เมื่อพูดถึงประเทศโคลอมเบีย ก่อนหน้านี้เรามักจะนึกถึงจังหวะการเต้นที่ร้อนแรง ทีมฟุตบอลชื่อก้อง การประกวดสาวงามระดับโลก ไปจนถึงเจ้าพ่อยาเสพติดผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่เราเดินทางวนเวียนอยู่ในเมืองต่างๆ ของโคลอมเบีย สิ่งที่ทำให้เราผูกพันกับประเทศนี้มากที่สุดกลับเป็นการปั่นจักรยาน

โบโกตา (Bogota) เมืองหลวงของประเทศโคลอมเบีย ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับจักรยานอันดับต้นๆ ของโลก ถึงจะตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส (Andes) เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 2,640 เมตร แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นราบและมีอากาศเย็นสบายตลอดปี

เส้นทางจักรยานในโบโกตามีระยะทางรวมถึง 350 กิโลเมตร แม้สภาพแวดล้อมโดยรวมจะยังสู้เมืองจักรยานอันดับหนึ่งอย่างอัมสเตอร์ดัมและโคเปนเฮเกนไม่ได้ แต่โบโกตาก็เป็นเมืองหลวงที่มีผู้ใช้จักรยานเพื่อการเดินทางมากที่สุดเมืองหนึ่งของทวีปอเมริกาใต้

นอกจากนี้โบโกตายังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะเมืองต้นกำเนิดของ ‘ซิโคลเวีย’ (Ciclovia) หรือการปิดถนนปั่นจักรยาน ซึ่งปัจจุบันมีหลายประเทศทั่วโลกนำเอาแนวความคิดนี้ไปเป็นแม่แบบจัดกิจกรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในเมืองหลวง เช่น เม็กซิโกซิตี้ ปารีส เคปทาวน์ ฯลฯ

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ภาพ : Micah MacAllen via Flickr, CC BY-SA 2.0

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ภาพ : Carlos Felipe Pardo via Flickr, CC BY 2.0

‘ซิโคลเวีย’ ของโบโกตา คือการปิดถนนเส้นหลักทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงบ่าย 2 โมงเป็นระยะทางติดต่อกันกว่า 120 กิโลเมตร เพื่อให้ทุกคนในเมืองได้ออกมาปั่นจักรยานและทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยจักรยานทุกประเภท ทั้งจักรยานเสือภูเขา จักรยานแม่บ้าน จักรยานพับ จักรยานสามล้อของเด็กๆ จักรยานแบบครอบครัว หรือจักรยานแบบมีรถพ่วงข้าง

นอกจากนี้ยังมีคนออกมาทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ ทั้งเดินออกกำลังกาย วิ่ง เล่นโรลเลอร์เบลด เล่นสเก็ตบอร์ด เต้นแอโรบิก เล่นโยคะ หรือเล่นดนตรี รวมไปถึงพ่อค้าแม่ขาย เจ้าของร้านเช่าและซ่อมจักรยานที่มาตั้งโต๊ะให้บริการกันตลอดริมถนน

ซิโคลเวียได้เปลี่ยนถนนสายหลักของโบโกตาให้กลายเป็นสวนสาธารณะชั่วคราวขนาดใหญ่สำหรับคนทั้งเมือง

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

 

เราจะเปลี่ยนโลกใบนี้ให้น่าอยู่

จุดเริ่มต้นของซิโคลเวียมาจากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวโคลอมเบียชื่อ ไฮเม ออร์ติซ มาริโญ (Jaime Ortiz Mariño) เขาได้รับทุนการศึกษาและเดินทางไปประเทศสหรัฐฯ เพื่อเรียนด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบในช่วงปลาย ค.ศ. 1960 ในขณะที่เป็นนักศึกษา ไฮเมไปเข้าร่วมการประท้วงสงครามเวียดนามตามคำชวนของเพื่อนๆ และคณะอาจารย์ที่บอกว่า เขา ‘เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้’ เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง ไฮเมก็เชื่อว่าผลของการประท้วงครั้งนั้นมีส่วนทำให้เกิดการต่อต้านสงครามเวียดนามในวงกว้าง

การได้มีส่วนร่วมในการปฏิวัติทางสังคมในสมัยเรียนของไฮเม กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ทางความคิดเล็กๆ ที่รอวันเติบโต ไฮเมเห็นถึงพลังของประชาชนที่เปลี่ยนทิศทางและสถานการณ์ทางสังคมที่เป็นอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งได้

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ภาพ : Carlos Felipe Pardo via Flickr, CC BY-SA 2.0

ไฮเมอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐฯ ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเฟื่องฟูอย่างสุดขีด ผู้คนนิยมซื้อรถยนต์ส่วนตัวและย้ายออกไปซื้อบ้านอยู่นอกเมืองเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการกระจายตัวของย่านที่อยู่อาศัยอย่างไร้ทิศทาง เมื่อคนเหล่านั้นขับรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาจราจรติดขัด ตามมาด้วยปัญหามลภาวะ การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคจากในเมืองไปสู่ย่านชานเมืองทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ในขณะเดียวกันบางพื้นที่ของเมืองก็กลายสภาพเป็นแหล่งเสื่อมโทรม เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและแบ่งแยกทางสังคมอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

