จุดหมายของเราในวันนี้อยู่ที่เมืองอูซัวยา (Ushuaia) ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเตียร์รา เดล ฟวยโก (Tierra del Fuego) หมู่เกาะขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่ 2 ประเทศคือชิลีและอาร์เจนตินา ตัวเกาะแยกออกมาจากแผ่นดินของทวีปอเมริกาใต้ทั้งทวีป มีช่องแคบมาเจลลัน (Strait of Magellan) ซึ่งเป็นช่องทางเดินเรือเล็ก ๆ คั่นอยู่ตรงกลาง

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เมื่อข้ามฝั่งจากแผ่นดินใหญ่มาถึงเกาะนี้ด้วยเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก ป้ายบอกเส้นทางสู่ดินแดนสุดขอบโลก (Ruta del Fin del Mundo) ที่ติดอยู่สองข้างทางก็โผล่มาให้เห็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ การขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าลมหนาว ฝ่าฝุ่นและถนนลูกรัง ติดต่อกันกว่า 8 ชั่วโมงของวันนี้กำลังจะสิ้นสุดลง เราสองคนมาถึงโรงแรมในสภาพมอมแมมยิ่งกว่าไปคลุกฝุ่นมาและล้าจนแทบจะหลับทั้งยืน แต่คำว่า ‘สุดขอบโลก’ ที่อยู่บนป้ายร้านอาหาร ร้านกาแฟ และโรงแรมหลายแห่งในเมืองนี้ ทำให้เราตัดสินใจโยนกล่องสัมภาระไว้ที่ห้อง เช็ดหน้าเช็ดตา แล้วชวนกันออกไปเดินเล่นชมบรรยากาศรอบๆ ก่อนพระอาทิตย์จะลับฟ้า

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

อูซัวยาเป็นเมืองท่าสำคัญและเป็นประตูสู่ทวีปแอนตาร์กติกา (Antarctica) เนื่องจากเรือสำราญและเรือนักสำรวจส่วนใหญ่ใช้ท่าเรือนี้เป็นจุดตั้งต้นหรือจุดจอดสุดท้ายก่อนออกเดินทางสู่ทวีปน้ำแข็งฝั่งขั้วโลกใต้

และแน่นอนว่า อูซัวยาเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะของ ‘เมืองที่อยู่ใต้สุดของโลก’ (The Southermost City in the World) แต่ถ้าหากไปกางแผนที่ดูกันจริงๆ จังๆ แล้วก็จะเจอหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อปวยร์โต วิลเลียมส์ (Puerto Wolliams) ในฝั่งของประเทศชิลีที่ตั้งอยู่ทางใต้ลงไปอีก แต่ด้วยจำนวนประชากรที่น้อยกว่าหลายเท่าตัว จึงเป็นที่ยอมรับกันกลายๆ ว่าอูซัวยามีฐานะเป็น ‘เมือง’ มากกว่าและเป็นที่รู้จักมากกว่านั่นเอง

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

อูซัวยามีกิจกรรมที่น่าสนใจให้ทำหลายอย่าง หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากคือการไปดูเพนกวินบนเกาะมาร์ติญโญ (Martillo Island) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณช่องแคบบีเกิล (Beagle Channel) แต่เนื่องจากเกาะแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคล ถึงแม้จะมีบริษัททัวร์มากมายที่จัดโปรแกรมพาไปดูเพนกวินที่เกาะ แต่มีเพียงบริษัททัวร์แห่งเดียวเท่านั้นที่ได้รับสัมปทานให้พานักท่องเที่ยวลงไปเดินกับนกเพนกวินบนเกาะได้ ส่วนทัวร์อื่นๆ จะทำได้แค่นำเรือไปจอดใกล้ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเพนกวินจากบนเรือ

 

เตาะแตะกับเจ้าตัวซนใส่สูท

“ห้ามเดินเข้าใกล้เพนกวินเกิน 1.5 เมตร แต่ถ้าเพนกวินเป็นฝ่ายเดินเข้ามาใกล้เราเองก็ไม่เป็นไร ห้ามแตะต้องตัวเพนกวิน ห้ามใช้ไม้ถ่ายเซลฟียื่นเข้าไปถ่ายรูปเพนกวินใกล้ๆ ห้ามใช้แฟลชในการถ่ายรูป ห้ามให้อาหาร ห้ามทำเสียงดังรบกวนเพนกวิน ห้ามเก็บชิ้นส่วนใดๆ ของเพนกวินที่อยู่บนเกาะกลับออกมา ห้ามเดินออกไปนอกบริเวณที่กำหนดไว้ให้ ห้ามเดินออกจากกลุ่มหรือเดินรั้งท้ายจนตามเพื่อนๆ ในกลุ่มไม่ทัน…”

