เพื่อทุกชีวิตแวดล้อม 

มีคนบอกว่า ทุกการก่อเกิดของบางสิ่ง ต้องมีการสิ้นสุดหรือมีการทำลายบางสิ่งไปเสมอ ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง การทำลายที่ว่านั้น ก็อาจสร้างความเสียหายจนยากจะฟื้นฟู

แต่เป็นไปได้ไหมว่า เราอาจสร้างได้โดยไม่ต้องทำลาย เราอาจอยู่ได้ โดยลดการสูญเสียสรรพสิ่งรอบตัวให้น้อยที่สุด

ด้วยความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่ง เขายืนยันว่ามันเป็นไปได้

‘For All Well-Being’ คือหลักความเชื่อซึ่งเหมือนรากของต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งลึกและยึดโยงลำต้นเอาไว้ ไม่ให้สั่นคลอนหรือหักโค่นไปกับสายลมเกรี้ยวกราดของการแข่งขันในโลกธุรกิจ

MQDC หรือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด คือกลุ่มธุรกิจที่เชื่อในเรื่องนั้น… การทำเพื่อทุกชีวิตที่แวดล้อมให้เป็นชีวิตที่ดี 

“เราไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะโครงการหรือผู้อยู่อาศัยในโครงการของเราเท่านั้น แต่ทุกโครงการที่เราพัฒนาจะต้องสร้างคุณค่าและประโยชน์ พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคน สัตว์ สภาพแวดล้อม และทุกสิ่งบนโลกของเรา”

ข้อความข้างต้นคือประเด็นที่ได้รับการตอกย้ำมาตลอดการทำงานกว่า 27 ปีของ MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ปัจจุบันนี้มีโครงการมิกซ์ยูสและธีมโปรเจกต์มากมายภายใต้แบรนด์แมกโนเลียส์ (Magnolias) วิสซ์ดอม (Whizdom) ดิ แอสเพน ทรี (The Aspen Tree) มัลเบอร์รี่ โกรฟ (Mulberry Grove) และเดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Forestias) นั่นเอง

แม้ปัจจุบันชื่อบริษัทจะเปลี่ยนเป็น MQDC แต่รากของชื่อเดิม ก็ยังสะท้อนให้เห็นคุณค่าสำคัญที่ปรากฏอยู่ในผลงานของบริษัท นั่นก็คือ ตามประวัติเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ต่างๆ ในโลก ว่ากันว่าแมกโนเลีย คือหนึ่งในต้นไม้ที่เก่าแก่และหยัดยืนอยู่บนโลกนี้มาอย่างยาวนาน มีข้อมูลบอกว่าต้นไม้ในเผ่าพันธุ์นี้ถือกำเนิดมานานกว่า 95 ล้านปี และเป็นต้นไม้ที่มีมาก่อนผึ้งจะวิวัฒนาการขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่แพร่กระจายพืชพันธุ์มากมายบนโลกใบนี้เสียอีก

ด้วยเหตุนี้ ความสวยสง่าและแข็งแกร่ง จึงเป็นทั้งสัญลักษณ์และความหมายของต้นและดอกแมกโนเลียที่ในหลายประเทศให้คุณค่า

ในความยืนหยัด ทนทานต่อกาลเวลานั้น ยังมีแง่มุมของสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งเราน่าจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน เพราะไม่ใช่เรื่องบังเอิญของการตั้งชื่อแบรนด์ในเครือข้างต้นให้เป็นชื่อของต้นไม้ หรือชื่อที่มีความหมายเกี่ยวกับป่า เพราะนี่คือรูปธรรมของการสร้างความยั่งยืน ไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้ ไม่มีพื้นที่สีเขียว คงจะเรียกว่าความยั่งยืนที่เป็นสุขได้ยาก 