เมื่อไฮเมเรียนจบและกลับมาบ้านเกิดที่โบโกตา ก็ตกใจที่หันไปทางไหนก็เห็นแต่รถยนต์ และคิดว่าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป โบโกตาจะมีสภาพไม่ต่างจากสหรัฐฯ ที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนั้น และฮีโร่ที่ไฮเมเลือกที่จะนำมาแก้ไขสถานการณ์นี้ก็คือ ‘จักรยาน’

 

1974 จักรยานครองเมือง

Grand manifestation of the pedal

ค.ศ. 1970 ไฮเมและเพื่อนๆ รวมตัวกันปั่นจักรยานในโบโกตาช่วงกลางคืน โดยใช้ไฟฉายพันรอบขา พวกเขาเปิดร้านซ่อมจักรยานและออกเดินสายรณรงค์ประโยชน์ของการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันทั้งตามท้องถนน ในโรงเรียน และผ่านทางกิจกรรมต่างๆ ของรัฐ การประชาสัมพันธ์ที่ทุ่มเทของไฮเมและเพื่อนๆ ทำให้เกิดเครือข่ายเล็กๆ ของกลุ่มนักปั่นจักรยาน และมีการรวมตัวกันออกมาปั่นจักรยานตอนกลางคืนสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อแสดงจุดยืนของกลุ่ม

วันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1974 เจ้าหน้าที่ทางการโบโกตาได้อนุญาตให้ปิดถนนส่วนหนึ่งเป็นเวลา 3 ชั่วโมงเพื่อการปั่นจักรยาน วันนั้นมีผู้คนหลากหลายทั้งกลุ่มแม่บ้าน เด็กวัยรุ่น คนทำงาน และผู้สูงอายุ รวมแล้วกว่า 5,000 คน ออกมาร่วมปั่นจักรยานกลางเมืองหลวงอย่างพร้อมเพรียงกัน เหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงเป็นการประกาศศักดาของจักรยานบนถนนในโบโกตาอย่างเต็มภาคภูมิเป็นครั้งแรก

แต่กว่าซิโคลเวียจะได้รับการรับรองให้เป็นกิจกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างแท้จริงก็ต้องใช้เวลาถึงอีก 2 ปีหลังจากนั้น

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

 

เมืองหลวงของจักรยานแห่งทวีปอเมริกา

ในช่วงระยะเวลาสิบปีกว่าหลังจากที่ซิโคลเวียได้รับการยอมรับในโคลอมเบีย กระแสการจัดกิจกรรมปั่นจักรยานกลางเมืองก็แพร่กระจายไปสู่เมืองใหญ่ๆ ทั้งในทวีปอเมริกาและในทวีปยุโรป ในขณะที่ซิโคลเวียในโบโกตาเองก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง ค.ศ. 1998 – 2000 นายเอนริเก้ ปีญาโลซา (Enrique Peñalosa) ผู้ว่าฯ โบโกตาที่เข้ารับตำแหน่งได้ยกเลิกแผนการใช้งบประมาณเพื่อสร้างทางหลวงเส้นใหม่ และนำเอาเงินไปใช้พัฒนาระบบขนส่งมวลชนและเลนจักรยานในเมือง มีการสร้างเส้นทางจักรยานเพิ่มจาก 12 กิโลเมตรเป็น 112 กิโลเมตร

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ในระหว่าง ค.ศ. 2007 มีการเสนอกฎหมายให้ยกเลิกซิโคลเวีย เนื่องจากทำให้เกิดปัญหารถติด ประชาชนจึงรวมตัวกันประท้วงต่อต้าน ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากอดีตผู้ว่าฯ ที่เคยดูแลโครงการอยู่ จึงทำให้การพิจารณากฎหมายข้อนี้ต้องตกไป

การจัดกิจกรรมลักษณะนี้ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ทำให้เมืองใหญ่หลายแห่งไม่สามารถจัดกิจกรรมนี้ในระยะยาวได้ ค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดในการจัดกิจกรรมคือ ค่าล่วงเวลาของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ที่ต้องคอยดูแลเส้นทางจักรยาน

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

โบโกตาจึงใช้วิธีรับอาสาสมัครเพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลง ครั้งแรกที่เปิดรับ Guardian (ผู้พิทักษ์) มีผู้สนใจสมัครเพียง 20 กว่าคนเท่านั้น แต่เมื่อเปลี่ยนชื่อตามละครดังในโคลอมเบียเรื่อง Baywatch มาเป็น ‘Bikewatch’ ก็มีคนสนใจมาก และมีผู้สมัครกว่า 1,000 คน งานที่เหล่า Bikewatch ทำมากที่สุดก็คือการปฐมพยาบาล เพราะเมื่อมีทั้งคนปั่นจักรยาน คนวิ่ง คนเล่นสเก็ตบอร์ด คนเล่นโรลเลอร์เบลด มารวมตัวกันมากขนาดนี้ จึงเป็นธรรมดาที่จะมีล้มลุกคลุกคลานกันบ้าง

