เคยมีความรู้สึกอย่างนี้บ้างไหมครับ เวลาเราเดินทางไปต่างประเทศ จะเป็นประเทศอะไรก็แล้วแต่ แล้วเราได้ไปพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่มีในบ้านเรา ถ้าของนั้นเป็นเรื่องที่ดีงามเป็นประโยชน์ เราย่อมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงบ้านเราและอยากให้มีของอย่างนั้นเกิดขึ้นบ้าง ผมเชื่อว่าความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นในใจของเราอยู่เสมอ

เมื่อกว่า 40 ปีมาแล้ว กลางปีพุทธศักราช 2523 ผมเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ที่นครนิวยอร์กซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ผมได้พบอะไรที่แปลกใหม่หลายอย่าง ซึ่งเวลานั้นไม่มีในบ้านเรา ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น ร้านขายไก่ทอดหรือขายแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อต่างๆ เรื่อยไปจนถึงเรื่องที่สำคัญกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถใต้ดิน ซึ่งเป็นระบบที่มีโครงข่ายโยงใยครอบคลุมถึงกว่า 400 สถานี แต่ละวันมีคนใช้รถใต้ดินนับล้านคน ในขณะที่ผมผู้เดินทางไปจากเมืองไทยคุ้นเคยแต่การขึ้นรถเมล์หรือรถประจำทาง ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความเสี่ยงภัยและความแออัดติดระดับโลกไม่แพ้ใครเลยทีเดียว

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผมจะตื่นตาตื่นใจกับรถใต้ดินขบวนแรกที่ได้เห็นที่มหานครแห่งนั้นเป็นอย่างยิ่ง ทุกอย่างแปลกตาไปหมด ตั้งแต่อุโมงค์ที่ลงไปจากระดับพื้นดิน ส่วนใหญ่ต้องใช้บันไดเดินเท้าลงไปเอง ไม่มีบันไดเลื่อน ข้อนี้ก็เข้าใจได้ เพราะระบบใต้ดินของเมืองนิวยอร์กสร้างมาตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1904 ถ้าคิดเป็นพุทธศักราชแบบบ้านเราก็คือปีพุทธศักราช 2447 ปลายรัชกาลที่ 5 นู่น ตอนนั้นคงยังไม่มีใครรู้จักบันไดเลื่อนกระมัง

พอลงไปถึงสถานีที่อยู่ใต้ดินในระดับความลึกเท่ากับตึกหลายชั้น กลิ่นอายของสถานีรถใต้ดินของนิวยอร์กก็มีความอบอวลที่เป็นกลิ่นเฉพาะของตัวเอง ชนิดที่เขียนคำอธิบายไม่ถูกกันเลยทีเดียว แต่ขบวนรถใต้ดินของเขามาตรงเวลา และมีความถี่อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้

ตลอดระยะเวลาที่ผมได้เรียนหนังสืออยู่ที่นครแห่งนั้น ผมจึงได้ใช้รถใต้ดินของเขาอยู่เสมอ และแน่นอนว่า ในหัวใจและในสมองย่อมมีคำถามว่า เมื่อไหร่บ้านเราจะมีพาหนะเดินทางแบบนี้ สำหรับขนส่งประชาชนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งด้วยความสะดวกสบายตรงเวลาแบบเขาบ้างหนอ

ด้วยความรู้งูๆ ปลาๆ แบบของผม ทำให้พอทราบว่า ระบบรถใต้ดินอย่างนี้เกิดขึ้นที่เมืองลอนดอนเป็นแห่งแรกในโลก คนทั่วไปเรียกเป็นภาษาปากว่า Tube ซึ่งแปลว่าท่อ อันหมายถึงอุโมงค์ที่รถใต้ดินวิ่งไปมานั่นเอง รถใต้ดินของเขาเริ่มให้บริการครั้งแรกเมื่อปีคริสตศักราช 1863 หรือพุทธศักราช 2406 ในรัชกาลของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ตรงกับรัชกาลที่ 4 ของเมืองไทย เก่าดึกดำบรรพ์ขึ้นไปกว่ารถใต้ดินของนครนิวยอร์กอีกหลายสิบปี

