เพื่อนร่วมทาง

ทริปมอเตอร์ไซค์ขึ้นเหนือลงใต้ของเราทริปนี้ นอกจากจะมีเรากับคริสเตียนเป็นตัวหลักในการเดินทางตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว ยังมีทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่อีกหลายคนที่เข้ามาร่วมตกระกำลำบากด้วยกันเป็นระยะ จะสั้นยาวมากน้อยก็แล้วแต่จังหวะและโชคชะตาของทั้งสองฝ่าย

เพื่อนกลุ่มแรกที่มาตะลุยอเมริกาเหนือกับเรา เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดทริปนี้มาด้วยกันตั้งแต่ที่เชียงใหม่ นั่นก็คือ ‘ลี’ (Lee) รูมเมทของคริสเตียนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และ ‘อาร์เจ’ (RJ) เพื่อนที่รู้จักกันจากการร่วมงาน และคุยกันถูกคอจนตกกระไดพลอยโจนมากับพวกเราด้วย

  • สีแดง – จุดนัดพบ (Banff, Alberta Canada)
  • สีเขียว – จุดเริ่มต้นของเรากับคริสเตียน (Colorado, USA)
  • สีเทา – จุดเริ่มต้นของลี (Texas, USA)
  • สีส้ม – จุดเริ่มต้นของอาร์เจ (Toronto, Canada)

ก่อนเริ่มทริป เรา 4 คนเดินทางออกจากประเทศไทยและแยกย้ายกันไปเตรียมตัว หลังจากนั้นต่างคนก็ออกเดินทางจากบ้านตัวเองเพื่อมาพบกันที่เมืองแบมฟ์ (Banff) ในประเทศแคนาดา โดยเรากับคริสเตียนออกมาจากรัฐโคโลราโด (จุดสีเขียว) ลีออกมาจากรัฐเท็กซัส (จุดสีเทา) ส่วนอาร์เจก็ออกมาจากเมืองโตรอนโต (จุดสีส้ม) ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

ครบทีมที่แบมฟ์ : จากซ้ายไปขวา เรา, คริสเตียน, ลี และ อาร์เจ

 

ครบทีมที่แบมฟ์ (Banff, Alberta Canada)

9 กันยายน 2015

ช่วงสายของวันที่ 9 เรา 4 คนมาพบกันพร้อมหน้าพร้อมตาที่จุดนัดหมาย ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ออกทริปมอเตอร์ไซค์ด้วยกัน แต่เรารู้สึกได้ว่าทุกคนมีความตื่นเต้นและกระตือรือร้น ส่วนเราก็เองก็กังวลอยู่บ้าง เพราะเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม ความอึดในการเดินทางระยะยาวคงจะสู้ 3 หนุ่มไม่ได้แน่ อีกอย่างเรื่องห้องน้ำห้องท่าก็มีเค้าว่าจะวุ่นวายกว่าชาวบ้าน ก่อนจะเริ่มออกเดินทางด้วยกันวันนั้น ก็เลยบอกกันล่วงหน้าว่าถ้าคริสเตียนจอดให้เราเข้าห้องน้ำ ลีกับอาร์เจก็ขี่รถไปต่อกันก่อนได้เลย และเราสองคนจะขี่ตามไปทีหลัง… แต่ถึงจะบอกกันไว้แบบนั้น สุดท้ายแล้วทุกคนก็จอดรอเราอยู่ดี

การเดินหาพุ่มไม้ในป่าริมทางเพื่อปลดเบาในขณะที่มีผู้ชาย 3 คนยืนรอมันไม่สนุกเอาซะเลยจริงๆ

หลังกินอาหารเที่ยงมื้อใหญ่ด้วยกันเสร็จเรียบร้อย เราพากันออกมาเตรียมตัวเพื่อออกเดินทาง เสื้อกั๊กสีดำที่อาร์เจใส่ซ้อนเสื้อยืดในภาพด้านบนนี้ เป็นเสื้อกั๊กทำความร้อน (Heated Vest) ด้านในมีสายไฟเส้นเล็กๆ ยึดติดไว้ตามส่วนต่างๆ ของเสื้อ ตรงชายเสื้อก็มีหัวแจ็กสำหรับต่อกับแบตเตอรีของมอเตอร์ไซค์ และมีรีโมตอันเล็กห้อยติดกับเสื้อเพื่อให้ปรับระดับความร้อนได้

ตอนนั้นลีและอาร์เจมีแผนจะร่วมทริปกับเราสองคนไปจนถึงอะแลสกา และเดินทางลงใต้มาด้วยกันจนถึงแวนคูเวอร์ หลังจากนั้นอาร์เจจะจอดรถทิ้งไว้ที่โรงรถเช่าและบินกลับประเทศไทย ส่วนลีตั้งใจจะเดินทางลงมาด้วยกันจนสิ้นสุดประเทศเม็กซิโก และอาจจะกลับมาร่วมทริปในทวีปอเมริกากลางอีกครั้งถ้าเป็นไปได้  

 

Trans-Canada Highway: Banff-Jasper

มุ่งหน้าสู่แจสเปอร์

เส้นทางที่เราใช้ในบ่ายนี้ชื่อว่าทรานส์แคนาดา เป็นทางหลวงที่ตัดผ่านอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ (Banff National Park) ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศแคนาดา วิวสองข้างทางเป็นต้นไม้เขียวทึบ เราสังเกตเห็นป้ายเตือนให้ระวังหมีข้ามถนนอยู่เป็นระยะ แต่หยิบกล้องออกมาเก็บภาพไม่ได้เพราะมีฝนตกปรอยๆ ตลอดเส้น

ยิ่งระยะเวลาผ่านไป อุณหภูมิรอบตัวก็ลดลงเรื่อยๆ และฝนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หันไปมองวิวข้างทางก็เริ่มเห็นเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมอยู่บนยอดประปราย จากที่รู้สึกหนาวแค่ภายนอก สีขาวของหิมะทำให้เรารู้สึกถึงความหนาวจากข้างใน  เสื้อทำความร้อนของเราก็ถูกพับเก็บเอาไว้อย่างแน่นหนาในกล่องข้างรถ เพราะคิดเอาเองว่าคงยังไม่จำเป็นต้องใช้จนกว่าจะเข้าเขตอะแลสกา จะให้มาจอดรื้อกระเป๋าในขณะที่ทุกคนกำลังเร่งหนีฝนในตอนนี้ก็คงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ตอนนั้นเราได้ยินเสียงในหัวตัวเองชัดเลยว่า ตายแน่ ออกมาไม่ถึงชั่วโมงเราก็หนาวจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว หรือเราจะไปไม่ถึงอะแลสกาอย่างคนอื่นเขา หรือเราจะได้ซื้อตั๋วบินกลับไทยก่อนกำหนด… แต่ก่อนที่เราจะคิดอะไรฟุ้งซ่านไปมากกว่านั้น ลีที่กำลังขี่รถนำอยู่ด้านหน้าสุดก็ยกมือทำสัญญาณให้จอดที่จุดพักรถด้านหน้า และส่งเสียงครืดคราดมาตามวิทยุว่า “หนาวจะตายอยู่แล้ว! จอดก่อน!”