ตัดภาพกลับมาตอนนี้ จะด้วยความแออัดในเมือง หรือความเคร่งเครียดจากการใช้ชีวิตวุ่นวายในแต่ละวันก็แล้วแต่ การเข้าป่าเพื่อเติมพลังชีวิต การอาบป่า หรือแม้แต่การไปโอบกอดต้นไม้ ดูจะเป็นแนวคิดที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความสดชื่นที่ได้จากต้นไม้ใบหญ้าและอากาศบริสุทธิ์จากป่า คือพลังเยียวยาที่ยั่งยืน และหาได้ยากจากสถานที่อื่น

จากนี้ เราจะพาคุณไปพบกับแนวคิดของโครงการ ซึ่งจะช่วยเติมความสดชื่นและพลังชีวิตให้คุณไปพร้อมๆ กัน เราจะพาคุณไปรู้จักกับบริษัทที่บอกเราว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยหลายๆ แห่งของบริษัท เลือกเก็บไว้แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตอย่างกบตัวเล็กๆ เพื่อให้พวกเขาอยู่ต่อไปในที่เดิม

เพราะไม่ใช่แค่มนุษย์ที่ต้องการบ้าน

สิ่งมีชีวิตอีกมากมาย ก็เรียกสิ่งแวดล้อมเดียวกันนั้นว่า ‘บ้าน’ ไม่ต่างจากเรา 

สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC

ยั่งยืนเพื่อทุกคน 

เรื่องสำคัญที่เป็นแก่นแกนของโครงการภายใต้ MQDC ทุกโครงการ คือ ‘For All Well-Being’ เพราะถือว่าเป็นแนวทางการทำงานหลักของธุรกิจ

โครงการของ MQDC จะเติมเต็มช่องว่างให้สมบูรณ์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้น และเพิ่มมูลค่าให้กับชุมชนด้วย ถ้าพูดในมุมการทำงาน บริษัทถือว่าตนเองไม่มีคู่แข่ง มีแต่เพื่อน เพราะทุกสิ่งที่ทำคือการสร้างประโยชน์ให้กับทุกคน แนวทางการทำงานของธุรกิจ คือการทำงานแบบใส่ใจในองค์รวม ทุกโครงการจึงเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของคน ชุมชน และสังคม การพัฒนาแต่ละโครงการจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน

สำหรับ MQDC ‘For All Well-Being’ จึงเป็นหัวใจหลักของการทำงาน มีการดำเนินธุรกิจด้วยความใส่ใจต่อสังคมและโลกใบนี้ โดย MQDC ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะโครงการหรือผู้อยู่อาศัยในโครงการเท่านั้น แต่ทุกโครงการที่เราพัฒนา จะต้องสร้างคุณค่าและประโยชน์ พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคน สัตว์ สถาพแวดล้อม และทุกสิ่งบนโลกของเรา ผ่านการคิดค้น ‘นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน’ หรือ ‘SUSTAINNOVATION’ คิดค้นโดย RISC by MQDC หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษา วิจัย คิดค้นนวัตกรรม โดยอ้างอิงจากข้อมูลการคาดการณ์ในอนาคต ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ทำโดย FutureTales Lab by MQDC เพื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาและปรับใช้ในทุกโครงการของ MQDC

พูดง่ายๆ ว่า บริษัทจะทำโครงการที่ไม่เพียงสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทุกสรรพสิ่ง แต่ยังต้องสร้างความสมดุลให้กับทุกชีวิตบนโลกอย่างยั่งยืนในทุกสถานการณ์ด้วย เพราะความยั่งยืนของทุกฝ่ายจะทำให้เกิดผลลัพธ์ทางสังคมในเชิงบวก ไม่ใช่มองแค่ประโยชน์ทางธุรกิจ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โครงการ The Forestias ที่ให้ความสำคัญกับการสร้าง ‘นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน’ ซึ่งเป็นมิตรกับธรรมชาติและโลกใบนี้ ที่สำคัญ ต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดี ทุกแง่มุมการออกแบบ และการก่อสร้างต้องลดการใช้พลังงานและทรัพยากรอื่นๆ เน้นสร้างคุณภาพชีวิตของคนในเมืองให้มีความสุขอย่างแท้จริง 