เมื่อผมเรียนหนังสือจบจากนิวยอร์กและกลับมาสอนหนังสือเป็นครูบาอาจารย์อยู่ในเมืองไทย ผมได้ใส่ใจติดตามข่าวคราวเรื่องนี้อยู่เสมอ ว่าเมื่อไหร่บ้านเราจะมีรถใต้ดินกับเขาบ้าง สำหรับชาวบ้านร้านตลาดธรรมดาก็มีความสงสัยเป็นกำลังว่า บ้านเราจะทำรถใต้ดินแบบเมืองอื่นเขาได้หรือ เพราะบ้านเราเป็นที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมอยู่เสมอ ถ้าทำรถใต้ดินแล้วฝนตกหนัก รถใต้ดินต้องจมน้ำแน่เลย อะไรทำนองนี้

ส่วนผมเองนั้นมีความเชื่อตรงกันข้าม ผมนึกว่ามนุษย์เรามีความสามารถเกินกว่ายุคหินยุคโลหะมาไกลมากแล้ว ปัญหาที่คิดว่าน้ำจะท่วมอุโมงค์รถใต้ดินนั้น น่าจะไม่เกินความสามารถของผู้มีความรู้ทางวิศวกรรมซึ่งบ้านเรามีอยู่มากมาย ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ใครจะเป็นคนกล้าตัดสินใจให้มีการลงทุนในเรื่องนี้ และจะเริ่มนับหนึ่งกันเมื่อไหร่ต่างหาก

นอกเหนือจากรถใต้ดินแล้ว ระบบขนส่งมวลชนอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอยู่ในนานาประเทศ คือจัดให้รถที่ว่าวิ่งอยู่บนดิน หรือยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นรถวิ่งลอยฟ้า โดยทำเสาสูงขึ้นไปรับระบบราง เพื่อให้รถวิ่งอยู่ในระดับที่ไม่ก่อกวนความเป็นไปในระดับพื้นราบของรถยนต์ธรรมดา ระบบนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ผ่านไปอีกร่วม 20 ปี บ้านเราจึงมีการตัดสินใจทำระบบขนส่งมวลชนที่จำเป็นสำหรับมหานครขนาดใหญ่กับเขาบ้าง ในเวลาไล่เลี่ยใกล้เคียงกันก็ทำทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินไปพร้อมกัน ถ้าความเข้าใจของผมไม่ผิดพลาด รถไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องที่เอกชนมารับสัมปทานไปดำเนินการ ลงทุนเองจัดการเองทั้งหมด มีชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการว่า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เรียกโดยย่อว่า BTS บริษัทนี้ถนัดเหาะเหินเดินอากาศครับ ทำรถไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ระดับยอดเสาสูงตามแนวถนนอย่างเดียว

ส่วนรถขนส่งมวลชนอีกระบบหนึ่งที่เป็นรถใต้ดินนั้น ทางราชการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจขึ้นเพื่อดำเนินการโดยเฉพาะ เรียกว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เรียกย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า MRT

ด้วยอายุอานามเวลานี้ผมต้องกลับไปค้นคว้าเพิ่มเติมจึงได้ข้อมูลว่า รถที่ผมเรียกเองตามภาษาปากว่ารถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช 2542 และถ้าความทรงจำของผมไม่ผิดพลาด วันที่เปิดอย่างเป็นทางการนั้นคือวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 ซึ่งเป็นวาระเฉลิมพระชนมพรรษาหกรอบหรือ 72 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินก่อน

ส่วนรถใต้ดินเอ็มอาร์ทีซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนอีกระบบหนึ่งที่จัดสร้างโดยทางราชการ เปิดเดินรถหลังจากนั้นราว 5 ปี คือเริ่มเดินรถ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พุทธศักราช 2547 มีชื่อเส้นทางสายแรกอย่างเป็นทางการว่า เฉลิมรัชมงคล ในวันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าพร้อมด้วยสมเด็จพระพันปีหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนรถใต้ดินเป็นสิริมงคลแก่กิจการ ที่เป็นของแปลกใหม่ในประเทศไทยด้วย

ทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินเมื่อแรกเปิดทำการนั้นก็มีเส้นทางที่ให้บริการและจำนวนสถานีในเส้นทางไม่มากเท่าไหร่ จากนั้นไปต่างฝ่ายต่างก็ขยายเส้นทางการให้บริการออกไปยืดยาว โดยมีโครงข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งของกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ตัวอย่างเช่นรถไฟฟ้าสายดั้งเดิมที่แต่ก่อนวิ่งจากเพียงแค่หมอชิตไปจนถึงอ่อนนุช เวลานี้ก็วิ่งข้ามพื้นที่ถึงสามจังหวัดเข้าไปแล้ว คือสถานีคูคตที่จังหวัดปทุมธานี วิ่งทะลุกรุงเทพมหานครไปจนถึงจังหวัดสมุทรปราการ มีปลายทางอยู่ที่สถานีเคหะ ใกล้กันกับบางปูโน่น

ส่วนรถใต้ดินที่เดิมวิ่งอยู่ในเส้นทางจากหมอชิตไปถึงหัวลำโพง ตอนนี้ก็ขยายบริการไปไกลมากแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เพิ่งจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดเส้นทางต่อขยายของรถใต้ดินดังกล่าวเมื่อไม่กี่เพลามานี้

อย่างไรก็ดี ด้วยที่มาที่ไปที่รถไฟฟ้าบีทีเอสกับรถใต้ดินเอ็มอาร์ทีเป็นกิจการคนละเจ้าของและต่างคนต่างทำมาหาได้ ประชาชนซึ่งเป็นผู้ใช้บริการจึงพบว่า ระบบการเชื่อมต่อระหว่างการขนส่งมวลชนสองชนิดนี้ไม่ได้ออกแบบให้เป็นการเชื่อมเนื้อเดียวกันมาตั้งแต่ต้น ภาพที่เราพบเห็นจึงเป็นการที่ผู้โดยสารต้องออกจากระบบหนึ่งแล้วเดินไปเข้าอีกระบบหนึ่ง เช่น ที่เกิดขึ้นที่สถานีศาลาแดงของรถไฟฟ้ากับสถานีสีลมของรถใต้ดิน เป็นต้น

ระบบบัตรโดยสารก็คนละกิจการกัน ผมเองไปไหนมาไหนก็ต้องพกบัตรสองใบของแต่ละกิจการติดตัวอยู่เสมอ

ไม่เป็นไรครับ ถึงไม่ได้อะไรเต็มร้อยดั่งใจ แต่เท่าที่มีอยู่เวลานี้ก็ถือว่าใช้การได้ดีแล้วในระดับหนึ่ง เวลาผ่านไปรวดเร็วมากครับ ก่อนที่รถใต้ดินจะเปิดทำการในปีพุทธศักราช 2547 ย้อนหลังไปอีกแปดปี ในวันที่ 19 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2539 เมื่อการก่อสร้างรถใต้ดินดำเนินการไปได้ระยะหนึ่งพอที่จะประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แล้ว รัฐบาลได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ระบบรถใต้ดินที่ว่า โอกาสนั้นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงประกอบพิธีดังกล่าวที่บริเวณมณฑลพิธีหน้าสถานีรถไฟกรุงเทพหรือที่ชาวบ้านเรียกกันโดยทั่วไปว่าสถานีหัวลำโพง

ในงานพิธีนั้น ผมมีโอกาสไปร่วมพิธีด้วย แต่ไม่ใช่ในฐานะแขกผู้มีเกียรติอะไรหรอกนะครับ ผมไปทำงานในฐานะผู้บรรยายถ่ายทอดสดโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยซึ่งถ่ายทอดงานนั้นไปสู่ความรับรู้ของคนทั้งประเทศ จำได้ว่า มีการสร้างรถโดยสารจำลองเพื่อให้แขกเหรื่อทั้งหลายได้ขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศ ‘ตู้โดยสาร’ รถใต้ดินที่จะได้ใช้บริการในอนาคตด้วย

