เมื่อพูดถึงประเทศโคลอมเบีย ก่อนหน้านี้เรามักจะนึกถึงจังหวะการเต้นที่ร้อนแรง ทีมฟุตบอลชื่อก้อง การประกวดสาวงามระดับโลก ไปจนถึงเจ้าพ่อยาเสพติดผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่เราเดินทางวนเวียนอยู่ในเมืองต่างๆ ของโคลอมเบีย สิ่งที่ทำให้เราผูกพันกับประเทศนี้มากที่สุดกลับเป็นการปั่นจักรยาน

โบโกตา (Bogota) เมืองหลวงของประเทศโคลอมเบีย ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับจักรยานอันดับต้นๆ ของโลก ถึงจะตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส (Andes) เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 2,640 เมตร แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นราบและมีอากาศเย็นสบายตลอดปี

เส้นทางจักรยานในโบโกตามีระยะทางรวมถึง 350 กิโลเมตร แม้สภาพแวดล้อมโดยรวมจะยังสู้เมืองจักรยานอันดับหนึ่งอย่างอัมสเตอร์ดัมและโคเปนเฮเกนไม่ได้ แต่โบโกตาก็เป็นเมืองหลวงที่มีผู้ใช้จักรยานเพื่อการเดินทางมากที่สุดเมืองหนึ่งของทวีปอเมริกาใต้

นอกจากนี้โบโกตายังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะเมืองต้นกำเนิดของ ‘ซิโคลเวีย’ (Ciclovia) หรือการปิดถนนปั่นจักรยาน ซึ่งปัจจุบันมีหลายประเทศทั่วโลกนำเอาแนวความคิดนี้ไปเป็นแม่แบบจัดกิจกรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในเมืองหลวง เช่น เม็กซิโกซิตี้ ปารีส เคปทาวน์ ฯลฯ

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ภาพ : Micah MacAllen via Flickr, CC BY-SA 2.0

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ภาพ : Carlos Felipe Pardo via Flickr, CC BY 2.0

‘ซิโคลเวีย’ ของโบโกตา คือการปิดถนนเส้นหลักทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงบ่าย 2 โมงเป็นระยะทางติดต่อกันกว่า 120 กิโลเมตร เพื่อให้ทุกคนในเมืองได้ออกมาปั่นจักรยานและทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยจักรยานทุกประเภท ทั้งจักรยานเสือภูเขา จักรยานแม่บ้าน จักรยานพับ จักรยานสามล้อของเด็กๆ จักรยานแบบครอบครัว หรือจักรยานแบบมีรถพ่วงข้าง

นอกจากนี้ยังมีคนออกมาทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ ทั้งเดินออกกำลังกาย วิ่ง เล่นโรลเลอร์เบลด เล่นสเก็ตบอร์ด เต้นแอโรบิก เล่นโยคะ หรือเล่นดนตรี รวมไปถึงพ่อค้าแม่ขาย เจ้าของร้านเช่าและซ่อมจักรยานที่มาตั้งโต๊ะให้บริการกันตลอดริมถนน

ซิโคลเวียได้เปลี่ยนถนนสายหลักของโบโกตาให้กลายเป็นสวนสาธารณะชั่วคราวขนาดใหญ่สำหรับคนทั้งเมือง

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

 

เราจะเปลี่ยนโลกใบนี้ให้น่าอยู่

จุดเริ่มต้นของซิโคลเวียมาจากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวโคลอมเบียชื่อ ไฮเม ออร์ติซ มาริโญ (Jaime Ortiz Mariño) เขาได้รับทุนการศึกษาและเดินทางไปประเทศสหรัฐฯ เพื่อเรียนด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบในช่วงปลาย ค.ศ. 1960 ในขณะที่เป็นนักศึกษา ไฮเมไปเข้าร่วมการประท้วงสงครามเวียดนามตามคำชวนของเพื่อนๆ และคณะอาจารย์ที่บอกว่า เขา ‘เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้’ เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง ไฮเมก็เชื่อว่าผลของการประท้วงครั้งนั้นมีส่วนทำให้เกิดการต่อต้านสงครามเวียดนามในวงกว้าง

การได้มีส่วนร่วมในการปฏิวัติทางสังคมในสมัยเรียนของไฮเม กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ทางความคิดเล็กๆ ที่รอวันเติบโต ไฮเมเห็นถึงพลังของประชาชนที่เปลี่ยนทิศทางและสถานการณ์ทางสังคมที่เป็นอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งได้

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ภาพ : Carlos Felipe Pardo via Flickr, CC BY-SA 2.0

ไฮเมอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐฯ ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเฟื่องฟูอย่างสุดขีด ผู้คนนิยมซื้อรถยนต์ส่วนตัวและย้ายออกไปซื้อบ้านอยู่นอกเมืองเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการกระจายตัวของย่านที่อยู่อาศัยอย่างไร้ทิศทาง เมื่อคนเหล่านั้นขับรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาจราจรติดขัด ตามมาด้วยปัญหามลภาวะ การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคจากในเมืองไปสู่ย่านชานเมืองทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ในขณะเดียวกันบางพื้นที่ของเมืองก็กลายสภาพเป็นแหล่งเสื่อมโทรม เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและแบ่งแยกทางสังคมอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

เมื่อไฮเมเรียนจบและกลับมาบ้านเกิดที่โบโกตา ก็ตกใจที่หันไปทางไหนก็เห็นแต่รถยนต์ และคิดว่าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป โบโกตาจะมีสภาพไม่ต่างจากสหรัฐฯ ที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนั้น และฮีโร่ที่ไฮเมเลือกที่จะนำมาแก้ไขสถานการณ์นี้ก็คือ ‘จักรยาน’

 

