11 พฤศจิกายน 2563
1 K

เมื่อการสวมเสื้อเป็นมากกว่าการปกปิดร่างกาย ทว่าเป็นการแสดงตัวตนของคนที่หยิบมันมาไว้บนเรือนกาย มากกว่านั้นยังคลับคล้ายการสวมร่องรอยประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ อย่างเสื้อวงดนตรีถูกผลิตเป็นครั้งแรกช่วง ค.ศ. 1960 ขนาด The Beatles วงดนตรีระดับตำนาน ยังเคยขายเสื้อวงจนยอดจำหน่ายพุ่งสูงเกือบแซงยอดอัลบั้ม

ยิ่งทศวรรษ 70 – 90 นับเป็นยุคทองของศิลปินที่หันมาทำเสื้อยืดวงดนตรีของตนเอง ซึ่งการครอบครองเสื้อวงดนตรีถือเป็นการอุดหนุนวงนั้น ไม่ก็ถูกมองว่าเป็นสาวกของวงโดยปริยาย เมื่อกาลเวลาผ่านหลายสิบปี เสื้อวงมีจำนวนน้อยลง กลายเป็นของหายาก แถมมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ณ วันนี้ การพบเจอเสื้อยืดวงดนตรีของแท้ฉบับดั้งเดิมไม่ใช่เรื่องง่าย จนกระทั่งผมพบกับ Museum of TEEs Thailand คลังขุมทรัพย์เสื้อยืดหายากแห่งแรกของยุคนี้ 

Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน

Museum of TEEs Thailand เป็นพิพิธภัณฑ์เสื้อยืดของ เบียร์-พันธวิศ ลวเรืองโชค หัวเรือของกิจการรับออกแบบนาม Apostrophys Group ซึ่งเสื้อยืดทั้งหมดมาจากการสะสมตั้งแต่เขาเป็นเด็ก ทั้งจากการคุ้ยกองเสื้อตามตลาด (ที่มักเจอของดีเสมอ) การซื้อขายระหว่างมิตรสหาย จนถึงการประมูลจากในประเทศไทยและต่างประเทศ

Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน

เมื่อผมเดินเข้ามาด้านในก็พบเสื้อยืดนับร้อยตัวแขวนเรียงรายบนเพดาน และเสื้อยืดอีกจำนวนมากก็แขวนอยู่บนราวตั้งพื้น โดยมี ช้อปปิ้ง-รุจาภา สัมมาวรรณ ผู้ดูแล Museum of TEEs Thailand เป็นไกด์นำเยือนและชวนผมทำความรู้จักกับพิพิธภัณฑ์เสื้อยืดหายากแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ถ้าพร้อมแล้ว เลือกเสื้อยืดตัวเก่งไปลุยกัน!

พื้นที่ (เสื้อยืด) ส่วนกลาง

วินาทีแรกที่ผมเห็น Museum of TEEs Thailand ดูไม่เหมือนพิพิธภัณฑ์อย่างที่คิดเอาไว้ ด้วยอาคารที่มีกระจกสะท้อนแสง พ่วงอาคารสองชั้นด้านข้าง สถานที่ตรงหน้าดูเป็นบริษัทแห่งหนึ่งเสียมากกว่า สิ่งที่คิดนั้นไม่ผิดเสียทีเดียว เมื่อมารู้ทีหลังว่า ก่อนจะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ เบียร์ทำงานเป็นผู้ดูแลบริษัทออกแบบภายในและมีบริษัทในเครือที่ต้องดูแลอีก 3 แห่ง ซึ่งพิพิธภัณฑ์เสื้อยืดเพิ่งเปิดได้เพียง 2 ปี หลังจากเขาย้ายศูนย์กลางการทำงานมาย่านลาดพร้าว 

แรกเริ่มเดิมทีเบียร์เป็นคน ‘เล่น’ เสื้อยืดมานานแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเสื้อวงดนตรีหายาก โดยเฉพาะวงดนตรีช่วงยุค 90 อย่างวง Guns N’ Roses, Metallica, Björk, Butthole Surfers, Run-DMC, KISS จนถึงวงชื่อดังตลอดกาลอย่าง Nirvana เมื่อจำนวนเสื้อยืดเพิ่มตามระยะเวลาการสะสม เขามองว่าถ้าเก็บไว้คงเสื่อมสภาพ เลยเกิดความคิดที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์เสื้อยืดเป็นของตัวเอง ซึ่ง Museum of TEEs Thailand เป็นพิพิธภัณฑ์เสื้อยืดแห่งแรกในประเทศไทย

มิวเซียมแห่งนี้จัดแสดงเสื้อยืดอันทรงคุณค่าจากคลังแสงของเบียร์สู่สายตาของนักสะสมและคนที่สนใจ 

Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน
Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน

บางเดือนหรือบางเทศกาลจะมีธีมการจัดแสดง อย่างช่วงนี้ (ตุลาคม 2563) เป็นธีมเสื้อยืดสยองขวัญ มีเสื้อยืดสกรีนลายจากภาพยนตร์กระตุกขวัญอย่าง Chucky, Scream, Friday the 13th, Freddy Krueger  มีเสื้อยืดวง Queen ที่ทำออกมาตอนวงยังไม่เป็นที่รู้จัก ซึ่งคอลเลกชันจัดแสดงมีทั้งเสื้อยืดสะสมของเบียร์และคนที่ ‘เล่น’ เสื้อเหมือนกับเขา 

