เพื่อนร่วมทาง

ทริปมอเตอร์ไซค์ขึ้นเหนือลงใต้ของเราทริปนี้ นอกจากจะมีเรากับคริสเตียนเป็นตัวหลักในการเดินทางตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว ยังมีทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่อีกหลายคนที่เข้ามาร่วมตกระกำลำบากด้วยกันเป็นระยะ จะสั้นยาวมากน้อยก็แล้วแต่จังหวะและโชคชะตาของทั้งสองฝ่าย

เพื่อนกลุ่มแรกที่มาตะลุยอเมริกาเหนือกับเรา เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดทริปนี้มาด้วยกันตั้งแต่ที่เชียงใหม่ นั่นก็คือ ‘ลี’ (Lee) รูมเมทของคริสเตียนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และ ‘อาร์เจ’ (RJ) เพื่อนที่รู้จักกันจากการร่วมงาน และคุยกันถูกคอจนตกกระไดพลอยโจนมากับพวกเราด้วย

  • สีแดง – จุดนัดพบ (Banff, Alberta Canada)
  • สีเขียว – จุดเริ่มต้นของเรากับคริสเตียน (Colorado, USA)
  • สีเทา – จุดเริ่มต้นของลี (Texas, USA)
  • สีส้ม – จุดเริ่มต้นของอาร์เจ (Toronto, Canada)

ก่อนเริ่มทริป เรา 4 คนเดินทางออกจากประเทศไทยและแยกย้ายกันไปเตรียมตัว หลังจากนั้นต่างคนก็ออกเดินทางจากบ้านตัวเองเพื่อมาพบกันที่เมืองแบมฟ์ (Banff) ในประเทศแคนาดา โดยเรากับคริสเตียนออกมาจากรัฐโคโลราโด (จุดสีเขียว) ลีออกมาจากรัฐเท็กซัส (จุดสีเทา) ส่วนอาร์เจก็ออกมาจากเมืองโตรอนโต (จุดสีส้ม) ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

ครบทีมที่แบมฟ์ : จากซ้ายไปขวา เรา, คริสเตียน, ลี และ อาร์เจ

 

ครบทีมที่แบมฟ์ (Banff, Alberta Canada)

9 กันยายน 2015

ช่วงสายของวันที่ 9 เรา 4 คนมาพบกันพร้อมหน้าพร้อมตาที่จุดนัดหมาย ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ออกทริปมอเตอร์ไซค์ด้วยกัน แต่เรารู้สึกได้ว่าทุกคนมีความตื่นเต้นและกระตือรือร้น ส่วนเราก็เองก็กังวลอยู่บ้าง เพราะเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม ความอึดในการเดินทางระยะยาวคงจะสู้ 3 หนุ่มไม่ได้แน่ อีกอย่างเรื่องห้องน้ำห้องท่าก็มีเค้าว่าจะวุ่นวายกว่าชาวบ้าน ก่อนจะเริ่มออกเดินทางด้วยกันวันนั้น ก็เลยบอกกันล่วงหน้าว่าถ้าคริสเตียนจอดให้เราเข้าห้องน้ำ ลีกับอาร์เจก็ขี่รถไปต่อกันก่อนได้เลย และเราสองคนจะขี่ตามไปทีหลัง… แต่ถึงจะบอกกันไว้แบบนั้น สุดท้ายแล้วทุกคนก็จอดรอเราอยู่ดี

การเดินหาพุ่มไม้ในป่าริมทางเพื่อปลดเบาในขณะที่มีผู้ชาย 3 คนยืนรอมันไม่สนุกเอาซะเลยจริงๆ

หลังกินอาหารเที่ยงมื้อใหญ่ด้วยกันเสร็จเรียบร้อย เราพากันออกมาเตรียมตัวเพื่อออกเดินทาง เสื้อกั๊กสีดำที่อาร์เจใส่ซ้อนเสื้อยืดในภาพด้านบนนี้ เป็นเสื้อกั๊กทำความร้อน (Heated Vest) ด้านในมีสายไฟเส้นเล็กๆ ยึดติดไว้ตามส่วนต่างๆ ของเสื้อ ตรงชายเสื้อก็มีหัวแจ็กสำหรับต่อกับแบตเตอรีของมอเตอร์ไซค์ และมีรีโมตอันเล็กห้อยติดกับเสื้อเพื่อให้ปรับระดับความร้อนได้

ตอนนั้นลีและอาร์เจมีแผนจะร่วมทริปกับเราสองคนไปจนถึงอะแลสกา และเดินทางลงใต้มาด้วยกันจนถึงแวนคูเวอร์ หลังจากนั้นอาร์เจจะจอดรถทิ้งไว้ที่โรงรถเช่าและบินกลับประเทศไทย ส่วนลีตั้งใจจะเดินทางลงมาด้วยกันจนสิ้นสุดประเทศเม็กซิโก และอาจจะกลับมาร่วมทริปในทวีปอเมริกากลางอีกครั้งถ้าเป็นไปได้  

 

Trans-Canada Highway: Banff-Jasper

มุ่งหน้าสู่แจสเปอร์

เส้นทางที่เราใช้ในบ่ายนี้ชื่อว่าทรานส์แคนาดา เป็นทางหลวงที่ตัดผ่านอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ (Banff National Park) ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศแคนาดา วิวสองข้างทางเป็นต้นไม้เขียวทึบ เราสังเกตเห็นป้ายเตือนให้ระวังหมีข้ามถนนอยู่เป็นระยะ แต่หยิบกล้องออกมาเก็บภาพไม่ได้เพราะมีฝนตกปรอยๆ ตลอดเส้น

