ขบฟันกั้นกอดวันทองไว้ ขุนช้างร้องไปชิงไว้หวา

เพชฌฆาตดาบยาวก้าวย่างมา ขุนแผนโถมถาคร่อมเมียไว้

ฉุดคร่าคว้ากันอยู่ดันดึง ฟันผึงถูกขุนแผนหาเข้าไม่

ดาบยู่บู้พับยับเยินไป เข้ากลุ้มรุมฉุดได้ขุนแผนมา

ขุนแผนฮึดฮัดกัดฟันเกรี้ยว บิดตัวเป็นเกลียววางกูหวา

เพชฌฆาตแกว่งดาบวาบวาบมา ย่างเท้าก้าวง่าแล้วฟันลง

ต้องคอนางวันทองขาดสะบั้น ชีวิตวับดับพลันเป็นผุยผง

พอพระไวยถึงโผนโจนม้าลง ตรงเข้ากอดตีนแม่แน่นิ่งไป

หลังจากพระพันวษาทรงสั่งประหารนางวันทองด้วยข้อหาเป็นหญิงหลายใจ เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กับขุนแผนหรือขุนช้าง พระไวย บุตรของขุนแผนกับนางวันทองจึงไปทูลขอชีวิต จนในที่สุดก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เมื่อเจ้ากรมยมราชเห็นคนควบม้ามาพร้อมธงขาวส่งสัญญาณยกเลิก เจ้ากรมกลับคิดว่าพระเจ้าแผ่นดินกริ้วที่ตนสั่งประหารช้า จึงรีบให้เพชฌฆาตตัดคอนางวันทองไปเสียก่อน!?

“อ้าว!!!”

รู้ตอนจบกี่ครั้งก็อดอุทานไม่ได้กับความตายอันน่าสลดของ นางวันทอง โฉมงามผู้เกิดในยุคสมัยที่ไม่อาจเลือกอะไรเพื่อชีวิตตัวเอง

ใครหลายคนคงจดจำตัวละครจากวรรณคดีรักสามเส้าเรื่อง ขุนช้างขุนแผน กันได้เป็นอย่างดี เพราะมีบรรจุอยู่ในวิชาภาษาไทยหลายระดับ แต่น่าเสียดายว่าเป็นการหยิบยกมาเพียงบางช่วงบางตอน นักเรียนจึงไปไม่ถึงจุดจบของเรื่องโดยสมบูรณ์เสียที 

แต่การไปไม่ถึงหน้ากระดาษแผ่นสุดท้าย กลับทำให้เกิดสำนวนที่พูดกันอย่างติดปากมาจนถึงปัจจุบันอย่าง ‘วันทองสองใจ’ ซึ่งมักมีความหมายสื่อถึงพฤติกรรมของผู้หญิงมากรัก เลือกไม่ได้ จิตใจโลเล

ในจุดนี้ ไม่ใช่เราเพียงคนเดียวที่อัดอั้นตันใจจนอยากหยิบปากกามาเปลี่ยนชีวิตของวันทองเสียใหม่ เพราะ มุ เจ้าของผลงานอันโด่งดังเรื่อง วันทองไร้ใจ ที่ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนยอดนิยมอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มการ์ตูนดิจิทัล WEBTOON ขณะนี้ ได้ลงมือเปลี่ยนพล็อตชีวิตของวันทองด้วยตัวเองจนมีผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน มีคนอ่านไปมากกว่า 18.5 ล้านครั้ง! แถมยังมีแฟนคลับนำไปคอสเพลย์กันอย่างจริงจังตั้งแต่ตัวเอกยันตัวประกอบ! ความปังครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีว่า ชีวิตวันทองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

โดยวันทองในเวอร์ชันใหม่ แท้จริงแล้วเป็นสาวยุคปัจจุบันอีกคนที่ตื่นขึ้นมาในร่างของตัวละครในวรรณคดี เธอต้องเผชิญหน้ากับตัวละครอีกมากมายที่เคยได้ยินชื่อ ไม่ว่าจะเป็น สายทอง หรือนางศรีประจัน รวมถึงโจทก์หัวใจอย่าง ขุนช้าง และ ขุนแผน

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ ความน่าสนใจของเรื่องยังไม่ได้หยุดเพียงว่า สาวหลงยุคคนนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตที่ถูกบังคับให้อยู่กับขนบธรรมเนียมและแนวคิดแบบเดิม ๆ แต่เธอจะทำอย่างไรไม่ให้จบชีวิตลงที่ลานประหารต่างหาก!

เราชวนคุณมุพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองด้านวรรณคดีจากคนที่เรียนเอกภาษาไทย รวมถึงเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และความอัดอั้นตันใจที่นำมาสู่การสร้างเนื้อเรื่องและตอนจบรูปแบบใหม่ของตัวเอง

ต่อจากนี้ วันทองไม่ต้องโดนหาว่าสองใจอีกต่อไป เพราะเธอจะไร้ใจไปเลย!

ว่าแต่ทำไมวันทองต้องไร้ใจด้วย

เป็นการตั้งล้อสำนวนวันทองสองใจค่ะ ในเรื่องคือเลือกไม่ได้ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง เราเลยไม่เอาทั้งสองคน ก็ไร้ใจไป แต่ถ้าไม่เอาเลยสักคนจริง ๆ เรื่องนี้คงอยู่ WEBTOON หมวดโรแมนซ์ไม่ได้ (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

คุณไม่ชอบเนื้อเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แบบเดิม เลยเขียนเวอร์ชันใหม่

ต้องเล่าก่อนว่า ตอนนั้นติดอ่านนิยายจีน ชอบอ่านแนวทะลุมิติเข้าไปในนิยาย หรือแนวทะลุมิติเข้าไปแก้ไขชีวิตตัวเอง ก็เลยคิดว่าของไทยน่าจะมีบ้าง เลยนึกถึงวันทองขึ้นมา เรื่องแรกเป็นแนวทะลุมิติเหมือนกันค่ะ แต่เป็นเรื่องจีน ก่อนหน้านี้เขียนให้ Comico Thailand ตอนนั้นอยากล้อว่ามีแนวทะลุมิติเยอะ ก็เลยเอาทุกคนมาทะลุมิติหมดเลย แนวเบาสมอง ชื่อ เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

ส่วนเรื่อง วันทองไร้ใจ คือเราคิดว่าพวกตัวเอกของเรื่องแนวนี้มักจะชีวิตรันทด ไม่ได้รับความยุติธรรม วันทองก็เข้าแก๊ปอยู่นะ จริง ๆ เคยมีคนเขียนนิยายเกี่ยวกับวันทอง หรือคนอื่นทะลุมิติที่เป็นตัวละครใน ขุนช้างขุนแผน อยู่แล้ว เราไม่ใช่คนแรกที่เขียน แต่ตอนที่เราอ่าน ขุนช้างขุนแผน เหมือนเราดูละครแล้วขัดใจ ทำไมนางเอกต้องตายด้วยล่ะ! ไม่ได้ผิดสักหน่อย! เราเลยอยากให้วันทองได้มีสิทธิ์มีเสียง ได้แก้ไขชีวิตตัวเอง เพราะเธอคือนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกคนหนึ่ง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
การ์ตูนเรื่อง เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

แสดงว่าจริง ๆ แล้วมีนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกหลายคน

ใช่ค่ะ

หลายคนมองว่า โมรา กากี ก็กลายเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายใจไปเหมือนกัน

ไม่คิดว่าทั้งสองเป็นตัวแทนผู้หญิงหลายใจ แต่เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เลือกอะไรไม่ได้เลยมากกว่า อย่างโมรา สะท้อนชีวิตสมัยก่อนที่ผู้หญิงต้องขึ้นอยู่กับผู้ชาย ผู้ชายเก่ง ฉันก็รอด ถ้าผู้ชายไม่เก่ง ฉันก็ตายตาม โมราเลยดิ้นรนให้อยู่ในความครอบครองของผู้ชายที่เก่งกว่า แต่มันขัดกับศีลธรรมของสิ่งที่สมัยนั้นคิดว่าดีงาม เธอเลยกลายเป็นตัวร้าย เธอเจอผู้ชายคนนี้ก่อนก็ต้องอยู่กับเขาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งเกิดจากผอบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ส่วนกากี อันนี้เป็นพล็อตนิยายอีโรติก (หัวเราะ) ถูกครุฑพาไปอยู่บนวิมานชั้นฟ้า ให้ทำยังไงล่ะ ไม่ยอมแล้วให้กระโดดเมฆตายหรอ แล้วมีคนธรรพ์ไปซ้ำอีก จะให้ทำยังไง เลือกอะไรไม่ได้เลย แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันทองสองใจถึงติดหูคนมากกว่า