“เคยมีค่ายเพลงเข้ามาคุยกับเราเกี่ยวกับโปรเจกต์เสื้อ และมีคนทักมาหาเราว่าเขาไม่ได้มีเสื้อวงครบทุกตัวนะ แต่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการจัดแสดงเสื้อวงดนตรีไทย เขาถ่ายภาพมาให้เราดู เป็นของ Bodyslam หมดเลย หมวก เสื้อ ของที่ระลึก เราเลยคิดว่า พื้นที่ตรงนี้เป็นส่วนกลางที่ให้ใครก็ได้เข้ามาใช้พื้นที่สำหรับจัดแสดงงาน” ไกด์สาวอธิบาย

พื้นที่มิวเซียมแห่งนี้จึงเป็นเสมือนพื้นที่ส่วนกลางสำหรับคนรักเสื้อยืดที่มีความพิเศษต่างกัน บางคนสะสมเสื้อวินเทจมากกว่าพันตัว บางคนสะสมเฉพาะวงดนตรีวงเดียว อย่างเบียร์นอกจากสะสมเสื้อวงที่ตัวเองชอบในยุค 90 ยังมีเสื้อแจ็กเก็ต ของที่ระลึก เช่น เสื้อกีฬาโอลิมปิก เสื้อบอล ถ้าใครมีของดีที่อยากสำแดงก็เอามาจัดแสดงที่มิวเซียมได้นะ

Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน

เสื้อยืดที่เป็นมากกว่าเสื้อยืด

“ตัวนี้ราคาประมาณห้าแสนบาท” เรามองตามนิ้วชี้ของช้อปปิ้งที่หันไปทางเสื้อยืดลายกล่องหัวใจ ถ้าใครเป็นบิ๊กแฟนของ Nirvana จะรู้ว่าลายบนเสื้อมาจากเพลง Heart-Shaped Box (อะไรกันนะที่ทำให้เสื้อตัวนี้ราคาครึ่งล้าน)

“มีปัจจัยอะไรบ้างครับที่ทำให้เสื้อยืดราคาสูงขนาดนี้” ผมสงสัย

“เป็นเพราะความพอใจและคนมีชื่อเสียงใส่ลายเดียวกัน” เธอหยิบเสื้อตัวนั้นลงมาให้ผมชมตรงหน้า

“อย่าง Heart-Shaped Box จัสติน บีเบอร์ (Justin Bieber) เคยใส่มาแล้ว หลังจากนั้นราคาเสื้อก็ขึ้นทันที ยิ่งเป็นตัวดั้งเดิมที่ผลิตตั้งแต่ยุคนั้นจะยิ่งแพง เหมือนตัวนี้ที่กลายเป็นหนึ่งในบรรดาเสื้อ OVP (All-Over-Print T-Shirt) ที่อยู่ในเบญจภาคี

“เสื้อเบญจภาคีเป็นเสื้อยอดฮิตที่มีราคาสูง อย่าง Metalica แมงมุม จริงๆ ไม่ได้ชื่อ Metalica แมงมุม พอเสื้อฮิตมากๆ เลยมีชื่อเล่นไว้เรียกกัน ซึ่งเบญจภาคีที่เป็น OVP มีวง KISS, Nirvana, AC/DC และ Ozzy Osbourne”

Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน
Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน

วิธีการดูเสื้อว่าแท้หรือไม่แท้มีอยู่หลายวิธี ตั้งแต่ป้ายคอเสื้อจนถึงตะเข็บเสื้อ ป้ายที่อยู่บนคอเสื้อนับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการแยกว่าเสื้อตัวไหนผลิตในช่วงปีไหน เสื้อยุค 80 -90 มักมีป้ายคอเสื้อ แต่ละปีทำรูปแบบป้ายแตกต่างกันจนแยกได้ ปัจจุบันเสื้อบางตัวไม่ได้ทำป้ายหลังคอเสื้อกันแล้ว แต่เป็นการปั๊มลายตรงคอเสื้อแทนเพื่อลดต้นทุน 

ส่วนตะเข็บเสื้อยุค 90 จะเย็บตะเข็บเดี่ยวตรงชายเสื้อและแขนเสื้อ เสื้อบางตัวถึงเป็นของแท้เหมือนกัน แต่เป็นการผลิตซ้ำอีกครั้ง ทำให้ราคาไม่ได้สูงเท่ากับปีแรกที่ผลิต ดังนั้น การซื้อเสื้อที่มีความพิเศษแบบนี้ต้องตรวจเช็กอย่างดี อาศัยความมุ่งมั่นอดทนในการตามหา ซึ่งความยากลำบากในการซื้อกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาเสื้อเพิ่มขึ้น

Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน

เพราะมันกลายเป็นเสน่ห์และความพึงพอใจนั่นเอง

“นักสะสมบางคนไม่เหมือนกัน เขาไม่ได้สนเลยว่าคนอื่นซื้อเสื้อตัวนี้มาเท่าไหร่ เขาอาจซื้อมาหลักร้อย แล้วมาขายเราหลักหมื่นก็ได้ ถ้ามันมีคุณค่าทางจิตใจกับเขา วงการมันเป็นแบบนี้” ช้อปปิ้งขยายใจความสำคัญ

MOTT x เชอรี่ สามโคก

Museum of TEEs Thailand ไม่ได้ตั้งใจเป็นร้านขายเสื้อยืดแต่แรก จุดประสงค์หลักมีเพียงแค่จัดแสดงเสื้อยืดหายาก แต่มีบ้างบางตัวที่ปล่อยขาย (จำนวนไม่มากนัก) ตั้งแต่เสื้อราคาหลักร้อยถึงระดับราคาสูง 3 ตัวล้าน!

ช้อปปิ้งพาผมเดินไปที่บริเวณนั่งเล่นสำหรับฟังแผ่นเสียงของมิวเซียมซึ่งรอบล้อมด้วยราวเสื้อยืด ไกด์สาวหยิบเสื้อยืดสีดำสกรีนด้วยลายที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร หลายคนคงไม่คุ้นตาว่าเป็นเสื้อยืดของวงดนตรีวงไหน เพราะนั่นเป็น H.O.C (The Haus of Custom) by MOTT เสื้อแบรนด์ของ Museum of TEEs Thailand 

เสื้อออกแบบด้วยลายสกรีนที่มีความสร้างสรรค์ ดีไซเนอร์ได้แรงบันดาลใจจากวงดนตรีและภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Evangelion ผสมกับวง KISS ด้วยการ Mix and Match อย่างลงตัว ทำให้ผมเกิดความรู้สึกว่า การทำเสื้อยืดไม่ได้ทำเพื่อสวมใส่เพียงอย่างเดียว แต่นั่นเป็นการถ่ายทอดงานศิลปะให้เป็นที่ประจักษ์ต่อทุกสายตา

Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน
Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน

ความน่าสนใจของเสื้อยืดที่ทำขึ้นมา คือการทำงานร่วมกับ เชอรี่ สามโคก เธอลงทุนถ่ายภาพนู้ดเพื่อสกรีนบนเสื้อ อาจฟังดูเหมือนเสื้อลายนู้ดทั่วไป แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่เสื้อยืดได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากเสื้อยืดของวงดนตรีต่างประเทศ มาผสมผสานจนกลายเป็นเสื้อคอลเลกชัน เชอรี่ สามโคก ที่มีความสวยงามจนน่าประหลาดใจ 

“เราทำเสื้อขายเองเพื่อสำรวจตลาดว่าเขาชอบแบบไหน เราตั้งกลุ่มทาร์เก็ตถูกมั้ย ผลออกมามีคนซื้อเสื้อแบรนด์เราเยอะมาก ส่วนการสั่งซื้อทางเพจเรียกว่าเพจแตกเลย” แอดมินเพจประจำมิวเซียมพูดด้วยรอยยิ้ม

ส่วนเสื้อแบรนด์ H.O.C ออกมาเพียง 5 เวอร์ชันเท่านั้น ก่อนจะมีเสื้อแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานมานี้ภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘UR. YOUR BRAND’ ติดตามรอลุ้นเสื้อลายสวยเท่ได้ที่เพจ Museum of TEEs Thailand นะ

Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน

แลนด์มาร์กสำหรับแฟนวงดนตรี

พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดตั้งปักหลักอยู่ในสถานที่ที่สัญจรได้ยาก เพราะไม่อยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้า ถึงกระนั้นก็ไม่อาจหยุดคนที่สนใจได้ ช้อปปิ้งเล่าให้ผมฟังว่า ผู้มาเยือนมาจากต่างจังหวัดก็มี แถมมีตั้งแต่วัยนักเรียนที่มาถามหาเฉพาะวงดนตรีที่ชอบ ไปจนถึงวัยกลางคนที่เป็นแฟนเพลงจริงๆ แม้แต่ขบวนรถมอเตอร์ไซค์ Harley Davidson ก็เคยแห่กันมาดูถึงที่ 

“กลายเป็นว่าหลายอย่างมันถูก Shaped ไปเอง บางครั้งเราเจอผู้ชายกับผู้หญิงใส่เสื้อยืดวง Metallica คู่กันแล้วเขาเดินเข้ามาถ่ายรูป เหมือนว่าเสื้อยืดวงดนตรีเป็นยูนิฟอร์มที่เขาใส่มามิวเซียม ซึ่งเขาเลือกเอง ไม่เกี่ยวกับเรา

“คุณเบียร์เคยพูดว่าจะทำมิวเซียมแค่สองปี แต่ถ้าไม่ได้เสียหายอะไร เขาก็อยากให้มันอยู่ต่อ” เธอยิ้ม

Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน
Museum of TEEs Thailand พิพิธภัณฑ์เสื้อยืดที่มีตั้งแต่ Street Brand จนถึงเสื้อวงราคาหลักล้าน