โครงการนี้เต็มไปด้วยป่า แต่ไม่ได้มีแค่การปลูกป่า ปลูกต้นไม้ เพราะคำนึงถึงการใช้ชีวิตที่ได้สัมผัสธรรมชาติ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพอากาศที่ดี เย็นสบาย และช่วยลดการพึ่งพาการใช้เครื่องปรับอากาศในโครงการ

สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC
สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC

เทคโนโลยี อยาก อยู่ อย่าง เย็น

The Forestias เป็นโครงการที่ท้าทายการทำงานของ MQDC ในหลายๆ ด้าน แต่ก็สะท้อนหลักการความเชื่อด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น

‘Heat Reduction’ ทำให้ถนนในโครงการเย็นขึ้น ด้วยการดีไซน์ให้ต้นไม้มาปกคลุมถนน มีอุโมงค์ใต้ถนน ซึ่งนอกจากจะเป็นเขื่อนช่วยป้องกันการเกิดน้ำท่วม ยังเป็นฐานของถนนเพื่อไม่ให้ถนนทรุด เป็นกระดูกสันหลัง (Back Bones) ของโครงการ

นอกจากนั้น อุโมงค์ยังเป็นที่ติดตั้งท่อทำความเย็น ที่เดินท่อดับเพลิง Optic Fiber น้ำประปา ฯลฯ ภายในอุโมงค์มีระบบระบายอากาศให้ไม่ร้อน จึงช่วยทำให้ถนนไม่ร้อนด้วยเช่นกัน โดยเมื่อเทียบกับถนนปกติที่ร้อนมากถึง 55 – 60 องศาเซลเซียส แต่ถนนนี้ลดอุณภูมิลงได้ 20 องศาเซลเซียส

นอกจากนั้น ยังมีการปรับพื้นที่ถนนโดยรอบให้ตรงกลางเป็นแอ่งลงไปเรียกว่า Basin หรือ Valley ต่ำกว่าถนนประมาณ 2 เมตร เพื่อใช้เป็นพื้นที่กักเก็บความเย็น ลดอุณหภูมิ ตามเป้าหมายคือ เพื่อเห็นหมอกในตอนเช้าได้ในโครงการ แม้อาจไม่เห็นทุกวัน แต่จะเห็นหมอกมากกว่าปกติและมากกว่าพื้นที่อื่นๆ โดยรอบ 

‘CUP เป็นศูนย์รวม Utility ของโครงการ และมี District Cooling System’ เป็นระบบผลิตความเย็นและส่งความเย็นด้วยน้ำ ไปตามท่อภายในอุโมงค์จนถึงแอร์ของแต่ละห้อง เป็นระบบผลิตความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน และลดการใช้สารทำความเย็นด้วย

เนื่องจากโครงการมีความต้องการการใช้พลังงานความเย็นคนละเวลากัน เช่น รีเทลหรือร้านค้าต่างๆ ใช้ตอนกลางวัน บ้านพักอาศัยใช้ตอนกลางคืน เป็นต้น การที่ระบบแชร์ภาระการทำความเย็นคนละช่วงเวลาได้ จึงลดปริมาณการติดตั้งเครื่องปรับอากาศโดยรวมของโครงการได้ด้วย

สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC
สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC


‘CO2 Reduction’ ความร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งรับรองว่าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง เพราะเมื่อตึก CUP ลดการใช้สารทำความเย็น ก็จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปด้วย โดยปีแรกตั้งเป้าไว้ที่ 78,511ตัน / ปี และปีต่อไปนับที่ 47,686 ตัน / ปี 

สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC

แนวทางปี 2021 

ถ้าใครเคยเห็นบิลบอร์ดขนาดใหญ่ของ MQDC แล้วนึกสงสัยว่า ภาพตัวอักษรแต่ละตัวมีความหมายอย่างไร เราจะมาเฉลยให้รู้กันตรงนี้

บิลบอร์ดของ MQDC ที่ออกมาใหม่จะว่าด้วยเรื่องของ “ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยน ความสุขที่นี่ยั่งยืนไม่เคยเปลี่ยน” จริงๆ แล้วมีนัยยะหรือความหมายแฝงอยู่ในทุกตัวอักษร นั่นก็คือ

