22 พฤศจิกายน 2561
27.43 K

ชีวิตของ Mue Bon คล้ายเรื่องเหลือเชื่อมากกว่าเรื่องจริง

จากเด็กสลัมคนหนึ่ง เติบโตมาในสังคมชนชั้นล่าง เคยเข้าออกโรงพักจนแม่เสียน้ำตา เรียนคณะจิตรกรรมในมหาวิทยาลัยที่แทบไม่มีใครรู้จัก เรียนระบายสีน้ำครั้งแรกได้คะแนนที่โหล่ วันนี้เขากลายเป็นศิลปินสตรีทอาร์ตที่ระดับโลกยอมรับ มหาวิทยาลัยชื่อดังเชิญไปพูดในชั้นเรียน แบรนด์แฟชั่นสุดหรูอย่าง Hermès เชิญเขาไปสร้างงานศิลปะที่เมลเบิร์น มีนิทรรศการศิลปะของตัวเองจัดแสดงที่โตเกียว มีผลงานในงาน Bangkok Art Biennale 2018 มีชาวเยอรมันที่ชื่นชอบผลงานเขาบินมาขอฝึกงานด้วย

Just art ศิลปะเท่านั้นที่พาผมมาถึงวันนี้” Mue Bon หรือบอน บอกกับผมในสตูดิโอทำงานแสนลึกลับของเขา

จากวันที่ไม่มีผู้คนให้ค่ากับสิ่งที่ทำ จากเด็กสลัมคนหนึ่ง ศิลปะพาเขามาไกลจนเกินกว่าตัวเองจะกล้าจินตนาการ

ไม่ใช่แค่ความสวยงาม งานของเขายังมุ่งบอกเล่าและวิพากษ์ปัญหาในสังคมอย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมหรือแม้กระทั่งประเด็นการเมือง

หลังจากติดตามผลงานมานานจนกระทั่งทราบข่าวคราวล่าสุดว่าสถานทูตเยอรมนีเชิญชวนเขาไปพ่นงานสตรีทอาร์ตบนกำแพงเบอร์ลิน ผมจึงตัดสินใจนัดเจอศิลปินหนุ่มเพื่อพูดคุยกันถึงเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา ก่อนที่เราจะพบกันในเช้าวันหนึ่งที่สตูดิโอห่างไกลใจกลางเมือง

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นใบหน้าของเขา เพราะทุกครั้งที่ออกสื่อ ศิลปินผู้นี้มักเลือกจะอำพรางใบหน้าด้วยการใช้ผ้าเช็ดหน้าผูกไว้

เปล่า, เขาไม่ได้ต้องการปกปิดเพื่อสร้างภาพเป็นบุคคลลึกลับหรือหวาดกลัวผู้มีอำนาจแต่อย่างใด เขาเพียงแค่อยากให้โลกนี้จดจำผลงาน มากกว่าจดจำตัวตนซึ่งเป็นสิ่งชั่วคราว

ว่ากันตามความหมาย สตูดิโอคือห้องทำงานศิลปิน แต่บทสนทนาในสตูดิโอวันนั้น ทำให้ผมพบความจริงว่า ห้องทำงานของเขากว้างใหญ่กว่านั้นมาก

มันคือท้องถนนบนโลกทั้งใบ

MUE BON, สตรีทอาร์ต

ชื่อ Mue Bon (มือบอน) ของคุณมีที่มาจากภาพที่สังคมมองสิ่งที่คุณทำหรือเปล่า

ใช่ เราใช้พอยต์ตรงนั้นเลยนะ เราเกิดในยุคที่สังคมยังไม่ยอมรับวัฒนธรรมแบบนี้ เราทำขณะที่ทุกคนบอกว่า พวกมึงมือบอนว่ะ มันคือการต่อว่า

แล้วการทำกราฟฟิตี้ การทำสตรีทอาร์ต ในสังคมของพวกเรา ในสังคมของคนทำงาน Underground จะเห็นว่าเรามักจะชอบใช้คำหยาบคายในการเป็นชื่อแท็ก เพราะว่ากราฟฟิตี้มันคือจุดระเบิดของสังคมข้างใต้ มันคือการตะโกนบอก มันคือการกู่ร้องก้องด้วยเสียงที่แผดคำราม เพราะว่ากูอยู่ข้างใต้ ไม่มีใครเกิดมาจากข้างบน

เหมือนกับเด็กช่างที่ไปพ่นสีเลย เด็กพวกนี้เขาอยู่ข้างล่างของสังคม เขาก็อยากมีตัวตนเหมือนกัน แต่เขาเป็นเด็ก ปวช. ไม่ใช่เด็กมัธยมปลายไง คือสังคมเรามันแบ่งชนชั้นไปด้วยการศึกษาเรียบร้อย ถ้าเราวิเคราะห์สังคมให้มันละเอียดจะรู้ว่ามันมีข้อบกพร่อง มันมีที่มาที่ไปของการเกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นในสังคม

ส่วนใหญ่คนที่ลุกขึ้นมาทำกราฟฟิตี้ ทำสตรีทอาร์ต คือผู้ที่ถูกกด

ทั้งหมด กราฟฟิตี้มันเกิดมาจากวัฒนธรรมของคนดำที่โดนกดขี่ ทำอะไรก็โดนตำรวจจับ ด่าตำรวจไม่ได้ พูดว่าตำรวจคอร์รัปชันก็พูดไม่ได้ เดี๋ยวโดนหิ้ว โดนอุ้ม แล้วพอวันหนึ่งมีคนดำคนหนึ่งแอบเอาสีสเปรย์ไปพ่นด่า Fuck a police โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนพ่น แต่คนในสังคมแม่งต้องการพูดคำนี้อยู่ ไม่มีใครเกลียดกราฟฟิตี้อันนี้เลยเว้ย แล้วก็ไม่มีใครสนใจว่าไอ้คนเขียนจะเป็นใครอีกต่อไป เพราะนี่คือเสียงของทุกคน นี่คือจุดเริ่มต้นของการที่สังคมเริ่มมองว่ามันไม่ใช่เสียงตะโกนเปล่าๆ ธรรมดา แต่มันกลายเป็นเสียงสังคม มันมีพลังในการทำงานในที่สาธารณะ

เพราะที่ผ่านมาคุณไม่มีพื้นที่ให้เขาแสดงออกไง คุณไม่มีกระดานให้คนดำเขียนว่าเขาไม่ชอบอะไร แล้วใครเขียนก็ได้ ไม่โดนจับ มีกล่องแสดงความคิดเห็น ซึ่งถ้ามีตั้งแต่ตอนนั้นอาจจะไม่มีกราฟฟิตี้ แต่มันไม่มี คุณไปกดเขา

MUE BON, สตรีทอาร์ต

MUE BON, สตรีทอาร์ต

แล้วชีวิตคุณเองโดนกดบ้างไหม จึงลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้

โหย ถ้าเราเกิดมาในสังคมที่เป็นชนชั้นสูงหรือมีตังค์เราอาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง เราเกิดในสลัมที่พื้นที่ 1 ไร่มีคนเป็นร้อยคนอยู่ แล้วพอเดินออกไปจากตรอกไม้จะเจอบ้านหลังใหญ่ๆ ที่พื้นที่ 1 ไร่มีคนแค่ 5 – 6 คนอยู่ เป็นบ้านแบบในละครเลย มีประตูเหล็กสูงๆ มีรถหรูๆ เข้าออก

แล้วตื่นมาแต่ละวันเราจะเจอเรื่องอะไรแปลกๆ ตลอดเวลา นอนๆ อยู่ตำรวจวิ่งเคาะบ้านทุกบ้าน ขโมยวิ่งขึ้นหลังคา วิ่งหนีลงในน้ำ เพราะเราอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โจรก็วิ่งเลาะใต้น้ำ ตำรวจก็วิ่งข้างบน ผลสุดท้ายรถพยาบาลมาเก็บศพ เราเจออะไรอย่างนี้ตั้งแต่เด็กๆ

