หลายปีมานี้ ไทยเราหันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นกว่าทศวรรษไหน ๆ หลายผู้หลากคนพยายามนำวัสดุธรรมชาติมาแปรรูปเป็นสิ่งต่าง ๆ เพื่อลดขยะและเพิ่มมูลค่าให้วัสดุที่ดูไร้ค่า หนึ่งในนั้นคือ ‘ผักตบชวา’ วัชพืชเจ้าปัญหาคู่แม่น้ำไทย ที่ในช่วงนี้กลับเป็นพืชมีค่า นำไปอัพไซเคิลให้เป็นสารพันสินค้าส่งขายได้ แต่ก่อนที่ผักตบชวาจะได้รับสปอตไลต์จากทั้งภาครัฐและประชาชนมากเป็นพิเศษจนกลายเป็นพืชเงินล้านเช่นทุกวันนี้ นุก-วิลาสินี ชูรัตน ผู้มีความรู้หลากหลายสาขา มีประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจการ์เมนต์กว่า 20 ปี และขบคิดการเพิ่มมูลค่าให้ผักตบชวามานานหลายสิบปี ถือเป็นคนแรก ๆ ที่หยิบผักตบชวามาแปรรูปเป็นเส้นใยเพื่อสร้างสรรค์เป็นแบรนด์สิ่งทอ Munie

‘ความยั่งยืนอยู่ตรงไหน’ 

‘อะไรที่เราจะรักและอยู่กับมันไปตลอดชีวิต’ 

‘สังคมและสิ่งแวดล้อมจะได้อะไรจากสิ่งที่เราทำ’ 

นี่คือ 3 คำถามที่เธอไตร่ตรองเมื่อแรกคิดสร้างแบรนด์ จนวันนี้ Munie ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์สิ่งทอจากผักตบชวาเพื่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นแบรนด์ที่ใส่ใจสังคม และหมั่นพัฒนานวัตกรรมและสินค้าอยู่เสมอ เพื่อให้ Munie เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายและเป็นชื่อเสียงให้ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

แม้ปัจจุบัน นักธุรกิจหลายคนจะหันมาตีตลาดสิ่งแวดล้อมบ้างแล้ว แต่ Munie ก็ยังอยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่ล้มหายไปไหน 

เราอยากชวนทุกคนไปลงลึกถึงเบื้องหลังผืนผ้าจากใยผักตบชวาของนุก ทั้งเชิงงานฝีมือและการทำธุรกิจ เธอฝ่าฟันอะไรมาบ้าง แล้วอะไรที่เธอยึดมั่นเสมอจนทำให้ Munie เป็นที่รู้จักในหลายประเทศ

Munie แบรนด์สินค้าเส้นใยผักตบชวา จริงจังเรื่องนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมจนส่งออกอย่างยั่งยืน

จุดที่ล้ม จุดที่ลุก จุดที่อยากยั่งยืน

หากจะพูดถึง Munie ที่นุกปลุกปั้นมากับมือ เราจำเป็นต้องเข้าใจมรสุมชีวิตและการงานเมื่อหลายปีก่อนที่เธอเผชิญ จนเก็บ Pain Point เหล่านั้นมาพัฒนาเป็นแบรนด์สิ่งทอเพื่อโลกแบรนด์นี้

นุกเล่าให้ฟังว่าเมื่อ 20 ปีก่อน หลังเรียนจบจากหลากหลายสาขาวิชา ทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ เธอก็มุ่งหน้าสู่การทำธุรกิจการ์เมนต์ซึ่งกำลังมาแรงสุด ๆ เงินที่ได้มาช่วงแรกเรียกว่าเป็นกอบเป็นกำตามที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐเริ่มเปลี่ยนไป เช่น มีการเปิดการค้าเสรีกับประเทศจีน SME ขนาดเล็กของเธอจึงไปไม่รอด แม้จะพยายามสู้ชีวิตด้วยการไปบุกตลาดต่างประเทศบ้าง แต่ชีวิตก็สู้กลับจนเธอกุมขมับและต้องปิดกิจการไป

“เราเคยเปิดหน้าร้าน 3 ร้านแต่สุดท้ายก็ต้องปิดไปทั้งหมด แล้วความยั่งยืนมันคืออะไร” เธอตั้งคำถามกับตัวเอง “ถ้าเรายังซื้อผ้าในท้องตลาดมาออกแบบแล้วตัดส่งขาย ใคร ๆ ก็ทำแบบเราได้ แล้วจุดแข็ง จุดต่างของเราคืออะไร” ณ จุดนั้นเองที่นุกเริ่มหวนคิดถึงการสร้างแบรนด์จริง ๆ จัง ๆ ขึ้นโดยหันกลับมาวิเคราะห์ว่า เธอคือใคร อะไรที่เธอจะรักและอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต แล้วสิ่งที่เธอรักนั้นจะเข้าถึงลูกค้าได้มากแค่ไหน

