เพื่อทุกชีวิตแวดล้อม 

มีคนบอกว่า ทุกการก่อเกิดของบางสิ่ง ต้องมีการสิ้นสุดหรือมีการทำลายบางสิ่งไปเสมอ ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง การทำลายที่ว่านั้น ก็อาจสร้างความเสียหายจนยากจะฟื้นฟู

แต่เป็นไปได้ไหมว่า เราอาจสร้างได้โดยไม่ต้องทำลาย เราอาจอยู่ได้ โดยลดการสูญเสียสรรพสิ่งรอบตัวให้น้อยที่สุด

ด้วยความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่ง เขายืนยันว่ามันเป็นไปได้

‘For All Well-Being’ คือหลักความเชื่อซึ่งเหมือนรากของต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งลึกและยึดโยงลำต้นเอาไว้ ไม่ให้สั่นคลอนหรือหักโค่นไปกับสายลมเกรี้ยวกราดของการแข่งขันในโลกธุรกิจ

MQDC หรือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด คือกลุ่มธุรกิจที่เชื่อในเรื่องนั้น… การทำเพื่อทุกชีวิตที่แวดล้อมให้เป็นชีวิตที่ดี 

“เราไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะโครงการหรือผู้อยู่อาศัยในโครงการของเราเท่านั้น แต่ทุกโครงการที่เราพัฒนาจะต้องสร้างคุณค่าและประโยชน์ พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคน สัตว์ สภาพแวดล้อม และทุกสิ่งบนโลกของเรา”

ข้อความข้างต้นคือประเด็นที่ได้รับการตอกย้ำมาตลอดการทำงานกว่า 27 ปีของ MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ปัจจุบันนี้มีโครงการมิกซ์ยูสและธีมโปรเจกต์มากมายภายใต้แบรนด์แมกโนเลียส์ (Magnolias) วิสซ์ดอม (Whizdom) ดิ แอสเพน ทรี (The Aspen Tree) มัลเบอร์รี่ โกรฟ (Mulberry Grove) และเดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Forestias) นั่นเอง

แม้ปัจจุบันชื่อบริษัทจะเปลี่ยนเป็น MQDC แต่รากของชื่อเดิม ก็ยังสะท้อนให้เห็นคุณค่าสำคัญที่ปรากฏอยู่ในผลงานของบริษัท นั่นก็คือ ตามประวัติเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ต่างๆ ในโลก ว่ากันว่าแมกโนเลีย คือหนึ่งในต้นไม้ที่เก่าแก่และหยัดยืนอยู่บนโลกนี้มาอย่างยาวนาน มีข้อมูลบอกว่าต้นไม้ในเผ่าพันธุ์นี้ถือกำเนิดมานานกว่า 95 ล้านปี และเป็นต้นไม้ที่มีมาก่อนผึ้งจะวิวัฒนาการขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่แพร่กระจายพืชพันธุ์มากมายบนโลกใบนี้เสียอีก

ด้วยเหตุนี้ ความสวยสง่าและแข็งแกร่ง จึงเป็นทั้งสัญลักษณ์และความหมายของต้นและดอกแมกโนเลียที่ในหลายประเทศให้คุณค่า

ในความยืนหยัด ทนทานต่อกาลเวลานั้น ยังมีแง่มุมของสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งเราน่าจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน เพราะไม่ใช่เรื่องบังเอิญของการตั้งชื่อแบรนด์ในเครือข้างต้นให้เป็นชื่อของต้นไม้ หรือชื่อที่มีความหมายเกี่ยวกับป่า เพราะนี่คือรูปธรรมของการสร้างความยั่งยืน ไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้ ไม่มีพื้นที่สีเขียว คงจะเรียกว่าความยั่งยืนที่เป็นสุขได้ยาก 

ตัดภาพกลับมาตอนนี้ จะด้วยความแออัดในเมือง หรือความเคร่งเครียดจากการใช้ชีวิตวุ่นวายในแต่ละวันก็แล้วแต่ การเข้าป่าเพื่อเติมพลังชีวิต การอาบป่า หรือแม้แต่การไปโอบกอดต้นไม้ ดูจะเป็นแนวคิดที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความสดชื่นที่ได้จากต้นไม้ใบหญ้าและอากาศบริสุทธิ์จากป่า คือพลังเยียวยาที่ยั่งยืน และหาได้ยากจากสถานที่อื่น

