ขบฟันกั้นกอดวันทองไว้ ขุนช้างร้องไปชิงไว้หวา

เพชฌฆาตดาบยาวก้าวย่างมา ขุนแผนโถมถาคร่อมเมียไว้

ฉุดคร่าคว้ากันอยู่ดันดึง ฟันผึงถูกขุนแผนหาเข้าไม่

ดาบยู่บู้พับยับเยินไป เข้ากลุ้มรุมฉุดได้ขุนแผนมา

ขุนแผนฮึดฮัดกัดฟันเกรี้ยว บิดตัวเป็นเกลียววางกูหวา

เพชฌฆาตแกว่งดาบวาบวาบมา ย่างเท้าก้าวง่าแล้วฟันลง

ต้องคอนางวันทองขาดสะบั้น ชีวิตวับดับพลันเป็นผุยผง

พอพระไวยถึงโผนโจนม้าลง ตรงเข้ากอดตีนแม่แน่นิ่งไป

หลังจากพระพันวษาทรงสั่งประหารนางวันทองด้วยข้อหาเป็นหญิงหลายใจ เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กับขุนแผนหรือขุนช้าง พระไวย บุตรของขุนแผนกับนางวันทองจึงไปทูลขอชีวิต จนในที่สุดก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เมื่อเจ้ากรมยมราชเห็นคนควบม้ามาพร้อมธงขาวส่งสัญญาณยกเลิก เจ้ากรมกลับคิดว่าพระเจ้าแผ่นดินกริ้วที่ตนสั่งประหารช้า จึงรีบให้เพชฌฆาตตัดคอนางวันทองไปเสียก่อน!?

“อ้าว!!!”

รู้ตอนจบกี่ครั้งก็อดอุทานไม่ได้กับความตายอันน่าสลดของ นางวันทอง โฉมงามผู้เกิดในยุคสมัยที่ไม่อาจเลือกอะไรเพื่อชีวิตตัวเอง

ใครหลายคนคงจดจำตัวละครจากวรรณคดีรักสามเส้าเรื่อง ขุนช้างขุนแผน กันได้เป็นอย่างดี เพราะมีบรรจุอยู่ในวิชาภาษาไทยหลายระดับ แต่น่าเสียดายว่าเป็นการหยิบยกมาเพียงบางช่วงบางตอน นักเรียนจึงไปไม่ถึงจุดจบของเรื่องโดยสมบูรณ์เสียที 

แต่การไปไม่ถึงหน้ากระดาษแผ่นสุดท้าย กลับทำให้เกิดสำนวนที่พูดกันอย่างติดปากมาจนถึงปัจจุบันอย่าง ‘วันทองสองใจ’ ซึ่งมักมีความหมายสื่อถึงพฤติกรรมของผู้หญิงมากรัก เลือกไม่ได้ จิตใจโลเล

ในจุดนี้ ไม่ใช่เราเพียงคนเดียวที่อัดอั้นตันใจจนอยากหยิบปากกามาเปลี่ยนชีวิตของวันทองเสียใหม่ เพราะ มุ เจ้าของผลงานอันโด่งดังเรื่อง วันทองไร้ใจ ที่ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนยอดนิยมอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มการ์ตูนดิจิทัล WEBTOON ขณะนี้ ได้ลงมือเปลี่ยนพล็อตชีวิตของวันทองด้วยตัวเองจนมีผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน มีคนอ่านไปมากกว่า 18.5 ล้านครั้ง! แถมยังมีแฟนคลับนำไปคอสเพลย์กันอย่างจริงจังตั้งแต่ตัวเอกยันตัวประกอบ! ความปังครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีว่า ชีวิตวันทองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

โดยวันทองในเวอร์ชันใหม่ แท้จริงแล้วเป็นสาวยุคปัจจุบันอีกคนที่ตื่นขึ้นมาในร่างของตัวละครในวรรณคดี เธอต้องเผชิญหน้ากับตัวละครอีกมากมายที่เคยได้ยินชื่อ ไม่ว่าจะเป็น สายทอง หรือนางศรีประจัน รวมถึงโจทก์หัวใจอย่าง ขุนช้าง และ ขุนแผน

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ ความน่าสนใจของเรื่องยังไม่ได้หยุดเพียงว่า สาวหลงยุคคนนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตที่ถูกบังคับให้อยู่กับขนบธรรมเนียมและแนวคิดแบบเดิม ๆ แต่เธอจะทำอย่างไรไม่ให้จบชีวิตลงที่ลานประหารต่างหาก!

เราชวนคุณมุพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองด้านวรรณคดีจากคนที่เรียนเอกภาษาไทย รวมถึงเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และความอัดอั้นตันใจที่นำมาสู่การสร้างเนื้อเรื่องและตอนจบรูปแบบใหม่ของตัวเอง

ต่อจากนี้ วันทองไม่ต้องโดนหาว่าสองใจอีกต่อไป เพราะเธอจะไร้ใจไปเลย!

ว่าแต่ทำไมวันทองต้องไร้ใจด้วย

เป็นการตั้งล้อสำนวนวันทองสองใจค่ะ ในเรื่องคือเลือกไม่ได้ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง เราเลยไม่เอาทั้งสองคน ก็ไร้ใจไป แต่ถ้าไม่เอาเลยสักคนจริง ๆ เรื่องนี้คงอยู่ WEBTOON หมวดโรแมนซ์ไม่ได้ (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

คุณไม่ชอบเนื้อเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แบบเดิม เลยเขียนเวอร์ชันใหม่

ต้องเล่าก่อนว่า ตอนนั้นติดอ่านนิยายจีน ชอบอ่านแนวทะลุมิติเข้าไปในนิยาย หรือแนวทะลุมิติเข้าไปแก้ไขชีวิตตัวเอง ก็เลยคิดว่าของไทยน่าจะมีบ้าง เลยนึกถึงวันทองขึ้นมา เรื่องแรกเป็นแนวทะลุมิติเหมือนกันค่ะ แต่เป็นเรื่องจีน ก่อนหน้านี้เขียนให้ Comico Thailand ตอนนั้นอยากล้อว่ามีแนวทะลุมิติเยอะ ก็เลยเอาทุกคนมาทะลุมิติหมดเลย แนวเบาสมอง ชื่อ เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

ส่วนเรื่อง วันทองไร้ใจ คือเราคิดว่าพวกตัวเอกของเรื่องแนวนี้มักจะชีวิตรันทด ไม่ได้รับความยุติธรรม วันทองก็เข้าแก๊ปอยู่นะ จริง ๆ เคยมีคนเขียนนิยายเกี่ยวกับวันทอง หรือคนอื่นทะลุมิติที่เป็นตัวละครใน ขุนช้างขุนแผน อยู่แล้ว เราไม่ใช่คนแรกที่เขียน แต่ตอนที่เราอ่าน ขุนช้างขุนแผน เหมือนเราดูละครแล้วขัดใจ ทำไมนางเอกต้องตายด้วยล่ะ! ไม่ได้ผิดสักหน่อย! เราเลยอยากให้วันทองได้มีสิทธิ์มีเสียง ได้แก้ไขชีวิตตัวเอง เพราะเธอคือนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกคนหนึ่ง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
การ์ตูนเรื่อง เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

