กาแฟสีดำข้นคลั่กในแก้วเซรามิก 2 ใบบนโต๊ะส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ภายในตึกเก่าแก่อายุร่วม 200 ปีที่เราเช่า เสียงไวโอลินจังหวะกระชั้นจากด้านนอกแว่วผ่านเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่นเป็นระยะ เมื่อมองออกไปด้านล่างก็จะเห็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของผู้คนมากหน้าหลายตาในพลาซ่า เดอ อาร์มาส (Plaza de Armas) จัตุรัสสำคัญที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านเมืองเก่าของซานติอาโกแห่งนี้

ช่วงสายวันนี้เราสองคนมีนัดกับ ‘เจย์’ เพื่อนชาวชิลีที่บอกว่าจะพาเราไปร้านกาแฟที่มีความเป็นชิลีของแท้ แต่สาเหตุที่เราต้องนั่งดื่มกาแฟที่อพาร์ตเมนต์ก่อนจะไปเจอกับเจย์ก็เพราะเจ้าตัวส่งข้อความมาบอกเราแต่เช้าตรู่ว่า

“ดื่มกาแฟมาจากบ้านให้เรียบร้อยนะ เพราะร้านนี้กาแฟไม่อร่อย”

อ้าว…

ซานติอาโก

เมื่อได้รับคำแนะนำจากเจ้าถิ่นมาแบบนั้น เราสองคนก็ทำตามแบบไม่มีข้อแม้ เพราะถือคติตามประสาคนติดกาแฟว่า กาแฟดี ดื่มเท่าไหร่ก็ไม่พอ

เราเพิ่งมาเริ่มดื่มกาแฟตอนออกทริปมอเตอร์ไซค์ทางไกล โดยเฉพาะวันที่ต้องเดินทางติดต่อกันถึง 8 หรือ 10 ชั่วโมง คาเฟอีนในกาแฟเท่านั้นที่จะทำให้เรานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ได้อย่างมีสติและรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา และเมื่อระยะเวลาของทริปนี้ยาวนานขึ้นจากเดือนกลายเป็นปี จากปีกลายเป็น 2 ปี มนุษย์โกโก้เย็นอย่างเราจึงกลายพันธุ์เป็นมนุษย์กาแฟไปโดยสมบูรณ์แบบ

Café con Piernas

ร้านกาแฟที่เจย์พาเราไปอยู่ห่างจากจตุรัสอาร์มาสเพียงแค่บล็อกเดียว ระหว่างทางเจย์ให้คำใบ้ว่า เราจะเข้าร้านที่เรียกกันว่า ‘Café con Piernas’ หรือแปลตรงตัวเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Coffee with Legs’

ยังไม่ทันจะอธิบายอะไรกันมาก เราสามคนก็เดินมาหยุดตรงหน้าร้านที่ตั้งอยู่ในตึกห้องแถวขนาดประมาณ 2 ห้อง ประตูกระจกใสขนาดใหญ่เปิดกว้าง เมื่อมองเข้าไปด้านในก็เห็นผนังรอบด้านติดกระจกเงา ทำให้ร้านดูสว่างและให้ความรู้สึกกว้างกว่าความเป็นจริง

Café con Piernas

เมื่อเดินเข้าไปข้างใน สิ่งที่สะดุดตาเราที่สุดดูจะเป็นการที่ลูกค้าในร้านทุกคนยืนกระจายกันตามจุดต่างๆ ของร้าน เพราะไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง มีก็แต่เคาน์เตอร์บาร์ที่ใช้วางกาแฟและขวดน้ำตาล ส่วนด้านหลังบาร์มีเครื่องชงกาแฟขนาดใหญ่ตั้งอยู่

หรือจะเป็นเพราะลูกค้าทุกคนต้องยืนดื่มกาแฟรึเปล่านะ ถึงได้เรียกร้านแบบนี้ว่า Coffee with Legs

ในขณะที่มองสำรวจรอบๆ ผู้หญิงสาวสวยสะดุดตาคนหนึ่งหันมาสบตาเราจากอีกมุมห้อง พอเราพยักหน้าทักทาย เธอก็เดินตรงเข้ามาหาพร้อมด้วยรอยยิ้มหวาน ชุดกระโปรงรัดรูปตัวสั้นเผยให้เห็นเรียวขายาวสวย และท่วงท่าการเดินอย่างมั่นอกมั่นใจบนรองเท้าส้นสูงคู่นั้น ทำให้แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันอย่างเรายังต้องมองตามอย่างอดรู้สึกนิยมชมชอบไปด้วยไม่ได้

