Music Group คือห้องซ้อมดนตรีในแฟลตดินแดง ที่อยู่คู่วงการดนตรีมา 34 ปี มีศิลปินไทยมากมายแวะเวียนเข้ามาเสมอ ไม่ว่าจะเป็น เบิร์ด ธงไชย, สุรชัย สมบัติเจริญ, อำพล ลำพูน, ต้อม เรนโบว์, อิทธิ พลางกูร หรือแม้แต่ดาราฮ่องกงที่ดังมากๆ ในยุคหนึ่งอย่าง หลิว เต๋อหัว ห้องซ้อมแห่งนี้ผ่านการเปลี่ยนผ่านของแนวเพลงตั้งแต่ป๊อปแดนซ์ ร็อก K-Pop สติง หมอลำ จนปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็นบ้านหลังที่สองของวงแนวอินดี้ อาทิ Safe Planet, Zweed ‘n Roll และ Three Man Down

MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down

ไม่มีศิลปินอินดี้ไทยยุคนี้คนไหนไม่รู้จัก ห้องซ้อมดนตรี Music Group

แต่ขณะที่ห้องซ้อมดนตรีอื่นๆ ทยอยปิดตัวลงในเวลาอันสั้น อะไรทำให้ที่นี่ดำเนินธุรกิจห้องซ้อมมาได้นานถึงวันนี้ 

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล มันอยู่ในทัศนคติเจ้าของทั้งสองที่รักดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ อยู่ในการให้บริการและความเอาใจใส่ อยู่ในการหยิบยื่นน้ำใจเล็กอย่างขนมหรือผลไม้ อยู่ในบรรยากาศของห้องโถงที่มีโซฟาสีแดงกับเก้าอี้ไม่กี่ตัว อยู่บนเพจเฟสบุ๊กที่มีรูปทุกวงที่มาซ้อมพร้อมแคปชันที่คิดขึ้นมาให้โดยเฉพาะ อยู่ในบทสนทนาคนดนตรีที่เกิดขึ้นในห้องแถวขนาดสองคูหาตลอด 30 กว่าปี

MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down

Music Group เป็นมากกว่าห้องซ้อม ยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นมากกว่าธุรกิจ แต่ผันตัวเป็นคอมมูนิตี้ที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการต่อไปได้

“ธุรกิจอยู่รอดเพราะน้องๆ ถ้าน้องๆ เขามีงาน เราก็มีงาน” 

มันคือการทำธุรกิจแบบเอาใจเขาใส่ใจเรา อาจไม่ได้มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่สามารถเกื้อกูลคนในวงการดนตรีเพื่อเติบโตไปพร้อมๆ กัน

รักครั้งแรก

สันติ ปัญจขันธ์ หรือที่ใครๆ ในวงการดนตรีเรียกว่า พี่ติ เริ่มทำห้องซ้อมแห่งนี้ตอนอายุ 21 ปี ติในตอนนั้นคือนักศึกษาปีสองที่ชอบเล่นดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ เขาเล่นกีตาร์ ฝีมือดีจนได้รับโอกาสไปเป็นนักดนตรีแบ็กอัปให้ค่ายใหญ่ๆ อย่างแกรมมี่ คีตา และอาร์เอส 

MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down

ชีวิตนักดนตรีครึ่งหนึ่งอยู่ที่ห้องซ้อม และห้องซ้อมดนตรี Music Group ก็เป็นเหมือนบ้านอีกหลังของเขาในเวลานั้น

“สมัยก่อนไม่ค่อยมีห้องซ้อมหรอก มีน้อย ไม่น่าจะถึงสิบที่ด้วยซ้ำ ส่วนมากเป็นแบบนี้ พอเปิดมาสักแป๊บจะไปซ้อมอีกทีห้องปิดไปแล้ว จนมาเจอที่นี่ซึ่งตอนนั้นเป็นของพี่ นราธิป กาญจนวัฒน์ วงชาตรี เราก็เลยมาซ้อมประจำ เพราะชอบบรรยากาศ ยุคนั้นดารา นักดนตรี อยู่แฟลตข้างบนเยอะมาก ทั้งแมว จิระศักดิ์, เคน วง Zeal หรือศิลปินแกรมมี่ก็มีมาก อาหารก็เยอะ”

พี่ตินึกย้อนไปถึงเมื่อ 30 กว่าปีก่อน

“วันหนึ่งมีข่าวว่าพี่นราธิปจะไปบวช เขาจะขายกิจการห้องซ้อมต่อหลังจากทำมาสี่ปีในราคาล้านห้าหรือล้านหกนี่แหละ เราเลยไปคุยกับพ่อว่าอยากรับช่วงต่อ ตอนแรกพ่อจะเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อตึกสี่ชั้นแถววังหินให้ เราไม่เอา อยากได้ที่นี่ พอซื้อกิจการมา เราก็จ้างคนมาดูเลย ส่วนตัวเองไปเล่นดนตรี ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก เรื่องทำเงินนี่ไม่ได้คิดเลย คิดแค่ว่าจะได้มีที่ซ้อมกับเพื่อน แบบกูอยู่ห้องซ้อม น่าจะมันกว่าอยู่บ้าน กะมานอนนี่เลย”

เขาหัวเราะพร้อมเล่าต่อว่า ทีแรกคิดว่าจะทำแค่ 3 – 4 ปีแล้วก็เลิก จนได้เจอกับ กันตา แซ่ตั้ง หรือ พี่นา ของน้องๆ ศิลปิน

MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down

มาลองดูสักที

ลองนึกภาพห้องซ้อมขนาด 2 คูหาที่มักจะมีศิลปินมากหน้าหลายตาอยู่ทั้งด้านในและด้านนอก บนโต๊ะมีขนมปังและผลไม้ที่พี่นาเตรียมไว้ให้ในบางวัน ส่วนพี่ติเดินเข้าเดินออกคอยอำนวยความสะดวกเรื่องเทคนิคและอุปกรณ์ หรือบางคืนก็กลายเป็นผู้ให้คำปรึกษาเรื่องหัวใจของศิลปินที่มาซ้อม

ย้อนไปเมื่อ 34 ปีก่อน ห้องซ้อมดนตรี Music Group ไม่ได้มีบรรยากาศเป็นกันเองแบบนี้ คนที่จ้างมาดูแลกิจการของพวกเขาได้ไม่ทั่วถึง และพวกเขาเองก็ยังไม่ได้ทุ่มเทกับมันมากพอ 

MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down

พี่นาเข้ามาช่วยหลังจากเริ่มกิจการไปได้ 10 ปี แม้ไม่ได้ปรับปรุงอุปกรณ์ใดๆ แต่ก็ทำให้ห้องซ้อมแห่งนี้อบอุ่นยิ่งขึ้น

“ซื้อมายังไงก็อยู่อย่างนั้น แต่พอมาดูเอง เราเข้าถึงน้องๆ ศิลปินที่มาซ้อมได้มากกว่า บรรยากาศมันเลยสบายๆ กว่า เวลามีอะไร เขาจะมาบอก”

พี่นาบริหารห้องซ้อมเป็นหลักต่อมาอีก 10 ปี จนเมื่อ 14 ปีก่อน พี่ติตัดสินใจเลิกเล่นดนตรี และหันกลับมามองกิจการที่พ่อซื้อไว้ให้ตั้งแต่สมัยวัยรุ่น พร้อมบอกกับตัวเองว่าขอตั้งใจดูแลห้องซ้อมเองสักตั้ง

MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down

“เราค่อยๆ ไล่เปลี่ยนเครื่องดนตรีและอุปกรณ์ที่ใช้การไม่ดีหรือล้าสมัยก่อน ของบางอย่างก็ได้น้องๆ ที่มาซ้อมแนะนำ เหมือนเราไปกินข้าว ลูกค้ามาบอกว่าร้านนี้มันจังค่ะ เค็มจังค่ะ เราก็ค่อยๆ ลด แต่ถ้าอันไหนเรารู้ เราก็เปลี่ยนเลย เพราะเราเล่นดนตรีมา แม้จะเข้ากรุไปเยอะแล้ว”

ใจเขาใจเรา

เบิร์ด ธงไชย, บิลลี่ โอแกน, อำพล ลำพูน, เท่ห์ อุเทน, สุรชัย สมบัติเจริญ, อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง, คริสติน่า อากีลาร์, Smile Buffalo, เป้ ไฮร็อก, อิทธิ พลางกูร, แหวน ฐิติมา, นันทิดา แก้วบัวสาย, ต้อม เรนโบว์, เจ เจตริน รวมถึงวงอินดี้ยุคใหม่ที่กำลังมีชื่อเสียงมากในตอนนี้อย่าง Safe Planet, Zweed ‘n Roll และ Three Man Down คือส่วนหนึ่งของลิสต์รายชื่อศิลปินที่เคยมาใช้บริการที่นี่

“เวลาเบิร์ดมานี่ออกไปไม่ได้เลยนะ คนมามุงรอเต็มเลย ตอนนั้นกำลังดังที่เล่นละคร คู่กรรม สุดท้ายต้องออกข้างหลัง หลิว เต๋อหัว ก็เคยมาที่นี่นะ เขามาหาคริสติน่า ตัวจริงโคตรหล่อเลย เท่มาก ในหนังว่าหล่อแล้ว ตัวจริงหล่อกว่า เขาเคยมานั่งคุยกับคริสติน่าตรงที่เรานั่งกันอยู่เนี่ย คนนี้ก็ออกไม่ได้เหมือนกัน ต้องให้รถไปรับข้างหลัง”

พี่ติหัวเราะ

MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down

ราคาห้องซ้อมต่อชั่วโมงเมื่อ 30 ปีก่อนคือ 100 บาท ส่วนตอนนี้มี 3 ราคาตามขนาดห้อง เริ่มจาก 250, 280 และ 300 ถือว่าเพิ่มขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพอื่นๆ

“มีน้องๆ เล่าว่าไปซ้อมที่อื่นมา เครื่องไม่ดีคิดชั่วโมงละสี่ร้อย บางทีเราก็อยากขึ้นบ้างเหมือนกันนะ”

“แต่ไม่ขึ้นเพราะเกรงใจน้องๆ” พี่นาเสริม “เรามักได้อยู่ในเหตุการณ์ที่เขารวมเงินกันจ่ายค่าห้อง เหตุการณ์เหมือนจะทะเลาะกันอยู่แล้ว ‘กูไม่มีค่ารถกลับบ้านแล้วนะ’ บางทีตอนจ่ายตังค์ หารกันเรียบร้อย มักมีคนไม่เหลือเงิน ต้องยอมเดินกลับบ้าน บางครั้งเราต้องให้ค่ารถคืนไปด้วย คือเก็บค่าห้องมาก่อน แล้วค่อยให้ค่ารถกลับไป

“บางทีเขาไม่เหลือตังค์กินข้าว เราเลยมีขนมปังปอนด์ซื้อติดไว้ ใครหิวก็รองท้องไปก่อน อย่างวง Three Man Down ชอบกล้วยน้ำว้าของเรามาก”

พี่น้อง

เพราะดูแลกันอย่างครอบครัว เราเลยไม่ได้ยินพี่ติและพี่นาเรียกศิลปินที่มาซ้อมว่าลูกค้า แต่จะเรียกว่า ‘น้องๆ’