ปกติเราก็คิดว่าลีเป็นคนที่เสียงหล่อและเหมาะจะไปเป็นดีเจมากอยู่แล้ว แต่เรามั่นใจว่าไม่มีวันไหนที่เราจะรักเสียงลีได้มากกว่าวันนั้นแน่ๆ

 

It is a big and beautiful world…”

ระหว่างที่เราจอดรถ หิมะก็เริ่มตกโปรยปรายลงมา แต่เพราะอากาศยังไม่เย็นจัด เกล็ดหิมะเลยละลายกลายเป็นหยดน้ำทันทีที่สัมผัสพื้นถนน ผืนน้ำสีฟ้าสดตรงหน้าราบเรียบคล้ายแผ่นกระจก ภูเขาที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังก็สูงใหญ่ซะจนต้องแหงนมอง

ภาพที่เห็นทำให้เราลืมความหนาวและลงมายืนจ้องวิวตรงนี้นิ่งๆ อยู่นาน ตอนนั้นหัวใจมันพองโตคับแน่นอยู่ในอกจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นชัดมาก ความรู้สึกเต็มตื้นผสมกับความฮึกเหิมตีขึ้นมาอย่างรุนแรงจนต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ และผ่อนออกให้ช้าที่สุด เพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมา

วันนั้นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติตรงหน้าทำให้เรารู้สึกเป็นครั้งแรกจริงๆ ว่าเราเป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ และนั่นก็น่าจะเป็นครั้งแรกที่การถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเล็กลงเป็นเรื่องที่ดี

รูปวิวทะเลสาบและภูเขาด้านบนเป็นรูปที่เราได้มาจากกล้องมือถือลี ส่วนรูปต้นไม้เขียวทึบนี้เราเป็นคนถ่ายเก็บเอาไว้ เพราะในระหว่างที่เรากำลังยืนทำซึ้งอยู่คนเดียว ลีก็จอดรถและวิ่งข้ามถนนไปยิงกระต่ายในป่าฝั่งตรงข้าม แล้วจู่ๆ ก็วิ่งหน้าเริ่ดออกมาและตะโกนข้ามฝั่งมาว่า “หมี! เจอหมีด้วย!” เท่านั้นเองคริสเตียนกับอาร์เจก็ทิ้งรถข้ามถนนไปดูกันด้วยความสนใจ โดยมีเราอาสาจะยืนเฝ้ารถให้ เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอยากจะไปดูหมีในป่านั่นกับเขาด้วยรึเปล่า

ก่อนเดินข้ามไปอาร์เจหยิบสเปรย์ไล่หมีหรือ ‘Bear Spray’ พกติดตัวไปด้วย รายนี้แกเป็นเจ้าถิ่น ก็เลยเตรียมตัวมาพร้อมกว่าทุกคนในกลุ่ม เราเองก็เพิ่งเคยเห็นเจ้าสเปรย์ที่ว่านี่เหมือนกัน อาร์เจอธิบายให้ฟังทีหลังว่า แบร์สเปรย์มีไว้ฉีดไล่หมีในกรณีที่เราเกิดเดินดุ่มๆ ไปเจอกับหมีโดยบังเอิญ น้ำยาที่พ่นออกมาจะทำให้หมีรู้สึกระคายเคืองตาและจมูก และมันจะไม่เดินตามเรา

ในขณะเดียวกัน ถ้าเราฉีดแบบไม่ดูทิศทางลม สภาพอากาศ หรือแม้แต่ฉีดในระยะที่ไกลเกินไป สเปรย์ที่ว่าก็อาจจะไม่ได้ผล แถมยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้หมีรู้สึกรำคาญหรือโมโหร้าย และอยากจะวิ่งไล่ตามเรามากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ที่หักมุมยิ่งกว่านั้นก็คือตัวกระป๋องใส่สเปรย์เองก็มีกลิ่นที่เรียกหมีให้ออกมาหาเราอีกด้วย

จนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการพกสเปรย์ของอาร์เจ จะทำให้อาร์เจรอดจากการโดนหมีตะปบได้จริงๆ รึเปล่า

หลังจาก 3 หนุ่มรอดชีวิตจากการดูหมีและข้ามถนนกลับมาที่รถ ลีกับเราก็เปิดกล่องข้างเพื่อรื้อเอาเสื้อกั๊กทำความร้อนออกมาใส่ ตอนนั้นมอเตอร์ไซค์ของเรายังไม่มีสายต่อกับหัวแจ็กของเสื้อ คริสเตียนเลยต้องถอดเบาะออกมาแล้วเริ่มต่อวงจรกันใหม่ ในระหว่างที่รอ ลีก็บอกให้เราเอาเสื้อไปต่อเข้ากับแบตเตอรีของรถลีแก้หนาวไปพลางๆ

จากประสบการณ์วันนี้ ทำให้เราได้รู้ว่าลีกับอาร์เจมีระดับความทนต่ออากาศหนาวพอๆ กับเรา ส่วนคริสเตียนที่เกิดและโตในโคโลราโด รัฐที่ขึ้นชื่อเรื่องความหนาวเย็น ต่อให้เรา 3 คนโอดครวญเรื่องความหนาวกันมากแค่ไหน คริสเตียนก็ยังรู้สึกว่า ‘เย็นสบาย’

ระยะทางจากแบมฟ์ไปจนถึงแจสเปอร์อยู่ที่ประมาณ 280 กิโลเมตรกว่าเท่านั้นเอง แต่เรา 4 คนน่าจะใช้เวลาในการเดินทางรวมแล้วประมาณ 4 ชั่วโมง เพราะถนนสายนี้เป็นถนนเลียบภูเขา ที่มีทั้งความคดเคี้ยวและความชัน แถมช่วงที่ขึ้นสูงมากๆ ก็เจอทั้งลมและฝนกระหน่ำ กว่าจะได้พักหายใจหายคอกันก็ตอนที่ขี่มาแล้วเกือบ 3 ชั่วโมง

1 ชั่วโมงหลังจากนั้นสภาพถนนและสภาพอากาศดีขึ้น แต่ความหนาวและความมืดทำให้ทุกคนล้าและอยากจะจอดพักยาวเต็มที โชคยังดีที่เมื่อผ่านเข้าเขตของแจสเปอร์มาได้ไม่นานเราก็เจอรีสอร์ตย่านชานเมือง เลยพร้อมใจกันเลี้ยวเข้าไปหาที่พักทันที