1974 จักรยานครองเมือง

Grand manifestation of the pedal

ค.ศ. 1970 ไฮเมและเพื่อนๆ รวมตัวกันปั่นจักรยานในโบโกตาช่วงกลางคืน โดยใช้ไฟฉายพันรอบขา พวกเขาเปิดร้านซ่อมจักรยานและออกเดินสายรณรงค์ประโยชน์ของการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันทั้งตามท้องถนน ในโรงเรียน และผ่านทางกิจกรรมต่างๆ ของรัฐ การประชาสัมพันธ์ที่ทุ่มเทของไฮเมและเพื่อนๆ ทำให้เกิดเครือข่ายเล็กๆ ของกลุ่มนักปั่นจักรยาน และมีการรวมตัวกันออกมาปั่นจักรยานตอนกลางคืนสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อแสดงจุดยืนของกลุ่ม

วันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1974 เจ้าหน้าที่ทางการโบโกตาได้อนุญาตให้ปิดถนนส่วนหนึ่งเป็นเวลา 3 ชั่วโมงเพื่อการปั่นจักรยาน วันนั้นมีผู้คนหลากหลายทั้งกลุ่มแม่บ้าน เด็กวัยรุ่น คนทำงาน และผู้สูงอายุ รวมแล้วกว่า 5,000 คน ออกมาร่วมปั่นจักรยานกลางเมืองหลวงอย่างพร้อมเพรียงกัน เหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงเป็นการประกาศศักดาของจักรยานบนถนนในโบโกตาอย่างเต็มภาคภูมิเป็นครั้งแรก

แต่กว่าซิโคลเวียจะได้รับการรับรองให้เป็นกิจกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างแท้จริงก็ต้องใช้เวลาถึงอีก 2 ปีหลังจากนั้น

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

 

เมืองหลวงของจักรยานแห่งทวีปอเมริกา

ในช่วงระยะเวลาสิบปีกว่าหลังจากที่ซิโคลเวียได้รับการยอมรับในโคลอมเบีย กระแสการจัดกิจกรรมปั่นจักรยานกลางเมืองก็แพร่กระจายไปสู่เมืองใหญ่ๆ ทั้งในทวีปอเมริกาและในทวีปยุโรป ในขณะที่ซิโคลเวียในโบโกตาเองก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง ค.ศ. 1998 – 2000 นายเอนริเก้ ปีญาโลซา (Enrique Peñalosa) ผู้ว่าฯ โบโกตาที่เข้ารับตำแหน่งได้ยกเลิกแผนการใช้งบประมาณเพื่อสร้างทางหลวงเส้นใหม่ และนำเอาเงินไปใช้พัฒนาระบบขนส่งมวลชนและเลนจักรยานในเมือง มีการสร้างเส้นทางจักรยานเพิ่มจาก 12 กิโลเมตรเป็น 112 กิโลเมตร

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ในระหว่าง ค.ศ. 2007 มีการเสนอกฎหมายให้ยกเลิกซิโคลเวีย เนื่องจากทำให้เกิดปัญหารถติด ประชาชนจึงรวมตัวกันประท้วงต่อต้าน ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากอดีตผู้ว่าฯ ที่เคยดูแลโครงการอยู่ จึงทำให้การพิจารณากฎหมายข้อนี้ต้องตกไป

การจัดกิจกรรมลักษณะนี้ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ทำให้เมืองใหญ่หลายแห่งไม่สามารถจัดกิจกรรมนี้ในระยะยาวได้ ค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดในการจัดกิจกรรมคือ ค่าล่วงเวลาของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ที่ต้องคอยดูแลเส้นทางจักรยาน

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

โบโกตาจึงใช้วิธีรับอาสาสมัครเพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลง ครั้งแรกที่เปิดรับ Guardian (ผู้พิทักษ์) มีผู้สนใจสมัครเพียง 20 กว่าคนเท่านั้น แต่เมื่อเปลี่ยนชื่อตามละครดังในโคลอมเบียเรื่อง Baywatch มาเป็น ‘Bikewatch’ ก็มีคนสนใจมาก และมีผู้สมัครกว่า 1,000 คน งานที่เหล่า Bikewatch ทำมากที่สุดก็คือการปฐมพยาบาล เพราะเมื่อมีทั้งคนปั่นจักรยาน คนวิ่ง คนเล่นสเก็ตบอร์ด คนเล่นโรลเลอร์เบลด มารวมตัวกันมากขนาดนี้ จึงเป็นธรรมดาที่จะมีล้มลุกคลุกคลานกันบ้าง

ในส่วนของเครื่องแบบ ป้าย อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในโครงการซิโคลเวียทั้งหมด เป็นเงินที่หักจากภาษีของคนในเมืองโบโกตานั่นเอง

 

เมื่ออยู่บนจักรยาน เราทุกคนมีความเท่าเทียมกัน

เนื่องจากพื้นที่ของเมืองโบโกตามีรูปร่างยาว การกระจายของที่อยู่อาศัยจึงแบ่งเป็นส่วนเหนือ กลาง และใต้ อย่างชัดเจน คนที่มีรายได้สูงจะอยู่ทางเหนือ ชนชั้นกลางอยู่ช่วงกลางของเมือง และคนรายได้น้อยก็อยู่ทางฝั่งใต้

คนเหล่านี้แยกกันกินแยกกันอยู่ แทบไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องมาปะปนหรือพบหน้ากัน แต่ด้วยเส้นทางของซิโคลเวียในวันอาทิตย์ที่เชื่อมต่อทั้งเมืองเข้าด้วยกัน ทำให้คนทางเหนือได้ปั่นจักรยานลงไปทางใต้ และคนทางใต้ก็ปั่นจักรยานขึ้นไปทางฝั่งเหนือ การได้พบ ได้เห็น ได้เจอหน้า ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน อาจทำให้เกิดความคุ้นเคย ทักทายพูดคุยกันโดยไม่มีบริบทของชนชั้นทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง

จริงอยู่ที่ทุกคนมีกำลังซื้อต่างกัน แต่ซิโคลเวียไม่ใช่การแข่งขัน ถนนสายนั้นอาจมีคุณตาคุณยายที่ปั่นจักรยานคันเก่าซึ่งใช้มาเป็น 20 ปี คุณน้าที่มีลูกหมานั่งมาในตะกร้าหน้ารถ คุณพ่อที่พาลูกสาวออกมาฝึกปั่นจักรยาน นักธุรกิจหนุ่มที่มาซ้อมปั่นจักรยานก่อนไปแข่ง หรือกลุ่มเด็กผู้ชายที่ปั่นจักรยานด้วยกันที่โรงเรียน ฯลฯ

จักรยานทุกรูปแบบจากทุกมุมเมืองมาแบ่งปันพื้นที่ถนนสายเดียวกัน จอดรอสัญญาณไฟอยู่ในจุดเดียวกัน ต่างคนต่างยืนพยุงจักรยานของตัวเองและเฝ้ารอ ชนชั้นที่แตกต่างเกิดความเสมอภาคกันในช่วงเวลานั้น

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

สำหรับนักท่องเที่ยวหรือคนต่างถิ่นอย่างเรา ซิโคลเวียเปิดโอกาสให้เราได้ปั่นจักรยานชื่นชมความงามของโบโกตา เพราะเส้นทางซิโคลเวียตัดผ่านจัตุรัสชื่อดังและพิพิธภัณฑ์ขึ้นชื่อหลายแห่ง รวมทั้งพื้นที่ในย่านเมืองเก่าซึ่งมีสถาปัตยกรรมสวยงาม แต่ถนนในย่านนั้นมีตรอกซอกซอยเล็กๆ มากมาย

ในวันธรรมดานักท่องเที่ยวมักจะได้รับคำแนะนำให้เลี่ยงการเข้าไปเดินเล่นในย่านนี้ช่วงเย็น เพราะอาจจะตกเป็นเป้าให้เกิดการชิงทรัพย์ได้ง่าย ซิโคลเวียจึงทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเรามีโอกาสปั่นจักรยานไปสัมผัสบรรยากาศย่านเมืองเก่าพร้อมกับผู้คนมากมายที่ออกมาร่วมกิจกรรม

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ปัจจุบัน โบโกตามีผู้ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันกว่า 1 ล้านคนต่อวัน ส่วนในวันที่มีซิโคลเวียตัวเลขนี้จะพุ่งขึ้นสูงถึง 2 ล้านคน ถึงแม้ปัญหาเรื่องการจราจรและปริมาณรถยนต์ในโบโกตาจะยังแก้ไม่ตกซะทีเดียว แต่ด้วยการผลักดันนโยบายใหม่ๆ ที่สนับสนุนและรองรับการใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางอย่างเต็มรูปแบบของโบโกตาที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ อนาคตของการเป็นเมืองหลวงของจักรยานแห่งทวีปอเมริกาน่าจะอยู่แค่เอื้อม 🙂

“ทางจักรยานที่ปลอดภัยเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของประชาธิปไตย เพราะมันแสดงให้เห็นว่า คนที่ขี่จักรยานราคา 30 ดอลลาร์ฯ มีความสำคัญเท่ากับคนที่ขับรถยนต์ราคา 30,000 ดอลลาร์ฯ” นายเอนริเก้ ปีญาโลซา อดีตผู้ว่าฯ โบโกตา กล่าวไว้

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

 

References

  1. .Bogota, Columbia. Wikipedia
  2. Bogotá closes its roads every Sunday. Now everyone wants to do it., VOX.July 2017
  3. Enrique Peñalosa, Wikipedia
  4. Why buses represent democracy in action by Enrique Peñalosa, TEDCity2.0
  5. Bogota Mejor Para Todos
  6. How a Colombian Cycling Tradition Changed the World, Bycycling August 2015
  7. Reclaiming the streets in Bogota, BBC. September 2013

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

“วันนี้เราจะเดินเท้าเข้าป่าประมาณสี่สิบห้านาที ระหว่างทางจะต้องข้ามแม่น้ำทั้งหมดสามครั้ง ด้วยการเกาะเชือกข้ามไปทีละคน แล้วเดินต่อจนถึงหน้าถ้ำ การสำรวจภายในถ้ำจะมีทั้งการว่ายน้ำ ไต่หิน และแทรกตัวผ่านช่องว่างของหินที่เล็กและแคบจนแทบจะผ่านไปไม่ได้ บางจุดอาจจะเป็นพื้นแห้ง บางจุดระดับน้ำอาจขึ้นสูงจนปิดทาง และอาจจะต้องกลั้นหายใจลงใต้น้ำเพื่อแทรกตัวผ่านไป 

“ตลอดสามชั่วโมงครึ่งในถ้ำ เราจะมีเพื่อนเป็นแมงมุม ค้างคาว ปู ปลา ความมืด กับโครงกระดูกอายุนับพันปี ถ้าคุณกลัวความสูง ความมืด ที่แคบ นี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการในทริปนี้ คุณยังมีเวลาที่จะถอนตัว รถตู้ที่จอดรออยู่จะพาคุณกลับไปส่งที่โรงแรมทันที ถ้าหากคุณเดินเข้าป่าไปกับเราและเปลี่ยนใจก่อนเข้าถ้ำ คุณต้องเดินย้อนกลับมานั่งรอตรงนี้จนกว่าทุกคนจะออกมาจากถ้ำ และถ้าหากคุณตัดสินใจเข้าไปในถ้ำกับเราแล้ว ทางออกเดียวของคุณก็คือการเดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้น… ” 

เรายืนฟังไกด์พูดด้วยความรู้สึกสองจิตสองใจ หันไปมองเพื่อนร่วมกลุ่มทัวร์จากหลายชาติอีก 5 คนแล้วก็ชักจะกังวล เพราะมีแค่เราคนเดียวเท่านั้นที่ใส่เสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง ในขณะที่ทุกคนดูกระตือรือร้นและพร้อมลุยกันหมด