อีกอย่างคือเรามีการเอาขนบของทางอินเดียมาด้วยว่า ผู้หญิงต้องผุดผ่อง รักเดียวใจเดียว ถ้าหากสามีตายต้องเผาตัวเองตายตาม เป็นการรับอิทธิพลมา และเมื่อก่อนมีความเชื่อว่าผู้หญิงคือสมบัติของพ่อแม่ แต่งงานไปก็เป็นสมบัติของสามี ผู้หญิงจึงไม่มีแนวคิดว่า เราเป็นคน เป็นตัวเอง ไม่ใช่ของใคร มันก็เลยไปในแนวนั้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เห็นในเรื่อง วันทองไร้ใจ

(หัวเราะ) เพราะว่าเรื่องนี้นางเอกไม่ได้เป็นคนในยุคนั้น เธอเป็นคนยุคปัจจุบันทะลุมิติไป เธอเลยออกมือออกไม้ได้มากกว่า แต่เธอจะไปฉอดทุกคนที่ขวางหน้าก็ไม่ได้ ตรงนี้คือข้อจำกัด เธอต้องอยู่ให้ได้ ถึงไม่อยากประนีประนอมก็ต้องทำหน่อย ไม่งั้นจะถูกหาว่าบ้า

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ฟังแล้วรู้เลยว่าผู้หญิงถูกกดทับในวรรณคดีอยู่บ่อย ๆ

เพราะว่าวรรณคดีเป็นภาพสะท้อนสังคมในอดีต สมัยก่อนสถานะผู้หญิงเป็นอย่างไร ในวรรณคดีก็สะท้อนออกมาเป็นแบบนั้นเลย อย่างตอนนี้ถ้าเทียบกับวรรณคดี สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือผู้หญิงเป็นคนเขียนเองมากขึ้น จากแต่ก่อนที่ผู้ชายจะเป็นคนเขียนวรรณคดี มันก็ช่วยไม่ได้ที่เนื้อเรื่องจะเป็นไปในมุมมองของผู้ชาย แต่ก่อนมีหน้าที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ผู้หญิงต้องอยู่ในบ้าน ผู้ชายอยู่นอกบ้าน ปัจจุบันยังมีบ้าง แต่ก็เปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนผ่านสื่อ ผ่านเรื่องราวของยุคสมัยอย่างที่เราเห็นกัน

ในวรรณคดี สิ่งที่คนเขียนยุคนั้นเขียนออกมาก็สะท้อนเรื่องของคนยุคนั้น พอเราเขียนก็เลยสะท้อนเรื่องของยุคนี้แบบไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน ต่อ ๆ ไปก็จะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มมา เช่น พ่อค้า ชนชั้น เรื่องทาส แต่อันนี้เป็นทาสในสมัยก่อน หรือความคิดที่ว่าเวลาทำงานจะต้องทำถวายหัว มีบางกลุ่มที่คิดแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน แต่อันนี้ต้องรอซีซั่นหน้า

แล้วพอจะมีวรรณคดีหรือนิทานเรื่องไหนบ้างไหมที่ผู้หญิงไม่ถูกกดทับ หรือค่อนข้างมีอิสระมากกว่าที่เรานึกออก

มีเรื่องเดียวเท่าที่คิดออกตอนนี้คือ แก้วหน้าม้า มีสิทธิ์มีเสียงหน่อย มีอำนาจ มีอิทธิฤทธิ์ กำหนดชีวิตตัวเองได้มากกว่า อย่างน้อยก็มากกว่าตัวละครหญิงคนอื่น ๆ 

ตอนที่เขียนเรื่อง วันทองไร้ใจ ขึ้นมา คุณมีเป้าหมายไหมว่าอยากให้ใครมาอ่าน

ตอนแรกคือแค่คนที่อัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ) เธอคิดเหมือนฉันใช่ไหม (หัวเราะ) แต่ตอนที่มีการประกวดวาดการ์ตูนของ WEBTOON ในปี 2020 เขาให้วาดเรื่องแนวไหนก็ได้ เราเลยลองส่งเรื่องนี้ไป แต่ไม่ผ่าน ตอนหลังเขาถึงค่อยมาติดต่อว่าสนใจจะวาดไหม เพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจ ก็เลยได้วาด เรื่องนี้น่าจะได้รับการติดต่อประมาณปี 2021

หลังจากนั้นคุณก็ได้เขียนต่อยาว ๆ เลย แถมลายเส้นยังสวยมากด้วย เริ่มวาดภาพจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

มาเริ่มฝึกตอนที่มีเว็บบอร์ด สมัยมหาวิทยาลัย และมีเพื่อนที่ชอบวาดด้วยกันก็ได้แลกเปลี่ยนผลงานกัน เหมือนเป็นการช่วยกระตุ้นเรา เราก็ได้เรียนรู้กับคนที่เรียนมาโดยตรงหรือกับคนที่วาดมาเยอะกว่า

แต่ตอนอนุบาลก็วาดเป็นงานอดิเรกค่ะ วาดเด็กผู้หญิง ดอกไม้ วาดแล้วมีเพื่อนชมก็ยิ่งวาด พอโตขึ้นมาหน่อยสักประถมก็เริ่มวาดเป็นเรื่อง เขียนเองอ่านเอง เป็นลายเส้นญี่ปุ่นหน่อย เพราะชอบการ์ตูนตาหวาน แรงบันดาลใจตอนวาดก็มาจากคุณพ่อด้วย คุณพ่อวาดให้ดู เราก็วาดตาม

แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย คณะที่เรียนไม่ได้เกี่ยวกับวาดรูปนะคะ เรามาฝึกเอง เปลี่ยนลายเส้นด้วย เพราะตอนแรกก็ไม่ใช่คนวาดสวย ส่วนการเรียนเอกภาษาไทยอาจจะช่วยบ้าง เพราะเราเรียนวิเคราะห์วรรณกรรมมาเยอะ ก็พอมีพื้นฐานการลำดับเรื่อง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

การที่เรียนเอกภาษาไทยคงทำให้คุณต้องคลุกคลีอยุ่กับวรรณคดีเยอะเลย

เยอะค่ะ เพราะต้องเรียนวรรณคดีซ้ำไปซ้ำมาหลายตัวเหมือนกัน คนอื่นเรียน ขุนช้างขุนแผน ช่วงมัธยมครั้งหรือสองครั้ง แต่พอเราเรียนเอกวรรณคดีจึงเอ็กซ์ตร้าเข้าไปอีก ไม่ถึงกับเรียนจนจบหลายรอบ แต่ได้เรียนจนจบและได้เห็นเวอร์ชันที่หลากหลาย

เท่าที่ตกตะกอนมา คุณคิดว่าอะไรคือคุณค่าของวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

ถ้าตามที่เรียนมา มันเป็นความจริงที่วรรณคดีเรื่องนี้บันทึกประวัติศาสตร์ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยนั้นได้ค่อนข้างจะครบถ้วน ถือว่าแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เป็นจักร ๆ วงศ์ ๆ ในรั้วในวัง เรื่องนี้เป็นชีวิตชาวบ้านจริง ๆ 

โดยส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องสนุก ตื่นเต้น มีความลุ้น บางฉากมีความเป็นละคร ดราม่าเหมือนซีรีส์เกาหลีอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น ฉากที่วันทองจะถูกลากไปแต่งงานกับขุนช้าง แล้วขุนแผนจะมาช่วยไหม ฉากนั้นคือลุ้นมาก แต่พออ่าน ๆ ไปปรากฏว่า ขุนแผนมา ไม่สนใจ นางเอกโดนลากเข้าห้องหอ ม่ายยยย!!! มีความเมโลดราม่าหน่อย หรือจังหวะถูกประหาร พระพันวษาให้อภัยแล้ว คนอ่านก็เสียดายเล่น หรืออีกฉากคือ ขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่เพื่อทำกุมารทอง อันนี้จะมีความสยอง เป็นตัวเอกสายดาร์ก

รู้สึกยังไงตอนที่ขุนแผนใช้ความรุนแรง

จริง ๆ แอบตั้งคำถามว่า ทำไมคนแบบนี้ถึงมาเป็นพระเอกได้เนี่ย (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ก็เลยเป็นที่มาของการอยากเปลี่ยนพระเอกของเรื่องหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งค่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องมีพระเอกคนใหม่เลย ตอนแรกจะเอนไปทางให้ขุนช้างเป็นพระเอกด้วยซ้ำ แต่พอเขียน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า ให้มีคนใหม่ไปเลยน่าจะสนุกกว่าในเมื่อเราดัดแปลงใหม่

