เคยมีความรู้สึกอย่างนี้บ้างไหมครับ เวลาเราเดินทางไปต่างประเทศ จะเป็นประเทศอะไรก็แล้วแต่ แล้วเราได้ไปพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่มีในบ้านเรา ถ้าของนั้นเป็นเรื่องที่ดีงามเป็นประโยชน์ เราย่อมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงบ้านเราและอยากให้มีของอย่างนั้นเกิดขึ้นบ้าง ผมเชื่อว่าความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นในใจของเราอยู่เสมอ

เมื่อกว่า 40 ปีมาแล้ว กลางปีพุทธศักราช 2523 ผมเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ที่นครนิวยอร์กซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ผมได้พบอะไรที่แปลกใหม่หลายอย่าง ซึ่งเวลานั้นไม่มีในบ้านเรา ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น ร้านขายไก่ทอดหรือขายแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อต่างๆ เรื่อยไปจนถึงเรื่องที่สำคัญกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถใต้ดิน ซึ่งเป็นระบบที่มีโครงข่ายโยงใยครอบคลุมถึงกว่า 400 สถานี แต่ละวันมีคนใช้รถใต้ดินนับล้านคน ในขณะที่ผมผู้เดินทางไปจากเมืองไทยคุ้นเคยแต่การขึ้นรถเมล์หรือรถประจำทาง ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความเสี่ยงภัยและความแออัดติดระดับโลกไม่แพ้ใครเลยทีเดียว

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผมจะตื่นตาตื่นใจกับรถใต้ดินขบวนแรกที่ได้เห็นที่มหานครแห่งนั้นเป็นอย่างยิ่ง ทุกอย่างแปลกตาไปหมด ตั้งแต่อุโมงค์ที่ลงไปจากระดับพื้นดิน ส่วนใหญ่ต้องใช้บันไดเดินเท้าลงไปเอง ไม่มีบันไดเลื่อน ข้อนี้ก็เข้าใจได้ เพราะระบบใต้ดินของเมืองนิวยอร์กสร้างมาตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1904 ถ้าคิดเป็นพุทธศักราชแบบบ้านเราก็คือปีพุทธศักราช 2447 ปลายรัชกาลที่ 5 นู่น ตอนนั้นคงยังไม่มีใครรู้จักบันไดเลื่อนกระมัง

พอลงไปถึงสถานีที่อยู่ใต้ดินในระดับความลึกเท่ากับตึกหลายชั้น กลิ่นอายของสถานีรถใต้ดินของนิวยอร์กก็มีความอบอวลที่เป็นกลิ่นเฉพาะของตัวเอง ชนิดที่เขียนคำอธิบายไม่ถูกกันเลยทีเดียว แต่ขบวนรถใต้ดินของเขามาตรงเวลา และมีความถี่อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้

ตลอดระยะเวลาที่ผมได้เรียนหนังสืออยู่ที่นครแห่งนั้น ผมจึงได้ใช้รถใต้ดินของเขาอยู่เสมอ และแน่นอนว่า ในหัวใจและในสมองย่อมมีคำถามว่า เมื่อไหร่บ้านเราจะมีพาหนะเดินทางแบบนี้ สำหรับขนส่งประชาชนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งด้วยความสะดวกสบายตรงเวลาแบบเขาบ้างหนอ

ด้วยความรู้งูๆ ปลาๆ แบบของผม ทำให้พอทราบว่า ระบบรถใต้ดินอย่างนี้เกิดขึ้นที่เมืองลอนดอนเป็นแห่งแรกในโลก คนทั่วไปเรียกเป็นภาษาปากว่า Tube ซึ่งแปลว่าท่อ อันหมายถึงอุโมงค์ที่รถใต้ดินวิ่งไปมานั่นเอง รถใต้ดินของเขาเริ่มให้บริการครั้งแรกเมื่อปีคริสตศักราช 1863 หรือพุทธศักราช 2406 ในรัชกาลของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ตรงกับรัชกาลที่ 4 ของเมืองไทย เก่าดึกดำบรรพ์ขึ้นไปกว่ารถใต้ดินของนครนิวยอร์กอีกหลายสิบปี

