เคยมีความรู้สึกอย่างนี้บ้างไหมครับ เวลาเราเดินทางไปต่างประเทศ จะเป็นประเทศอะไรก็แล้วแต่ แล้วเราได้ไปพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่มีในบ้านเรา ถ้าของนั้นเป็นเรื่องที่ดีงามเป็นประโยชน์ เราย่อมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงบ้านเราและอยากให้มีของอย่างนั้นเกิดขึ้นบ้าง ผมเชื่อว่าความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นในใจของเราอยู่เสมอ

เมื่อกว่า 40 ปีมาแล้ว กลางปีพุทธศักราช 2523 ผมเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ที่นครนิวยอร์กซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ผมได้พบอะไรที่แปลกใหม่หลายอย่าง ซึ่งเวลานั้นไม่มีในบ้านเรา ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น ร้านขายไก่ทอดหรือขายแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อต่างๆ เรื่อยไปจนถึงเรื่องที่สำคัญกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถใต้ดิน ซึ่งเป็นระบบที่มีโครงข่ายโยงใยครอบคลุมถึงกว่า 400 สถานี แต่ละวันมีคนใช้รถใต้ดินนับล้านคน ในขณะที่ผมผู้เดินทางไปจากเมืองไทยคุ้นเคยแต่การขึ้นรถเมล์หรือรถประจำทาง ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความเสี่ยงภัยและความแออัดติดระดับโลกไม่แพ้ใครเลยทีเดียว

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผมจะตื่นตาตื่นใจกับรถใต้ดินขบวนแรกที่ได้เห็นที่มหานครแห่งนั้นเป็นอย่างยิ่ง ทุกอย่างแปลกตาไปหมด ตั้งแต่อุโมงค์ที่ลงไปจากระดับพื้นดิน ส่วนใหญ่ต้องใช้บันไดเดินเท้าลงไปเอง ไม่มีบันไดเลื่อน ข้อนี้ก็เข้าใจได้ เพราะระบบใต้ดินของเมืองนิวยอร์กสร้างมาตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1904 ถ้าคิดเป็นพุทธศักราชแบบบ้านเราก็คือปีพุทธศักราช 2447 ปลายรัชกาลที่ 5 นู่น ตอนนั้นคงยังไม่มีใครรู้จักบันไดเลื่อนกระมัง

พอลงไปถึงสถานีที่อยู่ใต้ดินในระดับความลึกเท่ากับตึกหลายชั้น กลิ่นอายของสถานีรถใต้ดินของนิวยอร์กก็มีความอบอวลที่เป็นกลิ่นเฉพาะของตัวเอง ชนิดที่เขียนคำอธิบายไม่ถูกกันเลยทีเดียว แต่ขบวนรถใต้ดินของเขามาตรงเวลา และมีความถี่อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้

ตลอดระยะเวลาที่ผมได้เรียนหนังสืออยู่ที่นครแห่งนั้น ผมจึงได้ใช้รถใต้ดินของเขาอยู่เสมอ และแน่นอนว่า ในหัวใจและในสมองย่อมมีคำถามว่า เมื่อไหร่บ้านเราจะมีพาหนะเดินทางแบบนี้ สำหรับขนส่งประชาชนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งด้วยความสะดวกสบายตรงเวลาแบบเขาบ้างหนอ

ด้วยความรู้งูๆ ปลาๆ แบบของผม ทำให้พอทราบว่า ระบบรถใต้ดินอย่างนี้เกิดขึ้นที่เมืองลอนดอนเป็นแห่งแรกในโลก คนทั่วไปเรียกเป็นภาษาปากว่า Tube ซึ่งแปลว่าท่อ อันหมายถึงอุโมงค์ที่รถใต้ดินวิ่งไปมานั่นเอง รถใต้ดินของเขาเริ่มให้บริการครั้งแรกเมื่อปีคริสตศักราช 1863 หรือพุทธศักราช 2406 ในรัชกาลของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ตรงกับรัชกาลที่ 4 ของเมืองไทย เก่าดึกดำบรรพ์ขึ้นไปกว่ารถใต้ดินของนครนิวยอร์กอีกหลายสิบปี