ในส่วนของเครื่องแบบ ป้าย อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในโครงการซิโคลเวียทั้งหมด เป็นเงินที่หักจากภาษีของคนในเมืองโบโกตานั่นเอง

 

เมื่ออยู่บนจักรยาน เราทุกคนมีความเท่าเทียมกัน

เนื่องจากพื้นที่ของเมืองโบโกตามีรูปร่างยาว การกระจายของที่อยู่อาศัยจึงแบ่งเป็นส่วนเหนือ กลาง และใต้ อย่างชัดเจน คนที่มีรายได้สูงจะอยู่ทางเหนือ ชนชั้นกลางอยู่ช่วงกลางของเมือง และคนรายได้น้อยก็อยู่ทางฝั่งใต้

คนเหล่านี้แยกกันกินแยกกันอยู่ แทบไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องมาปะปนหรือพบหน้ากัน แต่ด้วยเส้นทางของซิโคลเวียในวันอาทิตย์ที่เชื่อมต่อทั้งเมืองเข้าด้วยกัน ทำให้คนทางเหนือได้ปั่นจักรยานลงไปทางใต้ และคนทางใต้ก็ปั่นจักรยานขึ้นไปทางฝั่งเหนือ การได้พบ ได้เห็น ได้เจอหน้า ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน อาจทำให้เกิดความคุ้นเคย ทักทายพูดคุยกันโดยไม่มีบริบทของชนชั้นทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง

จริงอยู่ที่ทุกคนมีกำลังซื้อต่างกัน แต่ซิโคลเวียไม่ใช่การแข่งขัน ถนนสายนั้นอาจมีคุณตาคุณยายที่ปั่นจักรยานคันเก่าซึ่งใช้มาเป็น 20 ปี คุณน้าที่มีลูกหมานั่งมาในตะกร้าหน้ารถ คุณพ่อที่พาลูกสาวออกมาฝึกปั่นจักรยาน นักธุรกิจหนุ่มที่มาซ้อมปั่นจักรยานก่อนไปแข่ง หรือกลุ่มเด็กผู้ชายที่ปั่นจักรยานด้วยกันที่โรงเรียน ฯลฯ

จักรยานทุกรูปแบบจากทุกมุมเมืองมาแบ่งปันพื้นที่ถนนสายเดียวกัน จอดรอสัญญาณไฟอยู่ในจุดเดียวกัน ต่างคนต่างยืนพยุงจักรยานของตัวเองและเฝ้ารอ ชนชั้นที่แตกต่างเกิดความเสมอภาคกันในช่วงเวลานั้น

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

สำหรับนักท่องเที่ยวหรือคนต่างถิ่นอย่างเรา ซิโคลเวียเปิดโอกาสให้เราได้ปั่นจักรยานชื่นชมความงามของโบโกตา เพราะเส้นทางซิโคลเวียตัดผ่านจัตุรัสชื่อดังและพิพิธภัณฑ์ขึ้นชื่อหลายแห่ง รวมทั้งพื้นที่ในย่านเมืองเก่าซึ่งมีสถาปัตยกรรมสวยงาม แต่ถนนในย่านนั้นมีตรอกซอกซอยเล็กๆ มากมาย

ในวันธรรมดานักท่องเที่ยวมักจะได้รับคำแนะนำให้เลี่ยงการเข้าไปเดินเล่นในย่านนี้ช่วงเย็น เพราะอาจจะตกเป็นเป้าให้เกิดการชิงทรัพย์ได้ง่าย ซิโคลเวียจึงทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเรามีโอกาสปั่นจักรยานไปสัมผัสบรรยากาศย่านเมืองเก่าพร้อมกับผู้คนมากมายที่ออกมาร่วมกิจกรรม

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ปัจจุบัน โบโกตามีผู้ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันกว่า 1 ล้านคนต่อวัน ส่วนในวันที่มีซิโคลเวียตัวเลขนี้จะพุ่งขึ้นสูงถึง 2 ล้านคน ถึงแม้ปัญหาเรื่องการจราจรและปริมาณรถยนต์ในโบโกตาจะยังแก้ไม่ตกซะทีเดียว แต่ด้วยการผลักดันนโยบายใหม่ๆ ที่สนับสนุนและรองรับการใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางอย่างเต็มรูปแบบของโบโกตาที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ อนาคตของการเป็นเมืองหลวงของจักรยานแห่งทวีปอเมริกาน่าจะอยู่แค่เอื้อม 🙂

“ทางจักรยานที่ปลอดภัยเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของประชาธิปไตย เพราะมันแสดงให้เห็นว่า คนที่ขี่จักรยานราคา 30 ดอลลาร์ฯ มีความสำคัญเท่ากับคนที่ขับรถยนต์ราคา 30,000 ดอลลาร์ฯ” นายเอนริเก้ ปีญาโลซา อดีตผู้ว่าฯ โบโกตา กล่าวไว้

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

 