เมื่อกี้เขาบอกว่าอะไรนะ ถอนตัวตอนนี้ยังทันใช่ไหม…

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize

-1-

ซาน อิกนาซิโอ, เบลีซ 

หนังสือ Sacred Places of a Lifetime ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 2008 ได้เลือกถ้ำอัคตุน ตูนิชิล มัคนาล (Actun Tunichil Muknal) หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าถ้ำเอทีเอ็ม (ATM) ของประเทศเบลีซให้เป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของโลก คริสเตียน-เพื่อนร่วมทริปมอเตอร์ไซค์ของเรา เป็นหนึ่งในคนที่อ่านหนังสือเล่มนั้นจบ แล้วเลือดของความเป็นแฟนพันธุ์แท้อินเดียน่า โจนส์ ก็พลุ่งพล่าน เจ้าตัวเลยตั้งใจแน่วแน่ว่าสักวันหนึ่งจะต้องไปเยือนถ้ำนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต

ซึ่ง ‘สักวันหนึ่ง’ ที่ว่าก็อยู่ไม่ไกลเลย เมื่อเราสองคนเดินทางมาจนถึงชายแดนระหว่างประเทศเม็กซิโกกับประเทศเบลีซ 

ในระหว่างนั่งรอเอกสารข้ามชายแดน คริสเตียนเล่าให้เราฟังคร่าวๆ ว่า ถ้ำเอทีเอ็มเป็นถ้ำเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่ชาวมายันใช้ทำพิธีกรรมบูชาเทพเจ้า นักสำรวจค้นพบถ้ำนี้โดยบังเอิญเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งจากหลักฐานสภาพแวดล้อมและโบราณวัตถุที่พบในถ้ำ ก็ทำให้เชื่อกันว่าตัวถ้ำถูกปิดตายจากโลกภายนอก และไม่เคยมีใครแตะต้องเลยตลอดหนึ่งพันปีที่ผ่านมา 

ถ้ำเอทีเอ็มตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนใกล้เมืองซาน อิกนาซิโอ (San Ignacio) ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 300 กิโลเมตร บ่ายวันนั้นเราจึงบึ่งรถจากชายแดนตรงเข้าไปพักที่ซาน อิกนาซิโอ เพื่อจะติดต่อบริษัททัวร์ที่พาเราไปสำรวจถ้ำให้เร็วที่สุดได้ เพราะช่วงที่เราไปเป็นช่วงต้นเดือนมิถุนายนซึ่งกำลังจะเข้าหน้าฝนของเบลีซ ถ้าหากน้ำสูงจนปิดปากถ้ำก็จะเข้าชมไม่ได้จนกว่าจะหมดหน้าฝนในเดือนพฤศจิกายน 

“ไกด์ที่มีใบอนุญาตให้นำทางเข้าถ้ำเอทีเอ็มมีอยู่ทั้งหมดยี่สิบคน แต่ละคนจะนำทางนักท่องเที่ยวเข้าได้ครั้งละหกคน และในหนึ่งวันจะจำกัดคนเข้าถ้ำไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน เดี๋ยวคุณลงชื่อเอาไว้ก่อนแล้วกัน ถ้าเผื่อเย็นนี้มีใครยกเลิก ผมจะรีบโทรไปบอก”

คนอื่นเขาจองทัวร์กันมาล่วงหน้าหลายอาทิตย์ค่ะ แต่เราตารางไม่แน่นอนเลยต้องอาศัยดวงหน้างาน และถือว่ายังมีโชคอยู่บ้างที่ทัวร์ชุดแรกของเช้าวันถัดไปมีที่ว่างสองที่ คืนนั้นบริษัททัวร์ส่งอีเมลมาให้สั้นๆ ว่าให้ใส่ชุดและรองเท้าที่คล่องตัวในน้ำ ให้เตรียมน้ำดื่มหนึ่งขวดกับถุงเท้าหนึ่งคู่ และห้ามพกกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอบันทึกภาพใดๆ เข้าไปด้วยเด็ดขาด

เราอ่านแล้วก็เดาเอาตามประสา ว่าเขาอาจจะมีตากล้องประจำที่คอยถ่ายรูปเราแล้วมาขายให้ทีหลัง หรือไม่ก็อาจจะมีแพ็กเกจให้เลือกซื้อว่า ถ้าจะให้ตากล้องคอยตามถ่ายรูปเราโดยเฉพาะก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม คริสเตียนเดาว่าอาจจะเคยมีคนไปทำท่าทางถ่ายรูปแบบไม่ให้เกียรติสถานที่ หรือชาวมายันอาจจะถือ ฯลฯ เรียกว่าก็เดากันไปต่างๆ นานา แต่ตอนนั้นเรามั่นใจว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีรูปติดไม้ติดมือกลับมาเป็นที่ระลึกแน่นอน แต่จะเป็นรูปจากช่องทางไหนเท่านั้นเอง 

-2-

เซอร์จิโอ

รถตู้ของบริษัททัวร์มารับเราสองคนตั้งแต่ 7 โมงเช้า หลังจากนั้นก็ไปแวะรับแขกคนอื่นๆ จากโรงแรมอีก 4 แห่ง และพาเราทั้งหมดออกนอกเมืองไปสู่ถนนลูกรังเส้นเล็กๆ วิวต้นไม้ข้างทางแทบจะเหมือนอยู่ขับรถอยู่ในเขตอุทยานบ้านเรา 

ระหว่างทางที่นั่งหัวสั่นหัวคลอนกันไป เซอร์จิโอ ไกด์นำทางก็ชวนแนะนำตัวสร้างความคุ้นเคย สมาชิกที่อยู่บนรถกับเรามีทั้งมาจากแคนาดา อังกฤษ สหรัฐฯ และสวีเดน ทุกคนอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20 – 30 ปี มีเราคนเดียวที่ว่ายน้ำไม่เป็นและไม่เคยเข้าถ้ำมาก่อน 

“ดีแล้ว ทุกคนจะได้มารุมกันช่วยคุณไง” เซอร์จิโอคงพยายามจะช่วยปลอบใจ แต่เราว่าทางที่ดีอย่าให้ต้องมีอะไรให้ใครมาช่วยเลยจะดีกว่า 

