ถ้าโลกคู่ขนานมีจริง..

บอล อาจกำลังเป็นวิศวกรอยู่บริษัทใดสักแห่ง หรือข้องเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ที่เขารัก

ยอด อาจเป็นพนักงานโรงงานเบียร์หรือเครื่องดื่มชูกำลัง ตามสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารที่ร่ำเรียนมา

แต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ชีวิตของทั้งคู่โคจรมาพบกันที่ชมรมแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรู้จักการทำหนัง ซึ่งเปลี่ยนเส้นทางเดินของพวกเขาตลอดกาล 

ไม่มีใครคิดว่ามนตร์เสน่ห์ภาพยนตร์จะพาบอลและยอดออกไปท่องโลกกว้าง จนเกิดเป็น ‘หนังพาไป’ สารคดีการเดินทางที่มีแฟนคลับเหนียวแน่นที่สุดรายการหนึ่งในเมืองไทย 

ในสมัยที่รายการท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีพิธีกรหล่อสวย ชื่อเสียงโด่งดัง ถ่ายทำอลังการ สองหนุ่มโนเนมฉีกทุกตำรา ทั้งพกกล้องวิดีโอไปถ่ายเอง แต่ละทริปกินใช้อย่างประหยัด แบกเป้ระหกระเหิน แต่ด้วยความสนุกสนานเหมือนได้เที่ยวกับเพื่อน แถมเขายังกล้าตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ ส่งผลให้ หนังพาไป ขึ้นทำเนียบรายการยอดฮิตของสถานี Thai PBS ถึงขั้นเคยจัดงานแฟนมีตติ้งมาแล้ว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอชวนไปคุยกับ บอล-ทายาท เดชเสถียร และ ยอด-พิศาล แสงจันทร์ ถึงการเดินทางยาวนาน 10 ปีจากวันแรกที่ออกอากาศ ความฝันและการเติบโตของทั้งคู่ ตลอดจนความคืบหน้าของซีซั่นที่ 5 ซึ่งเตรียมพบผู้ชมในช่วงต้นปีหน้า อีกไม่นานเกินรอแน่นอน!

01

เงิน 200 บาทกับเทศกาลหนังต่างประเทศ 

ใครที่ติดตาม หนังพาไป ซีซั่นแรกๆ คงจำภาพแอนิเมชันไตเติ้ลรายการที่มีคณะกรรมการจอมโหดรุมสับความฝันทั้งคู่จนไม่มีชิ้นดี เหตุการณ์นี้มาจากเรื่องจริง

ย้อนเวลากลับไป พ.ศ. 2544 สมัยที่บอลเรียนอยู่ปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมวัสดุ เขาสมัครเข้าชมรมค่ายสร้างสรรค์เยาวชน นอกจากการออกค่ายแล้ว ชมรมนี้ยังมีระบบให้นิสิตทดลองทำสิ่งที่สนใจ ตั้งแต่ทำบัญชี สันทนาการ และอีกสารพัด เพื่อค้นหาว่าอะไรที่ชอบ ไม่ชอบ เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งจะช่วยในการเลือกอาชีพต่อไป 

แม้เลือกเรียนวิศวะฯ เพื่อความมั่นคง แต่บอลมีความฝันอยากทำหนังมาตั้งแต่มัธยมแล้ว เวลาดูหนังจบเขาชอบไปยืนจับจอ ฝันว่าจะมีหนังของตัวเองฉายบนจอใหญ่ๆ บ้าง วันหนึ่งบอลจึงชวนสมาชิกคนอื่นๆ มาช่วยกันผลิตภาพยนตร์สั้นแบบลองผิดลองถูก

หนังเรื่องนั้นชื่อ เหรียญบาท มาจากเรื่องสั้นของรุ่นพี่ เล่าถึงเด็กสองคนซึ่งเป็นเพื่อนกัน แต่มิตรภาพกลับสั่นคลอนเมื่อทั้งคู่พบเงินหนึ่งบาทตกอยู่บนพื้น กระบวนการเริ่มตั้งแต่คัดเลือกนักแสดง ถ่ายทำ ตัดต่อ โดยระหว่างนั้นเพื่อนร่วมชมรมหลายคนแวะเวียนมาช่วยในขั้นตอนที่ตัวเองสนใจ

แต่มีเพียงคนเดียวที่อยู่ช่วยตั้งแต่ต้นจนจบ และค้นพบว่าเขาเองก็หลงใหลภาพยนตร์เช่นกัน นั่นคือ ยอด รุ่นพี่ปี 3 จากคณะอุตสาหกรรมการเกษตร

“สงสาร ไม่มีใครช่วย ตอนถ่ายมันสนุก ทุกคนมาช่วยกันหมด แต่คนที่จะอยู่ช่วยตลอด ต้องเข้าใจงานแล้วก็ชอบจริงๆ เราชอบงานนี้ตรงที่มันเอาตัวหนังสือมาสร้างเป็นภาพให้เราเห็นได้” ยอดเล่าย้อนถึงช่วงเวลานั้น 

“เราเห็นความมหัศจรรย์ของการทำหนัง ภาพที่เราเห็นเป็นภาพเดียวกันกับที่ทุกคนได้เห็น ได้ยินเสียงแบบที่เราจินตนาการไว้ มันออกมามีตัวตนขึ้นมาบนจอ มีชีวิต รู้สึกดีกับวินาทีนั้น” บอลเล่าบ้าง

ความจริงแล้วหนังเกือบไม่เสร็จ เพราะบอลมีเงินไม่พอค่าเช่าห้องตัดต่อ เขาแทบร้องไห้ แต่โชคดีมีพี่คนรู้จักที่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยช่วยตัดต่อให้ กระทั่งหนังสั้นเรื่อง เหรียญบาท สำเร็จและได้รับเลือกให้ฉาย ณ มูลนิธิหนังไทย ช่วยปลุกจิตวิญญาณการทำหนังของบอลให้ลุกโชนขึ้นมา 

“นั่นเป็นการลองทำฝันครั้งแรก สำหรับเรามันยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าสมัยนั้นเกษตรฯ ไม่มีคณะด้านนี้ ไม่มีเพื่อนที่รู้ด้านนี้เลย เป็นก้าวแรกๆ ที่กลายมาเป็น หนังพาไป” บอลกล่าว

หลังจากนั้นบอลและยอดก็สนุกกับการทำหนังสั้นส่งประกวดตามเวทีต่างๆ คว้ารางวัลได้บ้างไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีการประกวดหนังผีงานหนึ่ง ทั้งคู่ส่งหนังเรื่อง กลางวันแสกๆ (Day-light Ghost) ที่ลงเงินกันคนละ 100 บาทและใช้เวลาถ่ายทำเพียงวันเดียว ปรากฏว่าหนังผีกะเทยของพวกเขาชนะใจผู้ชมจนคว้ารางวัล Popular Vote

แต่แทนที่จะกลับบ้านอย่างมีความสุข เรื่องราวกลับพลิกไปอีกด้าน เมื่อกรรมการท่านหนึ่งพูดว่า มีหนังเรื่องหนึ่งที่มีศักยภาพพอจะไปประกวดเมืองนอกได้ สองหนุ่มหูผึ่งแอบหวังให้เป็นผลงานของพวกเขา เพราะสมัยนั้นหนังใครไปเมืองนอก เมื่อกลับมาก็มักได้รับโอกาสให้ทำงานเป็นผู้กำกับจริงๆ

“ถ้าเราไม่ถามคงสงสัยไปจนตาย พอเลิกงานก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปถาม หนังที่พูดถึง หนังผมหรือเปล่าครับ เขาก็มองด้วยสายตาเหยียดหยามมาก อ๋อ ไม่ใช่หนังน้อง ตอนนั้นรู้สึกเหมือนเราขึ้นไปยืนบนภูเขา แล้วถูกถีบตกหน้าผาลงมาจุดต่ำที่สุด” บอลเล่าเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืม

บอลกลับบ้านด้วยความรู้สึกแพ้พ่าย รางวัลที่ได้มาแทบไม่มีความหมาย จากความผิดหวังแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ เขาจึงเข้า Google พิมพ์คำว่า Film Festival จนพบความจริงว่า ทุกคนสามารถส่งหนังไปเทศกาลเอง เพียงแค่ไรต์หนังลงดีวีดี ทำเอกสารและทำซับไตเติ้ลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วส่งไปรษณีย์ จากนั้นทั้งคู่จึงส่งหนังสั้นเรื่อง กลางวันแสกๆ ไปยังเทศกาล 10 แห่งทั่วโลก พอได้ส่งแล้วก็สบายใจ ไม่คาดหวัง เพราะรู้อยู่แล้วว่าคุณภาพงานไม่ได้ดีถึงขั้นนั้น 

เรื่องราวเงียบหายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ระหว่างนั้นบอลเรียนจบและทำงานลำดับภาพอยู่ที่บริษัทผลิตสารคดีแห่งหนึ่ง ส่วนยอดตระเวนรับถ่ายวิดีโอ ตัดต่อ ถ่ายภาพเบื้องหลังกองถ่าย ปรากฏวันหนึ่งมีอีเมล 2 ฉบับ เด้งขึ้นมาแจ้งว่า หนังของพวกเขาได้รับคัดเลือกให้ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ Magma – mostra di cinema breve ประเทศอิตาลี กับ Lausanne Underground Film & Music Festival ประเทศสวิตเซอร์แลนด์!

