแล้วก็เปิดเรียนใหม่ ดังนั้น ชีวิตนักเรียนก็คงดำเนินต่อไป

ขอเพิ่มเติมในส่วนมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่เรียนออนไลน์ปีที่แล้วทั้งปี ในปีที่ 2 เริ่มผ่อนปรนให้เข้าเรียนในวิชาที่จำเป็นหรือวิชาภาคปฏิบัติ แต่ต้องจำกัดจำนวนคนในแต่ละคาบ และมาตรการต่างๆ จะเข้มงวดมากกว่าโรงเรียน และในเดือนพฤศจิกายน (ค.ศ. 2021) นี้ คาดว่าจะเปิดห้องเรียนเต็มรูปแบบ แต่ต้องมีสำรองออนไลน์ไว้ด้วยให้นักศึกษาเลือกได้ 

สาเหตุที่มาตรการเข้มข้น ก็เพราะในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งนักศึกษาและอาจารย์มีการข้ามพื้นที่ ข้ามจังหวัดมาเรียนมาสอน จึงง่ายในการแพร่กระจายของเชื้อโรค ในขณะที่โรงเรียน นักเรียน (และคุณครู) เกือบทั้งหมด คือบ้านอยู่ในพื้นที่ (จัดโรงเรียนใกล้ที่อยู่อาศัย) จึงควบคุมการเดินทางของเชื้อโรคได้ดีกว่า

อ่านกันมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคำถามว่า ทำกันเท่านี้พอเหรอ แล้วไม่กลัวกันเหรอ ตอบยากนะคะ แต่ในเมื่อเรายังกำจัดมันไปไม่ได้ ถ้าจะต้องตีกรอบขีดเส้นไปเสียทุกสิ่ง เราคงกระดิกตัวทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อพวกเราก็ดูแลตัวเองและครอบครัวอยู่บนวินัยเคร่งครัดแล้ว ที่เหลือบางอย่างมันก็ต้องเสี่ยงกัน แต่อย่างที่อธิบายว่า เราเสี่ยงอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและการวิเคราะห์ มันควรจะทำให้เราดำเนินชีวิตประจำวันไปได้ ถึงแม้จะเป็นแบบไม่ปกติจนกลายเป็นเรื่องปกติ ไปจนกว่าจะถึงวันที่เราจะร่ำลาแบบถาวรกับเจ้าไวรัสวายร้ายตัวนี้ และโลกกลับมาเป็น Old Normal เหมือนเดิม 

การส่งลูกชายชั้นประถมเข้าเรียนของคุณแม่ชาวไทยในญี่ปุ่น เมื่อไวรัสร้ายยังอยู่ แต่โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว

Writer & Photographer

ปองทิพย์ วนิชชากร

แม่บ้านไทย-ญี่ปุ่น-ลาดพร้าว รักจะ slow life เลยชอบ write slow slow

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load