นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ The Cloud ต้องสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

แต่อาจเป็นครั้งแรกที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ต้องเดินทางกว่า 20 กิโลเมตร เข้ามาหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตในตัวเมืองเพื่อให้การพูดคุยเกิดขึ้น

“แอบตื่นเต้นนิดๆ นะคะ” 

เธอส่งข้อความโดยมีอิโมจิหน้ายิ้มลงท้าย เป็นเครื่องหมายว่าได้เวลาสนทนา เราจึงกดโทรหาสาวอาข่าที่อยู่ในร้านกาแฟที่เชียงรายทันที

ปลายสาย คือ มิวสิค-สุธาทิพย์ ทรัพย์เรือนชัย สาวอาข่าวัย 22 ผู้บอกเล่าวิถีชีวิตชาวดอยผ่าน TikTok ในชื่อ @abusulu17 และ YouTube อาบูซูลู สาวอาข่า จนกลายเป็นกระแสแพร่หลายในโลกโซเชียล และมียอดผู้ชมคลิปทะลุล้าน

พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์หลายคนเลือกย้ายถิ่นฐานมาทำงานในเมือง ตรงข้ามกับมิวสิคที่ตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด อย่างหมู่บ้านขุนสรวย ตำบลวาวี จังหวัดเชียงราย ทันทีที่เรียนจบ

แฟนคลับทุกคนต่างหลงรักตัวตนของเธอจากภาพการทำเกษตรอินทรีย์กับพ่อแม่ ความน่ารักในชุดท้องถิ่นอาข่า ทักษะการเย็บผ้า รวมถึงภาษาพื้นเมืองอันมีเอกลักษณ์

2 ปีที่ผ่านมา เธอเพิ่งมีแบรนด์กาแฟ Abusulu Coffee ซึ่งได้รับความนิยมพอสมควร

ก่อนคำถามแรกจะส่งตรงถึงเชียงราย เราขอให้มิวสิคอธิบายที่มาของคำว่า ‘อาบูซูลู’ ที่ต่อท้ายชื่อของเธอ

“อาบูซูลูเป็นชื่อภาษาอาข่าของมิวสิคค่ะ ‘อาบู’ แปลว่าเด็กผู้หญิง ‘ซูลู’ แปลว่าคนที่กระฉับกระเฉง ไม่อยู่กับที่ ตื่นเต้นตลอดเวลา”

ต่อจากนี้คือบทสนทนาระหว่าง The Cloud และสาวเหนือ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าจะทำให้ผู้อ่านทุกคนตื่นเต้น กระฉับกระเฉงสมชื่ออาข่าผู้น่ารักคนนี้

จบมหาลัยแล้วตัดสินใจกลับดอย

คุณเรียนจบปริญญาตรีด้านนิเทศศาสตร์ น่าจะสมัครงาน ใช้ชีวิตในเมืองได้สบาย ทำไมถึงเลือกกลับไปทำไร่บนดอย 

อันดับแรกเลย เราอยากอยู่ใกล้คุณพ่อคุณแม่ อยากอยู่กับครอบครัวและคนในชุมชน ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่สนิทกัน คนนี้เป็นน้องชายคุณพ่อ คนนั้นเป็นน้องฝั่งแม่ ทุกคนเป็นญาติกันหมด 

สองคือเราอยากกลับมาพัฒนาหมู่บ้าน ขุนสรวยเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยรู้จัก การเดินทางของที่นี่ลำบากมาก ถนนยังเป็นลูกรังอยู่เลย มิวเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้เรียนจบแล้ว ถนนก็ยังเหมือนเดิม ถ้าอนาคตถนนยังเป็นแบบนี้ ถ้าหมู่บ้านและชุมชนยังไม่ดีขึ้น ลูกหลานก็คงลำบาก

การพัฒนาหมู่บ้านดูเป็นสิ่งที่ยากมาก ทำไมคุณจึงคิดว่าตัวเองทำได้

ในยุคนี้จะหวังพึ่งแค่รัฐบาล รอแต่งบประมาณคงไม่ได้ มิวสิคเชื่อว่าถ้าคนในชุมชนร่วมด้วยช่วยกันก็น่าจะพอพัฒนาหมู่บ้านได้ในระดับหนึ่ง ที่นี่ไม่ค่อยมีคนรุ่นใหม่แบบมิวสิค เราถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่ยังเข้าถึงชุมชนได้ และในเมื่อเราอยากกลับมาอยู่บ้านอยู่แล้ว ก็คงเป็นโอกาสที่ดี 

เราได้ไปพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน ปรึกษาเขาว่าหมู่บ้านของเรามีจุดไหนที่ควรปรับปรุง หลายอย่างพวกเราช่วยกันได้ดีมากเลยนะคะ แต่บางอย่างก็คงต้องให้รัฐช่วยด้วยเหมือนกัน

หลายครอบครัวอยากให้ลูกหลานได้เรียนสูงๆ ทำงานในเมือง แต่คุณกลับทำตรงข้าม ครอบครัวคุณคิดยังไง

อืม มิวว่าแต่ละครอบครัวก็คงมีความคิดที่ต่างกัน คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้บังคับเราเรื่องเรียนหรือทำงานเลย เรารักแบบไหน เขาก็สนับสนุน แต่จริงๆ คุณพ่อก็แอบอยากให้กลับมาอยู่ที่บ้านนะคะ เรียนจบอยากให้กลับมาพัฒนาสวนเกษตรอินทรีย์และชุมชน คุณพ่อคุณแม่มีลูกสาวคนเดียวก็เลยเป็นห่วง ไม่อยากให้ไปไกล และมิวก็เป็นคนรักธรรมชาติอยู่แล้ว เลยเลือกจะกลับมาอยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ และชุมชมดีกว่า มีความสุขมากกว่า

สมัยเรียนคุณก็เป็นสาววัยรุ่นที่เข้ายิมออกกำลังกาย ไปเที่ยวตามคาเฟ่ อยู่ที่นี่ไม่คิดถึงเพื่อน คิดถึงชีวิตในเมืองเหรอ

คิดถึงนะคะ คิดถึงเชียงใหม่เพราะเราเรียนมหาลัยที่นั่น คิดถึงเพื่อนที่เรียนด้วยกันด้วย ปกติคิดถึงก็จะแวะไปเยี่ยมเพื่อนบ้าง ตอนนี้มีโควิด-19 เลยไม่ค่อยได้ไป แต่ก็ยังแชทคุยกัน ติดตามกันอยู่ตลอด

แต่เอาจริงๆ พอมาอยู่บนดอยก็เริ่มไม่อยากกลับลงไปอยู่ในเมืองแล้ว เรารักที่นี่ มีความสุขกับการอยู่กับธรรมชาติแบบนี้ทุกวัน คงชินกับที่นี่ไปแล้วมั้ง

ไม่เบื่อเหรอ หลายคนมองว่าอยู่บนดอยไม่มีอะไรให้ทำ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่มี