เมื่อผมเรียนหนังสือจบจากนิวยอร์กและกลับมาสอนหนังสือเป็นครูบาอาจารย์อยู่ในเมืองไทย ผมได้ใส่ใจติดตามข่าวคราวเรื่องนี้อยู่เสมอ ว่าเมื่อไหร่บ้านเราจะมีรถใต้ดินกับเขาบ้าง สำหรับชาวบ้านร้านตลาดธรรมดาก็มีความสงสัยเป็นกำลังว่า บ้านเราจะทำรถใต้ดินแบบเมืองอื่นเขาได้หรือ เพราะบ้านเราเป็นที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมอยู่เสมอ ถ้าทำรถใต้ดินแล้วฝนตกหนัก รถใต้ดินต้องจมน้ำแน่เลย อะไรทำนองนี้

ส่วนผมเองนั้นมีความเชื่อตรงกันข้าม ผมนึกว่ามนุษย์เรามีความสามารถเกินกว่ายุคหินยุคโลหะมาไกลมากแล้ว ปัญหาที่คิดว่าน้ำจะท่วมอุโมงค์รถใต้ดินนั้น น่าจะไม่เกินความสามารถของผู้มีความรู้ทางวิศวกรรมซึ่งบ้านเรามีอยู่มากมาย ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ใครจะเป็นคนกล้าตัดสินใจให้มีการลงทุนในเรื่องนี้ และจะเริ่มนับหนึ่งกันเมื่อไหร่ต่างหาก

นอกเหนือจากรถใต้ดินแล้ว ระบบขนส่งมวลชนอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอยู่ในนานาประเทศ คือจัดให้รถที่ว่าวิ่งอยู่บนดิน หรือยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นรถวิ่งลอยฟ้า โดยทำเสาสูงขึ้นไปรับระบบราง เพื่อให้รถวิ่งอยู่ในระดับที่ไม่ก่อกวนความเป็นไปในระดับพื้นราบของรถยนต์ธรรมดา ระบบนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ผ่านไปอีกร่วม 20 ปี บ้านเราจึงมีการตัดสินใจทำระบบขนส่งมวลชนที่จำเป็นสำหรับมหานครขนาดใหญ่กับเขาบ้าง ในเวลาไล่เลี่ยใกล้เคียงกันก็ทำทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินไปพร้อมกัน ถ้าความเข้าใจของผมไม่ผิดพลาด รถไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องที่เอกชนมารับสัมปทานไปดำเนินการ ลงทุนเองจัดการเองทั้งหมด มีชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการว่า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เรียกโดยย่อว่า BTS บริษัทนี้ถนัดเหาะเหินเดินอากาศครับ ทำรถไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ระดับยอดเสาสูงตามแนวถนนอย่างเดียว

ส่วนรถขนส่งมวลชนอีกระบบหนึ่งที่เป็นรถใต้ดินนั้น ทางราชการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นเพื่อดำเนินการโดยเฉพาะ เรียกว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เรียกย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า MRT

ด้วยอายุอานามเวลานี้ผมต้องกลับไปค้นคว้าเพิ่มเติมจึงได้ข้อมูลว่า รถที่ผมเรียกเองตามภาษาปากว่ารถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช 2542 และถ้าความทรงจำของผมไม่ผิดพลาด วันที่เปิดอย่างเป็นทางการนั้นคือวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 ซึ่งเป็นวาระเฉลิมพระชนมพรรษาหกรอบหรือ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินก่อน

ส่วนรถใต้ดินเอ็มอาร์ทีซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนอีกระบบหนึ่งที่จัดสร้างโดยทางราชการ เปิดเดินรถหลังจากนั้นราว 5 ปี คือเริ่มเดินรถ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พุทธศักราช 2547 มีชื่อเส้นทางสายแรกอย่างเป็นทางการว่า เฉลิมรัชมงคล ในวันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าพร้อมด้วยสมเด็จพระพันปีหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนรถใต้ดินเป็นสิริมงคลแก่กิจการ ที่เป็นของแปลกใหม่ในประเทศไทยด้วย

ทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินเมื่อแรกเปิดทำการนั้นก็มีเส้นทางที่ให้บริการและจำนวนสถานีในเส้นทางไม่มากเท่าไหร่ จากนั้นไปต่างฝ่ายต่างก็ขยายเส้นทางการให้บริการออกไปยืดยาว โดยมีโครงข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งของกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ตัวอย่างเช่นรถไฟฟ้าสายดั้งเดิมที่แต่ก่อนวิ่งจากเพียงแค่หมอชิตไปจนถึงอ่อนนุช เวลานี้ก็วิ่งข้ามพื้นที่ถึงสามจังหวัดเข้าไปแล้ว คือสถานีคูคตที่จังหวัดปทุมธานี วิ่งทะลุกรุงเทพมหานครไปจนถึงจังหวัดสมุทรปราการ มีปลายทางอยู่ที่สถานีเคหะ ใกล้กันกับบางปูโน่น

ส่วนรถใต้ดินที่เดิมวิ่งอยู่ในเส้นทางจากหมอชิตไปถึงหัวลำโพง ตอนนี้ก็ขยายบริการไปไกลมากแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เพิ่งจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดเส้นทางต่อขยายของรถใต้ดินดังกล่าวเมื่อไม่กี่เพลามานี้

อย่างไรก็ดี ด้วยที่มาที่ไปที่รถไฟฟ้าบีทีเอสกับรถใต้ดินเอ็มอาร์ทีเป็นกิจการคนละเจ้าของและต่างคนต่างทำมาหาได้ ประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้บริการจึงพบว่า ระบบการเชื่อมต่อระหว่างการขนส่งมวลชนสองชนิดนี้ไม่ได้ออกแบบให้เป็นการเชื่อมเนื้อเดียวกันมาตั้งแต่ต้น ภาพที่เราพบเห็นจึงเป็นการที่ผู้โดยสารต้องออกจากระบบหนึ่งแล้วเดินไปเข้าอีกระบบหนึ่ง เช่น ที่เกิดขึ้นที่สถานีศาลาแดงของรถไฟฟ้ากับสถานีสีลมของรถใต้ดิน เป็นต้น

ระบบบัตรโดยสารก็คนละกิจการกัน ผมเองไปไหนมาไหนก็ต้องพกบัตรสองใบของแต่ละกิจการติดตัวอยู่เสมอ

ไม่เป็นไรครับ ถึงไม่ได้อะไรเต็มร้อยดั่งใจ แต่เท่าที่มีอยู่เวลานี้ก็ถือว่าใช้การได้ดีแล้วในระดับหนึ่ง เวลาผ่านไปรวดเร็วมากครับ ก่อนที่รถใต้ดินจะเปิดทำการในปีพุทธศักราช 2547 ย้อนหลังไปอีกแปดปี ในวันที่ 19 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2539 เมื่อการก่อสร้างรถใต้ดินดำเนินการไปได้ระยะหนึ่งพอที่จะประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แล้ว รัฐบาลได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ระบบรถใต้ดินที่ว่า โอกาสนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงประกอบพิธีดังกล่าวที่บริเวณมณฑลพิธีหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพหรือที่ชาวบ้านเรียกกันโดยทั่วไปว่าสถานีหัวลำโพง

ในงานพิธีนั้น ผมมีโอกาสไปร่วมพิธีด้วย แต่ไม่ใช่ในฐานะแขกผู้มีเกียรติอะไรหรอกนะครับ ผมไปทำงานในฐานะผู้บรรยายถ่ายทอดสดโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยซึ่งถ่ายทอดงานนั้นไปสู่ความรับรู้ของคนทั้งประเทศ จำได้ว่า มีการสร้างรถโดยสารจำลองเพื่อให้แขกเหรื่อทั้งหลายได้ขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศ ‘ตู้โดยสาร’ รถใต้ดินที่จะได้ใช้บริการในอนาคตด้วย