หรือจริง ๆ แล้ว ขุนแผนไม่มีคุณสมบัติจะเป็นพระเอกแล้ว

(หัวเราะ) ถ้าในความคิดของเราจะให้เขาเป็นพระเอกก็ได้ แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอีกแบบไปเลย วันทองจะต้องเหนื่อยหนักมากในการจะเปลี่ยนผู้ชายสักคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นคนใหม่มาเลยจะได้อีกรสชาติหนึ่ง เราอยากให้เรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัลของเรา ไม่ใช่เอาขุนช้างขุนแผนมารีเมก

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ตอนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา คิดว่าจะมีคนสนใจไหม

ก็แอบคิดว่าน่าจะมีคนสนใจ น่าจะมีคนคิดเหมือนกับเราเยอะนะ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเขียนนิยายมาก่อน ผลตอบรับตอนประกวดถือว่าดีค่ะ มีคนอ่านเยอะกว่าที่คิด มีคนอัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ)

จากวันแรกจนถึงตอนนี้ คุณเดินไปไกลกว่าจุดประสงค์เดิมตอนที่เริ่มเขียนบ้างไหม

ตอนแรกเราคิดแค่เอานางเอกไปฟาดกับผู้ชายสองคนนี้ แต่พอเขียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มใส่รายละเอียดเพิ่ม นางเอกไม่ได้จะไปต่อกรกับขุนแผนเหมือนตอนแรก ๆ เพราะคนที่เธอต้องต่อกรมากที่สุดคือ แม่ศรีประจัน เพราะสุดท้ายคนที่เป็นเจ้าของชีวิตวันทองในตอนนี้คือแม่ ไม่ใช่ขุนแผน เป็น Last Boss ของซีซั่นแรก ด้วยความเป็นแม่ เรายังทำอะไรมากไม่ได้ ต้องหาวิธีอื่นที่จะทำให้เรามีชีวิตอิสระจากเขาได้ โดยไม่ทำให้เขาเจ็บช้ำมากเกินไป 

ตอนที่วาดนางวันทอง มีการใส่ตัวตนของคนวาดลงไปในตัวละครบ้างไหม

นิสัยเราสองคนไม่เหมือนกันเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราไม่ค่อยจะไปฉอดใคร แต่อะไรที่เราอยากทำ เราจะให้ตัวละครทำแทน ถ้าให้เหมือนกัน คือเรื่องทัศนคติว่าเราคิดอย่างไร ซึ่งจะคล้ายกัน มีความเหมือนแค่บางส่วน

ถ้าอย่างนั้นวันทองเวอร์ชันนี้มีต้นแบบมาจากไหน

เหล่าทวิตเตี้ยนทั้งหลายค่ะ ชาวทวิตเตอร์ เราคิดว่าถ้าเป็นคนในทวิตเตอร์จะคิดอย่างไร (หัวเราะ) เป็นเหมือนเฟมินิสต์ แค่บังเอิญเล่นทวิตเตอร์

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พูดถึงการทำงาน ได้ข่าวว่าตอนแรกคุณทำงานแบบโซโลคนเดียว

ตอนแรกทำคนเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ไม่ไหว ตอนนี้เลยมี 3 คน เพิ่มมาทีละคน ๆ ให้เพื่อนมาช่วย ทำทุกอย่างเลยประมาณ 10 ตอนแรก มีแค่เรากับโปรแกรมช่วยบ้าง ใช้ 3D ช่วยทำฉาก หรือใช้หุ่นโมเดลสามมิติก็ร่างได้ไวขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องให้คนช่วยจริง ๆ 

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พวกโปรแกรมก็เรียนรู้การใช้งานเองทั้งหมดเลยไหม

ใช่ค่ะ ยากเอาเรื่อง เรื่อง วันทองไร้ใจ เป็นเรื่องแรกที่ใช้ 3D ประกอบ เพราะเรือนไทยหาโหลดฉากไม่ได้ แล้วเราต้องใช้หลายมุม ถ้าปั้นเป็น 3D จะคุ้มกว่า เพราะเราปรับได้หลายมุม ก็เลยลองปั้นเอง ตอนแรกใช้ SketchUp แต่เพราะเราไม่มีพื้นฐานเลยเริ่มต้นลำบาก บังเอิญมาเจอโปรแกรมที่มันง่ายขึ้นก็เลยใช้

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ตอนทำงานคนเดียว อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด

ลงสี 50 กว่าช่องค่ะ มันเยอะ อดนอนอยู่พักหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะต้องส่งงานวันศุกร์ เนื่องจากมีกำหนดออนแอร์ ตอนนี้ยังทำทัน เพราะเราทำตอนตุนไว้ก่อน เรารู้ตัวว่าต้องมีเลทแน่นอน เลยมีทำตุนเอาไว้ 1 ตอนใช้เวลา 6 – 7 วัน บางตอนที่รายละเอียดไม่เยอะ 5 วันครึ่งหรือ 6 วันก็เสร็จ

ต้องมีการทำการบ้านระหว่างตอนเยอะไหม

มีบ้าง อย่างการเปิดเสภา หรือเปิดพจนานุกรมเทียบ แต่หลัก ๆ คือเสภา ขุนช้างขุนแผน เรายึดของห้องสมุดวชิรญาณเป็นหลัก ถ้าหากมีฉากไหนที่เราสงสัยลำดับเนื้อเรื่อง ตลอดจนสีผ้าก็ไปเปิดดูได้ โชคดีที่มีออนไลน์ แต่อันนี้เป็นเรื่องของรายละเอียด

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ดูละเอียดจนถึงลายผ้าเลยทีเดียว

ใช่ค่ะ อย่างน้อยก็ตอนต้น ๆ แต่พอดำเนินเรื่องไป เราจะเริ่มปรับไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อิงตามเดิมเป๊ะแล้ว แต่บางตัวละครออกมาครั้งแรกเป็นฉากที่มีในเรื่อง เราก็อยากให้สีตรงกัน อย่างตอนแรกที่วันทองออกมาก็จะใส่สีแดง วาดไปสักพักก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูแทน ตรงนี้เราไม่ได้ใส่คำอธิบายอะไร เพราะเป็นความฟินส่วนตัวที่ได้ใส่ลงไป แต่ก็มีคนรู้นะคะ คนที่เรียนมา เราประมาทคนอ่านไม่ได้เลยค่ะ มีคนที่รู้มากกว่าเราอยู่เสมอ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

กว่าจะเป็นหนึ่งตอนนี่ทำอะไรหลายอย่างเลย หลังเสร็จงานค้นคว้าแล้วคุณต้องทำอะไร

การบ้านอันนี้จะไปอยู่ตรงเขียนสตอรี่บอร์ด เขียนเสร็จแล้วก็เริ่มร่าง ตัดเส้น ส่งให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งเทสี แล้วส่งให้ผู้ช่วยคนที่สองลงเงา ใส่เครื่องประดับ จากนั้นก็ส่งกลับมาให้เราแต่งสี ใส่ฉากหลัง พิมพ์คำพูด แล้วส่งกลับไปให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งจัดฟอนต์ให้อีกที จากนั้นส่งกลับมาให้เรา มันจะส่งไปส่งมาหน่อยนะคะ ส่งมาให้เราดูความเรียบร้อย แล้วส่งให้ผู้ดูแล WEBTOON เขาจะเช็กคำผิด บางทีก็มีแก้บางช่อง เช่น ตอนจบขอค้างกว่านี้หน่อย เรื่องตรงนี้ละเอียดอ่อน ช่วยเพิ่มอะไรหน่อย

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

การบ้านที่ต้องทำหนักที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร

ความเป็นอยู่ในยุคนั้น เพราะตอนแรกไม่มีในหัวเลยว่าคนยุคนั้นอยู่กันอย่างไร เราจะนึกเนื้อเรื่องไม่ออก ต้องไปศึกษาตรงนั้นก่อนค่ะ

สำหรับสถาปัตยกรรม บ้านเรือน มีหนังสือเล่มไหนที่คุณใช้อ้างอิงบ้างไหม

อาจจะไม่ถึงกับเป็นหนังสือ แต่อย่างบ้านของนางวันทอง เราใช้พระตำหนักทับขวัญที่จังหวัดนครปฐมเป็นต้นแบบ มีเมืองโบราณด้วย ช่วยได้เยอะ บางอย่างที่มันหาไม่ได้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ โชคดีที่มีละครทำมาก่อน เขาค้นคว้ามาแล้ว เราก็ขอมาใช้บ้าง บุพเพสันนิวาส นี่ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะพอ บุพเพฯ ออกมาก็มีหนังสือเกี่ยวกับอยุธยาตามมาเยอะมาก เราจึงได้เดินตามรอยเขา

