สิบกว่าปีที่แล้ว โปสการ์ดใบหนึ่งเดินทางมาจากปูโน (Puno) แคว้นเล็กๆ ริมทะเลสาบสุดชายแดนใต้ของประเทศเปรู (Peru) กว่าโปสการ์ดใบนั้นจะข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงมือเราที่เมืองไทย ข้อความด้านหลังก็พร่าเลือนเพราะความชื้นไปหลายจุด มุมกระดาษด้านหนึ่งเปื่อยยุ่ยจนแทบขาด เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเพื่อนเขียนมาว่าอะไรบ้าง แต่สิ่งที่จำได้ชัดเจนที่สุดกลับเป็นภาพผู้หญิงชาวพื้นเมืองผิวเข้มใส่ชุดสีสันสดใสที่กำลังพายเรือรูปร่างแปลกตา และมีกลุ่มกระท่อมหลังเล็กๆ ลอยอยู่บนน้ำเป็นฉากหลัง

ภาพบนแผ่นโปสการ์ดในวันนั้น กลายมาเป็นภาพจริงที่อยู่ตรงหน้าในวันนี้

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

 

เผ่าพันธุ์โบราณจากโลกอันมืดมิด

ทะเลสาบติติกากา, เปรู

“เลือดของอูรอสแท้ๆ จะเป็นสีดำ ตกน้ำก็ไม่จม หนาวเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึก มืดเท่าไหร่ก็ไม่กลัว เพราะบรรพบุรุษเราเกิดก่อนที่โลกนี้จะมีพระอาทิตย์”

วิลคาเป็นชาวอูรอสที่เกิดและโตบนหมู่บ้านที่ลอยอยู่กลางทะเลสาบติติกากา (Titicaca) พอย่างเข้าช่วงวัยรุ่นก็พายเรือไปเรียนภาษาสเปนที่แผ่นดินใหญ่ และทุกวันนี้วิลคาก็พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

“เด็กอูรอส  5 ขวบก็ว่ายน้ำแข็งและพายเรือเก่งแล้ว คุณเคยพายเรือไหม”

เผ่าอูรอสของวิลคาเป็นเผ่าที่เก่าแก่ที่สุดเผ่าหนึ่งของทวีปอเมริกาใต้ และนักวิจัยคาดว่าพวกเขาเป็นเผ่าแรกๆ ที่อพยพมาจากลุ่มน้ำอะเมซอน และมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ริมทะเลสาบติติกากา ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ติดชายแดนของประเทศเปรูกับประเทศโบลิเวีย แล้วก็เริ่มปลูกมันสำปะหลังและจับปลาเพื่อยังชีพ

เมื่อถึงยุคที่ชาวอินคาเข้าครอบครองพื้นที่แถบนี้และบังคับให้ชาวพื้นเมืองยอมรับภาษาและวัฒนธรรมของเผ่าตัวเอง ชาวอูรอสไม่ต้องการจำนน แต่การลุกขึ้นสู้ก็อาจทำให้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ได้ จึงตัดสินใจอพยพลงเรือเพื่อหลีกหนีการปะทะ

การตัดสินใจครั้งนั้นทำให้เผ่าอูรอสมาลอยลำอยู่ผืนกลางน้ำ แต่ด้วยขนาดอันกว้างใหญ่ของทะเลสาบติติกากา ชาวอินคาก็หมดความสนใจที่จะตามล่า ชาวอูรอสจึงใช้ชีวิตกินนอนอยู่บนเรือ จับปลาและกินต้นกกโตโตร่า (Totora Reed) ซึ่งเป็นต้นกกที่พบได้เฉพาะในทะเลสาบติติกากาและเกาะอีสเตอร์ (Easter Island) ของประเทศชิลี

“ประเทศคุณมีอ้อยไหม โตโตร่ารสเหมือนอ้อยจืดๆ ตอนเด็กๆ ผมว่ามันอร่อยดีเพราะไม่มีอะไรกิน”

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

วันดีคืนดีชาวอูรอสที่เร่ร่อนอยู่กลางน้ำสังเกตเห็นนกคาบเอาต้นโตโตร่าที่ขึ้นอยู่ทั่วทะเลสาบไปทำรังเพื่อกกไข่ และรังเหล่านั้นก็ลอยอยู่เหนือน้ำ พวกเขาจึงใช้วิธีเดียวกันนี้มาสร้างที่อยู่อาศัย สร้างเรือ ไปจนถึงสร้างข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันด้วยต้นกกชนิดเดียวกัน

