“Let it go, let it go

Can’t hold it back anymore

Let it go, let it go

Turn away and slam the door”

เสียงร้องเพลงของเด็กๆ คือบรรยากาศที่คุ้นชินใน The Hop Bangkok ทุกครั้งที่มีเวิร์กช็อปของ Musical Theatre for KIDS ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน โดย คริสเตน รอสซี (Kristen Rossi) บัณฑิตสาขาละครเวที และ ยองจี คิม (Youngji Kim) ศิลปินผู้หลงใหลในดนตรีและการเต้นแจ๊ส

ละครเวทีในตอนนั้นยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก สิ่งที่ Musical Theatre for KIDS ทำจึงค่อนข้างใหม่โดยเฉพาะในประเทศไทย แต่น่าชื่นใจที่เวิร์กช็อปครั้งแรกของเธอทั้งสองประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้โรงเรียนแห่งนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างจริงจัง 

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

Musical Theatre for KIDS จึงเติบโตจากเวิร์กช็อปเล็กๆ ที่มีครูแค่ 2 คน เป็นการรวมตัวของศิลปินจากหลากหลายสาขา สอนให้เด็กๆ ทำทุกกระบวนการที่เกี่ยวกับละครเวที ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง เล่าเรื่อง ทำฉาก พร็อพ และคอสตูม ในห้องเรียนขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยความสนุก เสียงหัวเราะ และพลังบวก ซึ่งไม่ได้สอนแค่ทักษะการแสดงออกและความคิดสร้างสรรค์อย่างเดียว แต่ยังแฝงไปด้วย Soft Skills ที่จะช่วยให้เขาเติบโตไปเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่มีความสมดุลทางด้านอารมณ์ อย่างการทำงานเป็นทีม การสื่อสารระหว่างกัน วิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ความคิดริเริ่ม การแสดงออก ไปจนถึงความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบ

ที่ผ่านมามีเวิร์กช็อปละครเวทีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Wizard of Oz, Frozen, Wicked, Moana, The Little Mermaid, Trolls และ Harry Potter ที่มีฉากเป็นปราสาทฮอกวอตส์ทำมือ และล่าสุด เพิ่งมีเวิร์กช็อปแบบ ‘Create Your Own Show’ ที่ให้เด็กๆ ทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เขียนบท ออกแบบท่าเต้น ไปจนถึงกำกับ

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

พริม-ญาณิศา กายสุต, ผ้าไหม-กรณัฏฐ์ วรรณนภาลัย และ เจสสิก้า ทีล (Jessica Teal) ครูสอนร้องเพลงและการแสดง ต้อนรับเราสู่พื้นที่ของ Musical Theatre for KIDS พร้อมกับ มีมี่-สรรประภา วุฒิวร ครูศิลปะที่กำลังทำหนังสือนิทานเด็กของตัวเอง 

และม่านก็เปิด

SCENE I

Backstage

“ถ้าไม่ชอบการแสดงจะมาร่วมเวิร์กช็อปได้ไหม” น่าจะเป็นคำถามแรกๆ ที่พ่อแม่หลายคนสงสัยอยู่ในใจเมื่อเห็นชื่อของ Musical Theatre for KIDS และอาจเป็นเหตุผลที่ครูพยายามผลักดันให้เด็กได้ทำงานในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับละครเวที เพื่อจะได้รู้ว่าศิลปะแขนงนี้มีหลายแง่มุม มีหลายหน้าที่ และคนทุกแบบมีส่วนร่วมได้

“เด็กที่มาเวิร์กช็อปกับเราไม่ได้มีแค่คนที่สนใจด้านละครเพลง บางคนสนใจเรื่องศิลปะ เรื่องการทำฉาก ทำคอสตูม บางคนสนใจการแสดง บางคนไม่เคยรู้จักละครเวทีมาก่อน ก็มาที่นี่เพื่อพบกับประสบการณ์ใหม่ๆ การสอนทุกอย่างจึงสำคัญมาก เด็กจะได้รู้ว่าในการทำละครเวทีเรื่องหนึ่งต้องมีอะไรบ้าง เราเชื่อว่าสิ่งที่ Musical Theatre for KIDS สอน เป็นการปูพื้นฐานและความสนใจให้เด็กสู่การทำงานด้านละครเวทีในอนาคต”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ
Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