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

ของชำร่วยที่แจกเป็นที่ระลึกในงานดังกล่าวก็เป็นตู้รถไฟจำลองของรถใต้ดินเหมือนกันกับที่ทำรถขนาดเท่าของจริงตั้งแสดงไว้ในบริเวณงานนั้นแหละครับ ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าภาพทำแจกใครบ้าง รู้แต่เพียงว่าตัวเองได้รับแจกมาหนึ่งชิ้น และยังอยู่ในความครอบครองของผมจนวันนี้

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์
ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

คู่กันกับของที่ระลึก สิ่งที่ยังเก็บงำอยู่ที่บ้านของผมเช่นกันคือสูจิบัตรกำหนดการงานพิธีสำคัญดังกล่าว นอกจากกำหนดการรายละเอียดแล้ว ยังมีคำกราบบังคมรายงานของนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี และนายธีระพงษ์ อรรถจารุสิทธิ์ ผู้อำนวยการองค์การรถไฟฟ้ามหานคร (ซึ่งเป็นชื่อเก่าของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ในวันนั้นด้วย หน้าปกสูจิบัตรมีตราพระราชพิธีกาญจนาภิเษกเป็นสำคัญ เพราะในปีดังกล่าวเป็นปีมหามงคลที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์
ย้อนตำนาน 24 ปี MRT ผ่านโมเดลรถไฟฟ้าที่แจกในวันวางศิลาฤกษ์

แม้จนทุกวันนี้ การก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟฟ้าและรถใต้ดินก็ยังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายกิจการไปรองรับความต้องการของประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้นพร้อมกันกับที่เมืองของเราก็มีขนาดใหญ่โตกว้างขวางขึ้นด้วยเช่นกัน อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อทุกอย่างสร้างครบตามแผนแล้ว การจราจรที่ติดขัดมโหฬารเพราะการก่อสร้างอยู่ในเวลานี้คงทุเลาเบาบางลง สมใจนึกเราเสียที

ถึงวันนี้ก็โล่งอกแล้วนะครับว่า เมืองไทยของเราทำรถใต้ดินได้โดยน้ำไม่ท่วมอุโมงค์

คนไทยเรานั้นถ้าตั้งใจจะทำอะไรจริงแล้วก็ทำได้ทั้งนั้น โปรดเชื่อ!

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ธงทองของเยอะ

ประวัติศาสตร์ที่ทันพบเห็นในช่วงอายุของคนอายุ 65

เคยคิดเคยฝันอยากจะให้จิตรกรผู้มีชื่อเสียงมาวาดภาพเหมือนของเราเก็บไว้เป็นมรดกสักภาพหนึ่งไหมครับ ผมเองก็เคยนึกฝันแบบนี้แต่ยังทำไม่ได้จริงสักที ด้วยข้อขัดข้องหลายประการ

ยังจำได้ดีครับว่า เมื่อตอนที่ตัวเองเป็นเด็กเรียนชั้นประถม มัธยม พอถึงวันเสาร์-อาทิตย์ พ่อแม่ก็จะพาผมกับน้องชายไปเยี่ยมคุณย่าที่บ้านรองเมือง บ้านนั้นอยู่กันหลายครอบครัวตามลักษณะสังคมแบบครอบครัวขยายของไทยดั้งเดิม จากเรือนไม้ซึ่งเป็นที่พำนักของคุณย่า มีหลังคาเชื่อมต่อไปยังอาคารที่เป็นตึก ซึ่งเป็นที่อยู่ของคุณลุงผู้เป็นพี่ชายคนใหญ่ของพ่อ บนตึกหลังนั้นมีห้องรับแขกหน้าตาโอ่อ่าหรูหราพอสมควร สมแก่ฐานะของคุณลุงซึ่งเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมอยู่ในเวลานั้น ระหว่างที่ผู้ใหญ่นั่งพูดคุยกันด้วยเรื่องสารพัด เด็กอย่างผมจะมีอะไรทำได้เล่า นอกจากการหยิบหนังสือจากตู้หนังสือของคุณย่าออกมาอ่าน หรือมิเช่นนั้นก็เดินเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ เป็นการแก้เหงาตามประสาเด็ก