ตอนนั้นคุณเกลียดชีวิตตัวเองไหม

ไม่เกลียดเลย เรารู้สึกว่ามันตื่นเต้น มันสนุก (หัวเราะ) เราไม่เคยอิจฉาชีวิตคนอื่น เรารู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่เรามีมาก เราพยายามจะหามุมดีๆ ในความแย่ๆ ของชีวิตตลอดเวลา เพื่อที่เราจะได้มีชีวิตต่อไง

เห็นทางออกมั้ยว่าวันหนึ่งจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ได้อย่างไร

ไม่ได้คิด เด็กๆ ผมแค่คิดว่าผมเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร คิดหนักขนาดอยากตาย ไม่ได้อยากตายเพราะอยากตาย แต่อยากตายเพราะอยากรู้ว่าหลังความตายมีอะไร กูไปจะอยู่ไหน พอเราตายแล้วความจำเราจะไปอยู่ไหน แล้วถ้าเราไปเกิดใหม่แล้วความจำเก่าของเราล่ะ แต่ก็คิดไม่ออก แล้วสุดท้ายเราได้คำตอบว่ามันไม่สำคัญหรอก มันสำคัญตรงที่ว่าระหว่างที่มึงอยู่รอวันตาย มึงมีประโยชน์อะไรกับโลกใบนี้ กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ กับเจเนอเรชันต่อไป กับลูกหลานมึง หรือมึงจะเกิดมาเพื่อหายใจแล้วก็ (เป่าปาก) หายไป ซึ่งสิ่งนี้มันสำคัญกว่ารู้ว่าหลังจากตายแล้วไปไหน

แล้วความฝันของเด็กสลัมอย่างคุณในตอนนั้นคืออะไร

ตอนเด็กๆ เราชอบอ่านหนังสือการ์ตูน ชอบวาดรูป แต่พอพ่อแม่ถามว่าวันหนึ่งมึงอยากเป็นอะไร ผมไม่มีตัวเลือก ตัวเลือกในสังคมมีแต่หมอ พยาบาล ตำรวจ ซึ่งผมชอบวาดรูปแต่ไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไร เขาก็พยายามวิเคราะห์กันว่าแล้ววาดรูปมันทำเงินได้ยังไง เขาก็คิดมาให้ว่าวิศวะเหมือนจะใกล้เคียงสุดกับการวาดรูป เราก็เลยตอบตามที่ผู้ใหญ่บอก เวลาใครถามว่าอยากเป็นอะไร เราก็จะตอบว่าวิศวะ แต่ความจริงเราไม่รู้ แล้วเราก็วาดรูปของเราไปเรื่อย

เราเป็นอัจฉริยะในสลัมนะ ในสลัมเด็กบางคน ป.5 ยังอ่านหนังสือไม่ได้เลย ตอนเราอนุบาล 1 เราอ่านหนังสือได้แล้ว เพราะเราอยากอ่านการ์ตูนตั้งแต่เด็ก แล้วมันก็มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้ วันนั้นเราไปเล่นหลังสวน ไปเจอลูกของหมอคนหนึ่งเขามาชวนเราไปเล่นในบ้านเขา แล้วในห้องนั่งเล่นบ้านเขาเต็มไปด้วยหนังสือ หนังสือที่บอกว่าทั้งโลกนี้มีอะไรที่เราควรจะรู้บ้าง จักรวาลคืออะไร ประเทศนี้มีเมืองหลวงชื่ออะไร เมืองไหนสำคัญ โอ้โห พอเราไปบ้านเขาเราก็ตื่นเต้น เราก็นั่งอ่านทั้งวัน แล้วพอเรากลับบ้าน แม่เราตีเรา สั่งห้ามไม่ให้เราไปเล่นอีกเด็ดขาด แม่ตีทั้งน้ำตาเลยนะ แล้วก็บอกว่า หมอเขามาว่าแม่ เขากลัวว่าเราจะไปขโมยของเขา มันเป็นสิ่งที่แบบ… (นิ่งเงียบ) คือถ้าเราเห็นมันเป็นความรู้ เราขโมยมันไปไม่ได้

เราเลยรู้สึกว่าเด็กที่มันด้อยโอกาส ถ้าเขามีแรงบันดาลใจที่อยากจะเปลี่ยนชีวิต เขาไม่รู้จะทำยังไง อย่างที่เราบอก เรารู้แต่อาชีพหมอ ตำรวจ วิศวะ เราไม่รู้ว่ามันมี Andy Warhal มี Picasso มี ถวัลย์ ดัชนี

MUE BON, สตรีทอาร์ต MUE BON, สตรีทอาร์ต

แล้วคุณรู้ว่าบนโลกนี้มีอาชีพศิลปินตอนไหน

ตอนที่เรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรีเราเรียนออกแบบ แล้วเรามีเพื่อนที่เป็นเด็กจิตรกรรม อาจารย์เขาให้ไปดูนิทรรศการศิลปะ เราก็ไปด้วย ตอนนั้นไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เจ้าฟ้า มีงาน Abstract เต็มหอศิลป์เลย เราได้เห็นงานศิลปินขยี้ฝีแปรง ซึ่งตอนนั้นเราดูไม่รู้เรื่องเลยนะ เรากับเพื่อนก็ไปดูแบบเด็กโง่ๆ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือเราคิดได้ว่า เฮ้ย มีอาชีพนี้บนโลกด้วยเหรอวะ อาชีพที่ทำตามใจตัวเอง แล้วก็มีคนเป็นร้อยคนมานั่งปรบมือชื่นชมในสิ่งที่มึงทำตามใจ

หลังจากนั้นเราไปเรียนมหาวิทยาลัยในคณะจิตรกรรม ตอนเรียนจบเรารู้แล้วว่าต่อไปเราจะเป็นศิลปิน แต่ถามว่าเป็นศิลปินเป็นยังไงวะ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้

คุณเคยบอกว่าคนไทยไม่สนใจศิลปะ แล้วทำไมจึงเลือกจะฝากชีวิตไว้กับสิ่งที่คนไม่สนใจ

ที่ว่าประชาชนไทยไม่สนใจศิลปะ ถามว่าเพราะอะไร ก็จนไง ทำงานเหนื่อย เสาร์-อาทิตย์ก็หยุดอยู่บ้านสิ เปิดแอร์เย็นๆ หรือไม่ก็ไปห้างสรรพสินค้าซึ่งมีทั้งโรงหนัง ทั้งร้านอาหาร ทำไมต้องถ่อไปหอศิลป์ที่อยู่ในซอยลึกๆ พื้นที่เล็กๆ ดูงานอะไรก็ไม่รู้เรื่อง กลับบ้านพร้อมกับความงง สำหรับคนชนชั้นล่างมันบันเทิงใจตรงไหน

ประเทศเรายังเป็นแบบฐานสามเหลี่ยม ทำงานศิลปะเพื่อซัพพอร์ตคนที่อยู่บนปลายยอด แต่ทำไมเราไม่ยกคนที่อยู่ฐาน ประเทศที่พัฒนาแล้วมันไม่เกี่ยวว่าคุณรวยหรือจน ทุกคนมีความรู้เรื่องพื้นฐานศิลปะ

ถ้ายังมีปัญหาที่เราว่าเกิดขึ้นในสังคมไทยงานเรามันก็ขายไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นเราต้องลงไปแก้ปัญหานั้นก่อน ด้วยการไปทำลายกำแพงที่มันกั้นระหว่างคนกับศิลปะทิ้ง ด้วยเหตุนี้ เราก็เลยทำงานศิลปะตามข้างถนน คนเหนื่อยใช่มั้ย ไม่มีเวลาใช่มั้ย โอเค เราเอางานไปให้ดูเลย คุณต้องผ่านงานผม ต้องดูงานผม ถ้าไม่อยากเห็นคุณต้องหลับตาอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือเป้าหมายของเรา เราจะเปลี่ยนเทสต์คนไทย ทำให้เขารู้สึกว่าศิลปะมันไม่ต้องปีนบันได ทำให้รู้สึกว่างานศิลปะเขาเดินผ่านได้ เอามือลูบได้ เขารู้สึกว่ามันจับต้องได้ เขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องราวปกติประจำวันของเขา ให้เขาได้รู้สึกว่ากูเข้าใจว่ะ แค่กูเปิดใจ