เวิร์กช็อปมีทั้งหมด 2 รูปแบบ ระยะเวลา 5 วัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มละไม่เกิน 15 คน อายุของเด็กที่เข้าร่วมมีตั้งแต่ 5 – 7 ปี แบบแรกเป็นการนำละครเวทีเรื่องที่ดังระดับโลกอย่าง Lion King หรือ Dumbo มาย่อบทให้เป็นโชว์ขนาดมินิ และแบบที่สองคือ Create Your Own Show ที่ให้เด็กๆ ทำเองทุกกระบวนการตั้งแต่ศูนย์ รูปแบบการแสดงเป็น Creative Drama ไม่ใช่การฟูมฟาย เค้นอารมณ์ แต่เป็นการแสดงที่มีแต่ความสุข

4 วันแรกเป็นการสอนทักษะทุกอย่าง ส่วนวันที่ 5 เป็นการซ้อมใหญ่และแสดงจริงให้พ่อแม่ผู้ปกครองมาชมโชว์ความยาว 15 นาทีในรูปแบบเต็ม

“ห้าวันมันเป็นเวลาที่สั้นมากนะ เราใช้สี่วันแรกไปกับการทำความรู้จักเด็กๆ จุดอ่อนจุดแข็งของเขา เราช่วยเขาได้ยังไง สนับสนุนเขาในด้านไหนได้ ในช่วงเวลาห้าวันนี้เราไม่ได้แค่สอนทักษะการทำละครเวที แต่เราพยายามเข้าใจพวกเขา มันไม่ง่ายที่จะทำทั้งหมดในห้าวัน ท่องบท แสดง เต้น บล็อกกิ้ง ร้องเพลง ทำพร็อพ ทำฉาก บางเรื่องก็ไม่ได้เข้าออกทางเดียว ต้องขึ้นบันได เวลาคนถามเราเรื่อง Musical Theatre for KIDS เราจะบอกว่า คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าเด็กทำโชว์ได้ภายในห้าวัน!”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

SCENE II

My Mentor

ครูทุกคนของ Musical Theatre for KIDS มีแบกกราวนด์ด้านศิลปะหลายแขนง พริมและผ้าไหมคือบัณฑิตสาขาขับร้องละครเพลง จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีมี่เพิ่งเรียนจบปริญญาโทที่ Cambridge School of Art สาขา Children Book Illustration ส่วนเจสสิก้าทำงานด้านภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวอยู่ก่อนแล้ว ด้วยพื้นหลังที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ทำให้พวกเขาเข้าใจวิธีการคิดเชิงสร้างสรรค์อย่างดีเยี่ยม และถ่ายทอดออกมาเป็นเวิร์กช็อปที่ได้ทั้งคนเรียนและคนสอน

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

“ในส่วนของศิลปะ เราจะเตรียมแบกดร็อปแบบวาดเอาต์ไลน์มาก่อน แล้วให้เด็กๆ เป็นคนเลือกสีหรือเสนอไอเดียอื่นๆ มีทั้งสีโปสเตอร์และสีอะคริลิก บางครั้งก็ใช้กระดาษสีๆ มาตัดแปะ วันแรกๆ ให้ทำโปรเจกต์เดี่ยวที่เอากลับบ้านได้ด้วย เราทำตัวอย่างมาให้ดูก่อน ถ้าทำตามก็โอเค ถ้าไม่อยากทำก็ให้เขาออกไอเดียว่าอยากทำอะไร บางทีเขาอยากเปลี่ยนชื่อตัวละครจากหลุยส์เป็นลูซี่ หรืออยากให้ Lion King เป็นสีม่วง ก็คุยกัน มีหลายครั้งที่เด็กทำไม่ได้ ขอให้ครูทำให้ แต่เราอยากให้เขาลองดูก่อน ถ้าดูแล้วยังงงๆ อยู่ ลองค่อยๆ ทำทีละสเต็ปดีไหม มันจะรู้สึกว่าง่ายขึ้น ซึ่งการที่เราไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเขาทันที พอเขาทำเสร็จจะมีความมั่นใจขึ้น อันถัดไปเขาก็จะทำด้วยตัวเองได้” มีมี่เล่าให้ฟังถึงชั้นเรียนศิลปะของเธอ

พริม ผ้าไหม และเจสสิก้า รับผิดชอบในการสอนร้อง เต้น และแสดง ซึ่งจะมีเวลาได้อยู่กับเด็กเยอะกว่า ได้เห็นอารมณ์ การแสดงออก และพัฒนาการของเด็กแต่ละคนผ่านการแสดงละครเวทีร่วมกัน

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

“ด้วยวัยเฉลี่ยที่เริ่มโตแล้ว มีการร้องไห้ เริ่มโตแล้ว มีการอิจฉาแย่งคาแรกเตอร์กัน สิ่งที่ทำได้คือ เราต้องให้เด็กทุกคนทำงานร่วมกันได้ คนไหนชอบด้านไหนเป็นพิเศษ เราก็ช่วยให้เขาได้โชว์ศักยภาพตรงนั้น บางคนไม่ชอบอะไรเลยก็จะบิวต์ด้วยคอสตูม ถ้าแสดงจะได้ใส่ชุดแดรกคูลาสีดำสุดเท่เลยนะ หรือบางทีถ้าเขาไม่อยากเล่น จะเสนอให้เขาเป็นผู้ช่วยก่อน เป็นคนคอยบอกให้เพื่อนเงียบข้างเวที”

SCENE III

Come on let’s go and play!