คืนนั้นเราได้ฉลองการเริ่มทริปแบบพร้อมหน้าพร้อมตาคืนแรกในกระท่อมเล็กๆ ด้วยกัน มีพิซซ่าที่สั่งมาจากร้านอาหารในเมืองและเครื่องดื่มแก้หนาวจากรีสอร์ต หลังจากอิ่มท้องก็นั่งคุยเรื่องแผนของวันรุ่งขึ้นแบบพอหอมปากหอมคอ ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน

 

จุดสุดท้ายก่อนขึ้นอะแลสกาไฮเวย์ (Alaska Highway)

Jasper, Alberta-Dawson Creek, British Columbia

เช้าวันนี้มีเป้าหมายที่ดอว์สันครีก (Dawson Creek) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นหรือที่เรียกกันว่า ‘Zero Milepost’ ของอะแลสกาไฮเวย์ ระยะทางรวมอยู่ที่ 524 กิโลเมตร ประเมินคร่าวๆ ว่าน่าจะใช้เวลาในการเดินทางรวมเวลาหยุดพักทั้งหมดประมาณ 7 เกือบ 8 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางแบบเต็มวัน และสิ่งที่เราควรจะทำก็คือการเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้า แต่ด้วยอานุภาพของพิซซ่าและความอบอุ่นของเตียง ทำให้ทุกคนพร้อมใจกันนอนตื่นสาย และกว่าจะพากันออกมาได้ก็กินเวลาเข้าไป 10 โมงเช้าแล้ว  

สภาพอากาศของวันนี้มีความขมุกขมัวชวนให้นอนอ่านหนังสือพักผ่อนอยู่กับบ้านมากที่สุด ซ้ำร้ายเรายังลืมชาร์จแบตฯ กล้องถ่ายรูป จากที่ปกติเราใช้การถ่ายรูปมาเป็นกิจกรรมทำแก้ง่วงระหว่างเดินทางได้ วันนี้ก็ต้องเลือกเปิดหน้ากล้องและถ่ายเฉพาะภาพที่คิดว่าควรจะถ่าย สลับกับต้องคอยเปิดหน้าหมวกกันน็อกเพื่อให้ลมเย็นๆ เข้ามาปะทะหน้า จะได้ไม่เผลอหลับในและมีอาการเงิบหงายหลังไปซะก่อน

จะว่าไปแล้วการไม่ต้องถ่ายรูปในระหว่างเดินทางก็มีข้อดีอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะช่วงเดินทางขึ้นเหนือเราใส่ถุงมือ 2 ชั้นกันทั้งลมและฝน ความหนาของถุงมือทำให้กดชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปได้ไม่ถนัด แรกๆ ก็เลยใช้วิธีถอดถุงมือข้างขวาออกเพื่อถ่ายรูป และต้องรีบใส่กลับทันทีเพราะทนหนาวไม่ไหว ซึ่งการใส่ๆ ถอดๆ แบบนี้ทำให้ผิวตรงข้อมือและข้อนิ้วเกิดอาการแห้งจนแตก และตามมาด้วยอาการคันและแสบแบบชวนให้รำคาญใจ

อีกประเด็นก็คือเรื่องของความปลอดภัย โดยเฉพาะถ้าเมื่อไหร่ที่คริสเตียนแอบเห็นมือเปล่าๆ ของเราจากกระจกข้างรถในระหว่างที่เดินทางกันอยู่ คริสเตียนก็จะใช้ช่วงเวลาในการจอดรถพักขามาอบรมเราเรื่องการรักษาความปลอดภัยระหว่างการซ้อนท้ายรถเป็นการใหญ่ บางครั้งถึงกับหยิบมือถือมาเปิดอินเทอร์เน็ตหาภาพมือเยินๆ ที่เกิดจากอุบัติเหตุรถล้มมาให้เราดู สุดท้ายเราก็เลยต้องพยายามฝึกกดชัตเตอร์ทั้งถุงมือให้ถนัดจนได้

 

“ยิ้มหน่อย”

ชุดที่เราใส่อยู่ในวันนี้มีทั้งหมด 5 ชั้น เริ่มจากชั้นในสุดเป็นเสื้อฮีทเทค (Heattech) เสื้อแขนยาวผ้าวูล (Wool) เสื้อกั๊กทำความร้อน (Heated Vest) เสื้อแจ็กเก็ตมอเตอร์ไซค์แบบมีเกราะ และเสื้อกันฝน ส่วนใต้หมวกกันน็อกก็เป็นผ้าวูลที่ใช้ปิดหน้า ซึ่งช่วยกันไม่ให้ลมเย็นๆ เข้ามาปะทะหน้าจนแสบและชาจนขยับปากพูดไม่ได้

รูปด้านบนเป็นฝีมือการถ่ายรูปของอาร์เจ ที่ยกกล้องค้างและพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกกับเราว่า “ยิ้ม ยิ้มหน่อย” ซึ่งความจริงแล้วตอนนั้นเราก็กำลังยิ้มจนปากจะฉีกอยู่แล้วนะ แต่รูปมันออกมาได้แค่นี้จริงๆ

ข้อดีของการเดินทางกับ 3 หนุ่มกลุ่มนี้คือ มีเรื่องแปลกๆ มาคุยกันได้ทุกที่ทุกเวลา อาจจะเป็นเพราะสายงานที่คล้ายกันในความเนิร์ด (คริสเตียน-วิศวกร, อาร์เจ-ทนาย, ลี-โปรแกรมเมอร์) ไม่ว่าจะเป็นตอนจอดรถพักขา จอดกินข้าว หรือจอดเติมน้ำมัน 3 หนุ่มก็หาอะไรมาคุยกันเรื่อยเปื่อยได้ไม่รู้จบ เช่น ลีเป็นคนยกปัญหาเรื่องป่าแอมะซอนโดนรุกรานขึ้นมาพูด อาร์เจก็สนใจตามประสาเเคนาเดียนรักโลก แล้วก็หาข้อมูลว่าตอนนี้ป่าแอมะซอนเหลือพื้นที่ที่ไม่ได้ครอบครองโดยเอกชนอยู่กี่เปอร์เซ็นต์กันแน่

แวะกินข้าวช่วงบ่ายก็ยังคุยกันเรื่องป่าแอมะซอนไม่จบ คริสเตียนเสนอว่าลีกับอาร์เจควรจะลงมาเจอเรากับคริสเตียนที่อเมริกาใต้ เพื่อไปล่องเรือในป่าแอมะซอนด้วยกัน และจะได้เห็นกับตากันไปเลยว่าสภาพป่าแอมะซอนปัจจุบันเป็นยังไง