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แบบนี้ถึงจะเป็นนักศึกษาเอกภาษาไทยที่ผันตัวมาเป็นนักวาดการ์ตูน แต่การอ่านหนังสือก็ขาดไม่ได้เลย

ใช่ค่ะ เป็นนิสัยส่วนตัวด้วยว่า เวลาเราคิดพล็อต จะชอบคิดจากข้อมูลมากกว่า

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แต่จินตนาการเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางตัวละครจึงไม่มีอยู่จริงในวรรณคดี

อย่างปรงทองกับเปลวคำก็ใส่เข้าไปเพื่อให้เรื่องมีความเป็นของเรามากขึ้น เป็นโอเอซิสของเรื่อง เป็นจุดดึงดูดความสนใจของคนอ่าน เพราะถ้ามีแค่ขุนช้างกับขุนแผน คนที่ไม่ชอบทั้งสองคนก็จะไม่มีเมน เราเลยใส่สองคนนี้เข้าไปให้ แล้วก็เหมือนชูใจคนวาดด้วย อย่างปรงนี่ คนวาดชอบ อยากวาดผู้หญิงน่ารักค่ะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

เท่าที่ฟังมาคุณทำงานกับประวัติศาสตร์และค่านิยมอยู่ตลอด มีเรื่องอะไรที่กังวลบ้างไหม

บางอย่างเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ปฐมภูมิ ไม่ได้เป็นข้อมูลแรกเริ่มดั้งเดิม ของบางคนอาจจะผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาแล้ว เราก็ไม่ทราบ ไม่แน่ใจว่าถูกไหม อย่างเรื่องช้างใช้เท้าหลังเดินก่อน เราก็ต้องไปเปิดคลิปช้างเดินดู แต่ข้อดีคือเราเซ็ตให้นางเอกทะลุเข้าไปในวรรณคดี ไม่ใช่ย้อนอดีต ในเสภาจะมีการปนกันของยุคสมัยอยู่ บางฉากก็เหมือนอยู่ในอยุธยา แต่บางเมนูอาหารหรือเสื้อผ้าบางอย่างกลับเป็นสมัยรัตนโกสินทร์ มันจึงปนกันอยู่ในนั้น เราเลยไม่ได้ซีเรียสเรื่องยุคสมัยมาก เรายึดว่าเป็นเรื่องในวรรณคดี ถ้าแยกออกมาทีละยุคจะเป็นงานที่หนักไปหน่อย (หัวเราะ)

คุณมองเห็นความน่ากลัวของค่านิยมจากเรื่องนี้บ้างไหม

ส่วนมากพอเกิดเป็นค่านิยม เราก็ไหลไปตามนั้น ไม่ได้ตรวจสอบตัวเองจนไหลไปตามกระแส บางครั้งจึงเกิดการทำร้ายกันเองด้วยค่านิยม ความเชื่อ อย่างวันทองนี่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คิดด้วยซ้ำว่าเธอคิดได้ เลือกได้ เขาไม่เอ๊ะเลย เราก็ไม่เอ๊ะ พอไปเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นค่านิยมมองผู้หญิงเป็นสิ่งของ วันทองเป็นคนยุคนั้น เขาก็อยู่อย่างนั้น แล้วคนที่กำหนดค่านิยมในยุคนั้นก็เป็นชนชั้นสูง ขุนนางด้วย

หลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานมาพอสมควร อะไรคือความท้าทายในการทำงานชิ้นนี้

เรื่องทำเป็นทีมนี่แหละค่ะ ก่อนหน้านี้ทำงานคนเดียวมาก่อน มันจึงเป็นเหมือนการเรียนรู้กันระหว่างผู้ช่วยและทีมงานว่า เราจะทำอย่างไรให้ตารางเวลาลงตัว เป็นครั้งแรกที่ได้จ้างคน เพราะเพิ่งมีเงินจ้างค่ะ (หัวเราะ) เป็นเรื่องแรกที่มีคนติดตามเยอะขนาดนี้ เลยมีความกดดันด้วย กลัวว่าเราจะมีอะไรบ้งโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วเผลอปล่อยออกไป แต่โชคดีที่ทำงานเป็นทีมก็เลยมีคนช่วยดู

ตอนนี้ก็ทำงานการ์ตูนเป็นอาชีพหลักเลย เพราะถ้าไม่หลักคงจะไม่มีเวลาวาดใช่ไหม

ไม่สามารถทำงานอื่นได้เลย จากที่เคยรับมาก็ต้องวางกองไว้ก่อน เพื่อเรื่อง วันทองไร้ใจ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ถามเรื่องความต่างระหว่างเรื่องของคุณกับวรรณคดีไปเยอะแล้ว มีอะไรที่ไม่แตกต่างกันบ้างไหม

อันที่จริงก็มีบางอย่างที่พยายามคงไว้ เช่น ประเพณี ข้าวปลาอาหาร อันนี้คือเอามาจากเสภา และความปากจัดของแม่ศรีประจันก็ด้วย นอกนั้นก็มีเปลี่ยนไปเยอะเลย

กระแสตอบรับตอนที่เรื่องนี้ออกไปแล้วทำให้ใจฟูบ้างไหม

ดีกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่มีคอมเมนต์ให้อ่านทุกสัปดาห์ ชอบมากที่ได้อ่านความเห็นของทุกคน มีคนที่สังเกตเยอะ ๆ ก็ทำให้เราดีใจ เช่น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ได้บอก หรือแม้กระทั่งเกิดการถกเถียงกันว่า ขุนแผนก็ไม่ได้แย่นะ มันเป็นเพราะสภาพสังคมในสมัยนั้น เขาเลยเป็นแบบนี้

เหล่าผู้อ่านน่ารักมาก ต้องขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนมาก ๆ WEBTOON เราเขียนเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เราไม่รู้เลยว่าจะเขียนได้ยาวแค่ไหน จะถูกตัดจบไหม แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเลยได้เขียนต่อยาว ๆ ทุกคนช่วยเปย์อ่านล่วงหน้า ทำให้ได้เงินมาสนับสนุนผู้ช่วย อันนี้สำคัญมาก ช่วยได้เยอะจริง ๆ ค่ะ อ้อ! เห็นคอมเมนต์ของเพื่อนบ้านชาวลาวด้วย เขามาอ่านก็ดีใจจริง ๆ อนาคตอยากให้ไปต่างประเทศ มีการแปลด้วย อันนี้ก็ได้แต่ภาวนาค่ะ

แฟนคลับคุณแน่นหนามาก ชุมชนวันทองไร้ใจแข็งแกร่งจนมีคนนำไปคอสเพลย์ด้วย

อันนี้ดีใจมาก เป็นความใฝ่ฝันของนักวาดหลายคน แต่งกันสวยเหมือนหลุดออกมาจากในเรื่องเลย ขนาดเป็นตัวละครที่ไม่ใช่ตัวหลักอย่างแม่ศรีประจันก็มี แปลกใจมาก ต้องขอบคุณอีกครั้งนะคะ

ก่อนจากกันขอถามย้ำอีกครั้งว่า จุดจบวันทองจะเหมือนเดิมไหม

(หัวเราะ) ต้องไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่วันทองแล้ว แต่เป็นนางเอกคนใหม่ เนื้อเรื่องก็ต้องต่าง ติดตามกันต่อไปนะคะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ภาพ : มุ

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เมื่อถึงเวลาแห่งการพักผ่อนจากความเหนื่อยล้าที่ได้พบเจอมาตลอดทั้งวัน เรานั่งพักหายใจพร้อมกับเปิดโทรทัศน์เพื่อหาความบันเทิงเข้าตัว ภาพของหญิงสาววัย 20 ปลาย ๆ คนหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอสี่เหลี่ยม เธอยืนอยู่บนเวทีที่เต็มไปด้วยคนดู แสง สี เสียง พร้อมกับคณะกรรมการทั้ง 4 คน ซึ่งเป็นศิลปินระดับต้น ๆ ของประเทศ ที่กำลังนั่งหันหลังให้เธอ บนเก้าอี้สีแดงใหญ่ ในรายการ The Voice All Stars

