“ผมเคยฝันว่า ผมวาดรูปไม่ได้ วาดรูปไม่เป็น เป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เฮ้ย เราวาดรูปไม่ได้จริง ๆ หรอวะ มาลองวาดก็รู้ว่ามันเป็นความฝันนี่นา เรายังจับปากกาวาดรูปได้อยู่เลย มันเลยกลายเป็นว่าตื่นเช้ามาก็ต้องฝึกวาด”

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

ความโชคดีหนึ่งของอาชีพสื่อ คืออยากไปคุยกับใครก็ได้คุย วันนี้โชคดีที่อาจารย์เมืองมนต์เสียสละเวลาช่วงเช้าที่อาจวาดเรือนได้หลายเรือน วาดวัดได้หลายวัด มานั่งคุยกับเรา

เมืองมนต์ เคหารมย์ เป็นนักวาดรูปสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงในหมู่คนวาดภาพด้วยกัน ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลายคนที่สิงอยู่ตามกลุ่มต่าง ๆ ในเฟซบุ๊กก็จะเห็นผลงานอันมีเส้นสายเป็นเอกลักษณ์และละเอียดลออของอาจารย์บ่อย ๆ 

ด้วยพื้นฐานจากการเป็นสถาปนิก เมืองมนต์หลงใหลการวาดเรือน วัดวา เมืองต่าง ๆ จนรวมภาพวาดออกขายได้หลายเล่ม และที่เป็นกระแสฮือฮาก็คือการวาดแผนที่แผ่นใหญ่ มีตั้งแต่แผนที่กรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาเก็บข้อมูลและคลุกคลีกับพื้นที่ถึง 10 ปี และแผนที่กรุงศรีอยุธยาในยุคก่อนเสียกรุงซึ่งตัวเขาเองก็เกิดไม่ทัน แต่มีแรงวาดขึ้นมาเมื่อติดละคร บุพเพสันนิวาส

ที่ใคร ๆ เรียกว่า ‘อาจารย์’ เพราะเขาทั้งสอนวาดรูปทางออนไลน์ ทั้งเปิดคอร์สสอนผู้คนหลากหลายวัยทางออฟไลน์ สำหรับเราที่รู้จักเขาฝ่ายเดียวตั้งแต่มัธยม ไม่เคยได้คุยกันสักคำ แต่การเสพผลงาน รวมไปถึงการลงทุนปรินต์มานั่งวาดตาม ก็ทำให้รู้สึกเหมือนเขาเป็นอาจารย์อีกท่านของเรา

ชายผู้มีการวาดรูปเป็นชีวิต มีปากกาเป็นอวัยวะที่ 33 และยังกลัวฝันร้ายว่าจะวาดรูปไม่ได้ แม้จะผ่านไปถึง 30 ปี อยู่กับเราในคอลัมน์ Studio Visit แล้ว

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดบนพื้นทราย

เราต่อสายไปคุยกับเขาถึงนครพนม เมืองที่เขาสนใจและขลุกตัวอยู่ในช่วงปีหลัง ๆ เขาว่านครพนมเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ในแง่วัฒนธรรม เชื้อชาติที่หลากหลาย และประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำโขง จนถึงตอนนี้ เมืองมนต์วาดมุมต่าง ๆ ของนครพนมจนใกล้จะรวมเล่มเป็น ‘ออนซอนสะออนนครพนม’ ได้แล้ว

เมืองมนต์ เคหารมย์ หรือ อ๊อด จบจากวิทยาลัยเทคนิคดุสิต ภาควิชาสถาปัตยกรรม เคยทำอาชีพผู้ช่วยสถาปนิกและสถาปนิก ก่อนออกจากบริษัทมาเป็นศิลปินอิสระไม่นานมานี้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ใช้ชีวิตด้วยการวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ราวคาบปากกามาเกิด

“ตอนนี้หายจากเป็นสถาปนิกแล้วครับ แต่ยังหายไม่ขาด มีรับงานบ้าง ยังต้องกินยาต่อเนื่องอยู่” เมืองมนต์ระเบิดหัวเราะขณะตอบคำถามเรื่องอาชีพ

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

เมืองมนต์ไม่ใช่คนนครพนมอย่างที่เราเข้าใจตอนแรก เมื่อเขานัดช่างภาพของเราที่หอนาฬิกาอนุสรณ์เวียดนาม จ.นครพนม แต่พื้นเพเดิมเป็นคนอุบลราชธานี ก่อนจะย้ายตามพ่อแม่มาหาชีวิตที่ดีขึ้นที่กรุงเทพฯ ตอนอายุได้ 2 ขวบ โดยที่แม่มาขายส้มตำ พ่อทำงานรับเหมาก่อสร้าง หลังจากอยู่กรุงเทพฯ หลายสิบปี เขาก็ย้ายกลับไปอยู่อีสาน คราวนี้ไม่ใช่อุบลฯ แต่เป็นกาฬสินธุ์บ้านภรรยา

“ตอนเด็ก ๆ ปิดเทอม นั่งรถไฟกลับมาที่บ้านเกิดเมืองนอน ไม่มีอะไรทำ ใต้ถุนบ้านมีดินทรายละเอียด ๆ เราก็เอานิ้วไปวาด” เขาเล่าอย่างสนุกสนาน “ตอนนั้นไม่มีตำรา เราก็เอาสภาพแวดล้อมที่อยู่ตรงนั้นมาเป็นครูผู้สอน อยากวาดใบไม้ก็หยิบใบไม้มาวาด เจอวงกลม เจอสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ก็วาดไปเรื่อย ๆ จนประกอบเป็นรูปร่างต่าง ๆ”

จุดหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของเขาคือการได้พบ ‘อาจารย์สมชาย’ อาจารย์ศิลปะชั้นมัธยมต้นที่เขาชื่นชมว่า ‘เก่งมาก’ และขลุกตัวอยู่กับอาจารย์ตลอด แม้เพื่อน ๆ จะรวมตัวเตะฟุตบอลกันอยู่ อาจารย์สเก็ตช์ เด็กชายเมืองมนต์ก็เสิร์ฟน้ำบ้าง ช่วยเหลาดินสอให้บ้าง อาจารย์ก็ใจดีช่วยแนะนำวิธีการวาดภาพให้เด็กชายลองขีดตาม จนกระทั่งได้เป็นครูผู้ช่วยตั้งแต่วัยมัธยมต้น

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

แปลว่าอาจารย์เพิ่งมาเริ่มวาดแนวสถาปัตย์ตอนที่ต่อเฉพาะทางเหรอ?

“ใช่ครับ ผมไปเจอเทคนิคการวาดรูปแบบ Isometric แล้วก็ Perspective การจะสร้างภาพภูมิทัศน์ วาดภาพเมือง หลักวิชานี้อธิบายได้ ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้เรียนสถาปัตย์และได้เปิดโลกทัศน์อะไรบางอย่าง” เขาพูดเสียงจริงจัง 

“ผมชอบวิชาพวกนี้มาก เพราะมันทำให้วาดรูปสถานที่ต่าง ๆ ได้มีสัดส่วน มีสเกล มีความชัดลึกของสภาพแวดล้อม มันตอบโจทย์ผมหมดเลยจริง ๆ”

ถ้านี่เป็นการ์ตูนโชเน็น นี่ก็คงเป็นฉากที่พระเอกค้นพบพลังของตัวเอง และตื่นเต้นที่จะได้รู้ว่าตัวเองจะได้ทำอะไรยิ่งใหญ่อีกมากมายในอนาคต

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา
เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดไร้ดินสอ

อาจารย์ชอบวาดรูปมากกว่าออกแบบรึเปล่า?

“ใช่” อาจารย์เมืองมนต์ตอบรวดเร็ว “ชอบเพราะว่าผมมีอิสระ จะวาดอะไรก็ได้ มันเรื่องของผม ผมคิดว่างานศิลปะเป็นงานที่ทำตามใจตัวเองได้มากที่สุด ไม่มีใครบังคับเราได้ และถ้ามีคนชอบก็ดีใจ

เอกลักษณ์ของเมืองมนต์ คือการใช้ปากกาวาดสด ๆ ไม่มีการร่างด้วยดินสอก่อน แต่ถึงอย่างนั้นสัดส่วนต่าง ๆ ก็ออกมาถูกต้องไม่ขัดตา

“แล้วทำไมคุณถึงใช้ดินสอก่อน” อาจารย์ถามกลับแทนการตอบคำถามที่ว่า ทำไมถึงไม่ใช่ดินสอ

กลัวไม่เป๊ะ – เราตอบ

“งานศิลปะมันมีอะไรเป๊ะ” เมืองมนต์หัวเราะเสียงดัง

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

“ผมใช้ปากกาวาดเพราะไม่กลัวที่จะผิด ผมไม่ชอบความเป๊ะ มนุษย์เป็นอะไรที่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว สองมือคุณยังขนาดไม่เท่ากันเลย ตาก็ยังเอียงข้าง มือก็มีถนัดซ้ายถนัดขวา เราไม่สามารถทำอะไรสมบูรณ์แบบได้”

พูดไปก็เหมือนจะง่าย จริง ๆ แล้วเขาเองก็เคยเป๊ะมาก่อนเหมือนกัน แต่มาวันหนึ่ง เมื่อเขาหลุดจากความเป๊ะที่เคร่งเครียดนั้นมาแล้ว อาวุธของเขาก็เหลือแค่ปากกาด้ามเดียวกับกระดาษ และเขาก็ชื่นชอบร่องรอยเส้นร่างด้วยปากกาที่ปรากฏให้เห็นเสียด้วย “จะได้รู้ที่มาที่ไปของงาน” เขาว่า

เมืองมนต์วาดไปทั่วเมือง บางทีก็เป็นวัดวาอารามที่มีดีเทลเยอะ ๆ ทั้งช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ บางทีก็เป็นสถาปัตยกรรมอื่น ๆ บ้านเรือนบ้าง อาคารเก่าบ้าง โรงเรียนบ้าง แล้วแต่ว่าสายตาจะเห็นความงามของ Perspective ที่ไหน และจะประทับใจกับแสงเงาจากพระอาทิตย์เมื่อไหร่ ซึ่งโดยปกติแล้วก็ไม่ได้เลือกล่วงหน้านักว่าจะวาดอะไร

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา
เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

สำหรับสถานที่วาดภาพ เขาบอกว่าหากตรงนั้นนั่งวาดได้สะดวก ๆ คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป สภาพดินฟ้าอากาศเป็นใจ เขาก็นั่งวาดที่นั่นได้เลย (เรียกว่า On Location) แต่หากไม่สะดวกอย่างนั้น ก็อาจจะเก็บภาพมานั่งวาดที่ร้านกาแฟหรือที่บ้านก็ได้

