บ่ายวันนี้ เรานัดคุยกับเพื่อนบ้านชาวเหนือที่เต็มไปด้วยความเฮฮา เป็นกันเอง และมีน้ำเสียงกระฉับกระเฉงโดดเด่น ท่ามกลางเสียงไก่ขันสมทบอยู่เป็นระยะ ชวนให้หวนนึกถึงบรรยากาศที่แสนสบายของป่าเขา

“วันนี้เราอู้กั๋นจอย ๆ เนาะ” (วันนี้เรามาคุยกันแบบสบาย ๆ เนาะ)

อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เพื่อชุมชน ‘ม่วนจอย’ ชวนคุยทีเล่นทีจริง ก่อนที่เราจะได้ฟังเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความอยากเห็นคนในชุมชนบ้านเกิดของอุ๋ยนั้นมีแต่ความ ‘จอย’

ม่วนจอย คือพื้นที่ทดลอง เวที และโอกาสให้ผู้คนได้พัฒนาความสามารถ และดึงศักยภาพของตัวเองออกมา เริ่มจากการเห็นคุณค่าในตัวเองและสิ่งที่มีอยู่รอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมหรือภูมิปัญญาในแต่ละพื้นที่

ส่วนคำว่า ม่วนจอย มาจากคำว่า ‘ม่วน’ และ ‘Joy’ คำว่า ม่วน เป็นภาษาเหนือ แปลว่า สนุก ตรงกับธรรมชาติของคนแพร่ที่มีความบันเทิง เฮฮา เป็นกันเอง คล้ายกับความหมายของ Joy ที่หมายถึงความสนุกแบบสบาย ๆ ชิลล์ ๆ แต่อีกนัยหนึ่ง คำว่า ‘จอย’ ในภาษาเหนือ คือการชักชวนให้มาทำอะไรร่วมกันหรือไปด้วยกัน พอมาเป็นคำว่า ม่วนจอย เลยกลายเป็นการเชิญชวนให้ทุกคนมาสนุกสนาน เฮฮาไปด้วยกันนั่นเอง

แต่ก่อนจะเกิดเป็นโมเดลนี้ อุ๋ยได้ประกอบร่างประสบการณ์มากมายของตัวเองทีละนิด ตามหาความต้องการของตัวเอง และลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

 01

จากบ้านสู่เมืองกรุง

ตั้งแต่เด็กจนโต จังหวัดแพร่คือที่ที่แสนสบายใจของอุ๋ย เธอจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ชอบวาดรูปและออกแบบมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยการแนะแนวการศึกษาที่ไม่แข็งแรง ทำให้อุ๋ยเลือกเข้ากรุงเทพฯ เหมือนคนอื่น ๆ จับพลัดจับผลูได้เรียนในสาขาวิชาเทคโนโลยีกระบวนการเคมีและฟิสิกส์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ในขณะที่เพื่อนคนอื่นเข้าไปฝึกงานตามโรงงานใหญ่ ๆ แต่อุ๋ยกับเพื่อนอยากไปสัมผัสบรรยากาศของทะเล เลยพากันเลือกไปฝึกงานที่จังหวัดตรัง สุดท้ายพวกเธอก็ไม่ได้ไปเอาเท้าจุ่มน้ำทะเลตามที่ใจหวัง เพราะสถานที่เธอเข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์คือบริษัทรับซื้อน้ำยางข้น เป็นการทำงานอยู่ในสวนที่รายล้อมไปด้วยป่ายาง ซึ่งทำให้อุ๋ยได้ใกล้ชิดเกษตรกรตัวจริงเป็นครั้งแรก และได้เห็นผลผลิตที่มาจากผู้ขายรายย่อยอย่างแท้จริง 

เธอเห็นราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ผันผวนตลอดเวลา จากการรับซื้อน้ำยาง ก็ได้เห็นความเป็นไปของกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่รับซื้อ แปรรูป และออกขายสู่ตลาดเพื่อส่งออกต่อไป ประสบการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอสนใจ อยากช่วยเหลือและพัฒนาของดีในท้องถิ่นให้ดูดีสมราคา ด้วยการสร้างโรงงานเล็ก ๆ แต่มีคุณภาพ

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
02

ตามหาสิ่งที่หายไป

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ถึงแม้ว่าอุ๋ยจะไม่ได้เรียนในสิ่งที่สนใจตั้งแต่แรก แต่รู้ตัวอีกที เลือดของนักวิจัยและพัฒนา (R&D) ก็หลอมรวมกลายเป็นตัวตนติดตัวเธอมาตั้งแต่เรียนที่คณะอุตสาหกรรมการเกษตร 