แสดงว่าจริง ๆ แล้วมีนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกหลายคน

ใช่ค่ะ

หลายคนมองว่า โมรา กากี ก็กลายเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายใจไปเหมือนกัน

ไม่คิดว่าทั้งสองเป็นตัวแทนผู้หญิงหลายใจ แต่เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เลือกอะไรไม่ได้เลยมากกว่า อย่างโมรา สะท้อนชีวิตสมัยก่อนที่ผู้หญิงต้องขึ้นอยู่กับผู้ชาย ผู้ชายเก่ง ฉันก็รอด ถ้าผู้ชายไม่เก่ง ฉันก็ตายตาม โมราเลยดิ้นรนให้อยู่ในความครอบครองของผู้ชายที่เก่งกว่า แต่มันขัดกับศีลธรรมของสิ่งที่สมัยนั้นคิดว่าดีงาม เธอเลยกลายเป็นตัวร้าย เธอเจอผู้ชายคนนี้ก่อนก็ต้องอยู่กับเขาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งเกิดจากผอบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ส่วนกากี อันนี้เป็นพล็อตนิยายอีโรติก (หัวเราะ) ถูกครุฑพาไปอยู่บนวิมานชั้นฟ้า ให้ทำยังไงล่ะ ไม่ยอมแล้วให้กระโดดเมฆตายหรอ แล้วมีคนธรรพ์ไปซ้ำอีก จะให้ทำยังไง เลือกอะไรไม่ได้เลย แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันทองสองใจถึงติดหูคนมากกว่า

อีกอย่างคือเรามีการเอาขนบของทางอินเดียมาด้วยว่า ผู้หญิงต้องผุดผ่อง รักเดียวใจเดียว ถ้าหากสามีตายต้องเผาตัวเองตายตาม เป็นการรับอิทธิพลมา และเมื่อก่อนมีความเชื่อว่าผู้หญิงคือสมบัติของพ่อแม่ แต่งงานไปก็เป็นสมบัติของสามี ผู้หญิงจึงไม่มีแนวคิดว่า เราเป็นคน เป็นตัวเอง ไม่ใช่ของใคร มันก็เลยไปในแนวนั้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เห็นในเรื่อง วันทองไร้ใจ

(หัวเราะ) เพราะว่าเรื่องนี้นางเอกไม่ได้เป็นคนในยุคนั้น เธอเป็นคนยุคปัจจุบันทะลุมิติไป เธอเลยออกมือออกไม้ได้มากกว่า แต่เธอจะไปฉอดทุกคนที่ขวางหน้าก็ไม่ได้ ตรงนี้คือข้อจำกัด เธอต้องอยู่ให้ได้ ถึงไม่อยากประนีประนอมก็ต้องทำหน่อย ไม่งั้นจะถูกหาว่าบ้า

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ฟังแล้วรู้เลยว่าผู้หญิงถูกกดทับในวรรณคดีอยู่บ่อย ๆ

เพราะว่าวรรณคดีเป็นภาพสะท้อนสังคมในอดีต สมัยก่อนสถานะผู้หญิงเป็นอย่างไร ในวรรณคดีก็สะท้อนออกมาเป็นแบบนั้นเลย อย่างตอนนี้ถ้าเทียบกับวรรณคดี สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือผู้หญิงเป็นคนเขียนเองมากขึ้น จากแต่ก่อนที่ผู้ชายจะเป็นคนเขียนวรรณคดี มันก็ช่วยไม่ได้ที่เนื้อเรื่องจะเป็นไปในมุมมองของผู้ชาย แต่ก่อนมีหน้าที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ผู้หญิงต้องอยู่ในบ้าน ผู้ชายอยู่นอกบ้าน ปัจจุบันยังมีบ้าง แต่ก็เปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนผ่านสื่อ ผ่านเรื่องราวของยุคสมัยอย่างที่เราเห็นกัน

ในวรรณคดี สิ่งที่คนเขียนยุคนั้นเขียนออกมาก็สะท้อนเรื่องของคนยุคนั้น พอเราเขียนก็เลยสะท้อนเรื่องของยุคนี้แบบไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน ต่อ ๆ ไปก็จะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มมา เช่น พ่อค้า ชนชั้น เรื่องทาส แต่อันนี้เป็นทาสในสมัยก่อน หรือความคิดที่ว่าเวลาทำงานจะต้องทำถวายหัว มีบางกลุ่มที่คิดแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน แต่อันนี้ต้องรอซีซั่นหน้า

แล้วพอจะมีวรรณคดีหรือนิทานเรื่องไหนบ้างไหมที่ผู้หญิงไม่ถูกกดทับ หรือค่อนข้างมีอิสระมากกว่าที่เรานึกออก

มีเรื่องเดียวเท่าที่คิดออกตอนนี้คือ แก้วหน้าม้า มีสิทธิ์มีเสียงหน่อย มีอำนาจ มีอิทธิฤทธิ์ กำหนดชีวิตตัวเองได้มากกว่า อย่างน้อยก็มากกว่าตัวละครหญิงคนอื่น ๆ 

ตอนที่เขียนเรื่อง วันทองไร้ใจ ขึ้นมา คุณมีเป้าหมายไหมว่าอยากให้ใครมาอ่าน

ตอนแรกคือแค่คนที่อัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ) เธอคิดเหมือนฉันใช่ไหม (หัวเราะ) แต่ตอนที่มีการประกวดวาดการ์ตูนของ WEBTOON ในปี 2020 เขาให้วาดเรื่องแนวไหนก็ได้ เราเลยลองส่งเรื่องนี้ไป แต่ไม่ผ่าน ตอนหลังเขาถึงค่อยมาติดต่อว่าสนใจจะวาดไหม เพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจ ก็เลยได้วาด เรื่องนี้น่าจะได้รับการติดต่อประมาณปี 2021

หลังจากนั้นคุณก็ได้เขียนต่อยาว ๆ เลย แถมลายเส้นยังสวยมากด้วย เริ่มวาดภาพจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

มาเริ่มฝึกตอนที่มีเว็บบอร์ด สมัยมหาวิทยาลัย และมีเพื่อนที่ชอบวาดด้วยกันก็ได้แลกเปลี่ยนผลงานกัน เหมือนเป็นการช่วยกระตุ้นเรา เราก็ได้เรียนรู้กับคนที่เรียนมาโดยตรงหรือกับคนที่วาดมาเยอะกว่า

แต่ตอนอนุบาลก็วาดเป็นงานอดิเรกค่ะ วาดเด็กผู้หญิง ดอกไม้ วาดแล้วมีเพื่อนชมก็ยิ่งวาด พอโตขึ้นมาหน่อยสักประถมก็เริ่มวาดเป็นเรื่อง เขียนเองอ่านเอง เป็นลายเส้นญี่ปุ่นหน่อย เพราะชอบการ์ตูนตาหวาน แรงบันดาลใจตอนวาดก็มาจากคุณพ่อด้วย คุณพ่อวาดให้ดู เราก็วาดตาม

แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย คณะที่เรียนไม่ได้เกี่ยวกับวาดรูปนะคะ เรามาฝึกเอง เปลี่ยนลายเส้นด้วย เพราะตอนแรกก็ไม่ใช่คนวาดสวย ส่วนการเรียนเอกภาษาไทยอาจจะช่วยบ้าง เพราะเราเรียนวิเคราะห์วรรณกรรมมาเยอะ ก็พอมีพื้นฐานการลำดับเรื่อง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

การที่เรียนเอกภาษาไทยคงทำให้คุณต้องคลุกคลีอยุ่กับวรรณคดีเยอะเลย

เยอะค่ะ เพราะต้องเรียนวรรณคดีซ้ำไปซ้ำมาหลายตัวเหมือนกัน คนอื่นเรียน ขุนช้างขุนแผน ช่วงมัธยมครั้งหรือสองครั้ง แต่พอเราเรียนเอกวรรณคดีจึงเอ็กซ์ตร้าเข้าไปอีก ไม่ถึงกับเรียนจนจบหลายรอบ แต่ได้เรียนจนจบและได้เห็นเวอร์ชันที่หลากหลาย

เท่าที่ตกตะกอนมา คุณคิดว่าอะไรคือคุณค่าของวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

ถ้าตามที่เรียนมา มันเป็นความจริงที่วรรณคดีเรื่องนี้บันทึกประวัติศาสตร์ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยนั้นได้ค่อนข้างจะครบถ้วน ถือว่าแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เป็นจักร ๆ วงศ์ ๆ ในรั้วในวัง เรื่องนี้เป็นชีวิตชาวบ้านจริง ๆ 

โดยส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องสนุก ตื่นเต้น มีความลุ้น บางฉากมีความเป็นละคร ดราม่าเหมือนซีรีส์เกาหลีอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น ฉากที่วันทองจะถูกลากไปแต่งงานกับขุนช้าง แล้วขุนแผนจะมาช่วยไหม ฉากนั้นคือลุ้นมาก แต่พออ่าน ๆ ไปปรากฏว่า ขุนแผนมา ไม่สนใจ นางเอกโดนลากเข้าห้องหอ ม่ายยยย!!! มีความเมโลดราม่าหน่อย หรือจังหวะถูกประหาร พระพันวษาให้อภัยแล้ว คนอ่านก็เสียดายเล่น หรืออีกฉากคือ ขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่เพื่อทำกุมารทอง อันนี้จะมีความสยอง เป็นตัวเอกสายดาร์ก

รู้สึกยังไงตอนที่ขุนแผนใช้ความรุนแรง

จริง ๆ แอบตั้งคำถามว่า ทำไมคนแบบนี้ถึงมาเป็นพระเอกได้เนี่ย (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ก็เลยเป็นที่มาของการอยากเปลี่ยนพระเอกของเรื่องหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งค่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องมีพระเอกคนใหม่เลย ตอนแรกจะเอนไปทางให้ขุนช้างเป็นพระเอกด้วยซ้ำ แต่พอเขียน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า ให้มีคนใหม่ไปเลยน่าจะสนุกกว่าในเมื่อเราดัดแปลงใหม่

หรือจริง ๆ แล้ว ขุนแผนไม่มีคุณสมบัติจะเป็นพระเอกแล้ว

(หัวเราะ) ถ้าในความคิดของเราจะให้เขาเป็นพระเอกก็ได้ แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอีกแบบไปเลย วันทองจะต้องเหนื่อยหนักมากในการจะเปลี่ยนผู้ชายสักคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นคนใหม่มาเลยจะได้อีกรสชาติหนึ่ง เราอยากให้เรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัลของเรา ไม่ใช่เอาขุนช้างขุนแผนมารีเมก

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ตอนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา คิดว่าจะมีคนสนใจไหม

ก็แอบคิดว่าน่าจะมีคนสนใจ น่าจะมีคนคิดเหมือนกับเราเยอะนะ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเขียนนิยายมาก่อน ผลตอบรับตอนประกวดถือว่าดีค่ะ มีคนอ่านเยอะกว่าที่คิด มีคนอัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ)

จากวันแรกจนถึงตอนนี้ คุณเดินไปไกลกว่าจุดประสงค์เดิมตอนที่เริ่มเขียนบ้างไหม

ตอนแรกเราคิดแค่เอานางเอกไปฟาดกับผู้ชายสองคนนี้ แต่พอเขียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มใส่รายละเอียดเพิ่ม นางเอกไม่ได้จะไปต่อกรกับขุนแผนเหมือนตอนแรก ๆ เพราะคนที่เธอต้องต่อกรมากที่สุดคือ แม่ศรีประจัน เพราะสุดท้ายคนที่เป็นเจ้าของชีวิตวันทองในตอนนี้คือแม่ ไม่ใช่ขุนแผน เป็น Last Boss ของซีซั่นแรก ด้วยความเป็นแม่ เรายังทำอะไรมากไม่ได้ ต้องหาวิธีอื่นที่จะทำให้เรามีชีวิตอิสระจากเขาได้ โดยไม่ทำให้เขาเจ็บช้ำมากเกินไป 

ตอนที่วาดนางวันทอง มีการใส่ตัวตนของคนวาดลงไปในตัวละครบ้างไหม

นิสัยเราสองคนไม่เหมือนกันเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราไม่ค่อยจะไปฉอดใคร แต่อะไรที่เราอยากทำ เราจะให้ตัวละครทำแทน ถ้าให้เหมือนกัน คือเรื่องทัศนคติว่าเราคิดอย่างไร ซึ่งจะคล้ายกัน มีความเหมือนแค่บางส่วน

ถ้าอย่างนั้นวันทองเวอร์ชันนี้มีต้นแบบมาจากไหน

เหล่าทวิตเตี้ยนทั้งหลายค่ะ ชาวทวิตเตอร์ เราคิดว่าถ้าเป็นคนในทวิตเตอร์จะคิดอย่างไร (หัวเราะ) เป็นเหมือนเฟมินิสต์ แค่บังเอิญเล่นทวิตเตอร์

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พูดถึงการทำงาน ได้ข่าวว่าตอนแรกคุณทำงานแบบโซโลคนเดียว

ตอนแรกทำคนเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ไม่ไหว ตอนนี้เลยมี 3 คน เพิ่มมาทีละคน ๆ ให้เพื่อนมาช่วย ทำทุกอย่างเลยประมาณ 10 ตอนแรก มีแค่เรากับโปรแกรมช่วยบ้าง ใช้ 3D ช่วยทำฉาก หรือใช้หุ่นโมเดลสามมิติก็ร่างได้ไวขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องให้คนช่วยจริง ๆ 

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พวกโปรแกรมก็เรียนรู้การใช้งานเองทั้งหมดเลยไหม