 

“เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม… “

เรากับคริสเตียนตัดสินใจไม่ซื้อบลูทูธติดหมวกกันน็อก เพราะเราอยากฟังเพลงไปด้วย ส่วนคริสเตียนก็อยากฟังเสียงลมและเสียงเครื่องยนต์ตามประสาคนรักมอเตอร์ไซค์ แต่เวลาเห็นวิวสวยๆ ตาคนขับเขาก็อยากจะชี้ชวนให้เราดู  โดยลืมคิดไปว่าเราเองก็เห็นวิวเดียวกันตั้งแต่แรก และกำลังตั้งท่ายกกล้องถ่ายรูปอยู่ด้วยเหมือนกัน… พอเรากด ‘แชะ’ เราก็เลยได้มือคริสเตียนมาบังวิวอย่างในรูปพวกนี้แทน

ถ้ามันเกิดครั้งสองครั้งก็คงไม่เท่าไหร่ แต่พอเป็นแบบนี้บ่อยๆ เข้า เราก็เลยต้องมาตกลงกันใหม่ว่า วันหลังเวลายูเห็นอะไรสวยๆ และอยากชี้ให้ดู ก็ช่วยเอามือตีขาเราแทนได้ไหม ไม่ต้องเอามือมาชี้นกชี้ไม้หรอก เพราะมันบังกล้อง (โว้ย)

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

“วันนี้เราจะเดินเท้าเข้าป่าประมาณสี่สิบห้านาที ระหว่างทางจะต้องข้ามแม่น้ำทั้งหมดสามครั้ง ด้วยการเกาะเชือกข้ามไปทีละคน แล้วเดินต่อจนถึงหน้าถ้ำ การสำรวจภายในถ้ำจะมีทั้งการว่ายน้ำ ไต่หิน และแทรกตัวผ่านช่องว่างของหินที่เล็กและแคบจนแทบจะผ่านไปไม่ได้ บางจุดอาจจะเป็นพื้นแห้ง บางจุดระดับน้ำอาจขึ้นสูงจนปิดทาง และอาจจะต้องกลั้นหายใจลงใต้น้ำเพื่อแทรกตัวผ่านไป 

“ตลอดสามชั่วโมงครึ่งในถ้ำ เราจะมีเพื่อนเป็นแมงมุม ค้างคาว ปู ปลา ความมืด กับโครงกระดูกอายุนับพันปี ถ้าคุณกลัวความสูง ความมืด ที่แคบ นี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการในทริปนี้ คุณยังมีเวลาที่จะถอนตัว รถตู้ที่จอดรออยู่จะพาคุณกลับไปส่งที่โรงแรมทันที ถ้าหากคุณเดินเข้าป่าไปกับเราและเปลี่ยนใจก่อนเข้าถ้ำ คุณต้องเดินย้อนกลับมานั่งรอตรงนี้จนกว่าทุกคนจะออกมาจากถ้ำ และถ้าหากคุณตัดสินใจเข้าไปในถ้ำกับเราแล้ว ทางออกเดียวของคุณก็คือการเดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้น… ” 

เรายืนฟังไกด์พูดด้วยความรู้สึกสองจิตสองใจ หันไปมองเพื่อนร่วมกลุ่มทัวร์จากหลายชาติอีก 5 คนแล้วก็ชักจะกังวล เพราะมีแค่เราคนเดียวเท่านั้นที่ใส่เสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง ในขณะที่ทุกคนดูกระตือรือร้นและพร้อมลุยกันหมด

เมื่อกี้เขาบอกว่าอะไรนะ ถอนตัวตอนนี้ยังทันใช่ไหม…

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize

-1-

ซาน อิกนาซิโอ, เบลีซ 

หนังสือ Sacred Places of a Lifetime ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 2008 ได้เลือกถ้ำอัคตุน ตูนิชิล มัคนาล (Actun Tunichil Muknal) หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าถ้ำเอทีเอ็ม (ATM) ของประเทศเบลีซให้เป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของโลก คริสเตียน-เพื่อนร่วมทริปมอเตอร์ไซค์ของเรา เป็นหนึ่งในคนที่อ่านหนังสือเล่มนั้นจบ แล้วเลือดของความเป็นแฟนพันธุ์แท้อินเดียน่า โจนส์ ก็พลุ่งพล่าน เจ้าตัวเลยตั้งใจแน่วแน่ว่าสักวันหนึ่งจะต้องไปเยือนถ้ำนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต

ซึ่ง ‘สักวันหนึ่ง’ ที่ว่าก็อยู่ไม่ไกลเลย เมื่อเราสองคนเดินทางมาจนถึงชายแดนระหว่างประเทศเม็กซิโกกับประเทศเบลีซ 

ในระหว่างนั่งรอเอกสารข้ามชายแดน คริสเตียนเล่าให้เราฟังคร่าวๆ ว่า ถ้ำเอทีเอ็มเป็นถ้ำเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่ชาวมายันใช้ทำพิธีกรรมบูชาเทพเจ้า นักสำรวจค้นพบถ้ำนี้โดยบังเอิญเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งจากหลักฐานสภาพแวดล้อมและโบราณวัตถุที่พบในถ้ำ ก็ทำให้เชื่อกันว่าตัวถ้ำถูกปิดตายจากโลกภายนอก และไม่เคยมีใครแตะต้องเลยตลอดหนึ่งพันปีที่ผ่านมา 

ถ้ำเอทีเอ็มตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนใกล้เมืองซาน อิกนาซิโอ (San Ignacio) ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 300 กิโลเมตร บ่ายวันนั้นเราจึงบึ่งรถจากชายแดนตรงเข้าไปพักที่ซาน อิกนาซิโอ เพื่อจะติดต่อบริษัททัวร์ที่พาเราไปสำรวจถ้ำให้เร็วที่สุดได้ เพราะช่วงที่เราไปเป็นช่วงต้นเดือนมิถุนายนซึ่งกำลังจะเข้าหน้าฝนของเบลีซ ถ้าหากน้ำสูงจนปิดปากถ้ำก็จะเข้าชมไม่ได้จนกว่าจะหมดหน้าฝนในเดือนพฤศจิกายน 

“ไกด์ที่มีใบอนุญาตให้นำทางเข้าถ้ำเอทีเอ็มมีอยู่ทั้งหมดยี่สิบคน แต่ละคนจะนำทางนักท่องเที่ยวเข้าได้ครั้งละหกคน และในหนึ่งวันจะจำกัดคนเข้าถ้ำไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน เดี๋ยวคุณลงชื่อเอาไว้ก่อนแล้วกัน ถ้าเผื่อเย็นนี้มีใครยกเลิก ผมจะรีบโทรไปบอก”