References

  1. .Bogota, Columbia. Wikipedia
  2. Bogotá closes its roads every Sunday. Now everyone wants to do it., VOX.July 2017
  3. Enrique Peñalosa, Wikipedia
  4. Why buses represent democracy in action by Enrique Peñalosa, TEDCity2.0
  5. Bogota Mejor Para Todos
  6. How a Colombian Cycling Tradition Changed the World, Bycycling August 2015
  7. Reclaiming the streets in Bogota, BBC. September 2013

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

“แคมปิ้งที่แคนาดา เล่นเซิร์ฟที่เม็กซิโก ปีนภูเขาไฟที่กัวเตมาลา เดินป่าที่คอสตาริกา เรียนเต้นซัลซาที่โคลอมเบีย นั่งเขียนไดอารี่ในมาชูปิกชูที่เปรู กระเป๋าคนละใบ มอเตอร์ไซค์ 1 คัน ไปด้วยกันนะ”

“ภายใน 3 – 4 ปีนี้ ผมตั้งใจว่าจะต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์จากประเทศแคนาดาลงไปเที่ยวทวีปอเมริกาใต้กับเพื่อนสักสี่ห้าเดือนให้ได้”

‘คริสเตียน’ ผู้ชายที่เราตกลงใจออกมาเดตด้วยเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงกลางปี 2011 พูดเรื่องนี้ขึ้นมาตอนที่เราสองคนกำลังนั่งละเลียดกาแฟในร้านหนังสือมือสองกึ่งคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เรามองตามสายตาคริสเตียนไปเห็นลูกค้าคนใหม่ที่กำลังผลักประตูกระจกเข้ามาในร้าน ขณะที่มืออีกข้างก็มีหมวกกันน็อกห้อยอยู่

‘เพื่อน’ ที่คริสเตียนพูดถึงคือ ‘แอนดรูว์’ หนุ่มชาวแคนาดาที่รู้จักกันโดยบังเอิญตั้งแต่ตอนมาเมืองไทยใหม่ๆ เมื่อประมาณต้นปี 2010 สองหนุ่มคุยกันถูกคอตั้งแต่แรกพบตามประสาคนชอบปีนเขาและชอบมอเตอร์ไซค์เหมือนกัน

การเดินทาง

ทริปเหนือจรดใต้ของทวีปอเมริกามีจุดเริ่มต้นตอนที่สองเพื่อนซี้ชวนกันขึ้นรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ช่วงสุดสัปดาห์ แล้วเช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปนอนเล่นที่ปาย 1 คืน เช้าวันจันทร์คริสเตียนกลับมาทำงานตามปกติ ส่วนแอนดรูว์ก็บินกลับประเทศไป แต่ปรากฏว่าทริปจบอารมณ์ไม่จบ หลังกลับไปแคนาดาได้ไม่นานแอนดรูว์ก็เขียนจดหมายและสแกนส่งมาให้คริสเตียนทางอีเมล ใจความรวมๆ คือทริปมอเตอร์ไซค์ที่ไปปายด้วยกันสนุกมาก สนุกจนทำให้กลับมานั่งคิดถึงความฝันที่อยากทำมานานแล้ว นั่นก็คือขี่รถมอเตอร์ไซค์เที่ยวอเมริกาใต้กับเพื่อนสนิทสักคน ตั้งต้นจากประเทศแคนาดาและลงไปจนถึงสุดแผ่นดินทางใต้ที่ประเทศอาร์เจนตินา และแอนดรูว์ก็อยากจะให้คริสเตียนไปทริปนี้ด้วยกัน

ว่าแล้วแอนดรูว์ก็วาดแผนที่แนบท้ายจดหมายมาให้ด้วย

บันทึก

“When you’re finished in Thailand, I need a partner.”

แน่นอน คริสเตียนเซย์เยสตั้งแต่เห็นคำว่ามอเตอร์ไซค์ ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้ไปเมื่อไหร่ แต่หลังจากได้จดหมายฉบับนี้มา คริสเตียนก็ตั้งเป้าทันทีว่าจะทำงาน เก็บเงิน และทำให้ทริปนี้กลายเป็นความจริงภายใน 5 ปีให้ได้

ตอนนั้นเรานั่งฟังแล้วก็ตอบกลับไปแบบไม่คิดอะไรมากว่า “น่าสนใจดีนะ”, “ขี่มอเตอร์ไซค์แบบไหน”, “ถ่ายวิดีโอด้วยสิ” ฯลฯ จำได้ว่าพอเราพูดจบคริสเตียนก็ยิ้มกว้างตาเป็นประกาย และบอกเราว่าเขาดีใจที่เราไม่ ‘ดราม่า’ เรื่องที่เขาจะไปกับเพื่อนสนิทแค่ 2 คนโดยไม่ชวนเรา แต่เราก็บอกเหตุผลไปตรงๆ ว่า เปล่าจ้ะ ไม่ได้จะเล่นบทนางเอกใจกว้าง แต่ที่เราไม่ได้สนใจอยากไปด้วยก็เพราะมอเตอร์ไซค์นั่นแหละ (ถึงตอนนี้คริสเตียนทำหน้าตกใจ) นี่ยังไม่พูดถึงอีกเหตุผลที่ว่า จริงๆ แล้วมันเป็นการวางแผนล่วงหน้าหลายปีด้วยซ้ำไปนะ เราสองคนจะคบกันรอดถึง 3 เดือนรึเปล่ายังไม่รู้เลย