ตัว ‘M’ สะท้อนให้เห็นถึง Environment / Biodiversity แปลว่าการอยู่ร่วมกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นการอยู่ร่วมกันของมนุษย์อย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมไปด้วยพร้อมๆ กัน

‘Q’ เป็นภาพของ Quality of Happiness หรือความสุขของทุกชีวิต ว่าด้วยเรื่องของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน

‘D’ เป็นภาพของ Sustainnovation หรือนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน คิดค้นโดย RISC และ FutureTales Lab ซึ่งถือว่าเป็น Knowledge Sharing Hub ที่สำคัญต่อไป เพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ทำให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน

‘C’ คือภาพ Intergeneration หรือแนวคิดการทำที่อยู่อาศัยที่ดีและเหมาะสมสำหรับสมาชิกครอบครัวทุกวัย 

การปรับตัวเผชิญ COVID-19 และการรับมือความท้าทายในอนาคต 

1. ด้านสังคม มีการริเริ่มโครงการมากมาย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนในสังคม เช่น ‘โครงการปันความสุข’ ที่ได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ นำอาหารและสิ่งของใช้ที่จำเป็นมามอบให้กับผู้ที่เดือดร้อน โรงพยาบาลสนาม ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ บุคลากรที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อสังคมและจิตอาสา โดยมีกิจกรรมภายใต้โครงการมากมาย อาทิ คาราวานปันสุข ตู้ปันสุข ครัวปันสุข ถุงปันสุข เป็นต้น เพื่อตอกย้ำการให้ความสำคัญกับ For All Well-Being 

2. ด้านธุรกิจ มีการทำวิจัยเพื่อต่อยอดงานออกแบบโครงการ ให้มีการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 หรือที่เรียกว่า COVID-Free Design ซึ่งออกแบบสภาพแวดล้อมของที่อยู่อาศัยให้ตอบรับกับการระบาด แบ่งรากฐานออกเป็น 4 แนวทางหลัก ทั้งการออกแบบพื้นที่ลดการแพร่กระจายเชื้อ การออกแบบพื้นที่ลดการสัมผัส การออกแบบที่อยู่อาศัยรองรับการทำงาน และการกำหนดนโยบายจัดการป้องกันโรค COVID-19 หรือการต่อยอดการพัฒนาหอฟอกอากาศเมืองฟ้าใส 2 ในการฆ่าเชื้อโรค เป็นต้น การต่อยอดงานวิจัยต่างๆ เหล่านี้ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเติบโตทางธุรกิจด้วยเช่นกัน 

3. ด้านการวางแผนกลยุทธ์ สถานการณ์ COVID-19 ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนงานทางธุรกิจ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ที่ไม่คาดคิด และอาจเกิดขึ้นได้อีกหลายเหตุการณ์ในอนาคต

ความสำคัญของ 2 ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมแห่งอนาคต 

ศูนย์วิจัยทั้ง 2 แห่งที่ได้กล่าวไปแล้ว จะทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้ที่สำคัญเพื่อเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายในสังคม เพื่อย้ำว่า MQDC ไม่ได้มองใครเป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นเพื่อนร่วมงานในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมไปตลอด ดังนั้น จึงเปิดกว้างการแชร์ความรู้และข้อมูลนี้ให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อื่นๆ ด้วย

ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) จะเป็นศูนย์กลางการวิจัยด้านความยั่งยืนของชีวิตแห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหรือองค์กรระดับโลก นอกจากนี้ RISC ยังถือเป็นศูนย์วิจัยที่ได้รับการออกแบบตามมาตรฐาน WELL Building Standard ระดับ Gold แห่งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

แนวคิดธุรกิจอสังหาฯ ของ MQDC ที่เป็นมิตรต่อทั้งมนุษย์ สัตว์ ธรรมชาติ นวัตกรรมที่อยู่อาศัยแห่งอนาคต พร้อมปรับตัวเพื่อความสุขและความยั่งยืน

ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales Lab) จะเป็นศูนย์วิจัยแห่งอนาคต ศึกษาคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้เราเตรียมพร้อมและได้พบกับอนาคตที่เราต้องการ โดยจะใช้เครื่องมือเพื่อค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกสำหรับสะท้อนภาพการอยู่อาศัย การทำงาน การเรียนรู้ การใช้เวลาว่าง คมนาคมขนส่ง และบริบทของความยั่งยืน

ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าทั้งสองศูนย์วิจัยทำงานเชื่อมโยง ส่งเสริมกันและกัน และมีเป้าหมายเดียวกันคือ สร้างสังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเราเรียกที่อยู่อาศัยนั้นว่าบ้าน บ้านที่ดีจึงควรเป็นบ้านที่เป็นความสุขให้กับทุกคน
เหมือนระบบนิเวศแห่งหนึ่งที่ไม่ควรมีใครถูกละทิ้ง เพราะทุกชีวิตใช้พื้นที่นั้นร่วมกัน เติบโตไปด้วยกัน และยั่งยืนไปด้วยกัน 

ภาพ : Magnolia Quality Development Corporation

Writer

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day BULLETIN และ The Standard Magazine ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองว่า ‘นักหาเรื่อง’ เพราะสนุกกับการหาแง่มุมที่ซุกซ่อนในเรื่องราวของผู้คนและสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านการพูดคุย อ่าน เขียน และการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ระยะหลังๆ มานี้ ปกหนังสือในไทยมีการต่อสู้ด้านดีไซน์อย่างต่อเนื่อง จากตัวอย่างหนังสือ 100 เล่มที่ได้รางวัลปกยอดเยี่ยมในปี 2017 เราจะเห็นได้ว่าลูกเล่นคราฟต์สนุกๆ ถูกใส่เข้ามาให้หนังสือบนแผงดูเย้ายวน น่าซื้อเก็บมากขึ้น ต้นปี 2018 นี้ สำนักพิมพ์ผีเสื้อที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำหนังสือสวยงามประณีตมาแต่ไหนแต่ไรกำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการ ด้วยการเปลี่ยนปกวรรณกรรมเรื่อง ครูไหวใจร้าย ฉบับครบ 50 ปี ให้เป็นปกผ้าปักมือทุกเล่ม ปกหญิงชราผมขาวหน้าบูดบึ้งที่เราคุ้นตา ได้รับการแปลงโฉมให้เป็นครูหญิงผู้เคร่งขรึมอ่อนหวาน ซึ่งมีรายละเอียดหน้าตาไม่ซ้ำกันสักเล่มเดียว

โครงการเปลี่ยนปกที่บ้าพลังมากๆ นี้เพิ่งเริ่มต้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อมกุฏ อรฤดี บรรณาธิการแห่งสำนักพิมพ์ผีเสื้อและครูสอนการทำหนังสือ กับ อ๋าย-นพเก้า เนตรบุตร ครูสอนปักผ้าสไตล์อิสระ ตัดสินใจร่วมมือทำสิ่งที่คนอื่นส่ายหน้า บอกว่าทำไม่ได้

“ผมคิดเรื่องนี้มา 33 ปีแล้ว อยากทำหนังสือปกผ้าที่ปักจริงทุกเล่ม ไอ้ความคิดนี้ไม่มีใครอาสาทำกับเราหรอก เพราะต้องใช้เวลามากและใช้คนมาก เหตุที่คิดเรื่องนี้เพราะ 33 ปีที่แล้วเราได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง คือ ต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง ความคิดนี้ก็ผุดขึ้นมาในสมองว่าถ้าปกเป็นผ้าปักคงสวยน่าดู ก็เลยอยากทำ แต่ได้แต่คิดในใจอยู่เรื่อยมา ต่อมาผมเห็นสำนักพิมพ์เพนกวินเขาทำหนังสือปกปักลายผ้า คือปักผ้าจริงๆ แล้วถ่ายมาพิมพ์เป็นปกกระดาษ แบบนั้นก็ยังไม่ตรงใจเสียทีเดียว เพราะผมอยากเห็นหนังสือที่ปกไม่เหมือนกันสักเล่ม มีฝีปักและสีด้ายที่ไม่เหมือนกันเลย”