คนอื่นเขาจองทัวร์กันมาล่วงหน้าหลายอาทิตย์ค่ะ แต่เราตารางไม่แน่นอนเลยต้องอาศัยดวงหน้างาน และถือว่ายังมีโชคอยู่บ้างที่ทัวร์ชุดแรกของเช้าวันถัดไปมีที่ว่างสองที่ คืนนั้นบริษัททัวร์ส่งอีเมลมาให้สั้นๆ ว่าให้ใส่ชุดและรองเท้าที่คล่องตัวในน้ำ ให้เตรียมน้ำดื่มหนึ่งขวดกับถุงเท้าหนึ่งคู่ และห้ามพกกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอบันทึกภาพใดๆ เข้าไปด้วยเด็ดขาด

เราอ่านแล้วก็เดาเอาตามประสา ว่าเขาอาจจะมีตากล้องประจำที่คอยถ่ายรูปเราแล้วมาขายให้ทีหลัง หรือไม่ก็อาจจะมีแพ็กเกจให้เลือกซื้อว่า ถ้าจะให้ตากล้องคอยตามถ่ายรูปเราโดยเฉพาะก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม คริสเตียนเดาว่าอาจจะเคยมีคนไปทำท่าทางถ่ายรูปแบบไม่ให้เกียรติสถานที่ หรือชาวมายันอาจจะถือ ฯลฯ เรียกว่าก็เดากันไปต่างๆ นานา แต่ตอนนั้นเรามั่นใจว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีรูปติดไม้ติดมือกลับมาเป็นที่ระลึกแน่นอน แต่จะเป็นรูปจากช่องทางไหนเท่านั้นเอง 

-2-

เซอร์จิโอ

รถตู้ของบริษัททัวร์มารับเราสองคนตั้งแต่ 7 โมงเช้า หลังจากนั้นก็ไปแวะรับแขกคนอื่นๆ จากโรงแรมอีก 4 แห่ง และพาเราทั้งหมดออกนอกเมืองไปสู่ถนนลูกรังเส้นเล็กๆ วิวต้นไม้ข้างทางแทบจะเหมือนอยู่ขับรถอยู่ในเขตอุทยานบ้านเรา 

ระหว่างทางที่นั่งหัวสั่นหัวคลอนกันไป เซอร์จิโอ ไกด์นำทางก็ชวนแนะนำตัวสร้างความคุ้นเคย สมาชิกที่อยู่บนรถกับเรามีทั้งมาจากแคนาดา อังกฤษ สหรัฐฯ และสวีเดน ทุกคนอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20 – 30 ปี มีเราคนเดียวที่ว่ายน้ำไม่เป็นและไม่เคยเข้าถ้ำมาก่อน 

“ดีแล้ว ทุกคนจะได้มารุมกันช่วยคุณไง” เซอร์จิโอคงพยายามจะช่วยปลอบใจ แต่เราว่าทางที่ดีอย่าให้ต้องมีอะไรให้ใครมาช่วยเลยจะดีกว่า 

แนะนำตัวกันครบแล้ว เพื่อนใหม่ชาวสวีเดนก็ถามถึงเหตุผลที่โดนห้ามไม่ให้เอากล้องถ่ายรูปเข้าไปในถ้ำ เซอร์จิโอบอกว่า เมื่อ 6 ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวทำกล้องถ่ายรูปหลุดมือ และตกลงบนกะโหลกอายุ 1,400 กว่าปี ทำให้กะโหลกทะลุเป็นรูและซ่อมแซมไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาจึงมีกฎห้ามไม่ให้นักเที่ยวนำกล้องถ่ายรูปหรืออุปกรณ์บันทึกภาพใดๆ เข้าไปอีกเลย ไกด์ที่นำทางนักท่องเที่ยวเข้าไปวันนั้นก็โดนถอนใบอนุญาต และโดนปรับเป็นเงินกว่า 5,000 เหรียญฯ

เราก็ได้แต่บ่นงึมงำว่าน่าเสียดาย ว่าแล้วก็มีคนหันไปถามเซอร์จิโอต่อว่า นักท่องเที่ยวล่ะ โดนทำโทษบ้างไหม หนักสมกับความผิดที่ทำลงไปหรือเปล่า 

เซอร์จิโอตะโกนแข่งกับเสียงรถกลับมาว่า “ไปโทษนักท่องเที่ยวไม่ได้หรอกคุณ ต้องโทษคนของเรานี่แหละ บ้านเรา ทรัพยากรเรา เราก็ต้องปกป้องดูแล คนมาเที่ยวเขาไม่รู้หรอกว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ จิตสำนึกการท่องเที่ยวที่ดีต้องเริ่มจากเราที่เป็นเจ้าบ้าน คนที่มาเขาถึงจะเคารพและทำตาม”

แล้วเซอร์จิโอก็เล่าให้ฟังต่อว่า 2 – 3 ปีก่อนหน้านั้นมีนักท่องเที่ยวไปดำน้ำและหักปะการังกลับมา พอนั่งเรือเข้าฝั่งก็เจอเจ้าหน้าที่มารอรับจับกลับไปด้วยกันเลย นักท่องเที่ยวโดนเชิญไปตักเตือนและยกเลิกวีซ่า ส่วนไกด์ก็โดนยกเลิกใบอนุญาตและติดคุก 5 ปี 

“จะมาอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ ก็เราเป็นคนพาเขาไป ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ต้องติดคุกจนกว่าปะการังจะงอกใหม่เท่าเดิม” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : CarlosVanVegas via Flickr, CC BY 2.0

-3- 

ตัดสินใจ

ทันทีที่รถตู้จอดสนิท เซอร์จิโอก็รีบกระโดดลงจากรถอย่างรวดเร็ว หมวกนิรภัยพร้อมไฟฉายแบบคาดศีรษะถูกแจกจ่ายให้กับทุกคน เราได้เสื้อชูชีพสีสดมาด้วยอีกหนึ่งตัว หลังจากนั้นเซอร์จิโอก็แจ้งเรื่องกิจกรรมที่จะทำกันในวันนั้นให้อย่างละเอียด 

เราลังเลจนวินาทีสุดท้าย เพราะไม่อยากไปเป็นภาระกับคนอื่นๆ กระเป๋าเป้ของเราที่ฝากเอาไว้ในรถตู้มีหนังสือติดมาด้วย 2 เล่ม เพราะลึกๆ เรายังคิดว่าถ้าเปลี่ยนใจไม่ไป ก็จะกลับมานั่งอ่านหนังสือรอทุกคนที่ลานจอดรถ