“มันเกินฝันเรา ตอนนั้นพิสูจน์ว่า ทำไมจะต้องให้คนคนหนึ่งมาตัดสินว่างานเราดีหรือไม่ดี ในเมื่อคนมีเป็นพันล้านคนทั่วโลก มันต้องมีคนที่ชอบเหมือนกับเราอยู่สักที่แน่ๆ” บอลกล่าว

แม้ทางเทศกาลไม่ได้ส่งตั๋วเครื่องบินมาให้เพราะว่าหนังยาวเพียง 10 นาที แต่ไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจของทั้งคู่ บอลและยอดลองขอทุนจากมหาวิทยาลัย ปรากฏว่าอธิการบดีอนุมัติ จึงได้ไปเมืองนอกตามที่ฝันไว้ 

การเดินทาง 10 ปีของบอล ยอด และหนังพาไปที่แม่บอลเคยถามว่าใครจะดู สู่ซีซั่นใหม่ในปี 64

02

มหากาพย์ก่อนจะเป็น หนังพาไป

การเดินทางข้ามทวีปครั้งแรกในชีวิต เปิดประสบการณ์ของบอลและยอดอย่างมาก

พวกเขาตื่นเต้นกับทุกสิ่งตรงหน้า ทั้งห้องน้ำสาธารณะที่สะอาด รถไฟที่ตรงเวลา รถเมล์ที่ไม่มีพนักงานเก็บค่าโดยสาร สองหนุ่มสงสัยกระทั่งว่า คนยุโรปตากผ้ากันอย่างไร ในเมื่ออากาศหนาวและหิมะตก

“โลกยุคยี่สิบปีก่อน ค่าตั๋วเครื่องบินแพง คนมีโอกาสไปเมืองนอกน้อยมาก ขึ้นเครื่องบินที เขาจะใส่สูทผูกไทด์ ญาติพี่น้องมาส่ง เอาพวงมาลัยมาคล้อง เวลาไปจริงๆ เราจึงตื่นเต้นกับทุกสิ่ง มีแบบนี้ด้วยเหรอ เมืองไทยไม่มี เหมือนเรามองด้วยสายตาของคนที่ไม่เคยไปเมืองนอกมาก่อน” ยอดอธิบาย 

ทั้งสองไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ยอดเป็นคนนครสวรรค์ แม่เป็นครู พ่อเป็นอัยการ แต่ที่บ้านมีหนี้ที่ต้องช่วยกันใช้ แม่เก็บออมเงินให้ยอดเดือนละ 100 บาท ตั้งแต่เขาเกิด ซึ่งตอนหลังยอดขอถอนออกมาจนหมดเป็นทุนเพื่อไปเทศกาลหนัง 

ส่วนบอลเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวลูกจ้างประจำกรมชลประทาน หลายครั้งที่เงินไม่พอใช้ จึงต้องไปขอเงินแม่ แต่เมื่อท่านเกษียณแล้วเขาก็ไม่อยากไปรบกวนอีก 

“ด้วยความที่เราไม่มีตังค์เนี่ย จึงต้องไปแบบประหยัดที่สุด ที่พักก็ต้องถูกที่สุด บางทีซื้อข้าวไม่ได้ ต้องซื้อแค่ขนมปังจากในตลาดมานั่งกินอยู่ในมุมอับๆ ให้พออิ่ม เพราะเราอยากเที่ยว ตอนนั้นเราเด็ก ทนได้อยู่แล้ว นอนบนรถไฟชั้น สาม ถูกที่สุด แล้วพบว่าสิ่งที่เจอสนุกจัง มันมีความขัดแย้งตลอดเวลาเลย เพราะเราไปแบบไม่ง่าย ทุกอย่างมีปัญหาหมด โจทย์คือต้องถูกที่สุด ประหยัดที่สุด แค่นี้มันคือพล็อตหนัง มันคือสารคดีการเดินทางได้เลย” บอลอธิบาย 

การไปเทศกาลหนังที่อิตาลีกับสวิตฯ ทำให้ทั้งคู่เกิดไอเดียอยากทำหนังสารคดีเรื่องยาว เล่าประสบการณ์ในต่างแดนของมนุษย์จากประเทศโลกที่ 3 ตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ โดยคิดว่าฝรั่งน่าจะชอบ พวกเขาหวังจะส่งหนังเรื่องนี้ไปเทศกาลอื่นๆ และได้รับเชิญไปต่างประเทศต่อไปเรื่อยๆ 

ทริปต่อมาที่เยอรมนีกับฝรั่งเศส จึงพกม้วนเทปไปเก็บภาพตลอดการเดินทาง รวมถึงทำสารคดีเพิ่มคือ มอแกนป่ะ? หนังสองเรื่องนี่เองที่พาทั้งคู่เดินทางท่องไปอีกหลายประเทศ ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น ไซปรัส และตุรกี

ผลจากความอยากกลายเป็นฟุตเตจจำนวนมหาศาล บอกเล่าตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน ไม่แปลกเลยว่าทำไมเขาจึงไม่สามารถตัดต่อออกเป็นหนังสารคดีความยาว 120 นาทีได้ตามที่ตั้งใจ

ระหว่างที่คิดกันว่าควรทำอย่างไรดี เป็นจังหวะเดียวกับที่ Thai PBS หรือชื่อเดิมว่า ‘ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ’ กำลังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายเล็กๆ ยื่นโครงการผลิตรายการสร้างสรรค์ ทั้งคู่จึงทดลองตัดต่อเทปเดโม่ส่งเข้าไป 

“ทำไมมันตรงล็อกขนาดนี้ ตรงไปหมดเลย หนังยาวของเราที่จะยาวมากๆ แบบพระนเรศวร เราก็เอามาย่อยเป็นรายการได้นี่นา เลยลองทำส่งดู” ยอดเล่าแล้วหัวเราะ

กลาง พ.ศ. 2552 มีเจ้าหน้าที่จากสถานีติดต่อแจ้งผลเข้ามาว่ารายการได้ผ่านการคัดเลือกแล้ว แต่ต้องรออนุมัติในผังใหญ่ และเซ็นสัญญาอีกที

ทั้งคู่เริ่มมีหวัง ความฝันเขยิบใกล้ความจริง แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปก็ยังไม่มีการติดต่อใดๆ กลับมา 

“ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานมาก เราไม่มีโอกาสรู้คำตอบเลยว่า เขาจะเอาหรือไม่ ทุกวันตื่นขึ้นมามองไปที่โทรศัพท์ว่ามีใครโทรมาไหม ผ่านไปหนึ่งเดือน สองเดือนก็ยังเงียบ ระหว่างที่รอ เราก็ตัดต่อรายการไปเรื่อยๆ ไปทำงานอื่นก็ไม่ได้ กลัวว่าเกิดทางสถานีตอบรับ เราจะทำเทปออกอากาศไม่ทัน จะถอยหลังกลับก็ไม่ได้ มันมองไม่เห็นแสงสว่างเลย ระหว่างนั้นก็ให้กำลังใจกันไปเรื่อยๆ” บอลเล่าถึงช่วงสุญญากาศครั้งใหญ่

“ท้อ คิดว่าทำไมมันยังไม่มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิตเสียที เงินใช้จ่ายบางเดือนมีแค่สามพันบาท ไปเดินห้างได้แต่คิดว่า รอให้มีเงินจะกลับมาซื้อ ดูหนังสักเรื่องก็กระทบแล้ว ต้องประหยัดเพราะถ้าเงินหมดก็ไม่รู้จะไปขอยืมใคร เราต้องสำรองเงินให้มากที่สุด เผื่อว่าวันหนึ่งเกิดได้ทำรายการ จะได้มีเงินไปถ่ายทำต่อ” ยอดเล่าบ้าง 

หลังตัดๆ แก้ๆ รอคอยอยู่นับปี ในที่สุดสถานีก็แจ้งข่าวดีว่าให้เริ่มทำได้เลย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสารคดีการเดินทางที่มีคนรักมากที่สุดรายการหนึ่ง 

การเดินทาง 10 ปีของบอล ยอด และหนังพาไปที่แม่บอลเคยถามว่าใครจะดู สู่ซีซั่นใหม่ในปี 64

03

รายการเดินทางที่ฉีกทุกตำรา

เทปแรกของ หนังพาไป ออกอากาศคืนวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 3 ทุ่มครึ่ง เปิดฉากตอนที่บอลและยอดเดินทางมาถึงสถานีรถไฟมิวนิก ประเทศเยอรมนี 

ไม่มีภาพสถานที่เที่ยวหรูหราสวยงาม เพราะชายหนุ่มทั้งสองพาไปดูห้องน้ำที่สะอาดสะอ้าน ในรถไฟสัญชาติดอยช์ที่ตรงเวลาเป๊ะแบบไม่ขาดไม่เกินสักนาที

“เทปแรกที่ทำเรื่องรถไฟตรงเวลา เพราะรู้สึกแปลกใจมาก ว่ารถไฟมันตรงเวลาได้ด้วยเหรอบนโลกใบนี้ รายการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เอาเรื่องพวกนี้มาพูด เพราะอาจเห็นว่ามันธรรมดามาก แต่เรามองโลกอีกแบบหนึ่ง ตั้งคำถามว่าทำไมประเทศไทยทำไม่ได้” ยอดกล่าว

นอกจากความเที่ยงตรงของรถไฟ ทั้งคู่ยังพาผู้ชมไปดูแง่มุมที่น่าสนใจของแดนเยอรมนี อย่างการให้ความสำคัญกับรถสาธารณะมากกว่ารถส่วนตัว ค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยราคาไม่แพง หรือห้องสมุดที่บริการฟรีสำหรับคนทั่วไป ซึ่งมุมมองเหล่านี้ ทั้งสองได้รับการปลูกฝังมาจากชมรมค่ายสร้างสรรค์เยาวชนที่สอนให้ตั้งคำถามกับทุกๆ อย่าง เพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น

“ส่วนหนึ่งที่กล้าเล่า กล้าตั้งคำถาม หรือวิจารณ์องค์กรของรัฐ เพราะเราคิดว่าไม่ได้เป็นรายการประจำ แค่ได้ออกทีวีก็เกินจินตนาการแล้ว ดังนั้น ถ้ามีโอกาสพูด แล้วมีคนฟังเป็นหมื่นเป็นแสนคน เราต้องพูด ต้องถามให้เขาได้ยิน เราเป็นแค่ดาวตก มีโอกาสฉายแค่วาบเดียว ต้องวาบให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สุด” บอลอธิบาย 

หลังออกอากาศไปไม่กี่เทป หนังพาไป เริ่มถูกพูดถึงในวงกว้าง เพราะนอกจากความสนุกของตัวรายการ มุมมองความคิดที่แปลกใหม่ หลายคนยังวิจารณ์บุคลิกหน้าตา สำเนียงเหน่อๆ ของพิธีกร ตลอดจนวิธีการพาเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร ถึงขั้นขึ้นกระทู้แนะนำของเว็บไซต์ Pantip แทบทุกสัปดาห์

เทปหนึ่งที่ถกเถียงยาวเหยียด คือตอนที่พวกเขาไปพระราชวังแวร์ซายในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สถานที่ไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยากเข้าไปสัมผัสสักครั้ง แต่บอลกับยอดกลับเลือกเดินเล่นที่สวนด้านหลังพระราชวังแทน เพราะค่าเข้าสูงถึง 15 ยูโร หรือ 750 บาท