Café con Piernas

กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ลอยเตะจมูกเมื่อเธอมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ยังไม่ทันที่เราจะได้พูดอะไร เธอก็โน้มตัวมาแตะแขนเราด้วยท่าทีสนิทสนมคล้ายคนที่รู้จักคุ้นเคยกันมานาน และถามด้วยเสียงอ่อนหวานชวนฟังว่า

“รับกาแฟอะไรดีคะ”

เมนูเครื่องดื่มที่เธอชี้ให้เราดูบนผนังมีเพียงไม่กี่รายการให้เลือก เช่น กาแฟร้อน ชาร้อน ช็อกโกแลตร้อน และนมร้อน เมื่อเราสั่งเครื่องดื่มที่ต้องการและชำระเงินเรียบร้อย เธอก็เดินถือออร์เดอร์กลับไปที่เครื่องทำกาแฟหลังเคาน์เตอร์บาร์ช้าๆ และเมื่อเธอกลับไปยืนรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ผู้หญิงที่ใส่ชุดคล้ายกันอีก 4 – 5 คน เราก็ได้คำตอบขึ้นมาทันทีว่าชื่อ Coffee with Legs สื่อถึงอะไร…

ไม่ใช่ขาลูกค้าที่มายืนดื่มกาแฟหรอก แต่เป็นขาของพวกเธอต่างหาก ที่ทำให้ทุกคนเรียกร้านกาแฟแบบนี้ว่า Café con Piernas หรือ Coffee with Legs

Café con Piernas Café con Piernas

เจย์เล่าให้ฟังว่า Cafe con Piernas มีอยู่แทบทุกมุมเมืองในซานติอาโก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านที่มีออฟฟิศและบริษัทต่างๆ เพราะลูกค้ากลุ่มหลักของร้านเหล่านี้ก็คือพนักงานเงินเดือนและนักธุรกิจที่อาจจะแวะเข้ามาซื้อกาแฟตอนเช้าก่อนไปทำงาน ตอนพักเที่ยงหรือตอนเย็นหลังเลิกงานก่อนกลับบ้าน

แน่นอนว่าลูกค้าที่เดินเข้ามายืนจิบกาแฟส่วนใหญ่เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่พนักงานเสิร์ฟในร้านก็ดูจะเต็มอกเต็มใจดูแลต้อนรับลูกค้าทุกเพศทุกวัยที่เข้ามาใช้บริการอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรายได้หลักของพวกเธอมาจากทิปที่ลูกค้าจะจ่ายเพิ่มให้หลังจากดื่มกาแฟเสร็จ ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อเราสั่งซื้อกาแฟ 1 แก้ว ก็จะมีพนักงานเสิร์ฟ 1 คนที่ทำหน้าที่รับออร์เดอร์ เสิร์ฟกาแฟ และมายืนพูดคุยกับเราไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีลูกค้าคนใหม่เข้ามา

Café con Piernas

เจย์บอกว่าพนักงานบางคนสามารถทำเงินได้เกือบ 60,000 – 70,000 บาทต่อเดือน และบางครั้งก็อาจได้ของขวัญมีค่าราคาแพงจากลูกค้าประจำในร้าน และเมื่อจำนวนค่าตอบแทนต่อเดือนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอาชีพใช้แรงงานประเภทอื่นในซานติอาโกที่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 12,000 – 15,000 บาทต่อเดือน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ผู้หญิงในซานติอาโกจำนวนมากเต็มใจที่จะเลือกทำอาชีพนี้

Café con Piernas

 

จุดเริ่มต้นของ ‘Café con Piernas’

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าร้านกาแฟลักษณะนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ บ้างก็บอกว่าเริ่มต้นมาจากนักธุรกิจคนหนึ่งที่รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความชื่นชอบกาแฟสำเร็จรูปแบบเกินพอดีของชาวชิลีในยุค 70 โดยเฉพาะเนสกาแฟ (Nescafe-แม้แต่ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ค่ะ ถ้าสั่งกาแฟร้อนตามร้านอาหารหรือโรงแรมส่วนใหญ่ในชิลี กาแฟที่ได้จะเป็นกาแฟสำเร็จรูปมากกว่ากาแฟสด) นักธุรกิจคนนี้จึงคิดว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะทำให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติของกาแฟเอสเพรสโซสไตล์อิตาลี แต่เมื่อเปิดร้านเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก เขาจึงเกิดความคิดใหม่ให้สาวๆ ที่เสิร์ฟกาแฟในร้านแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสั้นรัดรูปและสวมรองเท้าส้นสูงเพื่อเรียกลูกค้า