แล้วทำไมเขาต้องหันมาเสพงานศิลปะ มันจำเป็นยังไงกับชีวิต

เราถือว่ามันจำเป็นมากๆ มันคือส่วนประกอบในสังคมคล้ายๆ ศาสนา คุณจะอยู่บนโลกใบนี้โดยที่ไม่มีเพลงฟังเหรอ เครียดตายห่า แล้วเพลงมันมีประโยชน์หลายอย่าง ไม่ใช่แค่ฟังให้ผ่อนคลาย มันยังใช้ปลุกใจในสนามรบได้ด้วย มันเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคุณแหละ ศิลปะก็เช่นกัน เราทำงานศิลปะให้สังคมได้รู้จัก ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้คิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม คิดว่าทำไมศิลปินต้องพูดเรื่องนี้ คิด คิด คิด คิด นั่นคือสิ่งที่ศิลปะทำได้ ทำให้คนเรียนรู้ที่จะคิด แล้วทำไม คนจนคิดไม่ได้เหรอ คนจนก็ต้องคิดได้สิวะ เลิกพูดเสียทีรวยจน

MUE BON, สตรีทอาร์ตMUE BON, สตรีทอาร์ต

คุณใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองนานไหมว่าสิ่งที่ทำคืองานศิลปะ ไม่ใช่แค่คนมือบอนไปพ่นสีตามที่ต่างๆ

โห ผมใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองนานมากนะ ผมเกิดมาจากมหาวิทยาลัยที่ไม่มีใครรู้จัก นั่นหมายถึงว่าคนในสังคมศิลปะ คนในสังคมชนชั้นสูง คนที่ซื้องานศิลปะ ไม่มีใครรู้จักผม ไม่มีใครจะสานสัมพันธ์มาถึงผมได้

ช่วงแรกผมหาเงินจากการทำงานโฆษณามาซัพพอร์ตงานตัวเอง แบ่งเงินครึ่งหนึ่งให้ครอบครัว อีกครึ่งหนึ่งก็ซื้อสี เราก็อยู่แบบจนๆ สีเต็มบ้าน แต่เปิดตู้เย็นไม่มีอะไรแดกเลย (ยิ้ม) มันเป็นความจริง มันเป็นสิ่งที่เราใฝ่หา มันทำให้เราอยากจะตื่นขึ้นมามีชีวิตอีกวันหนึ่ง ถ้าไม่ให้เราทำเราไม่อยากมีชีวิตอยู่

ฟังดูมันอุดมคติไปไหม ขอแค่ได้ทำงานศิลปะ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้ใดๆ

สิ่งที่ได้มันคือชีวิตมึงไง มึงได้ทำในสิ่งที่ชีวิตมึงต้องการจะทำ มันสำคัญนะเว้ย ไอ้สิ่งที่สังคมมันบอกมึงมันไม่สำคัญ มึงต้องเรียนรู้ว่าร่างกายมึง ชีวิตมึง เกิดมาเพื่ออะไร ต้องการอะไร มึงต้องวิเคราะห์มันให้หมดสิ

ทั้งหมดทั้งปวงคือเราต้องการเงินไปเพื่อซื้ออาหารกิน ซื้อบ้านอยู่ ซื้อผ้าห่มห่ม ซื้อรถไว้เดินทาง ซื้อยาไว้รักษาโรค จ่ายค่าเรียนลูก คือมันมีค่าใช้จ่ายและมีปัจจัยที่คุณจะต้องหาเงิน สมมติชีวิตเราอยู่อีก 40 ปี เราเก็บเงินสัก 3 ล้านก็อยู่ได้แล้ว เงินที่เหลือเราเอาไปทำ Factory ในสลัม ซึ่งมันเป็นโปรเจกต์ที่เรากำลังทำอยู่ ปีหน้าเราจะทำแฟชั่นในสลัม ให้คนในสลัมทำเสื้อผ้ากับเรา แล้วก็ทำ Luxury Party Opening เลย คุณมาซื้อเสื้อผ้าแพงๆ ในสลัม แล้วเงินทั้งหมดให้คนในสลัม สิ่งนี้คือการสอนคนให้เรียนรู้ ให้คนได้จับปลา ดีกว่าให้ปลากินเยอะ เรากำลังสร้างเทสต์ สร้างเทรนด์ ถามว่าทำทำไม มึงเอาเงินไปจ่ายทำไมตั้งเยอะแยะ แล้วมึงก็ไม่ได้อะไรกลับคืนมา ผมบอกว่าสิ่งที่ผมได้มันใหญ่กว่าเงิน ผมทำให้คนตั้งคำถามว่าผมทำทำไม

เราสร้างให้เขาดูว่าผมใช้ชีวิตแบบกล้าเสี่ยง คุณต้องเสี่ยงเพราะมันเป็นชีวิตคุณเพียงชีวิตเดียว ครั้งเดียว คุณไม่สามารถจินตนาการถึงการตายแล้วเกิดใหม่ได้ หรือคุณไม่รู้หรอกว่าเกิดใหม่แล้วคุณจะมีแพสชันในการทำงานอะไรขนาดไหน ถ้าคุณเกิดมาพร้อมกับความเชื่อ มันคือสิ่งที่คุณชอบ ชอบมากๆ คุณต้องทำ

MUE BON, สตรีทอาร์ต

ย้อนดูงานที่ผ่านมา ทำไมงานของคุณจึงมักวิพากษ์ปัญหาในสังคม

เราเป็นศิลปิน มันหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกที่ทุกอย่างในสังคมมันจะส่งผลกระทบมาหาเรา ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบการเมือง การเมืองมันมีผลกระทบกับทุกคนหมดแหละ มันหนีไม่ได้ ผมก็ไม่ชอบหรอก เกลียดด้วย เกลียดมากๆ แต่ผมต้องสนใจ ต้องดูอย่างคนชอบ ต้องอ่านมัน ต้องศึกษามัน เพราะมันส่งผลกับเรา ไม่ว่าเขาจะตัดสินอะไรให้กฎหมายบ้าบออะไรถูกไม่ถูก หรือให้อะไรผิดไม่ผิด

เราไม่ได้บอกว่าเราเป็นฮีโร่อะไรนะ แต่ผลงานที่เราทำ เราทำในที่สาธารณะ เราคงไม่ทำเรื่องส่วนตัวของเราทั้งหมด เพราะการได้ทำงานศิลปะนั่นคือเรื่องส่วนตัวของเราแล้ว แต่จุดสำคัญคือการที่มันไปอยู่ในที่สาธารณะ มันควรจะเป็นเรื่องราวที่คนในสังคมอินได้ง่าย คนแค่ผ่านงานผม 10 วินาที 20 วินาที หรือ 1 นาที เขาต้องมองแล้วเข้าใจเลย เฮ้ย งานนี้พูดถึงปัญหาเสือดำ งานนี้พูดเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะเขามีชุดข้อมูลข่าวสารที่เขารับมาอยู่แล้ว มันก็ลิงก์กันง่าย ในการที่เขาจะจินตนาการ

เราทำหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองอย่างเดียว มีเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการลุกล้ำพื้นที่ หรือเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหาทั้งหมดถ้าเกิดเราสามารถใช้งานศิลปะของเราในการแสดงออก หรือปลุกคนหรือรัฐให้มองเห็นปัญหา มันก็เป็นฟังก์ชันที่เป็นประโยชน์กับโลกใบนี้ก่อนที่เราจะตายไป

ไม่ได้มองว่าปัญหาต่างๆ มันใหญ่เกินกว่าที่ศิลปินจะเปลี่ยนแปลงได้

เราว่าศิลปะมีอำนาจพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้ แม้มันไม่ใช่อาวุธ ฆ่าคนไม่ได้ แต่มันเป็นอาวุธทางปัญญาที่จะปรับเปลี่ยนความคิดคน กระตุกความคิดคน ทำให้คนใช้จินตนาการ ทำให้คนที่ไม่เคยตั้งคำถาม ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น