“เราไม่ใช้ถุงพลาสติก เริ่มแยกขยะ และปิดน้ำและไฟเมื่อไม่ใช้มาตั้งแต่อายุ 12 – 13 ปี เพราะเราชอบอ่านข่าวมาก สิ่งที่อ่านเจอและจำได้จนถึงทุกวันนี้คือถุงพลาสติก 1 ใบใช้เวลาตั้ง 400 ปีในการย่อยสลาย มันทำให้เราสงสัยว่าแล้วโลกใบนี้จะเป็นยังไง” 

หลังตอบข้อสงสัยในตัวเองได้ ขอบเขตความเป็นเธอและแบรนด์ที่สร้างค่อย ๆ แคบลงเรื่อย ๆ จากแบรนด์เสื้อผ้าทั่วไปกลายเป็นแบรนด์ที่ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่นุกก็ทำให้แบรนด์ของเธอชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ด้วยการเข้าร่วมโครงการพัฒนาวิจัยเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการของภาครัฐ

“อาจารย์ที่ปรึกษาถามว่าเราสนใจพัฒนาเส้นใยไหนบ้าง มีทั้งมะพร้าว กล้วย กัญชง และผักตบชวา ด้วยความที่เราเคยนั่งเรือไปเรียนที่ศิริราชทุกวัน แต่ละปีก็จะเห็นว่าช่วงหนึ่งแม่น้ำเต็มไปด้วยผักตบชวา ข่าวก็นำเสนอทุกปีว่าภาครัฐโกยผักตบชวาขึ้นมาได้กี่ตัน วนไปแบบนี้จน 20 ปีก็ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ประเด็นผักตบชวาเลยอยู่ในใจตั้งแต่ตอนนั้น” 

การพัฒนาเส้นใยสิ่งทอจากวัชพืชเพื่อสร้างแบรนด์แสนยั่งยืนจึงเริ่มขึ้น ณ จุดนั้น

Munie แบรนด์สินค้าเส้นใยผักตบชวา จริงจังเรื่องนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมจนส่งออกอย่างยั่งยืน

จุดแข็งที่มีรอยร้าว

นุกเข้าสู่โครงการวิจัยเมื่อ พ.ศ.​ 2560 โดยเริ่มจากศึกษาโครงสร้างของผักตบชวาก่อนจะนำมาผลิตเป็นเส้นใยในเฟสแรก ซึ่งยังเปราะและขาดง่ายเกินไป แต่เมื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสักพักก็ได้เส้นใยผักตบชวาผสมฝ้ายสีขาวนวลพร้อมแปรรูป

“แรกเริ่มเราใช้ผักตบชวาแก่ที่ยาวหน่อยมาทำความสะอาดแล้วตากแห้ง จากนั้นก็นำมาระเบิดด้วยไอน้ำเพื่อทำเป็นเส้นใย ก่อนจะนำมาทอกับฝ้ายเพื่อเพิ่มความพริ้วและนุ่ม จนได้เป็นผ้าผืน 1 เมตรจากลำต้นผักตบชวา 500 ต้นที่มีผิวสัมผัสค่อนข้างสาก เหมือนเวลาเราลูบพื้นผิวของไม้หรือหิน ซึ่งเป็นเสน่ห์ของเส้นใยธรรมชาติที่เราตั้งใจเก็บไว้ ” เมื่อได้ผ้าสีขาวนวลมาแล้ว นุกก็นำผ้าเหล่านั้นไปตัดเย็บเป็นหมวกใบเก๋ รองเท้าสุดนุ่ม และกระเป๋าสารพัดประโยชน์

“แรกเริ่มมันเหมือนจะไปได้ดี เราได้ออกรายการสัมภาษณ์เยอะมาก แต่ทำอย่างนั้นอยู่ประมาณ 2 ปี เรากลับรู้สึกว่าตลาดของเราเล็กมากเลย เพราะไม่ว่าจะไปออกบูทที่งานไหน แม้เรื่องราวของเราจะดูน่าสนใจและน่าว้าว แต่พอเขาถามว่าสินค้าแต่ละชิ้นมีกี่สี แล้วเราบอกว่ามีแค่สีเดียว มันก็ไม่ตอบโจทย์เขาแล้ว” เธอเล่าถึงสภาวการณ์ที่คล้ายท้องฟ้าจะเริ่มสดใส แต่กลับมีเมฆเข้ามาบดบัง

“จุดแข็งของเราในตอนนั้นคือ การนำผักตบชวาที่เป็นวัชพืชไร้ค่า มาเพิ่มคุณค่าจนสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติก็จริง แต่เราไม่มีตัวเลือกให้ลูกค้า ราคาก็สูงมากจนไปต่อไม่ได้ เราจะยังเรียกว่ามันเป็นจุดแข็งได้ไหม” นุกตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อหาทางออกให้แบรนด์