เหมือนที่เล่าให้ตอนต้นว่า Musical Theatre for KIDS ไม่ได้สอนแค่ทักษะเชิงศิลปะเท่านั้น แต่ยังสอดแทรก Soft Skills ที่ติดตัวไปได้ตลอด เริ่มจากการท่องบทและการต่อบทที่ต้องอาศัยสมาธิและการฟังอีกคน ในเรื่องของการแสดง เด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารไปยังนักแสดงด้วยกันและผู้ชมที่ดูอยู่ ผ่านการใช้ภาษาและภาษากาย เวิร์กช็อปนี้ไม่ต่างจากการเล่นกีฬาที่ต้องอาศัยความเป็นทีม น้ำใจนักกีฬา และความสามัคคี ซึ่งสกิลล์เหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาต้องใช้เมื่อโตขึ้น

ครูทั้งสี่เล่าให้ฟังว่า เด็กจะเรียนรู้เองผ่านสถานการณ์หรือกิจกรรมที่เขาทำกับเพื่อน ยกตัวอย่างเช่น เวลาทำพร็อพชิ้นใหญ่ เขาต้องปรึกษากันทั้งกลุ่มว่าจะลงสีอะไรดี ถ้าใครคนใดคนหนึ่งมีความเห็นไม่ตรงกัน เขาก็ต้องหาวิธีการแก้ปัญหาและข้อตกลงที่ดีที่สุด

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

“ตอนนั้นทำเรื่อง The Wizard of Oz นางเอกคือโดโรธี เด็กผู้หญิงทุกคนในคลาสอยากเล่นบทนี้มาก มีดราม่า มีการร้องไห้ ‘หนูอยากเป็นโดโรธีๆ’ ตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่เลยเพราะทะเลาะกัน ปรากฏว่ารอบนั้นมีโดโรธีถึงสามคน เล่นกันคนละซีน สิ่งที่น่ารักคือ ตอนแรกทุกคนอยากเป็นโดโรธีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายสามคนนั้นก็ช่วยกันท่องบท ช่วยกันซ้อม กลายเป็นว่าเขาได้เรียนรู้ที่จะยอมซึ่งกันและกัน

“หรือมีพี่น้องบ้านหนึ่ง คนพี่อายุเจ็ดขวบ คนน้องที่อายุสี่ขวบยังอ่านหนังสือไม่ได้ เขาต้องกลับบ้านไปซ้อมด้วยกัน เวลาอยู่บนเวทีแล้วตัวเล็กจำบทไม่ได้ก็จะหันไปมองพี่ พี่ก็จะซุบซิบๆ บอกบท มันเป็นการเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือกันโดยไม่รู้ตัว”

FINAL SCENE

The Show Must Go On

“นั่นคือสิ่งที่เด็กๆ เรียนรู้จากพวกคุณ ในทางกลับกัน คุณเรียนรู้อะไรจากพวกเขาบ้าง”

“ความอดทน” ครูทั้งสี่หัวเราะพร้อมกัน

“การทำงานกับเด็กเป็นการย้ำเตือนให้เราไม่เข้มงวดกับชีวิตมากเกินไป สนุกไปกับมัน ทำให้เรารู้ว่าทุกคนแตกต่างกันหมด เราเจอเด็กขี้อาย เจอเด็กกล้าแสดงออก คุณต้องพร้อมที่จะรับมือกับคนหลายๆ แบบในเวลาเดียวกัน ต้องเรียนรู้ที่จะคิดอย่างรวดเร็ว เราจะทำอะไรก่อน จะทำอะไรหลัง ต้องเปิดกว้าง และต้องมีแผนสองสามสี่เผื่อไว้ด้วย ดีไม่ดีสิ่งที่เราเรียนรู้จากพวกเขาอาจมีค่ามากกว่าที่เขาเรียนรู้จากเราด้วยซ้ำ”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

ทุกคนเห็นเหมือนกันว่า การกล้าแสดงออกของเด็กๆ ทำให้พวกเขามีความมั่นใจในตัวเอง และที่สำคัญ พวกเขาเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับปัจจุบันมากขึ้น 

“การที่เราทำงานกับเด็ก ณ เวลานี้เขาให้เราเต็มร้อย เขามีความสุข เขาเสียใจ ทุกอย่างที่เขารู้สึก เขาแสดงออกมาทันทีและชัดเจน เราอยู่กับเขาในทุกโมเมนต์ ไม่เข้าใจ งอแง มันสอนเราว่า อย่าไปซีเรียสกับชีวิตมาก หิวน้ำก็หิวน้ำ ไม่ชอบก็ร้องไห้ รู้สึกอย่างไรก็ยอมรับอย่างนั้น เจ็บแป๊บเดียวก็หาย พลังบวกคือสิ่งที่เราได้จากพวกเขา บางทีเศร้าๆ อยู่ หลับตาแป๊บหนึ่ง ออกไปดื่มน้ำ ก็หายแล้ว The Show Must Go On”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

ฟังมาตั้งแต่ต้นจนจบก็อยากมีลูกและส่งไปเวิร์กช็อปกับ Musical Theatre for KIDS ทันที และเชื่อว่าคุณผู้อ่านก็คงคิดเหมือนกัน มันคือการเติบโตไปด้วยกันของทั้งเด็กและครูที่ว่ากันตามตรงแล้ว อาจไม่เห็นผลทันทีหลังเรียนจบ แต่มันจะติดตัวไปในการใช้ชีวิตข้างหน้า

“เราอยากให้โชว์ทุกครั้งเป็นโชว์ของพวกเขาที่ทำออกมาและภูมิใจที่สุด มันอาจไม่ใช่ละครเวทีโปรดักชันใหญ่อะไร แต่หวังว่าในอนาคต เขาจะจำความรู้สึกดีๆ ระหว่างทำงานและตอนอยู่บนเวทีนี้เอาไว้”

ครูทั้งสี่ทิ้งท้ายไว้แบบนั้น แล้วม่านก็ปิดลง


ตารางเวิร์กช็อปของ Musical Theatre for KIDS เดือนสิงหาคม

3 – 7 สิงหาคม : Into the Woods

10 – 14 สิงหาคม : Toy Story

17 – 21 สิงหาคม : Create Your Own Mini-Musical

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Musical Theatre for KIDS Bangkok หรือ www.musicaltheatreforkids.com

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

บทเรียนจากต่างแดน

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เดือนตุลาคมของทุกปีที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี จะมีงานมหกรรมหนังสือ ‘แฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์’ (Frankfurter Buchmesse หรือ Frankfurt Book Fair) ว่ากันว่าเป็นงานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกและจัดมากว่า 70 ปีแล้ว ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด มีสำนักพิมพ์กว่า 4,000 ราย จากเกือบร้อยประเทศเดินทางมาร่วมงาน มีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 300,000 คน ถือเป็นงานที่นักอ่านจากทุกประเทศพลาดไม่ได้

ต่อจากนี้คือประสบการณ์ 5 วัน ในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ 2022 ของ ‘หย่งศรี’ ซึ่งรับหน้าที่เป็นทั้งล่าม แจกนามบัตร เฝ้าบูท ชงชา ชวนชาวต่างชาติสนทนา และฟังความเป็นไปของโลกหนังสือสากลว่าก้าวหน้ากันไปถึงขั้นไหนแล้ว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins
เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

งานหนังสือที่ไม่เหมือนสัปดาห์หนังสือไทย

ท่ามกลางอากาศหนาวกลางเดือนตุลาคม ฉันนั่งรถไฟ S-Bahn ขบวนสีแดงแปร๊ดมาลงที่สถานี Messe ที่คุ้นชิน บันไดเลื่อนพาฉันและผู้โดยสารร่วมทางอีกหลายสิบชีวิตขึ้นมาสู่ทางเข้า เมื่อสแกนบัตรผ่าน ฉันพบกับป้ายประกาศใหญ่โตเขียนไว้ชัดว่า ‘Welcome to Frankfurt Book Fair 2022’ 

รู้สึกเหมือนมีลมเย็นปะทะใบหน้า ดีใจที่ได้กลับมาทำงานแสนรักอีกคำรบหนึ่งแล้ว

หากพูดถึง ‘งานหนังสือ’ เราน่าจะนึกถึงภาพของงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติอย่างบ้านเรา ที่เป็นงานขายปลีก สำนักพิมพ์ออกบูทเองขายเอง เพื่อเปิดตัวผลงานใหม่ พานักเขียนมาพบปะแฟนคลับ ให้เหล่านักอ่านเลือกซื้อหนังสือราคาพิเศษพร้อมสารพัดโปรโมชัน

นั่นคล้ายกับงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์ แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด

หัวใจสำคัญของงานนี้ คือ ‘การซื้อขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศ’ โดย 3 วันแรกเป็นวันเจรจาธุรกิจ สำนักพิมพ์ทั้งหลายจากทั่วโลกพากันมาออกบูทเพื่อนำเสนอผลงานของตัวเอง

แน่นอนว่าเจ้าใหญ่ของโลกมักมาจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ พวกเขามาพร้อมบูทใหญ่โต มีเอเยนต์ดูแลงานแต่ละหมวดหลายสิบชีวิต ตั้งโต๊ะคุยกับตัวแทนจากทั่วโลกอย่างขะมักเขม้น

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

Literacy Agents คือเอเยนต์ตัวแทนนักเขียนชื่อดังทั้งหลายที่ไม่ได้สังกัดสำนักพิมพ์ (แต่สังกัดเอเยนต์) มาตั้งโต๊ะเจรจาด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องนัดมาล่วงหน้า การขอคุยหน้างานแทบจะเป็นไปไม่ได้

สำหรับสำนักพิมพ์เล็ก ๆ หากเดินผ่านบูทเขาแล้วเห็นหนังสือที่ถูกใจ สนใจอยากซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลก็สอบถามและนัดหมายเพื่อคุยระหว่างงานได้

ส่วนงาน 2 วันสุดท้ายจะจัดให้ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์เสมอ เพื่อเปิดให้สาธารณชนผู้สนใจเข้าชม ซึ่งโดยมากเป็นคนเยอรมัน ทีนี้ก็จะคล้ายกับงานบ้านเราที่มีการเปิดตัวหนังสือปกใหม่ มีนักเขียนชื่อดังมาแจกลายเซ็น บอกเลยว่าคนล้นหลามมาก แต่ที่เยอรมนี หนังสือออกใหม่ไม่มีการลดราคา (จนกว่าจะตีพิมพ์ไปแล้วอย่างน้อย 18 เดือน) เป็นกฎหมายบังคับไว้

นอกจากนั้น ใน 2 วันสุดท้าย เราจะได้เห็นกลุ่มนักแต่งตัวคอสเพลย์มารวมตัวกันด้วย ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกปี (จากที่สังเกต) จนในปัจจุบัน จัดเป็นงาน Frankfurt Cosplay อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประเทศไทยอยู่ที่ไหนในงานนี้

โดยปกติประเทศไทยมีบูทไปออกกับเขาเหมือนกัน แถมยังจัดอย่างใหญ่โต เป็นความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กว่า 2 ทศวรรษ

หลังจากไม่ได้เข้าร่วม 2 ปีด้วยเหตุโควิด-19 อาละวาด ปี 2022 เราก็กลับมาอีกครั้ง! แถมยังได้ทำเลทองที่ดีกว่าแต่ก่อนมาก อยู่กลางฮอลล์ 6 ซึ่งเต็มไปด้วยสำนักพิมพ์จากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีเพื่อนบ้านเป็นไต้หวันและนิวซีแลนด์ และมีบ้านต้นซอยเป็น HarperCollins!

ปีนี้เรามีสำนักพิมพ์เข้าร่วม 10 ราย แต่ละรายนำผลงานที่คาดว่าจะขายลิขสิทธิ์การแปลเป็นภาษาต่างประเทศได้มาจัดแสดง มีตั้งแต่หมวดเด็ก การ์ตูน และศิลปวัฒนธรรม

แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็อยากหาซื้อลิขสิทธิ์หนังสือดีมีคุณภาพและน่าจะทำยอดขายได้สูง เพื่อนำไปแปลเป็นภาษาไทยด้วย เรียกว่ามางานนี้มาทั้งซื้อและขาย

และเมื่อมีบูทประเทศไทย ก็ต้องมีล่ามประจำบูท

นั่นก็คืองานของหย่งศรีเอง!

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ชีวิตประสาล่ามประจำบูท

ฉันมีหน้าที่ตั้งแต่เปิด-ปิดบูท ดูแลความเรียบร้อย ความสะอาด คอยระแวดระวังมิให้หนังสือหาย รวมถึงอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและสำนักพิมพ์ที่มาร่วมงาน ทั้งในแง่ข้อมูลและภาคปฏิบัติ เสิร์ฟน้ำและกาแฟให้กับผู้ที่มาเจรจาติดต่อ

นอกจากนั้น ต้องคอยเก็บคอนแทกของผู้ที่เข้ามาติดต่อ และตอบคำถามสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่นักเขียนที่มองหาสำนักพิมพ์ที่อาจสนใจงานของตน ซึ่งพวกเขามาจากทุกมุมโลกตั้งแต่ชมพูทวีป เรื่อยไปจนถึงยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา 