“ยิ่งเขาเรียกเราพี่ด้วย ยิ่งดีใจ” พี่นายิ้ม

“เราต้อนรับกันแบบสบายๆ ดูแลเหมือนครอบครัว ถ้าหิวมาบอก ถ้าไม่สบายก็บอก ถ้านอนได้นี่ให้นอนแล้ว แต่มันไม่มีที่ มันเป็นนิสัยของเราอยู่แล้ว ตั้งแต่มีลูกของตัวเอง จากที่ชอบดูแคนอื่นอยู่แล้วก็คูณเข้าไปอีก ส่วนพี่ติ เด็กๆ จะชอบคุยกับเขา ปรึกษาเขา” 

MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down

“อกหักมาก็มีนะ โอ้โห บางทีเห็นแล้วสงสาร เมื่อก่อนมีแต่วงอาชีพมาซ้อม เราเคยขายเบียร์ น้องมันอกหักก็มานั่งดื่ม แล้วก็กลับไป ลืมจ่ายค่าเบียร์ เราก็ไม่กล้าทวง โทรไปหาพี่นา ‘พี่นา น้องมันดื่มเบียร์เราไปตั้งหลายขวด แต่ไม่กล้าทวงตังค์มันว่ะ’ งั้นไม่เป็นไรละกัน”

แม้จะทำกันสองคน แต่พี่ติและพี่นาเป็นเจ้าของกิจการที่ยินดีขับรถน้องๆ ที่มาซ้อมไปหาที่จอดให้ หรือนั่งไปเป็นด้วยถ้าที่จอดอยู่ไกล ซักฟองน้ำหุ้มไมโครโฟนที่ใช้แล้วทุกครั้ง นั่งคุยเป็นเพื่อนคนที่มารอแฟน รอเพื่อนซ้อมดนตรี พร้อมแบ่งขนมผลไม้ให้ทาน เวลาอุปกรณ์ชำรุด พี่ติจะออกไปซื้อมาเปลี่ยนทันที และถ้าน้องๆ คนไหนบ่นว่าอยากกินอะไร พี่นาจะจำได้แล้วซื้อมาฝากเมื่อมีโอกาส 

ความเอาใจใส่คือจุดเด่นข้อแรกของที่นี่

ส่วนจุดเด่นข้อที่สอง คือไม่เคยปิด เว้นแต่ไม่มีคนจองมาซ้อม ประตูของ Music Group พร้อมเปิดอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นช่วงปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ เพราะเข้าใจหัวอกศิลปินที่ต้องซ้อมดนตรีเพื่อไปเล่นงานเทศกาล

และจุดเด่นข้อที่ 3 อยู่บนเพจเฟซบุ๊ก ห้องซ้อมดนตรี Music Group พื้นที่ที่เต็มไปด้วยรูปถ่ายวงดนตรีเฉียดหลักหมื่น มีทั้งวงดนตรีนักเรียน วงดนตรีนอกกระแส ถึงวงดนตรียอดเกือบร้อยล้านวิว พี่ติถ่ายรูปและโพสต์รูปทุกวงที่มาซ้อม เขาจะเข้าไปถ่ายรูปช่วง 5 นาทีก่อนเวลาหมด พร้อมคิดแคปชันที่บางทีก็เท่ บางทีก็เปรี้ยว บางทีอ่านแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ‘คิดได้ไง’

MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down
“รักจริงจากใจไม่ให้ใครทุกคน เราไร้กังวล บนถนนสายโลกันย์ FOLK9”
MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down
“ใจพี่เหมือนดวงดาว บางครั้งแวววาว บางคราวก็วาววับ Zweed n’ Roll”

จากที่เคยทำเพื่อบันทึกเก็บไว้และโปรโมตกิจการไปในตัว กลายเป็นประเพณีประจำห้องซ้อมที่เลื่องลือในวงการดนตรียุคใหม่ และเป็นสิ่งที่คนมาซ้อมตั้งตารอไปโดยอัตโนมัติ

“ถ้าเราเป็นคนเขียนแคปชันก็จะเสร่อๆ หน่อย แบบ ‘ยินดีต้อนรับ’ ถ้าเป็นพี่ติลง เวลาคิดไม่ออกเขาจะหันมาหาพี่ แต่พอพี่พูดไปเขามักจะส่ายหน้าบอกไม่เอา อย่างหนูนั่งกันตรงนี้ ถ้าถ่ายรูป เขาจะดูรูปก่อน แล้วถึงคิดแคปชันออกมาได้ 

“มีรูปของ ว่าน วง Mattnimare ตอนเขามาซื้อสายกีตาร์ พี่ติอยู่เชียงราย พี่ก็ถ่ายรูปเขาแล้วส่งให้พี่ติ เขาก็คิดนาน ไม่รู้จะตั้งแคปชันว่าอะไร เอาไว้ก่อนแล้วกัน ผ่านไปเกือบปีเป็นช่วง COVID-19 พอดี เปิดรูปเก่าๆ ของน้องๆ ที่มาก็เจอรูปนี้ แล้วคิดแคปชันได้ ก็เลยลง”

MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down
“สามร้อยหกสิบห้าวันเท่ากับหนึ่งปี แฟนคลับเขารู้ดี นักดนตรีหล่อใจดีมีคุณธรรม THREE MAN DOWN”
MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down
“เล่นดนตรีสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้นักดนตรีโคตรเท่ (ภาค8) KUNST”

พึ่งพาอาศัย

เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่ดำเนินการมานานหลักสิบปี ห้องซ้อมแห่งนี้ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาหลายครั้ง ทั้งน้ำท่วม พ.ศ. 2554 ม็อบเสื้อเหลืองเสื้อแดง และล่าสุดคือการแพร่ระบาดโรค COVID-19 ด้วยความเป็นแค่ธุรกิจเล็กๆ ที่บริหารกันเอง สิ่งที่พวกเขาทำได้ในช่วงวิกฤตคือการคืนเงินมัดจำค่าห้องให้ศิลปินที่จองมาทั้งหมด มันอาจจะไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ แต่แสดงถึงน้ำใจและความรักที่มีต่อคนในวงการดนตรี