“ผมเป็นคนที่ไม่ทรมานตัวเอง และแทบจะไม่ยืนวาดเลย การวาดภาพควรจะมีความสุข ดูรูปแล้วเจ๋งแต่ร่างกายไม่ไหวก็ไม่ดี” เขาเผย “ถ้าไปยืนพิงกำแพงวาดร้อน ๆ เหงื่อแตก แล้วเส้นออกมาไม่เป็นตัวเรา ยอมถ่ายภาพไว้แล้วเดินไปหาร้านกาแฟนั่ง สั่งกาแฟ สั่งเค้กสักชุดดีกว่า ภาพจะได้ดีขึ้น”

หากไปส่องเฟซบุ๊กเมืองมนต์ จะเห็นว่าบางรูปอาจารย์ก็วาดคร่าว ๆ เหมือนเป็นการสเก็ตช์ไว ๆ แต่บางรูปก็มีเส้นสายละเอียดลออมาก ๆ ตรงนี้อาจารย์บอกว่า “แล้วแต่ความอยากมัน” หากรู้สึกว่าอยากใช้วิชา อยากอยู่กับภาพไหนนาน ๆ อาจารย์ก็จะใช้สมาธิฝนเส้นละเอียด ๆ คม ๆ นับพันเส้น จนออกมาเป็นภาพที่มีความชัดลึก

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

ความเป็นอีสานส่งผลอะไรต่อความชอบด้านสถาปัตยกรรมหรือการวาดรูปของอาจารย์ไหม?

“ส่งผลนะ เรารักถิ่นฐาน รักความเป็นชาวอีสาน และภูมิใจในสภาพแวดล้อมที่เคยอยู่ก่อนจะรู้เรื่องรู้ราวที่เป็นบ้านเพิงไม้ของชาวไทดำ” เขาตอบ “คนอีสานมีเชื้อสายที่แตกแขนงลงไปเป็นลาวซ่ง ภูไท ลาวพวน ลักษณะบ้านก็แตกต่างกัน ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กเลยชอบครับ

“ผมทำอาชีพสถาปนิก อยู่กับบ้านก่ออิฐถือปูน ผ่านกระบวนการสวย ๆ งาม ๆ มานาน ก็เกิดความเบื่อ ผมชอบเส้นสายที่ชาวบ้านเขาออกแบบ มีไม้ทับเกล็ด ไม้ไผ่ขัดแตะ หลังคามุงจาก นี่แหละคือครูที่ดีในการสอนผมวาดลายเส้น”

นักวาดแผนที่

หลักจากชวนคุยเรื่องการวาดเส้นไปได้สักพัก เราก็ไม่พลาดที่จะถามถึงการวาด ‘แผนที่เมือง’ บนกระดาษเยื่อไผ่ของเมืองมนต์ จนถึงตอนนี้เขาวาดมา 7 สถานที่ 8 แผ่น ได้แก่ แผนที่กรุงเทพฯ กรุงศรีอยุธยา (2 ภาพ) เชียงใหม่ เพชรบุรี หลวงพระบาง นครศรีธรรมราช นครพนม โดยมีนครปฐมและเวียงจันทน์กำลังต่อคิว

“เราวาดเพราะไม่เคยวาด” เมืองมนต์เล่าอย่างอารมณ์ดี “เราเป็นศิลปินก็ต้องสร้างงานใหม่ ๆ ออกมานำเสนอคนอื่น พอทำงานเดิม ๆ ก็ลองเปลี่ยนสไตล์การทำงาน ใช้วิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมืองลองวาดบ้าน วาดนู่นนี่นั่นเข้าไป จนเกิดมาเป็นงานแผนที่

“อีกประเด็นหนึ่งคือ ผมอยากอยู่กับลายเส้นนาน ๆ ก็เลยอยากทำแผนที่” เขาเสริม

สำหรับเมืองมนต์แล้ว การทำแผนที่ให้ดี ไม่ใช่แค่การเปิด Google Maps มาวาด หากเขาใช้วิธีเดียวกับตอนฝึกวาดรูปสมัยมัธยมต้น ก็คือการเอาตัวลงไป ‘ขลุก’ ลงไป ‘คลุกคลี’ กับสิ่งที่ต้องการศึกษา อย่างหลวงพระบาง กว่าจะวาดจนเสร็จ เขาก็เทียวไปเทียวมา 5 – 6 ครั้ง สร้างความผูกพัน วาดมุมนั้นมุมนี้ของเมืองจนรวมได้เป็นหนังสือ ‘The Spirit of Lungprabang ดินแดนแห่งบรรพชน’ แล้วค่อยออกมาเป็นแผนที่หลวงพระบางจริง ๆ

ส่วนแผนที่กรุงศรีอยุธยาที่เขาตั้งชื่อเล่นให้ตามละครที่ติดว่า ‘ออเจ้า’ เขาใช้วิธีศึกษาแผนที่โบราณ รีเสิร์ชสถานที่สำคัญ ๆ และเดินทางไปดู ไปวาดรูป ถ่ายรูปอยุธยาจนพรุน เช้านั่งรถไฟไป เย็นนั่งรถไฟกลับ วันรุ่งขึ้นก็ไปใหม่ แม้สถานที่จะเปลี่ยนไป แต่โครงเดิมก็ยังอยู่

“นอกนั้นก็ยอมรับว่ามโนเอานะ” นักวาดพูด “ภาพวาดทุกภาพเกิดจากการมโนเยอะเลยนะ มันไม่มีทางที่จะทำทุกอย่างให้เป๊ะ เมื่อไหร่ที่คุณคิดอยากวาดภาพให้เหมือน มันก็ไม่เหมือนแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่คุณวาดตามสไตล์ตัวเองนั่นแหละ มันจะเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นมา