Munie แบรนด์สินค้าเส้นใยผักตบชวา จริงจังเรื่องนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมจนส่งออกอย่างยั่งยืน

จุดสำคัญคือหมั่นพัฒนา

“Pain Point สำคัญคือสินค้าของเรามีสีเดียว แล้วเราจะทำยังไงให้มีหลายสี จะย้อมด้วยสีเคมีเหรอ ก็ไม่ เพราะเกิดมลพิษแน่ ๆ แต่ถ้าย้อมด้วยสีธรรมชาติในระบบอุตสาหกรรม ต้นทุนจะสูงมากจนราคาผ้า 1 เมตรอาจจะแตะ 5,000 บาทก็ได้ ซึ่งมันไม่เมกเซนส์เลยว่าทำไมคนที่รักษ์สิ่งแวดล้อมต้องจ่ายแพงกว่า”

ทางออกสำหรับ Munie ที่นุกเลือกคือการกลับไปศึกษาโครงสร้างเส้นใยผักตบชวาอีกครั้ง เพื่อพัฒนาสูตรผสมระหว่างผักตบชวาและฝ้ายให้แข็งแรงทนทานกว่าเดิม โดยใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาปรับใช้ นอกจากนั้น เธอยังใช้ความรู้ด้านการตลาดที่ศึกษาอยู่เสมอมาหาตลาดที่ใช่สำหรับ Munie เรียกว่าจากเฟสแรกที่เธอมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์เพื่อตอบโจทย์ตนเอง ในเฟสนี้นุกพยายามสร้างแบรนด์ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น

“ตลาดเอเชียชอบผ้าสีสันสดใสและผ้าที่นุ่มลื่นซึ่งทำจากใยผักตบชวาและใยไหม ส่วนตลาดยุโรปจะชอบสีออกเอิร์ธโทนซึ่งคลาสสิกกว่า และจะชอบผ้าใยผักตบชวาผสมฝ้ายเพราะดูธรรมชาติกว่า ส่วนตัวเราโฟกัสตลาดยุโรป เพราะอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างไทยและยุโรปมันพอที่จะทำให้เราทำธุรกิจได้ โดยเราไม่บวกกำไรมากจนลูกค้าช็อก เราอยู่ได้ และชาวบ้านก็อยู่ได้ด้วย เราจึงเลือกพัฒนาโครงสร้างเส้นใยผักตบชวาผสมฝ้ายให้ดีกว่าเดิม แล้วคุมสีย้อมธรรมชาติร่วมกับชุมชนให้ตอบโจทย์ลูกค้า” 

กระบวนการต่อจากนั้นคือการนำเส้นใยผักตบชวาผสมฝ้ายที่ได้ไปย้อมสีธรรมชาติ แล้วจึงนำไปทอ ตัด และเย็บออกมาเป็นสินค้าซึ่งเป็นการย้อมแบบ Pitch Dye เพื่อให้สีที่ได้คงทนและสวยงามกว่าการย้อมแบบ Finish Dye หรือการมัดย้อมที่ต้องทอก่อนแล้วจึงย้อมสี แอบบอกว่ากว่าจะได้กระบวนการทั้งหมดนี้ นุกต้องทดลองสลับสับเปลี่ยนขั้นตอน และปรับสูตรโครงสร้างเส้นใยอยู่หลายครั้งทีเดียว

“เราลองมาหมดแล้ว Everything Jingle Bell ทั้งเอาเส้นใยเฟสแรกไปทอมือก่อน แต่ก็พบว่าคุณภาพเส้นใยลดลง แล้วก็เคยลองทำเส้นใยด้วยมือคนโดยไม่ใช้เครื่องจักร ซึ่งสวยมาก ๆ แต่มันทรมานคนแก่เกินไป ราคาก็สูงเกินกว่าตลาดจะรองรับไหว ต่อให้แบรนด์ระดับโลกผลิตสินค้าด้วยวิธีนี้ กลุ่มลูกค้าก็จะเล็กมาก ๆ อยู่ดี เราจึงต้องเลือกทางที่ทุกคนจะรับไหว” นุกเล่าถึงกระบวนการแสนโหดมันฮา ที่ย้อนกลับไปมองเท่านั้นถึงจะยิ้มให้เหตุการณ์เหล่านั้นได้

“เพื่อนเราบอกว่ามีคน 2 ประเภทเท่านั้นที่จะทำสิ่งนี้ได้ หนึ่ง คนที่รวยมาก สอง คนบ้า ซึ่งไม่รู้ว่าตัวเองบ้า แล้วคิดว่าเราเป็นแบบไหน” เธอโยนคำถามพลางหัวเราะ

Munie แบรนด์สินค้าเส้นใยผักตบชวา จริงจังเรื่องนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมจนส่งออกอย่างยั่งยืน
แบรนด์สิ่งทอจากเส้นใยจากผักตบชวาที่ล้มแล้วลุก ไม่หยุดพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนให้สังคมและโลกใบนี้