“ถ้าน้องมีงานเล่น ห้องซ้อมก็คนเยอะไปด้วย บางคนไม่ยอมรับเงินมัดจำคืน ก็จะบอกให้ทวงตอนมาซ้อมคราวหน้า 

MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down
MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down

“ส่วนหนึ่งที่ธุรกิจมันอยู่รอดเพราะน้องๆ ที่มาซ้อมเขาบอกต่อๆ พาเพื่อนมาเรื่อยๆ อย่างยุคอินดี้หลังๆ เริ่มจาก แอ๊ป Matimare พาซุงมาซ้อม ซุงก็พาพัค Jelly Rocket มา พัคพายี่กับดอยมาเป็น Back Up ยี่กับดอยเขาก็พาวง Safe Planet ของตัวเองมาซ้อม พอปูนที่เล่นกีตาร์ให้ Safe Planet มาซ้อมก็ไปพา Zweed ‘n Roll มาอีก มันเป็นทอดๆ กัน แต่มีหลายสาย

“พอมีวิกฤต ธุรกิจเราซบเซาเพราะงานของน้องๆ โดนยกเลิก ทุกคนเจอเหมือนกันหมด เราอยู่ได้เพราะเขา พอเขามีงานอะไร เราก็อยากอุดหนุนกลับไป อย่างเวลาเขาทำเสื้อวงกัน เราจะซื้อเก็บไว้สองสามตัว ลูกสาวก็ซื้อเยอะ เขาไม่รู้หรอกว่ามีวงอะไรมาซ้อมบ้าง พอเราบอกเขา เขาก็จะซื้อเสื้อมา หลายครั้งได้เสื้อมาก่อนแล้วค่อยไปลองฟังเพลงทีหลัง”

นั่นคือเหตุผลที่พี่นาไปดูคอนเสิร์ตกับลูกทุกครั้งที่มีโอกาส และพี่ติใส่เสื้อของวงดนตรีอยู่เสมอ (วันนี้ใส่ของ Fluffypak) พวกเขาไม่ได้มองว่า ห้องซ้อมดนตรี Music Group เป็นธุรกิจที่ต้องได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่เป็นฟันเฟืองหนึ่งของวงการดนตรีที่พวกเขารักและอยากจะขับเคลื่อนมันต่อไป

คนดนตรี

ห้องซ้อมวันนี้ใกล้เคียงกับคำว่า อุดมคติ เป็นห้องซ้อมแบบที่พี่ติและพี่นาในวัยเลขสองที่ใช้ชีวิตอยู่ในวงดนตรีตามหา มันเติบโตไปเป็นคอมมูนิตี้ของคนรักดนตรีที่ทำให้คนจากหลายๆ ที่มาเจอกัน แลกเปลี่ยนความคิด และหลายครั้งก็จุดประกายให้เกิดโปรเจกต์ใหม่ๆ โดยมีพี่ติกับพี่นาคอยอำนวยความสะดวกอยู่ข้างหลัง

ความสุขของทั้งคู่คือการได้เห็นภาพเหล่านั้น

“บางทีน้องก็คุยกัน บางทีก็ด่ากัน เรามีความสุขที่ได้เห็นบรรยากาศแบบนั้น แต่จะบอกน้องๆ ตลอดว่าให้เลือกห้องซ้อมจากความสะดวกก่อน เดี๋ยวนี้มันมีหลายที่ ใครสะดวกแถวไหนก็ไปแถวนั้น มีน้องหลายคนมาขอโทษ บอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้มานะพี่ ผมซ้อมแถวบ้าน ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องดั้นด้นมาถึงนี่หรอก เพราะสุดท้ายห้องซ้อมก็ต้องช่วยๆ กัน เชื่อเปล่าว่าช่วงเทศกาล ห้องซ้อมดนตรีมีไม่พอกับวงนะ ยิ่งสมัยนี้วงเยอะมาก ก็ถ้าห้องซ้อมนั้นเต็ม ค่อยมาที่นี่”

“ดีใจที่เต็มแล้วมามากกว่า” พี่นายิ้มให้พี่ติแล้วบทสนทนาก็จบลงตรงนั้น

MusicGroup ห้องซ้อมดนตรีในตำนานที่เป็นที่รักมา 34 ปี ตั้งแต่เบิร์ด ธงไชย ถึง Three Man Down

Lesson Learned 

“ทำอะไรต้องใจเย็นๆ ใจเย็นๆ กับทุกอย่าง ทั้งการพูด การกระทำ การคิด หรือการทำธุรกิจ จะตัดสินใจลงทุนอะไรต้องใช้เวลา อย่างวิกฤต COVID-19 ก็ต้องอาศัยความใจเย็นเยอะ คนไม่มาซ้อมไม่เป็นไร เขาก็ลำบากเหมือนกัน กลับมาแก้ปัญหา ทำในสิ่งที่ทำได้”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ใครไป 7-Eleven บ่อย ๆ แล้วชอบเลือกซื้อสินค้าในตู้เย็นที่เต็มไปด้วยอาหาร Ready to Eat น่าจะเคยหยิบข้าวโพดฝัก V Farm ในบรรจุภัณฑ์สีเขียวสดลงตะกร้า อุ่นทานร้อน ๆ แกะซองออกมาพบว่าหวาน หอม อร่อย เหมือนแกะเปลือกกินสด ๆ จากต้นแบบไม่ต้องลุ้น