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

ในห้องรับแขกของคุณลุง ฝาผนังด้านหนึ่งประดับรูปเขียนขนาดใหญ่ เป็นรูปของคุณลุงและคุณป้าแต่งเต็มยศสวยงามคู่กัน ในความรู้สึกของเด็กวัยนั้น ผมรู้สึกประทับใจมากกับรูปนี้ ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด ในภาพเขียนนั้น คุณลุง ดร.สิริลักขณ์ จันทรางศุ แต่งเต็มยศประดับสายสะพายประถมาภรณ์ช้างเผือก ยืนซ้อนข้างหลังคุณป้า คุณหญิงสงวนศรี จันทรางศุ แต่งชุดไทยสีชมพูสวยงาม ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานครบถ้วน

ผมถามผู้ใหญ่ว่ารูปนี้ใครเป็นคนวาด ก็ได้คำตอบว่าเป็นจิตรกรหรือศิลปินที่ชาวอินโดนีเซียผู้กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่เมืองไทยช่วงนั้น ชื่อว่า ระเด่นบาซูกิ

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย
ภาพ : https://www.wikiart.org/en/basuki-abdullah

ผมฟังและจดจำไว้แค่นั้น พลางนึกในใจว่า มีคำนำหน้านามว่า ‘ระเด่น’ แบบนี้ น่าจะเป็นคนมีเชื้อมีแถวอยู่เหมือนกัน ชะดีชะร้ายอาจจะเป็นญาติกับอิเหนาก็เป็นได้ เพราะครูสอนภาษาไทยบอกว่า เจ้านายเมืองชวานั้นมีคำนำหน้านาม 2 แบบ ถ้าเป็นชั้นสูงหน่อยก็ใช้คำว่าระเด่น เช่น ระเด่นมนตรี ซึ่งหมายถึงอิเหนา หรือระเด่นบุษบา แต่ถ้าเป็นเจ้านายชั้นรองลงไปจะใช้คำนำหน้านามว่า ระตู เช่น ระตูจรกา เป็นต้น

อีก 4 – 5 ปีต่อมา เป็นช่วงเวลาที่ผมเรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยแล้ว หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ
ศ. 2516
ไม่นาน ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง ผมได้ข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชินีนาถ (คือ สมเด็จพระพันปีหลวง ในปัจจุบัน) เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการภาพเขียนฝีมือระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ ที่ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี ในวันที่ 2 ธันวาคม และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมนิทรรศการดังกล่าวได้ระหว่างวันที่ 3 – 8 ธันวาคม

นี่ต้องเป็นระเด่นบาซูกิคนเดียวกันกับที่ผมเคยเห็นฝีมือมาแล้วแน่นอน

เป็นเช่นนี้แล้วผมจะยอมพลาดหรือครับ จากอาคารเรียนของผมภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใกล้กันกับถนนอังรีดูนังต์มากแล้ว การเดินเท้าไปโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งอยู่ที่แยกศาลาแดงจึงใช้เวลาเพียงนิดเดียว อาคารของโรงแรมดุสิตธานีเวลานั้นเป็นอาคารที่มีการจัดอันดับว่ามีความสูงเป็นที่ 2 ของประเทศไทย ขณะที่อันดับหนึ่งเป็นของตึกโชคชัย ตั้งอยู่ระหว่างซอยสุขุมวิท 24 กับซอย 26 ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของโรงแรมดุสิตธานีที่ชื่อว่าห้องนภาลัย ก็เป็นห้องจัดเลี้ยงที่งดงามหรูหรา จัดงานเชิญเสด็จพระราชดำเนินได้ไม่อายใครเลยทีเดียว

ในความทรงจำของนิสิตปีหนึ่งเมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้ว การได้ไปเดินชมนิทรรศการของจิตรกรหรือศิลปินฝีมือระดับนานาชาติคราวนั้นทำให้หัวใจเบิกบานแจ่มใสมาก ภาพที่นำไปจัดแสดงมีจำนวนรวมกันถึง 230 ภาพ เป็นภาพที่พระราชทานยืมมาให้จัดแสดงจำนวน 11 ภาพ เป็นพระสาทิสลักษณ์หรือภาพของผู้มีฐานานุรูปในสังคมไทยเวลานั้นอีกหลายสิบรูป ซึ่งรวมทั้งภาพของคุณลุงคุณป้าของผมด้วย แต่นอกจากนั้น อีกกว่าครึ่งก็เป็นภาพวิวทิวทัศน์และเรื่องราวของเมืองไทย มีตั้งแต่ชีวิตชาวเขาทางภาคเหนือ ท้องทะเลสวยงามที่พังงา รวมตลอดไปจนถึงชีวิตชาวนาชาวไร่ มีวัวควายเดินอยู่ในทุ่ง รูปหญิงชาวนาหน้าตาสะสวยสวมงอบและถือรวงข้าวอยู่ในอุ้งมือ