ใช่เลย (หัวเราะ) คนถามคำถามนี้บ่อยมาก อยู่บนดอยได้ไง ไม่เหงาเหรอ บนนั้นไม่มีอะไรเลย โลตัส บิ๊กซี เซเว่น ไม่มีสักอย่าง คงโชคดีที่เราเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวายอยู่แล้ว ก็เลยไม่เบื่อ และเอาจริงๆ ธรรมชาติก็มีอะไรที่สะดวกตั้งหลายอย่าง บางคนอาจจะไม่เคยอยู่กับธรรมชาติเลยคิดว่าคงอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าลองขึ้นมาสัมผัสอาจจะรู้สึกสะดวกก็ได้ ทุกอย่างเราปลูกเอง เก็บเอง กินเอง ปลอดภัยและสะดวกมากๆ อยากกินอะไรก็แค่ปลูก แต่ถ้าอยู่ในเมือง ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมดเลย ต้องซื้อทุกอย่าง แถมไม่รู้ด้วยว่าพืชผักปลอดภัยจริงหรือเปล่า 

ขับรถ 20 กิโลไปอัปโหลดคลิป

เห็นคุณในสื่อโซเชียลแล้วรู้สึกว่า สาวนิเทศคนนี้ทำเนื้อหาได้ดีพอสมควร ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่า คุณตั้งใจจะเล่าเรื่องอะไร

ไม่ว่าจะใน TikTok หรือ YouTube มิวสิคจะเล่าเรื่องราวที่เป็นตัวตนของเราเอง เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตบนดอย และในเมื่อเป็นชนเผ่าอาข่า เราก็อยากถ่ายทอดความเป็นอาข่าของเราให้คนดูได้เห็น ตั้งแต่วิถีชีวิต เอกลักษณ์ต่างๆ ลายปักผ้า ภาษา รวมถึงการทำเกษตร ซึ่งเป็นเกษตรอินทรีย์ ที่สำคัญ อยากให้ทุกคนรักษาสุขภาพ มิวอยากถ่ายทอดเรื่องสุขภาพด้วย

วิถีชีวิตบนดอยเกี่ยวกับสุขภาพยังไง

แต่ก่อนครอบครัวมิวสิคป่วยบ่อยค่ะ คุณแม่ก็ป่วย มิวสิคเองก็เข้าโรงพยาบาลบ่อยมาก หลังๆ มานี้จึงมองหาสาเหตุว่าทำไมถึงป่วย เริ่มรู้ว่ามันเกิดจากสารเคมีที่เราใช้นี่แหละ แต่ก่อนที่บ้านใช้เยอะมาก ต้องพ่นยาก่อนปลูกผลผลิตทุกชนิด คนปลูกมักจะตายก่อนคนบริโภคอีกนะ

พอรู้เหตุผลของการป่วย มิวก็ให้คุณพ่อคุณแม่เลิกใช้สารเคมีเลย เราหันมาดูแลสุขภาพ เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานผักผลไม้ที่ปลูกเอง เราไม่มีทางรู้ว่าที่อื่นเขาปลูกแบบไหน แต่เรารู้ว่าบ้านเราปลูกแบบอินทรีย์ เราก็ถ่ายทอดสิ่งนี้ลงในคลิปที่ทำ อยากบอกทุกคนว่าสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยนะ ดูแลดีๆ นะ 

คุณทำยังไงให้เรื่องแสนธรรมดาเหล่านี้น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป 

โห ยากจังเลยค่ะ

(เงียบไป 10 วินาที)

จะตอบยังไงดีข้อนี้ (หัวเราะ) คือมิวว่าการถ่ายทอดธรรมชาติภาคเหนือและตัวตนของเราอาจจะดูธรรมดา แต่มันคือความจริง เป็นตัวตนของเราจริงๆ คนน่าจะชอบสิ่งที่เป็นความจริงมั้งคะ 

สิ่งที่คนดูสนใจคงเป็นเสื้อผ้าด้วย ลายปักของชนเผ่าไม่ได้ใช้เครื่องเย็บ เราเย็บมือทั้งหมด สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาของเราที่อาจจะไม่ธรรมดาในสายตาคนดู การพูดและภาษาก็เหมือนกัน คนดูอาจจะรู้สึกว่าวัฒนธรรมเหล่านี้มีเสน่ห์

ช่วยเล่าเบื้องหลังการทำคลิปทั้งหลายให้ฟังหน่อย

ส่วนมากก่อนทำคลิปก็จะปรึกษากับคุณแม่ เพราะเขาเป็นตากล้องให้มิวสิคทุกคลิปเลย มิวจะถามก่อนว่าพรุ่งนี้เราไปทำคอนเทนต์แบบไหนดี อย่างช่วงที่มีเห็ด เราก็อยากทำคลิปให้คนที่ไม่เคยเห็นการเก็บเห็ดได้เห็น อยู่บนนี้มีอะไรให้ถ่ายเยอะมาก 

พอคุยกับคุณแม่เสร็จปุ๊บ วันรุ่งขึ้นก็ไปถ่าย อยากบอกว่าเบื้องหลังการถ่ายคลิปของมิวสิคไม่เคยมีสคริปต์เลย เห็นปุ๊บก็ถ่ายเลย ธรรมชาติมาก ไม่มีการบอกแม่ว่าต้องพูดแบบนี้นะ คือพูดกันปกติเหมือนตอนไม่มีกล้องถ่ายอยู่ ในชีวิตจริงมิวคุยกับคุณแม่แบบนี้อยู่แล้ว 

ตัดต่อเราก็ทำเองหมดเลย ทำในโทรศัพท์นี่แหละ 

แต่การอัปโหลดคลิปนี่ค่อนข้างลำบาก ที่หมู่บ้านไม่มีสัญญาณ เราต้องขับรถไปลงคลิปในเมือง ที่บ้านยังเป็นถนนลูกรัง ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนก็ต้องใช้รถยนต์อย่างเดียว หน้าร้อนพอจะขี่มอเตอร์ไซค์ได้ จากบ้านถึงถนนคอนกรีตประมาณสิบกิโลเมตร หลังจากนั้นก็จะสบายหน่อย ขับเข้าเมืองต่ออีกประมาณสิบกิโลเมตร และเราขายของด้วย ดังนั้น เลยจะนัดลูกค้าให้มารับสินค้าในวันที่ต้องลงคลิปพอดี ลำบากหน่อยแต่ก็ยอมค่ะ (หัวเราะ) 

พูดถึงถนนลูกรัง เห็นคุณกับแม่ถ่ายคลิปจนรถล้มด้วย

คนที่ดูคลิปของมิวสิคน่าจะรู้นะคะว่าถนนแถวนี้ไม่ดีจริงๆ วันที่ทำคลิปก็ไม่ได้ตั้งใจ คิดว่าทางที่ไปโอเคแล้วเลยให้แม่ซ้อนไปด้วย ตอนนั้นมิวกำลังจะจอดให้แม่ลง แต่กลายเป็นลื่นแล้วเบรกไม่อยู่ คุณแม่ยังไม่ปิดกล้องพอดี เลยได้เห็นสภาพตอนล้มแบบในคลิป (หัวเราะ) ถนนไม่ดีจริงๆ นะคะ ยิ่งหน้าฝนยิ่งลำบากเลย