จากนี้ เราจะพาคุณไปพบกับแนวคิดของโครงการ ซึ่งจะช่วยเติมความสดชื่นและพลังชีวิตให้คุณไปพร้อมๆ กัน เราจะพาคุณไปรู้จักกับบริษัทที่บอกเราว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยหลายๆ แห่งของบริษัท เลือกเก็บไว้แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตอย่างกบตัวเล็กๆ เพื่อให้พวกเขาอยู่ต่อไปในที่เดิม

เพราะไม่ใช่แค่มนุษย์ที่ต้องการบ้าน

สิ่งมีชีวิตอีกมากมาย ก็เรียกสิ่งแวดล้อมเดียวกันนั้นว่า ‘บ้าน’ ไม่ต่างจากเรา 

สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC

ยั่งยืนเพื่อทุกคน 

เรื่องสำคัญที่เป็นแก่นแกนของโครงการภายใต้ MQDC ทุกโครงการ คือ ‘For All Well-Being’ เพราะถือว่าเป็นแนวทางการทำงานหลักของธุรกิจ

โครงการของ MQDC จะเติมเต็มช่องว่างให้สมบูรณ์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้น และเพิ่มมูลค่าให้กับชุมชนด้วย ถ้าพูดในมุมการทำงาน บริษัทถือว่าตนเองไม่มีคู่แข่ง มีแต่เพื่อน เพราะทุกสิ่งที่ทำคือการสร้างประโยชน์ให้กับทุกคน แนวทางการทำงานของธุรกิจ คือการทำงานแบบใส่ใจในองค์รวม ทุกโครงการจึงเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของคน ชุมชน และสังคม การพัฒนาแต่ละโครงการจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน

สำหรับ MQDC ‘For All Well-Being’ จึงเป็นหัวใจหลักของการทำงาน มีการดำเนินธุรกิจด้วยความใส่ใจต่อสังคมและโลกใบนี้ โดย MQDC ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะโครงการหรือผู้อยู่อาศัยในโครงการเท่านั้น แต่ทุกโครงการที่เราพัฒนา จะต้องสร้างคุณค่าและประโยชน์ พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคน สัตว์ สถาพแวดล้อม และทุกสิ่งบนโลกของเรา ผ่านการคิดค้น ‘นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน’ หรือ ‘SUSTAINNOVATION’ คิดค้นโดย RISC by MQDC หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษา วิจัย คิดค้นนวัตกรรม โดยอ้างอิงจากข้อมูลการคาดการณ์ในอนาคต ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ทำโดย FutureTales Lab by MQDC เพื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาและปรับใช้ในทุกโครงการของ MQDC

พูดง่ายๆ ว่า บริษัทจะทำโครงการที่ไม่เพียงสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทุกสรรพสิ่ง แต่ยังต้องสร้างความสมดุลให้กับทุกชีวิตบนโลกอย่างยั่งยืนในทุกสถานการณ์ด้วย เพราะความยั่งยืนของทุกฝ่ายจะทำให้เกิดผลลัพธ์ทางสังคมในเชิงบวก ไม่ใช่มองแค่ประโยชน์ทางธุรกิจ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โครงการ The Forestias ที่ให้ความสำคัญกับการสร้าง ‘นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน’ ซึ่งเป็นมิตรกับธรรมชาติและโลกใบนี้ ที่สำคัญ ต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดี ทุกแง่มุมการออกแบบ และการก่อสร้างต้องลดการใช้พลังงานและทรัพยากรอื่นๆ เน้นสร้างคุณภาพชีวิตของคนในเมืองให้มีความสุขอย่างแท้จริง 

โครงการนี้เต็มไปด้วยป่า แต่ไม่ได้มีแค่การปลูกป่า ปลูกต้นไม้ เพราะคำนึงถึงการใช้ชีวิตที่ได้สัมผัสธรรมชาติ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพอากาศที่ดี เย็นสบาย และช่วยลดการพึ่งพาการใช้เครื่องปรับอากาศในโครงการ

สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC
สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC

เทคโนโลยี อยาก อยู่ อย่าง เย็น

The Forestias เป็นโครงการที่ท้าทายการทำงานของ MQDC ในหลายๆ ด้าน แต่ก็สะท้อนหลักการความเชื่อด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น