ที่เห็นชัดมากในปีนี้ คือนักเขียนชาวอิสราเอลทุกหมวด ไม่ว่าจะเป็น Self-help Spiritual นิทานเด็ก หรือนิยาย ขยันเดินมาเสนอผลงานและเตรียมตัวมาดีมาก มี Press Kit (เอกสาร) น้อย ๆ แนะนำตัวเองและบทคัดย่อของผลงานเสร็จสรรพ แค่นั้นยังไม่พอ ยังขยันตามงาน ขอพบกับตัวแทนสำนักพิมพ์ไทยให้จงได้ ตรงนี้ไม่รู้ว่ากระแสความโด่งดังของ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (นักเขียนชาวอิสราเอล) ผู้เขียน Sapiens จะมีส่วนด้วยหรือเปล่า

ต่อมา ชายใส่สูทชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินมายื่นนามบัตรให้พร้อมพูดสวัสดีเป็นภาษาไทย เขากำลังมองหาลู่ทางในการมาร่วมงานสัปดาห์หนังสือของไทยอยู่ บอกเลยว่าวงการหนังสือไทยก็เป็นปลายทางที่ทั่วโลกสนใจเหมือนกัน

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

นอกจากนั้น ยังมีสำนักพิมพ์ต่างชาติที่สนใจใช้บริการโรงพิมพ์ไทย หน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศที่อยากเชิญชวนสำนักพิมพ์ของเราไปออกงานที่ประเทศของตน ร้านหนังสือออนไลน์ใหญ่ยักษ์มองหาผู้จัดจำหน่าย (Distributors) ในประเทศไทย ฯลฯ

แต่สิ่งที่ฉันได้คุยมากขึ้นในปีนี้ คือการสนับสนุนด้านเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ จากสารพัดหน่วยงานของต่างประเทศ 

การทำงานวันที่ 3 คนที่เดินเข้ามาบูทยังไม่ขาดสาย เจ้าหน้าที่จากผู้จัดงาน Bologna Children Book Fair ซึ่งเป็นงานหนังสือเด็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกแจ้งว่ามีทุนให้กับสำนักพิมพ์หนังสือเด็กไทยที่ไม่เคยไปออกงานที่นั่นนำผลงานไปออกได้

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่จากประเทศซาอุดีอาระเบียที่บอกฉันว่า มีเงินทุนให้กับสำนักพิมพ์ที่สนใจจะแปลงานจากภาษาอารบิกเป็นภาษาไทย ไหนจะศิลปินนักวาดชาวสเปนที่บอกว่า หน่วยงานของรัฐบาลสเปนมีเงินทุนสนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือเด็กหากจ้างนักวาดจากประเทศสเปน

สำหรับประเทศเยอรมนีที่ฉันอาศัยมานับสิบปีก็มีห้องสมุดจากรัฐบาเยิร์น แจ้งว่าทำแคตตาล็อกนิทานและวรรณกรรมเยาวชนนานาชาติทุกปี แต่ยังไม่มีหนังสือไทยอยู่ในนั้นเลย รวมทั้งมีทุนวิจัยด้านหนังสือเด็กให้นักวิชาการที่สนใจด้วย

เมื่อหน้าปากซอยเป็น HarperCollins

เท่าที่ฉันเคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นล่ามในงานแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์หลายปีก่อนหน้า บูทไทยมักถูกจัดให้อยู่ในฮอลล์เดียวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน พลวัตของผู้คนไม่หนาแน่นมาก เพราะส่วนมากมุ่งหน้าไปยังฮอลล์ที่มีบูทสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ

ครั้งนี้ ฉันคาดว่าจะเป็นเช่นนั้นอีก ยิ่งมาจัดในปีที่เพิ่งเริ่มฟื้นจากโควิด-19 ด้วย ซึ่งจีนยังปิดประเทศอยู่ ทำให้แทบไม่มีสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์จากจีนมาร่วม รวมถึงอีกหลายแห่งจากสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ คะเนด้วยสายตา จำนวนผู้คนที่มาร่วมงานหายไปในราว 30 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลขจากผู้จัดแจ้งว่า ปี 2022 มีผู้เข้าชมงานทั้งสิ้นเกือบ 200,000 ราย แบ่งเป็นนักธุรกิจ 93,000 คน และประชาชน 87,000 คน)

แต่มันไม่เป็นดังคาด

ด้วยความที่ฮอลล์จัดงานบางส่วนปิดปรับปรุง และจำนวนสำนักพิมพ์มาร่วมงานน้อยลง (เข้าใจว่าหลายบริษัทเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย) ทำให้การจัดผังของงานเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมด บูทไทยได้มาอยู่ในฮอลล์ 6 อันเป็นที่ตั้งของสำนักพิมพ์ใหญ่ยักษ์ที่มีพลวัตสูงมาก แถมอยู่ในซอยเดียวกันกับ HarperCollins หนึ่งใน Big Five สำนักพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษของโลก อีก 4 แห่งที่เหลือได้แก่ Penguin Random House, Simon & Schuster, Hachette และ Macmillan