เพียงเท่านั้นลูกค้าที่เป็นพนักงานเงินเดือนเพศชายทั้งหลายก็หลั่งไหลเข้าร้านจนเต็มแน่นทุกวัน ไอเดียธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จมากจนร้านกาแฟอีกหลายเจ้าเอาไปเลียนแบบ ทำให้มีร้านกาแฟสไตล์ Café con Piernas ผุดเป็นดอกเห็ด จนแทบจะเรียกได้ว่าปรากฏการณ์นี้เป็นหนึ่งในการปฏิวัติวัฒนธรรมการดื่มกาแฟครั้งสำคัญของชาวซานติอาโกเลยก็ว่าได้

 

 

บ้างก็บอกว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ในสมัยก่อนถ้าผู้ชายอยากจะนั่งมองหรือพูดคุยกับผู้หญิงสวยๆ สักคน หรือถ้าอยากคลายเครียด ก็ต้องเข้าไปตามไนต์คลับหรือตามบาร์กลางคืนหลังเลิกงาน ผลที่ตามมาก็คือการกลับบ้านดึก นำไปสู่ปัญหาที่ทำงานและปัญหาครอบครัว

ผู้บุกเบิก Café con Piernas คนแรกจึงมีแนวความคิดว่าอยากให้มีสถานที่ที่ผู้ชายเหล่านี้มาพักผ่อนจากความเครียดที่บ้านและที่ทำงานโดยไม่ต้องเข้าไนต์คลับ จึงเปิดร้านกาแฟที่มีสาวเสิร์ฟในชุดกระโปรงสั้นรัดรูปแบบนี้ขึ้นมา เพื่อที่ผู้ชายทั้งหลายจะได้ใช้เวลาสั้นๆ เข้ามาจิบกาแฟที่ร้านและผ่อนคลาย มีวิวดีๆ ให้ดู มีเพื่อนพูดคุยด้วยให้หายเหนื่อย อาจจะเป็นช่วงเช้าก่อนเข้าทำงาน ช่วงเที่ยงหลังอาหารกลางวัน หรือช่วงเย็นหลังเลิกงาน โดยใช้เวลารวมเฉลี่ยไม่เกิน 15 นาที แล้วก็ไปทำงานต่อหรือกลับบ้านได้โดยไม่มีผลกระทบใดๆ

หรือจะเป็นเรื่องที่บอกว่า Café con Piernas ร้านแรกเปิดขึ้นใน ค.ศ. 1985 เป็นยุคที่ประเทศชิลีอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการโดยนายพลปิโนเชต์ ทำให้ประชาชนเกิดความเครียดที่ถูกกดขี่ข่มเหงสิทธิมนุษยชน ผู้บุกเบิกรายแรกจึงมีความคิดที่จะเปิดร้านกาแฟสไตล์ Café con Piernas ขึ้น เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับคนที่ต้องการหลีกหนีความจริงที่หดหู่และสิ้นหวังในชีวิตประจำวัน และเมื่อเปิดให้บริการก็ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

Café con Piernas

 

How do you like your coffee?

“รับกาแฟแบบไหนดีคะ”

Café con Piernas ในซานติอาโก แบ่งได้คร่าวๆ เป็น 3 ระดับด้วยกัน คือ

ระดับแรก Café con Piernas ที่เจย์แนะนำให้เราลองใช้บริการเรียกว่าแบบ ‘ดั้งเดิม’ มักอยู่ในแหล่งที่มีคนพลุกพล่าน จุดท่องเที่ยว ย่านออฟฟิศ ประตูด้านหน้าจะเป็นกระจกใสที่มองเห็นบรรยากาศด้านใน ไฟในร้านก็เปิดสว่างไสว พนักงานเสิร์ฟใส่ชุดกระโปรงรัดรูปตัวสั้น รองเท้าส้นสูง แต่ไม่เปิดเผยและวาบหวามมากจนเกินไป เป็นร้านที่เปิดให้บริการแก่คนทุกเพศทุกวัย

จากการเดินเข้าออกใช้บริการร้านกาแฟระดับนี้หลายครั้งในช่วงระยะเวลา 1 เดือนที่พักอยู่ในซานติอาโก เราไม่เคยเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมระหว่างลูกค้ากับพนักเสิร์ฟเกิดขึ้นในร้านเลย จะมีก็แต่การทักทายพูดคุยกันปกติ บางร้านแทบจะเรียกได้ว่าบรรยากาศเหมือนร้านกาแฟธรรมดา ยกเว้นก็แต่ชุดยูนิฟอร์มของพนักงานเสิร์ฟและการไม่มีเก้าอี้ให้ลูกค้านั่ง