ยิ่งระยะเวลาผ่านไป อุณหภูมิรอบตัวก็ลดลงเรื่อยๆ และฝนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หันไปมองวิวข้างทางก็เริ่มเห็นเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมอยู่บนยอดประปราย จากที่รู้สึกหนาวแค่ภายนอก สีขาวของหิมะทำให้เรารู้สึกถึงความหนาวจากข้างใน  เสื้อทำความร้อนของเราก็ถูกพับเก็บเอาไว้อย่างแน่นหนาในกล่องข้างรถ เพราะคิดเอาเองว่าคงยังไม่จำเป็นต้องใช้จนกว่าจะเข้าเขตอะแลสกา จะให้มาจอดรื้อกระเป๋าในขณะที่ทุกคนกำลังเร่งหนีฝนในตอนนี้ก็คงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ตอนนั้นเราได้ยินเสียงในหัวตัวเองชัดเลยว่า ตายแน่ ออกมาไม่ถึงชั่วโมงเราก็หนาวจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว หรือเราจะไปไม่ถึงอะแลสกาอย่างคนอื่นเขา หรือเราจะได้ซื้อตั๋วบินกลับไทยก่อนกำหนด… แต่ก่อนที่เราจะคิดอะไรฟุ้งซ่านไปมากกว่านั้น ลีที่กำลังขี่รถนำอยู่ด้านหน้าสุดก็ยกมือทำสัญญาณให้จอดที่จุดพักรถด้านหน้า และส่งเสียงครืดคราดมาตามวิทยุว่า “หนาวจะตายอยู่แล้ว! จอดก่อน!”

ปกติเราก็คิดว่าลีเป็นคนที่เสียงหล่อและเหมาะจะไปเป็นดีเจมากอยู่แล้ว แต่เรามั่นใจว่าไม่มีวันไหนที่เราจะรักเสียงลีได้มากกว่าวันนั้นแน่ๆ

 

It is a big and beautiful world…”

ระหว่างที่เราจอดรถ หิมะก็เริ่มตกโปรยปรายลงมา แต่เพราะอากาศยังไม่เย็นจัด เกล็ดหิมะเลยละลายกลายเป็นหยดน้ำทันทีที่สัมผัสพื้นถนน ผืนน้ำสีฟ้าสดตรงหน้าราบเรียบคล้ายแผ่นกระจก ภูเขาที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังก็สูงใหญ่ซะจนต้องแหงนมอง

ภาพที่เห็นทำให้เราลืมความหนาวและลงมายืนจ้องวิวตรงนี้นิ่งๆ อยู่นาน ตอนนั้นหัวใจมันพองโตคับแน่นอยู่ในอกจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นชัดมาก ความรู้สึกเต็มตื้นผสมกับความฮึกเหิมตีขึ้นมาอย่างรุนแรงจนต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ และผ่อนออกให้ช้าที่สุด เพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมา

วันนั้นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติตรงหน้าทำให้เรารู้สึกเป็นครั้งแรกจริงๆ ว่าเราเป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนโลกที่กว้างใหญ่ใบนี้ และนั่นก็น่าจะเป็นครั้งแรกที่การถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเล็กลงเป็นเรื่องที่ดี

รูปวิวทะเลสาบและภูเขาด้านบนเป็นรูปที่เราได้มาจากกล้องมือถือลี ส่วนรูปต้นไม้เขียวทึบนี้เราเป็นคนถ่ายเก็บเอาไว้ เพราะในระหว่างที่เรากำลังยืนทำซึ้งอยู่คนเดียว ลีก็จอดรถและวิ่งข้ามถนนไปยิงกระต่ายในป่าฝั่งตรงข้าม แล้วจู่ๆ ก็วิ่งหน้าเริ่ดออกมาและตะโกนข้ามฝั่งมาว่า “หมี! เจอหมีด้วย!” เท่านั้นเองคริสเตียนกับอาร์เจก็ทิ้งรถข้ามถนนไปดูกันด้วยความสนใจ โดยมีเราอาสาจะยืนเฝ้ารถให้ เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอยากจะไปดูหมีในป่านั่นกับเขาด้วยรึเปล่า

ก่อนเดินข้ามไปอาร์เจหยิบสเปรย์ไล่หมีหรือ ‘Bear Spray’ พกติดตัวไปด้วย รายนี้แกเป็นเจ้าถิ่น ก็เลยเตรียมตัวมาพร้อมกว่าทุกคนในกลุ่ม เราเองก็เพิ่งเคยเห็นเจ้าสเปรย์ที่ว่านี่เหมือนกัน อาร์เจอธิบายให้ฟังทีหลังว่า แบร์สเปรย์มีไว้ฉีดไล่หมีในกรณีที่เราเกิดเดินดุ่มๆ ไปเจอกับหมีโดยบังเอิญ น้ำยาที่พ่นออกมาจะทำให้หมีรู้สึกระคายเคืองตาและจมูก และมันจะไม่เดินตามเรา

ในขณะเดียวกัน ถ้าเราฉีดแบบไม่ดูทิศทางลม สภาพอากาศ หรือแม้แต่ฉีดในระยะที่ไกลเกินไป สเปรย์ที่ว่าก็อาจจะไม่ได้ผล แถมยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้หมีรู้สึกรำคาญหรือโมโหร้าย และอยากจะวิ่งไล่ตามเรามากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ที่หักมุมยิ่งกว่านั้นก็คือตัวกระป๋องใส่สเปรย์เองก็มีกลิ่นที่เรียกหมีให้ออกมาหาเราอีกด้วย

จนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการพกสเปรย์ของอาร์เจ จะทำให้อาร์เจรอดจากการโดนหมีตะปบได้จริงๆ รึเปล่า

