“Let it go, let it go

Can’t hold it back anymore

Let it go, let it go

Turn away and slam the door”

เสียงร้องเพลงของเด็กๆ คือบรรยากาศที่คุ้นชินใน The Hop Bangkok ทุกครั้งที่มีเวิร์กช็อปของ Musical Theatre for KIDS ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน โดย คริสเตน รอสซี (Kristen Rossi) บัณฑิตสาขาละครเวที และ ยองจี คิม (Youngji Kim) ศิลปินผู้หลงใหลในดนตรีและการเต้นแจ๊ส

ละครเวทีในตอนนั้นยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก สิ่งที่ Musical Theatre for KIDS ทำจึงค่อนข้างใหม่โดยเฉพาะในประเทศไทย แต่น่าชื่นใจที่เวิร์กช็อปครั้งแรกของเธอทั้งสองประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้โรงเรียนแห่งนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างจริงจัง 

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

Musical Theatre for KIDS จึงเติบโตจากเวิร์กช็อปเล็กๆ ที่มีครูแค่ 2 คน เป็นการรวมตัวของศิลปินจากหลากหลายสาขา สอนให้เด็กๆ ทำทุกกระบวนการที่เกี่ยวกับละครเวที ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง เล่าเรื่อง ทำฉาก พร็อพ และคอสตูม ในห้องเรียนขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยความสนุก เสียงหัวเราะ และพลังบวก ซึ่งไม่ได้สอนแค่ทักษะการแสดงออกและความคิดสร้างสรรค์อย่างเดียว แต่ยังแฝงไปด้วย Soft Skills ที่จะช่วยให้เขาเติบโตไปเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่มีความสมดุลทางด้านอารมณ์ อย่างการทำงานเป็นทีม การสื่อสารระหว่างกัน วิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ความคิดริเริ่ม การแสดงออก ไปจนถึงความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบ

ที่ผ่านมามีเวิร์กช็อปละครเวทีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Wizard of Oz, Frozen, Wicked, Moana, The Little Mermaid, Trolls และ Harry Potter ที่มีฉากเป็นปราสาทฮอกวอตส์ทำมือ และล่าสุด เพิ่งมีเวิร์กช็อปแบบ ‘Create Your Own Show’ ที่ให้เด็กๆ ทำเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่เขียนบท ออกแบบท่าเต้น ไปจนถึงกำกับ

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

พริม-ญาณิศา กายสุต, ผ้าไหม-กรณัฏฐ์ วรรณนภาลัย และ เจสสิก้า ทีล (Jessica Teal) ครูสอนร้องเพลงและการแสดง ต้อนรับเราสู่พื้นที่ของ Musical Theatre for KIDS พร้อมกับ มีมี่-สรรประภา วุฒิวร ครูศิลปะที่กำลังทำหนังสือนิทานเด็กของตัวเอง 

และม่านก็เปิด

SCENE I

Backstage

“ถ้าไม่ชอบการแสดงจะมาร่วมเวิร์กช็อปได้ไหม” น่าจะเป็นคำถามแรกๆ ที่พ่อแม่หลายคนสงสัยอยู่ในใจเมื่อเห็นชื่อของ Musical Theatre for KIDS และอาจเป็นเหตุผลที่ครูพยายามผลักดันให้เด็กได้ทำงานในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับละครเวที เพื่อจะได้รู้ว่าศิลปะแขนงนี้มีหลายแง่มุม มีหลายหน้าที่ และคนทุกแบบมีส่วนร่วมได้

“เด็กที่มาเวิร์กช็อปกับเราไม่ได้มีแค่คนที่สนใจด้านละครเพลง บางคนสนใจเรื่องศิลปะ เรื่องการทำฉาก ทำคอสตูม บางคนสนใจการแสดง บางคนไม่เคยรู้จักละครเวทีมาก่อน ก็มาที่นี่เพื่อพบกับประสบการณ์ใหม่ๆ การสอนทุกอย่างจึงสำคัญมาก เด็กจะได้รู้ว่าในการทำละครเวทีเรื่องหนึ่งต้องมีอะไรบ้าง เราเชื่อว่าสิ่งที่ Musical Theatre for KIDS สอน เป็นการปูพื้นฐานและความสนใจให้เด็กสู่การทำงานด้านละครเวทีในอนาคต”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ
Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