มกุฏหยิบตัวอย่างหนังสือ ครูไหวใจร้าย กองใหญ่มาวางบนโต๊ะ ความปรารถนาของเจ้าสำนักพิมพ์ผีเสื้อเป็นจริง เมื่อบังเอิญเห็นผลงานปักและทราบว่านพเก้าเป็นอาสาสมัครสอนปักผ้าให้ชาวบ้านแถบชายแดน จึงติดต่อเรื่องการทำปกหนังสือใหม่ ตอนแรกตั้งใจเพียงถ่ายภาพปกลายปักมาใช้เท่านั้น แต่เมื่อได้นั่งลงคุยกัน เขาตัดสินใจบอกนักปักผ้าตรงๆ ว่าอยากได้ปกลายปักหลักร้อยเล่ม

“เขาบอกว่า โอ้โห ยาก ผ้า 100 ผืนอาจใช้เวลาร้อยสัปดาห์ เท่ากับเวลา 2 ปี ผมถามเขาว่ามีลูกศิษย์กี่คน สอนได้มั้ย แบ่งหรือชวนลูกศิษย์มาทำได้มั้ย เขาก็กลับไปคิดแล้วตอบว่าทำได้ ผมเลยบอกว่าจริงๆ แล้วอยากได้ 500 เล่ม (หัวเราะ) เขาบอกว่ายากนะ แต่จะลองดู ครูอ๋ายเขาเคยทำงานบริษัทโฆษณา เคยทำงานกับผู้คน ไปประกาศแป๊บเดียว เพียง 2 – 3 วันเท่านั้น ก็มีคนสมัครเต็มไปหมดหลายร้อยคน”

ผลตอบรับดีเกินคาดทำให้พวกเขาวางแผนทำหนังสือผ้าปักถึง 3 เรื่อง ได้แก่ ครูไหวใจร้าย ครบ 50 ปี, ผีเสื้อและดอกไม้ ครบ 43 ปี และ โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง ครบ 33 ปี ทั้งหมดเป็นหนังสือสำหรับเด็ก

“คนทั้งหลายเข้าใจว่าหนังสือปกผ้าเป็นของผู้ใหญ่ แต่ทำไมเราไม่สอนให้เด็กๆ ดูแลหนังสือดีๆ ล่ะ ที่สำคัญคือเรากำลังสอนให้เด็กเห็นศิลปะอย่างหนึ่งบนศิลปะอีกอย่างหนึ่ง ศิลปะปักผ้า ศิลปะการใช้สีบนหนังสือ สัมผัสจับต้องที่นุ่มมือทำให้เด็กเรียนรู้ความละเอียดอ่อน ความประณีตที่ต้องทะนุถนอม จะกินขนมแล้วมาทำเลอะเทอะไม่ได้ ถ้าหนังสือบางเล่มในบ้านเป็นแบบนี้บ้างก็ดี และเรากำลังดึงกลุ่มคนใหม่ๆ มาสนใจหนังสือ คนที่สนใจการปักผ้ามีเป็นแสนๆ คนทั่วประเทศ หรืออาจมีเป็นล้านคน ทั้งคนทำงานและคนที่สนใจการปัก ถ้าเราดึงคนเหล่านี้ให้สนใจหนังสือได้ ก็ดีกว่าไม่ดึงผู้อ่านใหม่เลย”

บรรณาธิการผู้สนับสนุนระบบหนังสือมาตลอดชีวิตเอ่ยอย่างมีความหวัง โครงการปักผ้านี้เริ่มลงเข็มบนปก ครูไหวใจร้าย เป็นเล่มแรก เนื่องจากเป็นหนังสือที่อายุมากที่สุด และเป็นที่ระลึกถึงผกาวดี อุตตโมทย์ ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ผีเสื้อด้วย