แนะนำตัวกันครบแล้ว เพื่อนใหม่ชาวสวีเดนก็ถามถึงเหตุผลที่โดนห้ามไม่ให้เอากล้องถ่ายรูปเข้าไปในถ้ำ เซอร์จิโอบอกว่า เมื่อ 6 ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวทำกล้องถ่ายรูปหลุดมือ และตกลงบนกะโหลกอายุ 1,400 กว่าปี ทำให้กะโหลกทะลุเป็นรูและซ่อมแซมไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาจึงมีกฎห้ามไม่ให้นักเที่ยวนำกล้องถ่ายรูปหรืออุปกรณ์บันทึกภาพใดๆ เข้าไปอีกเลย ไกด์ที่นำทางนักท่องเที่ยวเข้าไปวันนั้นก็โดนถอนใบอนุญาต และโดนปรับเป็นเงินกว่า 5,000 เหรียญฯ

เราก็ได้แต่บ่นงึมงำว่าน่าเสียดาย ว่าแล้วก็มีคนหันไปถามเซอร์จิโอต่อว่า นักท่องเที่ยวล่ะ โดนทำโทษบ้างไหม หนักสมกับความผิดที่ทำลงไปหรือเปล่า 

เซอร์จิโอตะโกนแข่งกับเสียงรถกลับมาว่า “ไปโทษนักท่องเที่ยวไม่ได้หรอกคุณ ต้องโทษคนของเรานี่แหละ บ้านเรา ทรัพยากรเรา เราก็ต้องปกป้องดูแล คนมาเที่ยวเขาไม่รู้หรอกว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ จิตสำนึกการท่องเที่ยวที่ดีต้องเริ่มจากเราที่เป็นเจ้าบ้าน คนที่มาเขาถึงจะเคารพและทำตาม”

แล้วเซอร์จิโอก็เล่าให้ฟังต่อว่า 2 – 3 ปีก่อนหน้านั้นมีนักท่องเที่ยวไปดำน้ำและหักปะการังกลับมา พอนั่งเรือเข้าฝั่งก็เจอเจ้าหน้าที่มารอรับจับกลับไปด้วยกันเลย นักท่องเที่ยวโดนเชิญไปตักเตือนและยกเลิกวีซ่า ส่วนไกด์ก็โดนยกเลิกใบอนุญาตและติดคุก 5 ปี 

“จะมาอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ ก็เราเป็นคนพาเขาไป ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ต้องติดคุกจนกว่าปะการังจะงอกใหม่เท่าเดิม” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : CarlosVanVegas via Flickr, CC BY 2.0

-3- 

ตัดสินใจ

ทันทีที่รถตู้จอดสนิท เซอร์จิโอก็รีบกระโดดลงจากรถอย่างรวดเร็ว หมวกนิรภัยพร้อมไฟฉายแบบคาดศีรษะถูกแจกจ่ายให้กับทุกคน เราได้เสื้อชูชีพสีสดมาด้วยอีกหนึ่งตัว หลังจากนั้นเซอร์จิโอก็แจ้งเรื่องกิจกรรมที่จะทำกันในวันนั้นให้อย่างละเอียด 

เราลังเลจนวินาทีสุดท้าย เพราะไม่อยากไปเป็นภาระกับคนอื่นๆ กระเป๋าเป้ของเราที่ฝากเอาไว้ในรถตู้มีหนังสือติดมาด้วย 2 เล่ม เพราะลึกๆ เรายังคิดว่าถ้าเปลี่ยนใจไม่ไป ก็จะกลับมานั่งอ่านหนังสือรอทุกคนที่ลานจอดรถ

“ยูอาจจะเข้าไปแล้วไม่ชอบและอาจจะไม่มีวันเข้าถ้ำไหนอีกเลยก็ได้ แต่ถ้าถ้ำนี้จะเป็นถ้ำเดียวและถ้ำสุดท้ายที่ยูเข้าไปดูในชีวิตนี้ อย่างน้อยมันก็เป็นถ้ำที่ดีที่สุดถ้ำหนึ่งของโลกเลยนะ” 

เราว่าคริสเตียนต้องไปคิดหาวิธีพูดจูงใจเรามาทั้งคืนแน่ๆ มันถึงฟังแล้วชวนคล้อยตามได้ขนาดนี้ เรายื่นมือรับหมวกกับไฟฉายมาใส่และเดินไปให้เซอร์จิโอเช็กอุปกรณ์อีกครั้ง ในระหว่างนั้นก็มีรถตู้เข้ามาอีกหนึ่งคัน เซอร์จิโอหันมาบอกทุกคนทันทีว่าให้เร่งมือ เพราะเราจะได้เป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปในถ้ำวันนี้ 

“แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนเป็นมนุษย์คนแรกที่ค้นพบถ้ำศักดิ์สิทธิ์นี้เลย” 

ว่าแล้วทุกคนก็พร้อมใจกันออกเดินทางกันทันที เส้นทางเดินจากลานจอดรถไปหน้าถ้ำเป็นเส้นทางเลียบแม่น้ำในป่าที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เราเดินกันไปได้ไม่ถึง 10 นาที อยู่ๆ เซอร์จิโอก็กระโดดตู้มลงน้ำ จนเราเข้าใจว่าเดินพลาดตกน้ำไปเอง 

แต่เมื่อวิ่งตามไปดูถึงได้เห็นเซอร์จิโอยืนอยู่กลางสายน้ำเชี่ยวกรากที่สูงขึ้นมาถึงหน้าอก มือทั้งสองข้างจับเชือกเส้นใหญ่ที่ผูกไว้กับต้นไม้จากฝั่งเราข้ามไปยังอีกฝั่ง แล้วก็หันมาพยักหน้าเป็นสัญญาณให้คนที่เหลือค่อยๆ ข้ามตามไป ทุกคนในกลุ่มน่าจะได้กินน้ำกันคนละอึกสองอึก แต่คงไม่มีใครได้กินน้ำเยอะเท่าเรา หลังจากนั้นก็ต้องข้ามแม่น้ำอีก 2 ครั้ง แต่ไม่ลำบากเท่าครั้งแรก เพราะถึงจะเป็นแม่น้ำที่กว้างกว่า แต่ระดับน้ำก็สูงแค่ประมาณเข่า จึงเดินข้ามกันสบายๆ โดยไม่ต้องใช้เชือก