เริ่มต้นจากข้าวโพด แตกลายสินค้าจากพืชชนิดเดียวกันเป็นหลายอย่าง ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ที่ส่งตรงจากฟาร์มในรูปแบบพร้อมทานอย่างแห้วหรือมันหวานญี่ปุ่น และล่าสุดปีที่ผ่านมา มีอาหารพร้อมทานกลุ่ม Plant-based ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก

ธุรกิจนี้ก่อตั้งในปี 2014 ภายใต้ชื่อบริษัท V Foods Thailand โดย คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไอเดียตั้งต้นคือการทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จนได้ไปอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับข้าวโพด ซึ่งตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยคอร์เนล บทความเล่าถึงคุณประโยชน์ของข้าวโพดต้มสุกที่ยังไม่รู้ทั่วในวงกว้าง แม้ว่าจะเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

“แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กินเพื่อรสชาติอร่อย เป็นอาหารทานเล่นทั่วไป ไม่ได้ทานในเชิงคุณประโยชน์แบบ Functional Benefits”

V Farm ประสบความสำเร็จในการผลิตสินค้าจากวัตถุดิบทางการเกษตร ได้ทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พร้อมรางวัลในมือมากมาย อาทิ 7-Eleven Innovation Awards และ 7-Eleven Thai SMEs Sustainability Awards จากซีพี ออลล์, Innovative House Awards ประเภทผู้ประกอบการดีเด่น จากสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และเมื่อปีที่ผ่านมาก็ได้รับรางวัลชนะเลิศในด้านเศรษฐกิจประเภทวิสาหกิจขนาดกลาง National Innovation Awards จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

พี-อนรรฆ โกษะโยธินเริ่มเข้ามารับช่วงต่อจากคุณพ่อในแผนกการตลาดเมื่อหลายปีก่อน และจะมารับหน้าที่เล่าเรื่องการเดินทางของแบรนด์นี้ให้เราฟัง

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

01

ธุรกิจข้าวโพดของ V Farm มีจุดเริ่มต้นอยู่ 2 เรื่อง คือผลิตภัณฑ์มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายและตลาดในเมืองไทยคนรู้จักข้าวโพดอยู่แล้ว ทำให้การสื่อสารการให้ความรู้นั้นง่ายกว่า

ตอนเริ่มต้นธุรกิจบริษัทยังไม่มีโรงงานผลิตของตัวเอง จึงต้องสร้างเครือข่ายกับโรงงานที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเกษตรกรที่ได้คุณภาพมาเป็นคู่ค้า 

ด้วยความที่สินค้ามี Low Shelf Life หรืออายุในการเก็บรักษาระยะสั้น โมเดลธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับการกระจายสินค้าเป็นที่สุด คำตอบคือการจำหน่ายใน 7-Eleven ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและทุกหัวเมือง แถมยังเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งพีบอกว่า

“หัวใจของสินค้าเราคือ Fresh from farm to you ถ้าไม่ใช้โมเดลนี้ เราไม่มีทางกระจายสินค้าทั่วประเทศได้ทุกวัน”

กระบวนการผลิตของข้าวโพด V Farm เริ่มตั้งแต่ช่วงตี 4 เกษตรกรจะออกไปไร่เพื่อตัดข้าวโพด ที่ต้องไปแต่เช้ามืดเพราะแดดกลางวันทำให้ผลผลิตเสียง่ายขึ้น พวกเขาใช้เวลาราว ๆ 8 ชั่วโมงในการเก็บเกี่ยว ก่อนจะนำมาเข้ากระบวนการทำความสะอาด ปอกเปลือก แบ่งตามสายผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง

นั่นแปลว่าภายใน 12 ชั่วโมง ผลผลิตจะอยู่ในแพ็กเกจพร้อมส่ง และกระจายไปยัง 7-Eleven นับหมื่นสาขา

เรียกได้ว่าต้องอาศัย Know-how ตั้งแต่การเพาะปลูก การถนอมอาหาร และการกระจายสินค้าที่จะตอบโจทย์ธุรกิจนี้

“ตั้งแต่ตัดออกมาจากต้น ผู้บริโภคสามารถกินได้เลยในวันเดียวกัน สินค้าของเราจึงสด ใหม่ อร่อย สินค้าที่ส่ง 7-Eleven จะผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนนม นมยูเอชทีในกล่องกับนมพาสเจอไรซ์ที่ต้องแช่ตู้เย็น เวลาดื่มจะรู้สึกว่ารสชาติแตกต่างกัน ของเราก็เป็นแบบนั้น”

ข้อดีของการพาสเจอไรซ์คือคงรสชาติดั้งเดิมไว้ได้มากที่สุด ขณะที่ข้อเสียคือ Shelf Life ต่ำกว่ามาก สินค้าส่วนใหญ่มีอายุแค่ 7 วัน บางอย่างโชคดีหน่อยก็ 12 วัน และจำเป็นต้องอยู่ในตู้เย็น 

“ข้อจำกัดคือเราไปขายที่อื่นไม่ได้ เช่น ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า เพราะสินค้าที่ห้างต้องมี Shelf Life นานหน่อย เพราะคนเดินห้างช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น Business Model สินค้านี้มันเหมาะกับ 7-Eleven ซึ่งพอจะไปขายที่อื่น เราก็ต้องพัฒนาสินค้าขึ้นมาใหม่”

การเป็นคู่ค้ากับร้านสะดวกซื้อเจ้าเดียวก็กลายเป็นอีกข้อจำกัดในด้านแบรนดิ้ง เพราะลูกค้าจำแบรนด์ไม่ได้ รู้จักแต่ ‘ข้าวโพดเซเว่น’

พีและทีมจึงผลัดกันสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมถึงรีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ พัฒนาเว็บไซต์ ปรับแพ็กเกจจิ้ง และเปลี่ยนจากที่เคยใช้ชื่อเฉพาะสำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น V Corn กับข้าวโพด และ V Farm กับฟาร์มโปรดักต์อื่น ๆ มาอยู่ภายใต้ร่มเดียวกันในชื่อ V Farm ทั้งหมด

