ในช่วงปีที่ผ่านมา หากใครมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กลางเกาะรัตนโกสินทร์ คงได้สัมผัสบรรยากาศห้องจัดแสดงซึ่งได้รับการบูรณะใหม่จนดูแปลกตา จากโถงเก่าที่แน่นไปด้วยวัตถุและป้ายอธิบายข้อมูล กลายเป็นห้องจัดแสดงที่เปิดโล่ง แสงไฟสลัวส่องลงมาเฉพาะจุด ขับโบราณวัตถุชิ้นเอกที่ถูกคัดสรรมาให้ดูโดดเด่นเป็นสง่า ผสมผสานทั้งเนื้อหาของ ‘ประวัติศาสตร์’ และ สุนทรียะของ ‘ศิลปะ’ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำลังจะสร้างวิสัยทัศน์และมาตรฐานใหม่ให้กับวงการพิพิธภัณฑ์ไทยอย่างเงียบๆ

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร คุณรักชนก โคจรานนท์ ให้เกียรติเล่าความเป็นมาเป็นไป และพาเราเยี่ยมชม ‘งานหลังบ้าน’ ของพิพิธภัณฑ์ที่กำลังดำเนินอยู่

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2555 จากความตั้งใจเพื่อฟื้นคืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ซึ่งเดิมเคยเป็นพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มาจนถึงรัชกาลที่ 4 มีอาณาบริเวณครอบคลุมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โรงละครแห่งชาติ ไปจนถึงสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ถือเป็นโครงการบูรณะครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี ทั้งในส่วนของอาคารที่ทรุดโทรม และวิธีเล่าเรื่องผ่านโบราณวัตถุอีกด้วย

ความเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ทางกรมศิลป์ได้เลือกเปลี่ยนการจัดแสดงเมื่อปี 2557 ผนังต่อเติมถูกรื้อออก จากที่เคยกั้นเป็นห้องๆ กลับไปเป็นโถงโล่ง ตามแบบแผนของสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และแม้ว่าหัวข้อของนิทรรศการยังคงเป็น ‘ประวัติศาสตร์ชาติไทย’ เหมือนเดิม แต่แผ่นผนังที่เคยอัดแน่นไปด้วยเนื้อหา อีกทั้งสื่อสารสนเทศอื่นๆ ถูกเอาออกไปหมด ปล่อยโบราณวัตถุให้จัดวางบนแท่นฐานอย่างประณีต เป็นพระเอกหลักในการเล่าเรื่องแทน

โบราณวัตถุที่คัดเลือกมาจำนวน 111 ชิ้น ถือเป็นตัวแทนศิลปะในแต่ละยุคสมัยของไทย ตั้งแต่กลองมโหระทึกวัดเกษมจิตตารามที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี, ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1, ประติมากรรมสำริดพระอิศวรจากสมัยสุโขทัย, เศียรพระพุทธรูปขนาดยักษ์จากสมัยอยุธยา ยาวมาถึงศิลปวัตถุชิ้นเอกของกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วย

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

นอกจากนี้ ยังออกแบบไฟใหม่ทั้งหมด ทั้งหลอดแอลอีดีซึ่งต้องไม่ทำให้เกิดความร้อนในตู้จัดแสดง และไฟด้านนอกที่สร้างมาสำหรับการส่องโบราณวัตถุตรงตามมาตรฐานพิพิธภัณฑ์สากลโดยเฉพาะ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานนำร่องให้กับการปรับปรุงพระที่นั่ง หมู่พระวิมานทุกหลัง ภายในเวลา 5 – 6 ปีข้างหน้านี้

แน่นอนว่าโครงการระดับนี้มีความยากไม่ใช่เล่น ประการแรกคือ จำนวนวัตถุในคอลเลกชันที่มีปริมาณมากนับแสนชิ้น แต่พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถขยับขยายได้ ทำให้ก่อนการบูรณะแต่ละครั้งต้องทำทะเบียนโดยละเอียด เพื่อจะได้เคลื่อนย้ายวัตถุเข้าออกพื้นที่ได้ เป็นขั้นตอนที่กินเวลามาก อีกทั้งวัตถุแต่ละชนิดยังต้องมีการอนุรักษ์ที่แตกต่างกัน จึงต้องมีการคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องอุณหภูมิ ความชื้น และรอบระยะเวลาในการจัดแสดง วัตถุที่ละเอียดอ่อน เช่น ผ้าและหนัง ต้องหมุนเวียนเพื่อไม่ให้ออกมาสัมผัสอากาศและแสงนานจนเกินไป ดังนั้นตู้จัดแสดง กระจก แสงไฟ กระทั่งตัวอาคารเองก็มีผล ยิ่งอาคารโบราณสถานจะยิ่งมีความชื้นมาก แค่ปิดห้องไว้หลายวันต่อเนื่องก็ชื้นแล้ว