หลังจาก 3 หนุ่มรอดชีวิตจากการดูหมีและข้ามถนนกลับมาที่รถ ลีกับเราก็เปิดกล่องข้างเพื่อรื้อเอาเสื้อกั๊กทำความร้อนออกมาใส่ ตอนนั้นมอเตอร์ไซค์ของเรายังไม่มีสายต่อกับหัวแจ็กของเสื้อ คริสเตียนเลยต้องถอดเบาะออกมาแล้วเริ่มต่อวงจรกันใหม่ ในระหว่างที่รอ ลีก็บอกให้เราเอาเสื้อไปต่อเข้ากับแบตเตอรีของรถลีแก้หนาวไปพลางๆ

จากประสบการณ์วันนี้ ทำให้เราได้รู้ว่าลีกับอาร์เจมีระดับความทนต่ออากาศหนาวพอๆ กับเรา ส่วนคริสเตียนที่เกิดและโตในโคโลราโด รัฐที่ขึ้นชื่อเรื่องความหนาวเย็น ต่อให้เรา 3 คนโอดครวญเรื่องความหนาวกันมากแค่ไหน คริสเตียนก็ยังรู้สึกว่า ‘เย็นสบาย’

ระยะทางจากแบมฟ์ไปจนถึงแจสเปอร์อยู่ที่ประมาณ 280 กิโลเมตรกว่าเท่านั้นเอง แต่เรา 4 คนน่าจะใช้เวลาในการเดินทางรวมแล้วประมาณ 4 ชั่วโมง เพราะถนนสายนี้เป็นถนนเลียบภูเขา ที่มีทั้งความคดเคี้ยวและความชัน แถมช่วงที่ขึ้นสูงมากๆ ก็เจอทั้งลมและฝนกระหน่ำ กว่าจะได้พักหายใจหายคอกันก็ตอนที่ขี่มาแล้วเกือบ 3 ชั่วโมง

1 ชั่วโมงหลังจากนั้นสภาพถนนและสภาพอากาศดีขึ้น แต่ความหนาวและความมืดทำให้ทุกคนล้าและอยากจะจอดพักยาวเต็มที โชคยังดีที่เมื่อผ่านเข้าเขตของแจสเปอร์มาได้ไม่นานเราก็เจอรีสอร์ตย่านชานเมือง เลยพร้อมใจกันเลี้ยวเข้าไปหาที่พักทันที

คืนนั้นเราได้ฉลองการเริ่มทริปแบบพร้อมหน้าพร้อมตาคืนแรกในกระท่อมเล็กๆ ด้วยกัน มีพิซซ่าที่สั่งมาจากร้านอาหารในเมืองและเครื่องดื่มแก้หนาวจากรีสอร์ต หลังจากอิ่มท้องก็นั่งคุยเรื่องแผนของวันรุ่งขึ้นแบบพอหอมปากหอมคอ ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน

 

จุดสุดท้ายก่อนขึ้นอะแลสกาไฮเวย์ (Alaska Highway)

Jasper, Alberta-Dawson Creek, British Columbia

เช้าวันนี้มีเป้าหมายที่ดอว์สันครีก (Dawson Creek) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นหรือที่เรียกกันว่า ‘Zero Milepost’ ของอะแลสกาไฮเวย์ ระยะทางรวมอยู่ที่ 524 กิโลเมตร ประเมินคร่าวๆ ว่าน่าจะใช้เวลาในการเดินทางรวมเวลาหยุดพักทั้งหมดประมาณ 7 เกือบ 8 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางแบบเต็มวัน และสิ่งที่เราควรจะทำก็คือการเริ่มออกเดินทางตั้งแต่เช้า แต่ด้วยอานุภาพของพิซซ่าและความอบอุ่นของเตียง ทำให้ทุกคนพร้อมใจกันนอนตื่นสาย และกว่าจะพากันออกมาได้ก็กินเวลาเข้าไป 10 โมงเช้าแล้ว  

สภาพอากาศของวันนี้มีความขมุกขมัวชวนให้นอนอ่านหนังสือพักผ่อนอยู่กับบ้านมากที่สุด ซ้ำร้ายเรายังลืมชาร์จแบตฯ กล้องถ่ายรูป จากที่ปกติเราใช้การถ่ายรูปมาเป็นกิจกรรมทำแก้ง่วงระหว่างเดินทางได้ วันนี้ก็ต้องเลือกเปิดหน้ากล้องและถ่ายเฉพาะภาพที่คิดว่าควรจะถ่าย สลับกับต้องคอยเปิดหน้าหมวกกันน็อกเพื่อให้ลมเย็นๆ เข้ามาปะทะหน้า จะได้ไม่เผลอหลับในและมีอาการเงิบหงายหลังไปซะก่อน

จะว่าไปแล้วการไม่ต้องถ่ายรูปในระหว่างเดินทางก็มีข้อดีอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะช่วงเดินทางขึ้นเหนือเราใส่ถุงมือ 2 ชั้นกันทั้งลมและฝน ความหนาของถุงมือทำให้กดชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปได้ไม่ถนัด แรกๆ ก็เลยใช้วิธีถอดถุงมือข้างขวาออกเพื่อถ่ายรูป และต้องรีบใส่กลับทันทีเพราะทนหนาวไม่ไหว ซึ่งการใส่ๆ ถอดๆ แบบนี้ทำให้ผิวตรงข้อมือและข้อนิ้วเกิดอาการแห้งจนแตก และตามมาด้วยอาการคันและแสบแบบชวนให้รำคาญใจ