คุณคิดว่าศิลปะจะไปฆ่าใครได้ มันน่าอายนะที่จะไปวิ่งไล่จับศิลปะ ถ้าคุณอยากให้ศิลปะมันพูดถึงคุณในทางที่ดีคุณก็ทำให้มันดีเสีย แล้วศิลปะมันจะพูดถึงสิ่งที่ดีเอง เพราะศิลปะมันพูดถึงความจริง ถ้าความจริงมันดีคนก็พูดไม่ได้ว่ามันไม่ดี แต่ตอนนี้ที่คนพูดว่ามันไม่ดีก็เพราะมันไม่ดีน่ะ นึกออกไหม เขาไม่ได้มาตอแหลกัน เขาไม่ได้มาจินตนาการเอาเองว่าโลกเราอยู่ภายใต้ไฟนรกโลกันต์

คุณกลัวเดือดร้อนไหมจากสิ่งที่ทำ

เราก็กลัวนะ แต่ถ้าศิลปินไม่กล้าทำแล้วใครจะทำวะ เราชื่นชมศิลปินทุกคนที่กล้าทำ เรา Respect

มันเป็นเรื่องปกติ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณห้ามพูด ผมก็จะเขียน ห้ามเขียน ผมก็จะวาด ห้ามวาด ผมก็จะพ่น ห้ามพ่น ผมก็จะคิด คุณห้ามไม่ได้ ความจริงมันมีอยู่แค่อย่างเดียว หน้าที่ของศิลปินก็แค่สะท้อนมันออกมา หน้าที่ของศิลปินไม่ใช่มาแก้ปัญหา ไม่ใช่มาบอกว่าคุณควรจะทำอะไร แต่หน้าที่ของศิลปินคือบอกความจริง ขาวคือขาว ดำคือดำ แต่ผมจะใช้วิธีการเล่าขาวกับดำด้วยสี ให้พวกคุณสนใจในเรื่องที่ผมจะเล่า เท่านั้นเอง ก็บอกแล้วว่าศิลปะมันเป็นแค่อาวุธทางความคิด ไม่ได้ทำให้คนหยิบอาวุธมายิงใคร มันทำให้คนได้คิดแล้วก็ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอะไรได้ มันมีงานศิลปะหลายๆ งานที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้

MUE BON, สตรีทอาร์ต

เพราะพูดเรื่องนี้ที่ไทยไม่ได้หรือเปล่า เลยเป็นเหตุผลให้ตอนนั้นต้องไปพ่นเสือดำถึงเมลเบิร์น

นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง มันเป็นเรื่องจังหวะด้วย เป็นความตั้งใจด้วย แล้วเรื่องเสือมันไม่ใช่แค่ปัญหาของประเทศไทย แต่เป็นปัญหาของโลก เพราะเสือเป็นมรดกของโลก ซึ่งการทำอะไรอย่างนี้ทั่วโลกเขาแอนตี้

คุณรู้มั้ยว่าในวิดีโอโฆษณารณรงค์ไม่ซื้อของจากการล่าสัตว์ เกินครึ่งในวิดีโอนั้นเป็นภาพจากประเทศไทย เห็นแล้วมันจี๊ด นึกออกไหม มันบ่งบอกถึงความล้าหลังของเราเลยนะ แล้วคุณคิดว่าสิ่งที่ผมทำผมไปด่าประเทศไทยเหรอ เปล่า ผมกำลังช่วยปกป้องประเทศเราด้วยซ้ำ ผมกำลังทำให้ต่างชาติเห็นว่าคุณมีความพยายามที่จะรักษามัน หรือปกป้องมัน ไม่ใช่มีแต่ภาพคุณฆ่าอย่างเดียว

โอเค ประเทศเรามีส่วน เรายอมรับ เราไม่ปิดว่าเราไม่เคยทำ แต่เราก็มีความพยายามที่จะทำลายสิ่งนี้ทิ้ง แต่มันยากเหลือเกิน ถามว่าทำไมเราต้องดิ้นรนไปทำใหญ่ขนาดนั้น ก็มันเป็นปัญหาใหญ่ไง ที่เราต้องการให้คนทั้งเมืองเมลเบิร์นมองเห็น คุณรู้ไหมว่าพื้นที่นั้นมันอยู่ตรงกลาง แล้วตึกเมลเบิร์นสูงมาก ทุกคนมองลงไปจะเห็นมัน

แล้วอย่างงานล่าสุด ที่สถานทูตเยอรมนีเชิญคุณไปพ่นงานศิลปะบนกำแพงเบอร์ลิน คุณตั้งใจพูดถึงปัญหาอะไร

กำแพงเบอร์ลินมันเป็นสัญลักษณ์ของการกีดกั้นเสรีภาพและสันติภาพ เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่แบ่งแยกคน แล้ววันนี้มันถูกทุบ มันถูกตัดออก มันถูกทำลายแล้ว มันได้แปรเปลี่ยนเป็นเครื่องหมายของเสรีภาพ ของสันติภาพที่เกิดขึ้นกับคนตรงนั้น คือมึงเลิกแบ่งแยก แบ่งกั้น คนออกได้แล้ว เราก็เลยทำงานของเรา เป็นรูปนก 3 ตัว ช่วยกันปีนขึ้นไปพ่นสัญลักษณ์สันติภาพ ซึ่งนี่คือพอยต์หลักของการทำงานของเรามาตลอด อย่างคาแรกเตอร์นกของเรามันก็มาจากสันติภาพ เสรีภาพ

คนชอบพูดถึงว่านกเป็นตัวแทนของสันติภาพ เสรีภาพ คนชอบคิดว่าถ้าเรามีปีกเราจะบินไปไหนก็ได้ เสรีภาพสันติภาพคือปีก ซึ่งไก่ก็มีปีกเหมือนนก แต่ไก่บินไม่ได้ เปรียบเหมือนเด็ก 4 ขวบในประเทศหนึ่งต้องการไวไฟเพื่อที่จะต่ออินเทอร์เน็ตเล่นเกม กับเด็ก 4 ขวบอีกประเทศหนึ่งแค่ต้องการน้ำเปล่าดื่มและข้าวกิน เพื่อที่จะอยู่รอดไปวันๆ เขามีปีกเหมือนกันนะเว้ย เขาบินไม่ได้เหมือนกันไง มันไม่มีจริงไง สันติภาพหรือเสรีภาพที่คนบอกว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน มนุษยชนเท่าเทียมกัน มันยังไม่มีจริงไง

พอมันไม่มีจริงเราก็เลยเอาตรงนี้มาใช้เป็นคาแรกเตอร์ งานผมทุกชิ้นที่วาดนก ไม่มีตัวไหนบินได้ ตามดูได้เลย ทุกตัวที่บินได้ต้องมีอุปกรณ์วิเศษ เช่นมีสีสเปรย์ก็หมายถึงศิลปะที่ผมใช้ที่เป็นตัวนำพาผมให้มีอิสรเสรีภาพ ให้ผมเท่าเทียมคนอื่น

MUE BON, สตรีทอาร์ต MUE BON, สตรีทอาร์ต

ก่อนที่งานของคุณจะได้รับการยอมรับจากระดับโลกอย่างทุกวันนี้ ชาวต่างชาติเริ่มรู้จักคุณจากไหน

เราทำงานกับสตูดิโอของเพื่อนชาวอังกฤษที่อยู่ประเทศไทยมานาน เพื่อนคนนี้เขาเห็นงานเราตามถนนมาก่อน เขาเห็นงานเรามานานก่อนใครในประเทศไทย แล้ววันหนึ่งเราแสดงงานกับเพื่อน เขาก็มาซื้องานเราเพื่อไปขาย เป็นคนแรกเลยที่ซื้องานเราทีเดียว 10 ชิ้น

ตอนนั้นผมจนจะตายห่า ช่วงชีวิตตอนนั้นแย่สุดๆ แล้ว ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านแล้ว ต้องย้ายออกจากบ้านที่เช่าอยู่กับเพื่อนไปอยู่วัด ไปเขียนโบสถ์ แล้วก็ไม่เอาเงินด้วยนะ บ้ามั้ยล่ะ เราไม่เอาเงินจากการเขียนโบสถ์ เราอยากได้วิชา เราอยากทำบุญ เราไม่ได้อยากได้เงิน แล้วถามว่าอยู่ได้ยังไง ก็วัดเขามีข้าวให้กิน มีสีให้ใช้ มีทุกอย่างให้อยู่ มันคือปัจจัยของการมีชีวิตอยู่ของศิลปินคนหนึ่งแล้ว เราไม่ได้ต้องการโทรศัพท์ ไม่ได้ต้องการไวไฟ หรืออะไรอย่างอื่น เราอยู่วัดมีข้าวกิน กลางวันเขียนโบสถ์ กลางคืนวาดรูปเพื่อจะทำงานแสดงของตัวเองในกรุงเทพฯ จนวันที่เพื่อนชาวอังกฤษเขามาซื้อภาพเรา