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

ประการที่สอง บริบทที่ทับซ้อนกันของพิพิธภัณฑ์ ‘แห่งชาติ’ แห่งนี้ ซึ่งมีหน้าที่ต้องจัดแสดงประวัติศาสตร์ของชาติ ทั้งยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นวังหน้าเดิมที่ผูกพันอยู่กับพื้นที่และอาคาร จะเลือกจัดแสดงประวัติศาสตร์ส่วนไหน ในบริเวณใด เป็นเรื่องที่ภัณฑารักษ์ต้องร่วมกันคิด

ประการที่สาม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีบทบาทที่ต้องดูแลเครื่องใช้สำคัญในพระราชพิธีอีกด้วย เมื่อมีกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงในเร็ววันนี้ โรงราชรถที่ปกติเป็นพื้นที่จัดแสดงต้องกลายมาเป็น live workshop ที่มีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมานั่งบูรณะราชรถให้เห็นกันสดๆ และยังต้องนำวัตถุจัดแสดงนี้ไปประกอบพระราชพิธีอีกด้วย

สิ่งที่น่าจับตามอง เป็นไฮไลต์สำคัญของโครงการนี้ คือการบูรณะหมู่พระวิมาน ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องเชื่อมต่อกันนับสิบห้อง ติดกับพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยซึ่งเป็นท้องพระโรงเดิม ห้องเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนการจัดแสดงใหม่ เพื่อย้อนเวลากลับไปสู่บรรยากาศการใช้งานเดิมสมัยยังเป็นวังหน้า

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

เราได้รับสิทธิพิเศษให้แง้มประตูไม้กลอนหนาเข้าไปชมห้องเหล่านี้ได้เล็กน้อยก่อนจะเปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมจริง

เช่น ห้องผ้าในราชสำนักสยาม ที่จัดโชว์เครื่องนุ่งห่มของพระมหากษัตริย์และขุนนางชั้นสูงอย่างงามสง่า แต่ละชิ้นจัดวางในตู้ทรงสูง ดูเลอค่า จัดวางอย่างโปร่งๆ สามารถชมความงามของวัตถุเหล่านี้ได้อย่างเต็มตามากขึ้น ทั้งยังมีห้องโลหะเครื่องยศเจ้านาย ห้องดนตรีการแสดงการละเล่น และ ห้องศาสตราวุธ ซึ่งทั้งสี่ห้องนี้จะเป็นชุดแรกของหมู่พระวิมานที่จะบูรณะเสร็จ พร้อมเปิดให้เข้าชมได้ภายในเดือนธันวาคมปีนี้

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

นอกจากนี้หลายๆ คนอาจจะไม่ทราบว่า มีอีกห้องหนึ่งที่ได้รับการปรับปรุงจนเสร็จและสามารถเปิดให้เข้าชมได้แล้ววันนี้ คือพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอนุชาธิราชในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเคยทรงดำรงพระราชอิสริยยศเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน เคียงคู่รัชกาลที่ 4 อีกด้วย

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ได้รับการคืนสภาพให้เสมือนกลับไปเป็นบรรยากาศสมัยวังหน้า ช่วงที่เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ชั้นสองเป็นห้องส่วนพระองค์ ชั้นล่างเป็นส่วนของข้าราชบริพาร ตอนนี้ชั้นบนได้แปลงรูปลักษณ์กลับไปเป็นห้องพระบรรทม ห้องสมุดและห้องทรงพระอักษร ฯลฯ มีกระทั่งป้ายชื่อภาษาจีนของท่าน ‘แซ่เจิ้ง’ ประดับอยู่ด้วย มีเครื่องราชบรรณาการที่ทรงได้รับจากต่างประเทศในสมัยนั้น ของจริงที่หลงเหลือจนถึงทุกวันนี้มีเพียงรูปวาดของประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ตามธรรมเนียมสมัยนั้นที่มักมอบภาพเขียนหรือรูปปั้นของผู้นำประเทศให้ และยังมีกระจกบานใหญ่ 2 บานที่สหรัฐอเมริกานำมาถวายตอนทำสนธิสัญญา

พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ, พิพิธภัณฑ์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โฉมใหม่, กรุงเทพ,

ในสมัยรัชกาลที่ 4 เรามีกษัตริย์ 2 พระองค์ คือพระจอมเกล้ากับพระปิ่นเกล้า… เวลาที่ต่างประเทศมา ต้องมีเครื่องราชบรรณาการให้ทั้งในวังหลวงและวังหน้า” ผอ.รักชนกอธิบาย

ชั้นล่างที่เคยเป็นที่อยู่ของข้าราชบริพารไม่ได้จัดแสดงตามการใช้งานเดิม แต่เป็นนิทรรศการเล่าเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และประวัติศาสตร์อาคารหลังนี้ รวมถึงเบื้องหลังการทำงานบูรณะที่นี่

เป็นการเลือกนำเสนอเรื่องราวที่ต่างกัน ภายในอาคารหลังเดียวที่มีสองเรื่องราวซ้อนทับกันอยู่นั่นเอง

พิพิธภัณฑ์ที่เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ความสำคัญอยู่ที่ตัววัตถุ…บางคนบอกว่า ไม่ใช่! พิพิธภัณฑ์ต้องให้ความสำคัญกับคนดู ให้ความสำคัญกับการมาเรียนรู้ แต่ถ้าเราไม่ดูแลวัตถุให้ดี…การเรียนรู้ต่อไปก็คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ จึงต้องคุมทั้งสองเรื่อง ทั้งเรื่องการอนุรักษ์และการบริการทางการศึกษาควบคู่กันไป”

วันนี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เลือกเปลี่ยนตัวเอง โดยไม่ทิ้งพันธกิจความเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่เน้นการอนุรักษ์โบราณวัตถุ ขณะเดียวกันก็เน้นความสวยงามและความเข้าถึงได้ของผู้ชมมากขึ้นเช่นกัน แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่นี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาข้ามคืน แต่เราก็ขอส่งใจช่วยเจ้าหน้าที่ของกรมศิลป์ และเฝ้ารอดูการเปิดตัวห้องหมู่พระวิมานเวอร์ชันใหม่ปลายปีนี้ ถึงตอนนั้นใครที่เคยคิดว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเราล้าสมัย อาจจะได้เปลี่ยนใจกันบ้างล่ะ!

ภาพ: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ในช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เราได้เห็นพิพิธภัณฑ์ทั่วทั้งแผ่นดินพร้อมใจกันจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ หรือจัดแสดงวัตถุสิ่งของ รวมไปถึงเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์มากมาย แต่มีพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่มีแนวคิดการเล่าเรื่องที่แตกต่าง นำมาสู่รูปแบบที่แปลกใหม่และน่าสนใจจนเราอยากนำเสนอ นั่นก็คือ ‘พิพิธภัณฑ์ออนไลน์เฉลิมพระเกียรติเพื่อพ่อ’ จัดทำโดยกลุ่ม Infographic Thailand

คุณรัชพล ผะอบเหล็ก สมาชิกทีมฝ่าย Infographic Creative เล่าที่มาที่ไปของโปรเจกต์นี้ให้เราฟังว่า

“จากเหตุการณ์สวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีคนถ่ายทอดเรื่องของในหลวงท่านหลายแง่มุมมาก แต่แง่มุมที่เราเห็นมากที่สุดคือมุมที่ทำให้เราเศร้ามากขึ้นไปอีก เราในฐานะนักเล่าเรื่องด้วยข้อมูลคนหนึ่งเลยอยากนำเสนอในทางที่แตกต่างกันออกไป คือเล่าด้วยความสุข ความทรงจำ เลยเกิดเป็นคอนเซปต์ Moment ที่เก็บรวบรวมช่วงเวลาดีๆ ของพระองค์ท่านไว้ในที่เดียว แล้วถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังรู้สึกถึง Moment เหล่านั้นเหมือนที่เราเห็น”

หากใครไม่คุ้นชื่อ Infographic Thailand ขอให้นึกย้อนไปถึงตอนน้ำท่วมปี 2554 หลายคนคงจำวิดีโอของทีม ‘รู้ สู้ Flood’ ที่ทำออกมาให้ความรู้สำคัญและข้อควรปฏิบัติในช่วงวิกฤตนั้นได้ จากกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม หนึ่งในทีมงานผู้จัดทำ motion graphic ชิ้นนั้น จึงตั้งปณิธานและต่อยอดรวมพลังกับผู้ร่วมอุดมการณ์อีกจำนวนหนึ่ง มาเปิดเพจ Infographic Thailand บนเฟซบุ๊ก มีจุดประสงค์หลักเพื่อเผยเเพร่ความรู้ด้วยกลวิธีแบบ Infographic ทั้งในรูปแบบภาพนิ่งและวิดีโอ เสพง่าย อ่านสนุก ได้ข้อคิด ได้วิธีหรือความรู้ใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้อ่านมีชีวิตที่ดีขึ้นได้นั่นเอง