ใช่ค่ะ ยากเอาเรื่อง เรื่อง วันทองไร้ใจ เป็นเรื่องแรกที่ใช้ 3D ประกอบ เพราะเรือนไทยหาโหลดฉากไม่ได้ แล้วเราต้องใช้หลายมุม ถ้าปั้นเป็น 3D จะคุ้มกว่า เพราะเราปรับได้หลายมุม ก็เลยลองปั้นเอง ตอนแรกใช้ SketchUp แต่เพราะเราไม่มีพื้นฐานเลยเริ่มต้นลำบาก บังเอิญมาเจอโปรแกรมที่มันง่ายขึ้นก็เลยใช้

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ตอนทำงานคนเดียว อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด

ลงสี 50 กว่าช่องค่ะ มันเยอะ อดนอนอยู่พักหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะต้องส่งงานวันศุกร์ เนื่องจากมีกำหนดออนแอร์ ตอนนี้ยังทำทัน เพราะเราทำตอนตุนไว้ก่อน เรารู้ตัวว่าต้องมีเลทแน่นอน เลยมีทำตุนเอาไว้ 1 ตอนใช้เวลา 6 – 7 วัน บางตอนที่รายละเอียดไม่เยอะ 5 วันครึ่งหรือ 6 วันก็เสร็จ

ต้องมีการทำการบ้านระหว่างตอนเยอะไหม

มีบ้าง อย่างการเปิดเสภา หรือเปิดพจนานุกรมเทียบ แต่หลัก ๆ คือเสภา ขุนช้างขุนแผน เรายึดของห้องสมุดวชิรญาณเป็นหลัก ถ้าหากมีฉากไหนที่เราสงสัยลำดับเนื้อเรื่อง ตลอดจนสีผ้าก็ไปเปิดดูได้ โชคดีที่มีออนไลน์ แต่อันนี้เป็นเรื่องของรายละเอียด

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ดูละเอียดจนถึงลายผ้าเลยทีเดียว

ใช่ค่ะ อย่างน้อยก็ตอนต้น ๆ แต่พอดำเนินเรื่องไป เราจะเริ่มปรับไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อิงตามเดิมเป๊ะแล้ว แต่บางตัวละครออกมาครั้งแรกเป็นฉากที่มีในเรื่อง เราก็อยากให้สีตรงกัน อย่างตอนแรกที่วันทองออกมาก็จะใส่สีแดง วาดไปสักพักก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูแทน ตรงนี้เราไม่ได้ใส่คำอธิบายอะไร เพราะเป็นความฟินส่วนตัวที่ได้ใส่ลงไป แต่ก็มีคนรู้นะคะ คนที่เรียนมา เราประมาทคนอ่านไม่ได้เลยค่ะ มีคนที่รู้มากกว่าเราอยู่เสมอ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

กว่าจะเป็นหนึ่งตอนนี่ทำอะไรหลายอย่างเลย หลังเสร็จงานค้นคว้าแล้วคุณต้องทำอะไร

การบ้านอันนี้จะไปอยู่ตรงเขียนสตอรี่บอร์ด เขียนเสร็จแล้วก็เริ่มร่าง ตัดเส้น ส่งให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งเทสี แล้วส่งให้ผู้ช่วยคนที่สองลงเงา ใส่เครื่องประดับ จากนั้นก็ส่งกลับมาให้เราแต่งสี ใส่ฉากหลัง พิมพ์คำพูด แล้วส่งกลับไปให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งจัดฟอนต์ให้อีกที จากนั้นส่งกลับมาให้เรา มันจะส่งไปส่งมาหน่อยนะคะ ส่งมาให้เราดูความเรียบร้อย แล้วส่งให้ผู้ดูแล WEBTOON เขาจะเช็กคำผิด บางทีก็มีแก้บางช่อง เช่น ตอนจบขอค้างกว่านี้หน่อย เรื่องตรงนี้ละเอียดอ่อน ช่วยเพิ่มอะไรหน่อย

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

การบ้านที่ต้องทำหนักที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร

ความเป็นอยู่ในยุคนั้น เพราะตอนแรกไม่มีในหัวเลยว่าคนยุคนั้นอยู่กันอย่างไร เราจะนึกเนื้อเรื่องไม่ออก ต้องไปศึกษาตรงนั้นก่อนค่ะ

สำหรับสถาปัตยกรรม บ้านเรือน มีหนังสือเล่มไหนที่คุณใช้อ้างอิงบ้างไหม

อาจจะไม่ถึงกับเป็นหนังสือ แต่อย่างบ้านของนางวันทอง เราใช้พระตำหนักทับขวัญที่จังหวัดนครปฐมเป็นต้นแบบ มีเมืองโบราณด้วย ช่วยได้เยอะ บางอย่างที่มันหาไม่ได้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ โชคดีที่มีละครทำมาก่อน เขาค้นคว้ามาแล้ว เราก็ขอมาใช้บ้าง บุพเพสันนิวาส นี่ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะพอ บุพเพฯ ออกมาก็มีหนังสือเกี่ยวกับอยุธยาตามมาเยอะมาก เราจึงได้เดินตามรอยเขา

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แบบนี้ถึงจะเป็นนักศึกษาเอกภาษาไทยที่ผันตัวมาเป็นนักวาดการ์ตูน แต่การอ่านหนังสือก็ขาดไม่ได้เลย

ใช่ค่ะ เป็นนิสัยส่วนตัวด้วยว่า เวลาเราคิดพล็อต จะชอบคิดจากข้อมูลมากกว่า

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แต่จินตนาการเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางตัวละครจึงไม่มีอยู่จริงในวรรณคดี

อย่างปรงทองกับเปลวคำก็ใส่เข้าไปเพื่อให้เรื่องมีความเป็นของเรามากขึ้น เป็นโอเอซิสของเรื่อง เป็นจุดดึงดูดความสนใจของคนอ่าน เพราะถ้ามีแค่ขุนช้างกับขุนแผน คนที่ไม่ชอบทั้งสองคนก็จะไม่มีเมน เราเลยใส่สองคนนี้เข้าไปให้ แล้วก็เหมือนชูใจคนวาดด้วย อย่างปรงนี่ คนวาดชอบ อยากวาดผู้หญิงน่ารักค่ะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

เท่าที่ฟังมาคุณทำงานกับประวัติศาสตร์และค่านิยมอยู่ตลอด มีเรื่องอะไรที่กังวลบ้างไหม

บางอย่างเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ปฐมภูมิ ไม่ได้เป็นข้อมูลแรกเริ่มดั้งเดิม ของบางคนอาจจะผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาแล้ว เราก็ไม่ทราบ ไม่แน่ใจว่าถูกไหม อย่างเรื่องช้างใช้เท้าหลังเดินก่อน เราก็ต้องไปเปิดคลิปช้างเดินดู แต่ข้อดีคือเราเซ็ตให้นางเอกทะลุเข้าไปในวรรณคดี ไม่ใช่ย้อนอดีต ในเสภาจะมีการปนกันของยุคสมัยอยู่ บางฉากก็เหมือนอยู่ในอยุธยา แต่บางเมนูอาหารหรือเสื้อผ้าบางอย่างกลับเป็นสมัยรัตนโกสินทร์ มันจึงปนกันอยู่ในนั้น เราเลยไม่ได้ซีเรียสเรื่องยุคสมัยมาก เรายึดว่าเป็นเรื่องในวรรณคดี ถ้าแยกออกมาทีละยุคจะเป็นงานที่หนักไปหน่อย (หัวเราะ)