แต่ควันหลง ภาพจำที่เคยมี และน้ำเสียงที่คุ้นเหมือนเคยได้ยินเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนจากรายการเดิม ทำให้เราครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าเธอคือใคร แต่ยังไม่ทันไรทุกอย่างก็กระจ่างชัด เมื่อโค้ชทั้ง 4 คนกดปุ่มสีแดงเพื่อหันหน้ามาอยากทำความรู้จัก และการแนะนำตัวก็เกิดขึ้นว่า เธอคือ ปราง-ปรางทิพย์ แถลง

จากเสียงอันแพรวพราวที่ฟังแล้วนำพาความรู้สึกไปอยู่ร่วมด้วยบนเวทีผ่านทางหน้าจอ ตอนนี้บุคคลที่เป็นเจ้าของเสียงนั้นกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเรา พร้อมพูดคุยเรื่องราวชีวิตและตัวตนที่น้อยคนจะรู้ รวมไปถึงแบ่งปันแรงบันดาลใจบนเส้นทางของการเรียน เล่น เต้น ร้อง หรือการกลับมาบนเวที The Voice อีกครั้ง ว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ

ภายใต้พรสวรรค์เรื่องการร้องเพลงแต่เต็มไปด้วยพรแสวง ภายใต้คาแรกเตอร์ดุดันบนเวทีแต่เต็มไปด้วยความอ่อนไหว อ่อนโยนบนชีวิตจริง ภายใต้ของการทำงานหนักไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่เป็นครอบครัว และภายใต้เสียงร้องที่ดีเป็นเอกลักษณ์แค่ไหน แต่ก็ใช่ว่าจะลงแข่งได้ทุกเวที เพราะครั้งหนึ่ง เธอเคย ‘ถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง’

แต่สิ่งต่าง ๆ ล้วนเป็นชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์สู่การเป็นปรางทิพย์ในปัจจุบัน และจิ๊กซอว์ชิ้นนี้ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์พอ ๆ กับการแข่งขัน The Voice All Stars ในรอบ Final จะมาถึงในเร็ววัน ด้วยความสงสัย เราจึงแอบถามเธอถึงรอบไฟนอล

เธอยิ้ม และทิ้งท้ายคำตอบเอาไว้บนคอลัมน์นี้อีกเช่นกัน

ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง

คุณเป็นคนชอบแต่งตัว ลุควันนี้ได้แรงบันดาลใจจากอะไร

วันนี้เป็น Everyday Look ลุคธรรมดา ไม่ได้ขิงนะ แต่นี่คือธรรมดามาก ๆ (หัวเราะ) 

เวลาออกจากบ้าน เราอยากแต่งตัวให้ดี นอกจากจะอยู่แถวซอยวัดส้มเกลี้ยง ถึงจะยอมใส่ชุดนอนโทรม ๆ ส่วนวันนี้เป็นลุคสบาย ๆ แต่ก็แอบไม่สบายเพราะมีคอเต่า งงนะ ซึ่งการแต่งตัวก็แล้วแต่อารมณ์ บางวันอยากเปรี้ยว แต่ส่วนมากชุดในบ้านจะเป็นสีดำหมด เพราะเป็นคนที่ใส่สีดำแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีพลัง 

สีดำเลยเป็นสีมงคลของคุณ

ไม่รู้เหมือนกัน แต่สีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีพลังในการดำเนินชีวิต ส่วนมากชุดร้องเพลงก็เป็นสีดำหมดเลย เวลาใส่สีดำแล้วรู้สึกว่าจะพบเจอแต่ความโชคดี และพอเป็นนักดนตรีใส่สีดำเวลาอยู่บนเวทีก็โดดเด่น อย่างสีดำที่มีกลิตเตอร์วิบวับ หรืออาจจะเป็นรูปแมว อะไรก็แล้วแต่ แต่ขอให้เป็นสีดำ

เป็นคนชอบแต่งตัวมาตั้งแต่เมื่อไหร่

เมื่อก่อนเรายังแต่งตัวบ้านนอกอยู่ เคยโดนผู้ชายด่าครั้งหนึ่งว่า ‘เธอแต่งตัวลูกทุ่งมากเลย’ เราเลยพัฒนาและเสพแฟชั่นไปเรื่อย ๆ หาแนวที่ชอบ สุดท้ายเจอว่าตัวเองชอบสไตล์โกธิคนิด ๆ ออกแนวผี ๆ แนวตุ๊กตา กรีดขอบตาอะไรประมาณนั้น โกธิคเป็นแนวคริสต์ แต่ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ มันก็ดูไม่เหมาะ ดูแบบแปลก ๆ ช่วงหลัง ๆ มาที่ร้องเพลง คนเข้าถึงเรายาก ก็เลยต้องเปลี่ยนลุคให้ดูสดใสขึ้น

ปรางทิพย์เติบโตมาในครอบครัวแบบไหน 

ยากจน ไม่รู้ทำไมนักร้องส่วนมากถึงต้องยากจน (หัวเราะ) 

เราเติบโตมากับการร้องเพลงเพื่อหารายได้เพิ่มเติมให้ครอบครัว แม่เป็นแม่บ้าน ส่วนพ่อเป็น รปภ. อยู่ที่เชียงราย ได้เงินเดือนไม่ถึงหมื่น แต่ต้องเลี้ยงลูก 2 คน น้องสาวสายเลือดเดียวกันชื่อ นางสาวกุลสตรี แถลง แต่จริง ๆ แล้วเหมือนสุภาพบุรุษ น้องสาวเป็นคนแซ่บมาก สักทั้งตัว นางสไตล์คล้ายกันเลย และร้องเพลงเพราะด้วย เชื่อไหมว่าเคยประกวดเวทีเดียวกันแล้วชนะเรา เอาสิ 

ชีวิตวัยเด็กเราก็ปกติ ไปโรงเรียน ไปประกวดร้องเพลง ที่บ้านก็สนับสนุนมาก เพราะเป็นอีกหนึ่งรายได้ของครอบครัว แม่เป็นคนไปส่ง ถ้าแม่ไม่ว่าง พ่อจะไป แต่เวลาพ่อไปเชียร์เวทีไหนจะแพ้ เลยไม่ชอบให้พ่อไป (หัวเราะ) 

ชีวิตตอนนั้นผ่านไปไวมากนะ เพราะไม่ต้องคิดอะไร มีหน้าที่แค่ไปร้องเพลงกับไปโรงเรียน แต่พอโตขึ้นต้องรับผิดชอบครอบครัว เพราะเราเป็นเสาหลัก เลยรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปช้า

คุณผ่านเวทีประกวดมาเยอะมาก ยังจำการประกวดร้องเพลงครั้งแรกได้ไหม

ตอนนั้น 7 ขวบ มีคุณครูที่โรงเรียนชื่อครูชาติ ครูชาติเห็นแววว่าเราร้องเพลงได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแกไปได้ยินเราร้องเพลงตอนไหน งงเหมือนกัน (หัวเราะ) เริ่มจากประกวดร้องเพลงงานวันแม่ที่โรงเรียน ได้ที่ 2 ได้รางวัลเป็นสมุดกับดินสอ 

ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง
ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง

แล้วคนที่ได้ที่ 1 ตอนนี้เป็นยังไง

ไม่รู้ หายตัวไปเลย แต่ตอนนั้นเราแค่ร้องเพลงเพราะอยากได้สีกับสมุด

หลังจากนั้นก็ตระเวนประกวดเรื่อย ๆ เหมือนว่ารายการแรกจะเป็น น้าต๋อย เซมเบ้ ยุคนั้น ช่อง 9 การ์ตูน ดังเว่อร์ เขามาจัดงานที่บิ๊กซี เชียงราย เราก็ไปร้องเพลงประกอบการ์ตูน ซึ่งภายในงานมีลูกท่านหลานเธอแต่งชุดอลังการ ส่วนเราแต่งชุดธรรมดา ๆ ไปร้อง แต่ได้ที่ 1 แม่ก็น่าจะเห็นแวววันนั้นแหละ 

ตอนนี้ครูชาติก็ยังอยู่เชียงรายนะ แต่ไม่ค่อยได้ไปหาแกเลย เขาคือแมวมองคนแรกของปรางทิพย์ค่า (ลากเสียง)

ผ่านมาแล้วกี่เวที

โอ้โห ก็เกือบร้อยนะ ที่บ้านมีแต่ถ้วยรางวัล เพราะสมัยก่อนจังหวัดเชียงรายเขาจัดกิจกรรมเก่ง หนูน้อยนั่น หนูน้อยนู่น หนูน้อยนี่ หนูก็ไปไง นั่งมอเตอร์ไซค์ซ้อน 3 ก็ไป ขี่ไปกับแม่และน้องสาว จะแต่งชุดสวยยังไงก็ช่าง เราขี่มอเตอร์ไซค์ไปกันทุกงาน แต่เราแข่งแค่ในต่างจังหวัด ยังไม่ค่อยคิดเรื่องจะเอายังไงกับชีวิตดี