“โตโตร่าใช้ได้ กินได้ ใส่เหล้าก็ดี ทำยาแก้ปวดก็ได้”

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

วิลคาโฆษณาสรรพคุณต้นโตโตร่าไม่หยุดปาก

เผ่าอูรอสได้ใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายและแทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก เพราะชาวอินคาและแม้แต่ชาวสเปนที่เข้ามีอิทธิพลเหนือดินแดนนี้หลังจากนั้นต่างก็ไม่สนใจชาวเผ่าเร่ร่อนที่ลอยอยู่กลางทะเลสาบ เพราะมองว่าเป็นชนเผ่าชั้นต่ำ ยากจน เกียจคร้าน และไม่ฉลาด ถ้าหากจับชาวอูรอสได้ก็จะบังคับให้เป็นทาส หรือไม่ก็เรียกเก็บภาษีน้อยนิดพอเป็นพิธี

ด้วยเหตุนี้ชาวอูรอสส่วนใหญ่รวมทั้งวิลคาจึงพูดภาษาสเปนซึ่งเป็นภาษาสากลของคนบนแผ่นดินใหญ่ไม่ได้ แต่ใช้ภาษาไอมาร่า (Aymara, Aimara) ซึ่งเป็นภาษาของเผ่าไอมาร่าที่ชาวอูรอสเคยค้าขายแลกเปลี่ยนด้วยเป็นหลักในสมัยที่ยังปลูกมันสำปะหลังอยู่บนแผ่นดินใหญ่ ส่วนภาษาดั้งเดิมของชาวอูรอสนั้นค่อยๆ สูญหายไปโดยมีสาเหตุหลักๆ จากการแต่งงานข้ามเผ่า

“ถ้าคนอูรอสแต่งงานกับผู้หญิงเผ่าไอมาร่า ทั้งบ้านก็ต้องพูดภาษาไอมาร่า ผมแต่งงานกับผู้หญิงจากแผ่นดินใหญ่ที่พูดสเปนและอังกฤษ ผมเลยพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะเรายกให้ผู้หญิงเป็นใหญ่ในบ้าน”

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

 

การสร้างเกาะลอยน้ำของชาวอูรอส

ทะเลสาบติติกากาเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และถึงแม้พื้นที่ในเขตน้ำตื้นจำนวนมากของทะเลสาบแห่งนี้จะปกคลุมด้วยต้นโตโตร่า แต่ชาวอูรอสก็พยายามเว้นระยะการตัดต้นโตโตร่าให้สูงห่างจากพื้นประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อรักษารากให้สมบูรณ์และสามารถผลิตดอกออกใบได้อีก

รากของต้นโตโตร่าที่ตายไปแล้วจะสอดแทรกอยู่ในก้อนดินเหนียวที่อยู่ใต้น้ำอย่างหนาแน่น เมื่อรากทับถมกันจนบูดเน่าเป็นเวลากว่าหลายสิบปี จึงเกิดแก๊สและทำให้ก้อนดินเหนียวที่มีความหนาประมาณ 1.5 – 2 เมตรลอยขึ้นมาอยู่เหนือน้ำได้ ชาวอูรอสตัดเอาแผ่นดินเหนียวเหล่านี้มาเป็นฐานในการสร้างเกาะ ผูกยึดเข้าไว้ด้วยกันเป็นบล็อกและเอามาต่อกันจนได้ขนาดตามที่ต้องการ ส่วนด้านล่างก็ใช้เชือกผูกติดกับไม้ยูคาลิปตัสที่เหลาปลายแหลมเพื่อใช้ปักกับพื้นแม่น้ำไม่ให้ลอยไปอย่างไร้ทิศทาง หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนของการเอาต้นโตโตร่ามาวางเรียงซ้อนกันด้านบนเป็นชั้นๆ เพื่อทำเป็นพื้นให้เดินได้สะดวก