คุณมองเห็นความน่ากลัวของค่านิยมจากเรื่องนี้บ้างไหม

ส่วนมากพอเกิดเป็นค่านิยม เราก็ไหลไปตามนั้น ไม่ได้ตรวจสอบตัวเองจนไหลไปตามกระแส บางครั้งจึงเกิดการทำร้ายกันเองด้วยค่านิยม ความเชื่อ อย่างวันทองนี่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คิดด้วยซ้ำว่าเธอคิดได้ เลือกได้ เขาไม่เอ๊ะเลย เราก็ไม่เอ๊ะ พอไปเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นค่านิยมมองผู้หญิงเป็นสิ่งของ วันทองเป็นคนยุคนั้น เขาก็อยู่อย่างนั้น แล้วคนที่กำหนดค่านิยมในยุคนั้นก็เป็นชนชั้นสูง ขุนนางด้วย

หลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานมาพอสมควร อะไรคือความท้าทายในการทำงานชิ้นนี้

เรื่องทำเป็นทีมนี่แหละค่ะ ก่อนหน้านี้ทำงานคนเดียวมาก่อน มันจึงเป็นเหมือนการเรียนรู้กันระหว่างผู้ช่วยและทีมงานว่า เราจะทำอย่างไรให้ตารางเวลาลงตัว เป็นครั้งแรกที่ได้จ้างคน เพราะเพิ่งมีเงินจ้างค่ะ (หัวเราะ) เป็นเรื่องแรกที่มีคนติดตามเยอะขนาดนี้ เลยมีความกดดันด้วย กลัวว่าเราจะมีอะไรบ้งโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วเผลอปล่อยออกไป แต่โชคดีที่ทำงานเป็นทีมก็เลยมีคนช่วยดู

ตอนนี้ก็ทำงานการ์ตูนเป็นอาชีพหลักเลย เพราะถ้าไม่หลักคงจะไม่มีเวลาวาดใช่ไหม

ไม่สามารถทำงานอื่นได้เลย จากที่เคยรับมาก็ต้องวางกองไว้ก่อน เพื่อเรื่อง วันทองไร้ใจ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ถามเรื่องความต่างระหว่างเรื่องของคุณกับวรรณคดีไปเยอะแล้ว มีอะไรที่ไม่แตกต่างกันบ้างไหม

อันที่จริงก็มีบางอย่างที่พยายามคงไว้ เช่น ประเพณี ข้าวปลาอาหาร อันนี้คือเอามาจากเสภา และความปากจัดของแม่ศรีประจันก็ด้วย นอกนั้นก็มีเปลี่ยนไปเยอะเลย

กระแสตอบรับตอนที่เรื่องนี้ออกไปแล้วทำให้ใจฟูบ้างไหม

ดีกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่มีคอมเมนต์ให้อ่านทุกสัปดาห์ ชอบมากที่ได้อ่านความเห็นของทุกคน มีคนที่สังเกตเยอะ ๆ ก็ทำให้เราดีใจ เช่น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ได้บอก หรือแม้กระทั่งเกิดการถกเถียงกันว่า ขุนแผนก็ไม่ได้แย่นะ มันเป็นเพราะสภาพสังคมในสมัยนั้น เขาเลยเป็นแบบนี้

เหล่าผู้อ่านน่ารักมาก ต้องขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนมาก ๆ WEBTOON เราเขียนเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เราไม่รู้เลยว่าจะเขียนได้ยาวแค่ไหน จะถูกตัดจบไหม แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเลยได้เขียนต่อยาว ๆ ทุกคนช่วยเปย์อ่านล่วงหน้า ทำให้ได้เงินมาสนับสนุนผู้ช่วย อันนี้สำคัญมาก ช่วยได้เยอะจริง ๆ ค่ะ อ้อ! เห็นคอมเมนต์ของเพื่อนบ้านชาวลาวด้วย เขามาอ่านก็ดีใจจริง ๆ อนาคตอยากให้ไปต่างประเทศ มีการแปลด้วย อันนี้ก็ได้แต่ภาวนาค่ะ

แฟนคลับคุณแน่นหนามาก ชุมชนวันทองไร้ใจแข็งแกร่งจนมีคนนำไปคอสเพลย์ด้วย

อันนี้ดีใจมาก เป็นความใฝ่ฝันของนักวาดหลายคน แต่งกันสวยเหมือนหลุดออกมาจากในเรื่องเลย ขนาดเป็นตัวละครที่ไม่ใช่ตัวหลักอย่างแม่ศรีประจันก็มี แปลกใจมาก ต้องขอบคุณอีกครั้งนะคะ

ก่อนจากกันขอถามย้ำอีกครั้งว่า จุดจบวันทองจะเหมือนเดิมไหม

(หัวเราะ) ต้องไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่วันทองแล้ว แต่เป็นนางเอกคนใหม่ เนื้อเรื่องก็ต้องต่าง ติดตามกันต่อไปนะคะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ภาพ : มุ

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

21 พฤศจิกายน 2560
3 K

“ใช่พี่รึเปล่านะ ที่ผมคุยเรื่องการมีกับไม่มี” เต๋อส่งข้อความมา หลังจากที่เราเจอกันประมาณ 1 สัปดาห์

“ใช่” เราตอบกลับไป

วันนั้นเราถามสารทุกข์สุกดิบ คุยกันเรื่องหนังเรื่องใหม่ของเขา รวมถึงเรื่องการมีอยู่และการไม่มีอยู่ เรารู้จัก เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ในคลาสที่มหาวิทยาลัย ในวันนี้ที่เขามีอายุ 33 ปี เขาครุ่นคิดเรื่องความตาย แต่ไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิตในเชิงหดหู่ เป็นเรื่องน่ากลัว หรือน่าขับไส แต่คือระบบเกิดดับที่ทุกคนต้องเผชิญอย่างเท่าเทียมกันตามธรรมชาติ ในฐานะคนเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์ เต๋อเลือกบันทึกความคิดในช่วงนี้ลงในภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่ 5 ของเขา

นอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นการปลุกสปิริตในการทำหนังอิสระ เป็นบทสรุปในรอบ 5 ปีของการมีอยู่ของผู้กำกับชื่อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ในวงการภาพยนตร์ไทย Die Tomorrow อาจบอกเป็นนัยว่า วันที่เหลือคือ ‘โอกาส’ ของการมีชีวิตอยู่อย่างงดงามและมีความหวัง