ใส่ชุดชนเผ่าไม่อายเหรอ

เคยได้รับฟีดแบ็กอะไรจากผู้ติดตามบ้าง 

เท่าที่อ่านคอมเมนต์ก็ได้ผลตอบรับที่ดีนะคะ ทุกคนชอบ แถมหลายคนให้คำแนะนำดีมากๆ บางทีเราพูดเร็วเกินไป เขาก็จะคอยบอกให้พูดช้าลงหน่อย หรือหลายอย่างที่เราไม่รู้เรื่องการเกษตร คนดูก็ช่วยบอกเพิ่ม มิวสิคเพิ่งกลับมาอยู่บ้าน หลายอย่างก็ยังลองผิดลองถูกอยู่ ก็ดูจากยูทูบ ศึกษาจากแหล่งต่างๆ ดีมากเลยที่คนดูและแฟนคลับช่วยเสริมเรา มันช่วยให้เราแก้ไขงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ 

ถ้าเป็นไปได้ยังอยากให้คนดูได้ขึ้นมาสัมผัสกับธรรมชาติแบบนี้บ้าง หลายคนบอกในคอมเมนต์ว่าอยากมาเที่ยว มิวยินดีต้อนรับเลยนะ มาพักฟรีได้เลย แต่ขอเป็นหลังโควิด-19 แล้วกันค่ะ

พอได้เห็นคุณทำคลิป คนในหมู่บ้านว่ายังไงบ้าง

เขาก็ชอบ บอกว่าดีที่ยังรักและอนุรักษ์วัฒนธรรมของตัวเองอยู่ ช่วงแรกเขาสงสัยนะว่าทำไมกล้าใส่ชุดชนเผ่า ไม่อายเหรอ มิวสิคไม่อายนะคะ เรากล้าใส่ออกมาข้างนอกแบบปกติเลย เพราะในใจลึกๆ คือเรารัก อยากรักษาให้วัฒนธรรมอาข่าอยู่สวยงามแบบนี้ไปตลอด มันน่าเสียดายถ้าไม่มีใครอนุรักษ์แล้วลูกหลานไม่ได้เห็น 

ตอนนี้คุณมีชื่อเสียงพอสมควร มีหนุ่มๆ ทักมาจีบบ้างรึเปล่า 

(หัวเราะเขินๆ) ก็มีบ้างนะคะ แต่มิวสิคยังไม่พร้อมเลย ช่วงนี้อยากเรียนรู้การเกษตรและการทำธุรกิจมากกว่า ยังไม่สนใจเรื่องความรักสักเท่าไหร่ 

รู้สึกยังไงในวันที่คลิปคุณมีคนดูเกินล้านวิว

โห ตอนแรกตกใจเหมือนกันนะคะ ไม่เคยคิดเลย คลิปนั้นคือลงเล่นๆ พอลงแล้วก็ยังไม่รู้ว่ามีคนดูเยอะ เปิดดูไม่ได้ เพราะที่บ้านไม่มีสัญญาณ ต้องรอลงจากดอยถึงจะได้ดู บนนี้คือดูและตอบคอมเมนต์ไม่ได้เลย 

วันรุ่งขึ้นเรามาส่งของด้านล่าง ตกใจมาก ทำไมคนดูคลิปเราเยอะขนาดนี้ ดีใจ ฮึ้ย เขาชอบในความเป็นเรา คลิปนั้นใส่ชุดชนเผ่าด้วย จากที่รักมากๆ อยู่แล้ว เราก็ยิ่งรักความเป็นอาข่ามากขึ้นไปอีก วัฒนธรรมของเราสวยงามจริงๆ คนดูก็อาจจะชอบวัฒนธรรมของเราด้วยเหมือนกัน

นอน 5 ทุ่ม ตื่นตี 5

เล่าชีวิตประจำวันของคุณให้ฟังหน่อย

อยู่บนดอยแทบจะไม่มีวันหยุด มีอะไรให้ทำทุกวันเลย เริ่มจากตื่นนอนประมาณตีห้าครึ่งมาออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง เราขอคุณแม่ออกวันเว้นวัน เล่นเวท สควอช ไม่ก็วิ่ง สลับกันไป ระหว่างนั้นคุณพ่อจะไปให้อาหารหมู รอกินข้าวเช้า

หลังออกกำลังกาย มิวกับคุณแม่ก็จะให้อาหารปลา ก่อนจะทำอาหาร แล้วก็ทานข้าวกัน

ตอนกลางวันจะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง ช่วงที่ปลูกข้าวนา เราก็ต้องรีบไปไถนา หว่านกล้าข้าว ปลูกข้าวดอย ปลูกพืชผลไม้ ยิ่งหน้าฝนแบบนี้ก็ต้องเตรียมปลูกอะโวคาโด ปลูกกาแฟและชาทดแทนต้นที่ตายแล้ว มีอะไรให้ทำทุกวันจริงๆ นะ (หัวเราะ) แต่จะให้วันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อนหนึ่งวัน เพราะครอบครัวมิวสิคนับถือศาสนาคริสต์ 

แล้วก็อันนี้อยากเล่าเป็นพิเศษ คือบางวันมิวจะแบ่งเวลาไปสอนเด็กรุ่นใหม่เย็บผ้าด้วย เป็นกิจกรรมเล็กๆ ให้เขาฝึกเย็บผ้าแล้วเอาไปขาย เงินที่ได้ก็เอาไปซื้อขนมกิน เด็กๆ ก็มีความสุข

เด็กยุคนี้ส่วนมากจะติดโซเชียล เล่นแต่โทรศัพท์ เราอยากแก้ปัญหาตรงนี้ คือเล่นได้นะ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเอง ต้องแบ่งเวลามาทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกันบ้าง แต่เด็กๆ ที่บ้านก็ดีอย่างหนึ่งคือเขาฟังเรา เราเตือนแล้วเขาเชื่อ 

ตื่นเช้า แถมยังทำงานเยอะขนาดนี้ คุณมีเวลาพักบ้างมั้ยเนี่ย

(หัวเราะ) ในหนึ่งวัน มิวสิคทำอะไรเยอะจริงๆ ค่ะ เป็นแบบนี้ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เพื่อนชอบถามว่ามิวสิคเคยพักผ่อนบ้างมั้ย ได้นอนบ้างรึเปล่า ก็พักผ่อนนะคะ อยู่ที่นี่เราเข้านอนก่อนห้าทุ่ม พักผ่อนเตรียมทำงานต่อในวันรุ่งขึ้น ถ้าวันไหนต้องตัดคลิป ก็อาจจะนอนช้ากว่านั้นนิดหน่อย แต่ไม่ได้หักโหมนะ เหนื่อยก็พัก

แสดงว่าช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ คุณก็จะไม่ได้ช่วยงานที่บ้าน