เวิร์กช็อปมีทั้งหมด 2 รูปแบบ ระยะเวลา 5 วัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มละไม่เกิน 15 คน อายุของเด็กที่เข้าร่วมมีตั้งแต่ 5 – 7 ปี แบบแรกเป็นการนำละครเวทีเรื่องที่ดังระดับโลกอย่าง Lion King หรือ Dumbo มาย่อบทให้เป็นโชว์ขนาดมินิ และแบบที่สองคือ Create Your Own Show ที่ให้เด็กๆ ทำเองทุกกระบวนการตั้งแต่ศูนย์ รูปแบบการแสดงเป็น Creative Drama ไม่ใช่การฟูมฟาย เค้นอารมณ์ แต่เป็นการแสดงที่มีแต่ความสุข

4 วันแรกเป็นการสอนทักษะทุกอย่าง ส่วนวันที่ 5 เป็นการซ้อมใหญ่และแสดงจริงให้พ่อแม่ผู้ปกครองมาชมโชว์ความยาว 15 นาทีในรูปแบบเต็ม

“ห้าวันมันเป็นเวลาที่สั้นมากนะ เราใช้สี่วันแรกไปกับการทำความรู้จักเด็กๆ จุดอ่อนจุดแข็งของเขา เราช่วยเขาได้ยังไง สนับสนุนเขาในด้านไหนได้ ในช่วงเวลาห้าวันนี้เราไม่ได้แค่สอนทักษะการทำละครเวที แต่เราพยายามเข้าใจพวกเขา มันไม่ง่ายที่จะทำทั้งหมดในห้าวัน ท่องบท แสดง เต้น บล็อกกิ้ง ร้องเพลง ทำพร็อพ ทำฉาก บางเรื่องก็ไม่ได้เข้าออกทางเดียว ต้องขึ้นบันได เวลาคนถามเราเรื่อง Musical Theatre for KIDS เราจะบอกว่า คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าเด็กทำโชว์ได้ภายในห้าวัน!”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

SCENE II

My Mentor

ครูทุกคนของ Musical Theatre for KIDS มีแบกกราวนด์ด้านศิลปะหลายแขนง พริมและผ้าไหมคือบัณฑิตสาขาขับร้องละครเพลง จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีมี่เพิ่งเรียนจบปริญญาโทที่ Cambridge School of Art สาขา Children Book Illustration ส่วนเจสสิก้าทำงานด้านภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวอยู่ก่อนแล้ว ด้วยพื้นหลังที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ทำให้พวกเขาเข้าใจวิธีการคิดเชิงสร้างสรรค์อย่างดีเยี่ยม และถ่ายทอดออกมาเป็นเวิร์กช็อปที่ได้ทั้งคนเรียนและคนสอน

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

“ในส่วนของศิลปะ เราจะเตรียมแบกดร็อปแบบวาดเอาต์ไลน์มาก่อน แล้วให้เด็กๆ เป็นคนเลือกสีหรือเสนอไอเดียอื่นๆ มีทั้งสีโปสเตอร์และสีอะคริลิก บางครั้งก็ใช้กระดาษสีๆ มาตัดแปะ วันแรกๆ ให้ทำโปรเจกต์เดี่ยวที่เอากลับบ้านได้ด้วย เราทำตัวอย่างมาให้ดูก่อน ถ้าทำตามก็โอเค ถ้าไม่อยากทำก็ให้เขาออกไอเดียว่าอยากทำอะไร บางทีเขาอยากเปลี่ยนชื่อตัวละครจากหลุยส์เป็นลูซี่ หรืออยากให้ Lion King เป็นสีม่วง ก็คุยกัน มีหลายครั้งที่เด็กทำไม่ได้ ขอให้ครูทำให้ แต่เราอยากให้เขาลองดูก่อน ถ้าดูแล้วยังงงๆ อยู่ ลองค่อยๆ ทำทีละสเต็ปดีไหม มันจะรู้สึกว่าง่ายขึ้น ซึ่งการที่เราไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเขาทันที พอเขาทำเสร็จจะมีความมั่นใจขึ้น อันถัดไปเขาก็จะทำด้วยตัวเองได้” มีมี่เล่าให้ฟังถึงชั้นเรียนศิลปะของเธอ

พริม ผ้าไหม และเจสสิก้า รับผิดชอบในการสอนร้อง เต้น และแสดง ซึ่งจะมีเวลาได้อยู่กับเด็กเยอะกว่า ได้เห็นอารมณ์ การแสดงออก และพัฒนาการของเด็กแต่ละคนผ่านการแสดงละครเวทีร่วมกัน

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

“ด้วยวัยเฉลี่ยที่เริ่มโตแล้ว มีการร้องไห้ เริ่มโตแล้ว มีการอิจฉาแย่งคาแรกเตอร์กัน สิ่งที่ทำได้คือ เราต้องให้เด็กทุกคนทำงานร่วมกันได้ คนไหนชอบด้านไหนเป็นพิเศษ เราก็ช่วยให้เขาได้โชว์ศักยภาพตรงนั้น บางคนไม่ชอบอะไรเลยก็จะบิวต์ด้วยคอสตูม ถ้าแสดงจะได้ใส่ชุดแดรกคูลาสีดำสุดเท่เลยนะ หรือบางทีถ้าเขาไม่อยากเล่น จะเสนอให้เขาเป็นผู้ช่วยก่อน เป็นคนคอยบอกให้เพื่อนเงียบข้างเวที”

SCENE III

Come on let’s go and play!