หลังจากจบบทสนทนา ผมเดินไปดูเสื้อตัวหนึ่งของวงดนตรี Pink Floyd ซึ่งเป็นหนึ่งในวงผมชื่นชอบมาก และเป็นตัวที่ช้อปปิ้งบอกว่าเป็น ‘ผ้าตาย’ เสื้อที่ผ่านกาลเวลามานานมากจนเนื้อผ้าบางแทบจะขาดตลอดเวลา 

การทำให้เสื้อยืดเหล่านี้เหลือรอดมาถึงทุกวันนี้ต้องอาศัยการดูแลอย่างดีมาก แม้ลวดลายจะเลือนลาง แต่ก็ทำเอาผมนึกถึงบรรยากาศที่เสื้อตัวนี้ถูกสวมใส่โดยแฟนเพลงคนใดคนหนึ่ง ที่กำลังตะโกนโหวกเหวกอย่างดีอกดีใจเมื่อเห็น โรเจอร์ วอเทอร์ส (Roger Waters) และ เดวิด กิลมอร์ (David Gilmour) สองสมาชิกจากวง Pink Floyd ขึ้นเวทีและสร้างเสียงดนตรีดังสั่นสะท้านไปทั้งเวที 

ผมเชื่อว่ายังมีเสื้อยืดอีกหลายตัวใน Museum of TEEs Thailand ที่ผ่านเรื่องราวและเต็มไปด้วยความทรงจำ

Museum of TEEs Thailand

ที่ตั้ง : 1/14 ซอยลาดปลาเค้า 50 ถนนลาดพร้าว แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230 (แผนที่)

เบอร์โทรติดต่อ : 0 2194 1554

Facebook : Museum of TEEs Thailand

Writer

ภูมิ เพชรโสภณสกุล

อดีตนักศึกษาเอกปรัชญา นักหัดถ่าย นักหัดเขียน เป็นทาสแมว ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักดนตรี

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

23 มิถุนายน 2564
3 K

‘ต้นไม้เลี้ยงง่าย และความเป็นไปได้ไม่จบสิ้น’ 

นี่คือสโลแกนของร้านต้นไม้ใหม่เอี่ยม อายุเดือนกว่าๆ อย่าง ‘พลูโต houseplant studio’

เป็นไปได้ อะไรเป็นไปได้ ความคิดแรกที่ผ่านเข้ามาในหัว เมื่อกวาดตาไปเจอประโยคนี้ในเฟซบุ๊กของร้าน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตั้งใจจะสื่อสารอะไร แต่อย่างแรกเลยที่ทำให้รู้สึกแปลกใจมากๆ คงหนีไม่พ้นโลเคชันของร้าน

หลังจากเดินเข้าเดินออกซอยนราธิวาส 4 ย่านสาทรอยู่นาน แต่ไม่เจอร้านสักที เราตัดสินใจโทรถามเจ้าของร้าน จึงได้รู้ว่า บ้านไม้ราวรัชกาลที่ 8 ที่ด้านล่างเป็นร้านอาหารอีสาน เปิดเพลงโลโซกระหึ่ม ชื่อ ‘ตำตำ ส้มตำพัทยา’ เมื่อเดินขึ้นบันไดเล็กๆ หลังร้านจนถึงชั้น 3 ก็พบดินแดนที่ชอุ่มไปด้วยต้นไม้ คลอด้วยเพลง City Pop ช่างคอนทราสต์กับบรรยากาศเมื่อครู่อย่างชัดเจน พลูโต houseplant studio ที่เราตามหาตั้งอยู่ตรงนั้น โดยไม่มีป้ายใดใดบ่งบอก

พลูโต houseplant studio ร้านขายต้นไม้ที่มีคอนเซปต์ปลูกง่ายตายยาก ปิดดึก และมีซุ้มดูดวง

แค่เริ่มมาก็เหนือความคาดหมายแล้ว

ร้านต้นไม้สเปซเล็กๆ ที่มีทั้งต้นไม้ในบ้าน หนังสือ งานศิลปะ ของกระจุกกระจิกต่างๆ และโต๊ะดูดวงแห่งนี้ เป็นของสองเพื่อนสนิท กิม-นิรัช ตรัยรงคอุบล ผู้นิยามตัวเองว่าเป็น Houseplant Philanthropist และ วริศ ลิขิตอนุสรณ์ ที่เรียกตัวเองง่ายๆ ว่า Shopkeeper ทั้งสองคนทำ Creative Agency + Creative Writing Studio ด้วยกัน ชื่อว่า Text and Title

พลูโต houseplant studio ร้านขายต้นไม้ที่มีคอนเซปต์ปลูกง่ายตายยาก ปิดดึก และมีซุ้มดูดวง

“ที่บ้านปลูกต้นไม้แบบระเกะระกะมาตลอด จากนั้นก็เริ่มปลูกจริงจังตั้งแต่ทำร้านส้มตำที่พัทยา กิมปลูกต้นไม้ที่ร้านเองทุกต้น เรียนรู้กับมัน มาถึงตอนนี้ก็ประมาณสามปีกว่าแล้ว” นิรัช หรือ กิม เริ่มเล่าถึงเส้นทางการปลูกต้นไม้ของตัวเอง “เป็นคนชอบทำสวนที่มือไม่เลอะดิน ฉันจะไม่ขุดดิน เพราะกลัวเล็บเปื้อน คือเป็นคนเมืองมาก”