ปัจจุบัน เพจของพวกเขามีคนติดตามกว่า 3 แสนคน แม้ว่าการขยับขยายจากแค่สร้างเนื้อหาลงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก มาสู่การสร้างพิพิธภัณฑ์ออนไลน์ อาจฟังดูเป็นก้าวกระโดดที่ใหญ่สำหรับทีม Infographic Thailand แต่สำหรับพวกเขา คาแรกเตอร์หลักของ ‘พิพิธภัณฑ์’ คือสถานที่รวบรวมและถ่ายทอดข้อมูลความรู้ ซึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่พวกเขาทำอยู่มากนัก อาจจะแค่มีขอบเขตที่กว้างขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นด้วย

“คนรุ่นใหม่มองพิพิธภัณฑ์หลายแบบนะ ขึ้นอยู่กับว่าในห้องนั้นนำเสนออะไร การที่ของในห้องเก่าก็ไม่ผิด ถ้ามันมีค่าและต้องรักษาเอาไว้ และการเปลี่ยนเป็นออนไลน์ที่แม้จะหน้าตาเปลี่ยนไป แต่สุดท้ายความมีค่าของสิ่งที่กำลังนำเสนออยู่ก็ยังอยู่ภายในเหมือนเดิม”

โปรเจกต์ใหม่นี้พวกเขาได้รับการสนับสนุนจาก AIS เมืองไทยประกันชีวิต และธนาคารไทยพาณิชย์ ในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 รูปแบบออนไลน์ ต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากกายภาพของห้องเก็บของเก่าที่คนอาจเคยคุ้น

พวกเขาตั้งเป้าที่จะสร้างสื่อสำหรับคนรุ่นใหม่ และมองว่า การจะสร้าง Moment ให้คนจดจำได้และมีประสิทธิผลในระยะยาว ผู้ใช้จำเป็นจะต้องมีประสบการณ์ร่วมกับมิวเซียมได้ด้วย อย่างในพิพิธภัณฑ์จริงผู้ใช้เดินได้ ดูได้ หรือบางครั้งก็จับวัตถุจริงได้ พอแปลงมาอยู่บนโลกออนไลน์ แม้ว่าข้อมูลจะเสพง่ายขึ้น ก็ยังจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับการมีประสบการณ์ร่วมของคนที่เข้ามาดูในทุกๆ ห้องของเว็บ แต่ละส่วนจึงออกแบบให้มี Interactive ที่ผู้ใช้คลิกดูและบังคับการชมได้ด้วยตัวเองทุกหน้า มีการเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหาได้ (Crowdsourcing) ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี VR 360 องศาเข้ามาผสมด้วย ทั้งหมดนี้ถือเป็นความตั้งใจของทีมที่จะผลักดันโครงการนี้ให้สมกับนิยามของ ‘Interactive Online Museum’ หรือพิพิธภัณฑ์ออนไลน์ที่ให้ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์มากกว่าแค่มิวเซียมปกติทั่วไปนั่นเอง

ว่าแล้วก็อย่ารอช้า เราลองคลิกเข้าไปดู ‘พิพิธภัณฑ์ออนไลน์เพื่อพ่อ’ ด้วยกันเลยดีกว่า…

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือโทนสีและสไตล์ของพิพิธภัณฑ์ที่อบอุ่นและเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะในห้องแรก ‘๘๙ ปีของพ่อ’ เป็นการเล่าพระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ประสูติ เรื่องราวตอนทรงพระเยาว์ที่สวิตเซอร์แลนด์ วาระเสด็จขึ้นครองราชย์ การทรงงานในโครงการพระราชดำริ มาจนถึงการสวรรคตเมื่อปีที่ผ่านมา ทางทีมเลือกเล่าเรื่องด้วยเทคนิคภาพวาดร่วมสมัย ซึ่งต่างจากที่อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพจริง การใช้ภาพวาดนี้ทำให้ถ่ายทอดเนื้อหาสาระที่สมบูรณ์ ต่างจากภาพจริงที่มีข้อจำกัดทั้งการขออนุญาตและความสมบูรณ์ของภาพที่มีน้อย ทางทีมจึงตัดสินใจวาดขึ้นมาใหม่ให้เป็นทิศทางเดียวกันทั้งหมด เลื่อนเมาส์เพื่อรับชมได้อย่างต่อเนื่องลื่นไหล แต่ละภาพมีเนื้อหาประกอบไม่ยืดยาว ประหนึ่งป้ายคำอธิบายวัตถุแสดงให้อ่านเพลินๆ