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด เวลาไปไหนมาไหนก็ขี่และนั่งมอเตอร์ไซค์มากกว่ารถยนต์ แต่ถ้าจะเทียบการขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหนของเรากับการขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่คริสเตียนกำลังพูดถึง ก็คงจะเหมือนเอาแอปเปิ้ลมาเปรียบเทียบกับส้ม เพราะมันคือการขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านไปโรงเรียนหรือจากบ้านไปตลาด เรานึกภาพไม่ออกว่าการขี่หรือนั่งมอเตอร์ไซค์ที่กินเวลาสองสามชั่วโมงหรือมากกว่านั้นมันเป็นยังไง ขนาดย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ สิบกว่าปีก็ยังเคยนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไกลสุดแค่ปิ่นเกล้า-สีลมตอนเช้าเวลาไปทำงานสาย

แล้วนี่อะไร เขาจะขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามประเทศกัน 5 – 6 เดือน เป็นเรื่องที่ฟังแล้วสุดแสนจะไกลตัวและไม่เคยอยู่ในสารบบการเที่ยวของเราเลย ตอนนั้นเลยได้ข้อสรุปแบบจริงใจสุดๆ ให้กับคริสเตียนว่า

“ไปเถอะ มีเพื่อนที่สนิทกันไปด้วยก็ดีแล้ว ไปเที่ยวให้สนุก อย่าลืมส่งโปสการ์ดมาให้บ้างนะ”

แต่จะด้วยบุญหรือกรรมก็ไม่รู้ได้ 2 ปีหลังจากนั้นเรากับคริสเตียนก็ยังคบหากันอยู่ จนย่างเข้าปีที่ 3 เราสองคนตัดสินใจออกจากงานประจำแล้วย้ายไปเชียงใหม่ เหตุผลง่ายๆ คือเบื่อกรุงเทพฯ อยู่เชียงใหม่ก็ทำงานเป็นฟรีแลนซ์รับงานอิสระเต็มตัวทั้งคู่ ด้วยข้อจำกัดที่น้อยลงเรื่องสถานที่ทำงานและเวลาทำงาน เราสองคนก็เลยได้ไปออกทริปด้วยกันอยู่บ่อยๆ และแน่นอนว่าคริสเตียนไม่พลาดโอกาสที่จะให้เราได้สัมผัสกับการเดินทางด้วยการซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่ระยะไกลกว่าปิ่นเกล้า-สีลม

ช่วงแรกที่ออกทริปเริ่มจากการเดินทางสั้นๆ ครึ่งชั่วโมงอย่างขี่ขึ้นลงดอยสุเทพ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นทริป 2 ชั่วโมง จาก 2 ชั่วโมงกว่ากลายเป็น 5 จาก 5 กลายเป็นทริปเต็มวัน ไปจนถึงทริป 2 – 3 วันซึ่งก็ไม่ได้ไปไหนไกลจากเชียงใหม่มาก แต่ใช้วิธีการหาเส้นทางที่อ้อมที่สุด หรือไม่ก็เลือกเส้นทางเล็กๆ ขับไปเจอร้านกาแฟร่มรื่นก็จอด หยิบงานไปนั่งทำ ถึงโรงแรมตอนเย็นก็เข้านอน เช้าอีกวันตื่นแล้วออกเดินทางกันต่อ พูดง่ายๆ ว่าเวลาส่วนใหญ่อยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ มองวิวทิวทัศน์ มองชีวิตผู้คนข้างทาง มากกว่าการเน้นการขับตรงไปให้ถึงจุดหมาย

ภาคเหนือ

(หนึ่งในหลายๆ ทริปที่ออกไปด้วยกัน เชียงใหม่-ปาย-บ้านรักไทย-ปางอุ๋ง-ขุนยวม-ดอยอินทนนท์-ดอยขุนตาล-อุทยานแห่งชาติแม่ยม-อุทยานแห่งชาติขุนแจ-เชียงดาว-เชียงใหม่)

2 เดือนแรกเราถามตัวเองตลอดว่าทำไมต้องเอาตัวเองมาทรมานขนาดนี้ ปวดขา ปวดก้น เหน็บกิน ร้อนก็ร้อน ฝนตก หมาก็กลัว ไม่สนุกด้วยเลยจริงๆ ยิ่งช่วงไหนที่ทั้งงานเยอะทั้งเดินทางเหนื่อยก็ยิ่งชวนให้หงุดหงิดถึงขั้นทะเลาะกันเพราะความดึงดันที่จะเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ สุดท้ายคริสเตียนเลยเสนอวิธีแก้ปัญหาว่าลองเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์หลายๆ รุ่นดูไหม ถ้านั่งสบายขึ้นก็อาจจะสนุกขึ้น แต่ถ้าลองจนหมดแล้วไม่ใช่จริงๆ ก็จะไม่บังคับอีก