อุ๋ยจึงลองหางานที่ผนวกรวมสิ่งที่เรียนมากับความชอบ นั่นก็คือการทำงานเป็น R&D บริษัทรับผลิตเครื่องสำอางให้แบรนด์ใหญ่ การทำงานนี้ทำให้อุ๋ยเข้าใจตัวเองมากขึ้น 

“เรารู้สึกขอบคุณสิ่งที่เราเรียน เพราะนำมาใช้ประโยชน์ได้ แล้วผนวกรวมเข้ากับความชอบและความถนัดที่เราทำโดยไม่รู้ตัวมาตลอด เอามารวมกันแล้วเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่มันไม่เหมือนใครเลย”

เมื่อทำงานไปได้สักพัก อุ๋ยไม่เห็นตัวเองในอนาคตกับการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่ การเดินทางจากเกษตรฯ ไปช่องนนทรีในแต่ละวันเริ่มบั่นทอนเรี่ยวแรงของเธอ จนทำให้เธอนึกย้อนไปถึงความสนุกสนานในช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษา รวมถึงความสบายกายสบายใจ เมื่อครั้งใช้ชีวิตในเมืองบ้านเกิด แต่ในเวลาเดียวกัน อุ๋ยก็สังเกตเห็นชีวิตของผู้คนที่หลากหลาย และเริ่มตั้งคำถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่เธอกำลังพบเจออยู่ในทุก ๆ วัน 

“ทำไมเราถึงทำงานอยู่ที่แพร่ไม่ได้ ทำไมทุกคนต้องเข้ามาในเมืองนี้” เป็นคำถามใหญ่ที่อุ๋ยเริ่มสงสัยเมื่อเห็นผู้คนเดินทางแต่ละวัน อุ๋ยจึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่ลอนดอน เพื่อตอบคำถามที่ตัวเองตั้งไว้ และตามหาตัวตนของตัวเอง

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
03

ออกเดินทางไปไกลบ้าน

ในตอนแรกอุ๋ยเลือกไปเรียนต่อด้านภาษาที่ประเทศอังกฤษ ทำให้เธอได้พบปะกับเพื่อนหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น โคลอมเบีย มองโกเลีย สเปน

“ตอนนั้นสนุกมาก และมันทำให้เราเห็นว่า เอ้า ทุกคนก็คือคนธรรมดา” อุ๋ยหัวเราะ “มันค่อย ๆ คลายปมในใจที่เราเคยคิดว่า ประเทศนั้น ประเทศนี้ เก่งกว่าเรา แต่เปล่าเลย พอไปเรียนอยู่ในห้องเดียวกัน เราก็เริ่มรู้สึกว่า เราก็สู้คนอื่น ๆ ได้เหมือนกัน”

พอเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น อุ๋ยจึงเลือกเรียนต่อปริญญาโทสาขาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และการพัฒนา (Poverty, Inequality and Development) คณะการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development) มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม เพราะอยากทำความเข้าใจความแตกต่างว่า ทำไมบางประเทศจึงเป็นประเทศพัฒนา แต่บางประเทศก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“การเรียนที่อังกฤษหนึ่งปีทำให้เราเติบโตนะ จากคนที่เรียนแค่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาตลอด แต่การเรียนตรงนี้ทำให้เราเข้าใจความเป็นสังคมศาสตร์มากขึ้น เราคิดว่าสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกัน เพราะต้องใช้ความเข้าใจเหมือนกัน” 

พอเรียนจบ หลังจากที่อุ๋ยได้ทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างในระดับหนึ่งแล้ว เธอจึงเลือกกลับบ้านเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างในสังคมไทยต่อไป

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
04

กลับสู่มหานคร Phraeris สานฝันคนในชุมชน

เมื่ออุ๋ยกลับบ้านไปเดินเล่นที่ตลาด เธอเห็นข้าวออร์แกนิกราคาเพียง 60 บาท ด้วยเลือดนักพัฒนา R&D ที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนเรียนสาขาวิชาเทคโนโลยีกระบวนการเคมีและฟิสิกส์ เธอจึงร่วมมือกับคุณป้าข้างบ้านเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตการเกษตร และในช่วงเวลาเดียวกัน อุ๋ยได้ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาการฝึกอบรม (Consultant Training Workshop) ที่สหประชาชาติในประเทศไทย (United Nations Thailand) เธอจึงได้รับคำปรึกษาจากคนที่ทำงาน และนำข้าวจากบ้านเกิดมาเผยแพร่จนคนที่ทำงานติดใจ และเรียกเธอว่า ‘Brown Rice Girl’