อีกประเด็นก็คือเรื่องของความปลอดภัย โดยเฉพาะถ้าเมื่อไหร่ที่คริสเตียนแอบเห็นมือเปล่าๆ ของเราจากกระจกข้างรถในระหว่างที่เดินทางกันอยู่ คริสเตียนก็จะใช้ช่วงเวลาในการจอดรถพักขามาอบรมเราเรื่องการรักษาความปลอดภัยระหว่างการซ้อนท้ายรถเป็นการใหญ่ บางครั้งถึงกับหยิบมือถือมาเปิดอินเทอร์เน็ตหาภาพมือเยินๆ ที่เกิดจากอุบัติเหตุรถล้มมาให้เราดู สุดท้ายเราก็เลยต้องพยายามฝึกกดชัตเตอร์ทั้งถุงมือให้ถนัดจนได้

 

“ยิ้มหน่อย”

ชุดที่เราใส่อยู่ในวันนี้มีทั้งหมด 5 ชั้น เริ่มจากชั้นในสุดเป็นเสื้อฮีทเทค (Heattech) เสื้อแขนยาวผ้าวูล (Wool) เสื้อกั๊กทำความร้อน (Heated Vest) เสื้อแจ็กเก็ตมอเตอร์ไซค์แบบมีเกราะ และเสื้อกันฝน ส่วนใต้หมวกกันน็อกก็เป็นผ้าวูลที่ใช้ปิดหน้า ซึ่งช่วยกันไม่ให้ลมเย็นๆ เข้ามาปะทะหน้าจนแสบและชาจนขยับปากพูดไม่ได้

รูปด้านบนเป็นฝีมือการถ่ายรูปของอาร์เจ ที่ยกกล้องค้างและพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกกับเราว่า “ยิ้ม ยิ้มหน่อย” ซึ่งความจริงแล้วตอนนั้นเราก็กำลังยิ้มจนปากจะฉีกอยู่แล้วนะ แต่รูปมันออกมาได้แค่นี้จริงๆ

ข้อดีของการเดินทางกับ 3 หนุ่มกลุ่มนี้คือ มีเรื่องแปลกๆ มาคุยกันได้ทุกที่ทุกเวลา อาจจะเป็นเพราะสายงานที่คล้ายกันในความเนิร์ด (คริสเตียน-วิศวกร, อาร์เจ-ทนาย, ลี-โปรแกรมเมอร์) ไม่ว่าจะเป็นตอนจอดรถพักขา จอดกินข้าว หรือจอดเติมน้ำมัน 3 หนุ่มก็หาอะไรมาคุยกันเรื่อยเปื่อยได้ไม่รู้จบ เช่น ลีเป็นคนยกปัญหาเรื่องป่าแอมะซอนโดนรุกรานขึ้นมาพูด อาร์เจก็สนใจตามประสาเเคนาเดียนรักโลก แล้วก็หาข้อมูลว่าตอนนี้ป่าแอมะซอนเหลือพื้นที่ที่ไม่ได้ครอบครองโดยเอกชนอยู่กี่เปอร์เซ็นต์กันแน่

แวะกินข้าวช่วงบ่ายก็ยังคุยกันเรื่องป่าแอมะซอนไม่จบ คริสเตียนเสนอว่าลีกับอาร์เจควรจะลงมาเจอเรากับคริสเตียนที่อเมริกาใต้ เพื่อไปล่องเรือในป่าแอมะซอนด้วยกัน และจะได้เห็นกับตากันไปเลยว่าสภาพป่าแอมะซอนปัจจุบันเป็นยังไง

 

“เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม… “

เรากับคริสเตียนตัดสินใจไม่ซื้อบลูทูธติดหมวกกันน็อก เพราะเราอยากฟังเพลงไปด้วย ส่วนคริสเตียนก็อยากฟังเสียงลมและเสียงเครื่องยนต์ตามประสาคนรักมอเตอร์ไซค์ แต่เวลาเห็นวิวสวยๆ ตาคนขับเขาก็อยากจะชี้ชวนให้เราดู  โดยลืมคิดไปว่าเราเองก็เห็นวิวเดียวกันตั้งแต่แรก และกำลังตั้งท่ายกกล้องถ่ายรูปอยู่ด้วยเหมือนกัน… พอเรากด ‘แชะ’ เราก็เลยได้มือคริสเตียนมาบังวิวอย่างในรูปพวกนี้แทน

ถ้ามันเกิดครั้งสองครั้งก็คงไม่เท่าไหร่ แต่พอเป็นแบบนี้บ่อยๆ เข้า เราก็เลยต้องมาตกลงกันใหม่ว่า วันหลังเวลายูเห็นอะไรสวยๆ และอยากชี้ให้ดู ก็ช่วยเอามือตีขาเราแทนได้ไหม ไม่ต้องเอามือมาชี้นกชี้ไม้หรอก เพราะมันบังกล้อง (โว้ย)

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

อันที่จริงแผนดั้งเดิมของเราในวันนั้นคือการขี่รถมอเตอร์ไซค์จากกิโต (Quito) เมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์ ไปยังเกวงกา (Cuenca) เมืองเล็กๆ บนเทือกเขาแอนดีสทางฝั่งใต้ของประเทศค่ะ

ด้วยระยะทางกว่า 450 กิโลเมตร เรากับคริสเตียนจึงตั้งใจออกจากโรงแรมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง และเผื่อเวลาเอาไว้สำหรับการขี่รถบนเส้นทางคดเคี้ยวตามแนวเขาที่มักจะทำความเร็วได้ไม่มาก ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าโชคดี เราอาจจะไปถึงที่หมายก่อนพระอาทิตย์ตก และอาจจะพอเหลือแรงให้เดินหาอะไรกินในเมืองก่อนเข้านอนได้บ้าง