“ยูอาจจะเข้าไปแล้วไม่ชอบและอาจจะไม่มีวันเข้าถ้ำไหนอีกเลยก็ได้ แต่ถ้าถ้ำนี้จะเป็นถ้ำเดียวและถ้ำสุดท้ายที่ยูเข้าไปดูในชีวิตนี้ อย่างน้อยมันก็เป็นถ้ำที่ดีที่สุดถ้ำหนึ่งของโลกเลยนะ” 

เราว่าคริสเตียนต้องไปคิดหาวิธีพูดจูงใจเรามาทั้งคืนแน่ๆ มันถึงฟังแล้วชวนคล้อยตามได้ขนาดนี้ เรายื่นมือรับหมวกกับไฟฉายมาใส่และเดินไปให้เซอร์จิโอเช็กอุปกรณ์อีกครั้ง ในระหว่างนั้นก็มีรถตู้เข้ามาอีกหนึ่งคัน เซอร์จิโอหันมาบอกทุกคนทันทีว่าให้เร่งมือ เพราะเราจะได้เป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปในถ้ำวันนี้ 

“แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนเป็นมนุษย์คนแรกที่ค้นพบถ้ำศักดิ์สิทธิ์นี้เลย” 

ว่าแล้วทุกคนก็พร้อมใจกันออกเดินทางกันทันที เส้นทางเดินจากลานจอดรถไปหน้าถ้ำเป็นเส้นทางเลียบแม่น้ำในป่าที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เราเดินกันไปได้ไม่ถึง 10 นาที อยู่ๆ เซอร์จิโอก็กระโดดตู้มลงน้ำ จนเราเข้าใจว่าเดินพลาดตกน้ำไปเอง 

แต่เมื่อวิ่งตามไปดูถึงได้เห็นเซอร์จิโอยืนอยู่กลางสายน้ำเชี่ยวกรากที่สูงขึ้นมาถึงหน้าอก มือทั้งสองข้างจับเชือกเส้นใหญ่ที่ผูกไว้กับต้นไม้จากฝั่งเราข้ามไปยังอีกฝั่ง แล้วก็หันมาพยักหน้าเป็นสัญญาณให้คนที่เหลือค่อยๆ ข้ามตามไป ทุกคนในกลุ่มน่าจะได้กินน้ำกันคนละอึกสองอึก แต่คงไม่มีใครได้กินน้ำเยอะเท่าเรา หลังจากนั้นก็ต้องข้ามแม่น้ำอีก 2 ครั้ง แต่ไม่ลำบากเท่าครั้งแรก เพราะถึงจะเป็นแม่น้ำที่กว้างกว่า แต่ระดับน้ำก็สูงแค่ประมาณเข่า จึงเดินข้ามกันสบายๆ โดยไม่ต้องใช้เชือก

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Deanna Keahey via Flickr, CCBY-ND2.0

-4-

เรามาเป็นแขก ไม่ใช่ผู้บุกรุก 

45 นาทีผ่านไป เราก็ไปถึงหน้าปากถ้ำ เซอร์จิโอให้ทุกคนเอาขวดน้ำที่พกมาไปทิ้งถังขยะที่แอบอยู่ข้างต้นไม้ และแยกย้ายกันไปหามุมทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ก่อนจะเรียกกลับมารวมกันที่หน้าถ้ำอีกครั้ง

“จากจุดนี้ไป เราต้องเป็นทีมเดียวกัน ไม่ว่าจะทำอะไร เราต้องอยู่เรียงกันเป็นแถวยาวและมารวมตัวกันเฉพาะเวลาที่ผมบอก จำให้ดีว่าคนที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังของคุณคือใคร ผมจะอยู่หัวแถว ถ้าผมบอกให้เหยียบหินก้อนไหน ก็ต้องเป็นหินก้อนนั้น ผมใช้มือจับก้อนไหน คุณก็ต้องจับก้อนนั้น คุณต้องคอยบอกต่อๆ กันไป ถ้าได้ยินไม่ชัดเจนให้ถามเพื่อความแน่ใจ เรารอทุกคนได้

“การเข้าไปในถ้ำของเราจะสร้างผลกระทบให้กับระบบนิเวศในถ้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการควบคุมให้มันเกิดขึ้นน้อยที่สุด ขอให้ทุกคนทำตัวเหมือนเป็นแขกไม่ใช่ผู้บุรุกนะครับ

“อ๋อ อีกอย่างคือถ้ำนี้น่ะศักดิ์สิทธิ์มากนะ ถ้าคุณแอบฉี่ตอนอยู่ในน้ำ มันจะเรืองแสงและทุกคนจะรู้ทันทีว่าเป็นคุณ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่บอกเสียก่อน” เซอร์จิโอพูดด้วยเสียงทีเล่นทีจริง ก่อนจะเดินนำหน้าทุกคนไปหย่อนตัวลงน้ำที่หน้าปากถ้ำ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

-5-

ประตูสู่โลกใต้พิภพ

น้ำสีเทอร์ควอยซ์หน้าถ้ำล้อกับแสงแดดจนเป็นประกาย ตัดกับความมืดมิดที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในจนเหมือนคนละโลก ทุกคนค่อยๆ หย่อนตัวลงน้ำตามเซอร์จิโอ เราเตรียมใจว่าน้ำน่าจะต้องเย็นจัด แต่ปรากฏว่าอุ่นสบายและใสจนมองเห็นแขนขาตัวเองได้ชัดเจน ความลึกน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 – 4 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดแล้วในทริปนี้ 

เราว่ายน้ำตามกันไปจนถึงบริเวณพื้นทรายราบที่มีลักษณะคล้าย ‘หาด’ อยู่ภายในถ้ำ เซอร์จิโอยืนรอทุกคนให้มาจนครบแล้วจึงทำสัญญาณมือให้ไปล้อมวงฟัง 

“ชาวมายันเชื่อในชีวิตหลังความตาย และเชื่อว่าถ้ำต่างๆ ในดินแดนของชาวมายันทั้งในประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา เบลีซ จะเชื่อมต่อกับโลกแห่งความตายที่อยู่ใต้พิภพ คุณอาจรู้จักถ้ำนี้ในชื่อเอทีเอ็ม แต่สำหรับชาวมายัน ถ้ำนี้มีชื่อว่าชิบัลบา (Xibalba) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับที่ชาวมายันใช้เรียกโลกหลังความตายด้วย” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Dennis Jarvis via Flickr, CC BY-SA 2.0

ผ่านบริเวณหาดทรายไปก็เป็นลำธารที่ไหลลอดผ่านถ้ำ ถึงน้ำจะสูงไม่มาก แต่ก็เป็นการเดินสวนกระแสน้ำ ตอนแรกยังไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไป แสงก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นความมืดสนิท แสงไฟฉายค่อยๆ ถูกเปิดขึ้น ทุกคนในทีมเคลื่อนไหวช้าลง และค่อยๆ ขยับเข้ามาอยู่ใกล้กันจนแทบจะจูงมือกันได้ 