“เราขายจินตนาการของเรา เหมือนกับคนแต่งเพลงที่รักที่สื่อสารความรักออกมา แต่เราสื่อสารด้วยภาษาของศิลปะ เพราะศิลปะเป็นการสื่อสารแรก ๆ ของมนุษย์

แผนที่กรุงเทพฯ
แผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดเพื่อชีวิต

ผมวาดรูปของผมไปเรื่อย จนกระทั่งคนจำลายมือลายเส้นเราได้ จำสไตล์งานเราได้ การได้สไตล์งานเนี่ยมันมากกว่าถูกรางวัลที่หนึ่งอีกนะ” การหาสไตล์ไม่ใช่เรื่องง่าย และกว่าจะกลายเป็นภาพจำ ‘สไตล์อาจารย์เมืองมนต์’ ของคนหัดวาดหลาย ๆ คน อาจารย์เองก็ผ่านการฝึกฝนมาหลายสิบปี

ในทางกลับกัน เมืองมนต์ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเจ้าของสไตล์การวาดแบบนี้แต่อย่างใด แต่เขาชื่นชอบงานของนักเดินทางชาวอังกฤษ-ชาวฝรั่งเศสสมัยก่อน และนำมาตีความใหม่เป็นเส้นสายของตัวเอง ซึ่งหากใครจะหัดวาดแบบที่เขาวาดบ้าง เขาก็ยินดีมาก

“ทุกวันนี้ผมวาดรูปเพื่อเติมเชื้อไฟ ผมใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตก็จะหาลายเส้นของตัวเองได้ เราก็ไม่อยากจะทิ้ง ผมจะวาดไปจนกว่าจะไม่มีแรง โลกนี้ยังมีอะไรเป็นพันเป็นหมื่นที่ผมยังไม่ได้วาด มัน Never die เลย” เมืองมนต์เล่าด้วยน้ำเสียงที่มีพลังแรงกล้า ทำเอาเราที่ตั้งใจจะถามต่อว่าเขาจะทำยังไงหากรู้สึกหมดไฟพับเก็บคำถามนั้นไป

ที่สำคัญอีกอย่าง ด้วยบทบาท ‘อาจารย์’ เมืองมนต์ได้ส่งต่อความรู้และทักษะการวาดรูปไปให้คนมากมาย ทั้งไลฟ์สอนวาดในเฟซบุ๊ก เปิดคอร์สเรียนโดยมีเด็ก 4 ขวบเป็นลูกศิษย์ซึ่งอ่อนวัยที่สุด และมีคุณลุงอายุ 90 เป็นลูกศิษย์ที่สูงวัยที่สุด

“ยอมรับเลยว่าการวาดรูปเป็นชีวิตของผม ผมมีกินมีใช้เพราะวาดรูป มีชื่อเสียง มีอะไรทุกอย่างก็เกิดจากการวาดรูป ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าวาดรูปไม่เป็น เราจะต้องทำอะไรวะ อาจจะเดินเรื่อยเปื่อยละมั้ง” 

เขาบอกว่าการวาดรูปนั้นต่อยอดไปได้มากมาย รูปวาดเป็นตั้งทั้งหมดก็เป็นลิขสิทธิ์ของเขา อยากจะทำเป็นผลิตภัณฑ์อะไรก็ยังทำได้ หากเด็ก ๆ คนไหนอยากเรียนศิลปะแต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน เพราะกลัวชีวิตจะไม่มั่นคง ก็สืบค้นแนวทางการประกอบอาชีพในอนาคตไปนำเสนอให้ผู้ปกครองฟังก่อนได้

“คนที่กำลังฝึกวาดรูปอยู่ อ่านเสร็จแล้วก็ไปวาดนะ” ชายผู้กลัวฝันร้ายหัวเราะอีกครั้ง “วาดรูปให้มันเสร็จ แล้วจะดีต่อตัวคุณเอง นี่คือสิ่งที่ผมฝากไว้ครับ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ไม่มีคำคมหรือปรัชญาอะไรทั้งสิ้น”

ภาพ : เมืองมนต์ เคหารมย์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

เจษฎาภรณ์ บัวสาย

เจษฎาภรณ์ บัวสาย

ช่างภาพอาชีพ สารคดีท่องเที่ยว อีเวนท์ และ เวดดิ้ง

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

เราเพิ่งรู้จักเธอ อแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ (Amanda Phingbodhipakkiya) หรือ @alonglastname ครั้งแรกที่งานเปิดตัว Bangkok Art Biennale 2022 เมื่อเดือนกันยายน ในฐานะหนึ่งในศิลปินผู้แสดงงานปีนี้ ผ่านมาไม่นาน ตอนนี้ด้านหน้าของหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ก็มีงานศิลปะสวย ๆ ที่มีคำว่า ‘สันติสุข’ ปรากฎด้านหน้าของอาคารแล้ว นั่นคือผลงานของเธอ

เธอเป็นศิลปินรุ่นใหม่ เชื้อสายไทย-อินโดนีเซีย ที่เติบโตในนอร์ครอส เมืองเล็ก ๆ ในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา และย้ายมาอยู่บรูกลิน นิวยอร์ก ในปัจจุบัน

ผลงานของอแมนด้าเป็นผลงานศิลปะที่สื่อถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ ทางสังคม โดยเธอต้องการให้งานศิลปะของเธอกระตุ้นให้เกิดการถกเถียง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม หนึ่งในประเด็นหลักที่เธอให้ความสนใจ คือความรู้สึกในการมีตัวตน หรือ Sense of Belonging ของคนกลุ่มน้อยหรือผู้คนที่ไม่มีกระบอกเสียง รวมถึงการเรียกร้องสิทธิให้ผู้หญิง เยาวชน ผู้มีความหลากหลายทางเพศ Asian Americans และกลุ่มคนชายขอบมากมาย