เสียงนุ่มๆ ที่พูดถึงระเบียบข้อบังคับต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษสลับสเปนของลอเรนโซ มัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่ให้เรามาเจอกันตั้งแต่ 8 โมงเช้าวันนี้ ช่วยปลุกให้ทุกคนที่กำลังง่วงงุนรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น มีเสียงถามตอบเป็นระยะตลอดการเดินทางบนรถบัสจากอูซัวยาไปยังฟาร์มเอสแทนเซีย ฮาร์เบอร์ตัน (Estancia Haberton) ซึ่งเป็นฟาร์มที่เก่าแก่ที่สุดบนเกาะเตียร์รา เดล ฟวยโก และตระกูลบริดจ์ (Bridge) ที่เป็นเจ้าของฟาร์มแห่งนี้ ก็เป็นเจ้าของเกาะเล็กๆ หลายแห่งในช่องแคบบีเกิล รวมถึงเกาะมาร์ติญโญด้วย

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ลอเรนโซเล่าให้ฟังว่า เดิมเกาะมาร์ติญโญเป็นทุ่งเลี้ยงแกะของตระกูลบริดจ์มาตั้งแต่ ค.ศ 1886 แต่ด้วยสภาพอากาศที่เหน็บหนาวและกลุ่มสุนัขป่่าที่ลอบเข้ามากินแกะ ทำให้ฟาร์มแห่งนี้เสียปศุสัตว์ไปเป็นจำนวนมาก จึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และเชิงอนุรักษ์อย่างเต็มตัวใน ค.ศ. 1999

เมื่อมีการย้ายแกะออกจากเกาะมาร์ติญโญ ก็มีเพนกวินมาผสมพันธุ์และวางไข่บนเกาะแห่งนี้ ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีความสมบูรณ์สูง ทั้งมีแหล่งอาหาร มีพุ่มไม้และโพรงที่เหมาะแก่การทำรัง และแทบไม่มีสัตว์ผู้ล่าอยู่ในบริเวณนี้เลย จึงทำให้จำนวนเพนกวินบนเกาะมาร์ติญโญเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำนวนมากทุกปี จากการสำรวจครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 2009 พบว่ามีเพนกวินเกือบ 3,500 คู่

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

รถบัสพาเราไปส่งที่ฟาร์ม และหลังจากเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลที่อยู่ในฟาร์มเสร็จแล้ว เราก็ลงเรือเล็กอีกประมาณ 15 นาทีเพื่อไปยังเกาะมาร์ติญโญ

ในระหว่างที่เดินทาง เราก็อดไม่ได้ที่จะคอยชะเง้อไปด้านนู้นทีด้านนี้ทีเพื่อมองหาเกาะเพนกวินที่ว่า และจากสุดขอบฟ้าที่ตอนแรกเป็นพื้นน้ำ ก็เริ่มมีพื้นดินเล็กๆ โผล่ขึ้นมา มีสีเขียวของต้นไม้ปะปนเล็กน้อยตรงสุดขอบฟ้า ระยะทางที่ใกล้ขึ้นทำให้จุดสีขาวดำบนเกาะค่อยๆ โดดเด่น การเคลื่อนไหวสะเปะสะปะแบบไร้ทิศทางของจุดเหล่านั้นทำให้เรานึกรู้ว่ามันคือฝูงเพนกวิน

“เพนกวิน!”

เสียงใครสักคนในเรือตะโกนออกมาพร้อมกับชี้ไปทิศทางเดียวกับที่เรามองอยู่ เพนกวินกว่าหลายพันตัวกำลังยืนท้าแสงแดดและสายลมอยู่บนเกาะ

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ในช่วงระยะเวลาที่ยืนรอเรือเข้าจอดเทียบชายหาด เราเห็นถึงความวุ่นวายของเจ้าตัวซนทั้งหลาย ลอเรนโซหันมาทำสัญญาณมือบอกให้ทุกคนค่อยๆ ก้าวลงบนพื้นอย่างช้าๆ เพื่อไม่ทำให้ฝูงเพนกวินแตกตื่น ทุกคนในทีมให้ความร่วมมือกับลอเรนโซเป็นอย่างดี กลุ่มเพนกวินที่อยู่ใกล้เรือแทบไม่สนใจผู้บุกรุกอย่างเราด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าแค่หันมามองครั้งเดียวแล้วก็ดำผุดดำว่ายต่อ ส่วนกลุ่มที่อยู่บนเกาะถ้าไม่นอนหลับตาอาบแดด ก็วิ่งไล่ตีกันเองเป็นที่สนุกสนาน