เรารับข้อเสนอ ตั้งแต่นั้นก็เลยใช้วิธีเช่ารถมอเตอร์ไซค์ทริปละรุ่น บางทริปก็ใช้มอเตอร์ไซค์วิบาก บางทริปก็ใช้มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ซีซีสูงต่ำแล้วแต่ระยะทางและเส้นทางที่วางแผนกัน มีครั้งหนึ่งเช่าฮาร์เลย์ขับขึ้นไปเชียงดาว กว่าจะหมดวันเล่นเอาเราทั้งปวดหลัง ปวดก้น แถมขาโดนท่อไอเสียประทับตราความเป็น ‘สก๊อย’ ที่ยังคงเป็นแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้

มอเตอร์ไซค์

ในเวลาไม่ถึงเดือนหลังจากนั้นเราก็เริ่มค้นพบเสน่ห์ของการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะวิวสวยๆ ข้างทางที่ปกติไม่เคยได้เห็น เพราะถ้านั่งรถยนต์เราก็จะหลับยาว ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่อยู่เชียงใหม่เราออกทริปแทบทุกอาทิตย์ ถึงแม้จะเป็นการเปลี่ยนที่ทำงานมากกว่าเที่ยวพักผ่อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าจากที่เคยมุ่งมั่นจะไปให้ถึงปลายทางให้เร็วที่สุด ก็หันมามีความสนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งที่ได้พบเห็นจากข้างทางมากขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนสิ้นปี 2014 เราลองของด้วยการตกลงไปออกทริปมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์กว่า เป็นทริปที่ยาวนานที่สุดของเราในตอนนั้น โดนกระหน่ำทั้งร้อน ทั้งฝน ทั้งหนาว ในแต่ละวัน ร่างกายประท้วงเต็มที่ ทั้งไอ ทั้งจาม น้ำมูกยืดตลอดทาง ทริปนั้นใช้วิธีขับวันครึ่งสลับจอดทำงานวันครึ่ง บางช่วงก็ขับ 2 วันหยุดทำงาน 2 วัน วนไปแบบนี้เรื่อยๆ

เหตุผลที่จำทริปนี้ได้แม่น เพราะในคืนสุดท้ายก่อนปิดทริปที่เชียงดาว อยู่ๆ คริสเตียนก็ถามเราขึ้นมาว่า

“ไปทริปอเมริกาใต้ด้วยกันไหม?”

“มีกล่องใส่ของคนละใบกับมอเตอร์ไซค์ 1 คัน ใช้เวลาประมาณสี่ห้าเดือน คิดว่าไหวรึเปล่า”

ไปเมื่อไหร่ ไปยังไง วีซ่าล่ะ เงินล่ะ งานล่ะ ไปแล้วไม่ไหวขึ้นมาจะทำยังไง สมบัติกล่องเดียวมันจะอยู่ได้นานขนาดนั้นเลยเหรอ ฯลฯ สารพัดคำถามขึ้นมาในหัว แต่สุดท้ายเราก็ตอบตกลงไปทั้งที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกหัวออกก้อย แล้วก็ปลอบตัวเองว่า “ลองดูสักตั้ง ไม่ไหวก็ซื้อตั๋วกลับบ้านกลางทางเอาแล้วกันนะเรา”

To the World’s End

“ไหนๆ ก็จะลงไปใต้สุดแล้ว จะเริ่มที่แคนาดาทำไม ขึ้นไปเริ่มที่เหนือสุดเลยดีไหม”

‘ลี’ เพื่อนเก่าสมัยเรียนของคริสเตียนที่วนเวียนมาเจอกันโดยบังเอิญที่เชียงใหม่ถามขึ้นมากลางวงกินข้าว คำถามนี้ทำให้เรากลับมานั่งหาข้อมูลเพิ่ม แล้วก็พบว่าการเดินทางจากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาด้วยมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานไม่ใช่ของใหม่ซะทีเดียว มีทั้งคนขี่มอเตอร์ไซค์ ปั่นจักรยาน แบบเดี่ยว แบบคู่ หรือแบบยกครอบครัว ก็มีมาแล้ว แต่ละกลุ่มก็มีจุดเริ่มต้นและเส้นชัยเฉพาะของตัวเอง ที่นิยมกันมากมีอยู่ 2 แบบ
ทวีปอเมริกา

หมุดสีแดง เริ่มต้นจากอ่าวพรูโด (Prudhoe Bay) จุดสิ้นสุดแผ่นดินทางฝั่งโลกเหนือในอะแลสกา ลงไปจบที่อูซัวยา (Ushuaia) ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ในพาตาโกเนีย (Patagonia) ดินแดนสุดขอบโลกทางใต้ในประเทศอาร์เจนตินา