“ของเราเป็นเรื่องดีไซน์ครับ” วริศเล่าบ้าง “ที่เริ่มเพราะตอนนั้นออฟฟิศมันแข็ง ก็เลยอยากจะถมออฟฟิศให้นิ่มขึ้น สมมติเรามีห้องเปล่าๆ ห้องหนึ่ง มีเก้าอี้หนึ่งตัว มีโต๊ะหนึ่งตัว เอาไฟส่องเข้าไป พอเป็นแบบนี้เรารู้สึกกดดัน แต่ถ้าเกิดมีต้นไม้หนึ่งต้นวางอยู่ตรงมุม ความกดดันมันลดลงไปตามธรรมชาติเลย เพราะต้นไม้ที่อยู่ตรงนั้น” 

ในด้านชีวิตการทำงาน นิรัชทำงานเป็นนักเขียนมาหลายปี จนกระทั่งออกมาเปิดร้านส้มตำที่พัทยา และวริศทำงานวิชาการในสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ พร้อมกับเป็นบรรณาธิการฟรีแลนซ์ให้สำนักพิมพ์สมมติ

นอกจากนี้ ทั้งสองคนยังมีแบกกราวด์ที่น่าสนใจร่วมกันอีกอย่างก็คือ ‘ละครเวที’ นิรัชเป็นนักแสดงละครเวที ควบวิทยากรสอนละครเวทีเยาวชน ส่วนวริศ เป็น Dramaturge ซึ่งเป็นงานที่เขาอธิบายให้เราฟังง่ายๆ ว่า เป็นเพื่อนของนักการละคร ที่คอยนั่งดูตั้งแต่การซ้อมครั้งแรก และคอยเติมไอเดียให้ละครสมบูรณ์ขึ้น

นิรัชบอกว่า สำหรับละครโรงเล็กแล้ว ‘พื้นที่’ เป็นสิ่งสำคัญ เขาผู้ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ชั้น 3 ของร้านส้มตำ จึงคิดหาความเป็นไปได้ต่างๆ ให้กับพื้นที่เล็กๆ นี้ จนมาลงตัวที่ ‘ร้านต้นไม้’ ที่ร่วมกันพัฒนากับวริศ

พลูโต houseplant studio ร้านขายต้นไม้ที่มีคอนเซปต์ปลูกง่ายตายยาก ปิดดึก และมีซุ้มดูดวง
พลูโต houseplant studio ร้านขายต้นไม้ที่มีคอนเซปต์ปลูกง่ายตายยาก ปิดดึก และมีซุ้มดูดวง

จริงๆ จะเรียกว่าร้านต้นไม้อย่างเดียวก็คงไม่ถูก อย่างที่บอกไปตอนแรก ร้านนี้ไม่ได้ขายแค่ต้นไม้ ยังมีของอื่นๆ วางรวมอยู่เยอะแยะ ทั้งหนังสือ งานศิลปะ และของแต่งบ้าน ดูแล้วเหมือนบ้านใครสักคน ซึ่งลูกค้าบางคนก็ไม่ได้สนใจต้นไม้ แต่อยากมาเดินดูหนังสือ ส่วนใหญ่เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์สมมติ และสำนักพิมพ์ใกล้เคียงกัน ซึ่งมีเนื้อหาค่อนข้างหนักอย่างเรื่องสังคม การเมือง ปรัชญา บางคนก็มาเดินดูเสื้อยืดดีไซน์สวยๆ ดูภาพวาดที่หาไม่ได้ที่ไหน 

แม้แต่เก้าอี้ ที่นี่ก็มีขาย! ถูกใจชิ้นไหนขึ้นมาก็รับกลับบ้านไปเลย ยิ่งไปกว่านั้น มีโต๊ะดูดวงตั้งอยู่ที่มุมลึกสุด ซึ่งหมอดูประจำร้านคือ ออม-มยุรี แหล่งสนาม ผู้ถนัดดูไพ่ทาโรต์และไพ่ออราเคิลเป็นอย่างมาก

พลูโต houseplant studio ร้านขายต้นไม้ที่มีคอนเซปต์ปลูกง่ายตายยาก ปิดดึก และมีซุ้มดูดวง

“จะเรียก houseplant studio บวก Selected Shop หรืออะไรก็ได้” วริศตอบเมื่อเราถามว่าจะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไรดี

“จุดประสงค์ของพวกเราคือ อยากขายอะไรก็ได้ให้คนที่กำลัง Finishing บ้านหรือห้องอยู่ มายด์เซ็ตคนเราเวลาซื้อต้นไม้น่ะ ไม่มีเหตุผลจริงๆ ยกเว้นคนที่เชื่อว่ามันฟอกอากาศ ซึ่งไม่ได้ฟอก เขาก็แค่มีที่ว่างๆ ในห้องแล้วมาซื้อ เป็นมายด์เซ็ตเดียวกับคนซื้อหนังสือ คนซื้อเซรามิก ซื้องานศิลปะ คืออย่างเดียวกัน ยูไม่ซื้อก็ได้ มันคือของไร้สาระ”