เด็กหญิงปรางทิพย์เรียนเก่งไหม

เรียนไม่เก่ง หัวจะมาทางด้านศิลปะและภาษา เพราะจริง ๆ แม่พูดภาษาอังกฤษพอได้อยู่แล้ว เราก็ซึมซับจากเขาทั้งที่เขาก็ไม่ได้สอนเราโดยตรง และประจวบกับได้เรียนศิลป์ภาษาอังกฤษ เอกภาษาอังกฤษ เพราะที่บ้านไม่ได้บังคับว่าต้องเรียนอะไร หัวนี่ไม่ได้ไปทางด้านคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์เลย เคยลองเรียนแล้วตอนมัธยมต้น มันไม่ได้ เพราะเราลอกการบ้านเพื่อนทุกเช้า เรียนไม่ไหว เขียนไม่เก่ง ไปทางภาษาดีกว่า ชอบ รู้สึกว่าหัวสมองมันจำได้ไวกว่า

คุณฝึกฝนการร้องเพลงยังไง

แม่สอนบ้าง ตอนเด็ก ๆ อ่านหนังสือไม่ค่อยเก่งหรอก แม่ใช้วิธีร้องให้ฟังรอบสองรอบก็จะจำได้ และแม่ก็เป็นคนเลือกเพลงให้เวลาไปประกวด เขาจะชอบไปซื้อซีดีที่แม่สาย เพราะบ้านอยู่เชียงราย ก็ไปซื้อแผ่นก๊อป (หัวเราะ) แล้วก่อนที่พ่อจะมาเป็น รปภ. เขาเคยเป็นสรรพสามิตมาก่อนแต่ยังไม่ได้บรรจุ เขาจับของเถื่อน แต่ไม่ได้เอาของเถื่อนมาให้ลูกนะ แค่เวลาไปเดินแม่สาย ถ้าเจอซีดีที่คิดว่าลูกน่าจะร้องได้ เขาก็ซื้อมา ถ้าไม่ที่แม่สายก็ตลาดพุ่มพวง

อย่างเพลง คุณลำไย แม่ก็เลือก เมื่อก่อนดังไม่ไหว ประกวดอยู่นั่นแหละเพลง คุณลำไย ร้องอยู่นั่น ชนะด้วยนะ

หรือครั้งหนึ่งแม่เลือกให้ร้องเพลง ลลิตพระลอ ตอนนั้นเป็นเวทีจังหวัด เป็นงานลิ้นจี่ ของดีประจำจังหวัด แล้วก็มีเวทีประกวดร้องเพลง แต่ละหมู่บ้านก็จะมาเชียร์คนจากหมู่บ้านตัวเอง แต่ครั้งนั้นคนหมู่บ้านอื่นก็มาเชียร์เราด้วย เอาพวงมาลัยมาให้ เราเลยได้ทั้งรางวัลที่ 1 และรางวัลขวัญใจมหาชน

ประกวดมาเป็นร้อยเวที ชนะกี่เวที

เราชนะ ๆ มาตลอด อันนี้ไม่ได้ขิงนะ แข่งชนะจนบางเวทีขอให้เด็กหญิงปรางทิพย์ แถลง ไม่ลงแข่งได้ไหม แค่มาโชว์แล้วรับซอง เพราะอยากให้คนอื่นชนะบ้าง แม่เลยบอกไปว่าการแข่งขันก็ต้องแข่งกับคนที่เก่งสิ เขาเป็นสายนักสู้ เพราะเจออะไรมาเยอะจากการพาลูกประกวด โดนโกงเงินบ้าง โกงให้ไม่ได้ที่หนึ่งบ้าง แต่เวทีที่ถือว่าจริงจังจริง ๆ น่าจะเป็น The Voice นี่แหละ เพราะนั่นคือการออกจากเชียงราย นั่นคือสนามจริง

การเป็นที่ 1 มาโดยตลอดทำให้คุณเป็นคนมีอีโก้หรือเปล่า 

ไม่มีเลย เรารู้สึกธรรมดามาก ตอนแข่งสมัยเด็กแค่คิดว่าอยากได้เงินรางวัล อยากได้ถ้วย คิดว่าเราต้องการเงินเพื่อที่จะไปจุนเจือครอบครัวเท่านั้น ไม่ได้มีอีโก้ ไม่ได้นึกถึงตรงนั้นเลย

เราไม่แม้กระทั่งคิดว่าตัวเองเป็นที่ 1 ของเชียงราย เพราะเชียงรายมีศิลปินเยอะมาก เป็นเมืองศิลปิน เราไม่ได้คิดว่าต้องชนะ แต่คิดว่าจะนำเสนอตัวเองยังไงให้คนจดจำว่าเราเป็นเรา เรามีความเป็นตัวของตัวเองสูง เรื่องอีโก้นี่ตัดทิ้งไปเลย 

ความเป็นปรางคืออะไร

ต้องร้องเพลงให้คนจดจำ เป็นผู้นำเทรนด์ในเรื่องของการร้องก็ดี เสียงร้องแบบนี้ การร้องแบบนี้ เราเป็นลูกทุ่งหันมาร้องฟิวชัน ข้ามมาร้อง R&B ไปจนถึงภาพลักษณ์ที่คนมองเข้ามา เห็นผมทรงนี้ต้องเป็นปราง เห็นรอยสักนี้ต้องเป็นปราง ผิวแบบนี้ต้องเป็นปราง หน้าตาแบบนี้ต้องเป็นปราง 

ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง

การผ่านเวทีมามากมายก่อนจะมาเจอกับเวทีใหญ่ ช่วยปรางในฐานะนักร้องคนหนึ่งยังไง

มันมาช่วยจริง ๆ คือหลังประกวด The Voice เป็นชีวิตจริงที่มาอยู่กรุงเทพฯ เราต้องทำตัวยังไง ต้องทำงานยังไง ต้องเจอคนยังไง ต้องใช้ชีวิตยังไง ต้องพูดยังไง ต้องใช้ความคิดยังไง เราไว้ใจใครได้บ้าง 

6 – 7 ปีที่สะสมประสบการณ์มา จนมาถึงเวที The Voice All Stars เรารู้สึกว่าตัวเองสมบูรณ์แบบมากขึ้น เพราะได้ฝึกจากประสบการณ์และคนรอบข้าง เราเป็นปรางที่เก่งขึ้น เสียงดีขึ้น หลังจาก The Voice เราไปอยู่กับ NATHA Project ฝึกตัวเองจนได้เข้า The Mask Line Thai สมมติเราจะร้องไทย แต่ไทยมีอะไรบ้าง แจกแจงเป็นแหล่ ร่ายกลอน ฉ่อย และอีกเยอะมากที่เราต้องเรียนรู้ ทั้งหมดสอนเราในเรื่องโอกาส ถ้าไม่พร้อม ต่อให้มีโอกาสเข้ามา เราก็จะไม่ได้ บังเอิญว่าโอกาสมาแล้วเราต้องพร้อม เราสมบูรณ์แล้ว เราเลยได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่าง

คำว่าสมบูรณ์ของปรางคืออะไร

เสียง ความแข็งแรงของเสียง ความรู้ในเรื่องของการร้องเพลง ความรู้ด้านเทคนิค อาวุธที่จะเอาไปสู้กับคนอื่น มันพร้อมมาก ๆ โดนฝึกอย่างหนัก ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่า The Voice รอบแรกกับตอนนี้ เสียงเราเทียบกันไม่ได้เลย

การฝึกให้เป็นนักร้องที่สมบูรณ์แบบต้องทำอะไรบ้าง

เรียนแล้วเรียนอีก เริ่มจากตอนเช้าตื่นมาวิ่งออกกำลังกาย บริหารเสียง และฟังเพลงเยอะมาก วัน ๆ ไม่ทำอะไรเลย ฟังแต่เพลง เพราะต้องเอาเทคนิค เราคุยเรื่องเพลงกับศิลปินคนอื่นในค่ายทุกวัน ซึมซับเรื่องเพลงทุกวัน เรียนร้องเพลงทุกวัน แทบจะอยู่กับการร้องเพลง 24 ชั่วโมง เหลือแค่ตอนหลับเท่านั้นเอง เป็นแบบนี้ทุกวันอยู่หลายปี ช่วงนั้นเราไม่มีงานด้วย กระแสหาย ทำได้แค่ฝึก ๆๆๆ ทุกวัน