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

ต้นโตโตร่าชั้นที่สัมผัสกับน้ำจะเน่าเปื่อยและย่อยสลายเร็วกว่าชั้นอื่นๆ ในขณะเดียวกันแสงแดดที่แผดเผาก็ทำให้ต้นที่อยู่ชั้นบนสุดแห้งจนแตกและฟุ้งเป็นเศษฝุ่นเมื่อมีคนเหยียบ การบำรุงรักษาสภาพพื้นด้วยการเติมต้นโตโตร่าชั้นใหม่อย่างสม่ำเสมอจึงมีความจำเป็นมาก โดยทั่วไปการเติมพื้นใหม่จะทำทุก 3 เดือน แต่สำหรับเกาะที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินเยี่ยมชมในแต่ละวัน ก็อาจต้องเพิ่มชั้นใหม่ทุก 3 – 4 วัน

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

การสร้างเกาะแต่ละครั้งถือเป็นงานใหญ่เนื่องจากใช้เวลาเกือบปีในการสร้าง เกาะขนาดเล็กจะรองรับคนได้ประมาณ 2 – 3 ครอบครัว ส่วนเกาะใหญ่จะรองรับคนได้ประมาณ 7 – 13 ครอบครัว เกาะที่ได้รับการดูแลอย่างดีจะอยู่ได้ยาวนานถึง  25 – 30 ปี ชาวอูรอสไม่เพียงใช้ต้นโตโตร่าสร้างเกาะ แต่ยังสร้างบ้าน สร้างเรือ และข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนห้องสำหรับปลดทุกข์ จะถูกสร้างไว้บนเกาะเล็กๆ ห่างจากบ้านด้วยการพายเรือประมาณ 10 นาที

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

“เคยเบื่อเพื่อนบ้านของตัวเองไหม”

หมู่บ้านลอยน้ำของชาวอูรอสถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการป้องกันตัวจากความขัดแย้งกับคนบนแผ่นดินใหญ่ เมื่อพวกเขารู้สึกว่ามีภัยอันตรายก็จะเคลื่อนย้ายเกาะไปอยู่บริเวณอื่น ในขณะเดียวกันหากเกิดความขัดแย้งขึ้นภายใน เช่น ระหว่างครอบครัวที่อยู่บนเกาะเดียวกัน ถ้าหากหาข้อสรุปที่พอใจทั้งสองฝ่ายไม่ได้ วิลคาบอกเราว่า วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดคือการใช้เลื่อยตัดพื้นดินเหนียวที่เชื่อมกันอยู่ระหว่างบ้านออก หลังจากทั้งสองฝ่ายแยกกันไปคนละทิศคนละทางแล้ว ก็อาจจะไปปักหลักผูกติดกับเพื่อนบ้านคนใหม่ ชนชุมกลุ่มใหม่ หรือแยกไปอยู่เดี่ยวๆ ก็ได้

ความสามารถในการเคลื่อนที่อย่างอิสระของอาณาเขตเผ่า และความยืดหยุ่นทางสังคมที่ค่อนข้างสูงนี้ เป็นลักษณะเฉพาะของชาวอูรอส และเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่คนบนแผ่นดินใหญ่อย่างเรายากจะจินตนาการได้

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

 

วิถีชีวิตของชาวอูรอสในอดีตและปัจจุบัน

ชาวอูรอสเรียกตัวเองว่าเป็น ‘ลูกทะเลสาบ’ ชีวิตของพวกเขาผูกพันกับน้ำและธรรมชาติรอบตัวอย่างแยกไม่ออก ต้นโตโตร่าถูกนำมาใช้ทำเกาะ บ้าน และเรือ บางส่วนก็ถูกนำมาใช้ประกอบอาหาร เนื้อสัตว์หลักคือเนื้อปลา ซึ่งถึงแม้ปัจจุบันทะเลสาบติติกากาจะเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ แต่ชาวอูรอสก็ได้รับอนุญาตให้หาปลาในปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภค

นอกจากนี้ ยังมีการเอานกและเป็ดมาเลี้ยงเพื่อกินไข่ วิลคาเล่าให้ฟังว่า ผู้หญิงในเผ่าจะไปเอาไข่นกมาเก็บไว้ระหว่างหน้าอกเพื่อให้ความอบอุ่น เมื่อลูกนกออกมาจากไข่ก็จะเข้าใจว่าเป็นแม่ และไม่บินหนีออกไปจากเกาะ