“ตอนนั้นเจ้านายสั่งข้าวเรากลับบ้านที่ฝรั่งเศสช่วงคริสต์มาส คนญี่ปุ่นก็สั่ง คนไนจีเรียก็สั่ง พากันกินข้าวของเราหมดเลย เพราะเราบอกว่ามันเป็นข้าวกล้องงอกออร์แกนิกเจ็ดสายพันธุ์ที่มาจากเกษตรกร เราก็เริ่มคิดว่าทำไมเขาถึงซื้อกัน ทั้งที่ราคาแพงกว่าที่เคยขาย อันนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่เราเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมันขายได้ และเราเข้าใจว่าลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการของที่มีคุณภาพ ไม่ได้เกี่ยงราคา และการทำเพื่อสังคมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาอยากซื้อ”

การเข้าไปทำงานกับสหประชาชาติ ทำให้อุ๋ยได้แนวคิดและแรงบันดาลใจอยากทำงานเกี่ยวกับประเด็นสังคม แต่ไม่ได้อยากทำงานอยู่ภายใต้องค์กรใด อุ๋ยจึงงดรับงานที่กรุงเทพฯ แล้วกลับบ้านเพื่อเริ่มต้นเส้นทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านข้าวของคุณป้าข้างบ้าน ซึ่งเป็นข้าวที่มาจากการพัฒนากับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และสร้างโปรเจกต์ ‘Happy Field Happy Farm’ ขึ้นมาทันที

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่

อุ๋ยลองผิดลองถูกจากประสบการณ์ที่เธอมี จนชนะการประกวดโครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 5 เมื่อเธอได้ทดลองทำตามสิ่งที่ตัวเองอยากลองแล้ว ก็ถามกลับไปยังคุณป้าเจ้าของข้าวว่า มีสิ่งที่อยากทำหรือเปล่า

“ความฝันคือป้าอยากได้ OTOP อยากเอาข้าวของตัวเองไปขายที่เมืองทองธานี อันนั้นคือฝันสูงสุดของป้าเลย” 

พออุ๋ยได้ยินความฝันของคุณป้า เธอจึงช่วยสานต่อความฝันนั้นทันที ภายใน 1 ปี อุ๋ยก็พาคุณป้าไปถึงฝัน ด้วยการคว้ารางวัล OTOP ระดับ 4 ดาว และได้ไปจัดแสดงงานที่เมืองทองธานีสมใจ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลาย ๆ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยชุมชนแพร่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ต่างสนใจอยากมาเรียนรู้สิ่งที่อุ๋ยทำ เพื่อนำไปพัฒนาวิธีการสร้างอาชีพต่อไป

นับตั้งแต่นั้น อุ๋ยจึงอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของชุมชนคนแพร่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
05

ชวนมาม่วนมาจอย

จากการช่วยป้าข้างบ้านขายข้าว อุ๋ยเริ่มขยายกลุ่มออกไปให้กว้างกว่าเดิม เพราะเห็นว่าต้นทุนที่จังหวัดแพร่มีนั้นมีหลากหลาย และมีมูลค่ามากจนตีออกมาเป็นตัวเงินไม่ได้

หลังจากชนะเลิศโครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 5 อุ๋ยได้เจอกับ บี๋-ปรารถนา จริยวิลาศกุล จากการเข้าคอร์สกับ School of Changemakers และได้ตั้งคำถามกับความต้องการกับตัวเองอีกครั้ง จากคำถามของบี๋ที่ว่า “อุ๋ยต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ไม่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเป็นอะไรให้มีคุณภาพใช่ไหม” ทำให้เธอเห็นความต้องการของตัวเองชัดเจนขึ้น และเปลี่ยนชื่อจากแบรนด์ Happy Field Happy Farm สู่ ‘ม่วนจอย’ แบรนด์ที่จะทำให้ทุกคนหลงรักเสน่ห์และบรรยากาศของจังหวัดแพร่ในแบบที่อุ๋ยรัก

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
06

การทำงานกับคนแต๊ (คนจริง)

เมื่อได้เริ่มต้นแบรนด์ท้องถิ่น อุ๋ยมีความตั้งใจอย่างหนึ่ง คืออยากลบภาพจำของคนอื่น ๆ ที่มีต่อเกษตรกรว่าน่าสงสาร เพราะพวกเขาเป็นคนที่ทำงานด้วยหัวใจและจริงจังกับอาชีพของตัวเอง เพื่อให้เกิดคุณค่าทั้งการใช้งานและทางจิตใจในระดับสากล

ด้วยความที่จังหวัดแพร่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ดีงาม อุ๋ยจึงมีวัตถุดิบมากมายให้เลือกสรรมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่ายิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์แรกที่อุ๋ยเลือกทำเป็นของขึ้นชื่อของแพร่อย่าง ‘ม่อฮ่อม’ ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เริ่มเลือนหาย เธอจึงไปหาคนที่เป็นปราชญ์ในเรื่องเหล่านี้ แล้วนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อให้เกิดคุณภาพอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของม่วนจอยเน้นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หมวก กระเป๋า พวงกุญแจ ผ้าปักมือ ผลไม้ น้ำผึ้ง แยม เทียนหอม ผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญวัตถุดิบแต่ละชนิด เพื่อสนับสนุนอาชีพของคนในท้องถิ่นให้ยังคงรักษาภูมิปัญญาเดิมไว้ และช่วยพัฒนาต่อไปให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
07