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

01

การมีอยู่ของสปิริตแบบเดิม / การไม่มีอยู่ของบริบทแบบเดิม

ดูคุณยังกระหายที่จะทำหนังอิสระ

ตลอดเวลา ผมโอเคกับการทำหนังทั้งสองฝั่ง ทั้งสตูดิโอ ทั้งอินดี้ ขึ้นกับเรื่องที่เรามีอยู่ในหัว ซึ่งก็มีอยู่ทั้งสองแบบ มีทั้งเรื่องแบบที่ควรทำกับ GDH มันน่าจะสนุกดี มันต้องการเซ็ตอัพที่ใหญ่หน่อย บางเรื่องที่ทดลองมากๆ ก็อยากลองทำดูว่าจะเวิร์กหรือเปล่า ทุกอย่างมีหน้าที่ของมัน เราไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งนี้แล้วไม่ควรมีสิ่งนี้ ขึ้นกับว่าเราเอาสิ่งนี้ไปใช้ทำอะไร ในจุดประสงค์ไหน เหมือนเวลาดูหนัง ผมดูได้ทุกแบบ แต่คงไม่ดูหนังยุโรปทุกวัน ในวันที่เครียดมาก ผมขอหนังสนุกๆ ฮอลลีวูดเลย ก็เพลินดี ใครอยากดูอะไรในเวลาไหนก็ไปเลือกเอา เราทำหนังกับสตูดิโอแล้วก็กลับมาทำแบบอินดี้บ้าง กระโดดข้ามไปข้ามมาได้ ไม่ใช่ครั้งที่แล้วทำใหญ่ ครั้งต่อไปต้องใหญ่กว่าเดิม ขึ้นกับเรื่องที่เราสนใจในเวลานั้นว่าเป็นแบบไหนมากกว่า เวลาผมทำหนัง เรื่องมักจะมาจากประสบการณ์ส่วนใดส่วนหนึ่งในช่วงชีวิตของผมทุกเรื่อง ถ้าวิธีการเล่าหรือเนื้อหาที่เราอยากทำ มันเหมาะกับการทำแบบเล็กๆ ก็กลับมาทำแบบอินดี้ แค่นั้นเอง

เลือกยังไงว่า เรื่องนี้จะเล่าสเกลไหน

อยู่ที่เรื่องกับวิธีการเลย เรื่องเกี่ยวกับอะไร อยากเล่าแบบไหน แล้วประเมินว่าเล็กหรือใหญ่ได้ สมมติเรามีโปรเจกต์หนังพีเรียด เรารู้ว่าทำเล็กไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณไม่สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมนั้นขึ้นมาด้วยงบที่น้อยได้ ก็ต้องไปสู่ระบบสตูดิโอ ซึ่งเรื่องต้องโดนคนส่วนใหญ่ได้ ถ้าอยากทำแนวพีเรียดจริงๆ ก็ต้องเลือกเรื่องที่คนเชื่อมโยงได้

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

วิเคราะห์จากประสบการณ์

ใช่ อย่าง Die Tomorrow เราก็เกรงใจพี่ที่สตูฯ (ยิ้ม) เพราะเขาไม่น่าทำนะ อย่าไปเสนอให้เขาลำบากใจเลย เรามีอีกเรื่องที่เราเสนอเขาไปแล้วด้วยแหละ ซึ่งเล่าเรื่องแบบปกติ แต่เรื่องนี้มันแบบ… ก็ไม่ได้ทดลองอะไรขนาดนั้นนะ เพียงแต่โครงสร้างของหนังเป็นเหมือนอัลบั้มเพลงที่มี 12 เพลง ถามว่า 12 เพลงเชื่อมต่อกันไหม ไม่เชื่อม แต่ถามว่า อยู่ในหัวข้อเดียวกันไหม ใช่

ความรู้สึกตอนทำ 36 กับ Die Tomorrow เหมือนกันไหม

เหมือน ทีมงานน้อยเหมือนเดิม (หัวเราะ) ทำกันเองจริงๆ สองสามคนเหมือนเดิม มีผม มีโปรดิวเซอร์ กับคนช่วยอีกคนหนึ่ง นู่นนี่นิดหน่อย ความต่างคือ สเกลไม่เหมือนกัน ตอน 36 ยกคอมพิวเตอร์ไปฉายที่หอศิลป์กรุงเทพฯ กันเองก็เหมือนจะหนัก แต่ควบคุมได้ คนดู 60 คนต่อรอบ ฉาย 5 รอบ ก็สองสามร้อยคน ทำกันเอง ขนของกันเอง ก็ไม่ได้วุ่นวายมาก หลังจากนั้นไปฉายที่ Alliance Française (สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ) ใหญ่ขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังควบคุมได้อยู่ รอบละสองร้อย

อันนี้ยากขึ้น 10 เท่า ครัั้งนี้เข้าโรงหนัง เราต้องทำ post-production ซึ่งมีรายละเอียดเยอะแยะมากมาย โชคดีหน่อยตรงที่เราทำเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 5 เราผ่านกระบวนการนี้มาหลายครั้งแล้ว อาจจะไม่ได้เป๊ะมาก แต่รู้ว่าขั้นตอนต่อไปคืออะไร แต่มันก็เยอะอยู่ดี เช่น งานของโปรดิวเซอร์ก็เหมือนอยู่ในกองมากกว่า วันหนึ่งก็ต้องมาทำความเข้าใจว่า เราเตรียมฮาร์ดดิสก์ให้เขา 2 ลูก ลูกนี้เก็บไฟล์นี้ อีกลูกเก็บไฟล์นั้น ถ้าเป็นระบบบริษัทปกติจะมี Post producer ที่รู้ว่าไฟล์ต้องเป็นแบบนี้ ไฟล์ซับไตเติ้ลต้องเป็นแบบนี้ เสียงแบบนี้ แต่เรานี่แบบ เฮ้ย เดี๋ยวต้องให้เมสเซนเจอร์ไปส่งฮาร์ดดิสก์ก่อน อ้าว ลืมไฟล์นี้ ต้องส่งกลับไปใหม่ ก็เลยเหมือนต้องลงมาทำเองทั้งหมด พวกเราต้องเปลี่ยนบทบาทในแต่ละวันเป็นแผนกต่างๆ (ยิ้ม) ไม่ซ้ำกัน แต่ก็อย่างที่บอก โชคดีหน่อยที่พอจะมีความรู้อยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าทำ 36 แล้วกระโดดมาทำใหญ่ขนาดนี้ อันนั้นตายแน่นอน

Die Tomorrow Die Tomorrow

ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่ยากขึ้นบ้าง

รู้สึกดีที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ถ้าเราไม่ทำหนังเองก็คงไม่ได้เจอ เหมือนเรารู้มา 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว การทำเรื่องนี้ทำให้เรารู้มากขึ้นเป็น 85 เปอร์เซ็นต์ อาจยังไม่รู้ทั้งหมด เช่น เราอาจไม่รู้ว่าผู้บริหารโรงหนังคิดยังไง แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าฝั่งโรงหนังเขามองหนังแบบนี้ เขาจัดรอบด้วยวิธีคิดแบบนี้ เขามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง มีเงื่อนไขอะไรบ้าง เป็นสิ่งที่เรามีความสุขที่ได้รู้ ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะคุณจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ยังไง ถ้าไม่ลงมือทำหนัง