มันจะโรแมนติกเกินไปถ้าจะให้เล่า วันนั้นเขามาซื้องานเรา แล้วเราแย่มาก เราบอกเราไม่ขาย เพราะว่างานชิ้นนี้เป็นชิ้นแรกเลยที่เราทำ แล้วคิดว่ามันเพอร์เฟกต์ที่สุดแล้วในขณะนั้น เราจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก จะเอามาเป็นต้นแบบในการทำชิ้นต่อๆ ไป ดัดจริตจริงๆ พอมาย้อนคิด (หัวเราะ) ทำไมเป็นคนอย่างนั้น ตังค์ก็ไม่มีจะแดกอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เราพูดอย่างนั้น เขาตอบกลับมาว่ายังไงรู้มั้ย เขาบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันขอสั่งแบบนี้ 10 ชิ้น คุณขายมั้ย” แล้วเขาก็จ่ายเงินเราเลย What the fuck!

สำหรับเราเงินก้อนนั้นมันสำคัญมาก

มันไม่ใช่เงินที่สำคัญ แต่มันหมายถึงกำลังใจ เขาไม่ใช่แค่ชอบงานเรา แต่เขาเคยเห็นงานเรา แล้วเขามองเห็นอนาคตเรา แล้ววันนั้นเขาก็บอกผมว่า อีก 10 ปีชีวิตมึงจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

ตอนนั้นเข้าใจที่เขาว่ามั้ย

(ส่ายหน้า) จินตนาการไม่ถึง นึกไม่ออก ไม่คิดเลย เพราะสิ่งที่เราทำมัน Underground มากๆ

กลายเป็นว่าการซื้องาน 10 ชิ้นนั้นก็เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

ใช่ แล้วทุกวันนี้เรากับเขาก็ยังได้ทำงานด้วยกันอยู่เลย ยังเป็นเพื่อนกัน รักกัน เช่าสตูดิโอด้วยกัน

มีคุยกันถึงวันวานบ้างไหม

โอ้ย ฮา เขาก็เปิดรูปให้ดู แล้วบอกว่า “เฮ้ย บอล สมัยก่อนมึงจนฉิบหายเลย (หัวเราะ)” แต่เชื่อมั้ยว่าเราเหมือนเดิมทุกอย่าง จากวันนั้นจนวันนี้

คนอาจจะบอกว่าตอนนี้ชีวิตเราดี แต่ไม่ใช่หรอก ชีวิตเราดีมาตั้งแต่เราเด็กๆ แล้ว ใครจะคิดว่าชีวิตเราไม่ดี แต่เราคิดว่าทั้งหมดของชีวิตเราดีมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เพราะว่าเราพยายามที่จะเข้าใจมัน

ชีวิตที่ดีในความหมายของคุณเป็นยังไง

เวลาหิวมีข้าวกิน เวลาป่วยมียารักษา มีคนดูแลเรา มีคนรัก มีพ่อแม่ มีมิตรสหายที่เป็นกัลยาณมิตร มีญาติพี่น้องที่ดี มีหนังสือ มีเพลง มีสิ่งสร้างสรรค์ แค่นี้ก็พอแล้วนะ จะเอาอะไรอีก แค่นี้ก็พอแล้วในการมีชีวิตอยู่ได้

เอาเข้าจริงถ้าเราอยู่กับป่า เราไม่มีเงินซื้อสี เราก็เอาของในป่าทำงานได้นะถ้าเราอยากจะทำ คือเราไปไหนเราก็ทำได้ เราเชื่ออย่างนั้น เหมือนคุณรักผู้หญิงคนหนึ่ง คุณก็จะทำทุกอย่างเพียงแค่ให้มีเปอร์เซ็นต์ที่จะทำให้เขารัก เท่านั้นเอง ถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย ไม่ลองพยายาม คำตอบมันก็มีชอยส์เดียวคือไม่มีทาง แต่ถ้าคุณได้ลองพยายามทำมันมี 2 ชอยส์นะเว้ย ถึงอีกชอยส์นึงมันจะเป็นแค่ 0.0001 เปอร์เซ็นต์ แต่มันก็มี 2 ชอยส์ คือได้กับไม่ได้ ซึ่งวันนั้นเราลองทำทั้งที่สังคมก็บอกอยู่แล้วว่ามันไม่ได้ พ่อแม่ก็บอกอยู่แล้วว่ามันไม่ได้ เพื่อนฝูงก็บอกอยู่แล้วว่ามันไม่ได้ ทุกคนบอกอยู่แล้วว่ามันไม่ได้ แต่เรารู้แล้วไงว่ามันคือความชอบของเรา มันเป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีชีวิตอย่างมีความสุข แล้วก็โชคดีที่คำตอบมันออกมาว่าได้

MUE BON, สตรีทอาร์ต

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

พี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน โทรศัพท์หาผมเมื่อวันก่อนว่า เขาเพิ่งไปกินขนมเค้กที่ร้าน Windows Café & Restaurant ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมสไตล์โคโลเนียลเปิดใหม่ที่เชียงใหม่ชื่อ Sela

แน่นอน พี่ก้องไม่ได้โทรมาแค่จะบอกว่า เค้กร้านนี้อร่อย ผมควรไปชิม ใจความจากปลายสายระบุถึงเรื่องราวของคนทำเค้กที่เจ้าตัวเพิ่งไปกินมา

“เชฟชื่อคริส เป็นคนอังกฤษ เคยทำขนมเสิร์ฟเชื้อพระวงศ์ที่นั่น ตอนนี้เขาย้ายมาเปิดร้านอยู่เชียงใหม่…”

เหล่านี้คือข้อมูลบางส่วนที่ผมได้รับ พร้อมเบอร์ติดต่อที่พี่ก้องได้มาจากเจ้าของ Windows Café & Restaurant 

“ลองไปคุยดู น่าสนใจดีครับ” แกว่าอย่างนั้น

นั่นแหละครับ

หลังการนัดหมายเสร็จสิ้น เชฟคริสส่งโลเคชันมาทางไลน์ ร้านของเขาอยู่ไม่ห่างจากโรงแรม Sela เท่าไหร่นัก ออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ทางถนนเลียบคลองชลประทาน เลยสี่แยกสะเมิงไปสักพัก จนพ้นปั๊มน้ำมัน ปตท. ก็กลับรถข้ามคลอง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอย ก็จะเห็นดอยสุเทพเป็นฉากหลัง

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง หลังการทักทาย ผมตั้งใจจะถามว่า ทำไมคนทำอาหารเก่ง ๆ นิยมมาปลูกบ้านหรือเปิดร้านในย่านหรืออำเภอนี้กันนัก อาจเป็นเรื่องบังเอิญ หรือมีใครเป็นตัวตั้งตัวตีชักชวน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถาม

ลักษณะของร้านเป็นบ้านชั้นเดียวล้อมรอบด้วยสวน โต๊ะอาหารถูกจัดเรียงไว้บนสนามหญ้า ส่วนพื้นที่ในอาคารเป็นห้องครัว ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นโถงทำครัว เพราะมีขนาดใหญ่เท่าบ้านทั้งหลัง เคาน์เตอร์ทำอาหารพร้อมอ่างล้างจาน 6 จุด เตาแก๊สและเตาอบอย่างละ 4 เตา ตู้เย็นขนาดเล็กอีก 6 ตู้ และไซส์จัมโบ้อีก 1 ตู้ นี่คือภาพที่ผมเห็นโดยคร่าว ไม่ใช่ทั้งหมด

“เรียกว่าเป็นการชดเชยชีวิตที่ผ่านมาก็ได้ ผมเคยทำงานแค่ในห้องครัวเล็ก ๆ บนเรือ” เจ้าของสถานที่ผายมือเพื่อกะระยะขนาดห้องครัวในอดีต “พอจะทำห้องครัวเป็นของตัวเองบ้าง เลยขอกว้างขวางหน่อย อยากให้มันเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นน่ะ”