หมุดสีเขียว เริ่มต้นจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล (Arctic Circle) ในอะแลสกา ซึ่งอยู่ต่ำลงมาจากอ่าวพรูโดไม่มาก ลงไปจนถึงอูซัวยาในพาตาโกเนียเหมือนกับทริปหมุดสีแดง แต่ต่อด้วยการลงเรือไปเหยียบแผ่นดินแอนตาร์กติกา (Antarctica) และจบที่เส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิล (Antarctic Circle) นักเดินทางบางคนก็เอามอเตอร์ไซค์ลงเรือไปด้วย เรียกว่าถึงแม้ทวีปแอนตาร์กติกาจะไม่มีถนนให้วิ่ง แต่ขอให้ได้เอามอเตอร์ไซค์ลงไปแตะแผ่นดินบนฝั่งก็ยังดี ทริปหมุดสีเขียวนี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าหมุดสีแดง เพราะค่าเรือจากอูซัวยาไปถึงแอนตาร์กติกเซอร์เคิลสูงจนคนอยากไปหายใจหายคอกันไม่ค่อยคล่อง

การเดินทางจากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาสามารถเดินทางได้ด้วยทางหลวงสายแพน-อเมริกา (Pan-Amerian Highway) ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมทวีปอเมริกาเหนือ กลาง และใต้ เข้าด้วยกัน โดยมีระยะทางรวมทั้งหมดกว่า 48,000 กิโลเมตร หรือ 30,000 ไมล์ ถึงแม้ว่าแพน-อเมริกาจะได้รับการบันทึกในหนังสือกินเนสส์บุ๊คให้เป็นทางหลวงที่ยาวที่สุดในโลก แต่ทางหลวงสายนี้ก็ยังมีจุดขาดตอนเป็นระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร หรือ 100 ไมล์ ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกกันว่า ‘ดาเรียนแก็ป’ (The Darién Gap-ตำแหน่งที่จุด B และ A เจอกันเกือบจุดกึ่งกลางแผนที่ในภาพด้านบน) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างประเทศปานามาในทวีปอเมริกากลางและประเทศโคลอมเบียในทวีปอเมริกาใต้

พื้นที่ในบริเวณดาเรียนแก็ปเป็นผืนป่าดิบชื้นที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ใช้เรือเป็นพาหนะหลัก มีกองกำลังทหารของทั้งสองประเทศคอยดูแลคุมควบตามจุดต่างๆ เนื่องจากยังมีปัญหาของการเป็นแหล่งซ่องสุมกลุ่มโจร การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และการใช้เส้นทางนี้ลักลอบขนส่งยาเสพติด

ที่ผ่านมามีนักสำรวจและนักเดินทางหลายกลุ่มพยายามจะเดินทางผ่านผืนป่ารกชัฏนี้ด้วยวิธีการต่างๆ กัน ทั้งเดิน นั่งเรือ ปั่นจักรยาน ขับรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ หลายรายโดนดักปล้นทำร้าย หลายรายโดนลักพาตัว และหลายรายต้องแลกด้วยชีวิต อย่างไรก็ตามในปี 1960 รถยนต์คันแรกขับผ่านดาเรียนแก็ปไปได้สำเร็จโดยใช้เวลาเดินทางกว่า 136 วัน เฉลี่ยความเร็วประมาณ 200 เมตรต่อ 1 ชั่วโมง ซึ่งบางส่วนของการเดินทางในครั้งนั้นก็ยังจำเป็นต้องเอารถยนต์ขึ้นแพล่องไปตามน้ำ จนกระทั่งในปี 1985 มีกลุ่มนักเดินทางที่ขับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์อีก 1 คันเดินทางข้ามดาเรียนแก็ปโดยใช้เส้นทางบนบกเพียงอย่างเดียวได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ใช้เวลาในการเดินทางกว่า 741 วัน ระยะทางรวมทั้งหมดประมาณ 201 กิโลเมตร หรือ 125 ไมล์

ด้วยเหตุนี้นักเดินทางที่ออกเดินทางในทริปเหนือจรดใต้ ไม่ว่าจะด้วยการปั่นจักรยาน ขับรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ จึงมักจะนิยมใช้วิธีการขนส่งยานพาหนะเหล่านี้ด้วยเรือสินค้าหรือเครื่องบินในการเดินทางระหว่างประเทศปานามา-โคลอมเบีย บางรายก็ใช้วิธีขายทิ้งที่เมืองต้นทางและซื้อใหม่ในอีกประเทศเพื่อเดินทางต่อไป

ระยะเวลาในการเดินทางของทริปอะแลสกา-อาร์เจนตินาโดยเฉลี่ย

การเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์จากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาใช้เวลาตั้งแต่ 8 เดือน ปีนึง ปีครึ่ง และนานกว่านั้น บางคนทำงานเก็บเงินเพื่อจะทำทริปนี้ให้สำเร็จในครั้งเดียว บางคนค่อยๆ เดินทางไปเรื่อยๆ วิธีที่นิยมกันในกลุ่มนักเดินทางช่วงอายุ 18 – 25 ปี มักจะเป็นการขอทำงานในโฮสเทลเพื่อแลกกับที่พักและอาหาร บางคนใช้วิธีเดินทาง 3 สัปดาห์หรือ 1 เดือน แล้วจอดมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้ตามเมืองต่างๆ ขึ้นเครื่องบินกลับไปทำงานที่บ้าน 2 – 3 เดือน แล้วก็บินกลับมาออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ต่อ และทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนลงไปถึงปลายทางที่ประเทศอาร์เจนตินา