เมื่อผมเรียนหนังสือจบจากนิวยอร์กและกลับมาสอนหนังสือเป็นครูบาอาจารย์อยู่ในเมืองไทย ผมได้ใส่ใจติดตามข่าวคราวเรื่องนี้อยู่เสมอ ว่าเมื่อไหร่บ้านเราจะมีรถใต้ดินกับเขาบ้าง สำหรับชาวบ้านร้านตลาดธรรมดาก็มีความสงสัยเป็นกำลังว่า บ้านเราจะทำรถใต้ดินแบบเมืองอื่นเขาได้หรือ เพราะบ้านเราเป็นที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมอยู่เสมอ ถ้าทำรถใต้ดินแล้วฝนตกหนัก รถใต้ดินต้องจมน้ำแน่เลย อะไรทำนองนี้

ส่วนผมเองนั้นมีความเชื่อตรงกันข้าม ผมนึกว่ามนุษย์เรามีความสามารถเกินกว่ายุคหินยุคโลหะมาไกลมากแล้ว ปัญหาที่คิดว่าน้ำจะท่วมอุโมงค์รถใต้ดินนั้น น่าจะไม่เกินความสามารถของผู้มีความรู้ทางวิศวกรรมซึ่งบ้านเรามีอยู่มากมาย ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ใครจะเป็นคนกล้าตัดสินใจให้มีการลงทุนในเรื่องนี้ และจะเริ่มนับหนึ่งกันเมื่อไหร่ต่างหาก

นอกเหนือจากรถใต้ดินแล้ว ระบบขนส่งมวลชนอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอยู่ในนานาประเทศ คือจัดให้รถที่ว่าวิ่งอยู่บนดิน หรือยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นรถวิ่งลอยฟ้า โดยทำเสาสูงขึ้นไปรับระบบราง เพื่อให้รถวิ่งอยู่ในระดับที่ไม่ก่อกวนความเป็นไปในระดับพื้นราบของรถยนต์ธรรมดา ระบบนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ผ่านไปอีกร่วม 20 ปี บ้านเราจึงมีการตัดสินใจทำระบบขนส่งมวลชนที่จำเป็นสำหรับมหานครขนาดใหญ่กับเขาบ้าง ในเวลาไล่เลี่ยใกล้เคียงกันก็ทำทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินไปพร้อมกัน ถ้าความเข้าใจของผมไม่ผิดพลาด รถไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องที่เอกชนมารับสัมปทานไปดำเนินการ ลงทุนเองจัดการเองทั้งหมด มีชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการว่า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เรียกโดยย่อว่า BTS บริษัทนี้ถนัดเหาะเหินเดินอากาศครับ ทำรถไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ระดับยอดเสาสูงตามแนวถนนอย่างเดียว

ส่วนรถขนส่งมวลชนอีกระบบหนึ่งที่เป็นรถใต้ดินนั้น ทางราชการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นเพื่อดำเนินการโดยเฉพาะ เรียกว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เรียกย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า MRT

ด้วยอายุอานามเวลานี้ผมต้องกลับไปค้นคว้าเพิ่มเติมจึงได้ข้อมูลว่า รถที่ผมเรียกเองตามภาษาปากว่ารถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช 2542 และถ้าความทรงจำของผมไม่ผิดพลาด วันที่เปิดอย่างเป็นทางการนั้นคือวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 ซึ่งเป็นวาระเฉลิมพระชนมพรรษาหกรอบหรือ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินก่อน

ส่วนรถใต้ดินเอ็มอาร์ทีซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนอีกระบบหนึ่งที่จัดสร้างโดยทางราชการ เปิดเดินรถหลังจากนั้นราว 5 ปี คือเริ่มเดินรถ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พุทธศักราช 2547 มีชื่อเส้นทางสายแรกอย่างเป็นทางการว่า เฉลิมรัชมงคล ในวันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าพร้อมด้วยสมเด็จพระพันปีหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนรถใต้ดินเป็นสิริมงคลแก่กิจการ ที่เป็นของแปลกใหม่ในประเทศไทยด้วย

ทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินเมื่อแรกเปิดทำการนั้นก็มีเส้นทางที่ให้บริการและจำนวนสถานีในเส้นทางไม่มากเท่าไหร่ จากนั้นไปต่างฝ่ายต่างก็ขยายเส้นทางการให้บริการออกไปยืดยาว โดยมีโครงข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งของกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ตัวอย่างเช่นรถไฟฟ้าสายดั้งเดิมที่แต่ก่อนวิ่งจากเพียงแค่หมอชิตไปจนถึงอ่อนนุช เวลานี้ก็วิ่งข้ามพื้นที่ถึงสามจังหวัดเข้าไปแล้ว คือสถานีคูคตที่จังหวัดปทุมธานี วิ่งทะลุกรุงเทพมหานครไปจนถึงจังหวัดสมุทรปราการ มีปลายทางอยู่ที่สถานีเคหะ ใกล้กันกับบางปูโน่น

ส่วนรถใต้ดินที่เดิมวิ่งอยู่ในเส้นทางจากหมอชิตไปถึงหัวลำโพง ตอนนี้ก็ขยายบริการไปไกลมากแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เพิ่งจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดเส้นทางต่อขยายของรถใต้ดินดังกล่าวเมื่อไม่กี่เพลามานี้

อย่างไรก็ดี ด้วยที่มาที่ไปที่รถไฟฟ้าบีทีเอสกับรถใต้ดินเอ็มอาร์ทีเป็นกิจการคนละเจ้าของและต่างคนต่างทำมาหาได้ ประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้บริการจึงพบว่า ระบบการเชื่อมต่อระหว่างการขนส่งมวลชนสองชนิดนี้ไม่ได้ออกแบบให้เป็นการเชื่อมเนื้อเดียวกันมาตั้งแต่ต้น ภาพที่เราพบเห็นจึงเป็นการที่ผู้โดยสารต้องออกจากระบบหนึ่งแล้วเดินไปเข้าอีกระบบหนึ่ง เช่น ที่เกิดขึ้นที่สถานีศาลาแดงของรถไฟฟ้ากับสถานีสีลมของรถใต้ดิน เป็นต้น

ระบบบัตรโดยสารก็คนละกิจการกัน ผมเองไปไหนมาไหนก็ต้องพกบัตรสองใบของแต่ละกิจการติดตัวอยู่เสมอ

ไม่เป็นไรครับ ถึงไม่ได้อะไรเต็มร้อยดั่งใจ แต่เท่าที่มีอยู่เวลานี้ก็ถือว่าใช้การได้ดีแล้วในระดับหนึ่ง เวลาผ่านไปรวดเร็วมากครับ ก่อนที่รถใต้ดินจะเปิดทำการในปีพุทธศักราช 2547 ย้อนหลังไปอีกแปดปี ในวันที่ 19 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2539 เมื่อการก่อสร้างรถใต้ดินดำเนินการไปได้ระยะหนึ่งพอที่จะประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แล้ว รัฐบาลได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ระบบรถใต้ดินที่ว่า โอกาสนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงประกอบพิธีดังกล่าวที่บริเวณมณฑลพิธีหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพหรือที่ชาวบ้านเรียกกันโดยทั่วไปว่าสถานีหัวลำโพง

ในงานพิธีนั้น ผมมีโอกาสไปร่วมพิธีด้วย แต่ไม่ใช่ในฐานะแขกผู้มีเกียรติอะไรหรอกนะครับ ผมไปทำงานในฐานะผู้บรรยายถ่ายทอดสดโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยซึ่งถ่ายทอดงานนั้นไปสู่ความรับรู้ของคนทั้งประเทศ จำได้ว่า มีการสร้างรถโดยสารจำลองเพื่อให้แขกเหรื่อทั้งหลายได้ขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศ ‘ตู้โดยสาร’ รถใต้ดินที่จะได้ใช้บริการในอนาคตด้วย

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

ของชำร่วยที่แจกเป็นที่ระลึกในงานดังกล่าวก็เป็นตู้รถไฟจำลองของรถใต้ดินเหมือนกันกับที่ทำรถขนาดเท่าของจริงตั้งแสดงไว้ในบริเวณงานนั้นแหละครับ ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าภาพทำแจกใครบ้าง รู้แต่เพียงว่าตัวเองได้รับแจกมาหนึ่งชิ้น และยังอยู่ในความครอบครองของผมจนวันนี้

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์
ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