ถึงจุดนั้น ผมก็ได้ทราบข้อมูลใหม่ คู่สนทนาไม่ใช่แค่เชฟเบเกอรี่ แต่เป็นเชฟที่ทำอาหารครอบจักรวาล ซึ่งประจำการอยู่บนเรือยอชต์ เขาทำอาชีพนี้ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี จนเกษียณ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า Limeleaf Kitchen นอกจากเป็นร้านอาหารเปิดใหม่ที่เสิร์ฟบาร์บีคิว สลัด และเบเกอรี่ รวมถึงเมนูพิเศษ ๆ ตามวาระ เชฟคริสยังตั้งใจให้ที่นี่เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย หากแตกต่างจากที่อื่นตรงที่มีคอร์สพิเศษสำหรับผู้ที่ประสงค์อยากเป็นเชฟบนเรือแบบเขา

ส่วน คริสโตเฟอร์ ริชาร์ด โจนส์ (Christopher Richard Jones) คือชื่อจริงของเขา หนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษที่เคยเป็นเชฟประจำเรือยอชต์ชั้นนำอย่าง Enigma, Perini Navi และอื่น ๆ พาผู้คนล่องมหาสมุทรมาแล้วทั่วโลก ลูกค้าที่เคยฝากท้องไว้กับเขามีตั้งแต่มหาเศรษฐี เซเลบริตี้ ศิลปิน และนักแสดงฮอลลีวูด รวมถึงครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดและโซฟี เคาน์เตสแห่งเวสเซกซ์

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

คริสใช้ชีวิตในวัยเลข 3 ถึงเลข 5 นำหน้า ทำอาหารบนเรือ 8 เดือนต่อปี และใช้ช่วงหยุดพักผ่อนอีก 4 เดือนที่เหลือในอังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน กระทั่งช่วงปีท้าย ๆ ที่เขาเลือกใช้ชีวิตช่วงหยุดยาวประจำปีที่ประเทศไทย ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจใช้ชีวิตในวัยหลัง 55 ปี ปักหลักที่เชียงใหม่ 12 เดือนต่อปี ด้วยการเปิดร้านพ่วงโรงเรียนสอนทำอาหาร ซึ่งก็คือสถานที่ที่เรานัดหมายกันในวันนี้

“แปลว่าลูกค้าร้านคุณจะได้กินอาหารแบบเดียวกับที่เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดเคยกินน่ะสิ” ผมแซว

“ผมไม่คิดว่านั่นเป็นจุดขายนะ” เขาตอบ “และอันที่จริง นอกจากที่เคยสอนลูก ๆ พวกเขาทำขนม ผมก็จำไม่ได้แล้วว่าทำอาหารอะไรเสิร์ฟพวกเขา”

มรดกจากเกลียวคลื่น

“ก่อนคุยกัน ขอผมอวดห้องนี้หน่อย”

มุมด้านในสุด ซ้ายมือของโถงทำอาหาร คริสเปิดประตูนำผมสู่อีกพื้นที่ เขาเรียกมันด้วยอารมณ์ขันว่า ‘ห้องแห่งความลับ’

ห้องมีขนาดไม่ถึง 5 ตารางเมตร แอร์เย็นฉ่ำ อันที่จริงก็ไม่ต่างอะไรจากห้องเย็นที่ใช้เก็บวัตถุดิบประกอบอาหารในร้านอาหารทั่วไป กระนั้นเมื่อพินิจชั้นวางที่เต็มไปด้วยโหลบรรจุของเหลวและทัพเพอร์แวร์บรรจุวัตถุดิบ ซึ่งเจ้าของห้องแปะสติกเกอร์ชื่อกำกับและแยกไว้อย่างเป็นระเบียบ บ๊วยหมักในโถวอดก้า น้ำส้มสายชูที่หมักจากพลัม น้ำผึ้งป่าสำหรับหมักไวน์ พริกฆาลาเปญโญดอง เบียร์ที่ทำจากขิง ถั่วตองกา กัวร์กัมจากอินเดีย ไปจนถึงหัวเชื้อราโคจิ เป็นอาทิ ผมเลยถามย้ำ ไหนคุณบอกจะขายบาร์บีคิวเป็นหลัก

“ทั้งหมดนี้เป็นมรดกที่ผมได้จากการทำงานบนเรือ” ชายผู้ยืนอยู่กลางห้องกล่าว

“มรดก” ผมทวนคำ “หมายถึงคุณเก็บทั้งหมดนี้มาจากห้องครัวบนเรืองั้นหรือ”

“ไม่ใช่แบบนั้น” เขาหัวเราะ “ห้องครัวบนเรือบางลำเล็กกว่าห้องนี้เท่าหนึ่งได้ ไม่มีทางเก็บวัตถุดิบพวกนี้ได้หมด ที่ผมหมายถึงคือการที่คุณเป็นเชฟคนเดียวบนเรือที่เดินทางอยู่ตลอดเวลา คุณจำเป็นต้องทำอาหารตามความต้องการของลูกค้าให้ได้หลากหลายที่สุด ซึ่งหมายถึงตั้งแต่ซูชิไปจนถึงเคบับเลยน่ะ

“ไอ้ความหลากหลายตรงนี้แหละที่ทำให้ผมรักการเรียนรู้ รวมถึงชอบสะสมวัตถุดิบจากเมืองต่าง ๆ ที่เรือไปเทียบท่า เพื่อทดลองพัฒนาเมนูด้วยตัวเอง พอย้ายมาปักหลักที่นี่ นิสัยนี้มันก็ติดตัวผมมาด้วย ผมเลยมองว่านี่เป็นมรดก” คริสอธิบาย

หลังจบวิทยาลัยด้านการทำอาหารที่อังกฤษ คริสทำงานแรกในแผนก Food & Beverage ของโรงแรมในฝรั่งเศส ก่อนมาเป็นเชฟส่วนตัวให้ธนาคารหรูแห่งหนึ่งที่ลอนดอน จากนั้นเรียนต่อการจัดการโรงแรมที่ไบร์ทตัน และจบออกมาได้งานกับบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงแรม The Ritz London ซึ่งบริษัทนั้นก็เป็นเจ้าของเรือยอชต์ที่จอดเทียบท่าอยู่ในบาร์เซโลนาด้วย และเขาเดินทางไปกับเรือครั้งแรกที่นั่น

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“มันไม่ใช่งานที่สนุกหรอก แค่นั่งอยู่เฉย ๆ เจอคลื่นแรง ๆ คุณก็อาจเมาแล้ว แต่ผมต้องเตรียมอาหารไปด้วยในห้องครัวที่เล็กและแคบ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่ได้ครบเหมือนทุกวันนี้ ที่สำคัญคือคุณต้องอยู่บนเรือราว 8 เดือนต่อปี พอเรือเทียบท่าส่งลูกค้าขึ้นฝั่ง อีกวันลูกค้ารายใหม่ก็มา เราก็ต้องออกเรือกันต่อ ทริปหนึ่งอาจใช้เวลาอยู่กลางทะเล 12 วัน แต่ถ้าขึ้นไปถึงนอร์เวย์หรือเกาะแอนติกาก็ใช้เวลาเกือบเดือน

“ตอนเริ่มงานใหม่ ๆ ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยรายได้ก็ดี ทำงานเก็บเงินไปสักพักแล้วค่อยว่ากัน… รู้ตัวอีกทีก็อยู่มา 20 ปีแล้ว” เขาหัวเราะ

“แล้วอะไรทำให้คุณทำงานนี้ได้นานขนาดนั้น เพราะได้เที่ยวหรือ” ผมถามต่อ

“ก็ไม่เชิง เอาจริง ๆ ถ้าคุณไปเทียบท่าอยู่เมืองเดิมเกิน 4 ครั้ง คุณจะพบว่ามันไม่ใช่เรื่องของการท่องเที่ยวอีกต่อไป” เขาตอบ “แต่อย่างที่ผมบอก มันคือการได้เรียนรู้ พอเรือเทียบท่าที่ไหน ผมก็มักจะไปตระเวนกินอาหาร แวะร้านหนังสือเพื่อซื้อหนังสือทำอาหารท้องถิ่นกลับมา และที่สำคัญคือการได้ไปจ่ายตลาดหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร ในบางเมืองผมอาจแวะไปดูฟุตบอล หรือดู Formula 1 บ้าง แต่กิจวัตรหลัก ๆ ของผมคือชิมอาหาร ซื้อหนังสือ และจ่ายตลาด”