เข้าใจทั้งคนทำและคนซื้อ

ม่วนจอยเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ช่วยทำความเข้าใจระหว่างคนซื้อกับคนขาย ฟังความต้องการของลูกค้าแล้วไปคุยกับคนทำ การทำสินค้าแต่ละชิ้นเป็นงานฝีมือที่มีความละเอียดและปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้า แต่ในขณะเดียวกัน ม่วนจอยก็อธิบายจุดยืนของตัวเองให้ลูกค้าฟังอย่างชัดเจน เช่น การรอสินค้าที่ช่างต้องใช้เวลาในการทำ การซื้อ-ขายจึงเป็นการทำความเข้าใจกันและกันอย่างแท้จริง

ส่วนช่างที่ทำงานฝีมือ เป็นการทำงานแบบทำความเข้าใจธรรมชาติของแต่ละคนและแต่ละท้องถิ่น สื่อสารด้วยคำง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน 

“เราไม่เคยต่อราคาที่ช่างคิดมาเลย บางทีเขาให้ราคาถูกไป เราก็เพิ่มให้ แต่เราก็บอกความต้องการของตัวเองไปว่า ที่เพิ่มให้เพราะต้องการงานละเอียด และใช้ของที่มีคุณภาพจริง ๆ กว่าช่างจะเข้าใจก็ใช้เวลา เพราะเขาคิดอยู่เสมอว่าเราต้องการให้ต้นทุนถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราไม่ได้ต้องการแบบนั้น ช่วงแรกจึงไม่ได้สินค้าตามที่ต้องการ เราก็อธิบายไปว่า ถ้าสินค้าออกมาไม่ดี มันจะกระทบต่อเราและต่อตัวช่างเองด้วย จากนั้นก็ลองผิดลองถูกกันไป จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพตามที่ตั้งใจ”

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
08

ความยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็ก

อุ๋ยเล่าให้เราฟังว่า ม่วนจอยเน้นการสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็ง การมีจุดยืนชัดเจน ทำให้คนที่จะเข้ามาร่วมงานด้วยเข้าใจในสิ่งที่ม่วนจอยกำลังจะสร้างสรรค์

…ดึงความยิ่งใหญ่ในคนตัวเล็ก ๆ ออกมา ทุกคนมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ จงเอามันออกมา... ข้อนี้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของม่วนจอยที่เราชื่นชอบเป็นพิเศษ รวมถึงอุ๋ยด้วยเช่นกัน

“ข้อความนี้เป็นปมของอุ๋ยที่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ เป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เรามีดีน้อยกว่าคนกรุงเทพฯ” 

แต่หลังจากที่อุ๋ยได้ออกไปสำรวจโลกที่กว้างขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และประเทศอังกฤษ เธอก็ได้เรียนรู้ว่า แต่ละคนนั้นมีคุณค่าในตัวเองมากขนาดไหน และมีความภาคภูมิใจในตัวเองเพิ่มมากขึ้น จึงกลายเป็นที่มาที่เธออยากดึงศักยภาพของทุกคนที่ทำงานกับม่วนจอยให้ออกมาได้มากที่สุด

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
09

ส่งต่อโมเดลบ้านเกิด สู่แบรนด์ท้องถิ่นทั้งไทยและเทศ

หลังจากม่วนจอยประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ก้าวต่อไปของอุ๋ยคือการส่งต่อรูปแบบที่ทดลองทำในม่วนจอยไปสู่โมเดลที่เป็นรูปเป็นร่าง จึงเกิดเป็น ‘FlowFolk‘ บริษัทให้คำปรึกษา พัฒนาแบรนด์และสินค้าชุมชน โดยดำเนินงานบนฐานความเชื่อว่า ถ้าภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือได้รับการชุบชีวิต ชุมชนก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน 

“คือเราจะสร้างบ้านให้คนท้องถิ่นให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ มันเลยกลับไปตอบคำถามที่เรามีในตอนแรกว่า แล้วทำไมคนต่างจังหวัดถึงต้องเข้ากรุงเทพฯ เพราะที่บ้านไม่มีอะไรทำและไม่น่าอยู่ เพราะจริง ๆ หลายคนอยากอยู่ที่บ้าน แต่พวกเขาไม่มีโอกาสอยู่ตรงนั้น เราก็เลยทดลองด้วยการทำม่วนจอยออกมา”

เพื่อพัฒนาทักษะผู้คนและพัฒนาสินค้าให้มีคุณค่าและคุณภาพไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเติบโตในระดับสากล

