ทางหลวงสายประวัติศาสตร์แห่งทวีปอเมริกาเหนือ

Alaska Highway

การออกทริปมอเตอร์ไซค์ครั้งนี้ทำให้เราได้รื้อฟื้นความรู้ด้านภูมิศาสตร์ของทวีปอเมริกาเยอะพอสมควร ข้อมูลหลายๆ อย่างที่เคยอ่านผ่านตาสมัยเรียนถูกรื้อฟื้นกลับมาใหม่หมด หนึ่งในนั้นคือเรื่องของรัฐอะแลสกา ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ในปกครองของประเทศรัสเซียและถูกขายให้ประเทศสหรัฐฯ ใน ค.ศ. 1867 ทำให้รัฐอะแลสกาเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสหรัฐฯ และเป็นรัฐเดียวที่ไม่มีพรมแดนด้านใดติดกับรัฐอื่นๆ ของประเทศตัวเองเลย

แผนที่

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอขอสร้างถนนผ่านประเทศแคนาดา เพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงกำลังพลจากแผ่นดินหลักไปสู่อะแลสกา รัฐบาลแคนาดาตกลง โดยมีข้อแม้ว่าสหรัฐฯ จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเมื่อจบสงครามแล้วถนนที่อยู่ภายในเขตของประเทศแคนาดาจะต้องเป็นของแคนาดา
เมื่อทั้งสองประเทศหาข้อสรุปได้ การก่อสร้างทางหลวงอะแลสกา (The Alaska Highway) จึงเริ่มต้นขึ้นใน ค.ศ. 1942 โดยแบ่งทีมสร้างถนนเป็น 2 ทีมใหญ่ และให้ลงมือสร้างพร้อมกันทั้งต้นทางและปลายทาง คือที่ดอว์สันครีก (Dawson Creek) ในเขตบริติชโคลัมเบีย (British Columbia) ของประเทศแคนาดา และเดลตาจังก์ชัน (Delta Junction) ของรัฐอะแลสกา ประเทศสหรัฐฯ แล้วมาบรรจบกันตรงกลาง โดยตั้งชื่อจุดที่ทั้งสองฝั่งมาบรรจบกันว่า ‘คอนแทค ครีก’ (Contact Creek) ซึ่งอยู่ในเขตยูคอนของประเทศแคนาดา รวมเวลาในการสร้างทั้งหมดประมาณ 8 เดือน ระยะทางตอนสร้างเสร็จอยู่ที่ 2,700 กิโลเมตร

ก่อสร้าง

รูปโดย Office of War Information. Overseas Picture Division. Washington Division; 1944. [Public domain], Wikimedia Commons

อะแลสกาไฮเวย์หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า อัลแคน (ALaska-CANadian Highway) กลายเป็นหนึ่งในทางหลวงที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลกเพราะความยากลำบากของสภาพถนน ซึ่งในอดีตเป็นโคลน หิน และลูกรัง รวมทั้งสภาพอากาศที่ไล่ไปตั้งแต่เย็น หนาว ฝน ลูกเห็บ หิมะ ไปจนถึงน้ำท่วมฉับพลัน

แม้ในปัจจุบันอะแลสกาไฮเวย์จะได้รับการปรับปรุงหลายต่อหลายครั้งเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนทั่วไป แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยจึงไม่สามารถทำได้อย่างเสร็จสมบูรณ์

Alaska Highway

อย่างไรก็ตาม ความลำบากที่มีผลตอบแทนเป็นความงดงามของวิวทิวทัศน์และบรรยากาศของธรรมชาติโดยรอบ ดูจะเป็นแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่ดึงดูดให้นักเดินทางมากมายทั่วโลกฝันอยากจะ ‘พิชิต’ เส้นทางสายนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะด้วยรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือแม้แต่จักรยาน