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

ของชำร่วยที่แจกเป็นที่ระลึกในงานดังกล่าวก็เป็นตู้รถไฟจำลองของรถใต้ดินเหมือนกันกับที่ทำรถขนาดเท่าของจริงตั้งแสดงไว้ในบริเวณงานนั้นแหละครับ ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าภาพทำแจกใครบ้าง รู้แต่เพียงว่าตัวเองได้รับแจกมาหนึ่งชิ้น และยังอยู่ในความครอบครองของผมจนวันนี้

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์
ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

คู่กันกับของที่ระลึก สิ่งที่ยังเก็บงำอยู่ที่บ้านของผมเช่นกันคือสูจิบัตรกำหนดการงานพิธีสำคัญดังกล่าว นอกจากกำหนดการรายละเอียดแล้ว ยังมีคำกราบบังคมรายงานของนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี และนายธีระพงษ์ อรรถจารุสิทธิ์ ผู้อำนวยการองค์การรถไฟฟ้ามหานคร (ซึ่งเป็นชื่อเก่าของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ในวันนั้นด้วย หน้าปกสูจิบัตรมีตราพระราชพิธีกาญจนาภิเษกเป็นสำคัญ เพราะในปีดังกล่าวเป็นปีมหามงคลที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์
ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

แม้จนทุกวันนี้ การก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟฟ้าและรถใต้ดินก็ยังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายกิจการไปรองรับความต้องการของประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้นพร้อมกันกับที่เมืองของเราก็มีขนาดใหญ่โตกว้างขวางขึ้นด้วยเช่นกัน อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อทุกอย่างสร้างครบตามแผนแล้ว การจราจรที่ติดขัดมโหฬารเพราะการก่อสร้างอยู่ในเวลานี้คงทุเลาเบาบางลง สมใจนึกเราเสียที

ถึงวันนี้ก็โล่งอกแล้วนะครับว่า เมืองไทยของเราทำรถใต้ดินได้โดยน้ำไม่ท่วมอุโมงค์

คนไทยเรานั้นถ้าตั้งใจจะทำอะไรจริงแล้วก็ทำได้ทั้งนั้น โปรดเชื่อ!

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

นี่ก็ขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2564 มาได้เดือนเศษแล้ว สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 รอบใหม่ทำให้ผมมีเวลาอยู่กับบ้านมากขึ้น และแน่นอนว่า นั่นย่อมหมายความถึงการรื้อค้นสมบัติพัสถานบรรดามีในบ้านขึ้นมาจัดเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สำหรับคนที่มีอายุอานามขนาดผมแล้ว เห็นอะไรหยิบอะไรขึ้นมาแต่ละชิ้นก็ทำให้ความหลังครั้งเก่าฟูฟ่องขึ้นมาทีเดียว 

ช่วงเวลานี้เองทำให้ผมได้พบกับหนังสือหลายเล่มที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันเสียนานอีกครั้งหนึ่ง หนังสือแต่ละเล่มหน้าตาชำรุดทรุดโทรมหรือเก่าแก่ไปบ้างพอๆ กับผู้เป็นเจ้าของ แต่เรื่องราวที่อยู่แวดล้อมหนังสือเหล่านั้นยังไม่เก่าเลย ยังสดชื่นอยู่ในความทรงจำของผมเสมอ

บันทึกลับจากทุ่งใหญ่, ประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ และหนังสืออื่นๆ จากเหตุการณ์ 14 ตุลา

หนังสือชุดที่หยิบมาอวดกันคราวนี้ ปีที่จัดพิมพ์อยู่ในพุทธศักราช 2516 หรือ 2517 นับเป็นเวลาเกือบ 50 ปีเข้าไปแล้ว พ.ศ. 2516 เป็นปีที่มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นในชีวิตของผม เพราะผมได้ก้าวเดินออกจากชีวิตนักเรียนมัธยมที่อยู่ในระเบียบแบบแผนอันคุ้นเคยมานานปีแล้วเดินสู่ประตูมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นโลกใหม่สำหรับผมอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำในปีเดียวกันนั้นเอง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองก็ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย และยังเป็นที่ทรงจำกล่าวขานกันมาจนถึงทุกวันนี้

การสอบคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยยุคโน้นเรียกกันว่าสอบเอ็นทรานซ์ วันที่นักเรียนนั่งใจระทึกอยู่ในสนามสอบ น่าจะอยู่ในช่วงต้นเดือนเมษายนก่อนวันสงกรานต์ สอบเสร็จแล้วก็เป็นอันว่าหมดทุกข์ไปเปลาะหนึ่ง รอลุ้นฟังผลสอบว่าเราจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ และถ้าสอบได้จะได้เรียนที่ไหน ถ้าสอบไม่ติดจะไปเรียนอะไรต่อที่ไหนดี 

ระหว่างนั้นเองได้มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในบ้านเมือง เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งของทางราชการตกในเขตป่าทุ่งใหญ่จังหวัดกาญจนบุรี ซากเศษที่เหลือจากอุบัติเหตุครั้งนั้นส่อให้เห็นว่า เฮลิคอปเตอร์เครื่องดังกล่าวได้ถูกใช้เป็นพาหนะสำหรับอภิสิทธิ์ชนจำนวนหนึ่งเข้าไปล่าสัตว์ในเขตป่าดังกล่าว ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย 

เมื่อข่าวดังกล่าวอึกทึกครึกโครมขึ้น แทนที่ทางผู้หลักผู้ใหญ่จะใช้สูตรตอบคำถามว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน เพื่อถ่วงเวลาหรือซื้อเวลาตามแนวปฏิบัติของประเทศไทย กลับมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลระดับนายกรัฐมนตรีออกมาแอ่นอกชี้แจงว่า บุคคลในคณะเดินทางดังกล่าวไปราชการลับ

คราวนี้ก็ยุ่งใหญ่เลยสิครับ พยานหลักฐานสารพัดโผล่ขึ้นมารายรอบและบ่งชี้ไปในทำนองเดียวกัน ว่าคณะเดินทางที่ว่านั้นเข้าไปล่าสัตว์ในเขตหวงห้ามจริงๆ ผู้ร่วมคณะนั้นมีไปจนกระทั่งดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยดังกล่าว

เมื่อรัฐบาลออกมาเป็นหนังหน้าไฟเช่นนั้น การวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณะชนจึงมุ่งเป้าไปที่รัฐบาลด้วยเป็นธรรมดา เด็กมัธยมที่กำลังจะเปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นไปนุ่งกางเกงขายาวในฐานะนิสิตมหาวิทยาลัยอย่างผม ย่อมตื่นเต้นสนใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะบรรยากาศของสังคมในเวลานั้น รู้สึกอึดอัดเต็มทีแล้วกับการที่เรามีรัฐบาลทหารสืบเนื่องกันมาหลายยุค รัฐธรรมนูญก็มัวแต่ยกร่างกันอยู่นั่น แล้วไม่มีท่าทีว่าจะเสร็จเมื่อไหร่สักที

ยุคสมัยนั้น การสื่อสารสาธารณะจำกัดจำเขี่ยมากครับ เราไม่มี LINE ไม่มี Facebook ไม่มี Twitter ไม่มี Instagram สำนักข่าวออนไลน์ก็ไม่มี โทรทัศน์และวิทยุทุกช่องเป็นของรัฐบาล สื่อที่เข้าถึงผู้อ่านวงกว้างได้ก็มีแต่สื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น

‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’
‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’

ระหว่างวิกฤตศรัทธาดังกล่าว ได้มีหนังสือเล่มหนึ่งเผยแพร่ต่อสาธารณะ ใช้ชื่อหนังสือว่า ‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’ หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรจัดตั้งของผู้แทนนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมตัวกันเข้า ทำงานร่วมกันกับชมรมหรือกลุ่มอนุรักษ์ของหลายมหาวิทยาลัย