เหมือนที่เล่าให้ตอนต้นว่า Musical Theatre for KIDS ไม่ได้สอนแค่ทักษะเชิงศิลปะเท่านั้น แต่ยังสอดแทรก Soft Skills ที่ติดตัวไปได้ตลอด เริ่มจากการท่องบทและการต่อบทที่ต้องอาศัยสมาธิและการฟังอีกคน ในเรื่องของการแสดง เด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารไปยังนักแสดงด้วยกันและผู้ชมที่ดูอยู่ ผ่านการใช้ภาษาและภาษากาย เวิร์กช็อปนี้ไม่ต่างจากการเล่นกีฬาที่ต้องอาศัยความเป็นทีม น้ำใจนักกีฬา และความสามัคคี ซึ่งสกิลล์เหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาต้องใช้เมื่อโตขึ้น

ครูทั้งสี่เล่าให้ฟังว่า เด็กจะเรียนรู้เองผ่านสถานการณ์หรือกิจกรรมที่เขาทำกับเพื่อน ยกตัวอย่างเช่น เวลาทำพร็อพชิ้นใหญ่ เขาต้องปรึกษากันทั้งกลุ่มว่าจะลงสีอะไรดี ถ้าใครคนใดคนหนึ่งมีความเห็นไม่ตรงกัน เขาก็ต้องหาวิธีการแก้ปัญหาและข้อตกลงที่ดีที่สุด

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

“ตอนนั้นทำเรื่อง The Wizard of Oz นางเอกคือโดโรธี เด็กผู้หญิงทุกคนในคลาสอยากเล่นบทนี้มาก มีดราม่า มีการร้องไห้ ‘หนูอยากเป็นโดโรธีๆ’ ตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่เลยเพราะทะเลาะกัน ปรากฏว่ารอบนั้นมีโดโรธีถึงสามคน เล่นกันคนละซีน สิ่งที่น่ารักคือ ตอนแรกทุกคนอยากเป็นโดโรธีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายสามคนนั้นก็ช่วยกันท่องบท ช่วยกันซ้อม กลายเป็นว่าเขาได้เรียนรู้ที่จะยอมซึ่งกันและกัน

“หรือมีพี่น้องบ้านหนึ่ง คนพี่อายุเจ็ดขวบ คนน้องที่อายุสี่ขวบยังอ่านหนังสือไม่ได้ เขาต้องกลับบ้านไปซ้อมด้วยกัน เวลาอยู่บนเวทีแล้วตัวเล็กจำบทไม่ได้ก็จะหันไปมองพี่ พี่ก็จะซุบซิบๆ บอกบท มันเป็นการเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือกันโดยไม่รู้ตัว”

FINAL SCENE

The Show Must Go On

“นั่นคือสิ่งที่เด็กๆ เรียนรู้จากพวกคุณ ในทางกลับกัน คุณเรียนรู้อะไรจากพวกเขาบ้าง”

“ความอดทน” ครูทั้งสี่หัวเราะพร้อมกัน

“การทำงานกับเด็กเป็นการย้ำเตือนให้เราไม่เข้มงวดกับชีวิตมากเกินไป สนุกไปกับมัน ทำให้เรารู้ว่าทุกคนแตกต่างกันหมด เราเจอเด็กขี้อาย เจอเด็กกล้าแสดงออก คุณต้องพร้อมที่จะรับมือกับคนหลายๆ แบบในเวลาเดียวกัน ต้องเรียนรู้ที่จะคิดอย่างรวดเร็ว เราจะทำอะไรก่อน จะทำอะไรหลัง ต้องเปิดกว้าง และต้องมีแผนสองสามสี่เผื่อไว้ด้วย ดีไม่ดีสิ่งที่เราเรียนรู้จากพวกเขาอาจมีค่ามากกว่าที่เขาเรียนรู้จากเราด้วยซ้ำ”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

ทุกคนเห็นเหมือนกันว่า การกล้าแสดงออกของเด็กๆ ทำให้พวกเขามีความมั่นใจในตัวเอง และที่สำคัญ พวกเขาเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับปัจจุบันมากขึ้น 

“การที่เราทำงานกับเด็ก ณ เวลานี้เขาให้เราเต็มร้อย เขามีความสุข เขาเสียใจ ทุกอย่างที่เขารู้สึก เขาแสดงออกมาทันทีและชัดเจน เราอยู่กับเขาในทุกโมเมนต์ ไม่เข้าใจ งอแง มันสอนเราว่า อย่าไปซีเรียสกับชีวิตมาก หิวน้ำก็หิวน้ำ ไม่ชอบก็ร้องไห้ รู้สึกอย่างไรก็ยอมรับอย่างนั้น เจ็บแป๊บเดียวก็หาย พลังบวกคือสิ่งที่เราได้จากพวกเขา บางทีเศร้าๆ อยู่ หลับตาแป๊บหนึ่ง ออกไปดื่มน้ำ ก็หายแล้ว The Show Must Go On”

Musical Theatre for KIDS เวิร์กช็อปละครเวทีสำหรับเด็กที่สอนสกิลล์การใช้ชีวิตผ่านศิลปะ

ฟังมาตั้งแต่ต้นจนจบก็อยากมีลูกและส่งไปเวิร์กช็อปกับ Musical Theatre for KIDS ทันที และเชื่อว่าคุณผู้อ่านก็คงคิดเหมือนกัน มันคือการเติบโตไปด้วยกันของทั้งเด็กและครูที่ว่ากันตามตรงแล้ว อาจไม่เห็นผลทันทีหลังเรียนจบ แต่มันจะติดตัวไปในการใช้ชีวิตข้างหน้า

“เราอยากให้โชว์ทุกครั้งเป็นโชว์ของพวกเขาที่ทำออกมาและภูมิใจที่สุด มันอาจไม่ใช่ละครเวทีโปรดักชันใหญ่อะไร แต่หวังว่าในอนาคต เขาจะจำความรู้สึกดีๆ ระหว่างทำงานและตอนอยู่บนเวทีนี้เอาไว้”

ครูทั้งสี่ทิ้งท้ายไว้แบบนั้น แล้วม่านก็ปิดลง


ตารางเวิร์กช็อปของ Musical Theatre for KIDS เดือนสิงหาคม

3 – 7 สิงหาคม : Into the Woods

10 – 14 สิงหาคม : Toy Story

17 – 21 สิงหาคม : Create Your Own Mini-Musical

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Musical Theatre for KIDS Bangkok หรือ www.musicaltheatreforkids.com

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ต่างมีโรงเรียนเฉพาะทางที่มุ่งสร้างนักค้นคว้าวิจัยเพื่อเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจัง อาทิ The Bronx High School of Science ในสหรัฐอเมริกา หรือ Korea Science Academy of KAIST (KSA) และ Gyeonggi Science High School for the Gifted (GSHS) ในประเทศเกาหลีใต้ แล้วในประเทศไทยของเราล่ะ มีโรงเรียนในลักษณะคล้ายกันนี้บ้างไหม

ความจริงแล้วบ้านเรามีสถานศึกษาเฉพาะทางที่เน้นการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่หลายแห่ง แต่ที่เราจะพามาทำความรู้จักในวันนี้ ต่างออกไปจากที่เคยมีมา

ทั้งความสามารถของนักเรียนและครูที่ตระเวนคว้ารางวัลระดับประเทศและระดับโลก การสนับสนุนทุนการศึกษาแบบเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย บ่มเพาะด้วยหลักสูตรแบบ ‘วัดตัวตัด’ อย่างเข้มข้น เพื่อให้นักเรียนพร้อมเป็นนักวิจัยตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา หรือการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสุดไฮเทคต่างๆ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพให้กับนักเรียน โดยไม่ต่างจากที่มีในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (Kamnoetvidya Science Academy (KVIS)) เป็นส่วนหนึ่งของ วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) จังหวัดระยอง พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคต ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเน้นคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศ รวมถึงผลิตนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยเฉพาะ

The Cloud ได้นัดหมาย คุณกุลพิมพ์พร กิตติธรรมโน เจ้าหน้าที่งานสื่อสารองค์กรของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และ ดร.สุรนันท์ อนันตชัยศิลป์ คุณครูสอนวิชาเคมีที่เพิ่งได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 มาหมาดๆ ซึ่งทั้งคู่จะพาผู้อ่านไปไขข้อสงสัยทุกเรื่องทั้งในและนอกห้องเรียนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์แห่งนี้กัน