ถึงตอนนี้เราเริ่มเข้าใจสาเหตุที่ลอเรนโซย้ำนักย้ำหนาว่า

“ต่อให้เพนกวินน่ารักแค่ก็ไหน ก็ต้องห้ามใจว่าอย่าไปจับมันเด็ดขาดนะ คุณจะทำร้ายมัน”  

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ทุกคนลงมายืนซึมซับกับบรรยากาศตรงหน้า ทุกอย่างรอบตัวเราเคลื่อนไหวพร้อมๆ กันหมดจนไม่รู้จะโฟกัสที่ตรงไหนดี เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นรอบๆ ตัว บางคนก็นอนราบลงไปกับพื้นเพื่อมองเจ้าตัวซนในระดับสายตา เราลองทำดูบ้าง…

ก็ดูเหมือนจะจะได้รับความสนอกสนใจจากเจ้าหนูตัวนี้

ทุกคนในนั้นพร้อมใจกันหัวเราะแบบอดไม่อยู่ แต่ก็ต้องรีบเงียบเสียงเพราะลอเรนโซหันมาส่งสัญญาณให้ลดเสียงหน่อย

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เมื่อทุกคนรู้สึกผ่อนคลายลง ลอเรนโซก็ออกเดินนำทุกคนลึกเข้าไปด้านใน พวกเราเดินเรียงหนึ่งตามกันเข้าไปอย่างระมัดระวัง ช่วงแรกของเส้นทางจะมีเชือกกั้นเป็นเส้นทางเดินอย่างชัดเจน แต่เมื่อเข้าไปถึงด้านในก็เหลือเพียงสัญลักษณ์เล็กๆ ตามพื้นที่ต้องคอยก้มดู บางช่วงที่เป็นบันไดก็เจอเจ้าถิ่นวิ่งตัดหน้ากันดื้อๆ บางตัวก็นอนพิงบันไดเล่นอย่างสบายอกสบายใจ

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ในขณะที่เดินไปเรื่อยๆ เราเริ่มเห็นว่าความแตกต่างของเพนกวินที่อยู่บนเกาะนี้ ลอเรนโซหันมาอธิบายให้ฟังว่า อูซัวยาเป็นบ้านของเพนกวินทั้งหมด 3 สายพันธุ์ คือเพนกวินมาเจลลัน (Magellanic Penguin) เพนกวินเจนทู (Gentoo Penguin) และเพนกวินราชา (King Penguin) โดยแต่ละสายพันธุ์ก็จะพบได้ในแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติของชายฝั่งทางใต้ในทวีปนี้ เช่น เพนกวินราชาที่อ่าวอินูติล (ฺBahia Inutil) เพนกวินมาเจลลันที่เกาะมักดาเลนา (Magdalena Island) ฝั่งประเทศชิลี และที่ปันตา ตอมโบ (Punta Tombo) ทางฝั่งอาร์เจนตินา

ส่วนเกาะมาร์ติญโญคือจุดที่พิเศษที่สุดเพราะสามารถพบเห็นเพนกวินทั้งสามสายพันธุ์อยู่รวมกันบนเกาะแห่งนี้

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เพนกวินมาเจลลันเป็นสายพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดบนเกาะแห่งนี้และมากที่สุดในเพนกวินสกุลเดียวกันทั่วโลก มีลักษณะเป็นสีดำเกือบทั้งตัว ยกเว้นสีขาวบริเวณหัวและปีก เพนกวินมาเจลลันเป็นเพนกวินขนาดกลาง ตัวโตเต็มที่สูงประมาณ 61 – 76 เซนติเมตร หนักประมาณ 2.7- 6.5 กิโลกรัม เพนกวินชนิดนี้จะอยู่กันเป็นคู่และจับคู่กันเป็นระยะเวลานานหลายปี ช่วงหน้าหนาวเพนกวินมาเจลลันจะอพยพขึ้นทางเหนือ บางครั้งไปไกลถึงประเทศเปรูหรือบราซิล