พลูโต houseplant studio ร้านขายต้นไม้ที่มีคอนเซปต์ปลูกง่ายตายยาก ปิดดึก และมีซุ้มดูดวง

คิดว่าคนที่มาร้านนี้ต้องเป็นคนแนวไหนกัน-เราถามต่อ

“เรามีคำตอบในใจ คนเศร้า!” วริศตอบกลั้วหัวเราะ 

“คนอะไรซื้อหนังสือกับต้นไม้ล่ะ มันมีแต่คนเศร้าที่มีช่องว่างบางอย่างทั้งในห้องแล้วก็ในใจ ซื้อหนังสือไปก็กองๆๆ ฉันต้องการความรู้สึกว่าฉันมีหนังสือเป็นตั้ง อ่านมั้ย ไม่อ่าน ต้นไม้ก็ซื้อไปตั้งไว้ข้างๆ ชั้นดูดวงนี่ก็เศร้าเหมือนกัน”

เขาบอกว่า สำหรับประโยชน์ของต้นไม้ คนจะชอบคิดว่ามันฟอกอากาศได้ แต่แท้จริงแล้วต้นไม้มีคุณประโยชน์อย่างเดียวเท่านั้นที่ทุกสำนักยืนยัน คือการช่วยเรื่อง Mental Health ซึ่งเหตุผลก็ไม่ใช่เพราะว่าเป็นต้นไม้ หากเป็นเพราะมันไร้สาระ มันคืออะไรก็ได้ที่เราเอาไปวางในที่ของเราแล้วเรารู้สึกสบายใจ

ต้นไม้ในร้านนี้ เรียกว่าเป็น houseplant ซึ่งหมายถึงต้นไม้ที่ปลูกในบ้าน นิรัชกับวริศบอกกับเราว่า ที่ พลูโต houseplant studio พวกเขาจะไม่ส่งต่อต้นไม้ไปให้ลูกค้าจนกว่าจะมั่นใจว่าแข็งแรงและฟอร์มสวยได้ที่

“ต้นไม้ทุกต้นที่เอามามันยังขายไม่ได้ ต้องผ่านกระบวนการ Fertilize และ Design เพื่อให้เขาไปอยู่บ้านคนอื่นได้อย่างแข็งแรง” นิรัชเล่าถึงแนวคิดของร้าน หากต้นไหนไม่แข็งแรง ลูกค้าจองไว้ได้ รอวันที่สมบูรณ์ค่อยรับน้องกลับบ้าน

ซึ่งเหล่าต้นไม้ทั้งที่พร้อมย้ายไปอยู่บ้านใหม่ และที่ยังอยู่ในช่วงเก็บตัว ก็จะวางรวมๆ กันอยู่ในร้าน ในตำแหน่งและพื้นที่ที่หลากหลาย บ้างก็ใส่กระถางอยู่มุมตู้ บ้างใส่น้ำอยู่ในโหลข้างเก้าอี้ วางอยู่ในลิ้นชัก ห้อยลงมาจากตะกร้า เลื้อยไปตามผนัง บ้างก็อยู่บนชั้นหนังสือ ทั้งคู่บอกว่า พวกเขาต้องการนำเสนอให้คนที่มาเลือกซื้อได้เห็นภาพว่าต้นไม้เลี้ยงด้วยวิธีไหนได้บ้าง และจัดวางอย่างไรได้บ้าง ซึ่งนอกจากนี้ยังมีโต๊ะสีขาว สำหรับยกต้นไม้ไปวางดูฟอร์มเดี่ยวๆ ด้วย

นี่เป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้การมาดูต้นไม้ที่พลูโต houseplant studio ต่างไปจากการเดินตลาดต้นไม้ ซึ่งต้นไม้หน้าตาคล้ายๆ กันจะถูกวางเรียงเป็นแถวๆ รอคนไปเดินเลือก

“คนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ไม่ใช่นักปลูกต้นไม้มือทอง แต่เป็นคนชอบแต่งบ้านและอยากปลูกต้นไม้บ้าง” นิรัชพูดถึงลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามา เขาอธิบายเสริมว่า ส่วนใหญ่จะเป็นคนทำงานสายครีเอทีฟ ศิลปิน ไม่อย่างนั้นก็เป็นทางนักวิชาการ หรืออาจารย์ ลูกค้าเหล่านี้ กว่าครึ่งก็เคยทำต้นไม้ตายกันแบบไม่รู้สาเหตุด้วยความไม่คุ้นเคย

“เวลาลูกค้าถาม เราก็บอกว่า ต้องคุยกับมันก่อน ถ้ายังไม่อยากให้มันตายจริงๆ การที่มันโวยวาย ไม่ว่าจะใบเหี่ยว ใบไหม้ ลองถามมันดูว่าเป็นอะไร แล้วในหัวเราก็จะมีความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง เช่น สังเกตแล้วลองเอานิ้วจุ่มดินดู ถ้าดินยังชื้นอยู่ แปลว่าอย่าเพิ่งรดน้ำ อาจจะเป็นเพราะขาดสารอาหาร แดดแรงเกินไป หรือในห้องไม่มีอากาศ 

