เมื่อพูดถึงประเทศโคลอมเบีย ก่อนหน้านี้เรามักจะนึกถึงจังหวะการเต้นที่ร้อนแรง ทีมฟุตบอลชื่อก้อง การประกวดสาวงามระดับโลก ไปจนถึงเจ้าพ่อยาเสพติดผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่เราเดินทางวนเวียนอยู่ในเมืองต่างๆ ของโคลอมเบีย สิ่งที่ทำให้เราผูกพันกับประเทศนี้มากที่สุดกลับเป็นการปั่นจักรยาน

โบโกตา (Bogota) เมืองหลวงของประเทศโคลอมเบีย ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับจักรยานอันดับต้นๆ ของโลก ถึงจะตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส (Andes) เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 2,640 เมตร แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นราบและมีอากาศเย็นสบายตลอดปี

เส้นทางจักรยานในโบโกตามีระยะทางรวมถึง 350 กิโลเมตร แม้สภาพแวดล้อมโดยรวมจะยังสู้เมืองจักรยานอันดับหนึ่งอย่างอัมสเตอร์ดัมและโคเปนเฮเกนไม่ได้ แต่โบโกตาก็เป็นเมืองหลวงที่มีผู้ใช้จักรยานเพื่อการเดินทางมากที่สุดเมืองหนึ่งของทวีปอเมริกาใต้

นอกจากนี้โบโกตายังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะเมืองต้นกำเนิดของ ‘ซิโคลเวีย’ (Ciclovia) หรือการปิดถนนปั่นจักรยาน ซึ่งปัจจุบันมีหลายประเทศทั่วโลกนำเอาแนวความคิดนี้ไปเป็นแม่แบบจัดกิจกรรมที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในเมืองหลวง เช่น เม็กซิโกซิตี้ ปารีส เคปทาวน์ ฯลฯ

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ภาพ : Micah MacAllen via Flickr, CC BY-SA 2.0

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ภาพ : Carlos Felipe Pardo via Flickr, CC BY 2.0

‘ซิโคลเวีย’ ของโบโกตา คือการปิดถนนเส้นหลักทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงบ่าย 2 โมงเป็นระยะทางติดต่อกันกว่า 120 กิโลเมตร เพื่อให้ทุกคนในเมืองได้ออกมาปั่นจักรยานและทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยจักรยานทุกประเภท ทั้งจักรยานเสือภูเขา จักรยานแม่บ้าน จักรยานพับ จักรยานสามล้อของเด็กๆ จักรยานแบบครอบครัว หรือจักรยานแบบมีรถพ่วงข้าง

นอกจากนี้ยังมีคนออกมาทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆ ทั้งเดินออกกำลังกาย วิ่ง เล่นโรลเลอร์เบลด เล่นสเก็ตบอร์ด เต้นแอโรบิก เล่นโยคะ หรือเล่นดนตรี รวมไปถึงพ่อค้าแม่ขาย เจ้าของร้านเช่าและซ่อมจักรยานที่มาตั้งโต๊ะให้บริการกันตลอดริมถนน

ซิโคลเวียได้เปลี่ยนถนนสายหลักของโบโกตาให้กลายเป็นสวนสาธารณะชั่วคราวขนาดใหญ่สำหรับคนทั้งเมือง

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

 

เราจะเปลี่ยนโลกใบนี้ให้น่าอยู่

จุดเริ่มต้นของซิโคลเวียมาจากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวโคลอมเบียชื่อ ไฮเม ออร์ติซ มาริโญ (Jaime Ortiz Mariño) เขาได้รับทุนการศึกษาและเดินทางไปประเทศสหรัฐฯ เพื่อเรียนด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบในช่วงปลาย ค.ศ. 1960 ในขณะที่เป็นนักศึกษา ไฮเมไปเข้าร่วมการประท้วงสงครามเวียดนามตามคำชวนของเพื่อนๆ และคณะอาจารย์ที่บอกว่า เขา ‘เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้’ เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง ไฮเมก็เชื่อว่าผลของการประท้วงครั้งนั้นมีส่วนทำให้เกิดการต่อต้านสงครามเวียดนามในวงกว้าง