ลำพังเพียงแค่หน้าปกที่เป็นรูปช้างตัวใหญ่นอนล้มกลิ้งอยู่กับพื้น มีใบบัวใบเล็กปิดอยู่บนซากช้างนั้น พร้อมกับป้ายผูกติดอยู่ที่ใบบัวว่า “ราชการลับที่เปิดเผยไม่ได้” ก็แสบเข้าไปถึงทรวงแล้ว

หนังสือเล่มนี้ฉบับพิมพ์ครั้งแรกจำนวน 5,000 เล่ม ราคาเล่มละ 5 บาทถ้วน ขายหมดไปในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง จนต้องพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองเล่มหนึ่งที่ผมเก็บรักษาไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ว่าตัวเองก็ได้อยู่รู้เห็นเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญทั้งนั้นด้วย เหตุการณ์การล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวรนี้นำไปสู่ความไม่พอใจกับท่าทีและการปฏิบัติของรัฐบาลมากยิ่งขึ้นทุกขณะ ว่าโดยย่อพอสังเขป ก็ได้แก่การเดินขบวนเพื่อประท้วงผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ให้นักศึกษาพ้นสภาพ เนื่องจากนักศึกษาดังกล่าวเขียนหนังสือประชดประชันรัฐบาลในเดือนกรกฎาคม และถัดมาอีกสองเดือน ก็มีการจับกุมนักศึกษาที่เดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และเป็นชนวนที่นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ดังที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปแล้ว

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยมีบทบาทโดดเด่นในวงการเมืองมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แน่ใจได้ว่ามีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจเป็นธรรมดา นโยบายสำคัญเรื่องหนึ่งของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ คือการเผยแพร่ความรู้เรื่องประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน ซึ่งทำโดยกว้างขวางทั่วทั้งประเทศ และได้มีการผลิตหนังสือออกมาจำนวนมากเพื่อใช้เป็นสื่อเผยแพร่ในกิจกรรมที่ว่า

‘ประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ’ ผู้จัดพิมพ์คือโครงการส่งเสริมระบบประชาธิปไตย (ครป.) ซึ่งเป็นโครงการของศูนย์นิสิตนักศึกษาฯ พิมพ์เผยแพร่ในช่วงปลาย พ.ศ. 2516

ผมยังเก็บเอาไว้ได้หนึ่งเล่มเลยครับ เล่มนี้ชื่อว่า ‘ประชาธิปไตยอย่างง่ายๆ’ ผู้จัดพิมพ์คือโครงการส่งเสริมระบบประชาธิปไตย (ครป.) ซึ่งเป็นโครงการของศูนย์นิสิตนักศึกษาฯ พิมพ์เผยแพร่ในช่วงปลาย พ.ศ. 2516 เล่มนี้ไม่ได้แจกฟรีนะครับ ขายราคาเล่มละ 2.50 บาท ยุคนั้นก็กินก๋วยเตี๋ยวได้หนึ่งชามเชียวล่ะ

ผู้เขียนบทความคนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ชื่อ ธเนศวร์ เจริญเมือง เวลานั้นน่าจะเป็นนิสิตนักศึกษาอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แต่ผมไม่ทราบรายละเอียดครับ จนอีกหลายสิบปีผ่านไป จึงได้พบว่าคนชื่อเดียวกันนี้กลายเป็นศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์อยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เสียแล้ว

อีกคนหนึ่งชื่อ สุรชาติ บำรุงสุข รายนี้เรารู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว เพราะเป็นนิสิตปีหนึ่งอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมชั้นปี แตกต่างคณะกันกับผม มาถึงวันนี้นิสิตที่ชื่อสุรชาติคนนี้ คือศาสตราจารย์สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งยุคสมัยนี่เอง ไม่ใช่ใครอื่น