Alaska Highway

The Alcan and Us

กิโลเมตรแรกบนทางหลวงอัลแคน

ระยะทางรวมของอะแลสกาไฮเวย์ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2,232 กิโลเมตร เรา 4 คนใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 5 วัน เฉลี่ยวันละประมาณ 6 – 8 ชั่วโมง จากเดิมคุยกันเอาไว้ว่าจะค่อยๆ ขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นอะแลสกาไฮเวย์กันไปแบบไม่รีบร้อน แต่พอมาถึงจุดเริ่มต้นที่ดอว์สันครีก และมีโอกาสได้คุยกับคนท้องถิ่นที่ใช้ถนนสายนี้เป็นประจำ ทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ปีนี้หนาวเร็วนะ บางจุดหิมะตกแล้ว” “เริ่มมีแผ่นน้ำแข็งเกาะบนถนนแล้ว” ฯลฯ พอได้ยินแบบนั้น แผนเดินทางแบบเรื่อยเปื่อยจึงเป็นอันถูกล้มเลิก และเปลี่ยนเป็นยิ่งขึ้นเหนือได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี

Alaska Highway Alaska Highway

ปกติแล้วอะแลสกาไฮเวย์เป็นถนนที่สัญจรได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่ทั้งปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร และโรงแรมที่พัก ซึ่งมีเปิดให้บริการเกือบจะทุก 40 – 80 กิโลเมตร แต่พอเข้าช่วงหน้าหนาว ร้านค้าและบริการเหล่านี้จะมีจำกัด ปั๊มน้ำมันบางแห่งเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติที่รับเฉพาะบัตรเครดิตอย่างเดียว ส่วนปั๊มที่มีคนคอยดูแลก็เปิดให้บริการช่วงกลางวันเพียงไม่กี่ชั่วโมง บางครั้งปั๊มน้ำมันเล็กๆ ตามรายทางก็ขายน้ำมันจนหมดตั้งแต่ช่วงกลางฤดูหนาว ทำให้ระยะห่างของปั๊มสองแห่งอาจไกลถึง 300 กิโลเมตร

ในกรณีของเรา 4 คนถึงจะมีขวดน้ำมันสำรองติดรถกันมา แต่ก็ไม่มากพอที่จะวิ่งได้ระยะไกลขนาดนั้น จึงใช้วิธีป้องกันน้ำมันหมดกลางทาง ด้วยการแวะเติมน้ำมันให้เต็มถังทุกครั้งที่เจอปั๊ม

Alaska Highway

สัญญาณโทรศัพท์เป็นอีกหนึ่งอย่างที่หาได้ยากในแถบนี้ คนท้องถิ่นส่วนใหญ่จึงใช้โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตผ่านสัญญาณดาวเทียม และเพราะบริการประเภทนี้มีค่าใช้จ่ายสูง อินเทอร์เน็ตจึงเป็นสิ่งที่สงวนไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินมากกว่าความบันเทิง ร้านอาหารและร้านกาแฟหลายแห่งที่เราแวะใช้บริการระหว่างทาง มักจะติดป้ายตัวโตเด่นชัดเรื่องการอนุญาตให้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ร้านเพื่อเช็กอีเมลอย่างเดียว และห้ามอัพโหลด ดาวน์โหลด รูปภาพหรือเข้าโซเชียลมีเดียที่ไม่จำเป็นต่างๆ

Alaska Highway เต้นท์

ส่วนที่พัก ถ้าอยู่ในเขตเมืองก็อาจจะมีโรงแรมขนาดเล็กให้เลือกพักได้อย่างมาก 2 – 3 แห่ง แต่เมื่อออกนอกเขตเมืองมาแล้ว ที่พักริมทางส่วนใหญ่จะเป็นที่พักประเภท Motel หน้าตาพื้นๆ แต่ราคาสูงทะลุเพดานโดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว และตัวเลือกที่เหลือในรัศมี 100 กิโลเมตร ก็จะมีแค่แคมป์กราวนด์หรือจุดกางเต็นท์ ซึ่งตอนแรกตัวเลือกนี้น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะกับการออกทริปมอเตอร์ไซค์ในฝันมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้วอุณหภูมิที่ลดต่ำจนติดลบตอนกลางคืน และน้ำค้างที่กลายเป็นน้ำแข็งเกาะนอกเต็นท์ ทำให้ไม่มีใครได้นอนหลับเต็มตื่น และยิ่งทำให้การขี่รถในเช้าวันถัดไปกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเป็น 2 เท่า การเดินทางตลอด 5 วันบนอะแลสกาไฮเวย์ของเราสี่คนจึงมีการกางเต็นท์นอนเพียงแค่ 2 คืน หลังจากนั้นต่อให้มืดและดึกแค่ไหน ทุกคนก็ดูจะเต็มอกเต็มใจกัดฟันขี่รถไปหาโรงแรมในเมืองนอนแทน