“ค่อยๆ ลองหมุนเขาดู แล้วก็จะเจอสิ่งที่เขากำลังเรียกร้องอยู่ อันนี้กิมว่าทำให้เรามีประสบการณ์ในการปลูกต้นไม้ แล้วมันเอา Best Practice อันนี้ไปปรับใช้กับต้นอื่นๆ ได้” นิรัชเล่าถึงความเป็นไปได้ไม่จบสิ้น

“เราว่ามันคือการสังเกตและการใช้สัมผัสที่เยอะมากๆ สิ่งที่เราเรียนมา มันคือ Dramaturgy งานคือนั่งมองคนเล่นละคร เพื่อคุยกับผู้กำกับในตอนจบ ต้องตั้งคำถามและอยากรู้ตลอดเวลา” วริศเสริม

แน่นอนว่าการจะปลูกต้นไม้แต่ละชนิด ระดับยากง่ายก็ต่างกัน 

สำหรับร้านนี้ พวกเขามักใช้วิธีห้อยแท็กบอกระดับความท้าทาย ตั้งแต่ 0/10 ง่ายที่สุด ไปจนถึง 10/10 ยากที่สุด ซึ่งที่ได้ 0/10 ก็คือพลูด่าง ต้นไม้ที่เขาแนะนำให้มือใหม่อุ้มกลับบ้านไปลองปลูก

การจะแนะนำต้นไหนนั้น สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือการชวนลูกค้าคุย

“เราชวนลูกค้าคุย เพื่อให้เรารู้ว่าความต้องการของเขาคืออะไร แล้วเขามีข้อจำกัดอะไรบ้าง เราไม่อยากให้เขาเอากลับบ้านแล้วมันไม่รอด หนึ่งคือเราเศร้า เพราะว่าน้องไม่รอด สองคือเขาก็จะเศร้า ที่รู้สึกว่าตัวเองปลูกต้นไม้ไม่ได้” นิรัชเปิดใจถึงการขายต้นไม้ของเขา 

“กิมว่าการที่คนคนหนึ่งปลูกต้นไม้ขึ้น มันทำให้ Self-esteem เขาเติบโตขึ้นมากๆ ว่าเขาทำให้สิ่งมีชีวิตอันหนึ่งรอด แล้วก็เติบโตต่อไปได้ กิมกับวริศเปิดร้านนี้ด้วยคอนเซปต์ที่ว่า ปลูกง่ายตายยาก”

ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนเมือง ทั้งคู่จึงเข้าใจว่าลูกค้าที่เป็นคนเมืองเหมือนกัน มีข้อติดขัดอะไรในการปลูกต้นไม้บ้าง หนึ่งในนั้นคือทักษะและความเข้าใจ ซึ่งไม่มีวันเหมือนชาวสวนผู้ใช้ประสบการณ์เป็นหลักได้

สองเพื่อนสนิทจาก Creative Agency ชวนกันเปิดพลูโต houseplant studio ร้านต้นไม้เล็กๆ ในพื้นที่ส่วนตัว มีทั้งหนังสือ งานศิลปะ ของแต่งบ้าน และโต๊ะดูดวง
สองเพื่อนสนิทจาก Creative Agency ชวนกันเปิดพลูโต houseplant studio ร้านต้นไม้เล็กๆ ในพื้นที่ส่วนตัว มีทั้งหนังสือ งานศิลปะ ของแต่งบ้าน และโต๊ะดูดวง

“เวลาคุณพี่ที่ขายต้นไม้เขาบอกว่าน้ำเยอะ น้ำน้อย แดดรำไร จริงๆ แล้วเราไม่เข้าใจ เราต้องอาศัยคำบอกเล่าครึ่งหนึ่งจากเขา กับอีกครึ่งหนึ่งจากหนังสือ จากแหล่งข้อมูลออนไลน์ เพื่อจะทำให้เข้าใจมันได้ในแบบคนเมือง 

“เพราะเราโตมาแบบนั้น” วริศอธิบายว่าวิธีการเข้าใจของคนนั้นไม่เหมือนกัน

ส่วนชื่อร้าน ‘พลูโต’ มีหลายความหมาย อาจจะหมายถึงการเป็นดาวที่ดูโดดเดี่ยวห่างไกล เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออกระบบสุริยะ คล้ายกับร้านนี้ และคล้ายกับเขาทั้งคู่ หรืออาจจะหมายถึง ‘พลู’ ที่เป็นต้นไม้ธรรมดาๆ ดูไม่สลักสำคัญ 

วริศเล่าให้เราฟังว่า เมื่อแรกเริ่มปลูกพลู เขาซื้อพลูหลากชนิดมาปลูกร่วมกันที่บ้านด้วยวิธีเดียวกัน ผลคือเขาทำพลูอินเดียตาย มารู้ทีหลังว่า แต่ละต้นชื่อ ‘พลู’ เหมือนกันก็จริง แต่มาจากคนละวงศ์ เขาจึงเริ่มเรียนรู้เรื่องวงศ์ของต้นไม้ สำหรับใช้อธิบายวิธีการเติบโตและวิธีการให้อาหาร ซึ่งนี่เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่เจ้าของร้านอย่างเขาต้องศึกษา เพื่อให้ลูกค้าซึ่งเป็นคนเมืองอ่อนประสบการณ์ทำสวนเหมือนกันได้นำข้อมูลไปใช้