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เพนกวินเจนทูเป็นพันธุ์ที่สังเกตได้ง่ายจากปากล่างที่เป็นสีส้มหรือแดง แต้มสีขาวเหนือตาที่มีลักษณะคล้ายคิ้ว ซึ่งจะเห็นชัดในตัวที่มีอายุมากกว่า 14 เดือน และพังผืดที่เท้าเป็นสีเหลืองสด เพนกวินชนิดนี้เมื่อยืนจะสูงประมาณ 75 เซนติเมตร จัดเป็นเพนกวินที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 รองลงมาจากเพนกวินจักรพรรดิและเพนกวินราชา 

เมื่ออยู่ในน้ำเพนกวินเจนทูสามารถว่ายน้ำด้วยความเร็ว 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นนกที่ว่ายน้ำได้เร็วที่สุดในโลก

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เพนกวินราชาเป็นเพนกวินที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเพนกวินจักรพรรดิ มีน้ำหนักประมาณ 11 – 16 กิโลกรัม สูงเกือบ 1 เมตร ลักษณะเด่นแก้มเป็นสีส้มเข้ม ท้องสีขาวและหลังสีเทาอ่อน เพนกวินราชามักจะอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่และเป็นสัตว์ที่หวงที่ วางไข่ใบเดียวและฟักบนแผ่นหนังที่เท้า เพนกวินชนิดนี้ใช้เลี้ยงลูกยาวนานที่สุดคือ 14 -16 เดือน

วันนั้นมีเพนกวินราชาทั้งหมด 4 ตัวบนเกาะ และทุกตัวก็มีพฤติกรรมใกล้เคียงกันหมด คือนอนนิ่งๆ และไม่สนใจความวุ่นวายของเพนกวินนับพันรอบตัวเลย  

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เพนกวินเหล่านี้จะมาผสมพันธุ์และวางไข่ที่เกาะในช่วงต้นเดือนตุลาคม เพนกวินมาเจลลันจะกลับมารังเดิมกับคู่ตัวเดิมทุกปี ตัวเมียจะใช้วิธีหาคู่ของตัวเองด้วยการจำเสียงร้อง

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เพนกวินเป็นสัตว์ที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมคล้ายมนุษย์ เมื่อตัวเมียวางไข่ ทั้งคู่จะช่วยกันดูแลไข่ เมื่อลูกเพนกวินออกจากไข่แล้ว พ่อและแม่เพนกวินจะป้อนอาหารให้ลูกด้วยการขย้อนอาหารที่ย่อยแล้วออกมาป้อนลูก

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ลูกเพนกวินที่ออกจากไข่มาได้ไม่นานจะมีขนปุยที่ช่วยเก็บความร้อน แต่ต้องคอยรักษาให้แห้งอยู่ตลอด ลูกเพนกวินพวกนี้จึงไม่ลงน้ำจนกว่าขนชุดนี้จะหลุดและขนชุดใหม่ที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดขึ้นมา เมื่อขนชุดสองของลูกเพนกวินขึ้นจนสมบูรณ์แล้ว เพนกวินทั้งฝูงก็จะมุ่งหน้าลงใต้ไปยังน้ำที่เย็นกว่าในทวีปแอนตาร์กติกา

นักท่องเที่ยวที่อยากจะมาเห็นลูกเพนกวินที่ยังขนปุกปุยอยู่ในรังจึงนิยมมาช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงมกราคม (แต่ก็ต้องเตรียมใจว่าอาจจะได้เห็นฉากฆาตรกรรมแบบเลือดสาดกระจายเป็นของแถม เพราะลูกเพนกวินมักตกเป็นอาหารของนกประเภทอื่นๆ ที่หากินบนเกาะนี้)

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ในระหว่างทางนั่งเรือกลับไปอูซัวยา ลอเรนโซเชิญชวนแต่ละคนพูดถึงความประทับใจในวันนี้ เราทุกคนต่างบอกเล่าและแบ่งปันความรู้สึกกันด้วยรอยยิ้ม ก่อนจากกันลอเรนโซบอกลาพร้อมกับทิ้งท้ายว่า แม้ทุกคนจะมาจากประเทศอื่นๆ ที่ห่างไกลจากบ้านเกิดของเขา แต่เราทุกคนสามารถมีส่วนช่วยในการลดภาวะโลกร้อนได้ ถ้าวันนี้เราได้รับความสุขจากการได้เห็นเพนกวินเหล่านี้ใช้ชีวิตในแหล่งธรรมชาติ เราก็ควรจะตระหนักว่าเรามีหน้าที่ที่ต้องรักษาสิ่งแวดล้อมของสัตว์เหล่านี้ ของเราเอง และของทุกคน ให้ดียิ่งกว่าที่เคยทำมา 🙂