จุดเปลี่ยนในชีวิตมีกี่ครั้ง และในแต่ละครั้งสอนอะไรบ้าง

เราว่าเราไม่มีจุดเปลี่ยน ชีวิตเราเหมือนเดิม แค่ได้เจอสิ่งดี ๆ มากขึ้น เราไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองดังเป็นพลุแตกเลยนะ ยังรู้สึกเฉย ๆ อย่างครอบครัวเราก็เป็นคนบ้าน ๆ ก็เลยมีชีวิตติดดินแบบบ้าน ๆ แต่สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นทุกปีคือแฟนคลับและงานที่มากขึ้น ได้ไปออกรายการดี ๆ เวทีดี ๆ คนรู้จักมากขึ้น 

แต่ถ้าจะมีเปลี่ยนคือคนรอบข้างปฏิบัติกับเราต่างไป เขาเกรงใจขึ้น เรียกเรา ‘คุณ’ จากที่เคยเป็น ‘อี’ (หัวเราะ) ตัวเราเองไม่ได้รู้สึกเปลี่ยน เราเหมือนเดิม แค่พ่อแม่เราสบายขึ้น

ตอนนี้ยังมีเพื่อนสมัยเด็กอยู่ไหม

มี แต่เพื่อนก็มีลูกมีผัวกันหมดแล้ว จะ 30 กันแล้ว มีครอบครัวกันไปหมด (หัวเราะ)

ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง

ถ้าวันไหนไม่ได้ร้องเพลง ปรางทำอะไร

ทำงานบ้าน ดูแลแมว เก็บขี้ให้แมว แต่ช่วงนี้ไม่ว่างเลยเพราะผลิตภัณฑ์เพิ่งออก ปรางต้องทำงานทุกวัน และกลับกลายเป็นว่ามันมีอะไรทำมากขึ้น จนบางครั้งรู้สึกเหนื่อยและหายใจไม่ทันเพราะทำงานเยอะ เราคุยกับตัวเองว่า ‘อย่าไหลตายนะ วันพรุ่งนี้มีงาน’ (หัวเราะ) มันเหนื่อยเพราะช่วงหลัง ๆ งานเยอะมาก แต่ชินแล้ว 

และช่วงนี้เราจะตื่นเช้าหน่อยมาเปิดร้านใน Facebook แบบว่า ‘เปิดร้านแล้วนะค้า’ ฟิลเหมือนเล่นขายของเลยสนุกมาก

มีแมวกี่ตัว

ตอนนี้ก็หลายตัว รวมถึงแมวที่หาบ้านด้วย เมื่อก่อนอาจจะถึง 10 ตัวแต่ตอนนี้ไม่ถึงแล้ว หลัก ๆ จะเป็นโมอาน่า โมอาน่านี่มีแฟนคลับด้วยนะ แฟนคลับหนูก็จะเป็นแฟนคลับมัน เจอมาจากซีคอนบางแคและเขาพูดเก่งมาก คุยได้ พูดโต้ตอบได้ ใครบอกแมวไม่รู้เรื่อง แต่โมอาน่ารู้เรื่อง มีความเป็นพญา ความเริ่ดเชิดในตัว 

ใครบอกมีแมวแล้วหายเหงา เหงากว่าเดิม (หัวเราะ) 

ปรางชอบฟังเพลงแนวไหนและมีไอดอลเป็นใคร

เราร้องเพลงไทยแต่ฟังเพลงสากลเยอะมาก เลยมีอาวุธเยอะ อย่าง Ariana Grande ก็ฟัง ฟังเทคนิคเขา ฟังทุกคนเลย ส่วนมากชอบฟัง Cover ที่มาทำเป็น Mashup รู้สึกว่าเทคนิคในนั้นเยอะดี เปิดวนไป แล้ว YouTube มันจะรันเรื่อย ๆ เราก็จะเจอคนอื่น ๆ เพื่อเก็บเทคนิคต่าง ๆ มาใช้กับเพลงที่เราต้องร้อง แต่ต้องยอมรับว่าภาษาของเรามีความเปิดปากหรือว่าอ้าปากได้ไม่เท่าภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นเราก็จะโดนจำกัดเรื่องการใช้เสียงด้วย

ส่วนไอดอล ถ้าตอนนี้ก็ต้องเป็น Ariana Grande เราชอบความน่ารัก ชอบลุค และเขาใช้เทคนิคต่าง ๆ มีเสียงแหบนิด ๆ

ศิลปินที่ดีสำหรับปรางต้องเป็นยังไง

ถ้าเราพูดมันจะเป็นไรไหม สังคมไทยไม่เหมือนเมืองนอก เรามองว่าการที่มาเป็นศิลปินไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเพื่อใคร หรือเป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อเด็กคนไหน เพราะเรามาเป็นศิลปินไม่ได้มาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับใคร แต่สิ่งที่เราทำได้คือการอยู่ในสังคมโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น เราทำหน้าที่เป็นนักร้องที่ดี ไม่มาสาย เต็มที่กับงาน ทำให้ลูกค้าประทับใจ เป็นคนที่ดีของแฟนคลับ เอาใจเขามาใส่ใจเรา และก็ไม่โอ้อวด นั่นคือศิลปินที่ดีสำหรับเราแล้ว

ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง

เรื่องที่ยากที่สุดของการเป็นคนมีชื่อเสียงคืออะไร

น่าจะเป็นเรื่องของแฟนคลับที่เราควบคุมไม่ได้ เราอาจจะโดนคุกคามจากการใช้คำพูด การด่าทอ และการคอมเมนต์ต่าง ๆ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนรักเรา คนที่ไม่รักอาจจะใช้คำพูดรุนแรง บางครั้งถึงขั้นทำให้ศิลปินคนนั้นเป็นโรคซึมเศร้าเลยก็ได้นะ ตัวหนังสือพวกนี้ยังไงก็ผ่านถึงเรา ขนาดปรางไม่ได้อ่านคอมเมนต์ใน YouTube ก็ยังตามมาด่าถึงในไอจี คนที่ด่าไม่เคยอยู่ในจุดที่เราอยู่ เขาไม่รู้ว่าการจะมายืนจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เราเหนื่อยมากแค่ไหน เจ็บปวดแค่ไหน อย่างรอบ Battle ที่ผ่านมา ก็โดนด่าว่า ‘กะหรี่อะ มึงไม่สมควรได้ร้องเลย’ มันรุนแรงมากสำหรับเรา

ในเมื่อจัดการความคิดเห็นคนอื่นไม่ได้ คุณบรรเทาทุกข์นี้ยังไง

ทุกวันนี้ก็ยังจัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้นะ แต่พอโตขึ้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปด่ากลับเหมือนแต่ก่อน ถ้าเป็นตอนนั้นด่ากลับแน่ ด่าจนแฟนคลับเลิกติดตามเพราะเราเอาแต่ด่า นั่นคืออีกบทเรียนหนึ่ง ซึ่งในมุมของเรา อยากให้เข้าใจว่า เราโดนด่าขนาดนั้น บางครั้งก็ต้องปกป้องตัวเอง 

พอโตขึ้นเราปล่อยผ่าน เรานิ่งขึ้น การยืนระยะอยู่ตรงนี้ทำให้เรานิ่ง นิ่งแบบสยบทุกอย่าง และหันมาโฟกัสที่ตัวเองกับสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขมากกว่า 

ปรางเข้าวงการตอนอายุเท่าไหร่

ตอนนี้หนูเข้าวงการแล้วหรอ (หัวเราะ) ถ้านับจากประกวด The Voice ตอนนั้นก็ 21 ตอนนี้ 28 เกือบ 10 ปี 

โตขึ้นเยอะไหมใน 7 ปีที่ผ่านมา 

แมวอะโต (หัวเราะ) 

ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง

จาก The Voice ครั้งแรกมา The Voice All Stars คุณโตขึ้นยังไง

เราโตพอที่จะไม่ไปยุ่งกับคนที่ทำให้รู้สึกไม่ดี ต่างคนต่างทำงาน ใครคุยได้ก็คุย แต่เราจะมีกำแพงเพราะไว้ใจคนยาก ความสดใสบางส่วนของเราหายไป ความเป็นคิตตี้ตะมุตะมิของเรากลายเป็นคนหยาบกร้านมากขึ้น มีกำแพงแน่นหนามากขึ้น

ปรางจำคำ พี่เก่ง (ธชย ประทุมวรรณ) บอกเสมอว่า ‘ครั้งหนึ่ง ถ้ามึงมีโอกาสที่มึงสามารถให้โอกาสคนอื่นได้ มึงจงให้’ ทุกวันนี้ถ้าใครมีเรื่องที่เราช่วยได้ เราก็ยังให้เต็มที่