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก

ก่อนจะร่ำลากัน อุ๋ยอวดโฉมผลิตภัณฑ์ที่กำลังเตรียมส่งตามออเดอร์ลูกค้า และเล่าที่มาที่ไปของการพัฒนาสินค้าแต่ละชิ้นอย่างเข้มข้น ทำให้เรายิ่งสนใจและเฝ้ารอดูการเติบโตของม่วนจอยและ FlowFolk ต่อไป

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก

ภาพ : Facebook Muanjoy

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

7 พฤศจิกายน 2560
8 K

ฉันนั่งแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังบ้านของ ธาวิต อุทัยเจริญพงษ์ วิศวกรยานยนต์ประจำ nuTonomy บริษัทสตาร์ทอัพออกแบบแท็กซี่ในสิงคโปร์

แท็กซีที่ฉันโดยสาร กับแท็กซีที่ธาวิตร่วมออกแบบ ต่างกันตรงผู้รักษาตำแหน่งคนขับ

ในรถแท็กซีคันสีเหลืองเขียวของฉัน มีคุณลุงใจดีที่รู้จักทุกตรอกซอกซอยในกรุงเทพฯ เป็นผู้คอยตัดสินใจบังคับรถให้วิ่งไปตามทิศทางที่ต้องการ

ส่วนในยานยนต์ของ nuTonomy ไม่ต้องมีใครบังคับพวงมาลัย รถก็วิ่งได้ด้วยตัวของมันเอง

แนวคิดการผลิตรถไร้คนขับ (Self-driving Car) คงไม่ได้แปลกใหม่สำหรับใครหลายคน เช่นเดียวกับหุ่นยนต์ที่มีจิตใจและหน้าตาเหมือนมนุษย์ ซึ่งแม้จะได้ยินมาจนคนคุ้นกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เทคโนโลยีกลับยังผลิตตามภาพฝันในภาพยนตร์ไซไฟไม่ค่อยจะทันนัก

ถึงจะยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ตามภาพฝัน แต่ถ้าอ้างอิงตามที่ธาวิตเล่าให้ฟัง รถไร้คนขับก็อาจทะยานออกจากจินตนาการมาโลดแล่นบนถนนคอนกรีตได้ในอีกไม่นาน

ธาวิต อุทัยเจริญพงษ์

ก่อนจะไปถึงวิวัฒนาการของรถยนต์ไร้คนขับ ฉันอยากให้ธาวิตพูดถึงที่มาที่ไปเสียก่อน ว่าด้วยเหตุอันใด วิศวกรชาวไทยอย่างเขาจึงได้ไปมีส่วนร่วมทำโปรเจกต์อันยิ่งใหญ่ระดับที่กินเนสบุ๊กต้องบันทึกชื่อไว้เช่นนี้

ชายหนุ่มเริ่มต้นจากการเป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ชอบทำงานสาย hardware โดยเฉพาะงานประดิษฐ์หุ่นยนต์และ system analysis หลังเรียนจบและทำงานอยู่สักพัก อาจารย์ที่เขาเคยเรียนด้วยก็หยิบยื่นโอกาสให้เขาลองไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore) ในแล็บพิเศษที่ชื่อว่า ‘SMART’ (The Singapore-MIT Alliance for Research and Technology) เป็นแล็บพิเศษซึ่งได้รับการสนับสนุนร่วมกันจากรัฐบาลสิงคโปร์และ MIT มหาวิทยาลัยในบอสตัน สหรัฐอเมริกา

โปรเจกต์ครั้งแรกที่ธาวิตได้ไปร่วมทำในปี 2009 คือการทำให้เครื่องยนต์แจ้งเตือนการซ่อมแซมก่อนที่ส่วนประกอบใดจะเสีย เพื่อให้เจ้าของวางแผนซ่อมแซมล่วงหน้าได้ โดยเขาไปช่วยเป็นวิศวกรประจำโปรเจกต์ให้กับเหล่าผู้ทำงานวิจัย

หุ่นยนต์

หลังโปรเจกต์ดังกล่าวจบลง วิศวกรหนุ่มก็ไปเรียนต่อปริญญาในด้าน System and Control ที่ University of New South Wales ประเทศออสเตรเลีย และไม่กี่ปีหลังจากนั้น เขาก็ย้อนกลับมาทำงานในแล็บ SMART อีกครั้ง โดยรอบนี้ งานที่ทำคือการปรับปรุงระบบไฟเขียวไฟแดงในเมืองสิงคโปร์ โดยเป็นโปรเจกต์เชิงวิจัยหลังปริญญาเอกของทิชากร วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชาวไทยอีกคนในแล็บ

ธาวิตเล่าถึงทุกโปรเจกต์ที่ผ่านมาด้วยความสนุกสนาน แต่เมื่อถึงตอนที่เข้าเรื่องโปรเจกต์รถไร้คนขับ เสียงของเขาก็เปลี่ยนเกียร์ขึ้นทันที เริ่มจากวันที่ได้ยินเพื่อนร่วมงานบอกว่า ระหว่างแล็บที่เขาอยู่ทำโปรเจกต์ไฟเขียวไฟแดง ในอีกแล็บหนึ่งของ SMART เพิ่งได้รถไร้คนขับมือสองมาลองเล่นกัน “ผมถึงกับต้องวิ่งลงไปดูเลยว่า ไหนคือรถที่เขาพูดถึงกัน และนี่คือจุดเริ่มต้นของการมาทำงานเรื่องรถยนต์ไร้คนขับของผม”

รถยนต์ไร้คนขับ

รถยนต์ไร้คนขับ

รถคันแรก

รถไร้คนขับมือสองที่ว่านั่น ว่ากันตรงๆ ก็เป็นเพียงรถกอล์ฟที่ผ่านการปรับแต่งให้วิ่งเองได้โดย A*STAR อีกสถาบันวิจัยหนึ่งของสิงคโปร์ ซึ่งขึ้นชื่อด้านการพัฒนารถไร้คนขับเช่นกัน “สภาพรถที่มาคือ เป็นรถกอล์ฟที่มีสายระโยงระยางเข้ามาในกล่องคอนโทรลที่ใส่ไว้ใน tupperware วางอยู่ในรถเฉยๆ เลย” โจทย์ของแล็บ Future Urban Mobility หลังได้รถกอล์ฟคันนี้มา คือการพัฒนาให้ใกล้เคียงกับการใช้ได้จริงมากที่สุด

หลังจากวิจัยปรับแต่งกันไปเรื่อยๆ ผลผลิตรุ่นแรกของแล็บคือ รถกอล์ฟที่วิ่งได้เอง เลี้ยวได้เอง หยุดได้เอง ด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิธีบังคับก็เป็นระบบง่ายๆ คือให้มีกลไกเหยียบคันเร่งและเบรกคล้ายเท้าปลอม เชื่อมต่อเข้ากับสมองกล (คอมพิวเตอร์นั่นเอง) เพื่อให้รถตัดสินใจและปฏิบัติเองได้

“พอได้รถกอล์ฟคันนั้นมาแล้ว เราก็ลองติดต่อขอเอารถไปลองวิ่งให้บริการที่สวนพฤกษศาสตร์ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีคนทุกประเภท ทั้งคนแก่ คนทำงาน วัยรุ่น นักท่องเที่ยว เราเปิดให้เขามาลองใช้บริการรถกอล์ฟไร้คนขับของเราดู ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีมาก สิ่งแรกที่ทุกคนทำพอขึ้นมานั่งคือถ่ายเซลฟี่ ขนาดผมเองยังประหลาดใจเลย”

 

รถไร้คนขับ

การประสบความสำเร็จในครั้งนั้น ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์เริ่มเห็นด้วยกับแนวคิดรถไร้คนขับ และช่วยสนับสนุนทั้งในทางเงินทุนและกฎหมายมากขึ้นไปอีก จากรถเพียงคันเดียว ก็เพิ่มขึ้นมาอีกเป็น 5 คัน พร้อมระบบต่างๆ ที่พัฒนาให้ละเอียดขึ้น ผิดพลาดน้อยลง

เมื่อผลเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่งแล้ว ก็มาถึงเวลาทดลองกับรถยนต์จริงๆ บ้าง พวกเขาเริ่มต้นจากการซื้อรถมิตซูบิชิรุ่น iMiEV มาปรับแต่งด้วยวิธีการคล้ายกับรถกอล์ฟคันเก่า แต่โจทย์สำคัญที่แตกต่างไปคือ ต้องทำให้รถวิ่งเร็วพอจนไม่กีดขวางถนน และต้องทำให้รูปลักษณ์ดูดีเข้าที่เข้าทางให้ได้

“ปัญหาของรถยนต์ระบบปิดที่ไม่เจอในรถกอล์ฟซึ่งมีรูปแบบเปิด คือการจะต่อสายต่างๆ มันทำได้ยาก เพราะทุกอย่างมันต้องซ่อนหมด โปรเจกต์ของเราต่างจากรถของเจ้าอื่น เช่น Waymo (บริษัทลูกของ Google) ตรงที่อันนั้นเขาใช้วิธีคุยกับโรงงานผลิตโดยตรงว่าอยากได้รถที่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ แต่ของเราคือซื้อรถปกติที่มีอยู่ในตลาดมาปรับแต่งให้เป็นรถไร้คนขับ ผมเลยต้องมานั่งไล่แกะเองว่าสายไฟแต่ละเส้นที่ต่ออยู่มันคืออะไรบ้าง มันทำอะไรบ้าง แล้วต่อเอาระบบของเราเข้าไปบังคับมัน”