02

ข้าวโพดไม่ใช่ของใหม่ในตลาดและหาซื้อได้ทั่วไป แต่ V Farm เล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่มีใครเคยตอบรับ

“มันเป็นจุด Unmet Needs เราพัฒนาจากข้าวโพดที่ซื้อได้ทั่วไป มาเป็นข้าวโพดสายพันธุ์พิเศษ เพื่อให้ผู้บริโภคได้กินข้าวโพดที่อร่อย สะอาดกว่า สดกว่า เราให้ความสำคัญกับกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การวิจัยข้าวโพดสายพันธุ์ต่าง ๆ และวิธีปลูก ไปจนถึงกระบวนการผลิตแบบพาสเจอไรซ์

“เรามอบความแน่นอนให้ผู้บริโภค ด้วยแหล่งที่มาคุณภาพ ผลผลิตได้มาตรฐาน ไม่ต้องลุ้นขนาดฝักว่าจะเล็กหรือใหญ่ ครั้งนี้จะเท่ากับที่ซื้อครั้งก่อนไหม หวานเหมือนกันทุกฝัก และมีขายตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกลัวว่าวันนี้แม่ค้าจะมาหรือไม่มา” พีหัวเราะ

“เราเลยไม่เคยเปรียบเทียบว่าของเราดีกว่า แต่มีจุดยืนอยากทำให้คนเห็นประโยชน์จากข้าวโพด มากกว่ากินแค่เพราะอร่อย และพยายามสื่อสารเรื่องข้อดีของมันมาตั้งแต่วันแรก”

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

03

โปรดักต์หลักของ V Farm คือข้าวโพดสายพันธุ์ Golden Sweet Corn ซึ่งวิจัยมาแล้วว่าปลูกได้ดี ได้ผลสม่ำเสมอ และเป็นสินค้ากินง่ายที่คนคุ้นเคยกันดี แต่หากลองดูรายการสินค้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินค้าของแบรนด์นี้ทั้งสนุกและตอบโจทย์ ขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อย

ปี 2014 ข้าวโพดหวานพร้อมทานแบบฝัก เมล็ดข้าวโพดคลุกเนยแบบถ้วย

ปี 2015 ข้าวโพดหวานแบบฟักตัด 3 ท่อน น้ำนมข้าวโพด

ปี 2016 เมล็ดข้าวโพดปิ้งน้ำกะทิแบบถ้วย

ปี 2017 เมล็ดข้าวโพดพร้อมทานแบบถ้วย

ปี 2018 ชุดรวมนึ่งหรือ Healthy Mix ประกอบด้วยข้าวโพด มันม่วง ฟักทอง นึ่ง

ปี 2019 ข้าวโพดข้าวเหนียวม่วงแบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล) ข้าวโพดฝักรสซอสต๊อด (ทำงานร่วมกับTODD Sauce) น้ำฟักทอง 

ปี 2020 ส้มตำข้าวโพดสูตรตำมั่ว (ทำงานร่วมกับTUMMOUR) น้ำนมข้าวโพดสูตรเพิ่มเนื้อ น้ำนมข้าวโพดสูตรน้ำตาลน้อยกว่า มันหวานญี่ปุ่นนึ่ง ลูกเดือยอบกรอบ

ปี 2021 อาหารพร้อมทานที่ทำจากพืชในซีรีส์ Plant-based Bites Classic Thai Taste แห้วนึ่งพร้อมทาน ข้าวโพดเทียนทิพย์แบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล)

พีเล่าให้ฟังว่า ขณะที่สินค้าบางอย่างคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง เช่น ชุดรวมนึ่งตั้งแต่ยุคที่คลีนฟู้ดยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เป็นของว่างที่อิ่มท้องและมีสารอาหารเพียงพอ หาซื้อง่าย กินได้เร็ว หรือน้ำนมข้าวโพดที่แต่ก่อนไม่มีเมล็ดข้าวโพด แต่จากการสอบถามพบว่าคนรุ่นใหม่ชอบกิน ก็เลยใส่เพิ่มเข้าไป เป็นต้น

สินค้าบางอย่างก็ตอบโจทย์ธุรกิจไปด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างสายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดทั้งหลายที่นอกจากถูกใจคนกิน ยังใช้ประโยชน์จากข้าวโพดได้ทุกส่วน ฝักที่ได้เกรดเอนำไปขายทั้งฝัก ส่วนฝักที่ขนาดไม่ได้มาตรฐานแทนที่จะเสียเปล่า ก็มาคิดต่อว่ามีวิธีไหนที่แก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ยังเสิร์ฟได้เหมือนเดิม ทั้งกินง่ายขึ้น เลยนำมาตัดเป็น 3 ท่อน รวมถึงน้ำนมข้าวโพดและข้าวโพดคลุกเนยที่เสิร์ฟในถ้วย เพื่อให้มีส่วนที่เหลือจากการผลิตให้น้อยที่สุด

เขาคิดไปถึงขั้นที่นำซังข้าวโพดที่เหลือทิ้งจากการรูดเมล็ดทำน้ำนม ต่อยอดเป็นถ่านฟืนออกมาขาย และวันหนึ่งถ้าเราเห็นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่ทอจากไหมข้าวโพดก็ไม่ต้องแปลกใจ

สินค้า Collaboration อย่างข้าวโพดกับซอสต๊อดและส้มตำข้าวโพดก็มีที่มาที่ไปน่าสนใจมาก ข้าวโพดกับซอสต๊อดเกิดจากที่แบรนด์มองหาความสดใหม่จากเทรนด์ชอบกินเผ็ด ออกมาเป็นข้าวโพดเสียบไม้คลุกซอสทานง่าย