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

จุดหมายของเราในวันนี้อยู่ที่เมืองอูซัวยา (Ushuaia) ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเตียร์รา เดล ฟวยโก (Tierra del Fuego) หมู่เกาะขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่ 2 ประเทศคือชิลีและอาร์เจนตินา ตัวเกาะแยกออกมาจากแผ่นดินของทวีปอเมริกาใต้ทั้งทวีป มีช่องแคบมาเจลลัน (Strait of Magellan) ซึ่งเป็นช่องทางเดินเรือเล็ก ๆ คั่นอยู่ตรงกลาง

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เมื่อข้ามฝั่งจากแผ่นดินใหญ่มาถึงเกาะนี้ด้วยเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก ป้ายบอกเส้นทางสู่ดินแดนสุดขอบโลก (Ruta del Fin del Mundo) ที่ติดอยู่สองข้างทางก็โผล่มาให้เห็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ การขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าลมหนาว ฝ่าฝุ่นและถนนลูกรัง ติดต่อกันกว่า 8 ชั่วโมงของวันนี้กำลังจะสิ้นสุดลง เราสองคนมาถึงโรงแรมในสภาพมอมแมมยิ่งกว่าไปคลุกฝุ่นมาและล้าจนแทบจะหลับทั้งยืน แต่คำว่า ‘สุดขอบโลก’ ที่อยู่บนป้ายร้านอาหาร ร้านกาแฟ และโรงแรมหลายแห่งในเมืองนี้ ทำให้เราตัดสินใจโยนกล่องสัมภาระไว้ที่ห้อง เช็ดหน้าเช็ดตา แล้วชวนกันออกไปเดินเล่นชมบรรยากาศรอบๆ ก่อนพระอาทิตย์จะลับฟ้า

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

อูซัวยาเป็นเมืองท่าสำคัญและเป็นประตูสู่ทวีปแอนตาร์กติกา (Antarctica) เนื่องจากเรือสำราญและเรือนักสำรวจส่วนใหญ่ใช้ท่าเรือนี้เป็นจุดตั้งต้นหรือจุดจอดสุดท้ายก่อนออกเดินทางสู่ทวีปน้ำแข็งฝั่งขั้วโลกใต้

และแน่นอนว่า อูซัวยาเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะของ ‘เมืองที่อยู่ใต้สุดของโลก’ (The Southermost City in the World) แต่ถ้าหากไปกางแผนที่ดูกันจริงๆ จังๆ แล้วก็จะเจอหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อปวยร์โต วิลเลียมส์ (Puerto Wolliams) ในฝั่งของประเทศชิลีที่ตั้งอยู่ทางใต้ลงไปอีก แต่ด้วยจำนวนประชากรที่น้อยกว่าหลายเท่าตัว จึงเป็นที่ยอมรับกันกลายๆ ว่าอูซัวยามีฐานะเป็น ‘เมือง’ มากกว่าและเป็นที่รู้จักมากกว่านั่นเอง

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

อูซัวยามีกิจกรรมที่น่าสนใจให้ทำหลายอย่าง หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากคือการไปดูเพนกวินบนเกาะมาร์ติญโญ (Martillo Island) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณช่องแคบบีเกิล (Beagle Channel) แต่เนื่องจากเกาะแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคล ถึงแม้จะมีบริษัททัวร์มากมายที่จัดโปรแกรมพาไปดูเพนกวินที่เกาะ แต่มีเพียงบริษัททัวร์แห่งเดียวเท่านั้นที่ได้รับสัมปทานให้พานักท่องเที่ยวลงไปเดินกับนกเพนกวินบนเกาะได้ ส่วนทัวร์อื่นๆ จะทำได้แค่นำเรือไปจอดใกล้ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเพนกวินจากบนเรือ

 

เตาะแตะกับเจ้าตัวซนใส่สูท

“ห้ามเดินเข้าใกล้เพนกวินเกิน 1.5 เมตร แต่ถ้าเพนกวินเป็นฝ่ายเดินเข้ามาใกล้เราเองก็ไม่เป็นไร ห้ามแตะต้องตัวเพนกวิน ห้ามใช้ไม้ถ่ายเซลฟียื่นเข้าไปถ่ายรูปเพนกวินใกล้ๆ ห้ามใช้แฟลชในการถ่ายรูป ห้ามให้อาหาร ห้ามทำเสียงดังรบกวนเพนกวิน ห้ามเก็บชิ้นส่วนใดๆ ของเพนกวินที่อยู่บนเกาะกลับออกมา ห้ามเดินออกไปนอกบริเวณที่กำหนดไว้ให้ ห้ามเดินออกจากกลุ่มหรือเดินรั้งท้ายจนตามเพื่อนๆ ในกลุ่มไม่ทัน…”