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

ก่อนกำเนิดวิทย์

นอกเหนือจากภารกิจด้านความยั่งยืนทางพลังงานแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังให้ความสำคัญเรื่องการสร้างคนเพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยมองเห็นปัญหาที่อยู่คู่กันแต่ไหนแต่ไรมา คือความจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรด้านต่างๆ จากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคคลที่มีความสามารถจากภายนอก 

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งปัญหาที่คุ้นชินในบ้านเรา คืออยู่ในภาวะติดกับดักรายได้ปานกลางมานานหลายปี ทำให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ สาเหตุหนึ่งคือเรายังเคยชินอยู่กับการเป็นผู้รับจ้างผลิต จนไม่อาจสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ 

จากโจทย์ใหญ่ข้างต้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) โรงเรียนประจำระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (STEM) จึงเกิดขึ้น

โรงเรียนแห่งนี้มาพร้อมหน้าที่ที่สำคัญ คือการสร้างนักเรียนที่มีศักยภาพสูงให้กับประเทศ โดยหวังว่าเมื่อจบออกไปจากรั้วกำเนิดวิทย์ นักเรียนจะสามารถต่อยอดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในกลุ่มวิชา STEM เตรียมพร้อมสำหรับประกอบอาชีพเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ หรือนักนวัตกรรม เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาประเทศต่อไปในวันข้างหน้า

ในเมื่อเราสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ วันข้างหน้าเราก็จะลดการพึ่งพาต่างชาติไปโดยปริยาย

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

1 : 6 

ตั้งแต่กดปุ่มสตาร์ททำการเรียนการสอนครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา 2558 มีนักเรียนหัวกะทิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากทั่วประเทศ สนใจสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนกำเนิดวิทย์ในแต่ละปีหลายพันคน แม้จะเป็นโรงเรียนที่เน้นหนักด้านวิทย์-คณิต แต่วิธีการคัดเลือกใช่ว่าจะทดสอบแค่ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ยังควบคู่ไปกับการพิจารณาพอร์ตโฟลิโอ เพื่อดูทั้งกิจกรรมในและนอกห้องเรียน ความคิดริเริ่ม การเป็นผู้นำ และการมีจิตสาธารณะของเด็กๆ ด้วย เพื่อให้ได้สมาชิกที่เก่งและมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ดี

จากตัวเลขนับพัน สุดท้ายแล้วจะมีนักเรียนใหม่ผู้มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการคัดเลือกในปีการศึกษานั้นๆ เพียง 72 คน แบ่งออกเป็น 4 ห้องเรียนต่อชั้นปี หรือเท่ากับว่าในแต่ละห้องเรียนมีแค่ 18 คนเท่านั้น

คุณกุลพิมพ์พรอธิบายที่มาของตัวเลขนี้ว่า เป็นความคิดของผู้บริหารตั้งแต่ก่อตั้ง ซึ่งต้องการออกแบบห้องเรียนให้มีขนาดเล็กลง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบการศึกษาแบบเดิม เพื่อให้การพัฒนาผู้เรียนเป็นไปได้อย่างคล่องตัว ใกล้ชิด และมีประสิทธิผลมากที่สุด

เมื่อมาผสานเข้ากับวิธีการสอนแบบทีม ในชั้นเรียนจะมีคุณครูช่วยกันดูแลถึง 3 คน หรือเทียบเป็นอัตราส่วนผู้สอน 1 คนต่อนักเรียน 6 คน บรรยากาศในห้องเรียนเลยเกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นโรงเรียนที่เน้นพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ด้วยแล้ว จำนวนเท่านี้จึงสำคัญมาก หากนักเรียนสงสัยระหว่างการทดลองในแล็บปฏิบัติการ ก็ขอคำแนะนำได้จากคุณครูได้โดยตรง ในจุดนี้ทุกคนจึงเข้าถึงการฝึกทักษะได้เต็มที่ ไม่มีอุปสรรคด้านจำนวนคนมาขวางกั้นการเรียนรู้

“นโยบายของโรงเรียนอยากให้เป็นหลักสูตรแบบวัดตัวตัด เพื่อเสิร์ฟสิ่งที่นักเรียนสนใจได้เต็มที่ เลขสิบแปดนี้ทางผู้ก่อตั้งโรงเรียนเชื่อว่า เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการจัดหลักสูตรนี้อย่างแท้จริง มากกว่านี้ก็อาจจะไม่สามารถเสิร์ฟให้กับนักเรียนได้ทุกคน” คุณครูสุรนันท์ช่วยเสริม