ระดับที่สอง บางคนเรียกว่า ‘Café con Piernas ของแท้’ ตั้งอยู่ในมุมที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมามากนัก ประตูหน้าร้านใช้กระจกมืดและทึบ เมื่อเปิดประตูเข้าไปด้านในจะมีเคาน์เตอร์บาร์เหมือนร้านระดับแรก แต่แสงไฟในร้านจะสลัว และสาวๆ ที่เดินเสิร์ฟกาแฟในนี้จะสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น เช่น ชุดบิกินี่ หรือชุดชั้นในเรืองแสง สาวๆ อาจต้อนรับแบบถึงเนื้อถึงตัวและเอาอกเอาใจมากกว่าระดับแรก บางร้านมีรอบ ‘นาทีทอง’ ที่พนักงานเสิร์ฟจะเดินเปลือยอกเสิร์ฟกาแฟเป็นเวลา 1 นาทีเต็ม ร้านระดับนี้ห้ามไม่ให้ลูกค้าที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าใช้บริการ และส่วนใหญ่มักเปิดรับเฉพาะลูกค้าเพศชายอีกด้วย

Café con Piernas

ระดับที่สาม มักตั้งอยู่ในตรอกซอกซอยเล็กๆ โดยเฉพาะภายในห้างสรรพสินค้าเก่า ภายนอกเป็นกระจกทึบและแทบไม่แตกต่างกับร้านระดับที่สองเลย แต่ร้านระดับที่สามนี้อาจมีการขายบริการทางเพศร่วมอยู่ด้วย จุดสังเกตคือจะมีการ์ดคอยยืนควบคุมความเรียบร้อยอยู่หน้าร้าน รวมทั้งทำหน้าที่ต้อนรับหรือปฏิเสธลูกค้าแปลกหน้า (หรือลูกค้าอย่างเราที่ไปยืนด้อมๆ มองๆ หน้าร้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น)

อย่างไรก็ตาม ร้านระดับที่สองและสามมักปิดตัวและย้ายสถานที่ตั้งบ่อยครั้ง เนื่องจากมีผู้หวังดีแจ้งเรื่องการเปิดให้บริการที่ไม่เหมาะสมให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ

Café con Piernas

การที่ชาวชิลีอ้าแขนรับ Café con Piernas ไม่ว่าระดับไหนก็ตามให้เป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของสังคม และได้รับความนิยมในวงกว้าง นับว่าย้อนแย้งและน่าทึ่งอยู่ไม่น้อย เพราะชิลีเป็นประเทศที่มีความอนุรักษ์นิยมสูง และมีวิถีปฏิบัติที่เคร่งครัดที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคอทอลิก1

นอกจากนี้ชิลียังเป็นประเทศท้ายๆ ของโลกที่อนุญาตให้คู่สามีภรรยาสามารถหย่าร้างได้ถูกต้องตามกฎหมายใน ค.ศ. 2004 แม้แต่กฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ เพศ ศาสนา เชื้อชาติ วัฒนธรรม สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ก็เพิ่งได้รับการอนุมัติใน ค.ศ. 2012 แถมชิลียังเคยมีระบบการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ที่เข้มงวดมาก เช่น ภาพยนตร์ต่างประเทศที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศหรือศาสนาหลายเรื่องถูกห้ามเข้าฉายภายในประเทศ ส่วนเรื่องที่อนุญาตให้เข้าฉายได้ก็ถูกตัดต่อใหม่ซะจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลย เป็นต้น

ทุกวันนี้นอกจากร้านกาแฟสไตล์ Café con Piernas (แบบดั้งเดิมหรือระดับแรก) จะเป็นร้านที่คนท้องถิ่นเดินเข้าออกกันตามปกติแล้ว ยังกลายเป็นหนึ่งใน ‘กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวควรลองไปสัมผัสดูสักครั้งเมื่อมาเยือนซานติอาโก’ อีกด้วย 🙂

 

อ้างอิง
  1. Chile – Religions, Nations Encyclopedia
  2. Chile introduces right to divorce, BBC NEWS, November, 2004
  3. LGBT in Chile,  Wikipedia
After Banning 1,092 Movies, Chile Relaxes Its Censorship , The New York Times, December 2002

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load