เมื่อชีวิตคือการเดินทาง

ตามแผนเดิมที่ ‘แอนดรูว์’ ชวนมา เราคุยกันไว้ว่าจะเดินทางจากแคนาดาลงไปอเมริกาใต้ ตอนนั้นเลยตั้งใจจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆ แบบม้วนเดียวจบภายใน 5 – 6 เดือน จอดพักบ้างประปราย แต่เน้นเดินทางและหยุดทำงานไปเลย แต่เมื่อเราหันมาสนใจทริปเหนือสุดลงใต้สุดอย่างที่ ‘ลี’ หรือเพื่อนอีกคนเสนอมา ก็เลยปรึกษากันว่าถ้าเราจะยืดระยะทางออกขนาดนี้ เราก็เดินทางไปด้วย ‘ใช้ชีวิต’ ไปด้วยเลยดีไหม ทำเหมือนกับตอนอยู่เชียงใหม่ คือเดินทางสลับกับจอดรถเคลียร์งาน จากเหนือลงใต้ผ่านประเทศไหนหรือเมืองอะไรที่ให้ความรู้สึกว่า ‘น่าอยู่’ ซึ่งสำหรับเราหมายถึงอินเทอร์เน็ตมีความเสถียร สภาพแวดล้อมปลอดภัย บรรยากาศดีเอื้ออำนวยต่อการทำงาน และค่าครองชีพไม่สูงมากนัก ก็อาจจะหยุดพักการเดินทางประมาณ 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน 3 เดือน หรือแม้แต่ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับจังหวะว่าจะมีงานเข้ามากน้อยแค่ไหน เมื่อไหร่ที่ออกเดินทางต่อ เราก็มุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อยๆ จนสุดแผ่นดินใต้ สุดท้ายก็เลยได้ข้อสรุปกันว่าเราจะใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี

จุดเริ่มต้นกับเส้นชัยของเราก็วางเอาไว้แบบเผื่อเหลือเผื่อขาด โดยตั้งใจจะขึ้นไปให้ถึงเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลที่อะแลสกา และถ้าเดินทางขึ้นไปทันก่อนหิมะจะเริ่มตกก็จะไปให้ถึงอ่าวพรูโด ส่วนทางใต้ก็จะลงไปจนสุดแผ่นดินพาตาโกเนียในอาร์เจนตินาแน่ๆ ส่วนจะออกไปถึงเส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิลหรือไม่ ก็ต้องรอลุ้นว่าจะเก็บเงินทันรึเปล่า

หลังหาข้อสรุปกันได้คร่าวๆ ลีก็ตกลงใจมาร่วมทริปด้วยอีกคน แต่อาจจะลงมาด้วยกันถึงแค่ประเทศเม็กซิโก หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ ‘อาร์เจ’ เพื่อนที่รู้จักกันในเชียงใหม่ มาร่วมขบวนการเป็นคนที่ 3 อาร์เจตั้งใจจะร่วมเดินทางด้วยเฉพาะช่วงอเมริกาเหนือเหมือนกัน เราตกลงกันว่าจะเริ่มออกเดินทางช่วงปลายปี 2015 และเนื่องจากทุกคนมีจุดเริ่มต้นกันคนละแห่ง เรากับคริสเตียนเริ่มที่รัฐโคโลราโด (Colorado) ลีเริ่มที่เท็กซัส (Texas) ประเทศสหรัฐฯ ส่วนอาร์เจเริ่มที่โตรอนโต (Toronto) ประเทศแคนาดา ก็เลยสรุปว่าจะไปเจอกันที่เมืองคาลการี (Calgary) ประเทศแคนาดาช่วงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องผ่านขึ้นไปก่อนถึงอะแลสกานั่นเอง

สำหรับแอนดรูว์ตัวต้นคิด เพิ่งจะเริ่มทำงานเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศแคนาดาได้ไม่นาน เลยตัดสินใจถอนตัว เพราะไม่อยากพลาดโอกาสก้าวหน้าในระยะยาว แต่ก็ยังพอมีหวังอยู่บ้างว่าแอนดรูว์อาจจะปลีกตัวมาร่วมทริปด้วยช่วงที่เราเดินทางผ่านประเทศแคนาดา  

ที่สุดแล้ว ทีมเรามีผู้เดินทางในช่วงทวีปอเมริกาเหนือด้วยกันทั้งหมด 4 คน คือคริสเตียน (ชาวอเมริกัน), ลี (ชาวอเมริกัน), อาร์เจ (ชาวแคนาดา) และเรา หลังจากนั้น ในช่วงของทวีปอเมริกากลางและใต้ก็จะเหลือแค่เรากับคริสเตียนที่ตั้งใจจะลุยกันไปจนถึงอาร์เจนตินาตามที่ตั้งใจไว้ให้ได้

การเดินทาง

การเดินทาง

Writer & Photographer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load