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

แต่แล้วแผนของเราก็ล่มตั้งแต่ 50 กิโลเมตรแรกค่ะ เพราะมีก้อนดินขนาดใหญ่ถล่มลงมาปิดถนนเส้นหลัก เราเห็นว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์ที่ขับผ่านไปบ้างแล้ว เลยคิดว่าอาจจะขี่รถตามไปได้ด้วยเหมือนกัน แต่พอลองลงเดินเข้าไปดู ก็พบว่ากองดินด้านหลังสูงกว่าฝั่งนี้พอสมควร แถมทั้งฝนและหมอกก็ทำให้ดินกลายเป็นโคลนเหนียว แค่จะยกขาเดินแต่ละก้าวก็ยังยากลำบาก จะลากรถมอเตอร์ไซค์ที่เต็มไปด้วยสัมภาระผ่านกองดินเหนียวตรงนี้ไป ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

เราเดินวนเวียนสำรวจกันอยู่สักพัก แล้วก็เลยลองไปถามกลุ่มชาวบ้านที่นั่งคุยกันอยู่ไม่ไกลจากแถวนั้น ได้ความว่าดินถล่มตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ถนนเส้นนี้ดินโคลนถล่มเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคนสูญหายหรือบาดเจ็บ ก็อาจจะต้องรอ 2 – 3 กว่าจะมีการขนย้ายดินออกไป 

“ขี่รถอ้อมไปทางอเลาซี (Aluasi) ก็ได้นะ กลับไปทางนี้เจอแยกแล้วเลี้ยวขวา” 

คุณลุงอีกคนที่ตอนแรกง่วนอยู่กับการเช็ดโคลนให้ลูกเจี๊ยบเดินออกมาชี้ทางให้ เราหยิบแผนที่ออกมาดูตามที่ลุงว่า เมืองอเลาซีอยู่ห่างจากจุดดินถล่มไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่การเดินทางย้อนกลับไปจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้นพอสมควร คุณลุงคงจะเห็นท่าทางลังเลของเราแล้วนึกขำ ทำนองว่าไม่ไปทางนี้แล้วเธอจะไปทางไหน

“ลุงตัดสินใจให้เอง มาเที่ยวกันไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ แวะไปนั่งรถไฟที่อเลาซีก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

อเลาซี เมืองสายรุ้งในอ้อมกอดแอนดีส
Aluasi, Ecuador

เรากับคริสเตียนย้อนกลับไปอเลาซีโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนอกจากจะหาที่ตั้งหลักเพื่อวางแผนก่อน และแม้แต่ตอนไปถึงก็ยังคิดว่าจะหากาแฟกันคนละแก้วแล้วค่อยเร่งออกเดินทางต่อ

อเลาซีเป็นเมืองเล็กๆ สีสันสดใสและล้อมรอบไปด้วยภูเขา ตึกรามบ้านช่องในเมืองดูน่าจะเก่าแก่ไม่น้อย เมื่อขี่รถเข้าไปแล้ว จึงได้เห็นว่าผังเมืองมีลักษณะเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมือง ก็มองเห็นยักษ์ใหญ่สีเขียวที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังถนนเล็กๆ ทุกสายในเมืองได้อย่างชัดเจน 

'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์
'รถไฟสายจมูกปีศาจ' เส้นทางรถไฟอันตรายที่สุดของโลก จุดเริ่มต้นรถไฟแห่งเอกวาดอร์

“เมื่อกี้คุณลุงบอกว่ายังไงนะ ให้ไปนั่งรถไฟก่อนใช่ไหม” 

เสียงคริสเตียนแว่วๆ ลอดหมวกกันน็อกมา เรามองตามไปข้างหน้า จึงได้เห็นว่าสถานีรถไฟของที่นี่อยู่ติดกับจตุรัสกลางเมือง ตรงข้ามสถานีมีร้านกาแฟและร้านอาหารให้เลือก 3 – 4 ร้าน เราสองคนจึงจอดรถและแวะเข้าไปในร้านกาแฟที่ใกล้สถานีที่สุด ระหว่างนั้นเจ้าของร้านก็ออกมาชวนคุยด้วย

“มารอขึ้นรถไฟหรือว่าเพิ่งกลับมาจากรอบเช้าคะ วันนี้หมอกเยอะแต่วิวก็น่าจะสวยมาก” 

เราตอบกับพี่เจ้าของร้านว่าแค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เขาก็ต้องปลีกตัวไปรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามา ด้วยความอยากรู้ เราเลยหยิบมือถือมาเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟในอเลาซี วันนี้มีแต่คนพูดถึงรถไฟของเมืองนี้

“The Devil’s Nose Train”

“ผลงานชิ้นโบว์แดงทางวิศวกรรมรถไฟในศตวรรษที่ 19”

“รถไฟจมูกปีศาจแห่งเอกวาดอร์”

“ทางรถไฟที่อันตรายที่สุดของโลก”

“สุสานแรงงานจาเมกันในแอนดีส”

ฯลฯ

โอ้โห พอไล่อ่านคร่าวๆ แล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันทีเลยค่ะ เรามาถึงเมืองนี้และอยู่ห่างสถานีรถไฟของเขาไม่กี่สิบก้าว แต่กลับไม่รู้เลยว่าอเลาซีเป็นเมืองที่มีรถไฟท่องเที่ยวชื่อเสียงโด่งดังในเอกวาดอร์ พอเจ้าของร้านกาแฟกลับมาจะคุยต่อและรู้ว่าเราสนใจเรื่องรถไฟ เจ้าตัวก็เลยรีบไปหยิบรายละเอียดมาให้ดูเยอะแยะ 