เสียงนุ่มๆ ที่พูดถึงระเบียบข้อบังคับต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษสลับสเปนของลอเรนโซ มัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่ให้เรามาเจอกันตั้งแต่ 8 โมงเช้าวันนี้ ช่วยปลุกให้ทุกคนที่กำลังง่วงงุนรู้สึกตื่นตัวมากขึ้น มีเสียงถามตอบเป็นระยะตลอดการเดินทางบนรถบัสจากอูซัวยาไปยังฟาร์มเอสแทนเซีย ฮาร์เบอร์ตัน (Estancia Haberton) ซึ่งเป็นฟาร์มที่เก่าแก่ที่สุดบนเกาะเตียร์รา เดล ฟวยโก และตระกูลบริดจ์ (Bridge) ที่เป็นเจ้าของฟาร์มแห่งนี้ ก็เป็นเจ้าของเกาะเล็กๆ หลายแห่งในช่องแคบบีเกิล รวมถึงเกาะมาร์ติญโญด้วย

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ลอเรนโซเล่าให้ฟังว่า เดิมเกาะมาร์ติญโญเป็นทุ่งเลี้ยงแกะของตระกูลบริดจ์มาตั้งแต่ ค.ศ 1886 แต่ด้วยสภาพอากาศที่เหน็บหนาวและกลุ่มสุนัขป่่าที่ลอบเข้ามากินแกะ ทำให้ฟาร์มแห่งนี้เสียปศุสัตว์ไปเป็นจำนวนมาก จึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และเชิงอนุรักษ์อย่างเต็มตัวใน ค.ศ. 1999

เมื่อมีการย้ายแกะออกจากเกาะมาร์ติญโญ ก็มีเพนกวินมาผสมพันธุ์และวางไข่บนเกาะแห่งนี้ ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีความสมบูรณ์สูง ทั้งมีแหล่งอาหาร มีพุ่มไม้และโพรงที่เหมาะแก่การทำรัง และแทบไม่มีสัตว์ผู้ล่าอยู่ในบริเวณนี้เลย จึงทำให้จำนวนเพนกวินบนเกาะมาร์ติญโญเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำนวนมากทุกปี จากการสำรวจครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 2009 พบว่ามีเพนกวินเกือบ 3,500 คู่

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

รถบัสพาเราไปส่งที่ฟาร์ม และหลังจากเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลที่อยู่ในฟาร์มเสร็จแล้ว เราก็ลงเรือเล็กอีกประมาณ 15 นาทีเพื่อไปยังเกาะมาร์ติญโญ

ในระหว่างที่เดินทาง เราก็อดไม่ได้ที่จะคอยชะเง้อไปด้านนู้นทีด้านนี้ทีเพื่อมองหาเกาะเพนกวินที่ว่า และจากสุดขอบฟ้าที่ตอนแรกเป็นพื้นน้ำ ก็เริ่มมีพื้นดินเล็กๆ โผล่ขึ้นมา มีสีเขียวของต้นไม้ปะปนเล็กน้อยตรงสุดขอบฟ้า ระยะทางที่ใกล้ขึ้นทำให้จุดสีขาวดำบนเกาะค่อยๆ โดดเด่น การเคลื่อนไหวสะเปะสะปะแบบไร้ทิศทางของจุดเหล่านั้นทำให้เรานึกรู้ว่ามันคือฝูงเพนกวิน

“เพนกวิน!”

เสียงใครสักคนในเรือตะโกนออกมาพร้อมกับชี้ไปทิศทางเดียวกับที่เรามองอยู่ เพนกวินกว่าหลายพันตัวกำลังยืนท้าแสงแดดและสายลมอยู่บนเกาะ

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ในช่วงระยะเวลาที่ยืนรอเรือเข้าจอดเทียบชายหาด เราเห็นถึงความวุ่นวายของเจ้าตัวซนทั้งหลาย ลอเรนโซหันมาทำสัญญาณมือบอกให้ทุกคนค่อยๆ ก้าวลงบนพื้นอย่างช้าๆ เพื่อไม่ทำให้ฝูงเพนกวินแตกตื่น ทุกคนในทีมให้ความร่วมมือกับลอเรนโซเป็นอย่างดี กลุ่มเพนกวินที่อยู่ใกล้เรือแทบไม่สนใจผู้บุกรุกอย่างเราด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าแค่หันมามองครั้งเดียวแล้วก็ดำผุดดำว่ายต่อ ส่วนกลุ่มที่อยู่บนเกาะถ้าไม่นอนหลับตาอาบแดด ก็วิ่งไล่ตีกันเองเป็นที่สนุกสนาน