“อาจารย์ผกาวดีได้ดูหนังเรื่อง Good Morning, Miss Dove (1955) เกี่ยวกับครูคนหนึ่งที่อุทิศตนเพื่อการสอนอย่างจริงจัง อบรมนักเรียนให้เป็นระเบียบ เข้มงวดแต่รักเด็ก เลยได้แรงบันดาลใจมาแต่งเรื่องนี้ลงเป็นตอนๆ ลงนิตยสาร ชัยพฤกษ์ สมัยก่อน ฉบับแรกยาวกว่าปัจจุบัน แต่ตั้งแต่รวมเล่มพิมพ์ครั้งที่ 2 เป็นต้นมาก็เรียบเรียงให้สั้นลง”

มกุฏเล่าที่มาหนังสือให้ฟัง ปกแรกๆ ของ ครูไหวใจร้าย เป็นรูปหญิงชราผมขาวตัวเล็กๆ ใส่แว่นตาโต มวยผมเรียบตึงและหน้าตาถมึงทึง

“ครูไหวกลายเป็นอย่างนี้เพราะครูอ๋ายเขาอยากเปลี่ยนบุคลิกครูไหวเดิมที่หน้าดุ ให้ไม่ถึงกับดุและไม่ถึงกับยิ้ม คืออมยิ้มหน้าตาย แต่บางคนก็อดไม่ได้ที่จะปักให้ครูไหวยิ้มบ้างนิดหน่อย กลายเป็นเสน่ห์ของแต่ละปก”

อาจารย์นักปักผ้าออกแบบภาพครูไหวเป็นโครง ให้นักปักผ้าทุกคนเติมรายละเอียดและเลือกใช้สีได้สนุกสนานเต็มที่ และแบ่งกลุ่มสอนนักเรียนทางไกลเป็นกลุ่มๆ คนที่ไม่เคยจับเข็มจับไหมมาก่อนก็ต้องลองซ้อมมือให้คล่องแคล่วก่อนปักจริง โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อจัดเตรียมกล่องวัตถุดิบ ส่งผ้าแคนวาสเนื้อแน่น เข็ม ไหมสารพัดสี และอุปกรณ์ครบครันไปที่บ้านอาสาสมัครนักปักผ้า ซึ่งมีทั้งหมด 263 คน มีทั้งหญิงและชาย อาศัยอยู่ทั่วประเทศไทย และบางคนก็พำนักอยู่ต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย เยอรมนี คนเหล่านี้สมัครโดยรู้ตัวว่าจะไม่ได้รับผลตอบแทนอะไรเลย และยังต้องเสียเวลา เสียแรง และต้องเสียสตางค์อีกด้วยซ้ำ หากปรารถนาจะได้หนังสือเป็นของตัวเอง

“ตอนนี้ทุกคนกำลังปักอยู่ เราส่งอุปกรณ์ไปตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ เขาต้องส่งกลับมาให้เราภายในสิ้นเดือนมีนาคม เราจะเอามาแช่น้ำให้ผ้าหดเท่ากัน ลบความสกปรกที่เกาะอยู่ หลังจากนั้นก็รีดและส่งให้ร้านทำปกไปหุ้มกระดาษแข็ง ขนาด 16 หน้ายกพิเศษ ทากาวหุ้มแล้วทิ้งไว้ให้แห้งสนิทดี แล้วค่อยเอาเนื้อหนังสือมาประกบ ภาพประกอบในหนังสือก็ใช้ภาพถ่ายลายปักทั้งหมด และตัวเล่มเราจะทำริมชมพูด้วย

“งานเหล่านี้ทำให้การทำหนังสือยากขึ้นหลายเท่า แต่ความสนุกคือเราจะได้เห็นปกหนังสือเป็นงานศิลปะที่ไม่ซ้ำกันเลย” เจ้าสำนักพิมพ์ผีเสื้อเอ่ยด้วยดวงตาเป็นประกาย