ส่วนส้มตำข้าวโพดได้ร้านตำมั่วเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ พัฒนาซอสส้มตำในแพ็กเกจจิ้งเป็นถ้วย แยกวัตถุดิบเครื่องปรุงทุกอย่าง เขย่าให้เข้ากันและกินได้เลย

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ V Farm แบ่งออกเป็น3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สินค้าจากข้าวโพด สินค้าจากฟาร์มอย่างแห้ว มันหวานญี่ปุ่น มันม่วง หรือฟักฟอง และสินค้ากลุ่มอาหาร Plant-based พร้อมทานที่ทำจากพืช

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

Plant-based Food เกิดจากการที่บริษัทไปร่วมลงทุนในบริษัท Foodtech Startup เจ้าของผลิตภัณฑ์เนื้อที่ทำจากพืช More Meat และนำมาต่อยอดเป็นอาหารพร้อมทานที่ทำจากพืช V Farm Plant-based Bites รสชาติไทย ๆ เช่น ลาบทอด ต้มยำทอด และทอดมันข้าวโพดเนื้อปู โดยใช้โปรตีนจากพืชที่ทำจากถั่วเหลืองและเห็ดแครง ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืชที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และยังเป็นการไปส่งเสริมเกษตรกรที่ จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของ V Farm เพราะเป็นโปรดักต์ที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมยังสะดวก

“ตั้งแต่เปิดบริษัทมา เรายกให้ผู้บริโภคเป็นหลัก ยุคก่อนเวลาหากลุ่มเป้าหมาย ก็มักจะยึด Demographicต่าง ๆ เพศอะไร อายุเท่าไหร่ มีรายได้ต่อเดือนแค่ไหน ทาร์เก็ตของเราในวันนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นกลุ่มที่เราเรียกว่า Urban Healthy Lifestyle หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในหัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ อุบลฯ หรือภูเก็ต คนในหัวเมืองจะมีวิถีใกล้เคียงกัน คนทำงานใช้ชีวิตเร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง 

“สินค้าของเราไปทาง Mass อยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้ ทาร์เก็ตอีกกลุ่มอย่างคนที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในช่วงหลังมานี้ จนตอนนี้มีแบบที่เรียกว่า Flexitarian ซึ่งมาจาก Flexible กับ Vegetarian คนเหล่านี้จะยืดหยุ่นมากกว่า ทานผักมากกว่าเนื้อ ซึ่งนอกจากดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการผลิตเนื้อสัตว์ได้อีกด้วย

“เราไม่ได้บังคับให้ทุกคนเปลี่ยนมากินผัก แต่เราทำอะไรที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว ให้มันสะอาด ได้คุณประโยชน์ครบถ้วน ใครกินก็เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเขา”

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

04

สายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดยังขายอยู่ที่เดียวที่ 7-Eleven เพราะมีข้อจำกัดเครื่องการกระจายสินค้าเพื่อคงความสดใหม่ ส่วน Farm Product ที่พัฒนาให้เก็บรักษาได้นานขึ้น และ Plant-based Food ซึ่งมีอายุยืนกว่า เริ่มกระจายไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและบนร้านค้าออนไลน์ และส่งออกไปต่างประเทศเช่นอังกฤษและฮ่องกงในปีที่ผ่านมา

ข้าวโพดฝักตัด 3 ท่อนจำนวนหมื่นกว่าแพ็ก แห้วพร้อมทานจำนวนหมื่นกว่าแพ็ค และข้าวโพดถ้วยคลุกเนยจำนวนเกือบ 2 หมื่นแพ็ก ถูกกระจายไปทั่วประเทศในทุก ๆ วัน

ด้วยยอดการผลิตที่สูงและสม่ำเสมอในทุกวัน V Farm จึงต้องการคนร่วมอุดมการณ์ในการทำธุรกิจนี้ให้ยั่งยืน โดยบริษัทได้เข้าไปส่งเสริมครือข่ายเกษตรกรที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่วันแรกในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และขยายไปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและอีสานกว่า 1,000 ครัวเรือนต่อปี

“ถ้าเกษตรกรปลูกข้าว 10 ไร่ จะได้สูงสุด 2 รอบต่อปี และมีผลกำไร 80,000 บาท แต่ถ้าปลูกข้าวโพดจะได้ 2 – 3 รอบ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 210,000 บาทต่อปี

“เครือข่ายเกษตรกรทุกรายจะได้ทำข้อตกลง Contract Farming เราจะเข้าไปให้ความรู้ ให้ Know-how ในการปลูก เข้าไปช่วยพัฒนาให้ฟาร์มทันสมัยมากขึ้นเป็น Smart Farming เราใช้โดรนในการเพาะปลูกเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงมีการรับประกันราคาให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้ ส่งเสริมการจ้างงาน”

พียังบอกว่า ในเร็ว ๆ นี้ V Farm จะเริ่มทำฟาร์มทดลองของตัวเองที่โคราช เพื่อทดลองปลูกพืชสายพันธุ์ใหม่ ๆ แก้ปัญหาที่พบมาตลอด คือการันตีเรื่องจำนวนหรือคุณภาพของผลผลิตตามฤดูกาลไม่ได้ เพราะสินค้าตามฤดูกาลมีจำนวนไม่มาก พอปลูกได้ไม่มากแถมยังเป็นของใหม่ เกษตรกรก็ไม่กล้าเสี่ยง 

“เราเคยมีข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงวางขาย เราเคยมีข้าวโพดเทียนของอีสานด้วย แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะมันจัดการยาก”