ถึงตอนนี้เราเริ่มเข้าใจสาเหตุที่ลอเรนโซย้ำนักย้ำหนาว่า

“ต่อให้เพนกวินน่ารักแค่ก็ไหน ก็ต้องห้ามใจว่าอย่าไปจับมันเด็ดขาดนะ คุณจะทำร้ายมัน”  

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ทุกคนลงมายืนซึมซับกับบรรยากาศตรงหน้า ทุกอย่างรอบตัวเราเคลื่อนไหวพร้อมๆ กันหมดจนไม่รู้จะโฟกัสที่ตรงไหนดี เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นรอบๆ ตัว บางคนก็นอนราบลงไปกับพื้นเพื่อมองเจ้าตัวซนในระดับสายตา เราลองทำดูบ้าง…

ก็ดูเหมือนจะจะได้รับความสนอกสนใจจากเจ้าหนูตัวนี้

ทุกคนในนั้นพร้อมใจกันหัวเราะแบบอดไม่อยู่ แต่ก็ต้องรีบเงียบเสียงเพราะลอเรนโซหันมาส่งสัญญาณให้ลดเสียงหน่อย

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เมื่อทุกคนรู้สึกผ่อนคลายลง ลอเรนโซก็ออกเดินนำทุกคนลึกเข้าไปด้านใน พวกเราเดินเรียงหนึ่งตามกันเข้าไปอย่างระมัดระวัง ช่วงแรกของเส้นทางจะมีเชือกกั้นเป็นเส้นทางเดินอย่างชัดเจน แต่เมื่อเข้าไปถึงด้านในก็เหลือเพียงสัญลักษณ์เล็กๆ ตามพื้นที่ต้องคอยก้มดู บางช่วงที่เป็นบันไดก็เจอเจ้าถิ่นวิ่งตัดหน้ากันดื้อๆ บางตัวก็นอนพิงบันไดเล่นอย่างสบายอกสบายใจ

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ในขณะที่เดินไปเรื่อยๆ เราเริ่มเห็นว่าความแตกต่างของเพนกวินที่อยู่บนเกาะนี้ ลอเรนโซหันมาอธิบายให้ฟังว่า อูซัวยาเป็นบ้านของเพนกวินทั้งหมด 3 สายพันธุ์ คือเพนกวินมาเจลลัน (Magellanic Penguin) เพนกวินเจนทู (Gentoo Penguin) และเพนกวินราชา (King Penguin) โดยแต่ละสายพันธุ์ก็จะพบได้ในแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติของชายฝั่งทางใต้ในทวีปนี้ เช่น เพนกวินราชาที่อ่าวอินูติล (ฺBahia Inutil) เพนกวินมาเจลลันที่เกาะมักดาเลนา (Magdalena Island) ฝั่งประเทศชิลี และที่ปันตา ตอมโบ (Punta Tombo) ทางฝั่งอาร์เจนตินา

ส่วนเกาะมาร์ติญโญคือจุดที่พิเศษที่สุดเพราะสามารถพบเห็นเพนกวินทั้งสามสายพันธุ์อยู่รวมกันบนเกาะแห่งนี้

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เพนกวินมาเจลลันเป็นสายพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดบนเกาะแห่งนี้และมากที่สุดในเพนกวินสกุลเดียวกันทั่วโลก มีลักษณะเป็นสีดำเกือบทั้งตัว ยกเว้นสีขาวบริเวณหัวและปีก เพนกวินมาเจลลันเป็นเพนกวินขนาดกลาง ตัวโตเต็มที่สูงประมาณ 61 – 76 เซนติเมตร หนักประมาณ 2.7- 6.5 กิโลกรัม เพนกวินชนิดนี้จะอยู่กันเป็นคู่และจับคู่กันเป็นระยะเวลานานหลายปี ช่วงหน้าหนาวเพนกวินมาเจลลันจะอพยพขึ้นทางเหนือ บางครั้งไปไกลถึงประเทศเปรูหรือบราซิล