จุดที่เป็นมิตรกับโลกและสังคม

อ่านมาถึงจุดนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วความเป็นผักตบชวาเอย ความรักษ์โลกเอย และการวิจัยใด ๆ ที่เธอหมั่นพัฒนาเสมอนั้น เกี่ยวข้องกับชื่อแบรนด์ว่า Munie อย่างไร เราขอเฉลยว่ามูนี่หรือที่หลายคนมักเรียกผิดว่ามุณีนั้นเป็นความพยายามของนุกที่จะผสานคำ 5 คำเข้าด้วยกัน นั่นคือ M – Mankind (มนุษยชาติ) U – Unity (ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว) N – Natural (ธรรมชาติ) I – Innovation (นวัตกรรม) และ E – Eco-friendly (เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) 

“เราเรียนวิทยาศาสตร์มา เลยอยากให้แบรนด์มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เสมอ เพราะมันเป็นแต้มต่อที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้งาน จากนั้นก็นำมาผนวกกับสิ่งที่เราเป็นนั่นคือมนุษย์ แล้วผสานกับจุดยืนที่อยากให้ธรรมชาติและมนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล สิ่งที่เราให้ความสำคัญในการทำ Munie เสมอ คือแนวทางเศรษฐกิจใหม่หรือ BCG Model​”

ขยายความให้เข้าใจง่าย ๆ BCG Model เป็นการรวมคำว่า Bioeconomy, Circular Economy และ Green Economy เข้าด้วยกัน เพื่อให้ธุรกิจต่าง ๆ เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัสดุธรรมชาติ และเน้นการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อกระจายรายได้ให้ชุมชน อีกทั้งสร้างความยั่งยืนให้สังคมและสิ่งแวดล้อมนั่นเอง 

“เวลาเราเข้าไปทำงานกับชาวบ้าน เราไม่เคยกดหรือต่อค่าแรงเขาเลย มีแต่ถามว่าคิดเท่าไหร่ เพราะมันเป็นงานฝีมือที่ใช้ประสบการณ์และเวลา เรานั่งทอผ้าแล้วปวดหลัง เขาก็ปวดหลังเท่ากันกับเรา เราเป็นคน เขาก็เป็นคน เราควรให้คุณค่างานของเขาโดยไม่ต่อค่าแรงให้ต่ำ เพราะถ้าชุมชนอยู่ดีกินดี สังคมก็ดีขึ้น สิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้นโดยที่เราไม่จำเป็นต้องรณรงค์เรื่องภาวะโลกรวนมากแบบตอนนี้

“อีกอย่าง เราเอาความต้องการของลูกค้าเป็นตัวตั้งก็จริง แต่เราต้องเข้าใจจิตวิญญาณของชาวบ้านด้วย ไม่ใช่ยึดแต่ออเดอร์ของเราอย่างเดียว เช่น สีของผ้าจะขึ้นกับวัสดุธรรมชาติที่ชาวบ้านหาได้ในฤดูกาลนั้น อาจจะเป็นกาบมะพร้าว ประดู่ คราม ครั่ง ใบมะม่วง ถ้าลูกค้าอยากได้สีจากประดู่แต่ไม่ใช่หน้าประดู่ หน้าที่ของเราไม่ใช่การกดดันชาวบ้าน แต่ต้องจัดการสต็อกสินค้าใหม่ หรือถ้ามันเป็นหน้านา เขาก็ต้องไปทำนา หน้าฝนเขาก็ต้องไปจับปลา เราจะให้เขามาทอผ้าไม่ได้ มันเป็นวิถีของเขาที่เราต้องเข้าใจ” 

นุกอธิบายให้ฟังถึงกระบวนการการทำงานที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนประเด็นสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่าเธอได้คะแนนเรื่องนี้ไปเต็ม ๆ ไม่ว่าจะเรื่องการออกแบบหรือการเลือกใช้วัสดุ

“เราพยายามวางแพตเทิร์นให้เหลือเศษผ้าน้อยที่สุด ผ้าที่เหลือก็นำมาทำเป็นงานแพตช์เวิร์กแต่ขนาดเหลือเศษผ้าคนก็ยังอินบ็อกซ์มาถามว่าขายมั้ย ทั้งที่แบรนด์อื่นต้องจ้างให้คนนำเศษผ้านั้นไปทิ้ง เราก็แอบภูมิใจว่าของเรามีคุณค่า

“กระทั่งเรื่องการออกแบบ เราอาจจะไม่ได้ออกแบบสินค้าให้หวือหวาหรือตามกระแสแต่เน้นความคลาสสิก เพื่อให้ลูกค้าใช้ของได้นานที่สุด ลูกค้าของเราจึงมีตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงสูงอายุ ซึ่งดูเป็นไปไม่ได้ในเชิงการตลาดที่ช่วงอายุของลูกค้าจะต่างกัน 40 – 50 ปี แต่เราทำได้ เพราะตลาดของเราคือคนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและรักงานฝีมือ” 