“ถ้าเกิดเราไม่ได้ถ่ายรายการแล้วเจอค่าเข้าแบบนั้น เราก็ไม่เข้า มันคือการตัดสินใจที่เป็นตัวเราจริงๆ รายการอื่นจะไม่เล่าแบบนี้ คุณต้องเข้าไปให้คนได้ดู แต่เราไม่อยากนั่งเก็บแลนด์มาร์กหรือกินของที่ดีที่สุด เพราะ หนึ่ง เราไม่ได้มีตังค์จะเก็บทุกอย่าง สอง เราคิดว่าถ้าเป็นคนแวร์ซายมีบ้านอยู่หน้าวัง ตอนเย็นคงออกมาวิ่งออกกำลังกายที่สวน ฉะนั้น ไปดูคนใช้ชีวิตดีกว่า มีเรื่องให้ตื่นตามากไม่แพ้การเข้าไปในพระราชวัง เลยเลือกทำแบบนี้

“กระทู้ที่ดังๆ คือเราโดนด่าทั้งสิ้น เวลาเจอแรกๆ ผิดหวังนะ แต่พอผ่านมา ทำให้ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้น ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ต้องเปลี่ยนพิธีกรแล้วล่ะ แต่แบบนั้นคงไม่ใช่ หนังพาไป คือมันคัดกรองคนดูว่า เราจะสนิทกันได้แค่ไหน ใครที่ไม่ใช่ทางก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคุยถูกคอ ชอบแบบนี้ก็เดินทางไปด้วยกัน” บอลกล่าว

แต่บางครั้งคำวิจารณ์จากผู้ชมก็ทำให้ทั้งคู่เรียนรู้ ระมัดระวัง และพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น อย่างตอนหนึ่งที่พวกเขานั่งรถไฟเกินสถานีที่ซื้อตั๋วไว้ มีครูอนุบาลเขียนอีเมลมาบอกว่า เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับเด็กๆ หรือตอนที่เผลอพูดแซวรูปร่างคนอื่น เมื่อกลับมาทบทวนทั้งสองจึงเลิกใช้คำแบบนั้นอีก

หลังผ่านสองซีซั่นแรก หนังพาไป ไม่ได้เดินทางไปตามเทศกาลภาพยนตร์อีกแล้ว เพราะพวกเขาไม่มีเวลาทำหนังสั้นส่งประกวด จึงหันไปเลือกจุดหมายที่ตนเองสนใจ โดยรอจังหวะจองตั๋วเครื่องบินราคาโปรโมชัน พาผู้ชมร่วมเดินทางไปกับพวกเขายาวนานขึ้น สู่หลายประเทศ เช่น พม่า จีน อินเดีย สหราชอาณาจักร ศรีลังกา แม้จะไม่ได้เกิดจากหนังพาไป แต่ทั้งคู่ก็พยายามนำภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับประเทศนั้นๆ มาเชื่อมโยงในเรื่อง

หลายๆ ครั้ง รายการเปิดเผยให้เห็นความไม่สมบูรณ์แบบของการเดินทาง ทั้งผิดแผน หลงทาง โดนหลอก กล้องหาย หรือทั้งคู่ทะเลาะกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกคอยเอาใจช่วย และยังได้รับบทเรียนไปพร้อมกับสองหนุ่ม 

“มันเกิดเรื่องที่เราคาดเดาไม่ได้อยู่ตลอด ความจริงตอนนั้นโมโหนะ ทำไมไม่เป็นไปตามแผน แต่ทำอะไรไม่ได้ พอโมโหไปถึงจุดหนึ่ง ก็จะรู้ว่ายืดหยุ่นสิ บางทีมันพาเราไปเจออะไรที่ดีเหมือนกัน ถ้าเราไม่พลาดก็จะไม่เจอเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องไปถึงจุดหมายปลายทางหรอก ระหว่างทางมีความพิเศษ แทบทุกทริปเป็นแบบนี้ แล้วก็ทำให้ประทับใจมากกว่าที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน 

“การทะเลาะกันระหว่างทริปมีประจำ แต่ต้องนึกถึงก่อนว่าเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน เราไม่รอดไม่ได้ ต่อให้ทะเลาะกัน ด่ากันยังไง สุดท้ายพอได้พูดแล้วก็หาย มีไม่กี่สาเหตุหรอก หิว เหนื่อย ง่วง พอได้สงบสติอารมณ์แล้วก็จะค่อยๆ แก้กันไปทีละสเต็ป” ยอดกล่าว

บางครั้งก็เป็นเพื่อนร่วมทาง ที่สอนให้ทั้งคู่พบกับด้านมืดในใจตนเอง

ครั้งหนึ่งที่เมืองอมฤตสาร์ ประเทศอินเดีย ระหว่างที่พวกเขานั่งอยู่ที่ม้านั่งสถานีรถไฟ จู่ๆ มีหญิงอินเดียวัยคุณยายมานั่งเบียด หนำซ้ำยังชวนลูกสาววัยคราวแม่มานั่งด้วย จนที่นั่งแทบไม่พอกับคน 4 คน ความที่ทั้งคู่ถูกขโมยกล้องที่ซื้อมาใหม่ รวมถึงเจอหลายเหตุการณ์ที่รู้สึกไม่ไว้ใจคนอินเดีย จึงพยายามดันแม่ลูกคู่นั้นให้ออกจากม้านั่งด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ขณะที่กำลังโมโหสุดขีด เมื่อหันไปมองกลับเห็นหญิงชรายิ้มให้อย่างเมตตา ตบไหล่ ยื่นน้ำและขนมให้กิน

“เราเหมือนกลายเป็นลูกโป่งแฟบ เมื่อกี้ทำอะไรลงไป ความเป็นมาร แม่กาลีในตัวเราออกมา ถ้าเราแบ่งก็นั่งกันได้นี่นา เป็นเหตุการณ์ที่ถ้าอยู่ในชีวิตปกติเราคงไม่ได้เจอ” บอลเล่า

“ที่มันไม่ได้แคบหรอก แต่ว่าใจเราแคบ เหมือนเวลาเดินทางไปใช้ชีวิตในที่ที่ไม่คุ้นเคย เราต้องใช้สัญชาตญาณดิบในการเอาตัวรอด ทำให้มองเห็นว่าแท้จริงเราเป็นอย่างนี้เอง เหมือนได้พิจารณาตัวเองมากขึ้น ทุกทริปเราได้เดินทางภายในไปด้วยหมด” ยอดช่วยสรุป

ระหว่างทางอันงดงามเหล่านี้เอง คือเสน่ห์ที่ หนังพาไป ไม่เหมือนรายการใดๆ

การเดินทาง 10 ปีของบอล ยอด และหนังพาไปที่แม่บอลเคยถามว่าใครจะดู สู่ซีซั่นใหม่ในปี 64

04

งานหนักที่รออยู่เบื้องหลัง

หลายคนอาจไม่รู้ว่า กว่าจะเป็นรายการสนุกสนาน สุข ซึ้ง เศร้า สู่สายตาผู้ชมดังที่เห็น บอลและยอดทำงานกันหนักมาก เรียกว่าทุ่มเทชีวิตเป็นปีๆ ให้กับ หนังพาไป แต่ละซีซั่น

เขามีกันเพียง 2 คน ไม่มีผู้ช่วย จึงต้องทำกันเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่วางแผนการเดินทาง จองตั๋วเครื่องบิน ประสานงาน ถ่ายทำ ดำเนินรายการ กระทั่งกลับมาตัดต่อ

ถ้าเดินทาง 1 เดือน หมายความว่าต้องเตรียมตัวมากกว่า 2 เดือน แหวกว่ายไปในกองข้อมูล กรองเอาสิ่งที่สนใจออกมาวางแผนเส้นทาง หาที่พักราคาประหยัดเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด ไม่กลัวที่จะต้องนอนวัด หอพักนักศึกษา บ้านเพื่อน หรือแม้แต่โฮสเทลราคาถูก เพราะอยากเก็บเงินไว้ใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็น

“เวลาจะไปแต่ละที่เราจะพยายามหาวิธีเข้าแบบไหนให้ประหยัด มันเป็นนิสัย เสิร์ช 10 Free Things หรือบางทีก็หา Weird Place ที่แปลกๆ ลึกลับ ซึ่งฝรั่งมันจะจัดไว้ให้หมด จริงๆ ก็ไม่ได้เชิงหาเพื่อให้เกิดประเด็น แต่เราตื่นเต้น ชอบเที่ยวแบบนี้ มันมีอะไรเซอร์ไพรส์เยอะดี” บอลเล่าวิธีเลือกเส้นทาง

ด้วยเหตุนี้ หลายครั้งจุดหมายของทั้งคู่จึงไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ เช่น ไปเยี่ยมชมสลัมที่นครมุมไบ ไปดูหนังกับคนอินเดีย หรือตามรอยความรักของเจ้าน้อยศุขเกษมกับมะเมียะที่พม่า 

สมัยนี้การถ่ายวิดีโอเองแบบ Vlog คงไม่ใช่เรื่องใหม่แล้ว แต่เมื่อ 10 ปีก่อน หนังพาไป เป็นไม่กี่รายการที่ทำแบบนี้ สองคนผลัดกันถือกล้อง ใครมีมุมมองที่น่าสนใจก็รับบทผู้ดำเนินรายการ ณ ตอนนั้น 

หนังพาไป ไม่เคยมีสคริปต์ เพราะไม่รู้เลยว่าจะเจอกับเหตุการณ์อะไรข้างหน้า ยิ่งเดินทางพวกเขาก็พบว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกดบันทึกวิดีโอไว้ตลอด ไม่อย่างนั้นตอนกลับมาตัดต่อแล้วเรื่องอาจกระโดด หรือพลาดปล่อยให้เรื่องราวดีๆ หลุดลอยไป

“บางทีรอยเชื่อมของสถานการณ์ก็จำเป็น เดี๋ยวเราจะไปเจอคนนี้ เขาเป็นใคร ก็ต้องถ่าย เทปแรกๆ เราไม่ได้ถ่ายไง พอตัดต่อ จู่ๆ โดดมาเลย แบบนี้เยอะมาก หรือพูดถึงนก อ้าว ไม่ได้ถ่ายไว้ ต้องตัดออก หรือสถานการณ์ที่ฉุกเฉินจริงๆ เช่น ตกรถ บางทีเราก็เหนื่อย ตกใจ ไม่ได้ถ่าย พอกลับมา เสียดาย ถ้าถ่ายก็ได้เรื่องล่ะ” บอลกล่าว

“ถ้าเราไม่กดอัด แล้วพลาดแอคชันนั้นไป ทุกอย่างมันหายไปเลย อยู่แค่ในความทรงจำ ฉะนั้น ต้องถ่ายตลอด ถ่ายให้ได้มากที่สุด” ยอดเล่าบ้าง