Alaska Highway Alaska Highway Alaska Highway

Road trip through the wild, เพื่อนร่วมทาง

เส้นทางกว่า 1,850 กิโลเมตรแรกของอะแลสกาไฮเวย์อยู่ในฝั่งประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นถนนที่ตัดผ่านบ้านของสัตว์ป่าน้อยใหญ่ในแถบนี้ ตลอดเส้นทางเราเลยได้เจอทั้งฝูงแพะภูเขา มูส ไบซัน (Bison) และแม้แต่หมีดำ ที่เดินหาอาหารหรือนอนเล่นอยู่ในทุ่งหญ้าข้างถนนบ้าง ริมถนนบ้าง และบางครั้งก็เดินออกมาเกาะกลุ่มอยู่กลางถนนให้เห็นอยู่เป็นระยะ

Alaska Highway Alaska Highway Alaska Highway

หนึ่งในเพื่อนร่วมทางที่น่าตื่นตาตื่นใจและน่ากลัวในเวลาเดียวกันบนอะแลสกาไฮเวย์สำหรับเรา ต้องยกให้ไบซัน สัตว์บกเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่สุดในแถบอเมริกาเหนือ ไบซันเป็นสัตว์รักสงบแต่ถ้าอยู่ในช่วงผสมพันธุ์หรืออารมณ์ไม่ดีก็ควรหลีกหนีให้ไกล เพราะตัวโตเต็มวัยมีน้ำหนักประมาณ 900 – 1,000 กิโลกรัม สูงประมาณ 2 เมตร ลำตัวช่วงหน้ากับไหล่จะมีขนาดใหญ่มาก แต่สองขาหลังจะเล็กและสั้น ไบซันมีขนปกคลุมหนาในช่วงหน้าหนาวและจะหลุดไปเองตอนหน้าร้อน

Bison

ไบซันมักจะอยู่กันเป็นฝูงและมีลูกครั้งละตัว ถิ่นอาศัยของไบซันอยู่ในอะแลสกา แคนาดา เม็กซิโก และในประเทศฝั่งยุโรป เดิมทีแถบนี้เคยมีประชากรไบซันอยู่เป็น 10 ล้านตัว แต่โดนคนล่าเพื่อความบันเทิงจนเหลือหลักร้อยและเกือบสูญพันธุ์ รัฐบาลสหรัฐฯ และแคนาดาจึงออกกฎหมายให้ไบซันเป็นสัตว์คุ้มครอง ปัจจุบันมีไบซันกว่าแสนตัวอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ

Bison

จากการเห็นไบซันระยะประชิดหลายครั้ง เราว่ามันเป็นสัตว์ที่หน้าตาดูใจดี แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่พอๆ กับมอเตอร์ไซค์ที่เรานั่งซ้อนท้ายอยู่ ทำให้ทุกครั้งที่มีไบซันเดินช้าๆ ผ่านข้างรถไป เราก็อดที่จะกลั้นหายใจหรือนั่งทำตัวแข็งทื่อไม่ได้ ขนาดจะยกกล้องมาถ่ายรูปก็ยังพยายามกดชัตเตอร์เบาๆ เพราะถึงคริสเตียนจะบอกเราว่าไบซันไม่ใช่สัตว์ขี้ตกใจ แต่เราก็ยังไม่อยากพิสูจน์อยู่ดีว่าเป็นเรื่องจริงรึเปล่า