“คุณเรียนรู้การทำอาหารทั้งหมดจากบนเรือหรือ”

“ก็ไม่เชิงอีก ปฏิเสธไม่ได้ว่างานบนเรือเป็นจุดเปลี่ยน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด หลายครั้งผมก็เรียนรู้จากช่วงหยุดยาวประจำปี อย่างไปศึกษาเรื่องอาหารโมเลกุลจาก El Bulli ที่บาร์เซโลนา หรือเดินทางมาเรียนอาหารไทยที่เมืองไทย ผมมองว่าถ้าเรารักที่จะเรียนรู้ อยู่ไหนมันก็เรียนรู้ได้หมด แค่ผมโชคดีที่ได้เดินทางไปกับเรือ” เขาตอบ

เว้นวรรคอีกสักพัก คล้ายเขารู้สึกว่ายังอธิบายได้ไม่เคลียร์นัก

“ยกตัวอย่างแบบนี้ คุณรู้จักหัวเชื้อราโคจิไหม คนญี่ปุ่นใช้มันหมักกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อทำเครื่องปรุงมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว แต่สิ่งนี้กลับใหม่สำหรับคนตะวันตกอย่างผม โคจิทำให้ผมหมักเนื้อ Dry-aged ได้ในเวลา 2 วัน จากเดิมที่ใช้เวลา 45 วัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน องค์ความรู้เหล่านี้มันอยู่กับวิถีผู้คนในพื้นที่ต่าง ๆ หลากหลายไปหมด อากาศที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย วัตถุดิบแบบเดียวกันก็ให้รสชาติไม่เหมือนกัน ไหนจะตำรับอาหารของชนเผ่าในภูมิภาคต่าง ๆ อีก อะไรคือความสนุกของการได้ทำอาหารไปพร้อมกับเดินทางด้วยเรือ คือการมีโอกาสเข้าถึงเรื่องพวกนี้นั่นแหละครับ” คริสขยายความ

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่
เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

เพลย์กราวนด์คิทเช่น

ประตูห้องแห่งความลับถูกปิด (ผมตั้งข้อสังเกตกับเขาว่ามันควรเรียกว่า Laboratory เสียมากกว่า ซึ่งคริสเห็นด้วย) เจ้าของสถานที่นำเรากลับมาสู่โถงทำอาหารกลางบ้าน พื้นที่ที่เขาเรียกมันว่า Playground

อีกหนึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่า แพสชันอันล้นเหลือในการเป็นเชฟของคริส หาใช่เพียงการได้เรียนรู้ แต่ยังรวมถึงการได้ ‘ทำอาหาร’

คริสเล่าว่าเขาปลูกบ้านหลังนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว วางแผนว่าจะใช้เป็นชั้นเรียนสอนทำอาหาร โดยเน้นที่คอร์สการประกอบอาหารบนเรือ ที่ต้องรับมือกับข้อจำกัดด้วยเทคนิคอันหลากหลาย ขณะเดียวกัน ด้วยความที่ตลอดอาชีพที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เขาต้องทำอาหารบนเรือเพียงลำพัง เลยตั้งใจให้ครัวแห่งนี้เป็นสถานที่ต้อนรับเชฟจากที่ต่าง ๆ มาเปิดคอร์สสอนทำอาหารเฉพาะทางแก่ผู้ที่สนใจ หรืออย่างเรียบง่ายที่สุด คือการมีเพื่อนเชฟสักคนมาร่วมทำอาหารกับเขาบ้าง

“เลยมองว่านี่เป็นเพลย์กราวนด์น่ะ” เขาสรุป

“การเป็นเชฟบนเรือมันเหงาขนาดนั้นเลยหรือ” ผมยังไม่ยอมลงจากเรือ

“ถ้าในแง่ของการทำอาหารคนเดียวก็ใช่ มีบางครั้งถ้าได้ประจำบนเรือที่มีขนาดใหญ่หน่อย ผมก็จะมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ผมจะทำงานในเรือเล็กมากกว่า แต่ให้พูดจริง ๆ ก็ไม่เหงาขนาดนั้นหรอก”

เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาเล่าว่าความสนุกอีกอย่างที่ทำให้เขาทำงานบนเรือได้ต่อเนื่องจนลืมความคิดจะลาออกตอนหนุ่ม ๆ คือการได้ทำอาหารร่วมกับลูกค้า

เชฟคริส เชฟเรือยอชต์ผู้เคยสอนครอบครัวเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดทำอาหาร กับร้านที่เชียงใหม่

“ลูกค้าเรือส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่กลุ่มเพื่อนก็เป็นครอบครัว ความที่ผมเป็นเชฟคนเดียวบนนั้น เราจึงเหมือนเป็นสมาชิกกับครอบครัวเขากลาย ๆ บางครั้งลูกค้าก็มาทำอาหารร่วมกับผม หรือไม่ก็ให้ผมสอนทำอาหาร ครั้งหนึ่งเรือที่ผมประจำการได้ต้อนรับครอบครัวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ผมก็มีโอกาสสอนลูก ๆ ของพวกเขาทำเค้กและสโคน” คริสเล่า

ทั้งนี้ ด้วยฝีมือทำอาหารของคริสที่ติดปากติดใจครอบครัวจากราชวงศ์อังกฤษครอบครัวนี้ หลังเรือเทียบท่า พวกเขาจึงชวนคริสให้ติดตามไปเป็นเชฟส่วนตัวในการเดินทางพักผ่อน (บนบก) อีกหลายครั้ง ผมขอให้เชฟเล่าถึงช่วงเวลาดังกล่าว แต่เขาประสงค์จะเก็บรายละเอียดส่วนตัวนี้ไว้ เผยเพียงว่าพวกเขาเป็นครอบครัวติดดินและน่ารัก นั่นเป็นอีกช่วงเวลาที่เขามีความสุขกับการทำงาน

“แน่นอน เราต้องเจอลูกค้าหลากหลายประเภท แบบที่ปาร์ตี้เมากันทั้งวันทั้งคืน หรือพวกมหาเศรษฐีที่เครซี่มาก ๆ ขนาดสั่งให้เฮลิคอปเตอร์ไปซื้อคาเวียร์ก็มี แต่ส่วนใหญ่ที่เจอจะอัธยาศัยดี และเราเชื่อมโยงกันได้ด้วยอาหาร” เขาตอบ เงียบสักพัก และเล่าต่อ

“อย่างที่บอก ชีวิตบนเรือยอชต์ในฐานะลูกเรือมันไม่สะดวกสบายเท่าไหร่หรอก แต่พอได้ทำอาหารให้คนกิน แล้วพวกเขาชอบมัน เท่านี้เลย ชดเชยได้แล้ว”

“คุณเคยมีความคิดจะไปทำงานบนเรือใหญ่ ๆ ที่น่าจะสบายกว่าอย่างเรือสำราญบ้างไหม” ผมถามอีก

“ไม่เลย” เขาปฏิเสธทันควัน

“ผมมองว่าปฏิสัมพันธ์แบบนี้มันไม่อาจเกิดขึ้นได้บนเรือสำราญ เพราะคุณต้องทำอาหารให้คนจำนวน 3,000 – 4,000 คนกิน มันเต็มไปด้วยเงื่อนไขมากมาย และหลายครั้งอาหารที่เสิร์ฟบนนั้น ก็เป็นอาหารสำเร็จรูปที่เราต้องนำมาอบไมโครเวฟเสิร์ฟ จึงมีเส้นบาง ๆ ระหว่างการทำอาหารกับการเสิร์ฟอาหาร ซึ่งผมชอบทำอาหาร เรือยอชต์ยึดโยงกับผมแบบนี้”

“แต่งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกราใช่ไหม” ผมคล้ายว่าจะรู้ทัน จึงถามแทรก