นิทรรศการครั้งนั้นใช้ชื่อว่า Beautiful Thailand และเป็นงานที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย

ผมยังมีโอกาสได้สูจิบัตรมาจากงานนั้น แต่ยังเก็บรักษาไว้อย่างดี รวมกับสมบัติพระศุลีรายการอื่นในห้องสมุดของผม

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

ระเด่นบาซูกินี้ ตามประวัติที่สืบค้นได้ก็เป็นเชื้อสายเจ้านายอินโดนีเซียตามที่คาดไว้ไม่ผิด ท่านเป็นผู้มีใจรักในงานด้านนี้มาตั้งแต่เป็นเด็ก และเมื่อเติบใหญ่เป็นหนุ่มขึ้นก็ได้ไปเรียนต่อด้านจิตรกรรมที่กรุงเฮก ปารีส และโรม ได้สร้างผลงานหลากหลายและมีชื่อเสียงเพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ ด้วยฝีมือและกิตติศัพท์ที่แพร่หลายไปในหลายประเทศ ท่านจึงมีโอกาสได้เข้ามาทำงานในประเทศไทย ตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในหนังสือสูจิบัตรเล่มดังกล่าว แสดงข้อเท็จจริงว่า ท่านได้เข้ามาอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลาถึง 13 ปีแล้วก่อนงานนิทรรศการ หักกลบลบตัวเลขแล้วอนุมานได้ว่า ท่านเข้ามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ประมาณพุทธศักราช 2503 เป็นต้นมา และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลายาวนานไม่น้อยกว่า 10 ปี

การพำนักอยู่ในเมืองไทยของระเด่นบาซูกิ หากจะกล่าวว่าท่านเป็นศิลปินหรือจิตรกรประจำพระราชสำนัก ก็น่าจะตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและเป็นไป

จำได้ไหมครับว่า บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท บริเวณท้องพระโรงหน้าก่อนเดินผ่านพระทวารเข้าไปสู่ท้องพระโรงกลางที่อยู่ชั้นใน บนฝาผนังสองข้างซ้ายขวาของพระทวารนี้เอง ประดับพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ภาพหนึ่ง และพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกภาพหนึ่ง ภาพทั้งสองนี้เป็นภาพที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะประดับอยู่ที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทดังที่ว่าแล้ว ยังเป็นภาพที่มีการเผยแพร่ตามสื่อสาธารณะอยู่เป็นประจำ เพราะมีความงดงามสมบูรณ์แบบด้วยประการทั้งปวง

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

นอกจากพระบรมสาทิสลักษณ์และพระสาทิสลักษณ์สองภาพนั้นแล้ว ตามบัญชีรายการที่ปรากฏในหนังสือสูจิบัตรนิทรรศการ ยังทบทวนความทรงจำของผมด้วยว่า มีพระบรมสาทิสลักษณ์และพระสาทิสลักษณ์ของเจ้านายอีกหลายพระองค์ เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี, สมเด็จพระศรีนครินทราบรมมราชชนนี และ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา เป็นต้น

เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า งานเขียนภาพเหมือนของท่านย่อมเป็นที่ต้องการ และอยู่ในความนิยมของเมืองไทยในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างบัญชีรายการภาพเหมือนที่จัดแสดงคราวนั้นมาให้เห็นรายชื่อท่านผู้เป็นเจ้าของภาพมาให้ได้เห็นกันนะครับ