อแมนด้ามีชื่อเสียงในระดับอินเตอร์ ผลงานอันมีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยดอกไม้ของเธอปรากฎอยู่ในหลากหลายรูปแบบ หลากหลายพื้นที่ในโลก ทั้งงานเพนต์กำแพง ประติมากรรม หรือสื่อสิ่งพิมพ์อย่างปก TIME

การพูดคุยคราวนี้ พิเศษตรงที่อแมนด้าเพิ่งมีผลงานเพนต์กำแพงหน้าสถานทูตอเมริกา ริมถนนวิทยุ ชื่อว่า ‘We Are Tomorrow’ คอลัมน์ Studio Visit จะพาทุกคนบุกเยี่ยมสตูดิโอของอแมนด้าที่นิวยอร์คผ่านคำบอกเล่าของเธอ พาไปส่องแนวคิดเบื้องหลังผลงานล่าสุดที่เพิ่งสีเพิ่งแห้งหมาด ๆ

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

ผู้หญิงเอเชีย คนที่นามสกุลยาว ๆ

“สวัสดีค่า”

อแมนด้าเดินเข้ามาหาเรา เอ่ยทักทายด้วยสำเนียงภาษาไทยที่ชัดเจน และยกมือไหว้อย่างเป็นธรรมชาติ พ่อของเธอเป็นคนไทยและแม่ของเธอเป็นคนอินโดนีเซีย ทำให้เธอเติบโตมากับครอบครัวที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก อแมนด้าฟังภาษาไทยออก แต่พูดไทยไม่คล่อง (ฉะนั้นประโยคต่าง ๆ ในบทความนี้จึงเป็นการให้เสียงภาษาไทยโดยผู้เขียน)

“การจากครอบครัวเพื่อย้ายมาอยู่ต่างประเทศเป็นสิ่งท้าทายมาก ๆ เราทุกคนพยายามจะมีชีวิตที่ดีที่สุด” เธอกล่าวถึงการเติบโตขึ้นในฐานะคนเอเชียในอเมริกา

คุณรู้สึกแตกต่าง แปลกแยกจากเด็กคนอื่น ๆ ไหม – เราถาม

“เราว่าทุกคนคงรู้สึกแตกต่าง แปลกแยกหมดแหละ แต่สำหรับเรา ในที่ที่เราโตขึ้นมา เราไม่ได้แค่ ‘รู้สึก’ แตกต่าง แต่เราแตกต่างจริง ๆ มันเป็นความจริงอันเรียบง่ายว่าเราไม่เหมือนคนอื่น” อแมนด้าเปิดใจอย่างเป็นกันเองถึงชีวิตวัยเด็กในเมืองเล็ก ๆ ทางใต้ของอเมริกา “ประสบการณ์ของเรามันต่างจากคนที่โตมาในเมืองใหญ่ ในพื้นที่ที่มีคนเอเชียเยอะ ๆ เข้าเรียนโรงเรียนที่มีคนเอเชียเยอะ ๆ มากเลย”

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

เมื่อเห็นว่าชื่อนักวาดของอแมนด้าคือ ‘alonglastname’ หรือ ‘นามสกุลยาว’ ก็ทำให้เรานึกขึ้นมาได้ว่า ความเป็นเอเชียนหลาย ๆ อย่างของเธอคงแปลก โดดเด่นออกมาจากหมู่คนขาว แม้กระทั่งนามสกุล ‘พึ่งโพธิปักขิยะ’ ซึ่งสำหรับคนไทยก็ไม่ได้ยาวเป็นพิเศษ ยังเป็นที่สังเกตจนนำมาตั้งชื่อได้

“เราเลือกไม่ได้ว่าคนจะมองเรายังไง เราปรากฎตัวในร่างกายแบบนี้ หน้าตาแบบนี้ เคลื่อนไหวอยู่ในโลกด้วยร่างนี้ แต่เราเลือกได้ว่าเราจะโต้ตอบยังไง และส่งเสียงออกมาได้

“ยิ่งเป็นผู้หญิงยิ่งยาก” เธอเอ่ย “ในอเมริกามีการเหยียด Asian-American Women อย่างจริงจังมาก แค่คุณรูปร่างหน้าตาแบบนี้ คนก็จะดูถูกคุณทันที และจะยิ่งหนักกว่านั้นเมื่อคุณตัดสินใจจะส่งเสียง เพราะมันไม่เหมือนกับที่เขาคาดหวัง

“เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจะไปรู้อะไรได้” เป็นถ้อยคำตัดสินที่อแมนด้า สตรีเพศ-เอเชียน-อายุน้อย-ไม่สงบปากสงบคำ ต้องทนฟังอยู่เสมอ

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

เธอเติบโตมากับวัฒนธรรมหลากหลาย ทั้งไทย อินโด จีน อเมริกัน และภูมิใจกับความสวยงามในอัตลักษณ์ของตัวเอง โดยวัฒนธรรมต่าง ๆ ผสมปนเปกันนั้นก็ส่งผลกับทั้งวิธีการมองโลก รวมถึงงานศิลปะที่เธอทำเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราสนใจในตัวเธอตั้งแต่แรก

“การใช้ชีวิตก้ำกึ่งระหว่างวัฒนธรรม มันให้มุมมองที่คนอื่นไม่มีนะ เราอยากรู้สึกว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชนโดยรอบ กับพื้นที่ เราดิ้นรนกับการตามหาพื้นที่ของตัวเองมาก”