ผู้คนที่ผ่านมาทางนั้น จึงเดินผ่านบูทของเราด้วย

เฝ้าบูทหนังสือไทยใน Frankfurt Book Fair เมื่อไทยได้จัดบูทโซนเดียวกับ HarperCollins

ประกอบกับบูทไทยปีนี้จัดในธีม Drawing Story นำผลงานของนักวาดการ์ตูน Illustrator และนักวาดนิยายกราฟิกไทย 20 ท่านที่มีผลงานโดดเด่นมานำเสนอ โดยเชื่อว่าภาพวาดเหล่านั้นไม่ต้องแปลก็เข้าใจได้

รวมทั้งมีส่วนของ Thai Book Archive นำงานวรรณกรรมที่ได้รับรางวัล ได้แปลเป็นภาษาต่างประเทศ หรือนำไปทำในรูปแบบละครโทรทัศน์ ซีรีส์ การ์ตูน ฯลฯ มาจัดแสดง ซึ่งนิยายวายจำนวนไม่น้อยก็ได้รับเลือกให้มาออกในงานนี้ด้วย

เมื่อตั้งอยู่ในฮอลล์ที่คนมามหาศาล พร้อมกับเนื้อหาที่ใช่ เข้าถึงง่าย ฉันที่ยืนเฝ้าบูทอยู่จึงได้เห็นคนจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลกันมาชื่นชมผลงานของนักวาดไทย เรื่อยไปถึงผลงานอื่น บ้างพลิกเปิดดูด้านใน บ้างก็ยืนอมยิ้ม หัวเราะไปกับภาพที่ได้เห็น แม้ว่าจะอ่านไม่ออก แต่ความเป็นสากลของภาพก็ทะลุกำแพงภาษาไปเลย

ดีใจแทนนักวาด หากเจ้าของผลงานได้มาเห็นว่ามีคนต่างชาติสนใจผลงานของตัวเองมากขนาดไหน ต้องปลื้มใจมากแน่

จากที่คิดเอาเองก่อนเริ่มงานว่าน่าจะเงียบ กลายเป็นว่าบูทของเรามีสำนักพิมพ์และนักเขียนจากสารพัดประเทศ ‘เข้าคิว’ กันขอข้อมูล ฉันในฐานะเจ้าหน้าที่ล่ามที่อยู่ประจำบูท ตอบคำถามจนแทบไม่มีเวลาได้พักทานข้าวกลางวันเลยทีเดียว

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

นอกจากการเจรจาซื้อขาย ปีนี้ยังมีการจัดพื้นที่ให้สำนักพิมพ์จากประเทศยูเครนมาออกแสดงโดยเฉพาะ และในงานยังเวทีเสวนาอีกนับสิบเวทีนำเสนอแนวโน้มและประเด็นซึ่งกำลังเป็นที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นการแปลและนักแปล ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการเผยแพร่งานออกสู่วงนานาชาติ รวมไปถึงความร่วมมือกับสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ซึ่งมาออกบูทโปรโมตแฮชแท็ก #Booktok แนะนำหนังสือที่น่าสนใจ เป็นการพากลุ่มคนออนไลน์และหนังสือมาเจอกัน

อ้อ! อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ Guest of Honor กล่าวคือ ทุกปีจะมีหนึ่งประเทศได้เป็น ‘แขกรับเชิญพิเศษ’ ประเทศนั้นจะได้จัดแสดงหนังสือของตนอย่างใหญ่โตในอาคาร Forum รอบงานมีการจัดอภิปราย อ่านหนังสือ แสดงวัฒนธรรม ฯลฯ สุดแล้วแต่ว่าอยากทำอะไรเพื่อให้เข้าถึงสาธารณชน ผู้จัดบอกว่า ที่จัดโปรแกรมแขกรับเชิญพิเศษนี้ขึ้นมาเพราะหวังว่าจะช่วยให้ประเทศแขกรับเชิญพิเศษขายงานลิขสิทธิ์ผลงานของประเทศตนได้มากขึ้น

Guest of Honor ปีนี้คือสเปน มาในธีม Spilling Creativity โดย King Felipe VI และ Queen Letizia เดินทางมาร่วมงานพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง รวมทั้งนักเขียนอีกกว่าร้อยชีวิตที่มาร่วมพูดคุยในงานตลอด 5 วัน

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก
เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