‘Heat Reduction’ ทำให้ถนนในโครงการเย็นขึ้น ด้วยการดีไซน์ให้ต้นไม้มาปกคลุมถนน มีอุโมงค์ใต้ถนน ซึ่งนอกจากจะเป็นเขื่อนช่วยป้องกันการเกิดน้ำท่วม ยังเป็นฐานของถนนเพื่อไม่ให้ถนนทรุด เป็นกระดูกสันหลัง (Back Bones) ของโครงการ

นอกจากนั้น อุโมงค์ยังเป็นที่ติดตั้งท่อทำความเย็น ที่เดินท่อดับเพลิง Optic Fiber น้ำประปา ฯลฯ ภายในอุโมงค์มีระบบระบายอากาศให้ไม่ร้อน จึงช่วยทำให้ถนนไม่ร้อนด้วยเช่นกัน โดยเมื่อเทียบกับถนนปกติที่ร้อนมากถึง 55 – 60 องศาเซลเซียส แต่ถนนนี้ลดอุณภูมิลงได้ 20 องศาเซลเซียส

นอกจากนั้น ยังมีการปรับพื้นที่ถนนโดยรอบให้ตรงกลางเป็นแอ่งลงไปเรียกว่า Basin หรือ Valley ต่ำกว่าถนนประมาณ 2 เมตร เพื่อใช้เป็นพื้นที่กักเก็บความเย็น ลดอุณหภูมิ ตามเป้าหมายคือ เพื่อเห็นหมอกในตอนเช้าได้ในโครงการ แม้อาจไม่เห็นทุกวัน แต่จะเห็นหมอกมากกว่าปกติและมากกว่าพื้นที่อื่นๆ โดยรอบ 

‘CUP เป็นศูนย์รวม Utility ของโครงการ และมี District Cooling System’ เป็นระบบผลิตความเย็นและส่งความเย็นด้วยน้ำ ไปตามท่อภายในอุโมงค์จนถึงแอร์ของแต่ละห้อง เป็นระบบผลิตความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน และลดการใช้สารทำความเย็นด้วย

เนื่องจากโครงการมีความต้องการการใช้พลังงานความเย็นคนละเวลากัน เช่น รีเทลหรือร้านค้าต่างๆ ใช้ตอนกลางวัน บ้านพักอาศัยใช้ตอนกลางคืน เป็นต้น การที่ระบบแชร์ภาระการทำความเย็นคนละช่วงเวลาได้ จึงลดปริมาณการติดตั้งเครื่องปรับอากาศโดยรวมของโครงการได้ด้วย

สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC
สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC


‘CO2 Reduction’ ความร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งรับรองว่าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง เพราะเมื่อตึก CUP ลดการใช้สารทำความเย็น ก็จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปด้วย โดยปีแรกตั้งเป้าไว้ที่ 78,511ตัน / ปี และปีต่อไปนับที่ 47,686 ตัน / ปี 

สำรวจการสร้างที่อยู่อาศัยให้ยั่งยืนต่อทุกชีวิตที่แวดล้อมและคิดถึงอนาคตแบบฉบับ MQDC

แนวทางปี 2021 

ถ้าใครเคยเห็นบิลบอร์ดขนาดใหญ่ของ MQDC แล้วนึกสงสัยว่า ภาพตัวอักษรแต่ละตัวมีความหมายอย่างไร เราจะมาเฉลยให้รู้กันตรงนี้

บิลบอร์ดของ MQDC ที่ออกมาใหม่จะว่าด้วยเรื่องของ “ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยน ความสุขที่นี่ยั่งยืนไม่เคยเปลี่ยน” จริงๆ แล้วมีนัยยะหรือความหมายแฝงอยู่ในทุกตัวอักษร นั่นก็คือ

ตัว ‘M’ สะท้อนให้เห็นถึง Environment / Biodiversity แปลว่าการอยู่ร่วมกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นการอยู่ร่วมกันของมนุษย์อย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมไปด้วยพร้อมๆ กัน

‘Q’ เป็นภาพของ Quality of Happiness หรือความสุขของทุกชีวิต ว่าด้วยเรื่องของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน

‘D’ เป็นภาพของ Sustainnovation หรือนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน คิดค้นโดย RISC และ FutureTales Lab ซึ่งถือว่าเป็น Knowledge Sharing Hub ที่สำคัญต่อไป เพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ทำให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน

‘C’ คือภาพ Intergeneration หรือแนวคิดการทำที่อยู่อาศัยที่ดีและเหมาะสมสำหรับสมาชิกครอบครัวทุกวัย 

การปรับตัวเผชิญ COVID-19 และการรับมือความท้าทายในอนาคต 

1. ด้านสังคม มีการริเริ่มโครงการมากมาย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนในสังคม เช่น ‘โครงการปันความสุข’ ที่ได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ นำอาหารและสิ่งของใช้ที่จำเป็นมามอบให้กับผู้ที่เดือดร้อน โรงพยาบาลสนาม ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ บุคลากรที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อสังคมและจิตอาสา โดยมีกิจกรรมภายใต้โครงการมากมาย อาทิ คาราวานปันสุข ตู้ปันสุข ครัวปันสุข ถุงปันสุข เป็นต้น เพื่อตอกย้ำการให้ความสำคัญกับ For All Well-Being 

2. ด้านธุรกิจ มีการทำวิจัยเพื่อต่อยอดงานออกแบบโครงการ ให้มีการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 หรือที่เรียกว่า COVID-Free Design ซึ่งออกแบบสภาพแวดล้อมของที่อยู่อาศัยให้ตอบรับกับการระบาด แบ่งรากฐานออกเป็น 4 แนวทางหลัก ทั้งการออกแบบพื้นที่ลดการแพร่กระจายเชื้อ การออกแบบพื้นที่ลดการสัมผัส การออกแบบที่อยู่อาศัยรองรับการทำงาน และการกำหนดนโยบายจัดการป้องกันโรค COVID-19 หรือการต่อยอดการพัฒนาหอฟอกอากาศเมืองฟ้าใส 2 ในการฆ่าเชื้อโรค เป็นต้น การต่อยอดงานวิจัยต่างๆ เหล่านี้ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเติบโตทางธุรกิจด้วยเช่นกัน 

3. ด้านการวางแผนกลยุทธ์ สถานการณ์ COVID-19 ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนงานทางธุรกิจ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ที่ไม่คาดคิด และอาจเกิดขึ้นได้อีกหลายเหตุการณ์ในอนาคต

ความสำคัญของ 2 ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมแห่งอนาคต 

ศูนย์วิจัยทั้ง 2 แห่งที่ได้กล่าวไปแล้ว จะทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้ที่สำคัญเพื่อเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายในสังคม เพื่อย้ำว่า MQDC ไม่ได้มองใครเป็นคู่แข่ง แต่มองเป็นเพื่อนร่วมงานในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมไปตลอด ดังนั้น จึงเปิดกว้างการแชร์ความรู้และข้อมูลนี้ให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อื่นๆ ด้วย

ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) จะเป็นศูนย์กลางการวิจัยด้านความยั่งยืนของชีวิตแห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหรือองค์กรระดับโลก นอกจากนี้ RISC ยังถือเป็นศูนย์วิจัยที่ได้รับการออกแบบตามมาตรฐาน WELL Building Standard ระดับ Gold แห่งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

แนวคิดธุรกิจอสังหาฯ ของ MQDC ที่เป็นมิตรต่อทั้งมนุษย์ สัตว์ ธรรมชาติ นวัตกรรมที่อยู่อาศัยแห่งอนาคต พร้อมปรับตัวเพื่อความสุขและความยั่งยืน

ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales Lab) จะเป็นศูนย์วิจัยแห่งอนาคต ศึกษาคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้เราเตรียมพร้อมและได้พบกับอนาคตที่เราต้องการ โดยจะใช้เครื่องมือเพื่อค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกสำหรับสะท้อนภาพการอยู่อาศัย การทำงาน การเรียนรู้ การใช้เวลาว่าง คมนาคมขนส่ง และบริบทของความยั่งยืน

ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าทั้งสองศูนย์วิจัยทำงานเชื่อมโยง ส่งเสริมกันและกัน และมีเป้าหมายเดียวกันคือ สร้างสังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเราเรียกที่อยู่อาศัยนั้นว่าบ้าน บ้านที่ดีจึงควรเป็นบ้านที่เป็นความสุขให้กับทุกคน
เหมือนระบบนิเวศแห่งหนึ่งที่ไม่ควรมีใครถูกละทิ้ง เพราะทุกชีวิตใช้พื้นที่นั้นร่วมกัน เติบโตไปด้วยกัน และยั่งยืนไปด้วยกัน 