ช่วงซีซั่นแรกๆ ของที่หนักที่สุดในกระเป๋าจึงไม่ใช่เสื้อผ้า แต่คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และม้วนเทป Mini DV ที่พกไปถึง 30 – 40 ม้วนต่อทริป 

เมื่อกลับมาแล้ว ก็ถึงขั้นตอนหฤโหดที่สุด คือการตัดต่อ ซึ่งกินเวลาแรมปี ทั้งคู่ต้องนั่งย้อนดูฟุตเตจชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า เพื่อสรรหาว่ามีเรื่องราวอะไรที่นำมาเล่าได้บ้าง 

สองคนจะแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ยอดรับหน้าที่จัดเรียงเรื่อง ขมวดประเด็น จากนั้นส่งต่อให้บอลเติมสีสัน สร้างอารมณ์และบรรยากาศ เสร็จแล้วจะมานั่งดูด้วยกันอีกรอบ ปรับอีกครั้งให้เรื่องสมบูรณ์ที่สุด

“ดูฟุตเทจรอบแรก เราจะรู้สึกว่ามันขยะทั้งนั้นเลย คุยอะไรกัน จับต้องไม่ได้เลย รอบสองพยายามจับประเด็น หยิบอันไหนเป็นเนื้อเป็นหนังได้ เอามาจัดประเภท หาวิธีเล่า สร้างมู้ด ใส่เพลง เรียงลำดับใหม่ สลับหน้าหลัง พอใจหรือยัง ทำให้เหนือกว่านั้นได้อีกไหม ลองเอาตอนจบขึ้นมาเกริ่นไว้ แล้วค่อยไปเล่าตอนท้ายอีกที ให้ฮุกตรงนี้ หรือจะซ่อนความหมายอะไรบ้าง ขั้นตอนตัดต่อจึงหนักมาก” ยอดอธิบายภาพรวม

ส่วนหน้าที่สร้างอารมณ์ความรู้สึกของบอล เขาเชื่อว่าถ้าอยากให้งานมีพลังจนคนดูรู้สึกได้ ตนเองต้องรู้สึกร่วมกับเรื่องราวนั้นมากพอ บางครั้งเขาจึงดำดิ่งเข้าไปในเรื่อง อย่างตอนโศกนาฏกรรมความรักของมะเมียะ บอลตัดไปร้องไห้ไปอยู่เป็นสัปดาห์ 

“นักแสดงที่อินถึงจุดหนึ่ง เขาจะรู้เลยว่าที่อารมณ์นี้จะร้องไห้ระดับไหน เราก็เหมือนกัน ต้องอินแล้วถึงจะตัดได้ ต้องออกมาจากข้างใน ถึงจะรู้ว่าเพลงต้องใหญ่เล็กแค่ไหน จังหวะพูดแค่ไหนพอ การทำงานวิธีนี้ บางทีทำร้ายเราเหมือนกัน พอจบซีซั่นถึงต้องพัก เยียวยาตัวเองด้วย” บอลฉายภาพ

เมื่อรวมเวลาเดินทาง รวบรวมข้อมูล ตัดต่อ และเว้นพักก่อนเริ่มเดินทางใหม่ แต่ละซีซั่นจึงห่างกันหลายปี

การเดินทาง 10 ปีของบอล ยอด และหนังพาไปที่แม่บอลเคยถามว่าใครจะดู สู่ซีซั่นใหม่ในปี 64

05

หนังพาไป ในวันที่เติบโตขึ้น

10 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดของรายการ หนังพาไป คือตัวตนและความคิดของบอลและยอดนั่นเอง

ในวัย 20 ต้นๆ เวลาเดินทางพวกเขาจะใช้ความรู้สึกนำ ไม่เน้นข้อมูลประวัติศาสตร์มาก แต่พอประสบการณ์มากขึ้น ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปตาม เช่น โบสถ์สวยงามที่เคยตื่นเต้น แต่พอเจออีก 10 โบสถ์ก็เริ่มเฉยๆ เดิมเวลาขึ้นเครื่องบินจะชอบมองไปนอกหน้าต่าง ไม่ยอมนอน แต่พออายุมากเข้าอยากนอนพักมากว่า แถมบางทียังรู้สึกเมื่อย บ่นว่าเมื่อไรจะถึง 

“ซีซั่นหลังๆ เราพบว่าโทนรายการเปลี่ยน แรกๆ ปวดใจเหมือนกันที่มีคนบอกว่าเราไม่เหมือนเดิม ดูไม่ตื่นเต้นเหมือนซีซั่นแรก แต่เราคงไม่สามารถลงไปยืนอยู่บนแม่น้ำสายเดิม ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง พอมาถึงตอนนี้ ความสนใจเราก็ขยับไปสู่ประวัติศาสตร์ อ่านหนังสือเยอะขึ้น ประสบการณ์ทำให้ครุ่นคิด เริ่มมองเห็นอะไรที่ตอนเด็กๆ ไม่เคยเห็น การเที่ยวก็เปลี่ยนไป 

“อีกอย่างที่เปลี่ยนไปชัดๆ คือเราพูดสรุปอะไรน้อยลง จากเดิมที่จะสรุปว่าแบบนี้ถูกต้องที่สุด ต้องเป็นแบบนี้ แต่ตอนนี้เราเล่าแบบปลายเปิด เพราะยังมีเรื่องอีกเยอะที่ไม่รู้” บอลกล่าว 

วัยที่มากขึ้น มีส่วนทำให้รูปแบบการเดินทางเปลี่ยน ตัวอย่างง่ายๆ เช่นทั้งคู่อดนอนไม่ได้แบบตอนวัยรุ่นอีกแล้ว วันไหนนอนดึก หมายถึงพรุ่งนี้เสียไปอีกวันหนึ่ง จากเมื่อก่อนนอนข้างถนนก็อยู่ได้ แต่วันนี้ขอเลือกนอนสบายบ้างเพื่อเก็บพลังไว้เต็มกับวันต่อไป

“โชคดีเหมือนกันที่ได้เดินทางตั้งแต่เด็ก เพราะถ้ารอมีเงิน มีเวลาไปเที่ยวตอนแก่ เราจะไม่สามารถเที่ยวแบบเด็ก ถ้า หนังพาไป มีอยู่ถึงซีซั่นที่เก้าถึงสิบ คิดว่าคงจะเป็นการเที่ยวแบบคนแก่ไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปทุกซีซั่น เพราะเราแก่แล้ว” บอลเล่าแล้วหัวเราะ

ขณะที่ความรู้สึกอยากทำหนังเรื่องยาวฉายบนจอใหญ่แทบไม่หลงเหลืออีกแล้ว เพราะความฝันตอนวัยรุ่นนั้นทุ่มเทลงไป หนังพาไป จนหมด

“ถามว่าทุกวันนี้ทำหนังไหม ทำแทบทุกวันเลย ทุกตอนที่เราทำมันคือหนัง มันคือหนังสารคดีเรื่องหนึ่ง มีต้นกลางจบ เราใส่มุกใส่วิธีการเล่าเรื่องแบบหนังลงไป เลยรู้สึกว่าเราก็ยังทำหนังอยู่” ยอดอธิบาย 

สำหรับซีซั่นที่ 5 ที่มีกำหนดออกอากาศประมาณเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 น่าจะเป็นการเดินทางที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของบอลและยอด พวกเขาทุ่มเงินก้อนใหญ่ของบริษัทเพื่อไปยังเส้นทางที่เรียกว่าเป็น Bucket List หรือจุดหมายที่อยากไปสัมผัสสักครั้งก่อนตาย

ทริปที่ทั้งคู่แง้มให้ฟังว่า ได้พบกับเหตุการณ์ที่รู้สึกแย่ที่สุดในการเดินทางรอบทศวรรษ ทั้งโดนโจรกรรม เจ็บตัว ต้องไปสถานีตำรวจและพบแพทย์ในประเทศที่ไม่มีใครรู้จัก ถึงขั้นรู้สึกหวาดกลัวทุกครั้งที่ย้อนนึกถึง 

“กลัวอยู่พักหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้หายกลัวคือเราต้องกลับไปหามันอีกในตอนตัดต่อ ดูฟุตเตจยังกลัว ความรู้สึกเดิมกลับมา แต่พอตัดต่อเสร็จ เราไม่กลัวมันอีกแล้ว ทำให้พบว่า บาดแผลอยู่ตรงไหน เราอาจต้องกลับไปเผชิญหน้ากับมัน แล้วมันจะหายไป” บอลเล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้

ทว่าการเดินทางก็เหมือนชีวิตที่ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องแย่ๆ สุดท้ายแล้ว บอลและยอดก็ได้พบกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกเต็มอิ่มที่สุดยิ่งกว่าทริปไหนๆ

“มันมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการหมกมุ่นกับชีวิตทุกวันนี้ ทำไมพระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสรู้และมองไปไกลขนาดนั้น ทำไมพระเยซูถึงมองทุกสิ่งเป็นสิ่งเดียวกันแล้วรักมนุษย์ได้ขนาดนี้ เหมือนเราได้พบความหมายที่อัศจรรย์จากการเดินทางรอบนี้” ยอดทิ้งปมไว้ให้รอติดตาม 

06

การเดินทางที่ไม่มีวันจบ

ตลอดทศวรรษของการทำรายการ บอลและยอดรู้สึกว่า หนังพาไป พาพวกเขาไปไกลกว่าจุดเริ่มต้นมาก 

ยอดจำได้ว่า ก่อนซีซั่นแรกออกอากาศ แม่ของบอลถามด้วยความห่วงใยว่าใครจะดูลูก จริงอยู่ที่รายการสนุก แต่ภาพที่คนทั่วไปคุ้นเคยคือพิธีกรเป็นดารา ถ่ายภาพสวย ไม่ใช่ผู้ดำเนินรายการโนเนม พูดกับกล้องอย่างทั้งคู่ แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่ามีผู้ชมชอบมากกว่าที่เขาคิด 

อาจเพราะทั้งคู่ดูเป็นธรรมชาติ บทสนทนาเหมือนคุยกับเพื่อน ไม่มีกำแพงกั้น เหมือนได้ไปเที่ยวด้วย ผู้ชมโดยเฉพาะคนสูงวัยมักชอบ เพราะเหมือนได้ช่วยเติมเต็มความฝันของเขาที่อยากออกไปผจญภัย แบ็กแพ็ค ใช้เงินอย่างประหยัด ขณะที่หลายคนดูแล้วได้แรงบันดาลใจให้กล้าออกไปเจอโลกกว้าง ไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมหรือมีเงินมากมายก็ไปเที่ยวได้ 