แบรนด์สิ่งทอจากเส้นใยจากผักตบชวาที่ล้มแล้วลุก ไม่หยุดพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนให้สังคมและโลกใบนี้
แบรนด์สิ่งทอจากเส้นใยจากผักตบชวาที่ล้มแล้วลุก ไม่หยุดพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนให้สังคมและโลกใบนี้

จุดต่อไปของ Munie

จากวันที่เริ่มวิจัย ออกบูทเพื่อเก็บฟีดแบ็ก และพัฒนาสินค้าสม่ำเสมอ สารพันสิ่งทอจากเส้นใยผักตบชวาของนุกเดินทางไปอวดโฉมในหลายประเทศ ทั้งยังทำให้เธอได้เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพคนไทย 3 คนที่ได้เข้าร่วมโครงการ UN Environment Programme ได้เข้าร่วมโครงการของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและในเดือนมิถุนายน ปี 2022 นุกจะนำนวัตกรรมโดยคนไทยจากสองมือของชุมชนไทยไปแสดงผลงานที่ Milan Design Week ด้วย

“คนอื่นอาจมองว่าเราประสบความสำเร็จมาก แต่เบื้องหลังมันเจ็บปวดนะ มันมีความเหนื่อย ความยาก ถามว่าทำไมยังทำ เพราะเราทำด้วยแพสชันล้วน ๆ แม้กำไรที่เป็นเม็ดเงินอาจจะไม่มาก แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ ยิ่งเฉพาะเวลาไปออกบูทแล้วได้รับคำชื่นชมกลับมา เราก็จะมีแรงทำต่อเสมอ 

“หลายประเทศคิดว่าเราแค่นำผักตบชวามาตากแห้งแล้วสานมือ เพราะเขาคิดว่าสินค้านวัตกรรมจะต้องมีแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่เราทำให้เขาเห็นว่าไทยเราก็มี เราก็บอกว่าไม่ใช่ แล้วเล่ากระบวนการทั้งหมดให้ฟัง มันทำให้เรารู้สึกว่าเรามีประโยชน์ต่อประเทศนี้” นุกบอกถึงความภูมิใจและความตั้งใจที่จะพา Munie สู่ตลาดโลกให้กว้างกว่าเก่า 

แม้จะมีแบรนด์รักษ์โลกเกิดขึ้นมากี่แบรนด์ และแม้จะมีอีกหลายแบรนด์นักที่หยิบผักตบชวามาแปรรูปเป็นสินค้าบ้าง แต่ Munie ก็ยังก้าวเดินได้อย่างยั่งยืนเพราะจุดยืนที่นุกตั้งไว้ ทั้งเธอยังหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เส้นทางที่นุกตั้งใจเดินต่อไปจึงไม่ได้ซับซ้อน แต่คือการยกระดับงานฝีมือไทยให้ไม่เพียงสวย แต่ยังตอบโจทย์การใช้งานด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ 

“ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผ้าจากผักตบชวาถือเป็นนวัตกรรม แต่ปัจจุบันมีการผลิตผ้าจากเส้นใยต่าง ๆ ออกมามากขึ้น ผ้าจากผักตบชวาของเราจึงไม่ถือเป็นนวัตกรรมน่าตื่นเต้นในตอนนี้แล้ว ถามว่าเราคิดจะพัฒนาเส้นใยอื่นไหม อาจจะทำในเชิงเส้นใยเสริม แต่ไม่คิดพัฒนาให้เป็นเส้นใยหลักของ Munie เพราะเราพัฒนาเส้นใยจากแพสชัน และอยากสร้างความชัดเจนให้แบรนด์

“สิ่งที่เราต้องโฟกัสคือการไม่หยุดพัฒนา มันจะทำให้เราเป็นผู้นำไม่ใช่ผู้ตาม ถ้าเราคิดแต่จะตามรอยเท้าคนอื่น เราก็จะไม่มีรอยเท้าและความยั่งยืนเป็นของตนเอง ซึ่งมันหล่อเลี้ยงชีวิตเรา แถมทำประโยชน์ให้สังคม ให้สิ่งแวดล้อม และให้ประเทศชาติด้วย” นุกทิ้งท้าย

แบรนด์สิ่งทอจากเส้นใยจากผักตบชวาที่ล้มแล้วลุก ไม่หยุดพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนให้สังคมและโลกใบนี้

Munie Eco Lifestyle

โทรศัพท์ : 08 3244 9848

เว็บไซต์ : www.muniefashion.com

Facebook : Munie eco lifestyle

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

หากพูดถึงจังหวัดเชียงราย แน่นอนว่าชื่อ ‘สับปะรดนางแล’ ต้องเป็นผลไม้อร่อยที่หลายคนนึกถึง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าสิ่งนี้เข้าใกล้คำว่า ‘สูญพันธุ์’ 