คู่กันกับของที่ระลึก สิ่งที่ยังเก็บงำอยู่ที่บ้านของผมเช่นกันคือสูจิบัตรกำหนดการงานพิธีสำคัญดังกล่าว นอกจากกำหนดการรายละเอียดแล้ว ยังมีคำกราบบังคมรายงานของนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี และนายธีระพงษ์ อรรถจารุสิทธิ์ ผู้อำนวยการองค์การรถไฟฟ้ามหานคร (ซึ่งเป็นชื่อเก่าของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ในวันนั้นด้วย หน้าปกสูจิบัตรมีตราพระราชพิธีกาญจนาภิเษกเป็นสำคัญ เพราะในปีดังกล่าวเป็นปีมหามงคลที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์
ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

แม้จนทุกวันนี้ การก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟฟ้าและรถใต้ดินก็ยังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายกิจการไปรองรับความต้องการของประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้นพร้อมกันกับที่เมืองของเราก็มีขนาดใหญ่โตกว้างขวางขึ้นด้วยเช่นกัน อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อทุกอย่างสร้างครบตามแผนแล้ว การจราจรที่ติดขัดมโหฬารเพราะการก่อสร้างอยู่ในเวลานี้คงทุเลาเบาบางลง สมใจนึกเราเสียที

ถึงวันนี้ก็โล่งอกแล้วนะครับว่า เมืองไทยของเราทำรถใต้ดินได้โดยน้ำไม่ท่วมอุโมงค์

คนไทยเรานั้นถ้าตั้งใจจะทำอะไรจริงแล้วก็ทำได้ทั้งนั้น โปรดเชื่อ!

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

น่าจะเป็นความปรารถนาของคนจำนวนไม่น้อยที่อยากจะรู้รากเหง้าของตัวเองและครอบครัวว่ามาจากที่ไหน ตัวเองมีเลือดเนื้อเชื้อไขของคนไทย คนจีน คนมอญ หรือชาติอะไรก็ให้ว่ามา ยิ่งถ้ายกระดับขึ้นเป็นระดับชาติ คำถามยอดนิยมที่ติดระดับท็อปฮิตข้อแรกๆ มาแต่ไหนแต่ไรย่อมได้แก่คำถามว่า ผู้ที่เรียกตัวเองว่าคนไทยมีต้นทางของความเป็นคนไทยมาจากที่ไหน

สมัยที่ผมเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาเมื่อราว 60 ปีมาแล้ว ตำราเรียนบอกว่า ต้นกำเนิดของคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต ในประเทศจีน ความรู้แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว ไม่ได้ขวนขวายอยากรู้ต่อไปเลยว่าเจ้าภูเขาที่ว่านี้อยู่ตรงไหนกันแน่ ผมเป็นคนเชื่อคนง่าย ว่าอะไรก็ว่าตามกันครับ

อันที่จริงชุดความรู้ที่ว่าคนไทยมาจากดินแดนทางใต้ของจีน แล้วถูกรุกรานจึงต้องถอยร่นลงมาอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ จนกระทั่งประชิดติดทะเล แบบที่ต้องพูดปลุกใจให้ฮึกเหิมว่า “เราถอยไปที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว” ไม่ได้เป็นความรู้เพียงแค่ของคนรุ่นผมเท่านั้น แต่น่าจะย้อนยุคขึ้นมาได้อีกอย่างน้อยหนึ่งชั่วคน คือย้อนขึ้นไปถึงสมัยพ่อแม่ของผม ซึ่งเติบโตขึ้นในยุคสมัยที่เชื่อผู้นำแล้วชาติจะพ้นภัย ข้อมูลชุดนี้ได้รับการตอกย้ำและเผยแพร่อย่างเป็นจริงเป็นจังมาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว

น่าแปลกไหมครับถ้าผมจะตั้งข้อสังเกตว่า ตำรับตำราหรือหนังสือที่บอกว่าคนไทยมาจากตอนใต้ของจีนนั้น ถ้าเป็นหนังสือเก่าอายุประมาณ 100 ปีหรือย้อนหลังขึ้นไปเก่ากว่านั้น ผมยังไม่เคยพบผ่านตาเลย นั่นน่าจะหมายความว่าหนังสือเช่นว่าไม่มีอยู่ หรือถ้ามีอยู่ก็เป็นจำนวนน้อยฉบับ และไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณะอย่างจริงจัง