“รถไฟท่องเที่ยวสายนี้ปกติมีวันละสามเที่ยวค่ะ ตอนแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง แล้วก็บ่ายสามโมง แต่ถ้าวันไหนสภาพอากาศไม่ดีก็อาจจะยกเลิกทุกเที่ยว รถออกจากสถานีอเลาซีไปสถานีซิบัมเบที่อยู่ด้านล่างแล้ววนกลับมาส่งที่เดิม ใช้เวลาทั้งทริปประมาณสองชั่วโมงครึ่ง

“ถ้าอยากไปเที่ยววันนี้ ลองไปถามหาตั๋วช่วงบ่ายอาจจะยังพอมีนะคะ” 

เรารีบทำตามคำแนะนำ วิ่งข้ามถนนไปสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าที่นั่งเต็มแล้ว แต่ก็ให้ลงชื่อรอตั๋วไว้สองใบ และบอกว่าช่วงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจยกเลิกตั๋วบ่อยๆ แต่ก็ไม่รับปากว่าจะได้ หลังลงชื่อเสร็จก็กลับมานั่งวางแผนเรื่องที่พักกันใหม่ ซึ่งเจ้าของร้านกาแฟก็ช่วยแนะนำโรงแรมใกล้ๆ จตุรัสให้ 2 – 3 แห่ง ตอนแรกปรึกษากันว่าเราควรรอจนกว่าจะได้ตั๋วรถไฟก่อนแล้วค่อยจองโรงแรมดีไหม

“มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ จะรีบไปไหนล่ะ” 

คริสเตียนพยายามเลียนเสียงและท่าทางของคุณลุงที่เจอกันเมื่อเช้าอย่างเต็มที่ แล้วเราสองคนก็อดหัวเราะให้กันไม่ได้ จริงอย่างที่คุณลุงว่า จะรีบไปไหนกันนักหนา มาเที่ยวไม่ใช่เหรอ สุดท้ายเราก็ตกลงจองโรงแรมไปก่อนเพื่อเอาสัมภาระไปเก็บ และออกมาเดินเล่นในจตุรัสระหว่างรอลุ้นตั๋วรถไฟ 

ตอนนั้นเราเผื่อใจไว้แล้วว่าถ้าไม่ได้ตั๋วก็ไม่เป็นไร (เที่ยว 8 โมงของเช้าวันถัดไปเต็มแล้วเหมือนกันค่ะ และมักจะไม่มีคนยกเลิกตั๋วด้วย) 

ก่อนรถไฟออกประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวยกเลิกตั๋วทั้งหมด 5 ใบ ซึ่งตรงกับจำนวนคนที่มาลงชื่อสำรองของรถไฟเที่ยวบ่ายพอดี อีก 3 คนมาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกจากนอร์เวย์ค่ะ เราพูดคุยทักทายกันนิดหน่อย แต่เพราะหาภาษากลางที่สื่อสารกันไม่ได้ สุดท้ายก็เลยได้แต่ยิ้มและโบกมือให้กัน

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เส้นทางรถไฟจมูกปีศาจ อเลาซี – ซิบัมเบ 

La Nariz del Diablo, Alausí – Sibambe

หัวรถจักรดีเซลสีดำด้านจอดอยู่ตรงชานชาลา ตามด้วยตู้รถไฟที่ตกแต่งด้วยไม้แบบคลาสสิกอีก 4 ตู้ และมีตู้ขนสัมภาระด้านหลังสุด 1 ตู้ ด้านในจัดเป็นเก้าอี้หันหน้าเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งเป็นเก้าอี้เดี่ยว ส่วนอีกฝั่งเป็นเก้าอี้คู่ เจ้าหน้าที่แจ้งตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าทุกคนในรถมีพื้นที่มากพอที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อถ่ายรูปได้ทั้งสองด้าน และกระจกหน้าต่างของรถไฟก็เลื่อนเปิดปิดได้ด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปวิวได้โดยไม่มีเงาสะท้อน 

เราสองคนรีบนั่งประจำที่ด้วยความตื่นเต้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เมื่อขบวนรถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานี เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บรรยายก็พาทุกคนบนรถย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของรถไฟในเอกวาดอร์พร้อมๆ กัน

การสร้างรางรถไฟในเอกวาดอร์อย่างจริงจังเกิดขึ้นหลังสงครามประกาศอิสรภาพและสงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง ผู้นำประเทศในสมัยนั้นมองว่า ความยากลำบากในการคมนาคมระหว่างเมืองเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลัง จึงมีความคิดที่จะเชื่อมต่อเมืองเหล่านั้นด้วยรถไฟ โดยเฉพาะระหว่างกิโต (Quito) ที่เป็นเมืองหลวง กับเมืองกัวยากิล (Guayaquil) ที่เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เราหยิบแผนที่ในมือถือมากดดู ขนาดเดินทางด้วยถนนในสมัยนี้ กิโตกับกัวยากิลก็ยังอยู่ห่างกันตั้ง 400 กว่ากิโลเมตร เจ้าหน้าที่บอกว่าสมัยก่อนถ้าเดินทางด้วยล่อ ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน หรือถ้าหากมีเกวียนสัมภาระไปด้วยก็อาจกินเวลาเป็นสัปดาห์ 