ใช่ค่ะ แต่มิวจะกลับหมู่บ้านทุกวันศุกร์ นั่งรถจากเชียงใหม่มาช่วยคุณพ่อคุณแม่ ไม่รู้ว่าทำไม แต่มิวสิคไม่ชอบอยู่ในเมือง เสาร์อาทิตย์ก็อยากกลับมาหาธรรมชาติแล้ว

เล่าเรื่องกาแฟแบรนด์อาบูซูลูของคุณให้ฟังหน่อย

คุณพ่อคุณแม่ปลูกกาแฟมานานแล้ว แต่เราไม่เคยคิดจะทำแบรนด์เลย ไม่มีแผนจะขายด้วย เพราะเรากินกาแฟไม่เป็น แต่ประมาณสองปีที่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งมิวไปร้านกาแฟ แล้วรู้สึกชอบกลิ่นกาแฟมาก จากที่วันนั้นรู้สึกเศร้าๆ ซึมๆ พอได้กลิ่นกาแฟเท่านั้นแหละ เฮ้ย ทำไมรู้สึกดีจัง 

หลังจากวันนั้นเราก็ลองหัดกินกาแฟ ครั้งแรกก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ อ้วกแตก ทั้งขม ทั้งใจสั่น แต่พอเริ่มจิบ เริ่มชิมมาเรื่อยๆ กลายเป็นหลงรักกาแฟตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ แล้วจู่ๆ ก็คิดถึงกาแฟที่คุณพ่อคุณแม่ปลูกไว้ เฮ้ย กาแฟบ้านเราก็มีหนิ ทำไมไม่ลองทำเป็นแบรนด์ของตัวเองล่ะ ก็เลยเอาคำว่า ‘อาบูซูลู’ ที่เป็นชื่ออาข่าของเรามาเป็นชื่อแบรนด์ กลายเป็น Abusulu Coffee อย่างทุกวันนี้

ยิ่งเห็นสิ่งที่ปลูกเติบโต ยิ่งมีความสุข

ความสุขและความทุกข์ของการเป็นชาวไร่บนดอยคืออะไร 

ความสุขคือการได้ผลผลิตที่ดี ออกมาสวยอย่างที่เราตั้งใจปลูก แค่นี้ก็มีความสุขมากๆ แล้ว ความทุกข์นี่ ส่วนน้อย สำหรับชาวไร่บนดอย มิวคิดว่าความทุกข์คือการขายผลผลิตไม่ได้ ไม่รู้จักตลาด ไม่รู้จะไปขายที่ไหน 

แต่ถ้าเป็นความทุกข์ที่มาจากการทำงาน มิวถามคุณพ่อคุณแม่ทุกวันเลยว่าเหนื่อยมั้ยกับการทำเกษตร เขาบอกไม่เหนื่อย ทั้งสองคนไม่ได้เรียนหนังสือ ทำแต่เกษตรมาตั้งแต่เด็ก คงเพราะความเคยชินด้วยมั้ง เหนื่อยแบบเหนื่อยมากๆ ทั้งสองคนก็เลยไม่มี อาจจะเหนื่อยตอนทำงานบ้างนิดหน่อย แต่พักแล้วก็หาย คุณพ่อชอบพูดว่า ‘ยิ่งเห็นสิ่งที่เราปลูกเติบโต ยิ่งมีความสุข’ 

ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณคืออะไร

  ณ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมิวก็คงเป็นครอบครัว ตั้งแต่เรียนจบกลับมา มิวได้อยู่ร่วมกับครอบครัวและคนในหมู่บ้าน จากที่ผูกพันกันอยู่แล้วก็ยิ่งผูกพันขึ้นไปอีก ทุกเช้าตื่นมาก็เห็นหน้าคุณพ่อคุณแม่แล้ว การได้เห็นทั้งคู่และญาติพี่น้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงคือสิ่งสำคัญที่สุด และทำให้มิวมีความสุขที่สุด

สถานการณ์โควิด-19 ที่หมู่บ้านเป็นยังไงบ้าง

เท่าที่มิวอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ตำบลวาวีค่อนข้างเคร่งเรื่องมาตรการโควิด-19 อยู่แล้ว คนข้างนอกเข้าไม่ได้เลย คนในจะออกก็ต้องแจ้งก่อน ทุกคนให้ความร่วมมือมากๆ เราก็เลยยังทำสวนทำไร่กันได้ปกติ ยอดขายลดลงบ้าง แต่ลูกค้าไม่ถึงกับหายไปเลย ยังขายได้อยู่ 

โดยรวมคนบนดอยยังใช้ชีวิตปกตินะ 

กือรังฮือมา

กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์รุ่นใหม่หลายคนอายกับการเป็นตัวเอง อยากใช้ชีวิตแบบคนในเมืองมากกว่า แต่คุณดูไม่ใช่แบบนั้นเลย

ตอนเด็กก็เคยมีเพื่อนล้อว่าพูดไม่ชัดนะ (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้อายอะไร มันคือตัวเรา พูดไม่ชัดก็ยังดีกว่าพูดไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ที่สำคัญ คนเราฝึกและเรียนรู้ได้นะคะ เมื่อก่อนมิวพูดไม่ชัด แต่ด้วยความที่เราชอบร้องเพลง เลยฝึกพูดจากการร้องเพลงมาเรื่อยๆ สุดท้ายก็พูดภาษาไทยชัดขึ้นในระดับหนึ่ง บางคำอาจจะยังไม่ชัดอยู่ แต่ไม่อายนะคะ เพราะว่าเราเป็นอาข่า เราเป็นเรา

แต่มิวเข้าใจนะ ทุกคนมีมุมมองที่ต่างกัน แต่สำหรับเรา เรารักความเป็นอาข่ามากจริงๆ 

คุณคิดยังไงเวลาสื่อต่างๆ สร้างภาพให้กลุ่มชาติพันธุ์ดูเป็นตัวตลก บ้างก็ล้อเลียนอัตลักษณ์ชนเผ่า 

คนทำคงไม่เคยมาสัมผัสกับชนเผ่าอย่างลึกซึ้ง ไม่เคยพูดคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์แบบใกล้ชิดมากพอ เขาคงไปรับข้อมูลจากไหนไม่รู้ก็เลยทำสื่อแบบนั้นออกมา จริงๆ แล้วคนที่จะทำหนังหรือสื่อเรื่องนี้ ควรจะมาสัมผัสพูดคุยกับคนชาติพันธุ์โดยตรง เขาจะได้รู้ว่า อ๋อ อาข่า วัฒนธรรมหรือการแต่งกายเป็นแบบนี้นะ ภาษาเป็นแบบนี้นะ ที่ผ่านมาเหมือนเขาสื่อสารออกไปโดยที่ยังไม่ทำความเข้าใจมากพอ

ชาวอาข่าต่างจากพี่น้องชาติพันธุ์อื่นๆ ยังไง 

จริงๆ ทุกชนเผ่าก็มีที่โดดเด่นแตกต่างกันนะคะ วัฒนธรรมของอาข่าที่ไม่เหมือนชาติพันธุ์อื่นน่าจะเป็นการแต่งกายเนี่ยแหละ เราพิเศษด้านการเย็บปักถักร้อย ลายปักของเรามีแบบที่เรียกว่า อาแย อาล่อ หรือ อาขื่อแซพู้ ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ภาษาและการพูดก็ต่าง แล้วเราจะทักทายกันโดยการจับมือค่ะ ตอนเจอกัน อาข่าจะเชกแฮนด์คล้ายๆ ฝรั่งเลย 