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

วัดตัวตัด

ความโดดเด่นไม่มีใครเหมือนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือระบบการศึกษาแบบ ‘วัดตัวตัด’ ซึ่งเป็นไอเดียของผู้ก่อตั้งที่เห็นว่า การเรียนการสอนที่นักเรียนเลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมตามความสนใจ จะช่วยให้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้ดียิ่งขึ้น ส่วนโรงเรียนจะทำหน้าที่สนับสนุนและเติมเต็มด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ทรัพยากร หรือว่าด้านบุคลากรที่เป็นคณะครูผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้นักเรียนเดินตามทางที่ต้องการในอนาคต

ได้ยินว่าวัดตัวตัด อาจพาคิดไปว่านักเรียนคงออกมาตามแต่ใจผู้สอนที่เป็นเหมือนคนตัด แต่ผิดคาด คุณครูสุรนันท์อธิบายถึงการสอนแบบวัดตัดตัวนี้ว่า “ครูเป็นส่วนหนึ่ง นักเรียนก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ครูตัดแล้วนักเรียนออกมาตามแบบที่ครูอยากให้เป็น แต่นักเรียนก็เลือกที่จะออกมาในรูปแบบของตัวเองด้วย เหมือนเขาเป็นคนร่วมออกแบบ ขณะที่โรงเรียนก็ช่วยให้การตัดนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น”

ทั้งนี้ภาพรวมยังคงยึดหลักสูตรแกนกลางจากกระทรวงศึกษาธิการ มีทั้งวิชาวิทย์และศิลป์เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือโรงเรียนกำเนิดวิทย์เพิ่มความเข้มข้นของวิชาเรียน ด้วยการนำจุดเด่นของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ร่วมด้วย

กลุ่มวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จึงแยกออกมาเป็นระดับปกติ (Basic) ที่สอนเนื้อหาในขั้นพื้นฐาน และหากนักเรียนใคร่เรียนรู้ให้ลุ่มลึกขึ้น ก็สามารถลงเรียนระดับเข้มข้น (Advance) ซึ่งมีเนื้อหาในระดับเดียวกับหลักสูตร AP (Advanced Placement) ของสหรัฐอเมริกา และ A-Level ของประเทศอังกฤษ เป็นหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา แต่มีความเข้มข้นเทียบเท่าระดับมหาวิทยาลัย ช่วยให้พัฒนาความรู้ความสามารถได้เต็มที่ มีความถนัดเฉพาะด้าน และวัดตัวตัดออกมาได้อย่างพอดีตัวสมใจนักเรียน

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

วิชา (อนาคต) ที่เลือกเอง

รายวิชาให้เลือกเรียนเพิ่มเติมได้เองตามความสนใจของผู้เรียน เน้นออกแบบมาเพื่อให้เหล่าว่าที่นักวิจัยได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น วิชา ‘Upgrading Thailand’ ต่อยอดงานวิจัยของเด็กๆ ที่สร้างขึ้นมา ด้วยการให้ทำ Business Model รวมถึงเปิดโอกาสให้พูดคุยและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จในสตาร์ทอัพด้านต่างๆ หรือความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นการปูเนื้อหาในด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ซึ่งจำเป็นอย่างมากยามที่พวกเขาสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา

กลุ่มวิชาเลือกฝั่งภาษาไทยมีวิชาน่าสนุกอย่าง ‘Science Fiction’ สอนการแต่งนิยายวิทยาศาสตร์ ส่วนสังคมศึกษาก็มีวิชาที่เราเชื่อว่าไม่มีสอนที่ไหนอย่าง ‘Game of Thrones and Social Studies’ นำเอาเนื้อเรื่องในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones มาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการสอนวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์

นอกจากโรงเรียนจะทำการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแล้ว ขณะเดียวกัน ภาษาที่ 3 ก็เป็นอีกสิ่งที่โรงเรียนเน้นไม่น้อย โดยคุณครูมองว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่ดี ไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้เฉพาะด้านเท่านั้น หากยังรวมไปถึงการถ่ายทอดและสื่อสารไปยังบุคคลอื่นๆ ด้วย ฉะนั้นภาษาจึงเป็นสื่อกลางที่สำคัญมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีให้เลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมด้านภาษาต่างประเทศกันอย่างจุใจ ทั้งภาษาฝั่งตะวันตกอย่างสเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย และภาษาเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ไปจนถึงภาษาที่ใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่อาจจะมีร่วมกันในอนาคต

แม้ว่าวิชาเพิ่มเติมน่าเรียนทั้งหลายจะไม่ได้เปิดทั้งหมดในแต่ละเทอม ทว่าหากนักเรียนอยากเรียนวิชาไหนเป็นพิเศษ พวกเขาก็สามารถติดต่อขอให้คุณครูช่วยเปิดสอนให้ได้