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

บ้านของชาวอูรอสจะสร้างแบบยกฐานสูงขึ้นจากพื้นเกาะเพื่อป้องกันความชื้น ส่วนครัวถึงแม้จะมีพื้นเป็นต้นโตโตร่าเหมือนส่วนอื่นๆ ของบ้าน แต่บริเวณที่ทำอาหารจะมีก้อนหินขนาดใหญ่หรือก้อนดินเหนียววางเป็นฐานสำหรับก่อไฟ และเมื่อทำอาหารเสร็จแล้วก็ต้องดับไฟทันทีเพื่อความปลอดภัย บางครั้งชาวอูรอสก็เอาปลานาบกับหินที่ร้อนจัดด้วยแสงอาทิตย์แทนการหุงต้ม

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

ค.ศ. 1970 ทีมงาน National Geographic ได้นำเสนอวิถีชีวิตของชาวเผ่าอูรอสให้คนทั้งโลกได้รู้จักผ่านสารคดีชุดหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นเกาะลอยน้ำของพวกเขาก็ยังอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่อยู่มาก ผู้ที่เดินทางเข้าไปสัมผัสชีวิตที่แทบตัดขาดจากโลกภายนอกของชาวเผ่ากลุ่มนี้จึงมีเพียงนักสำรวจและนักเดินทางกลุ่มน้อยเท่านั้น

จนกระทั่งเกิดพายุใหญ่ใน ค.ศ. 1986 เกาะลอยน้ำได้รับความเสียหายอย่างหนัก ชาวอูรอสจึงต้องเคลื่อนย้ายเกาะเข้ามาอยู่ใกล้ฝั่งมากกว่าเดิมเพื่อซ่อมแซมและต่อเติมเกาะ ระยะทางที่ใกล้ขึ้นนี้เองเป็นผลให้เริ่มมีการติดต่อกับแผ่นดินใหญ่ และเริ่มมีนักท่องเที่ยวนั่งเรือออกไปเที่ยวชมเกาะลอยน้ำมากขึ้น จนกลายเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง และขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของเปรูไม่แพ้มาชูปิกชูเลย

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

“จัดฉาก”

“ปลอม”

“กับดักนักท่องเที่ยว”

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเข้ามาพร้อมกับความเจริญ เมื่อเกาะลอยน้ำแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักเดินทางทั่วโลก แคว้นเล็กๆ ริมชายแดนที่เคยเงียบเหงาอย่างปูโนก็คึกคักขึ้นมา ชาวอูรอสที่เคยเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยและไม่มีตัวตนต่อรัฐบาลเปรูและโบลิเวียก็เริ่มได้รับความสนใจและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้ การจัดกลุ่มพยาบาลเคลื่อนที่เพื่อให้เด็กๆ บนเกาะได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วน ฯลฯ

ชาวอูรอสเริ่มประดิษฐ์ของที่ระลึกจากต้นโตโตร่าเพื่อขายให้แก่นักท่องเที่ยว ผู้หญิงในเผ่าก็ใช้เวลาถักทอผ้าและหมวกสีสันสดใสและนำมาวางขายให้แก่ผู้มาเยี่ยมชม การจับปลาเพื่อยังชีพลดลงเมื่อช่องทางการหาเงินเพิ่มขึ้น

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

“ตอนแรกไม่รู้จักหรอกว่าเงินคืออะไร นักท่องเที่ยวเขาทำเหรียญเงินหล่นในน้ำตอนจ่ายค่าเรือ เลยกระโดดดำน้ำลงไปเก็บให้เขา อูรอสว่ายน้ำเก่งกว่าใคร เหรียญสวยๆ ลงไปไม่นานก็หาเจอ แต่พอเอาขึ้นมาได้เขาก็ยกให้ เลยเก็บมารวมๆ กันไว้ คนขับเรือจากแผ่นดินใหญ่บอกว่า ถ้าอยากให้พานักท่องเที่ยวมาซื้อของเยอะๆ ก็ให้เอาเหรียญมาแลก”

ค.ศ. 2015 ชาวอูรอสรวบรวมเงินเพื่อซื้อแผงพลังงานแสงอาทิตย์มาติดตั้ง แต่ละเกาะชำระเงินครึ่งหนึ่งให้กับบริษัท ส่วนอีกครึ่งใช้วิธีผ่อนชำระด้วยเงินที่ได้จากการเก็บค่าเข้าชุมชนจากนักท่องเที่ยวในตลอด 10 ปีหลังจากนั้น