อะไรคือความเป็นอาข่าที่คุณรักที่สุด

รัก… โอ้โห รักทุกอย่างเลย ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี ลายปักผ้า รักทุกอย่างที่เป็นอาข่าเลยค่ะ 

คุณอยากสอนภาษาอาข่าคำไหนให้คนอ่าน

คงเป็นคำว่า ‘อูดูทามา’ เป็นคำทักทายเหมือนๆ คำว่า ‘สวัสดี’ คือคนเราเจอกันครั้งแรกก็ต้องทักทายก่อน มิวก็เลยอยากสอนคำทักทายภาษาอาข่า ก็พูดว่า ‘อูดูทามา’ พร้อมจับมือทักทายนั่นแหละค่ะ

อีกคำที่อยากสอนคือ ‘กือรังฮือมา’ ที่แปลว่า ขอบคุณ

คำถามสุดท้าย คุณมีชื่ออาบูซูลูที่แม่ตั้งให้อยู่แล้ว แล้วชื่อมิวสิคมาจากไหนเหรอ

อ๋อ จริงๆ ชื่อเล่นภาษาไทยแต่ก่อนชื่อทิพย์ค่ะ ชื่อจริงคือสุธาทิพย์ คนก็เลยเรียกเราสั้นๆ ว่า น้องทิพย์ๆ แต่ตอนเรียน ม.ปลาย มิวเป็นนักร้องประจำโรงเรียน เพื่อนก็เลยตั้งให้ใหม่ว่ามิวสิค เหมือนมาพร้อมเสียงเพลง เขาบอกว่าดูเข้ากันดี

แบบนี้พอเพื่อนตั้งชื่อให้ ก็ต้องบอกเพื่อนว่า ‘กือรังฮือมา’ ถูกมั้ย

ใช่ แต่จริงๆ เพื่อน ม.ปลาย ไม่ใช่ชาวอาข่า พูดว่า ‘ขอบคุณ’ เฉยๆ ก็พอแล้วค่ะ (หัวเราะ)

ภาพ : มิวสิค อาบูซูลู

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

28 กันยายน พ.ศ. 2539 คือวันเกิดของ ซันนี่-เกวลิน บุญศรัทธา เด็กสาวชาวสมุทรสาคร ลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ผู้มีความฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่จำความได้

วันนี้ เธอกลายเป็นศิลปินที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ ถึงขั้นมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียอย่างเวยป๋อ (Weibo) มากกว่า 22 ล้านคน

ในวาระที่ศิลปินมากความสามารถคนนี้กำลังจะย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 25 The Cloud ต่อสายออนไลน์หา ซันนี่ หยาง หรือ Yang Yunqing เพื่อสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตและการทำตามฝันของเธอ

ก่อนหน้านี้ ซันนี่ในวัยเพียง 14 เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันร้องเพลงภาษาจีนที่มณฑลฝูเจี้ยน

1 ปีถัดมา เธอบินลัดฟ้าไปอยู่ไต้หวันเพื่อลองทำตามฝันที่จะเป็นศิลปิน

ซันนี่ได้เดบิวต์ในฐานะสมาชิกของวงเกิร์ลกรุ๊ป A’N’D (Angel ‘N’ Devil) ตอนอายุ 18 พ่วงด้วยผลงานการแสดงซีรีส์อีก 2 เรื่อง

แต่เมื่อพบว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่วาดฝัน เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขัน Produce 101 China เรียลลิตี้ชื่อดังที่จะเฟ้นหา 11 ศิลปินจากผู้เข้าแข่งขันในรายการทั้งสิ้น 101 คน

ด้วยลุคสาวเท่ที่ใครเห็นเป็นต้องเทใจให้และความสามารถอันหลากหลาย ทั้งร้อง เต้น และเอ็นเตอร์เทนผู้ชม ทำให้ซันนี่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดเป็นอันดับที่ 8 จนได้เดบิวต์ในวง Rocket Girls 101 พร้อมเปิดตัวอัลบั้ม Collide ที่มียอดขายกว่า 2 ล้านชุด ตีเป็นเงินไทยกว่าร้อยล้านบาท

 เมื่อปีที่ผ่านมา หลังหมดสัญญากับ Rocket Girls 101 ซันนี่ได้รับการทาบทามจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China จนได้ออกอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกในชื่อ How’s the Weather Today? ซึ่งทำสถิติยอดขายเป็นอันดับ 8 ของประเทศจีนในปีนั้น

รู้จักประวัติของเธอกันพอสมควรแล้ว ถึงเวลาพานักอ่านทุกท่านร่วมเดินทางไปกับไอดอลสาวหล่อ ตั้งแต่วันแรกในเส้นทางดนตรี สู่วันนี้ที่เป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

และแล้ว บทสนทนาทางไกล ไทย-จีน จึงเริ่มต้นขึ้น…

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ไม่ว่าต้องอยู่ที่ไหน แค่ได้ทำในสิ่งที่รักก็โอเคแล้ว

เด็กไทยหลายคนอยากเป็นศิลปินไทยและโด่งดังในประเทศ มากกว่าเสี่ยงไปไต่เต้าในต่างแดนที่ประสบความสำเร็จได้ยากกว่า แต่คุณดูไม่ใช่แบบนั้น ความตั้งใจของคุณคืออะไร

หนูแค่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรักและประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองชอบ หนูเป็นคนชอบร้องเพลง ชอบขึ้นเวทีอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก แต่ที่ไทย หนูไม่มีโอกาส เคยไปสมัครรายการ เดอะสตาร์ (เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว) กับ เอเอฟ (ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย) ก็ไม่ได้เข้าแข่งขัน พอดีช่วงนั้นมีคนชักชวนให้ไปเป็นศิลปินที่ไต้หวัน หนูก็เลยบอกกับตัวเองว่า ในเมื่อโอกาสมาแล้ว ก็ต้องลองทำดู ไม่ได้คิดว่าจะเป็นต่างประเทศหรือที่ไหน คิดแค่ว่าถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักก็โอเคแล้ว

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำไมถึงชอบการร้องเพลงมากขนาดนั้น

เอาจริงๆ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันนะ (หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่มั้งคะ คุณแม่ชอบร้อง คุณพ่อชอบฟัง หนูฟัง พี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) มาตั้งแต่เด็ก เวลาที่โรงเรียนจัดกีฬาสีหรืองานวันพ่อ วันแม่ ที่มีการแสดง หนูจะออกตัวคนแรกตลอดเลยว่าอยากไปร้องเพลงนะ อยากไปเต้นนะ คงซึมซับความชอบนี้มาจากคุณพ่อคุณแม่นั่นแหละ โตมาก็เลยอยากเป็นนักร้อง 