ปัจจุบัน ชาวโลกมองหาอะไร

ความที่ปีนี้เรานำผลงานของนักวาดมาจัดแสดง จึงได้เห็นว่ามีสำนักพิมพ์สนใจร่วมงานกับนักวาด หลายประเทศขอรายชื่อนักวาดไทยทั้งหมดที่มี เพื่อไปคัดสรรและติดต่อขอร่วมงาน

ในส่วนของหนังสือที่ฮอตฮิต มีคนมาสอบถามอยู่ตลอด คือ การ์ตูน (มังงะ) ที่มีเนื้อเรื่องเป็นออริจินัลของคนไทย นิทานเด็ก (หนังสือภาพ) และนวนิยาย ซึ่งมักได้รับอิทธิพลมาจากละคร

อย่างหลังนี้ ผู้มาสอบถามมักเป็นสำนักพิมพ์จากประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวคือละครไทยเรื่องใดดังในประเทศของเขาก็จะมีคนตามมาหาซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายต้นฉบับไปแปล และที่เห็นได้ชัดคือ มีผู้สนใจนิยายวายมากขึ้น แต่ในบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ยังไม่อาจตีพิมพ์เรื่องเหล่านี้ได้

พูดถึงความสนใจของสำนักพิมพ์ไปเยอะแล้ว แต่ใน 2 วันสุดท้ายจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเดินชมงาน มีผู้คนมากมายแวะเวียนมาที่บูทของเราเช่นเดิม

เปิดประสบการณ์ 5 วันของ 'หย่งศรี' ล่ามบูทไทยในงาน Frankfurt Book Fair 2022 เมื่อหนังสือไทยก็เป็นที่ต้องการของโลก

สิ่งที่คนเข้ามาถามไม่ขาดสายเลยคือ คู่มือเรียนภาษาไทยในระดับต่างกัน บ้างก็หาตำราเรียน บ้างก็หาหนังสืออ่านนอกเวลาอย่างง่าย รวมไปถึงเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นไทย

หลายคนรักและชอบเมืองไทย อยากไปเที่ยว จึงอยากหัดภาษาไว้

บางคนมีแฟนเป็นลูกครึ่งชาวไทย และอยากหัดภาษาเพื่อพูดกับว่าที่คุณแม่สามี (กรี๊ด)

บางคนอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่เพราะหลงรักซีรีส์วายของไทย จึงกวาดนิยายที่ตัวเองเคยดูซีรีส์แล้วกลับบ้าน ประมาณว่าขอให้ได้มีไว้ในครอบครองก็ดีใจแล้ว และใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาต่อไป

บางท่านเป็นเจ้าของร้านหนังสือเด็กสารพัดภาษาในเยอรมนี แม้อ่านไม่ออก แต่รู้ว่าจะเลือกซื้อเล่มไหน เพื่อให้ขายหมดไม่เหลือสต็อก

ไม่นับคนไทยในแวดวงนักอ่านในเยอรมนี อย่าง คุณหนึ่ง-อธิวดี วิศวกรกระดาษ ผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือป๊อปอัปมากมาย คุณติ๊ก บรรณาธิการสำนักพิมพ์ภาษาเยอรมันที่สืบทอดมากว่า 5 อายุคน เจสซี่ อินฟลูเอนเซอร์ นักรีวิวหนังสือ ที่มีผู้ติดตามใน Instagram และ TikTok หลักหมื่น

รวมไปถึงน้องคนไทยอีกนับสิบชีวิตจากทุกอาชีพการงาน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พนักงาน พยาบาล ฯลฯ รวมไปถึงลูกครึ่ง ลูกติด ที่มามองหาหนังสือเพื่อให้คลายความคิดถึงบ้าน

ถ้าไม่ได้มาเป็นล่ามประจำบูทประเทศไทยก็คงไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมดนี้ ยิ่งในยุคที่สื่อโซเชียลครองโลก มีแต่เสียงบอกว่า ‘ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว’

แต่เมื่อโชคชะตาชักพาให้มาร่วมงานอีกครั้ง เรากลับได้คำตอบที่ชัดเจน

นักอ่านยังมีเยอะมาก และคนทุกชาติทุกภาษายังคงมองหาหนังสือเนื้อหาดี น่าสนใจ ร่วมสมัยอยู่เสมอ

Can you see? Books never die!

ภาพ : Frankfurt Book Fair

Write on The Cloud

บทเรียนจากต่างแดน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ บทเรียนจากต่างแดน’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โสภาพร ควร์ซ

โสภาพร ควร์ซ

คุณแม่ลูกสอง ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เจ้าของเพจเรื่องเล่าจากหย่งศรี และผลงานหนังสือก้าวตามฝัน - Dream

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load