เราหยาบกร้านก็จริง แต่ก็มีความอ่อนโยนกับคนที่อ่อนโยนกับเรา

ปรางในวัย 28 อยากทำอะไรที่สุด

อยากทำธุรกิจ ตอนนี้ก็เก็บตังค์มาทำแบรนด์ผิวของตัวเอง ในอนาคตอยากทำร้านเหล้าสามช่า แล้วจะจ้างคนในวงการมาร้องเพลง เต้น เล่นตลก 

ร้านปรางทิพย์จะสนุก ใครเมา ใครอยากเต้น ได้หมด เต้นตั้งแต่หน้าร้านมาได้เลย ทุกมุมต้องถ่ายรูปได้ เสิร์ฟเหล้าเป็น Bucket ออกแบบให้มีสีสัน แบบใช้หลอดเว่อร์ ๆ แต่เราไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่นะ

พอได้ทำธุรกิจ พบว่าตัวเองมีหัวธุรกิจไหม

มีมาก ๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าจะขายดี การอัดคลิปขายของมันยากมากนะ ตอนแรกไม่อยากทำเลย พูดผิด ๆ ถูก ๆ พูดไปเรื่อย แต่พอหลัง ๆ ที่เราเอ็นจอยกับมันก็ลื่นไหลมาก อัดคลิปได้ 10 – 20 คลิปต่อวัน ไหนจะต้องประชุม พอประชุมเหมือนทุกอย่างมันอยู่ในหัวเราหมดเลย เสนอและวางแผนได้เลย ที่สำคัญเรามีทีมที่ดี ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี

โชคดีที่ปรางเจอแต่คนรอบข้างที่ดี คนรอบข้างพร้อมจะสนับสนุน ทำอะไรจะมีคนยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือเสมอ เราจะเป็นคนที่คนรักและเมตตาเวลาที่อยู่ใกล้ ๆ ด้วยคำพูดที่อ่อนน้อมถ่อมตนมาก ๆ เราจะแบบ ‘ขออนุญาตนะคะ’ อะไรแบบนี้เสมอ ก็เลยโชคดีในด้านธุรกิจไปด้วย

เป็นคนชอบวางแผนไหม

ไม่ชอบ แต่เริ่มมาวางแผนช่วงโควิด-19 เพราะความยากจนมันน่ากลัว ทุกอย่างต้องใช้เงินหมด เราดูแลหลายชีวิตไม่ใช่แค่ตัวเอง ทั้งครอบครัว น้อง ๆ ในวง เราไม่มีคอนเสิร์ตเลยแม้แต่งานเดียว แต่โชคดียังมี YouTube และเวิร์คพอยท์ก็ยังให้ไปอัดรายการ ก็ยังพอได้ 

ช่วงใกล้ 30 หลายคนมักจะมองย้อนดูตัวเองแล้วเครียดกับชีวิต คุณเป็นไหม

ไม่เป็น ทุกอย่างมีเวลาของมัน ทุกอย่างบนโลกไม่มีความบังเอิญ ณ ตอนนั้น เราถูกกำหนดให้มาทำอะไรสักอย่าง เราไม่เชื่อเลยเวลาคนบอกว่าจะทำอะไร ไม่ต้องรอให้เสียเวลา เพราะบางอย่างต้องรอค่ะ มันถึงจะประสบความสำเร็จ บางอย่างรีบเร่งไม่ได้ อย่างเอาง่าย ๆ The Voice All Stars นี่กว่าจะมาเกือบ 10 ปี เราจะ 30 อยู่แล้ว แต่มันก็มาในวันที่เราพร้อมจริง ๆ

ทำไมรอบนี้เลือกโค้ชโจอี้คนเดิม

เขามีความเท่ อยู่ใกล้ ๆ เขาก็เท่ และเขามันมาก ทีมงานเขาเราก็ชอบ จริง ๆ เราไม่ชอบคนปาร์ตี้ เพราะเราไม่ได้ไปปาร์ตี้เลย แค่ร้องเพลงก็เบื่อแล้ว แต่พอเฮียมีปาร์ตี้แล้วมันดูมีอะไร ทุกคนมารุมร้องเพลง มาแล้วแร็ป ทุกคนสนุกสนาน เราชอบบรรยากาศนั้นด้วย ก็เลยเลือกเขาเหมือนเดิม แต่ไม่คิดว่าเขาจะหันมาด้วยซ้ำ 

แต่ตอนแรกมีลังเลกับ เจ๊คิ้ม (เจนนิเฟอร์ คิ้ม) นิดหนึ่ง เพราะว่าปีนี้เป็นปีของผู้หญิง ทำอะไรผู้หญิงมักจะประสบความสำเร็จมากกว่าผู้ชาย หรือจะอยู่กับผู้หญิงดีวะ เผื่อกูจะได้แชมป์มา (หัวเราะ) ลังเลแค่นิดเดียว แต่ถ้าให้เลือกก็เลือกเฮียอยู่แล้ว

โอ้โห แล้วหันมายืนขนาดนั้น ใครจะไม่เลือก (หัวเราะ) แต่งตัวแดงมาเลย

สิ่งที่โค้ชโจอี้สอนปรางไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้วคืออะไร

‘ประสบการณ์จะสอนมึงเอง’ (หัวเราะ) เขาจะชอบอวยพร แต่ก็บอกประสบการณ์จะสอนมึงเอง จงไปเรียนรู้เสีย และเราก็ได้เรียนรู้มาก ๆ มากจนโอเคแล้ว เรียนรู้พอแล้ว หมายถึงในเรื่องของการร้องเพลงนะ แต่เรื่องอื่น ๆ ก็ยังคงต้องเรียนรู้กันต่อไป

เวลาปรางทำโชว์ มันจะแบบไม่ใช่แค่ขึ้นไปร้องเพลง แต่เป็นการแสดงอย่างหนึ่ง

บอกไม่ถูก มันคิดออกมาจากสมองเอง เรากับสมองทำงานร่วมกันนะ มันคิดมาแบบไหน เราก็ต้องทำตาม เราเหมือน โทนี่ สตาร์ค ที่มีไอเดียเต็มไปหมดแล้วค่อยหยิบจับอันนี้มารวมกับอันนี้ อันโน่นทำก่อน ต่อด้วยอันนี้ ใช้เสร็จแล้วก็คืนเก็บไว้ที่เดิม

พอฟังดนตรีปุ๊บ เราจะนึกภาพบนเวทีได้เลยว่าต้องเดินไปตรงนี้ แล้วตรงโน้น เราต้องใส่ชุดนี้ แต่งหน้าอย่างนี้

พอกลับมาเวที The Voice ที่เป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้ง กดดันไหม

ไม่กดดันเลย มีเหนื่อยบ้างตอนซ้อมเยอะ ๆ เหนื่อยเพราะเราทำงานหลายอย่าง แต่ดีกว่าเราไม่มีตังค์ ช่วงนี้ทำงานเยอะก็เลยไม่ได้บ่นเหนื่อย และตอนนี้เหลือแค่รอบสุดท้ายแล้ว เราต้องทำให้เต็มที่ เตรียมตัว ในช่วงนี้เป็นห่วงในเรื่องสุขภาพตัวเอง เพราะว่าที่แข่ง Semi Final เราไม่สบาย ถ้าสบายดีน่าจะปังกว่านั้นได้อีก 

The Voice รอบไฟนอลจะเป็นยังไง แอบบอกได้ไหม

ตอนซ้อมสนุกกันมาก มันจะเป็นเพลงโชว์กับโค้ช ทีมเราเป็นเพลงเร็ว เฮียก็แร็ปไม่ไหว

กลับมารอบนี้เราได้อะไรหลาย ๆ อย่าง ยอดฟอลโลว์เพิ่มขึ้น ขายของดีขึ้น แฮปปี้มาก ๆ รวมถึงมันเป็นกระแสที่ดี เราไม่ได้มาเพื่อจะเป็นแชมป์ แต่มาแสดงความเป็นตัวของตัวเอง เราอยากให้ทุกคนดูโชว์ มันโคตรสนุก ขอยกคำชาวเน็ตมาพูดว่า ไม่มีโชว์ที่ไหนจะมีทั้งตัวพ่อและตัวแม่มาเจอกัน การได้ทำงานกับไอดอลก็เป็นกำไรในชีวิตเราแล้ว เดี๋ยวรอดูนะ เต้นสะบัดเลย (หัวเราะ)

Writers

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load