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

บ่มเพาะนักวิจัย

เพราะความตั้งใจให้เป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนเพื่อก้าวขึ้นไปสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคต Research Skill หรือทักษะด้านการค้นคว้าวิจัยจึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

เมื่อเข้ามาเป็นเด็กกำเนิดวิทย์แล้ว ทุกคนจะได้เรียนรู้ด้านการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทั้งกระบวนการคิดและการค้นคว้าแบบนักวิทยาศาสตร์ ฝึกฝนทักษะในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ แน่นอนว่าต้องเตรียมทำโครงงานวิจัยก่อนจบหลักสูตรอย่างน้อย 1 ชิ้น โดยมีคุณครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ปรับปรุงแก้ไขหัวข้อที่นักเรียนสนใจ รวมทั้งช่วยวางแผนให้ในการทำงานทดลอง

โรงเรียนเตรียมพร้อมด้านเครื่องมือทันสมัยที่ใช้ในการทำงานวิจัยอย่างครบครัน ทัดเทียมไม่แพ้มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ถ้าบางเครื่องมือไม่มีในโรงเรียน นักเรียนสามารถไปใช้ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่อยู่ใกล้กัน หรือขอใช้กับทางสถาบันวิจัยระดับประเทศอื่นๆ ที่ทางโรงเรียนกำเนิดวิทย์มีความร่วมมือด้วย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฯลฯ

ด้วยความสามารถของนักเรียน คำแนะนำจากคุณครูผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือสุดล้ำที่เพียบพร้อมในโรงเรียน นี่คือตัวอย่างผลงานวิจัยระดับชั้นมัธยมปลายของนักเรียนกำเนิดวิทย์

งานวิจัย ‘ชุดทดสอบโลหะหนักในน้ำจากเซ็นเซอร์ทางเคมีติดบนอนุภาคนาโนแม่เหล็ก’ ซึ่งเป็น Test Kit สำหรับตรวจวัดโลหะหนักในน้ำ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที Junior Water Prize ของประเทศไทย เมื่อ ค.ศ. 2018 และยังได้เป็นตัวแทนไปแข่ง Stokholm Junior Water Prize ที่ประเทศสวีเดน 

ล่าสุดเวทีประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Regeneron ISEF 2021 จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา นักเรียนจากกำเนิดวิทย์ได้พาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยทำนายการทำงานของยารักษาโรคมะเร็ง ได้รางวัลที่ 1 ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง คือโครงงานการพัฒนาเซ็นเซอร์บนกระดาษตรวจที่ใช้ตรวจวัดโลหะหนัก ก็ได้รางวัลที่ 2 ในสาขาเคมี

มีอีกหลายผลงานของนักเรียนกำเนิดวิทย์ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับโลก ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติไม่ต่างจากนักวิจัยอาชีพ และยังมีอีกหลายชิ้นที่ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

การศึกษานอกห้องเรียน

ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนเน้นด้านวิชาการ แต่การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่ภายในห้องเท่านั้น โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการศึกษานอกห้องเรียนพอๆ กัน ผ่านการสร้างเสริมประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในสถานที่จริง

ในทุกเทอม โรงเรียนจะพานักเรียนไปทัศนศึกษายังสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับวิชาในกลุ่ม STEM ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเยี่ยมชมกลุ่มวิจัยระดับชาติ แล็บวิจัยตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รวมถึงพื้นที่พัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ และโรงงานต่างๆ ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น สวนสตรอว์เบอรี่ที่ปลูกด้วยความเย็นจากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติมาคุมอุณหภูมิในโรงเรือน ฯลฯ

อีกทั้งในช่วงปิดเทอม ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนที่อยากทำงานในห้องวิจัย ลองเข้าไปชิมลางฝึกงานเป็นผู้ช่วยวิจัยร่วมกับนักวิจัยอาชีพในสถาบันวิทยสิริเมธีได้ หรือบางปิดเทอมก็มีการส่งนักเรียนไปแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนในต่างประเทศ ทั้งรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม และแลกเปลี่ยนด้านงานวิจัย 

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว ด้วยความที่เป็นโรงเรียนประจำ โรงเรียนจึงสร้างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านต่างๆ ในรูปแบบของชมรมหลังเลิกเรียน เพื่อให้นักเรียนพัฒนาความรู้อย่างรอบด้าน

 “นอกห้องเรียนก็ไม่ใช่เป็นการเรียนการสอนซะทีเดียว แต่เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนพัฒนาทักษะอื่นๆ ซึ่งโรงเรียนดูแล้ว คิดว่าทักษะเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือความคิดความอ่านนอกเหนือจากเชิงวิชาการ ไปจนถึงเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ให้กับตัวนักเรียนเองด้วย” คุณกุลพิมพ์พรอธิบายเพิ่ม