การมีพลังงานไฟฟ้าทำให้ชาวอูรอสไม่ต้องจุดเทียนตอนกลางคืนอีก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเขาเพราะเปลวไฟอาจทำให้เกิดไฟไหม้เกาะได้ หลังจากนั้นก็มีเสาสัญญาณโทรศัพท์ตามเข้ามา ปัจจุบัน บางบ้านมีโทรทัศน์และวิทยุ ชาวอูรอสมีรายการวิทยุเป็นของตัวเอง ซึ่งแพร่สัญญาณมาจากเกาะหนึ่งในชุมชน

“เปิดเพลงเพราะๆ ทั้งวันเลย”  

วิลคาบอก พร้อมกับเร่งเสียงวิทยุให้เราฟังเพลงพื้นเมืองไปด้วยกัน

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

ชุมชนเกาะลอยน้ำของชาวอูรอสมีโรงเรียนเด็กเล็กอยู่ 2 แห่ง แต่วิลคาบอกว่า “คนแก่ก็ไปนั่งเรียนด้วยนะ” เด็กอูรอสอายุ 15 ปีจะถือว่าเป็นผู้ใหญ่ในชุมชน ถ้าไม่เรียนหนังสือก็จะต้องทำงาน หาปลา ตัดโตโตร่า ซ่อมเกาะ พายเรือไปรับนักท่องเที่ยว ฯลฯ ส่วนเด็กที่อยากเรียนหนังสือ ถ้าโตแล้วก็จะย้ายเข้าไปเรียนในแผ่นดินใหญ่

“ตอนเด็กๆ นึกว่าคนทั้งโลกมีแค่นี้ ตอนถูกส่งขึ้นฝั่งไปเรียนหนังสือครั้งแรก เดินแล้วต้องหยุดนั่งกับพื้นบ่อยๆ เพราะพื้นมันแข็ง รองเท้าก็ใส่แล้วเดินไม่เป็น หมาก็ไม่เคยเห็น รถก็ไม่เคยเห็น”

วิลคาเรียนจบแล้วก็แต่งงานและกลับมารับจ้างเป็นคนนำเที่ยว พ่อแม่ของวิลคายังใช้ชีวิตอยู่บนเกาะลอยน้ำ แต่วิลคาและครอบครัวย้ายขึ้นไปอยู่บนแผ่นดินใหญ่เมื่อหลายปีที่แล้ว

“บางครอบครัวเขาก็ย้ายขึ้นฝั่งไปเลย เพราะมันสะดวกกว่า”

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

ปัจจุบัน มีเกาะลอยน้ำอยู่ประมาณ 60 – 70 เกาะในทะเลสาบติติกากา และมีคนอาศัยอยู่บนเกาะไม่ต่ำกว่า 1,200 ชีวิต ตัวเลขนี้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะการอยู่บนแผ่นดินใหญ่ ‘สะดวกกว่า’ อย่างที่วิลคาว่า แม้แต่เกาะลอยน้ำหรือเรือของชาวอูรอสรุ่นใหม่ๆ ก็มีการใช้ขวดพลาสติกใส่ในด้านในหรือชั้นล่างสุดเพื่อช่วยให้ลอยง่ายขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นลดขยะบนเกาะไปในตัว

หลายเกาะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งการเปิดเกาะให้เยี่ยมชม มีหัวหน้าเกาะและคนบนเกาะที่แต่งตัวด้วยชุดประจำเผ่าสีสันสดใสออกมาต้อนรับและอธิบายวิธีการสร้างเกาะลอยน้ำ มีเด็กๆ มาร้องเพลงและเต้นรำให้ดู กลุ่มแม่บ้านก็เอาสินค้าทำมือมาวางขายเป็นของที่ระลึก

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

และยังมีการเอาเรือยนต์มาใช้ในการขนส่งนักท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ ซึ่งมีทั้งเกาะที่เป็นร้านอาหาร โรงเรียน บางเกาะก็เปิดโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวพักค้างคืนได้ พร้อมมีกิจกรรมเสริมเป็นการเรือออกไปตัดต้นโตโตร่า สร้างเรือ และลองกินอาหารท้องถิ่น เป็นต้น