แล้วทำไมไปอยู่จีนได้ล่ะ

เริ่มต้นจากหนูได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งร้องเพลงภาษาจีนที่ฝูเจี้ยน มีโอกาสได้รู้จักผู้จัดการศิลปินชาวไต้หวันคนหนึ่ง เขาชักชวนให้ไปร่วมงานกับเขาที่ไต้หวัน ตอนนั้นหนูอายุประมาณสิบสี่ สิบห้า ก็ตัดสินใจไป อยู่ที่นั่นก็เรียนด้วย พยายามเป็นศิลปินด้วย ก่อนจะย้ายมาอยู่จีนแผ่นดินใหญ่ในภายหลัง

ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะเห็นด้วยกับแนวทางที่คุณเลือก คุณและครอบครัวคิดยังไง

หนูคิดแค่ว่า ในเมื่อมีโอกาสและอายุเรายังน้อย ก็อยากลองไปเสี่ยงดูสักครั้ง ถ้าเผื่อเรามีชื่อเสียงขึ้นมา ก็คงคุ้มค่ามากๆ โชคดีด้วยที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนประเภทที่ถ้าลูกชอบอะไรก็ให้ไปลองได้ แต่ช่วงแรกที่หนูตกลงจะมาทำตามฝันที่เมืองจีน คุณพ่อก็ไม่ค่อยกล้าให้มาเหมือนกัน ทั้งที่คุณพ่อคุณแม่รู้ดีว่าเราชอบร้องเพลง แต่การเข้าวงการไม่ได้ทำกันง่ายๆ แถมวงการนี้ก็มีสิ่งที่น่ากลัวอยู่เยอะ

แต่สุดท้าย คุณพ่อบอกว่า ถ้าชอบก็ลองไปดู ถ้าไม่ประสบความสำเร็จให้รีบกลับมาเรียนต่อ จะได้หางานทำ ทั้งสองคนคงเป็นห่วงเรานั่นแหละ ช่วงที่ไปแรกๆ คุณแม่ก็เลยมาอยู่กับเราตลอด แต่คงเพราะคิดถึงคุณพ่อเกินไป ประมาณปีครึ่งเกือบสองปี คุณแม่เลยบินกลับ (หัวเราะ)

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กผู้หญิงอายุ 15 กล้าออกจากบ้านและย้ายไปอยู่ต่างประเทศในวันนั้น

ส่วนหนึ่งที่หนูไม่กลัวเพราะว่ามีคุณแม่อยู่เป็นเพื่อน แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือหนูเป็นคนชอบความท้าทายอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็ก ถ้ามีโอกาสได้ทำอะไรก็อยากลองทำไปหมด ไม่กลัวสิ่งแวดล้อม ไม่กลัวผู้คน และเอาจริงๆ ตอนไปอยู่ไต้หวัน หนูแทบพูดภาษาจีนไม่ได้เลย ช่วงแรกงูๆ ปลาๆ มาก ได้แต่พยายามบอกตัวเองว่า อยู่ไปสักสามสี่เดือนหรือครึ่งปีก็น่าจะเก่งขึ้น ก็ค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ได้กลัว ตอนเด็กหนูมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนเก่ง (หัวเราะ) คิดแบบนั้นจริงๆ นะ หนูเชื่อตลอดว่า ไม่ว่าอะไรเราก็ต้องทำได้ เดี๋ยวเราก็คงประสบความสำเร็จจนได้ เลยแทบไม่กลัวอะไรเลย

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

กดดัน แต่มีความสุข

ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่ประเทศจีนคืออะไร

หนูไม่เคยเป็นศิลปินฝึกหัดนะคะ ที่จีนส่วนมากไม่เหมือนเกาหลีที่ต้องมีการฝึกหัดสองสามปีถึงจะได้เดบิวต์เป็นบอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ป ความท้าทายครั้งใหญ่ก็เลยไม่ใช่การฝึก แต่เป็นการหางาน หนูพยายามอย่างหนักที่จะเข้ามาในวงการนี้ ตอนมาถึงไต้หวันแรกๆ ไม่ได้มีงานมากมายอะไร ผู้จัดการไม่ได้ให้งานเราเพิ่ม ไม่ได้ให้คำแนะนำว่าควรทำอย่างไรในวงการนี้ หนูแอบคิดเหมือนกันว่าเขาหลอกเรามารึเปล่า (หัวเราะ) 

สุดท้ายหนูจึงยกเลิกสัญญา แล้วก็พยายามมองหาบริษัทหรือรายการร้องเพลงดีๆ ที่จะทำให้เราได้อยู่ที่นั่นต่อ หนูหาโอกาสครั้งใหม่อยู่สองปีกว่า ถึงจะได้เจอบริษัทที่ชื่นชอบและเชื่อมั่นในตัวเราจริงๆ เขาให้โอกาสเราเล่นละคร ก็ได้เล่นไปสองเรื่อง

พูดง่ายๆ ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่นี่คือ หนึ่ง งานไม่ได้หากันง่ายๆ และสอง เราไม่ได้รับการฝึกสอน เราต้องฝึกเอง ซ้อมเอง เรียนรู้เอง และหาโอกาสเองเยอะมากๆ

ดูเป็นเส้นทางที่กดดันเหมือนกันนะ

ถามว่ากดดันมั้ย (หัวเราะ) ก็กดดัน แต่มีความสุขนะคะ เป็นสิบเอ็ดปีในวงการที่หนูได้เรียนรู้เยอะมาก ทั้งเรื่องงานและการอยู่รอดในสังคม หนูว่าเป็นบทเรียนที่ดีเหมือนกัน ทำให้ทุกวันของเราดีขึ้น เก่งขึ้นเรื่อยๆ

มีช่วงเวลาที่คุณบอกตัวเองว่า ‘อยากยอมแพ้’ บ้างไหม

มีความคิดนี้อยู่ตลอดเลยค่ะ เราเป็นคนที่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จมาตลอดตั้งแต่เด็ก พอไม่สำเร็จ เราก็เสียใจ อยู่ในวงการนี้ถามตัวเองตลอดว่า เราไม่เหมาะกับที่นี่หรือเปล่า เราทำไม่ได้หรือเปล่า มีหลายครั้งที่อยากยอมแพ้ ไม่อยากทำแล้ว พอแล้ว 

ตั้งแต่เพิ่งถึงไต้หวันใหม่ๆ มาอยู่เมืองจีน จนวันนี้ก็ยังคิดแบบนี้อยู่ตลอด เป็นความคิดชั่ววูบที่ทำให้เราสงสัยในตัวเอง แต่เราก็ไม่เคยละทิ้งความพยายามนะ ไม่เคยยอมแพ้เลย 

คุณก้าวผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ยังไง

ช่วงที่ยังไม่มีชื่อเสียง ถ้ารู้สึกท้อ สิ่งที่ทำให้เรากลับมาสู้ คือ ความรู้สึกกลัวการเสียหน้า (หัวเราะ)