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เพนกวินเจนทูเป็นพันธุ์ที่สังเกตได้ง่ายจากปากล่างที่เป็นสีส้มหรือแดง แต้มสีขาวเหนือตาที่มีลักษณะคล้ายคิ้ว ซึ่งจะเห็นชัดในตัวที่มีอายุมากกว่า 14 เดือน และพังผืดที่เท้าเป็นสีเหลืองสด เพนกวินชนิดนี้เมื่อยืนจะสูงประมาณ 75 เซนติเมตร จัดเป็นเพนกวินที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 รองลงมาจากเพนกวินจักรพรรดิและเพนกวินราชา 

เมื่ออยู่ในน้ำเพนกวินเจนทูสามารถว่ายน้ำด้วยความเร็ว 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นนกที่ว่ายน้ำได้เร็วที่สุดในโลก

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เพนกวินราชาเป็นเพนกวินที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเพนกวินจักรพรรดิ มีน้ำหนักประมาณ 11 – 16 กิโลกรัม สูงเกือบ 1 เมตร ลักษณะเด่นแก้มเป็นสีส้มเข้ม ท้องสีขาวและหลังสีเทาอ่อน เพนกวินราชามักจะอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่และเป็นสัตว์ที่หวงที่ วางไข่ใบเดียวและฟักบนแผ่นหนังที่เท้า เพนกวินชนิดนี้ใช้เลี้ยงลูกยาวนานที่สุดคือ 14 -16 เดือน

วันนั้นมีเพนกวินราชาทั้งหมด 4 ตัวบนเกาะ และทุกตัวก็มีพฤติกรรมใกล้เคียงกันหมด คือนอนนิ่งๆ และไม่สนใจความวุ่นวายของเพนกวินนับพันรอบตัวเลย  

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เพนกวินเหล่านี้จะมาผสมพันธุ์และวางไข่ที่เกาะในช่วงต้นเดือนตุลาคม เพนกวินมาเจลลันจะกลับมารังเดิมกับคู่ตัวเดิมทุกปี ตัวเมียจะใช้วิธีหาคู่ของตัวเองด้วยการจำเสียงร้อง

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

เพนกวินเป็นสัตว์ที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมคล้ายมนุษย์ เมื่อตัวเมียวางไข่ ทั้งคู่จะช่วยกันดูแลไข่ เมื่อลูกเพนกวินออกจากไข่แล้ว พ่อและแม่เพนกวินจะป้อนอาหารให้ลูกด้วยการขย้อนอาหารที่ย่อยแล้วออกมาป้อนลูก

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ลูกเพนกวินที่ออกจากไข่มาได้ไม่นานจะมีขนปุยที่ช่วยเก็บความร้อน แต่ต้องคอยรักษาให้แห้งอยู่ตลอด ลูกเพนกวินพวกนี้จึงไม่ลงน้ำจนกว่าขนชุดนี้จะหลุดและขนชุดใหม่ที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดขึ้นมา เมื่อขนชุดสองของลูกเพนกวินขึ้นจนสมบูรณ์แล้ว เพนกวินทั้งฝูงก็จะมุ่งหน้าลงใต้ไปยังน้ำที่เย็นกว่าในทวีปแอนตาร์กติกา

นักท่องเที่ยวที่อยากจะมาเห็นลูกเพนกวินที่ยังขนปุกปุยอยู่ในรังจึงนิยมมาช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงมกราคม (แต่ก็ต้องเตรียมใจว่าอาจจะได้เห็นฉากฆาตรกรรมแบบเลือดสาดกระจายเป็นของแถม เพราะลูกเพนกวินมักตกเป็นอาหารของนกประเภทอื่นๆ ที่หากินบนเกาะนี้)

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ในระหว่างทางนั่งเรือกลับไปอูซัวยา ลอเรนโซเชิญชวนแต่ละคนพูดถึงความประทับใจในวันนี้ เราทุกคนต่างบอกเล่าและแบ่งปันความรู้สึกกันด้วยรอยยิ้ม ก่อนจากกันลอเรนโซบอกลาพร้อมกับทิ้งท้ายว่า แม้ทุกคนจะมาจากประเทศอื่นๆ ที่ห่างไกลจากบ้านเกิดของเขา แต่เราทุกคนสามารถมีส่วนช่วยในการลดภาวะโลกร้อนได้ ถ้าวันนี้เราได้รับความสุขจากการได้เห็นเพนกวินเหล่านี้ใช้ชีวิตในแหล่งธรรมชาติ เราก็ควรจะตระหนักว่าเรามีหน้าที่ที่ต้องรักษาสิ่งแวดล้อมของสัตว์เหล่านี้ ของเราเอง และของทุกคน ให้ดียิ่งกว่าที่เคยทำมา 🙂

เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา เพนกวิน, ประเทศอาร์เจนตินา

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load