ในระหว่างเดินชมเกาะ นักท่องเที่ยวสองสามคนจับกลุ่มคุยกันว่าเกาะลอยอูรอสให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับดิสนีย์แลนด์ ทุกอย่างเหมือนเป็นการจัดฉากไปหมด เราถามวิลคาตอนนั่งเรือออกมาจากเกาะด้วยกันว่า คิดยังไงกับการที่นักท่องเที่ยวบางคนบอกว่าทั้งหมดนี้คือการ ‘จัดฉาก’ วิลคายิ้มหวานให้ แล้วก็บอกว่า

“ก็จัดจริงๆ นั่นแหละ ถ้าเราอยู่เหมือนแต่ก่อนจริงๆ ทุกคนก็คงทำงานของตัวเอง ไม่มีใครอยากยุ่งกับคนจากแผ่นดินใหญ่ ถึงส่วนใหญ่ของชุมชนจะเปิดรับนักท่องเที่ยว แต่ก็มีบางเกาะที่เลือกจะใช้ชีวิตเงียบๆ เหมือนกัน พวกนี้เขาจะย้ายเกาะไปอยู่ด้านหลังๆ หรือห่างออกไป เพราะไม่ชอบโดนถ่ายรูป

“ตอนนั้นที่คนรุ่นแรกต้องหนีออกไปอยู่กินกลางน้ำ ก็เพื่อชีวิตที่ดีกว่าการตกเป็นทาส ตอนนี้เรามีไฟฟ้า มีทีวี มีโทรศัพท์ ได้ออกจากเกาะไปเรียนหนังสือ มีความรู้ เราก็ทำเพื่อชีวิตที่ดีกว่า แต่นักท่องเที่ยวที่เขามาเพราะคิดว่าจะได้เห็นเราใช้ชีวิตลำบากเหมือนสมัยก่อนแล้วไม่ได้เห็น เขาก็คงไม่ชอบใจ”

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

“ดิสนีย์แลนด์เป็นยังไง” ถึงตาเราต้องตอบวิลคาบ้าง เป็นสวนสนุก มีเครื่องเล่น มีเมืองต่างๆ ที่ถูกจำลองขึ้นมาให้คนเข้าไปเดินดูแล้วก็ถ่ายรูปเล่นได้ มีของที่ระลึกขายด้วย

“แล้วเมืองพวกนั้นเคยมีอยู่จริงไหม”

เราส่ายหน้า

“แต่อูรอสมีอยู่จริงนะ เราเคยใช้ชีวิตแบบนั้นจริงๆ”

ชนเผ่าอูรอส, ทะเลสาบติติกากา,เกาะลอยน้ำ เปรู

วิลคามาส่งเราถึงท่าเรือปูโน ก่อนจากกันวันนั้นวิลคาให้โปสการ์ดเราเป็นของที่ระลึก 1 ใบ เป็นภาพเกาะลอยน้ำและผู้หญิงใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสนั่งอยู่บนเรือรูปร่างแปลกตา จะว่าไปแล้วก็แทบจะเหมือนโปสการ์ดที่อยู่ในมือเราเมื่อ 10 ปีก่อนอย่างน่าขัน

เราบอกวิลคาว่า เราดั้นด้นมาถึงที่นี่ก็เพราะรูปที่เห็นจากโปสการ์ดเหมือนกัน และเราดีใจที่เราได้อะไรกลับบ้านไปมากกว่าโปสการ์ดที่ระลึกจากวิลคาใบนั้น 🙂

วิธีการไปเยี่ยมชมเกาะลอยน้ำของชาวอูรอส

  • เดินไปขึ้นเรือชาวบ้านที่ท่าน้ำปูโนได้ตลอดทั้งวัน ค่าเรือคนละ 100 บาท ค่าธรรมเนียมขึ้นเกาะคนละ 50 บาท และถ้าอยากนั่งเรือของชาวอูรอสด้วยก็จ่ายเพิ่มอีกคนละ 100 บาท ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 2.50 – 3 ชั่วโมง
  • ซื้อแพ็กเกจทัวร์เกาะในทะเลสาบติติกากา ราคาตกประมาณ 300 – 500 บาทต่อคน ไม่รวมค่าธรรมเนียมขึ้นเกาะ ค่านั่งเรือชาวอูรอส และราคาจะสูงกว่านี้ถ้าต้องการไปดูเกาะอื่นๆ ด้วย

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load