เราก็เพิ่งรู้จากคำบอกเล่าของลูกหลานชาวเชียงรายอย่าง กะปิ-ปีย์ญานันท์ รัตนจันทร์ เธอเป็นเจ้าของ ‘Himlya Cotton’ (ฮิมญยา คอตตอน) กิจการกระดาษและสีธรรมชาติ (ผลิตมือ) จากวัตถุดิบท้องถิ่นในดินแดนบ้านเกิด

กะปิเป็นศิลปินที่ทำแบรนด์เครื่องเขียนเล็ก ๆ จากจังหวัดเชียงราย เพื่อหวังกู้ชีพให้สับปะรดนางแลกลับมาเป็นภาพจำของจังหวัดอีกครั้ง โดยเธอใช้แทบทุกส่วนมาแปรรูปเป็นกระดาษเส้นใยธรรมชาติและสี สนุกดีที่เธอจำแนกสีจากสับปะรดได้มากถึง 12 เฉด ซึ่งกะปิตั้งใจให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์การทำงานและความต้องการของเพื่อนศิลปินอย่างแท้จริง 

นี่เป็นฤกษ์งามยามดีที่เราต่อสายไปหาเธอ ชวนพูดคุยถึงความสนใจในของดีบ้านเกิด กับการเล่นแร่แปรสารพัดวัสดุธรรมชาติให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์น่ารัก แม้เริ่มตั้งไข่ แต่ขออวยชัยให้นัก ๆ เจ้า

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

จุดเริ่มต้น

Himlya Cotton บ่มเพาะขึ้นในระหว่างการทำวิจัยปริญญาโท ขณะนั้นเธอทำวิจัยเกี่ยวกับเยื่อสาที่ใช้ทำกระดาษ และนั่นเป็นแรงบันดาลใจชุดแรกที่ทำให้เธอตัดสินใจคิดค้นผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

“เริ่มจากเราอยากรู้ว่ากระดาษทำยังไง เลยตัดสินใจไปเวิร์กช็อปที่หมู่บ้านสันต้นเปา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านทำกระดาษสา ตอนนั้นไปเรียนทำกระดาษเพื่องานศิลปะโดยเฉพาะ” 

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล
Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

ผลิตภัณฑ์ของ Himlya Cotton ต่อยอดความรู้เกี่ยวกับการทำกระดาษจากเชียงใหม่ ผสมผสานกับเทคนิคจากต่างประเทศที่กะปิออกเดินทางไปศึกษา ทั้งเทคนิคการทำกระดาษจากญี่ปุ่น ไต้หวัน และอินเดีย สู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งสีน้ำธรรมชาติและกระดาษเส้นใยธรรมชาติจากวัตถุดิบของเชียงราย

“ถ้าเป็นแบรนด์ที่ทำกระดาษอย่างเดียว เราก็ไม่แน่ใจว่าจะขายได้มั้ย” เธอหัวเราะ “ความคิดแรกเราอยากทำสมุดเย็บมือ เป็นสมุดที่ออกแบบเส้นใยกระดาษของตัวเอง พอถึงกระบวนการย้อมสี เราใช้สีเคมี แต่ใช้ไปใช้มามันมีผลกระทบกับร่างกาย เราเป็นไมเกรน เลยหันมาเลือกทำสีธรรมชาติใช้เอง”

ที่สำคัญ ปณิธานอันแรงกล้าของกะปิ คือการทำให้คนรู้จักสับปะรดนางแลจากสินค้าของเธอ

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล
Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

ปฏิบัติการกู้ชีพสับปะรดนางแล

แท้จริงแล้วสับปะรดพันธุ์ดั้งเดิมที่เป็นของดีประจำจังหวัดเชียงราย คือ สับปะรดนางแล ซึ่งตอนนี้ใกล้สูญพันธุ์ ด้วยลักษณะทางกายภาพที่เปลือกบาง ยากต่อการขนส่ง และส่งออกต่างประเทศไม่ได้ พ่วงกับกระบวนการปลูกที่ต้องใช้ต้นทุนสูง ใช้ปุ๋ย ใช้กำลังคน เมื่อออกดอกก็ต้องใช้ใบมาคลุมกันฝน กันช้ำ

“ด้วยความที่ต้นทุนสูงสวนทางกับราคาขาย ชาวบ้านเลยไม่ค่อยขายสับปะรดพันธุ์นี้กัน หันไปขายพันธุ์ภูแลแทน แต่ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มกลับมาปลูกนางแลกันแล้ว แต่ยังไม่เยอะ อีกอย่างพันธุ์นางแลออกผลผลิตแค่ปีละครั้งเท่านั้น ทุกเดือนเมษายน-พฤษภาคม หมดหน้าแล้วก็หมดเลย”