จากปากถ้ำที่ดูกว้างใหญ่ ผนังของถ้ำก็แคบและเตี้ยลงเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ดูเหมือนเราเดินมาเจอทางตัน แต่เซอร์จิโอก็ค่อยๆ นั่งลง แทรกตัวผ่านหายไปทางร่องหินที่มีขนาดแคบและเล็กมาก จนไม่น่าเชื่อว่าคนทั้งคนจะแทรกผ่านไปได้ แขนเซอร์จิโอโผล่ออกมาและโบกเป็นสัญญาณให้ตามเข้าไปทีละคน เราตัวเล็กที่สุดในกลุ่มเพื่อนร่วมทางก็จริง แต่เสื้อชูชีพที่สวมอยู่ก็ทำให้ทุลักทุเลไม่น้อย จนสุดท้ายต้องถอดเสื้อและส่งผ่านไปก่อน เราถึงจะแทรกตัวผ่านช่องหินตามไปได้ 

หนึ่งในช่องหินที่ต้องแทรกตัวผ่านหลังจากนั้น เป็นช่องที่ความสูงอยู่เท่าระดับน้ำพอดี เซอร์จิโอบอกว่าขนาดของช่องหินที่อยู่ใต้น้ำจะกว้างกว่าด้านบน เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่สามารถลอดผ่านช่องบนไป ก็จะต้องกลั้นหายใจและกดตัวลงต่ำเพื่อแทรกตัวผ่านช่องที่อยู่ใต้น้ำไป อันนี้ถือเป็นโชคดีเล็กๆ ของเราเพราะเมื่อถอดเสื้อชูชีพออกแล้ว เราก็ผ่านทุกช่องได้แบบไม่มีรอยขีดข่วนมากนัก ที่ลำบากหน่อยน่าจะเป็นหนุ่มๆ ในกลุ่มรวมทั้งคริสเตียน เพราะติดไหล่จนต้องกดตัวลงจนแทบหายไปใต้น้ำเพื่อลอดผ่านไปให้ได้ 

ถึงตอนนี้เมื่อเดินมาเจอทางตัน เราก็จะมองหาทางออกอื่นโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่เคยเดาถูกเลยสักครั้ง เพราะทุกทางที่เซอร์จิโอชี้ให้ไป ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสักทาง นอกเหนือจากการต้องพยายามบีบตัวเองผ่านช่องหิน บางจุดก็ต้องใช้วิธีปีนขึ้นก้อนหินแทน ซึ่งเซอร์จิโอจะสาธิตวิธีการปีนขึ้นหินแต่ละก้อนให้ดู พร้อมทั้งกำชับว่าให้ท่องขั้นตอนตามดีๆ 

“แค่คุณไปจับโดนจุดที่ไม่ควรจับเพียงครั้งเดียว คุณก็จะทำลายถ้ำนี้ไปตลอดกาล ตั้งใจฟังที่คนข้างหน้าบอกให้ดีนะครับ” 

เพื่อนร่วมทางในกลุ่มเราให้ความร่วมมือดีมาก เซอร์จิโอบอกอะไรมา ทุกคนก็พูดย้ำและบอกต่อๆ กันแบบไม่ขาดตกบกพร่อง “เหยียบซ้าย มือเกาะขวา หัวเอียงซ้าย ห้ามจับซ้าย ดึงตัวขึ้น!” 

หนุ่มน้อยที่อยู่ด้านหน้าเราส่งตรงมาจากอังกฤษแน่นอน เพราะสำเนียงบริติชสุดๆ ไม่นึกไม่ฝันว่าแค่จะมาดูถ้ำ แต่ยังต้องใช้สมาธิสูงเหมือนนั่งสอบพาร์ตฟัง IELTS (สบายใจได้ค่ะ เราทำหน้าที่เป็นตัวแทนไทยแลนด์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แตะจับไม่ผิดเลยสักหน เพราะมีคริสเตียนคอยช่วยฟังอยู่ด้านหลังอีกคน) 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

-6-

“The Crystal Maiden”

หลังจากที่เราทั้งไต่ทั้งปีนทั้งมุดกันมาได้หนึ่งกิโลเมตรกว่า ในที่สุดก็โผล่ออกมาเจอห้องโถงใหญ่ห้องแรกของถ้ำที่มีขนาดใกล้เคียงกับสนามฟุตบอล เซอร์จิโอบอกให้ทุกคนไปถอดรองเท้าวางไว้ข้างโขดหินและหยิบถุงเท้าออกมาใส่ ก่อนจะให้ไปรวมกันตรงกลางลานโล่งกว้าง 

“ถ้ำนี้มีห้องโถงใหญ่อยู่สองห้อง ห้องแรกที่เรายืนกันอยู่ตรงนี้น่าจะเป็นห้องที่เคยถูกใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวมายัน เพราะพบกระถางธูป ถ้วยโถเซรามิก ศิลาจารึก เครื่องมือช่างโบราณ และศิลปะวัตถุเป็นพันชิ้น” 

เซอร์จิโอใช้ไฟส่องโถถ้วยจานที่วางอยู่ตามจุดต่างๆ ของพื้นห้องให้ทุกคนดู ถ้วยชามส่วนใหญ่มีรอยแตกร้าว มีอยู่ใบหนึ่งในนั้นที่มีรูปลิงตัวเล็กๆ สลักอยู่ เซอร์จิโอบอกว่า ทั่วทั้งทวีปอเมริกากลางมีการค้นพบโถที่มีรูปลิงแบบนี้อยู่ 4 ชิ้นเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็อยู่ในถ้ำแห่งนี้ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Beth and Anth via Flickr, CC BY-SA 2.0
การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

“โครงกระดูกที่เราพบในโถงห้องถัดไป มีร่องรอยของการถูกทรมานก่อนตาย ถูกจับมัดแขนขา กะโหลกแตกคล้ายถูกตีอย่างรุนแรงด้วยของแข็ง โถและถ้วยพวกนี้น่าจะเอาไว้รองเลือด เพื่อใช้ในพิธีบูชายัญก่อนที่เหยื่อบูชายัญจะสิ้นใจตายหรือถูกฆ่าตาย” 

ห้องโถงถัดมาซึ่งเป็นห้องโถงหลักและใหญ่ที่สุดในถ้ำ โครงกระดูกที่ถูกค้นพบในถ้ำนี้ถูกเคลือบด้วยแร่แคลไซต์ (Calcite) ทำให้กระดูกถูกยึดติดกับพื้นถ้ำและส่องเป็นประกายเมื่อโดนแสงไฟ เป็นความสวยผสมความรู้สึกชวนขนลุกจริงๆ ค่ะ 