หากจะไปอยู่ชุมชนคนไทย คนไทยก็คิดว่าเธอเป็นแค่ลูกครึ่ง ยังไม่ไทยพอ จะไปอยู่ชุมชนคนอินโด คนอินโดก็คิดว่าเธอเป็นแค่ลูกครึ่งเหมือนกัน มิหนำซ้ำ พอจะไปอยู่ชุมชนคนจีน คนจีนก็คิดว่าเธอเป็นคนไทย-อินโด แม้ว่าบรรพบุรุษเธอจะเป็นคนจีนก็ตาม

“สิ่งที่หนักหนาที่สุดคือการมองหา Sense of Belonging เนี่ยแหละ พ่อแม่เราก็เป็นพวกไม่แชร์เรื่องราวเกี่ยวกับบรรพบุรุษ เราก็เลยไม่มี Sense of Rootedness, Sense of Grounding หรือรู้สึกถึงรากของตัวเองอะไรเลย เราต้องค่อย ๆ ไปรู้จักประวัติศาสตร์หรือมรดกที่ส่งต่อมาด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องพวกนั้นมันสำคัญกับวิธีที่เราจะมองโลก หรือการที่เราจะก้าวไปข้างหน้าได้

“งานของเราก็เลยโฟกัสกับเรื่อง Belonging เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับ Well-being หรือความเป็นอยู่ที่ดี”

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

ไม่ได้วนรอบตัวเองอย่างเดียว งานของอแมนด้าเผื่อแผ่ไปยังคนอื่น ๆ ในสังคมที่ไม่เคยรู้สึกถึง Sense of Belonging ด้วย เธอทำงานกับเยาวชนและชุมชนชายขอบมากมาย ให้ความสำคัญกับเรื่องราว ประสบการณ์ของทุกคน และ ‘เฉลิมฉลอง’ ให้กับสิ่งเหล่านั้นด้วยความภูมิใจ

แม้เราจะไม่ได้เป็นคนต่างเชื้อชาติในพื้นที่ที่เราเติบโตมา ไม่ได้เผชิญหน้ากับสายตาที่ตัดสินจากคนในสังคมอย่างที่อแมนด้าเจอ แต่ก็เป็นอีกคนที่ดิ้นรนกับการหาพื้นที่ที่จะเป็นตัวเองได้อย่างเต็มปอดมาตลอดเช่นกัน เราจึงเข้าใจดีว่างานศิลปะของอแมนด้าจะมีความหมายกับผู้คนที่ได้มาเห็นมากแค่ไหน

“การเป็นศิลปินหญิงเอเชียน-อเมริกันมันไม่ง่ายก็จริง แต่เราภูมิใจนะที่เราเป็นแบบนี้ มันทำให้เรามีอภิสิทธิในการเป็นนักเล่าเรื่อง เป็นกวี สำหรับเรานั่นเป็นเกียรติอย่างสูง”

บางครั้งความลำบากในชีวิตก็ทำให้เราได้พลังพิเศษมาอย่างไม่น่าเชื่อ

ศิลปินและนักเคลื่อนไหวในร่างเดียว

พ่อของอแมนด้าเป็นเจ้าของร้านอาหารไทย ส่วนแม่เป็น Stay-at-home Mom ที่อยู่บ้านเป็นหลักและช่วยงานพ่อบ้าง ตั้งแต่เด็ก แม่ตั้งกฎขึ้นมาว่าหากเธออยากให้ของขวัญแม่ เธอจะต้องทำขึ้นมาเอง ถ้าซื้อมาแม่จะไม่รับ อแมนด้าคิดว่ากระบวนการในการทำของขวัญให้แม่ตอนเด็ก ๆ นั้น ทำให้เธอได้เรียนรู้การแสดงออกถึงความรักผ่านงานศิลปะ อย่างที่เธอทำให้ชุมชนทุกวันนี้

“เราวาดรูปมาตลอด อยากเป็นศิลปินมาตลอดชีวิตเลย” เธอบอกกับเรา

“แต่เราจบ Neuroscience เรียนเกี่ยวกับสมองมานะ” นึกว่าเธอจะเรียนศิลปะซะอีก “การเติบโตมาแบบ Asian Americans หมายความว่าพ่อแม่คุณมาจากที่อื่น เขาโดนดูถูกดูแคลนจนต้องพยายามเพื่อเอาชีวิตรอด ฉะนั้นสิ่งที่เขาต้องการจากลูก ๆ ก็คือ เขาอยากมั่นใจว่าลูกจะปลอดภัยและประสบความสำเร็จ เขาก็เลยจะไม่สนับสนุนให้ลูกทำอะไรแหวก ๆ หรือคาดเดาไม่ได้อย่างการเป็นศิลปิน เขาอยากได้อะไรที่มันชัวร์ ๆ อย่างการเป็นหมอ ซึ่งรายได้ดี แถมไม่มีใครไม่เคารพ หรือไม่ก็เป็นนักธุรกิจ เป็น CEO ที่ทำเงินได้เยอะ ๆ”

แต่จนแล้วจนรอด อแมนด้าก็เป็นศิลปินอยู่ดี

“เราไปบอกเขาว่า ที่นี่คือที่ที่หนูจะสร้างอิมแพ็กได้มากที่สุด ที่นี่คือที่ที่หนูควรจะอยู่” แม้พ่อแม่จะไม่ชอบใจและไม่อยากสนับสนุนนัก แต่เธอก็ยืนหยัดทำในสิ่งที่เธอมีแพสชันล้นอก