หลายๆ คำถามที่พวกเขาตั้งไว้ในรายการ ก็ถูกหยิบนำไปถกเถียง พูดต่อ เช่น การงดใช้ถุงพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง หรือการให้คนทั่วไปมีโอกาสได้ชมเครื่องบินใกล้ชิดโดยไม่เสียสตางค์ 

“เหมือนเราหว่านเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ออกไป แล้วเมล็ดพันธุ์พวกนี้คงจะไปงอกตามที่ต่างๆ รอการเติบโตของมัน บางทีอาจงอกแล้ว แม้เคลมไม่ได้ว่ามาจากรายการเรา แต่ก็รู้สึกว่าหลายสิ่งหลายอย่างเป็นไปในทิศทางที่เราโยนคำถามออกไปซ้ำๆ” ยอด กล่าว

แม้จะพักจากซีซั่น 4 มากว่า 2 ปี แต่ในเทปย้อนหลังก็ยังมีแฟนๆ เข้ามาชม และรอคอยตอนใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม บอลและยอดไม่อาจตอบได้ว่า สุดท้าย หนังพาไป จะมีต่อไปอีกนานแค่ไหน

“ทำซีซีซั่นหนึ่ง มันรีดทุกอย่าง เผาพลังเข้าไปทุกเทป พอทำไปจุดหนึ่งจะรู้สึกหมดแรง อยากพัก ทุกครั้งมันจะเหนื่อย แล้วบอกว่า พอ ไม่เอาแล้ว บางทีเราก็อยากทำอะไรใหม่ๆ บ้าง รายการประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายรายการใหม่ที่คิดนั้น หนังพาไป มันเล่าได้ทุกอย่างเลย ได้เดินทางด้วย พอผ่านไปปีสองปีก็จะคิดถึง ถ้าทริปนี้เราเอากล้องมา ได้เรื่องละ เรื่องนี้โคตรดีเลย คนไทยควรได้เห็น มันจะวนอยู่อย่างนี้” บอลหัวเราะ

จากความฝันที่อยากไปเทศกาลภาพยนตร์ ถึงวันนี้บอลและยอดยังสนุกกับการเดินทางต่อไปเรื่อยๆ คงไม่สำคัญว่า หนังพาไป จะไปจบลงตรงไหน ก็อย่างที่พวกเขาบอกไว้ตอนท้ายของทุกเทปว่า-จุดหมายปลายทาง ไม่ใช่ที่สุดของความงดงาม

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • สัมภาษณ์คุณทายาท เดชเสถียร และ พิศาล แสงจันทร์ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563
  • รายการ หนังพาไป สถานีโทรทัศน์ Thai PBS
  • รายการ ศิลป์สโมสร ตอน หนังพาไป สถานีโทรทัศน์ Thai PBS 
  • นิตยสาร ขวัญเรือน ปีที่ 43 ฉบับที่ 943 เดือนมีนาคม 2554
  • นิตยสาร สุดสัปดาห์ ปีที่ 29 ฉบับที่ 676 เดือนเมษายน 2554
  • นิตยสาร กุลสตรี ปีที่ 42 ฉบับที่ 1005 เดือนพฤศจิกายน 2555
  • นิตยสาร คิด ปีที่ 9 ฉบับที่ 6 เดือนมีนาคม 2561
  • เว็บไซต์ MGR Online วันที่ 17 มกราคม 2554

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“ตกรอบแรก 100 เปอร์เซ็นต์”

คือสิ่งที่ The Straits Times หนังสือพิมพ์รายวันยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์ ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2535 ประเมินทีมชาติไทยชุดใหม่ที่เพิ่งรวมตัวได้เพียงเดือนเศษ เพื่อเข้าแข่งขันฟุตบอล Aiwa Merlion Cup 1992

ไม่ผิดหรอกที่พวกเขาจะคาดการณ์เช่นนั้น เพราะนี่คือทีมที่ไร้ซูเปอร์สตาร์ ไม่มีนักเตะยอดฝีมือ แทบทุกคนต่างเป็นพวกโนเนมที่เพิ่งได้รับโอกาสให้ลงสู้ศึกในสนามใหญ่เป็นครั้งแรก

ผลการแข่งขันสุดท้ายไม่ต่างจากที่คาด เพราะพวกเขาตกรอบแรก แต่ผลคะแนนก็เป็นไปอย่างสูสี

หากสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง คือจากทีมเกรด D ในวันนั้นพัฒนาขึ้นเป็นทีมอันดับ 1 ของอาเซียนในอีกไม่กี่ปีต่อมา และเป็นผู้จุดประกายกระแส ‘ฟุตบอลฟีเวอร์’ ให้กลับคืนมาหลังจากวงการลูกหนังเมืองไทยซบเซาไปนานหลายปี

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ขอพาทุกคนย้อนอดีตถึง ‘ดรีมทีม’ ทีมฟุตบอลระดับตำนาน ผู้เปลี่ยนความเชื่อของคนจำนวนมากว่า ฟุตบอลไทยก็สามารถไปไกลกว่าที่คิดได้

ฟุตบอลไทย

 

1

รวมดาวกระจุย

เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล, วัชรพงศ์ สมจิตร, พัฒนพงศ์ ศรีปราโมทย์, โกวิทย์ ฝอยทอง และนักเตะชั้นนำของเมืองไทยอีกหลายคน อาจเป็นใครก็ไม่รู้ในวันนี้ หากวันนั้นพวกเขาไม่ได้อยู่ในทีมฟุตบอลที่ชื่อ ‘ดรีมทีม’

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2534 หากพูดถึงสถานการณ์ฟุตบอลไทยเวลานั้นต้องถือว่าลุ่มๆ ดอนๆ พอสมควร เพราะห่างหายจากความสำเร็จมานาน ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือเหรียญทองซีเกมส์ครั้งสุดท้ายที่ทีมชาติไทยคว้ามาเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2528 แถมยังมีข้อครหาเต็มไปหมด ทั้งการพนัน การล้มบอล

แต่การเข้ามาของชายชื่อ ‘บิ๊กหอย’ ธวัชชัย สัจจกุล กลายเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่

ฟุตบอลไทย

แม้ธวัชชัย หรือชื่อปัจจุบัน วนัสธนา สัจจกุล จะเคยเป็นแชมป์ฟุตบอลเยาวชนแห่งประเทศไทย แต่หลังจากต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแทนคุณพ่อที่ป่วยเป็นอัมพาต เขาก็วางมือจากสายกีฬาและทุ่มเทให้งานธุรกิจเต็มที่ จนกลายเป็นเศรษฐีที่มีรายได้นับพันล้านบาทต่อปี

ผมมีงานอดิเรกคือตีกอล์ฟ แต่เป็นตีแบบไทยๆ ที่มีการพนันด้วย ปรากฏว่าผมเป็นคนตีกอล์ฟไม่เก่ง เล่นไปก็มีแต่เสีย รวมแล้วเป็นสิบล้าน ครั้งสุดท้ายที่ผมเสีย ผมเขียนเช็ค 560,000 บาทภายในวันเดียว ตอนนั้นรถญี่ปุ่นคันเดียวแสนหนึ่ง หลังจากนั้นผมก็มาตามข่าวกีฬาจึงทราบว่า หากใครอยากเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลต้องจ่ายเงินเอง แทนที่จะมาเสียให้กอล์ฟ ก็มาเสียให้ฟุตบอลแทนดีกว่า เพราะเราก็ชอบเหมือนกัน และเสียแล้วชาวบ้านเขาก็มันไปด้วย”

พอดีเขารู้จักกับ อ.วิจิตร เกตุแก้ว เลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ขณะนั้น จึงขอโอกาสทำฝันให้กลายเป็นจริง โดยได้รับภารกิจแรกคือตำแหน่งผู้จัดการทีมเยาวชนอายุ 19 ปี ชิงแชมป์เอเชีย เมื่อเดือนเมษายน 2535 แม้ไม่ได้เลือกนักเตะเอง แต่ทีมชุดนี้ทำผลงานในรอบคัดเลือกได้ดีเกินคาด ผ่านไปแข่งรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สำเร็จ แต่นัดแรกกลับถูกเกาหลีใต้ถล่มยับ ด้วยสกอร์ 8-1 และแพ้อีก 2 นัดซ้อน จนมีคำครหาว่าล้มบอลแน่นอน หลังกลับมาเมืองไทยทีมนักเตะดาวรุ่งชุดนี้จึงสลายตัวไปโดยปริยาย

ทั้งที่ไม่มีมูลความจริง แต่เหตุการณ์นี้ทำให้บิ๊กหอยเกือบถอดใจ ถึงกับไปคุยกับ อ.วิจิตร ว่าต้องการถอนตัว แต่เลขาธิการสมาคมฯ ก็โน้มน้าวให้สู้ต่อ พร้อมมอบหมายให้ทำทีมฟุตบอลชุดใหม่เพื่อสู้ศึกกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ครั้งที่ 26 ณ เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ในปี 2539

ทีมนี้เองที่กลายเป็นทีมประวัติศาสตร์ซึ่งคนไทยจดจำได้จนถึงทุกวันนี้ โดยเขาได้รุ่นน้องสวนกุหลาบอย่าง ‘บิ๊กกร๊อง’ วิรัช ชาญพานิชย์ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม และ ‘น้าชัช’ ชัชชัย พหลแพทย์ โค้ชทีมชุด 19 ปี ซึ่งตัดสินใจทิ้งงานประจำที่มั่นคงในธนาคารกรุงเทพ มาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าสตาฟฟ์โค้ชเต็มตัว

ความตั้งใจของบิ๊กหอยคือการทุ่มเงินกว่า 10 ล้านบาท เพื่อรวบรวมนักเตะยอดฝีมือ อายุระหว่าง 19 – 21 ปีจากสโมสรต่างๆ มาฝึกซ้อมร่วมกันเป็นระยะเวลา 18 เดือน โดยมีเงินเดือนให้เริ่มแรกคนละ 5,000 บาท และเบี้ยเลี้ยงต่างหากวันละ 200 บาท

เมื่อก่อนเวลาจะแข่ง เขาก็เรียกตัวดังๆ มาแล้วให้ค่าเบี้ยเลี้ยง 50 บาทต่อวัน เราก็รู้สึกว่าทำแบบนี้จะไปชนะเขาได้อย่างไร ก็ทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกับพวกมาเลย์ สิงคโปร์ ต้องมีทีมเวิร์กกว่านี้ ต้องฟิตกว่านี้ ดังนั้น ให้มาเก็บตัวอยู่กับเราเพื่อจะได้ให้เทคนิคพิเศษ พอถึงเวลาจริงๆ ไม่มีคนมา เนื่องจากสโมสรต่างๆ ไม่ให้มา”