ภาพ : Magnolia Quality Development Corporation

Writer

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day BULLETIN และ The Standard Magazine ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองว่า ‘นักหาเรื่อง’ เพราะสนุกกับการหาแง่มุมที่ซุกซ่อนในเรื่องราวของผู้คนและสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านการพูดคุย อ่าน เขียน และการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไปจนถึงมะเร็ง

โรคคุ้นหูกลุ่มนี้ถือว่าเป็นโรคใกล้ตัวที่ทางการแพทย์ให้ความสำคัญเพราะมีคนจำนวนมากที่เป็น มีแพทย์เฉพาะทางด้านนี้เยอะ การศึกษาและเก็บข้อมูลเพื่อเอาชนะโรคร้ายพวกนี้มีอยู่มาก และรักษาผู้ป่วยให้มีอาการที่ดีขึ้นได้ไม่ยาก

ยังมีโรคอีกกลุ่มหนึ่งที่เราไม่ค่อยคุ้นเคย ซึ่งมีอาการใกล้เคียงกับโรคทั่วไป แพทย์จึงทำการรักษาตามอาการ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้สักที จนมาพบความจริงว่าเป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคที่มีอุบัติการณ์ และจำนวนผู้ป่วยไม่เยอะเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร กลุ่มคุณหมอที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้ก็ยังมีไม่มาก ทำให้การศึกษาเกี่ยวโรคเหล่านี้มีน้อย บางโรคแทบไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน อย่างโรคปัสสาวะกลิ่นเมเปิ้ลไซรัป (MSUD) โรคแฟเบรย์ โรคโกเช่ร์ โรคพีเคยู ทางการแพทย์เรียกกลุ่มโรคอย่างหลังนี้ว่า ‘โรคหายาก’ หรือ Rare Disease นั่นเอง

ก็ในเมื่อชื่อก็บอกอยู่ว่าโรคหายาก เราก็ไม่น่าจะเป็นได้ง่าย ๆ ไม่น่าจะมาเกิดกับเราหรือคนใกล้ตัวเราได้ แต่รู้หรือไม่ว่าในประเทศไทยมีคนเป็นอยู่แล้วกว่า 3 ล้านคน! ซึ่งก็อาจมีมากกว่านี้ แต่กว่าแพทย์ผู้ทำการรักษาจะวินิจฉัยได้ถูกต้องก็กินเวลายาวนานหลายปี บางคนเป็น 10 ปี หรือหากวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องไม่ได้ ก็จะไม่มีทางจะหายได้เลยตลอดจนกระทั่งเสียชีวิต บางครั้งเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไรเลยก็มี

ถึงตรงนี้หลายคนอาจเริ่มใคร่รู้ถึงโรคหายากว่ามีความสำคัญแค่ไหน หรืออยู่ใกล้ไกลตัวเรามากน้อยเพียงใด เราขอชวนไปพูดคุยกับ รศ.นพ.ธันยชัย สุระ นายกสมาคมเวชพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหายาก ที่มาช่วยไขข้อข้องใจเรื่องเกี่ยวกับโรคหายากนี้ให้มากยิ่งขึ้น

รศ.นพ.ธันยชัย สุระ นายกสมาคมเวชพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหายาก

โรคหายากที่คนไม่ค่อยรู้จัก แต่มีอยู่จริง

ปัจจุบันเราพบเจอโรคหายากจำนวนหลายพันโรค บางประเทศพบมากถึง 1 ใน 5,000 คน หรือบางประเทศอาจพบน้อย ในแสนคนจะเจอสักราย ในประเทศไทยมีประมาณ 10 โรคที่เจอบ่อย

จากการทำงานคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคหายากมากว่า 10 ปี คุณหมอธันยชัยได้ยกตัวอย่างบางโรคซึ่งเคยพบและได้ทำการรักษา เช่น โรคโกเช่ร์ (Gaucher Disease) คนไข้จะมาด้วยอาการที่อวัยวะภายในอย่างตับและม้ามโต มีเกล็ดเลือดต่ำ บางคนเป็นตั้งแต่เด็ก และกว่าจะวินิจฉัยถูกต้องก็ล่วงถึงวัยกลางคน อย่างคนไข้รายที่คุณหมอเคยเจอคืออายุ 42 ปีจึงจะเริ่มรักษาอย่างถูกต้อง ด้วยอาการแสดงที่แทบไม่ต่างกับเป็นโรคตับ ทำให้ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะไปพบแพทย์กี่คน ต่างก็วินิจฉัยว่าเป็นโรคตับอักเสบมาโดยตลอด

“เราไม่ได้คิดว่าการรักษาของแพทย์นั้นผิด เพราะว่าเวลาไปเจอแพทย์ก็รักษาตามอาการ และตามสิ่งที่เราคิดว่าน่าจะเป็นในครั้งแรก แต่ถ้าคนไข้ไปหาแพทย์คนเดิมเรื่อย ๆ เขาเห็นว่าเจอสี่ถึงห้าครั้งแล้ว ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เขาอาจต้องไปค้นคว้า ไปเปิดดู และส่งให้แพทย์ที่มีความชำนาญ”

อีกโรคหนึ่งซึ่งน่าสนใจคือ โรคแฟเบรย์ (Fabry Disease) ซึ่งทำให้ร่างกายขาดเอนไซน์บางชนิดที่มีหน้าที่ทำลายขยะภายในเซลล์ จนขยะนั้นไปสะสมตามอวัยวะที่มีเส้นเลือดเล็ก ๆ เยอะ เช่น หัวใจ สมอง ไต อวัยวะเหล่านี้จึงไม่สามารถทำงานได้ปกติ โรคที่ตามมาคือเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ไม่ปกติ บางครั้งไปอุดตันเส้นเลือดในสมอง ก็ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตตั้งแต่อายุยังน้อย

“คนไข้โรคนี้จะมาด้วยเรื่องของปลายประสาทอักเสบ เส้นเลือดในสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ค่อย ๆ พัฒนามาแต่เด็ก มักไปอยู่ที่อากาศร้อนไม่ได้ ซึ่งอาการพวกนี้เจอได้ทั่วไป ถ้าไม่ได้ตระหนักก็รักษาแบบทั่วไป สิบยี่สิบปีถึงจะรู้ว่าเป็น มาตรวจจึงพบว่าเส้นเลือดหัวใจหรือเส้นเลือดไตบางส่วนอุดตันไปแล้ว ”

ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงอาการแสดงบางส่วนที่คุณหมออยากชี้ชวนให้เราเห็นได้ว่าโรคหายากนั้น มีอาการที่แทบจะเหมือนโรคทั่วไปที่เรารู้จักกัน ซึ่งส่งผลต่อการวินิจฉัยโรค หากคุณหมอผู้ทำการรักษาไม่นึกถึงโรคหายากเหล่านี้

รศ.นพ.ธันยชัย สุระ นายกสมาคมเวชพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหายาก
รศ.นพ.ธันยชัย สุระ นายกสมาคมเวชพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหายาก

โรคหายากมากอุปสรรค

โรคหายากส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 เป็นโรคทางพันธุกรรม ส่งต่อกันมาทางสายเลือดในครอบครัว บางคนอาจมีประวัติพ่อแม่เป็น บ้างก็เป็นตั้งแต่ปู่ย่าตายาย หายไปตอนรุ่นพ่อแม่ และกลับมาแสดงอาการตอนรุ่นหลาน ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่สามารถวินิจฉัยคนไข้ รวมทั้งพาญาติพี่น้องที่มีสายเลือดร่วมกันมาตรวจด้วย แล้วพบว่าสมาชิกในครอบครัวเป็นพาหะของโรคหายาก ก็จะป้องกันข้อแทรกซ้อนของโรคได้ไว ผู้ป่วยโรคหายากปกติแล้วจะมีประมาณร้อยละ 1 – 5 ของจำนวนประชากร ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นหลักล้านคน แต่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาแล้วเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น

นอกจากอาการของโรคที่มีผลต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วยแล้ว ยังมีอีกสารพัดอุปสรรคที่ผู้ป่วยต้องเผชิญตามมาเป็นหางว่าว อย่างแพทย์โรคหายากทั่วประเทศตอนนี้มีเพียง 25 คนเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที และยังมีปัญหาความยุ่งยากในการส่งตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคในห้องแล็บ ที่ต้องมีการตรวจเพิ่มเติม ต้องออกแบบวิธีการตรวจขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ หรือต้องส่งไปตรวจที่ต่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่เรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก

การค้นคว้าและวิจัยวิธีการรักษาก็ใช้เวลานาน ส่วนหนึ่งมาจากการที่เจอโรคพวกนี้น้อย ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย อย่างยาพาราเซตามอลที่เป็นยาสามัญคู่บ้าน มีผู้ใช้เยอะเพราะใคร ๆ ต่างก็ปวดศีรษะ ทำให้มีความต้องการในท้องตลาดมากขึ้น ราคาก็ถูกลง แต่ขณะที่โรคหายากบางชนิดพบผู้ป่วยเพียง 1 ในแสนคน ดังนั้นเมื่อมีปริมาณความต้องการน้อย ค่าใช้จ่ายในการรักษาจึงค่อนข้างสูง และถึงแม้จะพอมีสตางค์ แต่ก็ใช่ว่าจะได้รับการรักษาได้ดั่งใจ บางครั้งจำเป็นต้องขอบริจาคจากบริษัทผู้ผลิตและชมรมผู้ป่วยโรคหายาก ดังนั้นที่ผ่านมาจึงจำเป็นที่จะต้องวางแผนเรื่องการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

คุยกับคุณหมอเฉพาะทางถึงโรคหายากที่เราไม่เคยรับรู้ แต่มีอยู่จริง แม้มีผู้ป่วยน้อย แต่กระทบสังคมในวงกว้าง
ทำความรู้จัก ‘โรคหายาก’ โรคแปลก ๆ ที่ฟังดูลึกลับ แต่สังคมควรรู้จักกันให้มาก ๆ

ก้าวใหม่เพื่อผู้ป่วย

ไม่นานมานี้โรคหายากเริ่มได้รับความสนใจจากภาครัฐมากขึ้น จากการผลักดันของกลุ่มแพทย์โรคหายากและชมรมกลุ่มผู้ป่วย ก่อนจะเกิดเป็น 24 โรคหายากที่นำร่องบรรจุอยู่ในกลุ่มโรคที่ครอบคลุมการรักษาตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือสิทธิบัตรทอง เมื่อ พ.ศ.2563 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นแรกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยได้มากขึ้นจากเดิม ทุกวันนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ช่วยเหลือดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตั้งแต่การวินิจฉัยขั้นต้น และหากพบว่าเป็นผู้ป่วยโรคหายากแล้วจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเฉพาะ ก็เบิกจ่ายค่ารักษาได้

คุณหมอกล่าวว่าแผนการขั้นต่อไป นอกจากเพิ่มเติมโรคหายากอื่น ๆ เข้าไปในสิทธิบัตรทองเพื่อให้ครอบคลุมมากที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญคือสร้างความตระหนักให้สังคมให้ความสนใจโรคหายากมากขึ้น เพราะการวินิจฉัยที่ช้าหรือไม่ตรงตามโรค จะทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที เมื่อคุณภาพชีวิตคนไข้ไม่ดี ก็ส่งผลไปถึงครอบครัวและผู้ดูแล พ่อแม่ต้องหยุดงานมาพยาบาล ต้องหาเงินมารักษา ต้องพึ่งการรักษาจากรัฐบาล ซึ่งภาพกว้างที่ตามมาคือการสูญเสียทางเศรษฐกิจระดับประเทศ เมื่อไหร่ที่แพทย์สามารถวินิจฉัยคนไข้กลุ่มนี้ได้เร็วขึ้น แล้วส่งมาให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้

คุยกับคุณหมอเฉพาะทางถึงโรคหายากที่เราไม่เคยรับรู้ แต่มีอยู่จริง แม้มีผู้ป่วยน้อย แต่กระทบสังคมในวงกว้าง
คุยกับคุณหมอเฉพาะทางถึงโรคหายากที่เราไม่เคยรับรู้ แต่มีอยู่จริง แม้มีผู้ป่วยน้อย แต่กระทบสังคมในวงกว้าง

ร่วมมือร่วมใจ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถือเป็น ‘วันโรคหายาก’