กะโหลกบางชิ้นมีขนาดเล็กมาก เซอร์จิโอบอกว่า กะโหลกที่พบในนี้มีตั้งแต่ของเด็ก 1 ขวบยันผู้ใหญ่อายุราว 40 ด้านในสุดของห้องโถงใหญ่มีโครงกระดูกที่คาดว่าเป็นของสาวน้อยคนหนึ่งที่เสียชีวิตตอนอายุ 18 ปี เธอเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘The Crystal Maiden’ เพราะโครงกระดูกของเธอส่องประกายระยิบระยับโดดเด่น และเป็นโครงกระดูกชุดเดียวที่ยังอยู่ครบทุกชิ้นส่วน กระโหลกไม่มีรอยร้าวเหมือนโครงกระดูกอื่น แต่มีร่องรอยข้อกระดูกสันหลังแตก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเสียชีวิตก่อนจะถูกนำร่างมาไว้ตรงนี้ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

ใกล้ๆ กับโครงกระดูกเหล่านี้มีถ้วยเซรามิกที่ถูกเจาะรูไว้ตรงกลางวางอยู่ เซอร์จิโอใช้ไฟส่องลอดรูถ้วยให้ทุกคนได้เห็นกันชัดๆ 

“ถ้วยที่ถูกเจาะรูพวกนี้มักจะถูกขุดพบในหลุมศพ บางครั้งวางไว้ด้านบนศรีษะคนตาย บางครั้งก็ใช้ปิดหน้า รูตรงก้นถ้วยเรียกว่า Kill-hole ไม่มีใครรู้แน่ว่าทำเพื่ออะไร อาจจะต้องการสื่อถึงความสูญเสีย หรือบางทฤษฎีก็บอกว่าเป็นความเชื่อว่า รูที่เจาะไว้จะเป็นทางออกของวิญญาณของคนที่ตาย” 

เมื่อเดินดูจนครบทุกจุดแล้ว เซอร์จิโอก็ให้ทุกคนกลับมาใส่รองเท้าและเดินลัดเลาะไปทางข้างๆ กำแพงถ้ำ เรานึกสงสัยว่าที่ต้องถอดรองเท้า เป็นเพราะพื้นที่บริเวณนี้ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์รึเปล่า หันไปถามเซอร์จิโอก็ได้คำตอบว่า

“คนเราเวลาไม่ใส่รองเท้า จะเดินแบบระมัดระวังกว่าตอนมีรองเท้า จะเหยียบ จะก้าว ลงไปตรงไหนก็มักจะดูให้แน่ใจก่อนว่ามีอะไรอยู่บนพื้นรึเปล่า เพราะกลัวจะเจ็บตัว ซึ่งก็เป็นผลดีกับโบราณวัตถุและโครงกระดูกทั้งหลายที่อยู่บนพื้นด้วย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความศักดิ์สิทธิ์หรือความเชื่อของชาวมายันหรอก” 

โอ้โห ช่างคิดดีจังเลย
“น่าเสียดายที่เราไม่ได้คิดแบบนี้ได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย เราต้องเสียกระโหลกไปหนึ่งชิ้น เพราะโดนเหยียบโดยไม่ตั้งใจ” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Bernard DUPONT via Flickr, CC BY-SA 2.0

-7-

โลกมนุษย์

ทัวร์ในถ้ำจบลงด้วยการสไลด์ตัวออกมาทางช่องหินที่มีน้ำไหลแรงจนแทบจะเหมือนเครื่องเล่นในสวนสนุก เราค่อยๆ ไถลตัวออกมาตามแรงดันของน้ำผ่านช่องหินที่ดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจ เพราะขนาดเล็กกว่าที่เคยผ่านกันมา แต่ด้วยคำยืนยันของเซอร์จิโอ “ผมผ่านได้ ทุกคนก็ผ่านได้” ทุกคนก็พร้อมใจทำตามทันที

ก่อนจะถึงหน้าปากถ้ำ เซอร์จิโอให้เราทุกคนลอยตัวในน้ำ หลับตาและจับมือกันไว้ เรารู้สึกได้ว่าโดนดึงให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าพร้อมกับทุกคนอย่างช้าๆ แสงสว่างค่อยๆ กระทบเปลือกตา เซอร์จิโอขอให้เรานับหนึ่งถึงร้อยพร้อมกันก่อนจะลืมตาขึ้น การหลับตาเพื่อปรับแสงช่วยได้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว 

เราออกมาเก็บขวดน้ำพลาสติกที่วางทิ้งไว้ในถังหน้าถ้ำ และพากันเดินข้ามแม่น้ำกลับออกมาที่ลานจอดรถ ก่อนขึ้นรถตู้กลับ เราเข้าไปขอบคุณเซอร์จิโออีกครั้ง และบอกว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับมาเที่ยวถ้ำนี้อีก แต่เซอร์จิโอบอกว่า เร็วๆ นี้อาจจะมีการปิดถ้ำอย่างน้อย 3 – 5 ปีเพื่อให้ระบบนิเวศในถ้ำได้ฟื้นฟูสภาพ หลังจากนั้นก็คงจะมีการพิจารณากันใหม่ว่าจะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้อีก หรือควรจะปิดถาวรและเปิดให้เฉพาะนักโบราณคดีเข้ามา เพื่อการศึกษาค้นคว้าเพียงอย่างเดียวไปก่อน

“ในช่วงชีวิตนี้คุณอาจจะไม่ได้เข้าไปดูถ้ำนี้อีกเป็นครั้งที่ 2 แต่ถ้าคุณมีลูกมีหลาน อย่างน้อยพวกเขาก็จะยังมีโอกาสได้เห็นสิ่งที่คุณเห็นในวันนี้นะ – หวังว่าจะได้พบกันอีก” 


  • ปัจจุบันมีไกด์ที่ได้รับใบอนุญาตนำทางถ้ำเอทีเอ็มทั้งหมด 25 คน (ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี โดยไกด์จะต้องสอบข้อเขียนและข้อปฏิบัติกับหน่วยงานการท่องเที่ยวของเบลีซให้ผ่านอย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะต่ออายุใบอนุญาตได้) 
  • ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ถ้ำเอทีเอ็มขายบัตรให้นักท่องเที่ยวเข้าชมถ้ำได้วันละ 125 คน และกำหนดให้ไกด์ 1 คน นำทางนักท่องเที่ยวเข้าถ้ำไม่เกิน 4 คนต่อรอบ และได้คนละ 2 รอบต่อวันเท่านั้น 
  • ค่าใช้จ่ายในการสำรวจถ้ำรวมค่ารถรับส่งจากโรงแรมประมาณคนละ 3,500 – 6,000 บาท

Writer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load