สองเพื่อนสนิทจาก Creative Agency ชวนกันเปิดพลูโต houseplant studio ร้านต้นไม้เล็กๆ ในพื้นที่ส่วนตัว มีทั้งหนังสือ งานศิลปะ ของแต่งบ้าน และโต๊ะดูดวง
สองเพื่อนสนิทจาก Creative Agency ชวนกันเปิดพลูโต houseplant studio ร้านต้นไม้เล็กๆ ในพื้นที่ส่วนตัว มีทั้งหนังสือ งานศิลปะ ของแต่งบ้าน และโต๊ะดูดวง

“เราอยากเปิดเวิร์กช็อปปลูกต้นไม้สำหรับครอบครัว พ่อแม่ลูก” นิรัชเริ่มพูดถึงสิ่งที่อยากทำในอนาคต หลังจากที่ผ่านช่วงเปิดร้านมาได้สักพัก “อยากจะให้มาคุยกันเรื่องวัสดุปลูก ลองส่วนผสมของดินใหม่ๆ แล้วก็เอากลับไปแต่ละบ้าน ครั้งหน้ามาเล่าว่าที่บ้านเป็นยังไง บางทีเราก็ต้องการแชร์ประสบการณ์จากคนอื่นเหมือนกัน ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของมันคืออะไร เพื่อที่เราจะได้บอกคนอื่นต่อไปว่า เฮ้ย พี่คนนี้ทำแบบนี้แล้วดีมากเลย เวิร์ก ไปทำต่อกันสิ”

“ปลูกต้นไม้แล้วได้อะไรหลายอย่าง สมมติว่าต้นไม้ราคาแพงของเราต้นหนึ่งมีปัญหา การจะตัดมันทีหนึ่ง เราต้องมีทั้งความรู้ ความกล้า และความสร้างสรรค์ กว่าจะไปถึงขั้น Decision Making ได้ มันผ่านอะไรเยอะมาก ในหลายๆ ครั้ง เรารู้สึกว่าการได้ดีลกับต้นไม้ ทำให้การตัดสินใจของเราในหลายเรื่องคมขึ้นด้วย”

การเปิดเวิร์กช็อปปลูกต้นไม้สำหรับครอบครัว เป็นเพียงหนึ่งในไอเดียที่นับไม่ถ้วนของสองเพื่อนสนิท ผู้เรียกตัวเองว่า ‘คนบ้า’ ระหว่างที่เราชวนคุย เขาสองคนก็ผุดความเป็นไปได้มามากมาย ในอนาคต พลูโต houseplant studio คงมีโปรเจกต์สนุกๆ ที่แม้แต่เจ้าตัวทั้งคู่ก็ยังนึกไม่ถึงในตอนนี้ให้เราได้เข้าร่วม

สองเพื่อนสนิทจาก Creative Agency ชวนกันเปิดพลูโต houseplant studio ร้านต้นไม้เล็กๆ ในพื้นที่ส่วนตัว มีทั้งหนังสือ งานศิลปะ ของแต่งบ้าน และโต๊ะดูดวง

อ่านมาถึงตรงนี้ หากสนใจลองเข้าไปดู Facebook : Plutohouseplant และ Instagram : @pluto.houseplant ของทางร้านได้ อยากไปเดินดูต้นไม้เมื่อไหร่ ส่งข้อความไปนัดเจ้าของร้านสักเล็กน้อย เนื่องจากทั้งสองทำงานประจำ อาจจะไม่ได้อยู่ที่ร้านตลอดเวลา แต่เบื้องต้นคือร้านเปิดวันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 12.00 น. จนถึง 22.00 น. (หรืออาจจะเป็นเที่ยงคืนในอนาคต) ไม่ต้องกลัวว่าเลิกงานค่ำแล้วจะวิ่งไปตลาดต้นไม้ไม่ทัน 

ส่วนใครที่อยากเช็กดวง แม่หมอจะเข้าร้านวันจันทร์ถึงวันพุธนะ

“อยากให้รอดูไปเรื่อยๆ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกบ้าง” นิรัชพูดเชิญชวนเป็นการปิดท้ายก่อนจากกัน

สองเพื่อนสนิทจาก Creative Agency ชวนกันเปิดพลูโต houseplant studio ร้านต้นไม้เล็กๆ ในพื้นที่ส่วนตัว มีทั้งหนังสือ งานศิลปะ ของแต่งบ้าน และโต๊ะดูดวง

พลูโต houseplant studio

ที่ตั้ง : 55/18 ซอยนราธิวาศ 4 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ เขตสาทร จังหวัดกรุงเทพมหานคร (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 5926 5394

Writer

พู่กัน เรืองเวส

เด็กสถาปัตย์จบใหม่ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ตอนนี้กำลังสนุกกับการเรียนรู้โลกกว้างหลังเรียนจบ

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load