หนูกลัวเสียหน้าเพราะญาติพี่น้องทุกคนรู้ว่าเราเข้าวงการ เพื่อนของคุณพ่อคุณแม่จะพูดตลอดว่าลูกยังเล็ก ทำไมถึงให้เข้าวงการ ทำไมไม่ให้เรียนหนังสือก่อน พอได้ยินแบบนั้น หนูก็คอยบอกตัวเองตลอดว่า ในเมื่อเราเลือกทิ้งการเรียนไปเยอะมากแล้ว ถ้ายอมแพ้ เราจะกลับไปทำอะไร ไม่ได้ๆ เราไม่อยากเสียหน้า และที่สำคัญ ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เสียหน้าด้วย

อีกอย่าง ก่อนมาหนูคุยกับเพื่อนไว้เยอะด้วยว่า ฉันจะไปเป็นดาราที่ไต้หวันแล้วนะ เดี๋ยวฉันจะดังแล้ว พอพูดไปก็ยิ่งไม่อยากเสียหน้าค่ะ เลยสู้สุดใจ พยายามแล้วพยายามอีก (หัวเราะ)

ส่วนถ้ารู้สึกเหนื่อยหรืออยากยอมแพ้ในช่วงนี้ที่มีชื่อเสียงแล้ว ก็จะมีหน้าคุณพ่อคุณแม่เข้ามาในความคิดตลอด หนูจะบอกตัวเองเสมอว่า ถ้าเราทำให้ดีกว่านี้ หาเงินให้ตัวเองได้เยอะๆ คุณพ่อคุณแม่ก็จะภูมิใจ ไม่ต้องเหนื่อย ทั้งยังมีชีวิตที่ดีขึ้น

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำเต็มที่ให้เขามั่นใจว่าเลือกไม่ผิดคน

ค.ศ. 2018 ที่เข้าประกวดรายการ Produce 101 China คุณดูแฮปปี้มากเลยนะ

มีหลายความรู้สึกค่ะ ช่วงที่ประทับใจที่สุดคือตอนได้อยู่ในรายการ ความรู้สึกแรกที่ได้ใส่ชุดสีเขียว ผมสีทองนั้นดีมากจริงๆ ทุกครั้งที่เราออกมาจะมีคนชื่นชอบเราเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ในรายการ ทีมงาน หรือคนดูก็ชื่นชอบเราและผลงานของเรา มีคนบอกว่าดวงตาของเรามีแสง เป็นประกาย ตอนนั้นก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราเท่จัง (หัวเราะ) 

รู้ได้ยังไงว่ามีคนชื่นชอบเยอะ

แหม หนูมีโทรศัพท์ค่ะ (หัวเราะ) คือเพื่อนที่แข่งขันทุกคนก็มีโทรศัพท์นั่นแหละ เพียงแต่ว่าจะซ่อนกันตรงไหน ของหนู หนูซ่อนไว้ในห้องน้ำ ก็ได้เช็กกระแสของตัวเองบ้าง โดยเฉพาะช่วงแรก ดีใจมาก แค่แป๊บเดียว แฟนคลับเราก็พุ่งปู๊ดพุ่งปี๊ด

เรื่องเล่าของคุณที่หลายคนประทับใจในรายการนี้ คือการที่ครั้งหนึ่งคุณได้เป็นแฟนคลับผู้โชคดี ถูกเลือกให้ขึ้นเวทีของศิลปินวง EXO แล้วภายหลังอดีตสมาชิกในวงมาเป็นกรรมการในรายการที่คุณเป็นผู้เข้าประกวด ถามจริงๆ คุณรู้สึกยังไง

ก็คงเหมือนติ่งเกาหลีหลายคน หนูเองก็ชอบ EXO มาตั้งแต่เด็ก ชอบมาตลอด ตอนย้ายมาอยู่ไต้หวันมีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตของ EXO วันนั้นหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงถูกเรียกขึ้นไปบนเวที เรานั่งดูคอนเสิร์ตอยู่ดีๆ กำลังชื่นชมศิลปิน โห หล่อจัง ร้องดีจัง เต้นเก่งจัง อยู่ๆ ก็มีทีมงานมาบอกให้ขึ้นไป หนูงงมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นลัคกี้แฟน หนูว่าอาจจะเป็นพรหมลิขิต (หัวเราะ)

ตอนประกวด Produce 101 China หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอดีตสมาชิกจาก EXO อย่าง จื่อเทา อยู่ในรายการด้วย ตอนได้รู้ก็ตกใจ ก็เลยเล่าให้ทีมงานฟัง ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องนี้จะถูกเอามาเล่าในรายการด้วย

การเป็นผู้โชคดีได้ขึ้นเวทีของ EXO ในวันนั้นสำคัญกับคุณยังไง

ถึงหนูจะชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก แต่ ณ ตอนนั้นก็ไม่เคยฝันว่าตัวเองจะมีคอนเสิร์ตที่มีคนดูหลักหมื่นได้ การได้ขึ้นไปบนเวทีวันนั้น แม้เราจะชอบพี่ๆ EXO มาก แต่ตอนอยู่ด้านบน เราแทบไม่ได้มองพวกเขาเลย ส่วนหนึ่งคือไม่กล้ามองเพราะกลัวแฟนคลับว่าเรา แต่อีกส่วนเป็นเพราะตอนอยู่บนนั้น เราได้เห็นผู้ชม ป้ายไฟ และเสียงกรี๊ด ทุกคนส่งเสียงเชียร์ให้กับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ ตอนนั้นหนูคิดกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเป็นเราที่ร้องเพลงอยู่บนเวที แล้วมีคนดูมากมาย ชูป้ายไฟ ส่งเสียงเชียร์ และร้องเพลงตามเราได้ ก็คงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ในชีวิต ถ้าทำได้และได้ทำก็คงเท่มากจริงๆ

ล่าสุดคุณได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China ด้วย

ค่ะ ปลื้มใจมากๆ หนูเข้ามาในวงการนี้ ความฝันก็คืออยากเป็นนักร้อง มีเพลง อัลบั้ม และคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง Universal Music Greater China ทำความฝันของหนูสำเร็จมาสองสามอย่างแล้ว เหลือแค่เปิดคอนเสิร์ตใหญ่อย่างเดียวแล้วจริงๆ ตอนที่เขาขอเซ็นสัญญา หนูดีใจมากนะ คิดว่าเราก็ต้องมีความสามารถพอสมควรแหละ เขาถึงเลือก หลังจากนั้นไม่ว่าจะทำเพลงหรือทำอะไรก็ตาม เราก็อยากทำให้เต็มที่เพื่อให้ทุกคนชื่นชอบ เขาจะได้ภูมิใจและรู้สึกว่าเลือกไม่ผิดคนจริงๆ

นอกจากการร้องเพลง คุณก็มีผลงานอีกหลายอย่าง ทั้งถ่ายแบบและแสดงซีรีส์ มีอะไรที่คุณอยากลองทำอีกรึเปล่า

ไม่มีแล้วค่ะ พอแล้ว (หัวเราะ)