หม่อมหลวงบัว กิติยากร, ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค, ดร.กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, พลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์, เจ้ากอแก้วประกายกาวิล ณ เชียงใหม่, ดร.ถนัด คอมันตร์, คุณอุเทน เตชะไพบูลย์, คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย, คุณชาตรี โสภณพนิช, คุณกลอเรีย มหาดำรงค์กุล และคุณโชคชัย บูลกุล

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย
ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

จากตัวอย่างรายชื่อเช่นนี้ คงทำให้เราเข้าใจได้แล้วนะครับว่า ระเด่นบาซูกิขณะนั้นฝีมือโด่งดังและเป็นที่ชื่นชอบของสังคมไทยขนาดไหน

ไม่ทราบว่าจะเป็นการผิดถูกหรือก้ำเกินประการใดหรือไม่ ถ้าผมจะกล่าวต่อไปว่า ค่านิยมการวาดภาพเหมือนที่แพร่วงกว้างออกไปในยุคสมัยนั้นเอง เป็นการเปิดทางให้กับศิลปินไทยในเวลาต่อมาได้แสดงฝีมือการวาดภาพเหมือนในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน

ในความหมายนี้ ระเด่นบาซูกิกับผลงานที่ฝากฝีมือไว้ในเมืองไทย ก็ต้องถือว่าเป็นหมุดหมายสำคัญชิ้นหนึ่งของวงการศิลปะในบ้านเรา แม้เจ้าตัวเองจะเป็นคนต่างชาติ ต่างภาษา แต่ก็ได้เข้ามาทำงานอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลานาน รู้จักเมืองไทยดี และเจ้าตัวได้แถลงไว้ในสูจิบัตรงานนิทรรศการครั้งสำคัญคราวนั้นว่า

“… ข้าพระพุทธเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภาพต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นสื่อกลางที่ทำให้โลกได้มีโอกาสเห็นสภาพอันสงบสุขและสวยงามของประเทศไทย”

ระเด่นบาซูกิ อับดุลลาห์ นักวาดภาพเหมือน จิตรกรอินโดนีเซียในพระราชสำนักไทย

ในขณะเดียวกันกับที่ ดร.กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักพระราชวังในเวลานั้น กล่าวเสริมความว่า

“ระเด่นบาซูกิหวังว่าการเปิดนิทรรศการเขียนภาพสีของท่านครั้งนี้ เป็นการอุทิศให้กับประเทศไทยทั้งสิ้น ประเทศไทยอันสวยสดงดงามจะเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางยิ่งขึ้นแก่ประชาชนของโลก และพร้อมกันนี้ ท่านพยายามที่จะสร้างสรรค์ความเข้าใจอันดีให้กับประชาชนชาวไทยและประเทศอื่นๆ และจะส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยสืบไปด้วย”

หลังจากการแสดงนิทรรศการครั้งสำคัญเมื่อปลายปีนี้พุทธศักราช 2516 แล้ว ระเด่นบาซูกิได้เดินทางกลับมาที่เมืองไทยบ้างเป็นครั้งคราว แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซียอย่างสุขสบาย สมกับฐานะจิตรกรผู้มีฝีมือระดับนานาชาติ จนกระทั่งมีอายุได้ 78 ปี กลางดึกคืนวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2536 ระเด่นบาซูกิ ได้ยินเสียงกุกกักในบ้านจึงตื่นขึ้นมาดูเหตุการณ์ พบว่าคนสวนในบ้านของท่านเองกำลังพยายามขโมยของออกไปจากบ้าน เมื่อเผชิญหน้ากันแล้วแทนที่จะหลบหนี คนสวนกลับทำร้ายจิตรกรเอกท่านนี้จนถึงเสียชีวิต เป็นการปิดฉากตำนานจิตรกรผู้มีชื่อเสียงแบบที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะลงเอยแบบนี้

คงทิ้งไว้เบื้องหลังแต่เพียงผลงานที่จรรโลงใจผู้พบเห็น ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่อไปอีกนานแสนนาน

Writer

ธงทอง จันทรางศุ

คนวัยเกษียณจากอาชีพครูและการทำราชการหลายกระทรวง ผู้รักการอ่านและงานเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ใช้เวลาทุกวันคืนอยู่กับหนังสือ ของกระจุกกระจิก และสมบัติพระศุลีทั้งปวง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load