หลังจากพัฒนาและให้รถลองวิ่งดูในเขตมหาวิทยาลัยจนค่อนข้างเสถียร ก็ทำให้ทีมพัฒนาเห็นพ้องต้องกันว่า โปรเจกต์นี้จะวิ่งไปได้ไกลกว่าแค่ในแล็บ ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพภายใต้นาม nuTonomy ถือกำเนิดขึ้น

self-driving car

 

โรงเรียนสอนขับรถ

ด้วยเป็นผลผลิตของการร่วมมือกันระหว่างแล็บในสิงคโปร์ กับศาสตราจารย์จาก MIT ที่บอสตัน ทำให้ nuTonomy มีที่ตั้งกระจายอยู่ใน 3 เมือง คือสิงคโปร์ บอสตัน และซานตาโมนิก้า ฝั่งสิงคโปร์เป็นแหล่งออกแบบทั้ง hardware และ software ควบคู่กันไป ในขณะที่อีก 2 ที่ทำแต่ส่วน software เป็นหลัก “ข้อดีคือ ด้วยเวลาที่เหลื่อมกันมาก ทำให้พอทางสิงคโปร์ทำงานเสร็จ ก่อนเลิกงานก็ส่งไปให้ฝั่งบอสตัน ทางนั้นก็จะเป็นตอนเช้า ตื่นมาทำงานต่อได้พอดี สลับกันไปแบบนี้”

หากอธิบายง่ายๆ การทำรถไร้คนขับก็คล้ายการสร้างคนจำลอง โดยให้ส่วน hardware แทนตา และส่วน software แทนสมอง รอบรถจึงติดกล้องและเซนเซอร์ (RADAR, LIDAR) เพื่อให้รถ ‘มองเห็น’ ควบคู่ไปกับภายในที่มี GPU (คล้าย CPU สำหรับงานที่ต้องการการประมวลผลปริมาณมากและรวดเร็ว) สำหรับ ‘ทำความเข้าใจสิ่งที่เห็น’ ด้วยวิธีแบบ deep learning นั่นคือให้โปรแกรมเรียนรู้เองผ่านประสบการณ์

แล้วรถสั่งสมประสบการณ์ยังไง? คำตอบคือก็เหมือนคนนั่นแหละ วิธีเรียนขับรถที่ดีที่สุด คือลองขับดูเลย

เริ่มจากการให้โปรแกรมลองขับรถในสถานการณ์จำลอง (simulation) หลายสถานการณ์ โดยในแต่ละครั้งจะสุ่มตัวแปรแตกต่างกันไป เมื่อโปรแกรมฝึกกับภาพจำลองจนเข้าที่แล้ว ค่อยนำไปลองใช้กับรถในสนามปิดที่เตรียมไว้พิเศษ แล้วถึงจะได้วิ่งบนถนนจริง โดยให้ safety driver คอยนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ปกติมีหน้าที่สอนตำรวจจราจรขับรถ งานของ safety driver คือ ตัดสินใจเพื่อความปลอดภัยทันที โดยไม่ต้องสนใจว่าตัวเอง ‘คุมสอบ’ รถอัตโนมัติอยู่

“การวิ่งบนถนนจริงทำให้เจอสถานการณ์แปลกๆ เยอะ เช่น จู่ๆ ก็มีไก่วิ่งตัดหน้ารถกลางเมืองสิงคโปร์ หรือล่าสุดมีเด็กๆ กลุ่มหนึ่งเดินมาทางขวาของรถ รถเห็นแล้วก็รู้ตัวว่ามีเด็ก 5 คนกำลังจะข้ามถนน รถก็หยุด แต่พอเด็กเห็นว่าเป็นรถอัตโนมัติ ก็ยกแขนขึ้นทำท่า dab พอแขนเด็ก 5 คนยาวต่อกัน รถดันไปมองว่าเด็กกลุ่มนั้นเป็นรถอีกคันแทน”

ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา หลังจากได้ยินข่าวลือว่า Uber มีแผนจะออกบริการแท็กซี่ไร้คนขับ ฝั่ง nuTonomy เลยเร่งพัฒนารถของตัวเอง แล้วติดต่อรัฐบาลเพื่อขออนุญาตนำรถวิ่งให้บริการฟรีในย่าน One North ย่านธุรกิจของสิงคโปร์ และให้ safety driver คอยนั่งคุมพฤติกรรมรถตลอด การชิงชัยเล็กๆ ครั้งนี้ทำให้ Guinness Book ปี 2018 บันทึกชื่อพวกเขาไว้ในฐานะแท็กซี่ไร้คนขับเจ้าแรกของโลก

เมื่อฉันถามว่า แล้วเสียงตอบรับของผู้ใช้บริการล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง ธาวิตก็ให้คำตอบเดิมมาอีกคือ ทุกคนถ่ายเซลฟี่