ภาคประชาชนเองมี ‘มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก’ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของพ่อแม่ผู้ปกครองของผู้ป่วยโรคหายาก ทุกปีจะร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อพูดคุยถึงวิธีการดูแลผู้ป่วย และสิ่งที่ต่างคนประสบพบเจอมา ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อพ่อแม่ผู้ป่วยหน้าใหม่ที่ยังไม่เข้าใจโรคพวกนี้ 

“บางคนมีปัญหาเรื่องของการเดินไม่ปกติ พ่อแม่บางคนที่อยู่ต่างจังหวัดก็มีวิธีช่วยเหลือลูก เช่น เอาราวไม้ไผ่มาทำที่เดิน เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน มันเป็นประโยชน์สำหรับเขา หรือแม้แต่การเป็นที่พึ่งทางใจและสร้างแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน”

รวมถึงยังมีการรณรงค์เรื่องโรคหายากอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมรู้จักโรคหายากมากขึ้น โดยในปีหลัง ๆ มานี้เริ่มเพิ่มเติมการจัดการเสวนาเข้ามา เชิญทั้งคนไข้และหมอที่เจอโรคมาเจอกัน หรือในหลายโรงพยาบาลตามต่างจังหวัดที่แพทย์ตรวจพบผู้ป่วยก็เริ่มมีการจัดกิจกรรมวันโรคหายากมากขึ้น เกิดขึ้นเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันทั่วประเทศ

ขณะที่ในส่วนของแพทย์ผู้ทำการรักษาโรคหายากเอง แม้จะมีจำนวนน้อย แต่ก็มีการรวมกลุ่มพูดคุยกันโดยตลอด ทั้งในแง่ของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงร่วมมือกันส่งเสียงไปยังรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดนโยบายช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสร้างความตระหนักรู้เรื่องโรคหายากให้ขยายวงกว้างสู่สังคมมากขึ้น

ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น โรคหายากถือเป็นสิ่งที่หลายประเทศพบเจอ ประเทศไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญและจริงจังกับโรคหายากเป็นอย่างมาก ตัวเลขผู้ป่วยโรคหายากมากกว่าในบ้านเราหลายเท่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้วิธีตรวจเด็กหลังคลอด (New Born Screening) คือทำการตรวจเลือดของเด็กตั้งแต่แรกเกิด ทำให้ตรวจเจอผู้ป่วยโรคหายากได้เพิ่มขึ้นแต่เนิ่นๆ ซึ่งคุณหมอบอกว่า กรณีนี้ก็ถือเป็นตัวอย่างที่ดีจากต่างประเทศที่ควรนำมาปรับใช้เพื่อรับมือกับโรคหายากในบ้านเรา

“อยากเห็นอนาคตของโรคหายากที่เปลี่ยนไปในมิติที่ดีขึ้น เพราะมันมีอาการแบบทั่วไปที่หาได้ไม่ยาก แต่เราต้องตระหนักว่าถ้าอาการทั่วไปที่เป็นอยู่แล้ว รักษาไม่หายในครั้งสองครั้ง ต้องคิดถึงโรคกลุ่มพวกนี้ เราต้องเร่งพัฒนาให้เกิดระบบการรักษาโรคหายากที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วย อย่างน้อยก็ให้เขาสามารถมีชีวิตอยู่กับครอบครัวได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” รศ.นพ.ธันยชัยกล่าวสรุปปิดท้าย

คุยกับคุณหมอเฉพาะทางถึงโรคหายากที่เราไม่เคยรับรู้ แต่มีอยู่จริง แม้มีผู้ป่วยน้อย แต่กระทบสังคมในวงกว้าง

จากความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เพื่อผู้ป่วยโรคหายาก จึงเกิดการต่อยอดสู่การประชุม The first Southeast Asia Rare Disease Summit ที่กำลังจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 20 – 21 มกราคม 2565 ภายใต้หัวข้อ ‘Bringing Rarity to Reality’ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างความตระหนักให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วย ผู้วางนโยบายด้านสาธารณสุข ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดการโรคหายากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศอื่น ๆ เพื่อผลักดันให้สังคมได้ตระหนักและเข้าใจปัญหาของโรคหายากมากขึ้น โดยสมาคมเวชพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์ เป็นหนึ่งในคณะผู้จัดงานที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาโดยจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load