อีกห้องที่น่าประทับใจคือห้อง ‘รักของพ่ออยู่รอบตัวเรา’ เป็นห้องจัดแสดงแบบ 360 องศา ไม่ว่าจะนั่งชมจากจอหรือใส่แว่น VR ก็ได้ประสบการณ์เสมือนนั่งอยู่ในห้องนั้นจริงๆ มองไปทางไหนก็จะเห็นสิ่งของประจำวันที่ล้วนมีเรื่องราวของพระองค์ซ่อนอยู่ หลายๆ เรื่องทำให้เรารู้สึกว่าพระราชกรณียกิจของพระองค์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอย่างที่คิด เช่น บนโต๊ะอาหารเราจะเห็นกล่องนม เล่าถึงการเสด็จฯ เยี่ยมชมกิจการโคนมของประเทศเดนมาร์กในปี 2503 เป็นที่มาของการเปิดฟาร์มโคนม ‘ไทย-เดนมาร์ค’ ใน พ.ศ. 2505 ทางประเทศเดนมาร์กส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรชาวไทยด้วย มีขวดเกลือที่เล่าถึงโครงการนำร่องเกลือไอโอดีน ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ในหลวงทรงคำนึงถึงปัญหาภาวะโภชนาการของประชาชน มีโถข้าวสวย เล่าถึงแปลงนาทดลองในพระตำหนักจิตรลดา

บนตู้หนังสือก็มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน (เริ่มจัดทำเมื่อ พ.ศ. 2512) บนโต๊ะทำงานมีแผนที่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นสิ่งติดพระวรกายตลอดเวลา อีกทั้งแก้วกาแฟ ที่เล่าถึงการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรบนดอยอินทนนท์เมื่อ พ.ศ. 2517 และทรงสนับสนุนให้มีโครงการหลวง เข้าไปส่งเสริมการปลูกกาแฟเพื่อรักษาพื้นที่อย่างเหมาะสม และสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้ราษฎรในเวลาต่อมา ฯลฯ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าใจที่สุดของพิพิธภัณฑ์นี้สำหรับเราไม่ได้อยู่แค่ในวิธีการนำเสนอเนื้อหาที่ย่อยง่ายเท่านั้น แต่ไฮไลต์ของการเป็นพิพิธภัณฑ์ออนไลน์คือความอยู่บนพื้นที่ ‘เปิด’ อย่างแท้จริง ซึ่งตัวตึกของพิพิธภัณฑ์ทั่วไปไม่สามารถทำได้

คำว่า ‘เปิด’ ในที่นี้ไม่ใช่เพียงเวลาทำการที่เข้าไปได้ตลอด 24 ชั่วโมง ยังรวมถึงการเป็นพื้นที่ซึ่งคนสามารถโต้ตอบ แสดงความเห็น และสร้างเนื้อหาใหม่ ลงไปด้วยได้ เราเห็นกลวิธี crowdsourcing หรือการรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้ได้ในหลายส่วน เริ่มจากห้องจัดแสดงภาพของนักวาดรุ่นใหม่ จำนวน 89 ภาพตามพระชนมพรรษาของพระองค์ท่าน

และที่น่าสนใจมากๆ คือห้อง ‘พ่อในความทรงจำของฉัน’ ซึ่งเปิดในผู้ใช้งานลงทะเบียนจากเฟซบุ๊ก และสามารถเขียนความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 อัพโหลดขึ้นในที่สาธารณะ ความทรงจำเหล่านี้จะถูกจัดส่งเป็นจดหมายถึงสำนักพระราชวังในอนาคต