บิ๊กหอยยังจำได้ถึงคำพูดของบิ๊กท่านหนึ่งในวงการฟุตบอลที่ว่า “คุุณหอยอย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ถ้าอยากทำฟุตบอลก็ไปฝึกเอาเอง อย่าไปเที่ยวเอาเด็กของสโมสร เขาฝึกกันมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนเป็นการชุบมือเปิบ”

เขาจึงเปลี่ยนแผนมาฝึกเด็กเอง เด็กเกือบทั้งหมดเป็นพวกไร้ชื่อเสียง ส่วนใหญ่เป็นตัวสำรองของสโมสรต่างๆ หรือบางคนก็ไม่เคยแข่งขันชิงถ้วยใดๆ เลย เช่น สุชิน พันธ์ประภาส โดยมีตัวแทนทีมชาติชุดเยาวชนอายุ 16 ปีเช่น ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล และ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เข้ามาเสริมทีม

บิ๊กหอยเรียกทีมในฝันแบบขำๆ ว่า ‘ทีมรวมดาวกระจุย’

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

ตอนแรกเราตั้งใจจะให้เบี้ยเลี้ยง 500 บาท แต่พอเห็นเด็ก ผมก็เลยบอกชัชชัยว่า อย่าเพิ่งให้นะ ชัชชัยก็บอกว่า ไม่เป็นไรครับพี่ ให้มัน 200 บาทก็พอ จากนั้นเราก็มาเก็บตัวอยู่ที่ออฟฟิศเก่าของผมแถวรามคำแหง”

แต่บุคคลที่เป็นผู้จุดประกายชื่อ ‘ดรีมทีม’ กลับเป็นนักข่าวชื่อดัง เทพไชย วิโนทัย ผู้สื่อข่าวสายกีฬาของ เดลินิวส์ และบิดาของนักเตะชื่อดัง ลีซอ-ธีรเทพ วิโนทัย

ช่วงนั้นโอลิมปิก 1992 เขาอนุญาตให้นักบาสอาชีพมาเล่น พวกตัวดังๆ ของอเมริกาก็เลยมารวมตัวกัน ปรากฏว่าวันหนึ่งเทพไชยเขาก็มาถามผมว่า พี่หอยเป็นไงบ้าง ทีมปั้นดินให้เป็นดาวเหรอ ผมก็บอกว่า แล้วแต่พวกคุณเถอะ เขาก็บอกว่า เอาอย่างนี้แล้ว โอลิมปิกคราวนี้พี่หอยอยากให้ไปใช่ไหม ทีมบาสอเมริกาตั้งชื่อกันแล้วว่าดรีมทีม ผมให้ทีมพี่เป็นดรีมทีมด้วยแล้วกัน แต่ว่าไม่ได้ตั้งแบบเชื่อมั่นนะ ตั้งแบบเสียดสี” บิ๊กหอยกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

ดรีมทีมได้รับภารกิจแรกให้ไปร่วมแข่งฟุตบอล Aiwa Merlion Cup ความจริงสิงคโปร์เชิญทีมชาติชุดใหญ่ไปแข่ง แต่เผอิญชุดนั้นติดภารกิจ อ.วิจิตร ก็เลยตัดสินใจส่งทีมในฝันไปแทน

เวลานั้นทุกคนต่างเชื่อว่าทีมชาติไทยชุดโนเนมนี้จะต้องเป็นหมูสนาม ไร้สกอร์อย่างแน่นอน บางคนบอกว่า ส่งไปทำไม เปลืองเงินเปล่าๆ และมีอีกเพียบที่เหน็บแหนมว่า เป็นของเล่นคนรวย มีเพียงบิ๊กหอยกับทีมสตาฟฟ์เท่านั้นที่เชื่อว่า ดรีมทีมมีสิทธิ์เข้ารอบ 2

ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ยังจำศึกครั้งนั้นได้อย่างดี เพราะเป็นครั้งแรกที่มีแฟนบอลนับหมื่นมาดูจนเต็มสนาม แถมมีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์เอเชียมาร่วมเล่นด้วย เป็นธรรมดาที่ต้องรู้สึกประหม่า แต่บิ๊กหอยและน้าชัชก็พยายามปลอบว่า ให้คิดว่าผู้ชมมาเชียร์พวกเราแล้วกัน เด็กๆ จึงทุ่มเทพลังอย่างเต็มที่

ฟุตบอลไทย

เพียงนัดแรก ดรีมทีมก็หักปากกาเซียน หลังยันเสมอทีมยักษ์ใหญ่อย่าง Lokomotiv Moscow จากรัสเซียได้สำเร็จ ชนิดที่ว่าเป็นฝ่ายไล่บี้อยู่เกือบทั้งเกมจนประทับใจแฟนๆ ชาวสิงคโปร์ที่พากันปรบมือจนลั่นสนาม

พอนัดที่ 2 พวกเขาสร้างเซอร์ไพรส์ได้จริงๆ หลังชนะทีมชาติมาเลเซียชุดใหญ่ 1-0 โดย สมาน ดีสันเที๊ยะ ลงมาเป็นซูเปอร์ซับ พุ่งเข้าชาร์จลูกเปิดของธวัชชัยเป็นประตูชัย และถือเป็นประตูแรกในประวัติศาสตร์ดรีมทีม

พอจบเกม บิ๊กหอย น้าชัช และนักเตะ ต่างร้องไห้กอดกันกลมดิก นักข่าวมาเลเซียถึงกับถามว่า ทำไมดีใจขนาดนั้น

บิ๊กหอยตอบว่า “ก่อนมามีเสียงเยาะเย้ยว่าทีมระดับนี้ไม่ถึง เอาธงชาติมาประจานทำไมกัน เด็กทุกคนก็รู้ว่าโดนดูถูกทำให้จำและเอามาสู้ ผมมันบ้าทุกคนก็รู้พอชนะวันนี้ทำให้ผมดีใจมากที่สุด ไม่เคยดีใจขนาดนี้เลยตั้งแต่เข้ามาทำทีมชาติไทย… แต่วันนี้ดีใจจริงๆ พวกเราพัฒนาขึ้นมาก ผมว่าเด็กชุดนี้หากได้รับการสนับสนุนดีๆ รับรองใช้ได้ พวกเขาจิตใจเกินร้อย”

แม้สุดท้ายดรีมทีมจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะพ่ายเจ้าภาพสิงคโปร์ 2-0 ทำให้ผลต่างประตูได้เสียสู้รัสเซียไม่ได้ ต้องตกรอบไปตามระเบียบ แต่ฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจก็ทำให้ดรีมทีมเริ่มมีชื่อเสียงและกลายเป็นขวัญใจทีมใหม่ของชาวไทย

 

2

ไทย B’ สู่เส้นทาง ‘ซูเปอร์สตาร์’

ผลงานที่น่าประทับใจในครั้งนั้นทำให้ดรีมทีมถูกยกระดับขึ้นมาเป็นทีมชาติชุดรอง ‘ไทย B’ มีโอกาสสู้ศึกในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 24 เมื่อปี 2536

ช่วงนั้นบิ๊กหอยพยายามเสริมนักเตะหน้าใหม่ๆ ที่มีฝีมืออย่าง ดุสิต เฉลิมแสน และ รุ่งเพชร เจริญวงศ์ อดีตนักเตะทีมชาติชุด 19 ปีก็มีโอกาสกลับมารับใช้ชาติอีกหน

นอกจากนี้ ยังมีกระแสแย่งตัวนักเตะซูเปอร์สตาร์ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน มาร่วมทีมด้วย โดยตอนแรกเดอะตุ๊กตั้งใจขอวางมือชั่วคราว เพราะสภาพร่างกายไม่พร้อม ก่อนที่ พล.ต.ท. ชลอ เกิดเทศ (ยศในขณะนั้น) นายกสมาคมฯ จะกล่อมให้มาลงเป็นหัวหอกทีมไทย A ก่อนสู้ศึกไม่ถึงเดือน

แม้แฟนบอลส่วนใหญ่จะมุ่งความสนใจที่ทีมพี่เป็นหลัก หากแต่กระแสของทีมน้องก็มาแรงไม่แพ้กัน เพราะเพียงนัดแรก พวกเขาก็สามารถเอาชนะทีมเกาหลีใต้ ซึ่งรวบรวมนักเตะจากสโมสรสมัครเล่นและทีมชาติเยาวชนฝีมือดี ด้วยสกอร์ 2-1 พอแมตช์ที่ 2 เจอรัสเซีย แม้ชนะไม่ได้ แต่ก็ยันเสมอ 1-1 สำเร็จ เข้าป้ายเป็นอันดับ 1 ของสาย

แต่น่าเสียดายที่รอบรองชนะเลิศ ไทย B พลาดท่าแพ้จีน และนัดชิงที่ 3 ก็แพ้จุดโทษเกาหลีใต้ 4-3

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

แม้จะจบด้วยอันดับ 4 แต่ก็ได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนบอลอย่างมาก ส่งผลให้บิ๊กหอยได้รับความไว้วางใจจากสมาคมฯ ให้รับผิดชอบทีมชาติอีกหลายชุด ตั้งแต่ทีมพรีเวิลด์คัพ ซึ่งต้องไปแข่งไกลถึงญี่ปุ่น โดยนอกจากเป็นการผสมผสานนักบอลชุดใหญ่กับดรีมทีมแล้ว ยังได้นักเตะฝีเท้าดีอย่าง ธชตวัน หรือชื่อเดิม ตะวัน ศรีปาน ซึ่งถือเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่บิ๊กหอยชักชวนด้วยตัวเอง มาร่วมทีมเป็นครั้งแรกด้วย

ผมไปดูบอลควีนส์คัพ แล้วเห็นไอ้แบนเล่นเบอร์ 10 ทีมราชวิถี เลยถามชัชชัยว่า เด็กคนนี้เป็นใคร คล่องมาก สเต็ปบอลดี ลูกออกจากเท้าไม่มีมั่ว ชัชชัยก็ตอบว่าไอ้แบน เรียนวิศวะอยู่ปี 2 แต่ว่ามันเอาจริงเรื่องเรียน ผมเลยบอกว่า เรียกมาก่อนแล้วกัน เขาก็ประกาศเรียกตะวัน ศรีปาน พอมาถึงมันก็บอกไม่ค่อยพร้อมครับ ติดเรียน ผมก็บอกว่า วันไหนติดเรียนก็ไปเรียน วันไหนไม่เรียนก็มาซ้อมแล้วกัน… ไอ้แบนเวลานั้นไม่มีใครรู้จักเลย ผมเลยโดนด่าเป็นเดือนว่าเอาดาราแก่งคอยคัพมาติดทีมชาติ