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

เมื่อเล็งเห็นสถานการณ์ที่ไม่สู้ดี ปฏิบัติการชุบชีวิตสับปะรดนางแลจากผลผลิตของชุมชนป่าซางวิวัฒน์ ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ให้กลับมาเป็นพระเอกประจำจังหวัดอีกครั้งจึงเริ่มต้นขึ้น ทั้งการส่งเสริมการบริโภคและแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า อย่าง Himlya Cotton ก็ช่วยแปรรูปเป็นเครื่องเขียน อาทิ กระดาษ สมุด สีจากธรรมชาติ เพื่อนำส่วนต่าง ๆ ของสับปะรดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

“ตอนที่เราอยากทำกระดาษก็พยายามหาวัตถุดิบ แต่เชียงรายไม่มีขาย ต้องสั่งจากเชียงใหม่ ใช้เวลาขนส่งนาน เลยคิดหาวัสดุทดแทนเยื่อสา บวกกับเราเห็นสับปะรดนางแลใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งน่าจะเป็นการดีที่จะทำให้สับปะรดพันธุ์นี้กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งและเป็นการอนุรักษ์ไปในตัว

“เราเลยเข้าไปหา ป้ารัตน์ ในชุมชนป่าซางวิวัฒน์เพื่อเรียนทำกระดาษเส้นใยสับปะรด ซึ่งป้ารัตน์เป็นหลานของคนที่นำพันธุ์นางแลเข้ามาปลูกในเชียงราย เป็นทายาทที่ยังหลงเหลืออยู่ในชุมชน เขาเป็นตัวตั้งตัวตีและเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับสับปะรด เขาพยายามชูพันธุ์นางแลอย่างเต็มศักยภาพ” 

ป้ารัตน์เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของกะปิด้วยเช่นกัน

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

กระดาษจากศิลปินเพื่อศิลปิน

กะปิบอกกับเราในฐานะศิลปินผู้คลุกคลีกับงานศิลปะอยู่บ่อย ๆ คุณสมบัติที่เธอมองหามากที่สุดในกระดาษ 1 แผ่น คือประสิทธิภาพในการซับน้ำ และความสดของสีหลังแต้มลงบนกระดาษ

นี่แหละสำคัญ คนในวงการเดียวกันย่อมเข้าใจหัวอกซึ่งกันและกัน

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล
Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

“ตอนซื้อกระดาษจากญี่ปุ่น กระดาษเขาทำมาจากเยื่อไผ่ ซับน้ำได้ดีมาก กระดาษบางประเภทลงสีไปแล้วสีซีด แต่กระดาษเขาใช้แล้วสีชัดขึ้น ซึ่งเราพยายามทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัตินี้”

ซึ่งกระดาษจากใยสับปะรดนางแลดีต่องานศิลปะเป็นพิเศษ เพราะตัวเส้นใยหนา เมื่อจรดปลายพู่กันลงกระดาษก็ซึมซับน้ำได้ดี เมื่อกระดาษแห้งดี สีก็ติดทนทาน ผลงานออกมาสวยเช้ง

“ล่าสุดเราเอากระดาษของเราไปให้เพื่อนที่เป็นศิลปินใช้ เขาบอกว่ากระดาษของเราซับน้ำได้ดี กระดาษแบรนด์เราเหมาะกับการใช้ในงานศิลปะ โดยเฉพาะสีน้ำและสีอะคริลิก”

ส่วนเทคนิคการทำกระดาษ Himlya Cotton เป็นส่วนผสมสุดลงตัวที่มีการปรับใช้จากวิธีและเทคนิคของแต่ละประเทศให้เข้ากับสารตั้งต้นท้องถิ่น ที่สำคัญ กะปิรู้อินไซต์ความต้องการของเพื่อนพ้องศิลปิน ทำให้กระดาษเส้นใยธรรมชาติของแบรนด์นี้ตอบโจทย์การทำงานศิลปะแบบสุด ๆ

Himlya Cotton สีธรรมชาติและกระดาษทำมือเพื่องานศิลปะ ต่อยอดภูมิปัญญาทำกระดาษจาก จ.เชียงราย โดยศิลปิน เพื่อเพื่อนศิลปิน

สีจากศิลปินเพื่อศิลปิน

นอกจากเรื่องสุขภาพที่ไม่สู้ทนต่อสีเคมี กะปิเองก็เป็นแฟนคลับตัวยงของเครื่องเขียนทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะสีน้ำ นี่เป็นอีกแรงบันดาลใจให้เธอเริ่มทำสีจากธรรมชาติใช้เอง 

ตอนนี้โทนสีของ Himlya Cotton มีสีจากหิน ดิน ใบไม้ ดอกไม้ สมุนไพร และสับปะรดนางแล ตัวสับปะรดใช้ทุกส่วนมาทำเป็นสี อาทิ ใบ เปลือก น้ำ ซึ่งแน่นอนว่าทุกวัตถุดิบ Made in Chiang Rai