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Deanna Keahey via Flickr, CCBY-ND2.0

-4-

เรามาเป็นแขก ไม่ใช่ผู้บุกรุก 

45 นาทีผ่านไป เราก็ไปถึงหน้าปากถ้ำ เซอร์จิโอให้ทุกคนเอาขวดน้ำที่พกมาไปทิ้งถังขยะที่แอบอยู่ข้างต้นไม้ และแยกย้ายกันไปหามุมทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ก่อนจะเรียกกลับมารวมกันที่หน้าถ้ำอีกครั้ง

“จากจุดนี้ไป เราต้องเป็นทีมเดียวกัน ไม่ว่าจะทำอะไร เราต้องอยู่เรียงกันเป็นแถวยาวและมารวมตัวกันเฉพาะเวลาที่ผมบอก จำให้ดีว่าคนที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังของคุณคือใคร ผมจะอยู่หัวแถว ถ้าผมบอกให้เหยียบหินก้อนไหน ก็ต้องเป็นหินก้อนนั้น ผมใช้มือจับก้อนไหน คุณก็ต้องจับก้อนนั้น คุณต้องคอยบอกต่อๆ กันไป ถ้าได้ยินไม่ชัดเจนให้ถามเพื่อความแน่ใจ เรารอทุกคนได้

“การเข้าไปในถ้ำของเราจะสร้างผลกระทบให้กับระบบนิเวศในถ้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการควบคุมให้มันเกิดขึ้นน้อยที่สุด ขอให้ทุกคนทำตัวเหมือนเป็นแขกไม่ใช่ผู้บุรุกนะครับ

“อ๋อ อีกอย่างคือถ้ำนี้น่ะศักดิ์สิทธิ์มากนะ ถ้าคุณแอบฉี่ตอนอยู่ในน้ำ มันจะเรืองแสงและทุกคนจะรู้ทันทีว่าเป็นคุณ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่บอกเสียก่อน” เซอร์จิโอพูดด้วยเสียงทีเล่นทีจริง ก่อนจะเดินนำหน้าทุกคนไปหย่อนตัวลงน้ำที่หน้าปากถ้ำ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

-5-

ประตูสู่โลกใต้พิภพ

น้ำสีเทอร์ควอยซ์หน้าถ้ำล้อกับแสงแดดจนเป็นประกาย ตัดกับความมืดมิดที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในจนเหมือนคนละโลก ทุกคนค่อยๆ หย่อนตัวลงน้ำตามเซอร์จิโอ เราเตรียมใจว่าน้ำน่าจะต้องเย็นจัด แต่ปรากฏว่าอุ่นสบายและใสจนมองเห็นแขนขาตัวเองได้ชัดเจน ความลึกน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 – 4 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดแล้วในทริปนี้ 

เราว่ายน้ำตามกันไปจนถึงบริเวณพื้นทรายราบที่มีลักษณะคล้าย ‘หาด’ อยู่ภายในถ้ำ เซอร์จิโอยืนรอทุกคนให้มาจนครบแล้วจึงทำสัญญาณมือให้ไปล้อมวงฟัง 

“ชาวมายันเชื่อในชีวิตหลังความตาย และเชื่อว่าถ้ำต่างๆ ในดินแดนของชาวมายันทั้งในประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา เบลีซ จะเชื่อมต่อกับโลกแห่งความตายที่อยู่ใต้พิภพ คุณอาจรู้จักถ้ำนี้ในชื่อเอทีเอ็ม แต่สำหรับชาวมายัน ถ้ำนี้มีชื่อว่าชิบัลบา (Xibalba) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับที่ชาวมายันใช้เรียกโลกหลังความตายด้วย” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Dennis Jarvis via Flickr, CC BY-SA 2.0

ผ่านบริเวณหาดทรายไปก็เป็นลำธารที่ไหลลอดผ่านถ้ำ ถึงน้ำจะสูงไม่มาก แต่ก็เป็นการเดินสวนกระแสน้ำ ตอนแรกยังไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไป แสงก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นความมืดสนิท แสงไฟฉายค่อยๆ ถูกเปิดขึ้น ทุกคนในทีมเคลื่อนไหวช้าลง และค่อยๆ ขยับเข้ามาอยู่ใกล้กันจนแทบจะจูงมือกันได้ 

จากปากถ้ำที่ดูกว้างใหญ่ ผนังของถ้ำก็แคบและเตี้ยลงเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ดูเหมือนเราเดินมาเจอทางตัน แต่เซอร์จิโอก็ค่อยๆ นั่งลง แทรกตัวผ่านหายไปทางร่องหินที่มีขนาดแคบและเล็กมาก จนไม่น่าเชื่อว่าคนทั้งคนจะแทรกผ่านไปได้ แขนเซอร์จิโอโผล่ออกมาและโบกเป็นสัญญาณให้ตามเข้าไปทีละคน เราตัวเล็กที่สุดในกลุ่มเพื่อนร่วมทางก็จริง แต่เสื้อชูชีพที่สวมอยู่ก็ทำให้ทุลักทุเลไม่น้อย จนสุดท้ายต้องถอดเสื้อและส่งผ่านไปก่อน เราถึงจะแทรกตัวผ่านช่องหินตามไปได้ 