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

ตอนนั้นเป็นชุดเตรียมบอลโลก ไอ้โอ่ง (ดุสิต เฉลิมแสน) ติดสอบ ผมเลยบอกให้ชัชชัยไปถามไอ้แบนว่า ไปไหม มันก็ตอบว่า ไป เราก็ให้ติดสำรอง นัดแรกกับญี่ปุ่น แพ้ 1-0 แมตช์ 2 แพ้ UAE 2-0 และนัดสุดท้ายเล่นกับบังกลาเทศ ผมเลยบอกโค้ชฝรั่งชื่อ ปีเตอร์ สตับบ์ (Peter Stubbe) ให้เอามันลง เพราะเราตกรอบแล้วนี่ ปรากฏว่าทั้ง 90 นาที มันเล่นไม่เสียเลยแม้แต่ลูกเดียว และตั้งแต่นั้นมาก็ติด 11 ตัวแรกตลอด”

หากแต่ทัวนาเมนต์ที่เปลี่ยนชีวิตและทำให้ดรีมทีมกลายเป็นที่รู้จักที่สุด คือซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่สิงคโปร์ เพราะเป็นครั้งที่ทีมไทยสามารถทวงคืนเหรียญทองกลับมาได้ และเป็นจุดเริ่มต้นการเป็นแชมป์ซีเกมส์ 8 สมัยซ้อน โดยผู้สร้างตำนานครั้งนั้นคือศูนย์หน้าตัวสำรอง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมาในนาทีที่ 77

ตอนนั้นเราป้อแป้มาก สงสัยจะไปไม่รอด แล้วไอ้ฑูรย์ (วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์) เจ็บ ขอออกก่อน ชัชชัยก็หันมาหาผม พี่จะเอาใครลงแทน ตอนนั้นก็มี 2 คน มีไอ้โก้ อายุ 17 ปี กับอีกคนหนึ่งเป็นนักเตะถ้วย ก. ผมก็เห็นว่าบอลจะหมดครึ่งหลังแล้ว ไอ้โก้มันแข็งแรงกว่าแล้วก็เร็ว ปรากฏว่ามันลงไปหลับหูหลับตา เอาท้ายทอยโหม่งเข้า ประตูคุมเสา 1 อยู่ ลูกเข้าเสา 2 ชนะ 4-3 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของดรีมทีมเลย”

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

ความสำเร็จของดรีมทีมยังมีต่อเนื่อง หลังพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 25 เมื่อปี 2537 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทีมไทย B คว้าแชมป์ โดยถล่มแชมป์สมัครเล่นของเยอรมนีในรอบชิงชนะเลิศถึง 4-0 จนเกิดกระแสฟีเวอร์ไปทั่วประเทศ ถึงขั้นมีขบวนแห่ หรืออย่างเกียรติศักดิ์ถูกทาบทามให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ของเครื่องดื่มยี่ห้อดัง

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือการที่ชาวไทยหลายคนเชื่อว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลไทยสามารถไปไกลระดับโลก

ฟุตบอลไทยไม่จำเป็นต้องด้อยพัฒนาไปจนโลกแตก” เมื่อเห็นพัฒนาการของทีมดีขึ้นเรื่อยๆ บิ๊กหอยก็ประกาศความมั่นใจต่อสื่อมวลชนจนเป็นข่าวฮือฮา

ฟุตบอลไทย ฟุตบอลไทย

 

3

ปั้นดินให้เป็นดาว

จากทีมรวมดาวกระจุยเมื่อปลายปี 2535 ที่เต็มไปด้วยนักเตะไร้ชื่อเสียง ใครจะเชื่อว่าไม่ถึง 2 ปี กลับกลายทีมฟุตบอลที่ไปที่ไหนคนก็รู้จัก กูรูฟุตบอลต่างวิเคราะห์ว่า ความสำเร็จครั้งนี้มาจากปัจจัย 3 อย่างที่ผสมกันอย่างลงตัว หนึ่งคือ การทุ่มไม่อั้นของบิ๊กหอย สองคือ ระเบียบวินัยและการดูแลร่างกายให้ฟิตที่สุดเท่าที่จะทำได้ของน้าชัช จนถูกขนานนามให้เป็นโค้ชจอมฟิต และสามคือ ความกลมเกลียวของนักเตะดรีมทีม

ฟุตบอลไทย

พวกเขาต้องเข้าแคมป์ซึ่งเต็มไปด้วยกฎระเบียบเหมือนโรงเรียนประจำ ตี 5 ครึ่งต้องตื่นมาออกกำลังกาย โดยทีมสตาฟฟ์โค้ชได้วางตารางซ้อมจนแน่น ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ เว้นแต่คนที่ติดเรียนจริงๆ และถ้าใครฝ่าฝืนกฎหรือผิดวินัยก็จะถูกลงโทษตั้งแต่วิดพื้น วิ่งรอบสนาม จับนั่งเป็นตัวสำรอง จนถึงขีดชื่อออกจากทีม

ส่วนอาหาร บิ๊กหอยในฐานะเจ้าบ้านจัดเต็มทั้งพวกนมสด ซุปไก่ โปรตีนอาหารเสริม เกลือแร่ โดยเฉพาะขนมปัง ผลไม้ มีไม่ขาด เพื่อให้ร่างกายของนักเตะฟิตตลอดเวลา ที่สำคัญคือ เรื่องเหล้าบุหรี่นั้นห้ามเด็ดขาด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อบำรุงร่างกายให้พร้อมสู้ศึกอย่างน้อยๆ 120 นาที เนื่องจากทีมต่างชาติหลายทีมมักประมาททีมไทยว่าวิ่งได้แค่ 60 นาทีก็คงไม่ไหวแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโค้ชเยอรมันที่ดรีมทีมเอาชนะในศึกคิงส์คัพนั่นเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ เทคนิคพิเศษจากลุงหอย ผู้จัดการทีมที่มักจะมีลูกเตะแปลกๆ ที่ครูพักลักจำจากนักเตะต่างชาติแถวหน้ามาสอนเหล่าสมาชิกดรีมทีม

ผมได้เปรียบคนอื่นเพราะเป็นคนดูบอลต่างประเทศเยอะ ผมเห็นลูกแปลกๆ กลับมาก็บอกกับชัชชัยว่า มาราโดน่าตัวแค่นี้ พอวิ่งเข้าไปหาลูก ไม่มีวันจับลูกอยู่กับที่ พอแตะออกขวาก็หักซ้ายเลย ชัชชัยก็ให้เด็กมาเป็นตุ๊กตา อย่างไอ้โก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) ที่เล่นเก่งๆ นี่ผมสอนมากับมือ ไม่ได้สอนเพราะผมเก่ง แต่ผมดูเขามาแล้วเอามาปรับใช้กับทีม” บิ๊กหอยกล่าว

ขณะที่เด็กปั้นอีกคนอย่างเจ้าวัง ธวัชชัยเล่าว่า “พวกลูกยก ลูกเคิร์ฟ แกสอนหมด เพราะอยากให้เรามีทักษะเหมือนเขา สักส่วนหนึ่งก็ยังดี อย่างลูกปั่นนี่เราปั่นกันจนเจ็บขาหนีบ แต่แกก็จะมีรางวัลให้ เช่นถ้าปั่นเข้าให้ลูกละพัน ให้เรามีแรงจูงใจมากขึ้น”

ฟุตบอลไทย

ผลจากการรวมทีมแบบนี้ร่วมปีกลายเป็นความผูกพันทั้งในและนอกสนาม รู้ว่าใครชอบหรือไม่ชอบอะไร มีพฤติกรรมอย่างไร ชนิดมองตาก็รู้ใจแล้ว เจ้าวังเล่าว่า เวลาเขาได้บอลเพื่อนรวมทีมอย่างเกียรติศักดิ์, สมาน ดีสันเที๊ยะ หรือ สุชิน พันธ์ประภาส จะรู้เลยว่าต้องไปอยู่ตรงจุดไหนบ้าง

แต่ต้องยอมรับว่า แม้จะฝึกหนักจนกลายเป็นราชาลูกหนังของอาเซียน แต่ศักยภาพของดรีมทีมก็ยังเป็นรองอีกหลายๆ ทีมในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งได้สิทธิ์ไปโอลิมปิกและฟุตบอลโลกเกือบตลอด

ภารกิจสำคัญในฐานะทีมพรีโอลิมปิกที่ทุกคนรอคอยมาตลอด 3 ปี ดรีมทีมอยู่ร่วมสายร่วมกับญี่ปุ่นและไต้หวัน ผู้ได้อันดับ 1 เท่านั้นจึงมีสิทธิ์คว้าตั๋ว แต่เพียงนัดแรกที่สุพรรณบุรี พวกเขาต้องเผชิญกับความจริงที่เจ็บปวด หลังปราชัยแพ้ญี่ปุ่นคาบ้าน ถึง 5-0 แม้อีก 4 วันต่อมาจะแก้หน้าได้บ้าง หลังชนะไต้หวัน 7-0 แต่ความหวังที่จะไปแอตแลนตาก็แทบจะเป็นศูนย์

ฟุตบอลไทย

ตอนนั้นบิ๊กหอยถูกสื่อมวลชนถล่มเละว่าชอบแทรกแซงโค้ช ส่วนน้าชัชก็ทำอะไรไม่ได้เพราะรับเงินเดือนจากบิ๊กหอย เป็นเหตุให้แพ้ขาดเช่นนี้ บิ๊กหอยเลยประกาศลาออก แต่ อ.วิจิตร ซึ่งตอนนั้นขึ้นมาเป็นนายกสมาคมฯ แล้วก็ยับยั้งบอกให้รอไปแข่งที่ญี่ปุ่นให้จบก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที พอกลับมาที่ทีมน้าชัชเลยบอกกับบิ๊กหอยว่า ไหนๆ ทีมก็ตกรอบแน่นอน ดังนั้น ทำไมเขาไม่ลองจัดทีมเองไปเลย

ผมบอกว่า เล่นไปเถอะ ศูนย์หน้าไม่ต้องมี อุดอย่างเดียว อย่าให้แพ้เกิน 2 ถือว่าสำเร็จแล้ว”