“แน่นอนที่สุด”

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่
เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

เทียบท่าที่เชียงใหม่

ครั้งแรกที่คริสเห็นชายฝั่งประเทศไทย คือช่วงที่เขาเป็นเชฟบนเรือที่ล่องจากสิงคโปร์ไปยังเกาะลังกาวีในมาเลเซีย

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เขาเดินทางมาร่วมงานกับบริษัทล่องเรือยอชต์ ซึ่งประจำการที่ท่าเรือในภูเก็ต “แต่นั่นก็เป็นเวลาสั้น ๆ และผมก็แทบไม่ได้ไปไหนเลย” เขาบอก

อย่างเป็นทางการคือครั้งที่ 3 นั่นคือราวสิบกว่าปีที่แล้ว ชายหนุ่มในยามนั้นใช้วันหยุดประจำปี 4 เดือน เดินทางมาท่องเที่ยวในภาคเหนือของไทย และเรียนทำอาหารที่เชียงใหม่ การเดินทางในครั้งนั้นส่งผลสำคัญต่อชีวิตของเขามาจนทุกวันนี้

“ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะรสชาติอาหาร หรือไม่ก็ป่าและภูเขา คุณนึกออกไหม ผมอยู่บนเรือมาเกือบทั้งชีวิต มองไปทางไหนก็เจอแต่ทะเล พอมาเชียงใหม่ครั้งแรก มันต่างไปอย่างสิ้นเชิง พอปีต่อมาก็กลับมาที่นี่อีก แล้วจากนั้นก็หาเวลามาเรื่อย ๆ และคิดว่าเราน่าจะมีบ้านเล็ก ๆ บนดอยสักหลังนะ” เขาว่า

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

นั่นทำให้เขาได้พบกับ หน่อย-ณัฐนิชา อิ่มอาคม ชาวกาญจนบุรีที่มาลงหลักปักฐานทำโฮมสเตย์แนวอนุรักษ์ธรรมชาติอยู่ก่อนแล้ว ชื่อ Limeleaf Eco-Lodge บนดอยไม่ไกลจากน้ำพุร้อนแม่ขะจาน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย หน่อยแนะนำให้คริสปลูกกระท่อมไม่ไกลจากที่พักของเธอ เพื่อให้เป็นที่พักหลักในช่วงที่เขาหยุดจากงานเรือ

นับแต่นั้น จากเดิมที่เขามีบ้านหลังแรกที่อยู่บนเรือยอชต์ และบ้านหลังที่ 2 คืออพาร์ตเมนต์ในเกาะมายอร์กา คริสได้ยกเลิกสัญญาเช่าที่พักที่สเปนหลังนั้น และเปลี่ยนมาใช้เวลาในช่วงวันหยุดบนดอยที่เชียงราย เขาเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กับหน่อยอยู่หลายปี ทั้งสองเข้าพิธีวิวาห์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว และคริสตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำมากว่า 20 ปี เมื่อราว 2 ปีก่อน ท้ายที่สุด เขาย้ายมาปักหลักที่เชียงใหม่แบบ For Good เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

“อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนน่ะหรือ” คริสทวนคำถาม “เมื่อคุณประสบอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือไม่อยากนอนเตียง 2 ชั้นบนเรือ เพื่อฟังเสียงกรนจากลูกเรือคนอื่นอีกแล้วน่ะสิ” เขาหัวเราะ

“ผมอายุมากแล้ว ก็คิดว่าได้เวลาลงจากเรือจริง ๆ และมีครอบครัวเสียที” ชายวัยย่าง 57 ปีตอบ

เดาได้ไม่ยาก หลังเกษียณจากงานประจำ สิ่งที่คริสยังคงทำต่อไปคืออาหาร

และอย่างไม่ต้องสงสัย Limeleaf Kitchen คือชีวิตเขาหลังจากนี้

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

“อย่างที่บอกว่าตอนแรกจะทำโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย ตั้งใจจะเปิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่โควิดก็ดันมาเสียก่อน เลยเลื่อนเปิดมาจนถึงตอนนี้ อาจจะยังไม่เปิดสอนเต็มตัว แต่จะเปิดร้านทำบาร์บีคิว สลัดบาร์ และเบเกอรี่ มีจัดบุฟเฟต์บ้างบางวัน แล้วค่อย ๆ พัฒนาเมนูอื่น ๆ ไป” เจ้าของร้านเล่า

นอกจากจะได้ชิมอาหารของอดีตเชฟบนเรือที่ทำเมนูได้หลากหลายแล้ว อีกสิ่งที่คริสภูมิใจนำเสนอคือ ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบออร์แกนิกอีกหลากหลาย ซึ่งถูกนำมาบรรจุอยู่ในเมนคอร์สและขนมเค้กของร้าน เขาและหน่อยลงมือปลูกไว้ในสวนหลังบ้านบนดอยที่แม่ขะจาน รวมถึงวัตถุดิบท้องถิ่นที่เขามักเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อให้ได้มาซึ่งตำรับหรือรสชาติใหม่ ๆ อยู่เสมอ

“ผมชอบเชียงใหม่เพราะเป็นเมืองที่มีความหลากหลายของอาหารและวัตถุดิบประกอบอาหารในทุกระดับ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการมีเครือข่ายคนทำอาหาร ซึ่งรวมกันอย่างเข้มแข็ง เพราะตอนผมมาที่นี่ใหม่ ๆ ผมไม่รู้จักใครเลย แล้วมาวันหนึ่งผมเห็นร้าน Windows Café & Restaurant มาเปิดแถว ๆ บ้าน ก็เลยลองนำเค้กไปเสนอขาย คุณพิ้งค์ เจ้าของร้าน พอเขาซื้อ เขาก็แนะนำให้ผมรู้จักคนอื่น ๆ หรือที่ผมรู้จัก เชฟแนนลีลวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ (เจ้าของ Cuisine de Garden – ผู้เขียน) เขาก็พาผมไปรู้จักเชฟคนอื่น ๆ ทำให้ผมมีคอนเนกชันต่อไปเรื่อย ๆ

“ผมรู้สึกว่าเครือข่ายนี้เหมือนกลุ่มเพื่อน ที่มักเอาแหล่งวัตถุดิบหรือข้อมูลมาแบ่งปันกัน แตกต่างจากเมื่อก่อนที่เชฟมักจะผูกขาด Supplier ของตัวเอง ซึ่งผลดีของการมีเครือข่ายนี้ยังมาตกที่เกษตรกร จะได้ขายผลผลิตที่มีคุณภาพของเขาได้มากขึ้นด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้การทำอาหารที่นี่เป็นเรื่องสนุก เพราะมีเพื่อนที่พร้อมจะร่วมสนุกกับคุณอยู่ตลอดเวลา” เขายิ้ม

เป็นอีกครั้งที่เขาใช้คำว่า ‘สนุก’ เป็นคุณศัพท์ประกอบการทำอาหาร

“ว่าแต่พอมาปักหลักกับที่แบบนี้แล้ว คุณยังคิดถึงงานบนเรืออยู่ไหม” ผมสงสัย

เงียบไปสักพัก

“ไม่นะ” เขาตอบ ก่อนนำสายตาไปยังเคาน์เตอร์ครัวที่เรียงต่อกัน 3 แถว “แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่ยังไม่ชินกับครัวที่ใหญ่ขนาดนี้…

“แล้วก็พื้นห้อง ที่มันไม่โคลงเคลงอีกต่อไปแล้วน่ะ” เขาจบประโยคด้วยรอยยิ้ม

เชฟคริสโตเฟอร์ อดีตเชฟเรือยอชต์ที่เดินทางรอบโลก ลงหลักทำร้าน Limeleaf Kitchen และโรงเรียนสอนทำอาหารที่เชียงใหม่

Limeleaf Kitchen 

ที่ตั้ง : 25/6 หมู่ 10 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง เชียงใหม่ (แผนที่

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 16.00 น.

โทรศัพท์ : 09 7012 1948

Facebook : Limeleaf Kitchen

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

ประกอบอาชีพรับจ้างทำหนังสือ แปลหนังสือ และผลิตสื่อ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีงานอดิเรกคือเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเศร้า

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load