ถึงแม้ภาพอัพเดตล่าสุดจะดูมีหวัง แต่รถต้นแบบทั้ง 15 คันของ nuTonomy ก็ยังวิ่งได้อยู่ที่แค่ประมาณ 30 – 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และหลังรถก็ยังมีคอมพิวเตอร์ 6 เครื่องวางเรียงราย เพื่อทำหน้าที่เป็นสมองให้รถ สภาพโดยรวมจึงยังไม่เรียบร้อยพอให้เป็นผลิตภัณฑ์ขายในท้องตลาด ดูเหมือนหนทางไปสู่การให้บริการแพร่หลาย จะยังอยู่อีกยาวไกลนัก

รถไร้คนขับ

nuTonomy

รถในฝัน

เมื่อเราถามถึงโอกาสที่จะพารถไร้คนขับมาแนะนำให้คนไทยรู้จัก ธาวิตก็ถามฉันกลับว่า “ลองคิดว่าคุณต้องขับรถในเยาวราช คุณกล้ามั้ย? ผมเองที่ไม่ชินทางยังไม่กล้าเลย” ด้วยความซับซ้อนวุ่นวายของพื้นถนนกรุงเทพฯ บวกกับแหล่งเงินทุนที่ไม่ค่อยมีนัก ทำให้คงยากที่จะเห็นรถไร้คนขับบนท้องถนนเมืองไทยโดยทั่วไปในเร็ววัน

แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะธาวิตเองก็เสนอให้เราลองเริ่มต้นจากการหารถกอล์ฟมาปรับแต่ง เช่นเดียวกับที่พวกเขาทำในตอนแรก แล้วลองวิ่งในพื้นที่เล็กๆ อย่างอุตสาหกรรม ท่าเรือ หรือภายในมหาวิทยาลัย นอกจากนั้น วิศวกรหนุ่มยังเสริมอีกด้วยว่า “จริงๆ เรื่องการปรับแต่งเนี่ย วิศวกรไทยเก่งกว่าสิงคโปร์อีกนะ เพราะเรามีพวกอู่รถ เวลาอะไรพังก็จะซ่อมก่อน หรือหาอะไหล่เก่ามาเปลี่ยนใส่แทน ถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยซื้อ อย่างที่สิงคโปร์เขาจะให้ซื้อของใหม่ไปเลย เพราะมีงบให้อยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ด้วยข้อจำกัดเรื่องเงินด้วยแหละที่ทำให้เราเก่งด้านนี้”

สำหรับที่สิงคโปร์ ธาวิตเดาไว้ว่าอีกสัก 4 – 5 ปี แท็กซี่ไร้คนขับก็คงจะเริ่มได้ใช้งานจริง ส่วนหนึ่งที่สิงคโปร์ใกล้ความสำเร็จได้ขนาดนี้ เพราะเขามองว่าแท็กซี่ไร้คนขับจะช่วยแก้ปัญหาขาดคนทำอาชีพขับรถสาธารณะได้ ส่วนการใช้แพร่หลายทั่วโลกระดับเดียวกับโทรศัพท์มือถือนั้น อาจเดายากสักหน่อยว่าจะอีกนานเพียงใด

เท่าที่ผ่านมา งานนี้ตอบโจทย์ชีวิตของธาวิตไม่น้อย ขนาดที่เขาตื่นมาแล้วก็ยังอยากไปทำงานทุกวัน เพราะคิดวิธีแก้ปัญหา แนวทางพัฒนาใหม่ๆ ที่อยากไปทดลองทำได้อยู่เรื่อยๆ แต่เมื่อฉันถามว่าเขามีความฝันอื่นไหม เขาก็ตอบว่า เขาอยากทำจรวด!

“งานสายพวกนี้ไม่ได้หาทำยากเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ก่อนถ้าอยากส่งอะไรขึ้นไปบนอวกาศ ก็ต้องไปสหรัฐอเมริกา ไม่ก็รัสเซีย แต่เดี๋ยวนี้ทั้งอินเดีย จีน ญี่ปุ่น มีหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้หมด” แม้แต่น้องฝาแฝดของธาวิตก็เคยได้ทำงานเป็นคนดูแลเรื่อง Thermodynamics ของดาวเทียมที่สวิตเซอร์แลนด์ เขาจึงมองว่าโอกาสร่วมทีมผลิตจรวดอาจหาง่ายกว่าที่คิด แล้วก็เป็นโจทย์ใหม่ที่เขาสนใจลองทำ

แต่สำหรับตอนนี้ ขอมุ่งมั่นฝึกหัดเจ้ารถคันน้อยให้วิ่งเองได้สำเร็จตามที่ฝันเสียก่อน

วิศวกรยานยนต์

Save

Save

Save

Save

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load