ฟาร์มทดลองจะช่วยให้มีสินค้าใหม่ ๆ สนุก ๆ มากขึ้น เป็นต้นแบบให้เกษตรกรในเครือข่าย สร้างความมั่นใจ เพิ่มโอกาสในการทำเกษตรของเขา และมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นฟาร์มประจำแบรนด์ไปได้ด้วย ในทางกลับกัน อาจช่วยดึงดูดให้เกษตรกรรุ่นใหม่รับช่วงต่อฟาร์มครอบครัว แล้วพัฒนาให้เท่าทันเทคโนโลยีและสินค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

05

ในสมัยผู้เป็นพ่อตั้งใจสร้างแบรนด์อาหารที่ส่งผลดีต่อผู้บริโภค มายุคของลูกชาย เขามอง V Farm ไกลไปกว่านั้น

ไม่ใช่ธุรกิจอาหาร แต่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมว่าพอเราเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ก็ทำให้ภาพลักษณ์เห็นชัดกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า มากกว่าที่จะบอกว่า ฉันเป็นแบรนด์อาหาร ฉันเป็นแบรนด์เสื้อผ้า ถ้าสังเกตแบรนด์ใหญ่ ๆ ในปัจจุบันต่างขยับมาแตะเรื่องไลฟ์สไตล์หมดแล้ว ซึ่งจริง ๆ หัวใจสำคัญเราไม่เคยเปลี่ยน เราให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตคนมาตั้งแต่วันแรก โดยเริ่มจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”

ถ้าลองไล่ดูการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียของแบรนด์ จะเห็นเลยว่า V Farm พยายามสื่อสารเรื่องไลฟ์สไตล์มาโดยตลอด เช่น คอนเทนต์เกี่ยวกับเมนูใหม่ ๆ ที่ทำจากข้าวโพด หรือคำอธิบายถึงประโยชน์ของผลิตผลแต่ละชนิดที่มีต่อร่างกาย

แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของ V Farm เลยไม่ใช่แค่สินค้าที่สรรค์สร้างออกมา แต่คือเป้าหมาย คือชีวิต คือหัวใจของลูกค้า อนาคตของธุรกิจนี้จึงไร้ข้อจำกัด พวกเขาอาจจะร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้า ออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง หรือทำโปรเจกต์สนุก ๆ กับศิลปินสักคน

06

การขยายตัวของธุรกิจทำให้มีพนักงานเจเนอเรชันใหม่เข้ามาร่วมทีม เรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กรที่มีคนหลายรุ่น 

“เราต้องทำให้ทีมรักกัน ให้เขารู้สึกต่อกันเหมือนเป็นพี่น้อง ไม่ใช่คนนี้แก่ คนนี้เด็ก” พีเล่าพลางเปิดรูปกิจกรรมมากมายที่ยืนยันว่าในทีมมีคนทุกวัย ไม่ว่าจะเวิร์กชอป Team Building หรือทริปทั้งในและต่างประเทศ

กิจกรรมหนึ่งที่ฟังแล้วชอบมากคือV Farm Running Club แบ่งทีมวิ่งเก็บระยะทาง เมื่อถึงเวลาที่กำหนดจะเอาระยะทางมารวมกัน แล้วคำนวณเป็นระยะทางของสถานที่ที่บริษัทจะพาไปเที่ยว

แล้วปีนั้นได้ไปเที่ยวไหน – เราอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ 

เขาหัวเราะแล้วตอบว่า เกาหลีใต้

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

07

ครั้งก่อนที่คุยกันเร็ว ๆ พีบอกว่าอยากเห็น V Farm เติบโตไปเป็น Global Thai Brand ซึ่งหมายถึงแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพระดับโลก มาวันนี้เขาบอกว่านั่นไม่ใช่วิสัยทัศน์หลัก แต่จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้

“เราอยากให้แบรนด์อยู่ไปได้กับทุกยุคสมัย จะด้วยวิธีการผลิต วิธีการเลือกสรร หรือวิธีการแนะนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ท้ายที่สุดในแต่ละวัน ถ้าเป็น Global Thai Brand ได้จริง ๆ ก็คงเป็นผลพลอยได้ที่ดีมาก แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

เขาแอบเล่าให้ฟังถึงโปรดักต์ใหม่จากวิสัยทัศน์ที่เขาอยากให้ V Farm เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนก่อนสิ่งใด และจะนำไปขายที่งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX 2022  ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคมนี้

“ทีมงานวิจัยที่อเมริกาบอกว่า อีกไม่กี่ปีคนจะมองหาสินค้า Plant-based ที่มีกระบวนการผลิตและแปรรูปน้อยกว่า หรือที่เรียกว่า Low Processed Food และหันมาบริโภคสินค้าในรูปแบบ Whole Food มากขึ้น 

“ปีนี้ เราเลยจะออกสินค้า Plant-based ในรูปแบบใหม่ ที่ใช้พืชและผักในรูปแบบจากธรรมชาติจริง ๆ ทั้งหมด แต่ยังอร่อยและกินง่าย ตัวแรกคือ Buffalo Cauliflower Wings เหมือนปีกไก่ทอดคลุกซอส แต่เป็นดอกกะหล่ำทั้งหัวแทน อีกตัวคือ Mushroom Nuggets ที่ทำจากเห็ดออร์แกนิคทั้งชิ้น ซึ่งจะเป็น Plant-based Food เวอร์ชันใหม่ ที่ทานง่ายและจะช่วยให้คนหันมาทานพืชผักมากขึ้นมากขึ้น”

แม้มีโมเดลธุรกิจ แนวคิดตั้งต้น สินค้าที่ผลิตออกมา และรางวัลที่น่าภูมิใจกันทั้งบริษัทอย่าง SMEs Sustainability Awards อยู่เต็มสองมือ พียังพูดไม่ได้เต็มปากว่าธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จเรื่องความยั่งยืนร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่รับปากเอาไว้ว่าจะมีวันนั้น

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load