“เราสื่อสารทั้งประเด็นเฟมินิสต์ วิทยาศาสตร์ เรื่อง Belonging เรื่องสิทธิมนุษยชน รวมถึงเรื่องราวของผู้คนที่ดิ้นรนจะมีชีวิตรอด เพราะเราคิดว่าประสบการณ์ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกัน”

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

องค์ประกอบหนึ่งที่ปรากฎอยู่ในงานของอแมนด้าบ่อย ๆ จนกลายเป็นภาพจำคือดอกไม้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นหน้าคนล้อมด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ผู้คนที่ติดตามก็จะจำได้ว่านี่คืองานของ alonglastname เธอใช้ดอกไม้เป็นสัญญะของหลาย ๆ อย่าง เช่น ดอกบัวที่เคยอยู่ในตม แต่สุดท้ายก็ผุดขึ้นมาเหนือน้ำได้ หมายความว่า แม้ว่าเราจะผ่านอะไรมามาก เราก็เติบโตและแบ่งบานได้ ส่วนดอกอื่น ๆ ก็มีความหมายแตกต่างกันออกไป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เธออินทั้งนั้น

“ความเป็นตัวตนของเรามันหยั่งลึกอยู่ในงานศิลปะที่ทำออกมามากเลย” เธอเผย ดูเป็นจริงเช่นนั้นมาก ๆ 

“หลัง ๆ มานี่เราชอบคิดถึงเรื่องการสืบทอด เราทุกคนต่างเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของเรา ทั้งผ่านเลือด ทั้งผ่านเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผสมกันระหว่างสิ่งสวยงามอย่างเรื่องประเพณี หรือการที่เราหัวเราะเหมือน ๆ กัน กับเรื่องที่เจ็บปวดทรมาน ซึ่งบางทีเราก็ต้องปล่อยมันไปให้ได้

“ยกตัวอย่างเช่น การที่คุณค่าในตัวเองของเราผูกติดอยู่กับประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่เอเชียนมาก ๆ แต่ความจริงแล้ว เราคือมนุษย์ เราคู่ควรกับความรัก และสิ่งสำคัญไม่ใช่ความสำเร็จ”

แล้วคุณใส่เรื่องวิทยาศาสตร์ลงไปในงานศิลปะยังไงบ้าง?

“Neuroscience ส่งผลกับการทำงานศิลปะของเรา” บัณฑิตวิทยาศาสตร์ตอบทันที “วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานของทุกอย่าง เรานั่งอยู่ตรงนี้ มองหน้ากันและกัน หายใจเอาอากาศเข้าไป นี่ก็วิทยาศาสตร์ ความรู้สึกเชื่อมโยงที่ระหว่างเราสองคน นั่นก็วิทยาศาสตร์ แม้กระทั่งการแสดงออกถึงความรัก หรือ Belonging นั่นก็วิทยาศาสตร์”

อแมนด้าบอกว่าความเหงาส่งผลต่อร่างกายได้ หากเราเหงาทุกวัน ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ความเหงานั้นจะไม่เข้ามาควบคุมร่างกายและจิตใจของเรา

“เราคิดว่านั่นคือส่วนที่ชัดเจนที่สุดที่วิทยาศาสตร์ส่งผลกับงานศิลปะของเรา เราพยายามที่จะสร้าง Sense of Belonging มาตลอด ไม่ใช่แค่ผ่านงานศิลปะบนกำแพง แต่ผ่านงานประติมากรรม ผ่านประสบการณ์ หรือพิธีกรรมด้วย” เธอให้นิยามงานตัวเองว่าเป็นงาน Multidimensional เธอมีเป้าหมายแน่ชัด และต้องการสร้างสรรค์สื่อหรือวิธีการที่จะเล่าเรื่องให้ดีที่สุดในแต่ละครั้ง

“More dimensional, deeper experience” ศิลปินกล่าว

พูดจบเธอก็เปิดคลิปงาน GATHER ซึ่งเป็นการแสดงประติมากรรมทั่วแคมปัสสถาบันศิลปะที่มีชื่อเสียงในนิวยอร์กอย่าง Lincoln Center ให้เราดู นั่นเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดของเธอในปีนี้ก่อนที่เธอจะมาเมืองไทย 

ในงานนั้นเธอได้แสดงออกถึงรากความเป็นคนไทยอย่างเต็มที่ กระทั่งมีการจัดงานลอยกระทง (แบบดัดแปลง) ให้นักเรียนที่นั่นได้เข้าร่วม เธอทำกระทงเป็นลักษณะวง ๆ เรียบ ๆ ให้ผู้คนเขียนความทุกข์ที่อยากปลดปล่อยลงบนกระทง แล้วลอยออกไปในบ่อของแคมปัส ทุกคนที่ได้เข้าร่วมก็จะได้เรียนรู้ว่านี่คือประเพณีไทย และเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของศิลปินผู้จัดงาน

“มีนักเรียนคนไทยที่เรียนอยู่ที่นั่นเดินมาหาเราแล้วบอกว่า รู้มั้ย ฉันไม่เคยเห็นคนไทยทำอะไรแบบนี้ ไม่เคยเห็นคนไทยมีพื้นที่แสดงออกเยอะขนาดนี้มาก่อน งานของคุณทำให้ฉันรู้สึกว่า งานของฉันก็คงอยู่ที่นี่ได้เหมือนกัน” เธอเล่าให้เราฟังด้วยแววตาประทับใจ นอกจากงานศิลปะของเธอจะสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนคนนั้นได้แล้ว นักเรียนคนนั้นก็สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินอย่างเธอทำงานต่อได้มากมายเช่นกัน