อืม ช่วงนี้ยังไม่มี แต่ถ้าครั้งหน้ามีโอกาสได้คุยกันอีก หนูอาจจะมีอย่างอื่นที่อยากทำก็ได้ ตอนนี้หนูคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ยังไม่สำเร็จเลย เพราะงั้นก็ขอทำตรงนี้ไปก่อน 

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ถึงจะมีคนแอนตี้ เราก็เชียร์คุณอยู่ดี

กำลังใจจากแฟนคลับครั้งไหนที่มีค่ากับคุณมากที่สุด

สำคัญในทุกครั้งที่หนูมีการแสดงเลย แฟนคลับคอยให้กำลังใจหนูตลอด อย่างตอนที่ประกวดรายการ Produce 101 China มีคนแอนตี้เราหนักมาก ก็มีแฟนคลับนี่แหละที่คอยให้กำลังใจ ทุกครั้งที่เราต้องเดินจากห้องพักไปที่ซ้อมของรายการ ระยะทางแค่ห้านาทีเอง แต่ตลอดทางจะมีแฟนคลับมารอให้กำลังใจ พอเราเดินผ่าน เขาจะตะโกนว่า ‘สู้ๆ นะ ถึงแม้ว่าจะมีคนแอนตี้คุณ แต่เราก็ยังชอบคุณเหมือนเดิม เราจะเชียร์จนคุณได้เป็นศิลปินให้ได้’

มันทำให้รู้ว่า ถึงแม้จะมีคนเกลียดเราเยอะขนาดไหน แต่คนที่ชอบก็ยังพยายามช่วยให้เราประสบความสำเร็จ รู้สึกดีใจและตื้นตันใจที่สุดจริงๆ

มีอะไรอยากบอกแฟนคลับชาวไทย แต่ยังไม่มีโอกาสได้บอกไหม

หนูพูดตลอดค่ะ บอกหมดแล้ว (หัวเราะ) 

บอกทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์เลย ล่าสุดที่หนูได้ร่วมงานกับน้องๆ วง Vyla มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับสื่อไทย ก็บอกกับพี่ๆ สื่อมวลชนและแฟนคลับไปว่า ถ้าโควิด-19 ดีขึ้น หนูอยากจัดแฟนมีตติ้งที่ไทย อยากเปิดคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่นั่น หนูรู้นะว่าตัวเองก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่ในเมื่อมีคนที่ชื่นชอบเราอยู่ที่ไทยหรืออยู่ในประเทศไหนก็ตาม หนูก็อยากยกทุกอย่างที่ได้ทำที่จีนไปมอบให้กับแฟนๆ ที่นั่นด้วย

การเป็นศิลปินไทยที่ประสบความสำเร็จในจีนให้อะไร และเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้เยอะค่ะ อย่างแรกคือทำให้หนูเก่งขึ้น ได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ และคนในครอบครัวภูมิใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้หนูภูมิใจในตัวเอง

สิ่งที่เสียอาจจะเป็นการใช้ชีวิตบางส่วน ต้องยอมรับว่าศิลปินที่จีนมีกฎเกณฑ์เยอะ การเป็นไอดอลไม่ง่าย ต้องคอยระวังหลายอย่าง เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเมื่อก่อนที่อยากทำอะไรก็ทำได้ เราเคยเป็นเด็กที่ไม่กลัวอะไรเลย มั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำต้องเป็นสิ่งที่ดี แต่ตอนนี้จะทำอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก การมีชื่อเสียงทำให้ต้องเจอเรื่องราวมากมายที่ชีวิตนี้ไม่เคยเจอมาก่อน

สูตรสำเร็จในการประสบความสำเร็จของซันนี่คืออะไร

หนูว่าคือความไม่ยอมแพ้ค่ะ ถึงแม้ปากจะคอยพูดบ่อยๆ ว่า ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยจัง ท้อแท้ ทำไมทำได้แค่นี้ แต่ใจเราก็ยังอยากประสบความสำเร็จให้ได้ ท้ายที่สุด ปากบ่นก็จริง แต่ใจก็สู้ เราไม่เคยยอมแพ้เลย

ถ้าผู้หญิงที่ชื่อซันนี่ไม่ได้เป็นนักร้องผู้โด่งดัง คุณว่าวันนี้เธอจะทำอะไรอยู่

น่าจะเป็นไกด์ที่เมืองไทยมั้งคะ เราเป็นคนชอบคุย ชอบเล่น ชอบออกไปเที่ยวนอกบ้าน หนูเรียนจบมหาวิทยาลัยด้านการโรงแรมด้วย แถมพูดภาษาจีนได้อีก คนจีนที่ชอบไปเที่ยวประเทศไทยก็เยอะ เลยคิดว่าถ้ามีทัวร์เป็นของตัวเองก็จะพาคนจีนไปเที่ยวเมืองไทยค่ะ (หัวเราะ)

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง

จากเด็กที่เคยเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดร้องเพลงที่จีน วันนี้คุณเป็นศิลปินแถวหน้าผู้สร้างความภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ รู้สึกยังไงบ้าง

หนูไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีชื่อเสียงได้ถึงขนาดนี้ ถึงแม้ว่าวันนี้หนูก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่นี่ก็มาไกลกว่าวันแรกมากจริงๆ ดีใจ ภูมิใจ รู้สึกขอบคุณแฟนคลับทุกคนทั้งในจีน ไทย และทุกประเทศ ที่คอยให้กำลังใจและติดตามหนูเสมอมา อยากพยายามต่อไปให้ดียิ่งขึ้น และไม่ว่าจะรับงานไหน หนูสัญญาว่าจะทำเต็มที่ ไม่ให้คนที่ชื่นชอบผิดหวัง

คุณย้ายไปใช้ชีวิตที่จีนร่วม 10 ปีแล้ว คิดถึงอะไรที่เมืองไทยมากที่สุด

คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ค่ะ แต่ถ้าไม่นับคนก็คิดถึงอาหารไทยมากที่สุด คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง เพราะเมืองจีนไม่มี แล้วก็คิดถึงเอ็มเค แม้จีนก็มีอาหารแนวนี้ แต่น้ำซุปหรือรสชาติไม่เหมือนกัน 

ตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านเราจะไปกินเอ็มเคกันทุกวันศุกร์ มันกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่พอมาอยู่นี่ก็แทบไม่ได้ทานเลย หนูก็เลยคิดถึงนิดหนึ่งค่ะ 

พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่คิดถึงรองจากคุณพ่อคุณแม่ คือข้าวเหนียวหมูปิ้งกับเอ็มเคเนอะ

ค่ะ ใช่ค่ะ (หัวเราะ)

ไม่ได้กลับไทยมาปีกว่าๆ ถ้าได้กลับมาครั้งหน้า คุณจะกอดใครเป็นคนแรก

ต้องดูว่าหนูเจอใครก่อนค่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าเป็นคนในครอบครัวแน่นอน เจอใครก่อนก็กอดคนนั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นคุณพ่อนะคะ

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ภาพ : ซันนี่-เกวลิน บุญรักษา

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load