เป็นเสน่ห์ของการทำหนังอินดี้

ความรู้สึกคล้ายๆ ตอนทำ 36 นะ แต่ก็ไม่ใช่ มันเป็นก้อนความรู้สึกก้อนใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ถ้าผ่านไปได้นะ ครั้งหน้าคงไม่มีอะไรยากไปกว่านี้อีกแล้ว นอกจากจะฉายแบบ IMAX สามมิติ (หัวเราะ)

การทำหนังอินดี้ให้ความสุขกับคุณเหมือนหนังสตูดิโอไหม

(หยุดคิด) ไม่ต่างครับ ไม่ว่าจะทำเล็กใหญ่ เราก็ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ คำถามยอดฮิตสมัยทำฟรีแลนซ์ฯ คือ สตูดิโอเขาบังคับอะไรรึเปล่า คำตอบคือ เขาไม่ได้บังคับอะไร เขาบอกว่า ก็ทำเรื่องนี้แหละ ตลกประมาณนี้แหละ ไม่ต้องฮาสุดๆ แบบผู้กำกับพี่ๆ เขาก็ได้ ซึ่งเราโอเคมากๆ ถ้าเป็นเวทีคอนเสิร์ต จะขึ้นเวทีงาน Big Mountain หรือเล่นงาน Cat ก็ให้ความสุขกับผมได้เท่ากัน

เต๋อ นวพล เต๋อ นวพล

02

การมีอยู่ของความสนใจส่วนตัว / การไม่มีอยู่ของแรงกดดัน

ทำไม Die Tomorrow ถึงเป็นเรื่องส่วนตัวที่สุด

หัวข้อด้วยมั้งฮะ พอเราพูดถึงความตาย หมายถึงเรากำลังพูดถึงชีวิตว่าเราคิดยังไงกับชีวิต เรามองโลกยังไง การใช้ชีวิต แล้วก็ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ พอพูดเรื่องความตายก็สะท้อนเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด

หนังเรื่องอื่นๆ เป็นทัศนคติที่เรามีต่อเรื่องภายนอก The Master ทัศนคติของเราคือ การเกิดดับของพ่อค้าวิดีโอ ความไม่แน่นอนของชีวิต Mary Is Happy, Mary Is Happy คือ ชีวิตมัธยมหรือ coming of age เรื่อง 36 พูดถึงความทรงจำ แต่เรื่องนี้คือชีวิต ตัวหนังก็สร้างจากเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตคนนี้คนนั้นซึ่งเกี่ยวข้องกับความตาย เลยรู้สึกว่ายิ่งใกล้เข้าไปอีก หมายถึงเป็นเรื่องของคนรอบๆ แล้วหนังก็ค่อนข้างบาง ค่อนข้างธรรมดา เหมือนแค่ฉายภาพนั้น

เราทำเรื่องนี้ให้เป็นหนังอิสระด้วย ก็เลยทำแบบนี้ได้ แค่ไม่ทำเกินงบ ไม่ต้องมาคิดว่าจะขาดทุนไหม ถ้าจะขาดทุนก็ต้องโปรโมตให้ดูสนุกกว่านี้ อันนี้แบบ ฉายก็ฉาย จบ เทรเลอร์ก็ตัดแค่นั้นเลย เรื่องนี้เลยออกมาเป็นตัวเองที่สุดแล้ว  

Die Tomorrow Die Tomorrow

เป้าหมายของการสื่อสารเรื่องส่วนตัวแบบนี้คืออะไร

มันตอบสนองพื้นฐานของทุกคนอยู่แล้ว การที่เราได้แสดงความคิดของเราว่า เราคิดแบบนี้นะ ไม่ต่างจากตั้งสเตตัส เพียงแต่ผมทำออกมาเป็นหนัง เป็นก้อนความทรงจำที่บันทึกเอาไว้ว่าเราเคยคิดแบบนี้นะ

วิธีการเล่าเรื่องก็ดูจะส่วนตัวมาก

ใช่ ตามใจตัวเองที่สุดแล้ว เพราะเป็นหนังอินดี้น่ะครับ ทำไปเถอะ เดี๋ยวไม่ได้ทำ (หัวเราะ) ผมไม่ได้มีเป้าหมายอะไรที่ต้องพิชิต ถ้าเราต้องปลดหนี้ด้วยหนังเรื่องนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนเลย เราต้องออกแบบใหม่ ซึ่งไม่ผิดนะ แต่เรื่องนี้เราทำแบบเหมือนมีผ้าใบมาให้แล้วลองวาดอะไรก็ได้ ซึ่งนานๆ จะได้ทำแบบนี้ เพราะงานส่วนใหญ่ที่เราทำมีเป้าหมายตลอด เช่น ต้องทำให้เวิร์ก 5 วินาทีแรกต้องปัง หรือ ‘ต้องไวรัลนะครับ’ จนบางทีเราลืมความรู้สึกของการทำหนังไปแล้ว

แต่นี่เป็นเหมือน Drawing therapy วาดอะไรก็ได้ไม่มีผิดไม่มีถูก เมื่อมีโอกาสแบบนี้ก็ทำไปเถอะ อย่าคิดมากเลย เลยลองเลือกวิธีเล่าแบบที่เราอยากเห็นมันเกิดขึ้นบนจอหนัง

Die Tomorrow Die Tomorrow

เลยเป็นเรื่องที่รู้สึกสบายที่สุดเท่าที่เคยทำมา

ตอนที่ออกไปถ่าย เรารู้สึกเหมือนไปปิกนิก ไปตีแบด เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากๆ ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้น ถ้าคุณต้องทำหนังที่มีงบประมาณสูงมาก ไม่มีทางชิลล์เอาต์ได้ ต่อให้เขาบอกว่า อย่าเครียด แต่เราก็จะแบบ เอาเงินเขามาแล้ว 25 ล้านว่ะ ต้องทำให้ดีที่สุด

นับเป็นบันทึกสรุปของการทำหนังของคุณในช่วงแรกได้ไหม

ในรอบห้าหกปีที่ผ่านมาค่อนข้างพิเศษเพราะผมได้ทำหนังปีละเรื่อง เหมือนเป็น episode มันคือ season นี้ จะว่าเหมือนบทสรุปของก้อนนี้ก็ได้ เมื่อถึงจุดที่เราขึ้นงานชุดใหม่ เราก็อาจจะลองหาอะไรใหม่ๆ ตอนนี้ความสนใจของผมเริ่มเปลี่ยนไป อยู่ดีๆ ก็อยากทำหนังพีเรียดยุค 70 – 80 มันเป็นยุคที่น่าสนใจ หรือบางทีอาจจะถอยไปไกลมาก แต่ไม่ใช่หนังสงคราม อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ การเดินทางไปที่หนึ่งต้องใช้เวลานานมาก สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขทาง space and time ที่น่าสนใจ และเล่าเรื่องด้วยบริบทของปัจจุบันได้ สมัยก่อนกว่าข่าวข่าวหนึ่งจะไปถึงอีกคนนี่ใช้เวลานานมากเลยนะ มันเป็นไอเดียที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำมาก่อน  