ครูไหวใจร้าย ปกแข็งทั้ง 500 เล่มจะเสร็จสมบูรณ์เพื่อแสดงในหอสมุดแห่งชาติ ในวันที่ 15 กันยายน 2561 และอาจจะมีหนังสือชุดผีเสื้อและดอกไม้ด้วยถ้าเสร็จทัน ปกผ้าปักชุดที่ 2 ของสำนักพิมพ์ผีเสื้อจะสนุกขึ้นอีกเพราะคราวนี้ครูอ๋ายจะไม่ร่างแบบให้แล้ว นักปักผ้าทุกคนเลือกปักผีเสื้อ ดอกไม้ หรือลวดลายที่ตัวเองตีความจากหนังสือได้อย่างอิสระ ส่วนหน้าปก โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง ยังอยู่ระหว่างการตกลงกับทางประเทศญี่ปุ่น

สำหรับคนที่อยากสั่งซื้อ ครูไหวใจร้าย ฉบับพิเศษ วิธีการที่จะได้หนังสือเหล่านี้ก็พิเศษและแปลกประหลาดไม่แพ้วิธีการปัก ครูไหวใจร้าย ฉบับผ้าปักจะเปิดให้สั่งจองได้คนละ 1 เล่มเท่านั้น ผู้ซื้อจะไม่เห็นลายปกที่ตัวเองจะได้รับล่วงหน้า หลังจากจัดแสดงที่หอสมุดแห่งชาติ สำนักพิมพ์จะนำทุกปกมาห่อเป็นของขวัญ แล้วสุ่มส่งให้ผู้จองหนังสือ

“เราจะเปิดให้จองตั้งแต่ 15 มีนาคม 2561 15 วันแรกขาย 2,991 บาท และจะแพงขึ้นเรื่อยๆ เดือนละ 500 บาท จนถึง 4,991 บาทในเดือนกรกฎาคม เราหวังว่าหนังสือจะหมดก่อนหน้านั้น ที่ตั้งราคาสูงเพราะนี่คืองานฝีมือ เป็นงานศิลปะที่คนทั้งหลายต้องลงแรงลงพลังมาก และเราต้องการเงินไปตั้งเป็นกองทุนห้องเรียนหนังสือที่พระราชวังมฤคทายวันในอนาคต”

นอกจากหนังสือปกผ้าปัก 500 เล่มสุดคราฟต์ หลังจากนี้สำนักพิมพ์ผีเสื้อจะจัดพิมพ์หนังสือ ครูไหวใจร้าย ปกแข็ง โดยเลือกปกหนังสือจากนักปักผ้าจำนวน 8 คนมาถ่ายภาพและพิมพ์เป็นหนังสือปกแข็ง 4 แบบ (เล่มละ 2 รูป ปกหน้า-ปกหลัง) เพื่อให้ได้หนังสือราคาย่อมเยาลงสำหรับผู้สนใจสะสม และเลือกภาพจากนักปักผ้าอีก 8 คนมาทำเป็นหนังสือปกอ่อนราคาทั่วไปอีก 4 แบบ ลายไม่ซ้ำกัน แถมตอนนี้ยังจัดพิมพ์หนังสือ แมรี่ ป๊อปปิ้นส์ และ แมรี่ ป๊อปปิ้นส์ กลับมาแล้ว เวอร์ชันปกแข็งลายปักนุ่มนวลฝีมือครูอ๋ายอีกด้วย

ท่ามกลางความผันผวนของวงการหนังสือ มั่นใจได้ว่าพลังความประณีตของสำนักพิมพ์ผีเสื้อจะทำให้เราได้เห็นดีไซน์งดงามละเอียดน่าชื่นใจไปตลอดทั้งปี

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2561 เวลาบ่าย 2 โมง – บ่าย 4 โมง มกุฎ อรฤดี และ นพเก้า เนตรบุตร จะล้อมวงพูดคุยเรื่องเบื้องหลังโครงการทำปกผ้าปักมือที่หอสมุดแห่งชาติ ติดตามรายละเอียดการพูดคุยครั้งนี้ และความเคลื่อนไหวของหนังสือปกผ้าปักของผีเสื้อได้ที่ Facebook | ผีเสื้อกับผ้าปัก

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load