Himlya Cotton สีธรรมชาติและกระดาษทำมือเพื่องานศิลปะ ต่อยอดภูมิปัญญาทำกระดาษจาก จ.เชียงราย โดยศิลปิน เพื่อเพื่อนศิลปิน

“ตอนนี้มีสีจากสับปะรด จำแนกได้ทั้งหมด 12 เฉด จากใบ เปลือก กาก และน้ำ อย่างใบให้โทนสีเขียว เขียวเข้ม เขียวอ่อน ผลสับปะรดกับน้ำให้โทนสีเหลือง เวลาผสมกันให้สีส้ม สีไข่ สีเกือบขาว ส่วนเปลือกให้สีน้ำตาลดำ นอกจากสีตามธรรมชาติ เราเอาชิ้นส่วนของสับปะรดมาผ่านกระบวนการต่าง ๆ ต้ม ตาก และอบ เพื่อให้ได้เฉดสีอีกหลายสี อย่างกาก หลังจากเอาน้ำออก ส่วนน้ำให้อีกโทนสีหนึ่ง ส่วนกากก็เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล เราก็เอากากมาทำต่อได้อีกหนึ่งสี”

Himlya Cotton มีขายทั้งสีน้ำ สีเทียน สีอะคริลิก ซึ่งเคล็ดลับในการทำผงสีของแบรนด์นี้ คือ ดินสอพอง เพราะประสิทธิภาพในการดูดสีอันยอดเยี่ยม แถมยังเป็นวิธีการทำสีของจิตรกรรมไทยโบราณ ซึ่งกะปิมีความรู้ด้านจิตรกรรมไทย เพราะเธอเรียนจบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Himlya Cotton สีธรรมชาติและกระดาษทำมือเพื่องานศิลปะ ต่อยอดภูมิปัญญาทำกระดาษจาก จ.เชียงราย โดยศิลปิน เพื่อเพื่อนศิลปิน
Himlya Cotton สีธรรมชาติและกระดาษทำมือเพื่องานศิลปะ ต่อยอดภูมิปัญญาทำกระดาษจาก จ.เชียงราย โดยศิลปิน เพื่อเพื่อนศิลปิน

โอกาสของภูมิปัญญาเชียงราย

นอกจากสีและกระดาษจากสับปะรดที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ในอนาคต Himlya Cotton อยากทดลองใช้ชา โกโก้ และกาแฟ ในกระบวนการผลิต เนื่องจากเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นขึ้นชื่อของเชียงราย 

“เรามองว่าภูมิปัญญาเป็นแนวคิดเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์และรากเหง้าเฉพาะชุมชน เราไม่อยากให้ภูมิปัญญาสูญหาย เลยต้องสืบทอดและบอกต่อให้คนอื่นรู้จัก อย่างการทำกระดาษจากเส้นใยสับปะรด เราพยายามหาวัตถุดิบใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในเชียงรายมาทดลองและต่อยอด เพื่อให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นยังอยู่ต่อไปได้ และเราตั้งใจให้ Himlya Cotton เป็นแบรนด์จากคนเชียงรายจริง ๆ” 

นอกจากการขับเคลื่อนภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยแบรนด์แล้ว กะปิยังเสนอโครงการศิลปะกับชุมชน เพื่อจุดประสงค์ในการเข้าไปพัฒนาชุมชนป่าซางวิวัฒน์ โดยเน้นสร้างผลิตภัณฑ์และพัฒนาพื้นที่

“เราเป็นส่วนหนึ่งของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจกลับบ้านเพื่อมาช่วยพัฒนาบ้านเกิดให้ดีขึ้น เราอยากเห็นเชียงรายเป็นเมืองศิลปะจริง ๆ ที่มีกิจกรรมและพื้นที่เอื้อต่อคนทำงานศิลปะและคนรุ่นใหม่

“ถ้ามีพื้นที่ให้ศิลปินหรือคนเรียนศิลปะได้แสวงหาแรงบันดาลใจ อย่างน้อยพวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ต้องออกไปทำงานต่างจังหวัด ให้เขาสร้างผลงาน สร้างรายได้อยู่ในบ้านเกิดของเรานี่แหละ” 

Himlya Cotton แบรนด์เครื่องเขียนทำมือ จ.เชียงราย โดยคนกลับบ้านที่ตั้งใจชุบชีวิตสับปะรดนางแล

Himlya Cotton

สั่งซื้อกระดาษเส้นใยธรรมชาติ ที่ Instagram : Himlya Cotton

Writer

Avatar

ญาณินท์ ศรีอุดมพงษ์

อดีตนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ในวงการแฟชั่นผู้เชื่อว่าจังหวะชีวิตมีจริง และมีวง safeplanet เป็นเครื่องชุบชูใจ

Photographer

Avatar

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load