หนึ่งในช่องหินที่ต้องแทรกตัวผ่านหลังจากนั้น เป็นช่องที่ความสูงอยู่เท่าระดับน้ำพอดี เซอร์จิโอบอกว่าขนาดของช่องหินที่อยู่ใต้น้ำจะกว้างกว่าด้านบน เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่สามารถลอดผ่านช่องบนไป ก็จะต้องกลั้นหายใจและกดตัวลงต่ำเพื่อแทรกตัวผ่านช่องที่อยู่ใต้น้ำไป อันนี้ถือเป็นโชคดีเล็กๆ ของเราเพราะเมื่อถอดเสื้อชูชีพออกแล้ว เราก็ผ่านทุกช่องได้แบบไม่มีรอยขีดข่วนมากนัก ที่ลำบากหน่อยน่าจะเป็นหนุ่มๆ ในกลุ่มรวมทั้งคริสเตียน เพราะติดไหล่จนต้องกดตัวลงจนแทบหายไปใต้น้ำเพื่อลอดผ่านไปให้ได้ 

ถึงตอนนี้เมื่อเดินมาเจอทางตัน เราก็จะมองหาทางออกอื่นโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่เคยเดาถูกเลยสักครั้ง เพราะทุกทางที่เซอร์จิโอชี้ให้ไป ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสักทาง นอกเหนือจากการต้องพยายามบีบตัวเองผ่านช่องหิน บางจุดก็ต้องใช้วิธีปีนขึ้นก้อนหินแทน ซึ่งเซอร์จิโอจะสาธิตวิธีการปีนขึ้นหินแต่ละก้อนให้ดู พร้อมทั้งกำชับว่าให้ท่องขั้นตอนตามดีๆ 

“แค่คุณไปจับโดนจุดที่ไม่ควรจับเพียงครั้งเดียว คุณก็จะทำลายถ้ำนี้ไปตลอดกาล ตั้งใจฟังที่คนข้างหน้าบอกให้ดีนะครับ” 

เพื่อนร่วมทางในกลุ่มเราให้ความร่วมมือดีมาก เซอร์จิโอบอกอะไรมา ทุกคนก็พูดย้ำและบอกต่อๆ กันแบบไม่ขาดตกบกพร่อง “เหยียบซ้าย มือเกาะขวา หัวเอียงซ้าย ห้ามจับซ้าย ดึงตัวขึ้น!” 

หนุ่มน้อยที่อยู่ด้านหน้าเราส่งตรงมาจากอังกฤษแน่นอน เพราะสำเนียงบริติชสุดๆ ไม่นึกไม่ฝันว่าแค่จะมาดูถ้ำ แต่ยังต้องใช้สมาธิสูงเหมือนนั่งสอบพาร์ตฟัง IELTS (สบายใจได้ค่ะ เราทำหน้าที่เป็นตัวแทนไทยแลนด์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แตะจับไม่ผิดเลยสักหน เพราะมีคริสเตียนคอยช่วยฟังอยู่ด้านหลังอีกคน) 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

-6-

“The Crystal Maiden”

หลังจากที่เราทั้งไต่ทั้งปีนทั้งมุดกันมาได้หนึ่งกิโลเมตรกว่า ในที่สุดก็โผล่ออกมาเจอห้องโถงใหญ่ห้องแรกของถ้ำที่มีขนาดใกล้เคียงกับสนามฟุตบอล เซอร์จิโอบอกให้ทุกคนไปถอดรองเท้าวางไว้ข้างโขดหินและหยิบถุงเท้าออกมาใส่ ก่อนจะให้ไปรวมกันตรงกลางลานโล่งกว้าง 

“ถ้ำนี้มีห้องโถงใหญ่อยู่สองห้อง ห้องแรกที่เรายืนกันอยู่ตรงนี้น่าจะเป็นห้องที่เคยถูกใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวมายัน เพราะพบกระถางธูป ถ้วยโถเซรามิก ศิลาจารึก เครื่องมือช่างโบราณ และศิลปะวัตถุเป็นพันชิ้น” 

เซอร์จิโอใช้ไฟส่องโถถ้วยจานที่วางอยู่ตามจุดต่างๆ ของพื้นห้องให้ทุกคนดู ถ้วยชามส่วนใหญ่มีรอยแตกร้าว มีอยู่ใบหนึ่งในนั้นที่มีรูปลิงตัวเล็กๆ สลักอยู่ เซอร์จิโอบอกว่า ทั่วทั้งทวีปอเมริกากลางมีการค้นพบโถที่มีรูปลิงแบบนี้อยู่ 4 ชิ้นเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็อยู่ในถ้ำแห่งนี้ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Beth and Anth via Flickr, CC BY-SA 2.0
การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

“โครงกระดูกที่เราพบในโถงห้องถัดไป มีร่องรอยของการถูกทรมานก่อนตาย ถูกจับมัดแขนขา กะโหลกแตกคล้ายถูกตีอย่างรุนแรงด้วยของแข็ง โถและถ้วยพวกนี้น่าจะเอาไว้รองเลือด เพื่อใช้ในพิธีบูชายัญก่อนที่เหยื่อบูชายัญจะสิ้นใจตายหรือถูกฆ่าตาย” 

ห้องโถงถัดมาซึ่งเป็นห้องโถงหลักและใหญ่ที่สุดในถ้ำ โครงกระดูกที่ถูกค้นพบในถ้ำนี้ถูกเคลือบด้วยแร่แคลไซต์ (Calcite) ทำให้กระดูกถูกยึดติดกับพื้นถ้ำและส่องเป็นประกายเมื่อโดนแสงไฟ เป็นความสวยผสมความรู้สึกชวนขนลุกจริงๆ ค่ะ 

กะโหลกบางชิ้นมีขนาดเล็กมาก เซอร์จิโอบอกว่า กะโหลกที่พบในนี้มีตั้งแต่ของเด็ก 1 ขวบยันผู้ใหญ่อายุราว 40 ด้านในสุดของห้องโถงใหญ่มีโครงกระดูกที่คาดว่าเป็นของสาวน้อยคนหนึ่งที่เสียชีวิตตอนอายุ 18 ปี เธอเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘The Crystal Maiden’ เพราะโครงกระดูกของเธอส่องประกายระยิบระยับโดดเด่น และเป็นโครงกระดูกชุดเดียวที่ยังอยู่ครบทุกชิ้นส่วน กระโหลกไม่มีรอยร้าวเหมือนโครงกระดูกอื่น แต่มีร่องรอยข้อกระดูกสันหลังแตก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเสียชีวิตก่อนจะถูกนำร่างมาไว้ตรงนี้ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