“ปัจจุบันคนนิยมทำอะไรที่ง่ายและสะดวกมากขึ้นเลยคิดว่าการเขียนผ่านระบบออนไลน์น่าจะตอบโจทย์คนเข้าชม…ตัวพิพิธภัณฑ์เองเป็นเสมือนพื้นที่โชว์ผลงานและสิ่งมีค่า คนทั่วไปน่าจะอยากมีผลงานของตัวเองในพิพิธภัณฑ์บ้าง การจะส่งไปสำนักพระราชวังเป็นสิ่งที่ยุ่งยากในฐานะบุคคล การรวมเป็นกลุ่มน่าจะง่ายกว่า หลังจากเราเปิดมาครบ 2 – 3  ปี จะมีการรวบรวมจดหมายทั้งหมดและทำเรื่องยื่นจดหมายเข้าไปเก็บไว้ที่สำนักพระราชวัง” คุณรัชพลอธิบาย

“จุดเริ่มต้นเกิดจากเราเห็นว่า เพราะใน ณ วินาทีนั้น เป็นวินาทีที่ทุกคนอัดอั้น เเละอยากเเชร์เรื่องราวต่างๆ ของในหลวง เราจึงอยากเปิดพื้นที่นี้ขึ้นมาให้ได้ร่วมเเชร์ความทรงจำกันครับ”

ตอนนี้มีผู้เข้ามาร่วมเขียนกว่า 250 คนแล้ว แต่ละเรื่องต่างส่งเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ใช่เสียงของภัณฑารักษ์หรือนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น แต่เป็นเสียงของผู้ใช้ทุกๆ คนที่ตั้งใจจะส่งต่อความทรงจำของตัวเองอย่างเป็นปัจเจก บางเรื่องเศร้า บางเรื่องซึ้ง อย่างเรื่องที่คุณรัชพลประทับใจเป็นพิเศษเป็นเรื่องที่ผู้เขียนเคยเป็นนักวิ่งทีมชาติ ซึ่งถึงแม้เขาจะไม่เคยพบในหลวง แต่เขารับเอาคำสอนและความรู้สึกที่มีต่อในหลวงเป็นกำลังใจในการแข่งทุกครั้ง นประสบความสำเร็จ

“มันมหัศจรรย์มากที่คนคนหนึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจในการทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นต่อๆ มาได้มากมายขนาดนี้” คุณรัชพลกล่าว

ข้อดีอีกอย่างของการทำพิพิธภัณฑ์ออนไลน์คือ ทีมงานสามารถประเมินผลการใช้งานของมิวเซียมจากตัวเลขที่ชัดเจน นอกจากจำนวนการเปิดเข้าชมแล้ว ยังนับยอดการเเชร์ ดูโปรไฟล์ของผู้ที่สนใจ รวมไปถึงการพูดถึงในสื่ออื่นๆ นอกจากเฟซบุ๊ก เช่น ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม สำนักข่าวทางโทรทัศน์ และเว็บไซต์ต่างๆ ให้ความสนใจอย่างมาก และยังมีการนำพิพิธภัณฑ์ไปใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในหลายโรงเรียน โดยเฉพาะห้องใหม่ของพิพิธภัณฑ์ที่จะเปิดเพิ่มในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อนำเสนอภาพบรรยากาศจำลอง ริ้วขบวน และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ผู้ชมสามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ทีละจุดตั้งแต่จุดตั้งต้นจนถึงหน้าพระเมรุในรูปแบบ 360 องศา มีข้อมูลครบถ้วนและเห็นภาพชัดเจน แต่ละโซนนำไปบรรยายประกอบการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว ‘พิพิธภัณฑ์ออนไลน์เฉลิมพระเกียรติเพื่อพ่อ’ อาจมีลักษณะที่แตกต่างจากนิยามของพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติทั่วไป แต่เมื่อเนื้อหาของพิพิธภัณฑ์มีความเกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศ แน่นอนว่ารูปทรงของพิพิธภัณฑ์คงไม่สามารถจำกัดอยู่ในกรอบของกำแพงอาคารอีกต่อไป การใช้ crowdsourcing เพื่อสร้างเนื้อหา ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ใช้ความได้เปรียบของออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อีกแง่หนึ่งก็ทำให้เกิดคำถามเรื่องการคัดกรองเนื้อหา เช่น เรื่องใดควรเล่าในพิพิธภัณฑ์นี้ (โดยเฉพาะเนื้อหาที่มีความละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของผู้คน) หรืออะไรควรอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าพิพิธภัณฑ์ มาตรฐานของพิพิธภัณฑ์คืออะไร คำถามเหล่านี้คงเป็นประเด็นที่นักพิพิธภัณฑ์รวมไปถึงผู้ใช้สมัยใหม่ต้องช่วยกันคิดและจับตามองกันต่อไป

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load