อาจเพราะ 5 ปีที่ผ่านมาเราทำเรื่องที่เราสนใจในวัย 20 – 30 ปีหมดแล้วอย่างรวดเร็ว input ถูกใช้เร็วมาก เพราะทำถี่มาก เรื่องที่อัดอั้นว่าอยากเล่าในช่วงวัยหนุ่มมันหมดแล้วอะ มันถึงเรื่องความตายแล้วนะ (หัวเราะ) โคตรปลายทาง เร็วมากเลยอะ

ถ้าผมทำหนังเมื่อ 10 ปีก่อน กว่าจะทำหนังเรื่องหนึ่งต้องใช้เวลา 3 ปี ทำ 5 เรื่องต้องใช้เวลา 15 ปี ถ้าผมเริ่มทำหนังตอนอายุ 30 ผมจะทำเรื่องที่ 5 ตอนอายุ 45 แต่ตอนนี้ผมทำเรื่องที่ 5 ตอนอายุ 33

เต๋อ นวพล

03

การมีอยู่ของชีวิต / การไม่มีอยู่ของลมหายใจ

Die Tomorrow เกิดจากความหมกมุ่นเรื่องความตาย

หนังเรามีสิ่งนี้ทุกเรื่องเลย พูดเรื่องมี-ไม่มี เพียงแต่จะมาในรูปแบบไหน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงหลงใหลสิ่งนี้ มันดูเศร้า แต่เราดันชอบเห็นซ้ำไปซ้ำมา มองมันแบบกึ่งๆ เข้าใจ รู้สึกว่าการมี-ไม่มีมันสะเทือนมั้ง มันทำให้เราคิดเรื่องชีวิตตัวเอง คิดถึงคนอื่น หนังเราวนๆ อยู่กับเรื่องพวกนี้ อย่างเรื่อง 36 ก็ใช่ เพราะพูดถึงคนที่เคยรู้จักกันในช่วงหนึ่งที่วันหนึ่งก็หายไป อาจจะไม่ได้ตาย แค่ไปอยู่ที่อื่น แต่เราก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน ฟรีแลนซ์ฯ ชัดสุดเพราะมาเป็นงานศพเลย เป็นไอเดียที่เราคิดว่าถ้ามีงานศพทำแบบนี้ดีกว่า ก็เลยมีซีนนี้ขึ้นมา แต่หลังจากนั้นเราก็รู้สึกว่า ความตายมีอะไรมากกว่านั้น

เหตุการณ์ไหนทำให้คิดเรื่องความตายอย่างจริงจัง

ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น อาจเป็นเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เช่น แม่ชอบเดินมาบอกว่า ‘เอกสารเกี่ยวกับบ้านทั้งหมดอยู่ตรงนี้นะ’ ทำไมพูดบ่อยจัง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ เรานั่งทำงานอยู่ที่บ้านเฉยๆ สิ่งนี้ก็มาถึงง่ายๆ อย่างนั้นเลยเหรอ เวลาไปงานศพ เราก็แค่รู้สึกว่ามันมีอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าความตายเป็นเรื่องสำคัญ คือ การที่แม่เดินมาบอกแต่แม่ยังอยู่ พอแม่มาพูด เลยสำนึกได้ว่า เออ วันหนึ่งเราอาจจะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว

พอสนใจเรื่องความตายแล้ว มีผลต่อวิธีการใช้ชีวิตยังไงบ้าง

มันช่วยกำหนดวิธีการใช้ชีวิต สำหรับผมถือว่าดีขึ้นเลย วิธีการทำงาน รับงาน การคิดนู่นนี่ บางทีมันช่วยให้เราสบายขึ้น อย่างเรื่องงาน เราอยากทำงานที่เราชอบ มีความสุขกับมัน เรียนรู้จากมันได้ ไม่ใช่ทำแต่งานง่ายๆ เพราะเราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ถ้าต้องตายในหน้าที่ ก็ขอให้เป็นหน้าที่ที่เราชอบ เรามีความสุขกับมันเถอะ ก็เลยพยายามเลือกงานที่โอเค

เต๋อ นวพล

แล้วในแง่ของความสัมพันธ์

(หยุดคิดครู่หนึ่ง) บางทีนั่งทำงานเครียดๆ อยู่บ้านแล้วแม่เดินมาชวนคุย เราไม่ค่อยได้ฟังเท่าไหร่ (หัวเราะ) พอตระหนักถึงเรื่องนี้ บางวันเรารู้สึกเหมือนยังไม่ได้คุยกับแม่เลย ก็จะแวะไปคุยนิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่การบังคับตัวเองนะ แต่ตระหนักว่าอย่าลืมสิ่งนี้ ไปทำงานทั้งวันกลับมาถึงบ้านก็แวะไปหาแม่หน่อย ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยคิดเลย

เมื่อก่อนเราอาจจะโกรธบางคน ตอนนี้ก็ช่างเถอะนะ จบๆ ไป เคยไปทำอะไรให้คนอื่นเสียใจก็พยายามไปคุยหรือขอโทษ แต่ก็ยังทำไม่ได้หมดนะ สุดท้ายมันก็แค่นี้ ไม่มีใครอยู่ข้ามชาติ เราเจอกันแค่ช่วงเดียวเท่านั้น

สำหรับคุณ ความตายคืออะไร

คือกฎปกติที่คุณควรจะรู้ ทุกคนก็รู้ตั้งนานแล้วแหละ แต่พยายามลืมๆ มันไป เป็นเหมือนคู่มือการใช้ชีวิตอันแรก ซึ่งกำหนดการใช้ชีวิตของคุณทุกๆ อย่างเลย คนเราทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตาย แค่นั้นแหละ ทำงาน กินข้าว จะได้อยู่รอด ความตายมันกำหนดวิธีคิด การกลัวความตายทำให้เราเป็นคนแบบหนึ่ง หรือการไม่กลัวความตายก็ทำให้เราเป็นคนแบบหนึ่ง ความตายคือขีดที่บอกว่าชีวิตคุณมีจำกัด คุณต้องบริหารจัดการมัน แล้วแต่ว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร

ถ้ารู้ล่วงหน้า อยากเขียนสเตตัสสุดท้ายในเฟซบุ๊กว่าอะไร

อยากให้มันตลกๆ (หัวเราะ) อย่างน้อยคนเข้ามาอ่านเจออันแรก ก็จะเอนเตอร์เทนนิดหนึ่ง อย่างน้อยกูก็มีประโยชน์อะไรสักอย่าง (ยิ้ม)

เต๋อ นวพล

Writer

Avatar

พิมชนก พึ่งบุญ ณ อยุธยา

อินโทรเวิร์ด ที่ชอบ 'คุย' กับคน เพื่อสำรวจความคิดและถ่ายทอดเรื่องราวบันดาลใจ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load