ปกติแล้วถ้าขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปเจอตัวอะไรก็ตามที่ออกมายืนใกล้กับถนน ทั้งสามหนุ่มที่มาด้วยกันก็จะพร้อมใจกันชะลอรถจอด และรอให้สัตว์เดินถอยออกไปหรือไม่ก็ข้ามถนนไปอีกฝั่งให้เสร็จก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยากจะซึมซับภาพที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ ตรงหน้า และอีกส่วนที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือความปลอดภัย สัตว์ชนิดเดียวที่สามหนุ่มไม่ได้ชะลอจอดตอนที่เห็นมันยืนอยู่ข้างทางก็คือหมีดำ ซึ่งสำหรับคนที่นั่งซ้อนท้ายอยู่หลังสุดอย่างเรา ก็คิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

Alaska Highway Alaska Highway Alaska Highway ยุง

Alaska’s Unofficial State Bird

สัตว์ปีกประจำรัฐอย่างไม่เป็นทางการ

ว่ากันว่านอกจากป้ายบอกทางข้างถนนที่บอกให้รู้ว่าใกล้ถึงอะแลสกาแล้ว ก็มีกองทัพยุงนี่แหละที่เป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญ ที่จริงเราก็พอจะได้ยินมาบ้างว่าอะแลสกามียุงเยอะ แต่ตอนนั้นก็คิดว่าไม่น่าจะห่วงอะไรมาก ยุงอะแลสกาหรือจะสู้ยุงในสวน (ต้น) ยางแถวทางใต้ของบ้านเราได้

แหม คนอย่างเราเนี่ยต้องเรียกว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริงๆ

วันสุดท้ายก่อนข้ามชายแดนจากแคนาดาไปอะแลสกา ในระหว่างรอสามหนุ่มเติมน้ำมันมอเตอร์ไซค์ เราก็เดินลงไปยืดเส้นยืดสาย และอยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหึ่งๆ รอบตัวแล้วก็เห็นจุดสีดำเล็กๆ ลอยอยู่ตรงหน้า ตอนแรกเรานึกว่าแมลงหวี่แมลงวัน แต่พอลองเพ่งดูถึงได้รู้ว่าเป็นยุงทั้งฝูง เป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆ ที่เห็นยุงแล้วรู้สึกขนลุก เพราะมันเยอะมากซะจนเรารู้สึกเหมือนโดนตามล่า ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าวันนั้นเราไม่ได้ใส่เสื้อผ้าปกปิดมิดชิดจะโดนกัดยับเยิบขนาดไหน

เรามาค้นข้อมูลทีหลังก็พบว่าอะแลสกามียุงมากถึง 35 สายพันธุ์ แต่มีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่กินเลือดคน ฤดูพีกของยุงคือช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศอบอุ่นที่สุดของอะแลสกา และแน่นอนว่าเป็นช่วงเดียวกับที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวแถวนั้นกันเยอะ ทีนี้การเกิดมาเป็นยุงขั้วโลกทำให้เลือดสดๆ เป็นอาหารที่หาได้ยาก พอมีเหยื่อตัวใหญ่อย่างเราโผล่เข้าไป ยุงทุกตัวก็พุ่งดิ่งเข้ามาแบบหิวกระหายมาตลอดชีวิต มากันเยอะเป็นฝูงจนถึงขนาดที่มองเห็นเป็นจุดสีดำๆ เป็นแผงคล้ายผ้าตาข่าย และเยอะถึงขนาดที่มีการแซวกันขำๆ กันในวงฝรั่งว่า หรือที่จริงแล้วรัฐอะแลสกาจะมียุงเป็นสัตว์ประจำรัฐกันแน่

Alaska Highway พระอาทิตย์ตก

Welcome to Alaska!

“ยินดีต้อนรับสู่อะแลสกา” เราเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ ตม. ฝั่งรัฐอะแลสกาน่าจะพูดทักทายไปตามมารยาท แต่ตอนที่ได้ยินประโยคนั้น สามหนุ่มพร้อมใจกันส่งเสียงเฮดังลั่นด่าน จนเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่รอบๆ ตกใจ

การ ‘พิชิต’ อะแลสกาไฮเวย์อาจจะไม่ใช่ความฝันของเรา แต่การได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำความฝันให้เป็นจริงของคนข้างๆ มันก็ทำให้รู้สึกดีไปอีกแบบนะ 🙂

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load