เอาเถิดครับ สรุปเบื้องต้นว่าเมื่อตอนผมเป็นเด็กนักเรียนประถม ผมเข้าใจตามที่กระทรวงศึกษาธิการบอกว่า บรรพบุรุษไทยยุคแรกของผมเดินทางมาจากเทือกเขาอัลไต ซึ่งอยู่ที่เมืองจีนโน่น

พอเวลาผ่านไป อายุมากขึ้น เรียนหนังสือชั้นสูงขึ้น มาถึงยุคสมัยที่ผมเรียนชั้นมัธยมศึกษา ในพุทธศักราช 2510 มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในเมืองไทยเรื่องหนึ่ง นั่นคือการขุดค้นหลักฐานทางโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ ทำให้เราได้พบอะไรต่อมิอะไรจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีจุดเด่นหรือชื่อที่เป็นที่สนใจกันในวงกว้างคือ บ้านเชียง

บ้านเชียงนี้เป็นชื่อของตำบลหนึ่งในอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี

ก่อนจะพูดคุยฟุ้งซ่านอะไร ต่อไปขอนิยามเสียก่อนครับว่า ‘ยุคก่อนประวัติศาสตร์’ คืออะไร

เรามาตกลงกันก่อนว่า ยุคประวัติศาสตร์นั้นคือยุคสมัยที่มีการจดเรื่องราวต่างๆ เป็นลายลักษณ์อักษร จะจดครบจดขาด จดจริงจดปลอมอะไรก็ไม่ว่ากัน ถ้าถอยหลังขึ้นไปก่อนนั้นคือช่วงเวลาที่ยังไม่มีการจดเรื่องราวต่างๆ ไว้เป็นหลักฐาน ตรงนั้นล่ะครับคือก่อนประวัติศาสตร์ การศึกษาเรียนรู้เรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์จึงไม่ได้ทำโดยอาศัยเอกสารเป็นเครื่องมือ หากแต่อาศัยการขุดค้นหลักฐานที่ส่วนมากถูกกลบฝังอยู่ใต้พื้นดิน เนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของวันเวลา แล้วนำมาเป็นเครื่องบ่งชี้เพื่อสันนิษฐาน หรือบอกให้เรารู้ว่าผู้คนในยุคนั้นเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร

ความรู้ทางวิชาโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์นี้ ต้องนับว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยเรา กว่าจะเริ่มมีการศึกษาอย่างจริงจังก็เป็นช่วงหลังเวลาสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านพ้นไปแล้ว ดูเหมือนต้นทางจะเนื่องมาจากมีเชลยสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรคนหนึ่งที่ถูกจับมาคุมขังอยู่ในค่ายของญี่ปุ่น ที่จังหวัดกาญจนบุรี คุณคนนี้เป็นนักโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์ ระหว่างถูกบังคับให้ทำทางรถไฟไปเมืองพม่า ได้ไปพบหลักฐานทางโบราณคดีหลายอย่างที่ส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ในเมืองไทย เมื่อสงครามเลิกแล้ว คุณคนที่ว่าได้ย้อนกลับมาทำการศึกษาอย่างจริงจัง ทางราชการไทยจึงเข้ามาทำงานในเรื่องนี้ด้วย และขยายผลจนกระทั่งความรู้แตกดอกออกช่อไปอีกเป็นอันมาก

นั่นหมายความว่า แรกทีเดียวเรามีแหล่งขุดค้นโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์อยู่ที่เมืองกาญจนบุรีเป็นสำคัญ ตอนผมเป็นเด็กตัวเล็กตัวน้อยก็เคยได้ยินชื่อของแหล่งขุดค้นทางโบราณคดี ที่ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี มาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ดังเปรี้ยงปร้างเท่ากันกับเรื่องราวของบ้านเชียงหรอกครับ