เห็นไหมครับว่าอย่าได้ไปดูถูกนิสิตนักศึกษาที่เขียนบทความ 3 หน้า 5 หน้าลงหนังสือราคา 10 สลึงแบบนี้เป็นอันขาด

หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพวีรชน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ณ เมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2517

หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่อยู่ในชุดสะสมของผมสำหรับเหตุการณ์ พ.ศ. 2516 และ 2517 คือหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพวีรชน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ณ เมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2517 หนังสือเล่มนี้พิมพ์แจกครับ แต่ผมนึกไม่ออกเสร็จแล้วว่าผมได้รับแจกมาอย่างไร เพราะแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงดังกล่าวที่ท้องสนามหลวงเป็นแน่

ในหนังสือเล่มนี้ ผมสนใจเป็นพิเศษตรงแบบแปลนการก่อสร้างเมรุ ซึ่งดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและพิมพ์แทรกอยู่ในเล่ม ตำแหน่งที่สร้างเมรุนั้นอยู่ทางท้องสนามหลวงฝั่งด้านทิศเหนือ ค่อนไปทางถนนที่ลงมาจากสะพานพระปิ่นเกล้า มิได้ใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงฝั่งด้านทิศใต้เช่นงานพระบรมศพหรืองานพระศพเจ้านายคราวอื่น อาคารที่เรียกว่าเมรุซึ่งเป็นประธานของสิ่งก่อสร้างทั้งหลายนั้นตั้งอยู่กลางพื้นที่ แต่ไม่ได้เชิญศพของผู้ใดขึ้นตั้งบนเมรุนั้น หากแต่มีศาลาอีก 4 หลังอยู่รายรอบ

ถ้าความจำของผมไม่ผิดพลาด จากการดูถ่ายทอดทางโทรทัศน์ผมจำได้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงจุดฝักแคพระราชทานเพลิงแล้ว เพลิงพระราชทานวิ่งไปตามสายชนวนตรงขึ้นไปยังเมรุกลางก่อน แล้วจึงวิ่งไปตามสายชนวนแยกไปสู่ศาลาทั้ง 4 ทำนองเดียวกันกับการพระราชทานเพลิงผู้ที่เสียชีวิตจากการปราบปรามการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ที่มีขึ้นเป็นประจำทุกปีในยุคนั้น

‘ปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญ’ เป็นงานเขียนของ พันเอกสมคิด ศรีสังคม

หนังสือชุดนี้ของผมจะไม่สมบูรณ์แบบ ถ้าหากว่าผมจะไม่พูดถึงหนังสือเล่มเล็กอีกเล่มหนึ่ง เล่มนี้ชื่อว่า ‘ปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญ’ เป็นงานเขียนของ พันเอกสมคิด ศรีสังคม หนึ่งในจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ได้รับเลือกจากสมัชชาแห่งชาติอันมีนามฉายาว่า ‘สภาสนามม้า’ ในตอนปลายพ.ศ. 2516 เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีชื่อเรียกในเวลานี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2517

หนังสือเล่มนี้พันเอกสมคิดฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนพิมพ์เผยแพร่เองในปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2517 ผมได้รับแจกมาจากทางไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน

พอหยิบมาพลิกอ่านอีกครั้งหนึ่งในวันนี้ ก็ถึงบางอ้อทีเดียวว่า การเมืองไทยสมัยโน้นกับการเมืองไทยสมัยนี้ยังไม่เดินไปไหนไกลนัก มีหลักฐานอยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าวว่า ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้มีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2517 เรียกร้องให้มีการพิจารณาทบทวนสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญที่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ เห็นว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของปวงชน หนึ่งในสาระสำคัญที่ว่า คือ “ การที่ระบุให้มี 2 สภา โดยให้วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง”

ผ่านไปเกือบ 50 ปีแล้ว ประเด็นอภิปรายโต้เถียงของสังคมในเรื่องนี้ยังหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อนไปข้างไหน

อีก 50 ปีข้างหน้า คำถามแบบนี้จะยังอยู่ที่เดิมไหมครับ ใครบอกได้บ้างหนอ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load