การได้มีส่วนร่วมในการปฏิวัติทางสังคมในสมัยเรียนของไฮเม กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ทางความคิดเล็กๆ ที่รอวันเติบโต ไฮเมเห็นถึงพลังของประชาชนที่เปลี่ยนทิศทางและสถานการณ์ทางสังคมที่เป็นอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งได้

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ภาพ : Carlos Felipe Pardo via Flickr, CC BY-SA 2.0

ไฮเมอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐฯ ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเฟื่องฟูอย่างสุดขีด ผู้คนนิยมซื้อรถยนต์ส่วนตัวและย้ายออกไปซื้อบ้านอยู่นอกเมืองเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการกระจายตัวของย่านที่อยู่อาศัยอย่างไร้ทิศทาง เมื่อคนเหล่านั้นขับรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาทำงานในเมือง ทำให้เกิดปัญหาจราจรติดขัด ตามมาด้วยปัญหามลภาวะ การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคจากในเมืองไปสู่ย่านชานเมืองทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ในขณะเดียวกันบางพื้นที่ของเมืองก็กลายสภาพเป็นแหล่งเสื่อมโทรม เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและแบ่งแยกทางสังคมอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

เมื่อไฮเมเรียนจบและกลับมาบ้านเกิดที่โบโกตา ก็ตกใจที่หันไปทางไหนก็เห็นแต่รถยนต์ และคิดว่าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป โบโกตาจะมีสภาพไม่ต่างจากสหรัฐฯ ที่กำลังเป็นอยู่ในตอนนั้น และฮีโร่ที่ไฮเมเลือกที่จะนำมาแก้ไขสถานการณ์นี้ก็คือ ‘จักรยาน’

 

1974 จักรยานครองเมือง

Grand manifestation of the pedal

ค.ศ. 1970 ไฮเมและเพื่อนๆ รวมตัวกันปั่นจักรยานในโบโกตาช่วงกลางคืน โดยใช้ไฟฉายพันรอบขา พวกเขาเปิดร้านซ่อมจักรยานและออกเดินสายรณรงค์ประโยชน์ของการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันทั้งตามท้องถนน ในโรงเรียน และผ่านทางกิจกรรมต่างๆ ของรัฐ การประชาสัมพันธ์ที่ทุ่มเทของไฮเมและเพื่อนๆ ทำให้เกิดเครือข่ายเล็กๆ ของกลุ่มนักปั่นจักรยาน และมีการรวมตัวกันออกมาปั่นจักรยานตอนกลางคืนสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อแสดงจุดยืนของกลุ่ม

วันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1974 เจ้าหน้าที่ทางการโบโกตาได้อนุญาตให้ปิดถนนส่วนหนึ่งเป็นเวลา 3 ชั่วโมงเพื่อการปั่นจักรยาน วันนั้นมีผู้คนหลากหลายทั้งกลุ่มแม่บ้าน เด็กวัยรุ่น คนทำงาน และผู้สูงอายุ รวมแล้วกว่า 5,000 คน ออกมาร่วมปั่นจักรยานกลางเมืองหลวงอย่างพร้อมเพรียงกัน เหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงเป็นการประกาศศักดาของจักรยานบนถนนในโบโกตาอย่างเต็มภาคภูมิเป็นครั้งแรก

แต่กว่าซิโคลเวียจะได้รับการรับรองให้เป็นกิจกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างแท้จริงก็ต้องใช้เวลาถึงอีก 2 ปีหลังจากนั้น

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

 