ปัญหาหลักคือ กัวยากิลตั้งอยู่ที่ระดับน้ำทะเล ส่วนกิโตอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,800 เมตร และเส้นทางระหว่างสองเมืองนี้ต้องผ่านทั้งแม่น้ำ ป่าทึบ ทางลาดชัน และยอดเขาแอนดีสที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปี การเชื่อมกิโตกับกัวยากิลเข้าด้วยกันจึงเป็นงานที่เหนือจินตนาการ เมื่อคำนึงถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีในยุคสมัยนั้น 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เสียงบรรยายเป็นภาษาสเปนสลับกับอังกฤษดำเนินไป ในขณะที่วิวภูเขาสูงสลับซับซ้อนเคลื่อนผ่านหน้าต่างรถไฟไปอย่างช้าๆ ผู้โดยสารหลายคนเริ่มลุกขึ้นถ่ายรูปวิวที่สวยสมบูรณ์แบบจนแทบจะเหมือนภาพวาด เราเองก็เผลอมองออกไปด้านนอกจนไม่ได้ตั้งใจฟังไปพักใหญ่ เพิ่งจะกลับมามีสมาธิจดจ่ออีกครั้งก็ตอนที่เจ้าหน้าที่อีกท่านเดินเอาขนมกับน้ำส้มมาแจกให้ 

“ในช่วงสิบห้าปีแรกมีการสำรวจและทดลองสร้างรางรถไฟสายนี้หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จค่ะ จนกระทั่งรัฐบาลเซ็นสัญญาให้บริษัทวิศวกรรมสัญชาติอเมริกันเข้ามาดูแล และการก่อสร้างอย่างเป็นทางการก็เริ่มขึ้นใน ค.ศ. 1899” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : David Brossard Flickr

ทางรถไฟที่ท้าทายและอันตรายต่อการสร้างที่สุดในโลก

หลังจากนั่งชมวิวกันมาสักพัก รถไฟก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนจอดนิ่งสนิท เจ้าหน้าที่ชี้ให้ทุกคนมองออกไปที่อาคารด้านล่าง และบอกว่านั่นคือสถานีซิบัมเบ (Sibambe) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางที่เราจะลงไปถึงภายใน 15 นาทีนี้ 

“สถานีซิบัมเบอยู่ต่ำลงไปกว่าเราประมาณแปดร้อยเมตรค่ะ ตอนนี้รถไฟของเราจอดอยู่บนรางที่สร้างเลียบหน้าผาหินที่ทำมุมแทบจะตั้งฉากกับพื้น จุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการสร้างรางรถไฟประวัติศาสตร์สายนี้ เพราะต้องเจาะหินเป็นทางลาดชันแบบสลับฟันปลา เพื่อติดตั้งรางรถไฟและให้รถไฟวิ่งแบบซิกแซ็ก คือทั้งเดินหน้าและถอยหลังจนลดและเพิ่มระดับความสูงแปดร้อยเมตรภายในระยะทางสิบสองกิโลเมตรได้” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สิ้นเสียงผู้บรรยาย รถไฟที่เรานั่งอยู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังค่ะ เรารู้ดีว่ารถไฟสายนี้วิ่งเส้นทางนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนรอบแล้ว แต่ก็ยังอดกลั้นหายใจลุ้นไปกับเขาด้วยไม่ได้ และเพราะมุมที่เกือบตั้งฉากของหน้าผาทำให้หลังคาของสถานีปลายทางที่เห็นตอนแรกหายลับไปจากสายตา ยิ่งรถไฟถอยหลังลงไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งมองไม่เห็นอะไรด้านล่างเลยแม้แต่พื้นดินข้างๆ รางจนแทบรู้สึกเหมือนรถไฟทั้งขบวนลอยอยู่บนอากาศ

ตอนนั้นเรารู้สึกได้เลยว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่กลั้นหายใจแน่ๆ เพราะนักท่องเที่ยวทั้งขบวนพร้อมใจกับเงียบและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจจดใจจ่อ สักพักรถที่กำลังเคลื่อนตัวถอยหลังก็ค่อยๆ ชะลอจนหยุด และเริ่มออกเดินหน้าในทิศตรงกันข้ามอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการลงสู่พื้นระดับเดียวกับสถานีปลายทาง

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“รูปแบบและการทำงานของระบบรางรถไฟส่วนนี้เป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมระบบรางในศตวรรษที่ 19 แม้แต่แรงงานต่างชาติที่ถูกเกณฑ์มากว่าสี่พันคน ส่วนใหญ่ก็มาจากจาเมก้า เพราะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีประสบการณ์การสร้างรางรถไฟร่วมกับวิศวกรชาวอังกฤษในจาเมก้ามาก่อน และบางส่วนก็เคยร่วมสร้างทางรถไฟของประเทศปานามามาก่อนแล้วด้วย” 

  เมื่อลงมาถึงพื้นด้านล่าง รถไฟก็แล่นผ่านสถานีซิบัมเบไปประมาณสองร้อยเมตรและจอดตรงบริเวณที่โล่งกว้าง เจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกคนลงจากรถและไปรวมตัวกันอยู่ด้านข้างรถไฟ 

“กว่ารางรถไฟสายนี้จะสำเร็จ มันก็คร่าชีวิตของแรงงานเหล่านี้เกือบสองพันคน ทั้งจากอุบัติเหตุ แรงระเบิด ไข้เหลือง มาลาเรีย งูพิษ เสือจากัวร์ และสภาพอากาศที่หนาวจัด โดยเฉพาะตรงจุดนี้ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานกว่าส่วนอื่น ทำให้มีจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลักพัน”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

“ตอนนี้คุณมองเห็นจมูกของปีศาจหรือยังคะ” 

ทุกคนไปมองหน้าผาสูงชันที่มีรางรถไฟเลียบผาเรียงสลับกันไปมาอยู่ตรงหน้า เมื่อพยายามจินตนาการอีกนิดหน่อย ก็พอจะมองเห็นว่ามันมีลักษณะคล้ายใบหน้าของคนที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ และรางรถไฟบนหน้าผาก็อยู่ตรงบริเวณจมูกของใบหน้านั้นพอดี 