คุณครูสุรนันท์ช่วยสรุปภาพรวมเกี่ยวกับกิจกรรมหลังเลิกเรียนให้ฟังว่ามีค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่โยคะ กอล์ฟ ว่ายน้ำ วิ่ง แบดมินตัน ไปจนถึงชุมนุมส่งเสริมความสนใจด้านอื่นๆ เช่น ทำอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งแนวผจญภัยอย่างพายเรือ เดินป่า แคมปิ้ง ถ้าหากนักเรียนมีกิจกรรมในใจนอกเหนือจากที่จัดไว้ บางครั้งมาเสนอขอให้คุณครูรับหน้าที่ดูแลก็มี

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ครูกำเนิดวิทย์

อีกหนึ่งความน่าสนใจของโรงเรียนที่คุณครูเล่าให้เราฟังคือ “โรงเรียนกำเนิดวิทย์ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ใช่แค่เปิดกว้างให้นักเรียนตามความสนใจ แต่เปิดกว้างให้ครูด้วย เราอาจต้องอิงกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ออกนอกกรอบได้ตามที่เราสนใจ”

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จประกอบจากปัจจัยหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ดังนั้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์จึงมุ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของคุณครูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ซึ่งจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนจบมาโดยตรงทางสายการศึกษา และการสนับสนุนให้คุณครูไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังโรงเรียนในต่างประเทศ เพื่อนำเอาความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอด รวมถึงพร้อมเปิดโอกาสให้นำเสนอวิชาใหม่ๆ ที่คุณครูมองว่ามีประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนศักยภาพของนักเรียน

รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 รางวัลเชิดชูเกียรติคุณครูที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมพัฒนาเยาวชนให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ จากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของคุณครูสุรนันท์ คู่สนทนาเราในวันนี้ คือประจักษ์ผลลัพธ์ของการทำงานที่ใส่ใจ และให้ความสำคัญทุกส่วนประกอบของโรงเรียนกำเนิดวิทย์

เป้าหมายใหม่เพื่อทุกคน

ภารกิจการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยของชาติยังไม่หยุดเท่านี้ เป้าหมายในอนาคตอันใกล้ของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือการทำเกณฑ์มาตรฐานร่วมกับสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็น Best Practice แล้วนำมาพัฒนาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่อยู่ทัดเทียมกับสถาบันระดับโลก รวมถึงวางแนวคิดการจัดการเพื่อพัฒนาแบบยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

แม้จะก่อตั้งมาได้ไม่ถึง 10 ปี แต่ความสำเร็จและคุณภาพของนักเรียนที่จบออกไปศึกษาต่อยังสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในและนอกประเทศ เป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ทำอยู่กำลังเริ่มงอกออกผล

“เราค่อนข้างได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วบ่มเพาะให้เขาพร้อมต่อการเป็นนักวิจัย และเมื่อเขาได้ออกสู่โลกกว้าง นักเรียนส่วนใหญ่ก็ไปเรียนในสถาบันระดับโลก ก็เชื่อมั่นอย่างแน่นอนว่า จะต้องมีส่วนหนึ่งที่กลับมาเป็นส่วนสำคัญในพัฒนาประเทศให้ไปข้างหน้ามากขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เขาเชี่ยวชาญ” 

แม้ในแต่ละปีจะมีนักเรียนมากความสามารถที่จบไปจำนวนไม่มากนัก ชวนตั้งข้อสงสัยว่าเมล็ดพันธุ์เพียงเท่านี้จะพอไหม สำหรับความต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่ในมุมนี้คุณครูสุรนันท์มีความเชื่อว่า “ถึงนักเรียนเหล่านี้จะไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ แต่ว่าคนที่มีศักยภาพ เมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะส่งผลมาก ถึงนักเรียนกำเนิดวิทย์จะมีจำนวนน้อย แต่เขามีศักยภาพสูง ในการทำอะไรก็น่าจะส่งผลได้มาก”

และแม้จะยังไม่มีคำตอบว่า ในอนาคตผลผลิตจากกำเนิดวิทย์จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้มากน้อยเท่าใด แต่นับว่าเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญ ที่ชวนให้เราเริ่มเห็นแสงสว่างตรงปลายทาง

“หวังว่าจุดเล็กๆ จุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้ประเทศพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนไปในอนาคต” คุณครูเจ้าของรางวัลประจำปีนี้ทิ้งท้าย

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ภาพ : โรงเรียนกำเนิดวิทย์

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load