ปรากฏว่าแผนผึ้งมฤตยูหรือ Killer Bee ของบิ๊กหอยได้ผล เพราะแพ้ญี่ปุ่นไปเพียง 1-0 ส่วนอีกนัดชนะไต้หวัน 5-0

หลังจบศึกโอลิมปิก ดรีมทีมก็หมดภารกิจแรกโดยสมบูรณ์ บิ๊กหอยไม่ได้ลาออก เขายังมีบทบาทในการคุมนักกีฬาทีมชาติอีกพักใหญ่ มีการเรียกนักเตะฝีเท้าดีมาเสริมดรีมทีมหลายคน เช่น เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์, เสนาะ โล่งสว่าง สามารถพาทีมคว้าเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่เชียงใหม่ได้สำเร็จ รวมทั้งแชมป์ไทเกอร์คัพ ซึ่งจัดครั้งแรกที่สิงคโปร์อีกด้วย

ฟุตบอลไทย

ก่อนที่ต่อมาเขาจะมีปัญหากับสมาคมฯ หลังถูกเบรกเรื่องการส่งนักกีฬาไปฝึกซ้อมที่บราซิล รวมทั้งโดนตั้งคำถามถึงวิธีเก็บตัวนักกีฬาระยะยาวซึ่งส่งผลกระทบกับสโมสร เพราะขณะนั้นเมืองไทยต้องการพัฒนาระบบไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกขึ้น เขาจึงค่อยๆ ลดบทบาทและถอนตัวไป พร้อมกับหมดยุคการฝึกนักฟุตบอลแบบดรีมทีมไปโดยปริยาย

กระทั่งต่อมาสมาคมฯ ประสบปัญหาวิกฤตศรัทธา หลังจบฟุตบอลไทเกอร์คัพ ครั้งที่ 2 เมื่อกลางปี 2541 อ.วิจิตร จึงเชิญบิ๊กหอยกลับมาคุมทีมชาติไทยอีกครั้ง โดยมีภารกิจสำคัญเพื่อสู้ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 6 – 20 ธันวาคม 2541

นักเตะดรีมทีมหลายคนก้าวขึ้นไปเป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยชุดใหญ่ร่วมกับรุ่นพี่ๆ อย่าง นที ทองสุขแก้ว, สุรชัย จตุรภัทรพงษ์, ชัยยงค์ ขำเปี่ยม ผลปรากฏว่า ทีมชาติไทยสร้างประวัติศาสตร์ คว้าอันดับ 4 มาครองได้สำเร็จ

 

4

ความฝันที่ไม่มีวันจบ

หากใครเป็นแฟนบอลตัวจริง คงจดจำแมตช์ในตำนาน รอบ 8 ทีมสุดท้ายเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน

ช่วงต่อเวลาพิเศษ ทีมชาติไทยกำลังเสมออยู่กับทีมชาติเกาหลี 1 ประตูต่อ 1 โดยเหลือผู้เล่นน้อยกว่า 2 คน นาทีนั้นแทบไม่มีใครคิดถึงชัยชนะ ได้แต่พยายามยื้อให้ไปถึงช่วงยิงจุดโทษ หากแต่ในนาทีที่ 95 ไทยได้ฟรีคิก ดุสิต เฉลิมแสน เขี่ยบอลมาให้ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ซัดเต็มข้อเข้าไปตุงตาข่ายอย่างเหลือเชื่อ ทำให้ทีมชนะในทันทีด้วยกฎโกลเด้นโกล

ฟุตบอลไทย

ภาพหนึ่งที่ทุกคนจดจำได้ดีคือ เจ้าวัง ธวัชชัย วิ่งมากอดบิ๊กหอยที่ซุ้มม้านั่งสำรอง พร้อมกับกระซิบบางอย่าง

ก่อนหน้านั้น ช่วงหลังจบศึกโอลิมปิกรอบคัดเลือกที่ญี่ปุ่นบิ๊กหอยได้เรียกประชุมทีม โดยประเด็นสำคัญคือ เรื่องแทรกแซงการทำหน้าที่ของสตาฟฟ์โค้ช

ตอนนั้นผมถามวังว่า ไหนยกตัวอย่างว่าเรื่องอะไรบ้างที่ลุงสอนแล้วทำให้เราเล่นแล้วเสีย มันคงนึกอะไรไม่ออก เลยบอกว่า เวลาฝึกลุงก็ชอบมาบอกว่าให้หัดแต่ลูกไซด์โป้ง ผมก็บอกว่า ไม่ดีเหรอ พวกบราซิลที่ยิงก็มีแต่ไซด์โป้งกับไซด์ก้อย หลังจากนั้นทีมแตกชั่วคราว วังไปเล่นให้โอสถสภา ชัชชัยก็แอบมากระซิบว่า มันเอาลูกที่ผมสอนไปยิงเข้าฉิบหายวายป่วง วันหนึ่งผมเดินผ่านก็เรียก เฮ้ย! วัง ได้ข่าวลูกที่บอกว่ายิงแล้วข้อเท้าเสียยิงเข้าบ่อยไม่ใช่เหรอ มันก็บอก โธ่ลุง! แล้วก็เดินหนี

ฟุตบอลไทย

“ถึงวันที่เล่นกับเกาหลี ช่วงที่มันวิ่งมากอดผม รู้ไหมว่ามันพูดว่าไง ลุง…ลูกที่ลุงสอนผมทำให้ลุงแล้วนะ ผมยิงได้แล้ว เลิกพูดได้แล้วนะ… เห็นไหมลูกที่ผมสอน ไม่ได้ซี้ซั้ว เพราะผมจำเขามา” บิ๊กหอยเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

อาจกล่าวได้ว่า ชัยชนะในแมตช์ประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเก็บตัวไม่กี่เดือน แต่เกิดจากการบ่มเพาะความรู้ที่มีรากฐานมาจากดรีมทีมเมื่อหลายปีก่อน นักเตะที่ลงแข่งก็คืออดีตเด็กโนเนมจากทีมในฝันมากกว่าครึ่ง

ยุคของทีมชาติดรีมทีมหมดไปช่วงใดไม่ปรากฏ นักเตะรุ่นใหม่เข้ามาแทนสมาชิกดรีมทีมรุ่นตั้งต้นที่ต่างกระจัดกระจายไปตามทางของตัวเอง บางคนยังเล่นให้ทีมชาติไทยจนถึงปี 2550 อย่างเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง แต่ขณะเดียวก็ไปค้าแข้งในสโมสรต่างประเทศด้วย อีกไม่น้อยที่ตัดสินใจวางมือไปประกอบอาชีพที่มั่นคง

แม้วันนี้การทำฟุตบอลแบบดรีมทีมอาจไม่ตอบโจทย์โลกฟุตบอลสมัยใหม่ที่มีการพัฒนาเทคนิคความรู้ ระบบการเล่น ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ดรีมทีมคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลไทยยกระดับและก้าวมาจนถึงปัจจุบัน

“ดรีมทีมเรียกศรัทธาแฟนบอลไทยให้กลับมา ก่อนหน้าดรีมทีมฟุตบอลไทยอาจมีคนดูบ้าง แต่กระแสคลั่งไคล้ ติดตามตลอด เกิดขึ้นจากดรีมทีมจริงๆ เพราะหลังประสบความสำเร็จในคิงส์คัพ เราก็พยายามสร้างกระแส ปลุกศรัทธาของแฟนบอลให้เชียร์ทีมชาติ ตอนนั้นลุงหอยพาเราไปทุกจังหวัดเลยนะ ไปอุ่นเครื่องกับนักเตะแต่ละจังหวัดที่ไม่มีชื่อเสียง ซึ่งคนเต็มสนามทุกนัด เป็น 10,000 – 20,000 ไม่มีนัดไหนเลยที่คนดูน้อย” เจ้าแบน ธชตวัน จำบรรยากาศเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

“มีอยู่ครั้งหนึ่งเราไปทางใต้ ไม่แน่ใจว่านราธิวาสหรือสตูล สนามก็คล้ายๆ กับบอล อบต. เลย แต่คนก็ยังมาเป็นหมื่น แถมวันนั้นก็ฝนตกด้วย แต่ก็ไม่มีใครกลับ อยู่รอจนเราเลิก เขาก็วิ่งลงมาขอลายเซ็น กว่าจะออกจากสนามมาใช้เวลานานมาก ตั้งแต่นั้นมาดรีมทีมก็เลยต้องมีบอดี้การ์ด มีคนคอยกันแต่ละคนเลย”

สมาชิกหลายคนเมื่อเลิกค้าแข้งก็เปลี่ยนตัวเองไปเป็นโค้ช นำประสบการณ์ที่ได้จากดรีมทีมไปเป็นแนวทางในการพัฒนาเด็กรุ่นใหม่ ทั้งเกียรติศักดิ์ ธชตวัน ธวัชชัย ดุสิต ล้วนเคยคุมทีมสโมสรลุยศึกไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก

ขณะที่บิ๊กหอยกล่าวว่า หลายคนมักยกย่องสรรเสริญถึงสิ่งที่เขาทำกับดรีมทีม แต่ทั้งหมดนี้ขอปฏิเสธ

“มีคนบอกว่าผมเสียสละเพื่อชาติเพื่อสังคมมากเลย บอกได้เลยว่าไม่จริงหรอก ไม่มีสิ่งนี้ในหัวสมองเลย ผมทำเพราะผมชอบ ผมมีความสุขในการทำ เพียงแต่เรื่องที่ผมทำชาวบ้านเขาได้เสียกันเยอะ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนผมทุ่มเท แต่จริงๆ ผมชอบก็เลยทำ ผมสามารถอยู่สนามฟุตบอลได้ตั้งแต่เช้ายันเย็น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะผมเสี้ยนเอง”

ฟุตบอลไทย

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง และภาพประกอบ

 

  • สัมภาษณ์คุณวนัสธนา สัจจกุล อดีตผู้จัดการทีมชาติไทย ชุดดรีมทีม วันที่ 9 ธันวาคม 2561
  • สัมภาษณ์คุณธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล วันที่ 24 ธันวาคม 2561
  • สัมภาษณ์คุณธชตวัน ศรีปาน วันที่ 25 ธันวาคม 2561
  • นิตยสาร GM เดือนเมษายน 2537
  • หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พ.ศ. 2536 – 2537
  • หนังสือพิมพ์สยามกีฬา พ.ศ. 2535 – 2541
  • หนังสือพิมพ์โลกกีฬา พ.ศ. 2535 – 2537
  • นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ พ.ศ. 2536 – 2537

 

 

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load