อย่างที่ผมเกริ่นในเบื้องต้นแล้วว่า บ้านเชียงมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาเมื่อพุทธศักราช 2510 เริ่มต้นจากการพบภาชนะดินเผามีลวดลายวิจิตรพิสดาร มีแหล่งใหญ่อยู่ที่บ้านเชียงดังที่ว่า แต่ไม่ได้จำกัดบริเวณอยู่ที่ตำบลบ้านแห่งนั้นที่เดียว หากแต่มีการค้นพบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกันกว้างขวางออกไปในบริเวณโดยรอบ ทั้งที่เป็นอำเภออื่นในจังหวัดอุดรธานีเอง และจังหวัดอื่นที่อยู่ใกล้เคียงอีก 3 จังหวัด ได้แก่จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม และจังหวัดขอนแก่น

สิ่งของที่ค้นพบนั้นมีทั้งในระดับใกล้ผิวดินและระดับใต้ดินที่อยู่ลึกลงไปหลายชั้นดิน มีทั้งวัตถุที่ทำด้วยดินเผา เป็นภาชนะหรือเครื่องใช้ไม้สอยรูปทรงต่างๆ บางทีก็เป็นเครื่องมือสำริด เรื่อยไปจนถึงโครงกระดูกที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน พร้อมกับภาชนะดินเผาวางอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าเป็นการปฏิบัติตามพิธีกรรมความเชื่อในยุคนั้น

คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจของคนไทยทั้งหลายรวมทั้งผมด้วยคือ อายุอานามของวัฒนธรรมเหล่านี้จะอยู่ประมาณสักเท่าใดหนอ

คำถามแบบนี้จะใช้วิธีทรงเจ้าเข้าผีย้อนกลับไปถามเจ้าของหม้อดินเผาเห็นจะไม่สำเร็จเป็นแน่

ไม่เป็นไรครับ โชคดีที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์เราก้าวหน้าไปพอสมควร ด้วยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยวิธีการที่เรียกว่าอะไรก็ช่างเถิด เพราะชื่อฟังดูขยุกขยุยเต็มที เราได้รู้ว่าอายุของเครื่องปั้นดินเผาของวัฒนธรรมบ้านเชียงนี้มีอายุเก่าแก่ย้อนหลังไปประมาณ 4,000 – 6,000 ปี

คราวนี้ก็เลยตื่นเต้นกันใหญ่สิครับ ความตื่นเต้นนี้มีทั้งในแวดวงวิชาการ รวมถึงแวดวงนักค้าของเก่า นักสะสมของเก่าด้วย

และต้องไม่ลืมว่าในยุคนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีสงครามเวียดนาม กองทัพสหรัฐฯ ได้เข้ามาตั้งฐานทัพในเมืองไทยหลายจังหวัด รวมทั้งจังหวัดอุดรธานีและอีกหลายจังหวัดในภาคอีสานของเรา

จึงไม่น่าแปลกใจที่ข้าวของยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเขียนสีเป็นลวดลายต่างๆ อันเป็นลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมบ้านเชียง จะมิได้มีอยู่แต่เฉพาะในความดูแลครอบครองของกรมศิลปากร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงเท่านั้น แต่ได้ไปอยู่ในบ้านของคนโน้นคนนี้ ทั้งในเมืองไทยและเมืองนอกเป็นอันมาก

จะถามว่าบ้านใครบ้าง คดีก็ขาดอายุความหมดแล้ว ผมเองก็ไม่อยากก่อคดีใหม่ เป็นคดีหมิ่นประมาทหรืออะไรเทือกนั้น ให้เดือดร้อนกับชีวิตเปล่าๆ

เอาเป็นว่าละไว้ในฐานที่ไม่เข้าใจก็แล้วกัน

ตั้งแต่มีการขุดค้นทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบที่บ้านเชียงและแหล่งขุดค้นอื่นในปริมณฑล หลักฐานทั้งหลายทำให้เราพอจะประมวลความได้ว่า ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเรานั้นมีผู้คนอยู่อาศัยมาช้านานแล้วตั้งแต่ยุคหินใหม่ตอนปลาย ยุคสำริด เรื่อยมาจนถึงยุคประวัติศาสตร์ แม้จนปัจจุบัน

นี่เองเป็นที่มาของคำถามหรือทฤษฎีใหม่ว่า คนเหล่านี้เป็นใคร จะเป็นต้นทางของความเป็นคนไทยในปัจจุบันใช่หรือไม่