“เดิมภูเขาลูกนี้มีชื่อว่ารังพญาแร้ง (The Condor’s Aerie) แต่เมื่อมีการสร้างรางรถไฟมาถึงที่นี่ ชาวพื้นเมืองก็เชื่อกันว่าเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและปีศาจที่คุ้มครองเทือกเขาแอนดีส การที่คนงานและวิศวกรก่อสร้างพากันล้มตายก็เพราะโดนปีศาจลงโทษ โดยเฉพาะบริเวณนี้ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ภูเขาลูกนี้จึงมีอีกชื่อที่เรียกกันว่า Nariz del Diablo หรือจมูกของปีศาจ และเป็นที่มาของชื่อรถไฟสายจมูกปีศาจนั่นเองค่ะ” 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

สถานีปลายทางซิบัมเบ

หลังทุกคนได้ถ่ายรูปกับ ‘จมูกปีศาจ’ จนหนำใจแล้ว ก็พากันกลับขึ้นรถไฟและมาลงที่หน้าสถานีซิบัมเบ พื้นที่ของสถานีนี้มีขนาดเล็กกว่าสถานีอเลาซี แต่ด้านในก็มีพร้อมทั้งร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ และร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มชาวพื้นเมืองที่มาคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการร้องเพลงและแสดงการเต้นรำแบบพื้นเมือง โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะมีเวลาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งชั่วโมงและเลือกทำกิจกรรมอะไรก็ได้ เรากับคริสเตียนแวะไปดูโชว์เต้นรำแบบพอหอมปากหอมคอ แล้วก็แยกย้ายกันไปหามุมสงบนั่งเรียบเรียงบันทึกการเดินทางจนถึงเวลาที่ต้องขึ้นรถไฟกลับ

ระหว่างทางเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า รถไฟจากกัวยากิลวิ่งไปถึงกิโตครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดเพียง 12 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็เป็นยุคที่การคมนาคมด้วยรถไฟในเอกวาดอร์รุ่งเรืองสุดขีด ทั้งการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างพื้นที่บนภูเขากับเมืองท่าชายทะเลก็ก้าวหน้าไปอย่างมาก แต่เมื่อมีถนนเข้ามาแทนที่ช่วงปลาย ค.ศ. 1990 รถไฟก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป หลายเส้นทางโดนดินถล่มจนต้องปิดถาวร บางเส้นทางถูกปล่อยทิ้งร้าง

“เกือบยี่สิบปีหลังจากนั้น เส้นทางรถไฟกัวยากิล-กิโต ปิดบริการเกือบทั้งเส้น ยกเว้นเส้นทางจมูกปีศาจระหว่างอเลาซี-ซิบัมเบ เส้นทางเดียวที่ยังเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอด”

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

ต้องขอบคุณเส้นทางสายนี้ค่ะ เพราะทำให้รัฐบาลมองเห็นว่านักท่องเที่ยวยังคงชื่นชอบที่จะเดินทางด้วยรถไฟและยินดีที่จะจ่ายเงินในราคาสูง เพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับความสวยงามของเทือกเขาแอนดีสด้วยสายตาตัวเอง ใน ค.ศ. 2008 รัฐบาลทุ่มงบประมาณหลายล้านเหรียญเพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟใหม่ทั้งหมด และเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่เน้นความหรูหราและความสะดวกสบายจนได้การตอบรับเป็นอย่างดี 

เมื่อรถไฟเทียบเข้าชานชาลาอเลาซี ทั้งพนักงานขับรถไฟ พนักงานดูแลความเรียบร้อย และเจ้าหน้าที่บรรยาย พากันมายืนเรียงแถวจับมือและขอบคุณผู้โดยสารทุกคนที่เดินลงมาจากรถอย่างกระตือรือร้น ส่วนเราเมื่อเสร็จจากที่สถานีแล้วก็แวะไปที่ร้านกาแฟอีกครั้ง เพื่อขอบคุณเจ้าของร้านให้คำแนะนำทั้งเรื่องตั๋วรถไฟและที่พัก 

เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose

เช้าวันถัดมาก่อนออกเดินทาง เราถือโอกาสออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศในเมือง และบังเอิญเจอกับคุณลุงคนเมื่อวานในตลาด คุณลุงโบกไม้โบกมือทักทายเราสองคนมาแต่ไกล และเดินข้ามถนนเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เป็นยังไง ไปขึ้นรถไฟมารึเปล่า เช้านี้ถนนใช้ได้แล้วนะ จะวิ่งกลับไปทางเดิมก็ได้ หรือว่าติดใจจะอยู่ต่ออีกก็ได้เหมือนกัน” 

ขอบคุณดินถล่มในวันนั้นที่ทำให้เราได้พบกับคุณลุง พี่ร้านกาแฟ รถไฟจมูกปีศาจ และเมืองเล็กๆ ในเทือกเขาแอนดีสแห่งนี้ 🙂 


เส้นทางรถไฟอันตราย, เอกวาดอร์, The Devil's Nose
ภาพ : Beatrice Murch Flickr

สมัยก่อนการนั่งรถไฟท่องเที่ยวสายจมูกปีศาจจะเป็นการนั่งไปบนหลังคาของรถสินค้าค่ะ รอบๆ รถมีราวเหล็กสูงประมาณหน้าอกให้นั่งเกาะได้ แต่เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางลักษณะนี้ จึงทำให้ต้องยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้รถไฟท่องเที่ยวอย่างที่เห็นในปัจจุบันค่ะ

Writer & Photographer

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load