เราถามเธอว่า งานไหนที่เธอรู้สึกภูมิใจ เป็นเกียรติที่ได้ทำที่สุด แต่เธอเลือกไม่ได้ เธอบอกว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เธอหวังก็คือการที่ผู้คนเห็นงานแล้วเข้าใจสารที่เธออยากส่งต่อ และการได้เข้าถึงคนล้านคนนั้นดีกว่าขายงานได้เงินพันล้านดอลล่าร์ 

“เราอยากให้ผู้คนรู้สึกเป็นเจ้าของงาน แล้วใช้มันสื่อสารในสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูด” อแมนด้าบอกว่า หลายคนใช้งานของเธอในขบวนประท้วงด้วย

หากไปดูในเว็บไซต์ของเธอ จะเห็นว่าเธอเรียกตัวเองว่า Activist ด้วย ซึ่งบทบาท Activist ของเธอนั้นก็ไม่ได้แยกจากการเป็นศิลปิน เพราะเธอทำงานศิลปะเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสังคมโดยแท้

“ทุกคนจะมีเสียงเรียกบางอย่างให้เป็นนักเคลื่อนไหว สำหรับเรา การได้สัมผัสความเกลียดทำให้อยากเราจะยืนข้าง ๆ Asian Americans ทั้งหลาย และทำให้ทุกคนไม่สามารถเพิกเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้”

ศิลปะอนุญาตให้เราจินตนาการถึงอนาคตที่สวยที่สุด อนุญาตให้เราท้าทายโลกในปัญหาที่ยากที่สุดได้ ถ้าไม่มีศิลปะ เราจะหลงทางกันหมด – Artivist กล่าว

‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ
‘อแมนด้า’ Artivist ลูกครึ่งไทยดังระดับโลก ที่ใช้ศิลปะสร้างพื้นที่ในสังคมให้คนชายขอบ

ครั้งนี้ เราได้มาพูดคุยอแมนด้า เนื่องในโอกาสที่เธอเสกภาพ ‘We are Tomorrow’ อันสวยสดขึ้นมาบนกำแพงสถานทูต ล่าสุดเธอได้เสกภาพ ‘We are Tomorrow’ อันสวยสดขึ้นมาบนกำแพงสถานทูตอเมริกาด้วย

“เราได้แรงบันดาลใจมากจากการที่เราได้ไปคุยผู้หญิงชาวไทยและเยาวชน Non-Binary สิ่งที่ทำให้เราประทับใจมากที่สุดในการพูดคุยกับคนเหล่านี้ คือแม้จะมีข้อจำกัดมากมาย แต่พวกเขาก็สามารถที่จะสร้างพื้นที่ของตัวเอง และสร้างความรู้สึก Belong ขึ้นมาได้ เราว่านั่นเป็นเรื่องสวยงามมาก ๆ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ ‘ลุกขึ้นยืน’ แม้แต่ในที่ที่ดูเป็นไปไม่ได้เลย

“We are Tomorrow เป็นการ Manifest สิ่งที่เราหวังเกี่ยวกับผู้หญิงชาวไทยและเหล่าเยาวชน” เธอพูดอย่างแน่วแน่ “ความหวัง ความฝันของเยาวชนสำคัญมากสำหรับสังคม”

คุณคิดยังไงกับเยาวชนไทยทุกวันนี้ – เราถาม ด้วยช่วงปีหลังมานี้เยาวชนไทยลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์

“เยาวชนไทยฉลาดและมีส่วนร่วมดีมาก เราได้แรงบันดาลใจมาจากพวกเขาเยอะเลย คนเรามักเสียความเป็นนักเคลื่อนไหวในตัวเองไปทุกขณะที่อายุมากขึ้น เราก็เลยเชื่อว่าเยาวชนจะเป็นผู้นำสู่การพัฒนา พวกเขาอายุน้อย ไม่กลัว มีแพสชัน สร้างสรรค์ และมีพลัง”

คุยกับ อแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ ศิลปินเชื้อไทย-อินโด เรื่องการใช้งานศิลปะตามหา Sense of Belonging ให้ผู้อพยพ ผู้หญิง เยาวชน และ LGBTQIA+

“ศิลปะที่เราทำคือการแลกของขวัญ” อแมนด้าพูด “ชุมชนให้เรื่องราวกับเรา แล้วเราก็หวังว่างานศิลปะจะให้อะไรกับเขาเช่นกัน ให้เขาเห็นเรื่องราวของตัวเอง หน้าของตัวเอง ความฝันของตัวเองบนกำแพงในเมือง”

เธอบอกว่าการได้มาเที่ยวเมืองไทยตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้เธอได้ซึมซับบรรยากาศ สีสัน แสงไฟ ความรู้สึก สิ่งเหล่านั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เธอทำงานศิลปะที่ผ่านมามากมายหลายชิ้น การได้กลับมาที่นี่และได้ทำงานศิลปะจึงมีความหมายมาก

“ถ้ามีใครกำลังอ่านบทความนี้อยู่ เราอยากให้ทุกคนรู้ว่าเสียงของทุกคนสำคัญมาก ๆ กับการเปลี่ยนแปลง เราอยากจะผลักดันให้ทุกคนส่งเสียงออกมา”

เรายกมือไหว้กันอีกครั้งที่หน้าภาพ We are Tomorrow เพื่อบอกลา

“สวัสดีค่ะ” อแมนด้าเอ่ยคำเดิม

ภาพ : alonglastname.com, IG : @alonglastname

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load