ใกล้ๆ กับโครงกระดูกเหล่านี้มีถ้วยเซรามิกที่ถูกเจาะรูไว้ตรงกลางวางอยู่ เซอร์จิโอใช้ไฟส่องลอดรูถ้วยให้ทุกคนได้เห็นกันชัดๆ 

“ถ้วยที่ถูกเจาะรูพวกนี้มักจะถูกขุดพบในหลุมศพ บางครั้งวางไว้ด้านบนศรีษะคนตาย บางครั้งก็ใช้ปิดหน้า รูตรงก้นถ้วยเรียกว่า Kill-hole ไม่มีใครรู้แน่ว่าทำเพื่ออะไร อาจจะต้องการสื่อถึงความสูญเสีย หรือบางทฤษฎีก็บอกว่าเป็นความเชื่อว่า รูที่เจาะไว้จะเป็นทางออกของวิญญาณของคนที่ตาย” 

เมื่อเดินดูจนครบทุกจุดแล้ว เซอร์จิโอก็ให้ทุกคนกลับมาใส่รองเท้าและเดินลัดเลาะไปทางข้างๆ กำแพงถ้ำ เรานึกสงสัยว่าที่ต้องถอดรองเท้า เป็นเพราะพื้นที่บริเวณนี้ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์รึเปล่า หันไปถามเซอร์จิโอก็ได้คำตอบว่า

“คนเราเวลาไม่ใส่รองเท้า จะเดินแบบระมัดระวังกว่าตอนมีรองเท้า จะเหยียบ จะก้าว ลงไปตรงไหนก็มักจะดูให้แน่ใจก่อนว่ามีอะไรอยู่บนพื้นรึเปล่า เพราะกลัวจะเจ็บตัว ซึ่งก็เป็นผลดีกับโบราณวัตถุและโครงกระดูกทั้งหลายที่อยู่บนพื้นด้วย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความศักดิ์สิทธิ์หรือความเชื่อของชาวมายันหรอก” 

โอ้โห ช่างคิดดีจังเลย
“น่าเสียดายที่เราไม่ได้คิดแบบนี้ได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย เราต้องเสียกระโหลกไปหนึ่งชิ้น เพราะโดนเหยียบโดยไม่ตั้งใจ” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Bernard DUPONT via Flickr, CC BY-SA 2.0

-7-

โลกมนุษย์

ทัวร์ในถ้ำจบลงด้วยการสไลด์ตัวออกมาทางช่องหินที่มีน้ำไหลแรงจนแทบจะเหมือนเครื่องเล่นในสวนสนุก เราค่อยๆ ไถลตัวออกมาตามแรงดันของน้ำผ่านช่องหินที่ดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจ เพราะขนาดเล็กกว่าที่เคยผ่านกันมา แต่ด้วยคำยืนยันของเซอร์จิโอ “ผมผ่านได้ ทุกคนก็ผ่านได้” ทุกคนก็พร้อมใจทำตามทันที

ก่อนจะถึงหน้าปากถ้ำ เซอร์จิโอให้เราทุกคนลอยตัวในน้ำ หลับตาและจับมือกันไว้ เรารู้สึกได้ว่าโดนดึงให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าพร้อมกับทุกคนอย่างช้าๆ แสงสว่างค่อยๆ กระทบเปลือกตา เซอร์จิโอขอให้เรานับหนึ่งถึงร้อยพร้อมกันก่อนจะลืมตาขึ้น การหลับตาเพื่อปรับแสงช่วยได้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว 

เราออกมาเก็บขวดน้ำพลาสติกที่วางทิ้งไว้ในถังหน้าถ้ำ และพากันเดินข้ามแม่น้ำกลับออกมาที่ลานจอดรถ ก่อนขึ้นรถตู้กลับ เราเข้าไปขอบคุณเซอร์จิโออีกครั้ง และบอกว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับมาเที่ยวถ้ำนี้อีก แต่เซอร์จิโอบอกว่า เร็วๆ นี้อาจจะมีการปิดถ้ำอย่างน้อย 3 – 5 ปีเพื่อให้ระบบนิเวศในถ้ำได้ฟื้นฟูสภาพ หลังจากนั้นก็คงจะมีการพิจารณากันใหม่ว่าจะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้อีก หรือควรจะปิดถาวรและเปิดให้เฉพาะนักโบราณคดีเข้ามา เพื่อการศึกษาค้นคว้าเพียงอย่างเดียวไปก่อน

“ในช่วงชีวิตนี้คุณอาจจะไม่ได้เข้าไปดูถ้ำนี้อีกเป็นครั้งที่ 2 แต่ถ้าคุณมีลูกมีหลาน อย่างน้อยพวกเขาก็จะยังมีโอกาสได้เห็นสิ่งที่คุณเห็นในวันนี้นะ – หวังว่าจะได้พบกันอีก” 


  • ปัจจุบันมีไกด์ที่ได้รับใบอนุญาตนำทางถ้ำเอทีเอ็มทั้งหมด 25 คน (ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี โดยไกด์จะต้องสอบข้อเขียนและข้อปฏิบัติกับหน่วยงานการท่องเที่ยวของเบลีซให้ผ่านอย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะต่ออายุใบอนุญาตได้) 
  • ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ถ้ำเอทีเอ็มขายบัตรให้นักท่องเที่ยวเข้าชมถ้ำได้วันละ 125 คน และกำหนดให้ไกด์ 1 คน นำทางนักท่องเที่ยวเข้าถ้ำไม่เกิน 4 คนต่อรอบ และได้คนละ 2 รอบต่อวันเท่านั้น 
  • ค่าใช้จ่ายในการสำรวจถ้ำรวมค่ารถรับส่งจากโรงแรมประมาณคนละ 3,500 – 6,000 บาท

Writer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load