คำถามแบบนี้ต้องให้คนที่มีความรู้ลึกซึ้งเขาอภิปรายอธิบายกันต่อไป

สำหรับผมซึ่งเป็นคนธรรมดาสามัญ ก็ได้แต่ติดตามข่าวคราวด้วยความสนใจ ตัวอย่างหลักฐานเอกสารที่ยังเก็บงำไว้ในบ้านเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างน้อยก็มี 2 ชิ้นครับ

แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต

รายการแรกเป็นหนังสือเรื่อง ‘มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียง’ กรมศิลปากรเป็นผู้จัดพิมพ์ถวายพระภิกษุสามเณรที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ในเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช 2516 หน้าปกเป็นรูปภาชนะดินเผาเขียนสี แม้จัดพิมพ์ด้วยเทคนิคขาวดำ แต่ก็พอทำให้เราเห็นความงามของภาชนะชิ้นดังกล่าวได้พอควรเลยทีเดียว

แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต
แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต

ชื่อเสียงและความสนใจของชาวโลกเกี่ยวกับวัฒนธรรมบ้านเชียงไม่ได้จำกัดอยู่เป็นแค่เมืองไทยของเราเท่านั้น อีก 12 ปีต่อมา ในพุทธศักราช 2528 ผมเรียนจบและทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือได้หลายปีแล้ว จังหวะชีวิตทำให้ผมมีโอกาสเดินทางไปที่เมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ประจวบเวลากันกับที่ Natural History Museum of Los Angeles County ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองนั้นจัดแสดงนิทรรศการพิเศษเรื่องบ้านเชียงพอดี แบบนี้ผมจะไปรอดเหรอครับ

ว่าแล้วผมก็จัดตารางชีวิตของตัวเองให้ได้มีโอกาสไปชมนิทรรศการดังกล่าว สิ่งของที่จัดแสดงนั้นมีทั้งการหยิบยืมมาจากกรมศิลปากรของประเทศไทย จากพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย และจากสถาบันสมิธโซเนียน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นิทรรศการนี้เขาจัดได้อะร้าอร่ามมาก ดีทั้งในแง่ของความรู้ ดีทั้งในแง่การนำเสนอ และน่าชมในเรื่องของความอุตสาหะ ระดมข้าวของจากหลายแหล่งมาจัดแสดงพร้อมกัน เป็นเวลานานราว 3 เดือน ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม

ระหว่างที่เดินดูนิทรรศการก็แอบภูมิใจลึกๆ ว่า นี่ไงของจากบ้านฉัน

แม้จนทุกวันนี้ผมยังเก็บแผ่นพับที่แจกประกอบนิทรรศการดังกล่าวไว้ในสมบัติบ้าของผมเลยครับ

แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต
แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต

แน่นอนว่า แผ่นพับที่พิมพ์แจกที่งานดังกล่าวต้องเป็นแผ่นพับภาษาอังกฤษตลอดทุกหน้า ยกเว้นใบปกที่มีการพิมพ์ตัวหนังสือไทยไว้ด้วย 2 บรรทัด มีข้อความว่า

แกะรอย ‘บ้านเชียง’ การขุดค้นที่ทำให้คนไทยเลิกเชื่อว่าเรามาจากเทือกเขาอัลไต

“บ้านเชียง

การค้นพบยุคสัมฤทธิ์ที่สาปสูญ”

ขณะที่ภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า

“Ban Chiang

Discovery of a Lost Bronze Age”

เนื้อความตอนหนึ่งในแผ่นพับบอกเล่าว่า อายุเริ่มต้นของวัฒนธรรมบ้านเชียงอยู่ที่ประมาณ 3,600 ถึง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล (ca. 3,600 – 1,000 B.C.)

ว้าว! ไหมล่ะคุณ

ถ้าจะวิ่งไปดูนิทรรศการเรื่องนี้ที่อเมริกาตอนนี้ไม่ทันแล้วครับ เขาเลิกไปหลายปีแล้ว แต่ถ้าอยากดูของจริงของแท้ประกอบกับดูสถานที่จริงด้วย ขอเชิญไปที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ที่นั่นกรมศิลปากรของเราได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็นการถาวร ถ้าแวะเวียนผ่านไปแถวนั้นไม่ควรพลาดนะครับ

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load