เมืองหลวงของจักรยานแห่งทวีปอเมริกา

ในช่วงระยะเวลาสิบปีกว่าหลังจากที่ซิโคลเวียได้รับการยอมรับในโคลอมเบีย กระแสการจัดกิจกรรมปั่นจักรยานกลางเมืองก็แพร่กระจายไปสู่เมืองใหญ่ๆ ทั้งในทวีปอเมริกาและในทวีปยุโรป ในขณะที่ซิโคลเวียในโบโกตาเองก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง ค.ศ. 1998 – 2000 นายเอนริเก้ ปีญาโลซา (Enrique Peñalosa) ผู้ว่าฯ โบโกตาที่เข้ารับตำแหน่งได้ยกเลิกแผนการใช้งบประมาณเพื่อสร้างทางหลวงเส้นใหม่ และนำเอาเงินไปใช้พัฒนาระบบขนส่งมวลชนและเลนจักรยานในเมือง มีการสร้างเส้นทางจักรยานเพิ่มจาก 12 กิโลเมตรเป็น 112 กิโลเมตร

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ในระหว่าง ค.ศ. 2007 มีการเสนอกฎหมายให้ยกเลิกซิโคลเวีย เนื่องจากทำให้เกิดปัญหารถติด ประชาชนจึงรวมตัวกันประท้วงต่อต้าน ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากอดีตผู้ว่าฯ ที่เคยดูแลโครงการอยู่ จึงทำให้การพิจารณากฎหมายข้อนี้ต้องตกไป

การจัดกิจกรรมลักษณะนี้ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ทำให้เมืองใหญ่หลายแห่งไม่สามารถจัดกิจกรรมนี้ในระยะยาวได้ ค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุดในการจัดกิจกรรมคือ ค่าล่วงเวลาของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ที่ต้องคอยดูแลเส้นทางจักรยาน

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

โบโกตาจึงใช้วิธีรับอาสาสมัครเพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลง ครั้งแรกที่เปิดรับ Guardian (ผู้พิทักษ์) มีผู้สนใจสมัครเพียง 20 กว่าคนเท่านั้น แต่เมื่อเปลี่ยนชื่อตามละครดังในโคลอมเบียเรื่อง Baywatch มาเป็น ‘Bikewatch’ ก็มีคนสนใจมาก และมีผู้สมัครกว่า 1,000 คน งานที่เหล่า Bikewatch ทำมากที่สุดก็คือการปฐมพยาบาล เพราะเมื่อมีทั้งคนปั่นจักรยาน คนวิ่ง คนเล่นสเก็ตบอร์ด คนเล่นโรลเลอร์เบลด มารวมตัวกันมากขนาดนี้ จึงเป็นธรรมดาที่จะมีล้มลุกคลุกคลานกันบ้าง

ในส่วนของเครื่องแบบ ป้าย อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในโครงการซิโคลเวียทั้งหมด เป็นเงินที่หักจากภาษีของคนในเมืองโบโกตานั่นเอง

 

เมื่ออยู่บนจักรยาน เราทุกคนมีความเท่าเทียมกัน

เนื่องจากพื้นที่ของเมืองโบโกตามีรูปร่างยาว การกระจายของที่อยู่อาศัยจึงแบ่งเป็นส่วนเหนือ กลาง และใต้ อย่างชัดเจน คนที่มีรายได้สูงจะอยู่ทางเหนือ ชนชั้นกลางอยู่ช่วงกลางของเมือง และคนรายได้น้อยก็อยู่ทางฝั่งใต้

คนเหล่านี้แยกกันกินแยกกันอยู่ แทบไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องมาปะปนหรือพบหน้ากัน แต่ด้วยเส้นทางของซิโคลเวียในวันอาทิตย์ที่เชื่อมต่อทั้งเมืองเข้าด้วยกัน ทำให้คนทางเหนือได้ปั่นจักรยานลงไปทางใต้ และคนทางใต้ก็ปั่นจักรยานขึ้นไปทางฝั่งเหนือ การได้พบ ได้เห็น ได้เจอหน้า ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน อาจทำให้เกิดความคุ้นเคย ทักทายพูดคุยกันโดยไม่มีบริบทของชนชั้นทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง

จริงอยู่ที่ทุกคนมีกำลังซื้อต่างกัน แต่ซิโคลเวียไม่ใช่การแข่งขัน ถนนสายนั้นอาจมีคุณตาคุณยายที่ปั่นจักรยานคันเก่าซึ่งใช้มาเป็น 20 ปี คุณน้าที่มีลูกหมานั่งมาในตะกร้าหน้ารถ คุณพ่อที่พาลูกสาวออกมาฝึกปั่นจักรยาน นักธุรกิจหนุ่มที่มาซ้อมปั่นจักรยานก่อนไปแข่ง หรือกลุ่มเด็กผู้ชายที่ปั่นจักรยานด้วยกันที่โรงเรียน ฯลฯ

จักรยานทุกรูปแบบจากทุกมุมเมืองมาแบ่งปันพื้นที่ถนนสายเดียวกัน จอดรอสัญญาณไฟอยู่ในจุดเดียวกัน ต่างคนต่างยืนพยุงจักรยานของตัวเองและเฝ้ารอ ชนชั้นที่แตกต่างเกิดความเสมอภาคกันในช่วงเวลานั้น

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

สำหรับนักท่องเที่ยวหรือคนต่างถิ่นอย่างเรา ซิโคลเวียเปิดโอกาสให้เราได้ปั่นจักรยานชื่นชมความงามของโบโกตา เพราะเส้นทางซิโคลเวียตัดผ่านจัตุรัสชื่อดังและพิพิธภัณฑ์ขึ้นชื่อหลายแห่ง รวมทั้งพื้นที่ในย่านเมืองเก่าซึ่งมีสถาปัตยกรรมสวยงาม แต่ถนนในย่านนั้นมีตรอกซอกซอยเล็กๆ มากมาย

ในวันธรรมดานักท่องเที่ยวมักจะได้รับคำแนะนำให้เลี่ยงการเข้าไปเดินเล่นในย่านนี้ช่วงเย็น เพราะอาจจะตกเป็นเป้าให้เกิดการชิงทรัพย์ได้ง่าย ซิโคลเวียจึงทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเรามีโอกาสปั่นจักรยานไปสัมผัสบรรยากาศย่านเมืองเก่าพร้อมกับผู้คนมากมายที่ออกมาร่วมกิจกรรม

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

ปัจจุบัน โบโกตามีผู้ใช้จักรยานในชีวิตประจำวันกว่า 1 ล้านคนต่อวัน ส่วนในวันที่มีซิโคลเวียตัวเลขนี้จะพุ่งขึ้นสูงถึง 2 ล้านคน ถึงแม้ปัญหาเรื่องการจราจรและปริมาณรถยนต์ในโบโกตาจะยังแก้ไม่ตกซะทีเดียว แต่ด้วยการผลักดันนโยบายใหม่ๆ ที่สนับสนุนและรองรับการใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทางอย่างเต็มรูปแบบของโบโกตาที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ อนาคตของการเป็นเมืองหลวงของจักรยานแห่งทวีปอเมริกาน่าจะอยู่แค่เอื้อม 🙂

“ทางจักรยานที่ปลอดภัยเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของประชาธิปไตย เพราะมันแสดงให้เห็นว่า คนที่ขี่จักรยานราคา 30 ดอลลาร์ฯ มีความสำคัญเท่ากับคนที่ขับรถยนต์ราคา 30,000 ดอลลาร์ฯ” นายเอนริเก้ ปีญาโลซา อดีตผู้ว่าฯ โบโกตา กล่าวไว้

โคลอมเบีย, ปั่นจักรยาน, Ciclovia

 

References

  1. .Bogota, Columbia. Wikipedia
  2. Bogotá closes its roads every Sunday. Now everyone wants to do it., VOX.July 2017
  3. Enrique Peñalosa, Wikipedia
  4. Why buses represent democracy in action by Enrique Peñalosa, TEDCity2.0
  5. Bogota Mejor Para Todos
  6. How a Colombian Cycling Tradition Changed the World, Bycycling August 2015
  7. Reclaiming the streets in Bogota, BBC. September 2013

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load