วันแรกในแคนาดา

Cardston, Alberta Canada

เริ่มวันใหม่ที่คาร์ดสตัน (Cardston) เมืองเล็กๆ ใกล้ชายแดนฝั่งแคนาดา เช้านี้หมดสภาพทั้งคู่ค่ะ นอนเหยียดยาวลุกไม่ขึ้นจนเกือบเที่ยง ตอนแรกเรายังไม่มีแผนเดินทางไปไหนต่อ เพราะยังเหลือเวลาอีกอย่างน้อย 4 วัน ก่อนจะถึงวันนัดเจอเพื่อนร่วมทางขึ้นอะแลสกาอีก 2 คน จนกระทั่งช่วงบ่ายก็ได้ไอเดียว่า จะขี่รถไปกางเต็นท์นอนชมนกชมไม้ที่อุทยานแห่งชาติทะเลสาบวอเตอร์ตัน (Waterton Lakes National Park) กันสักคืนสองคืน

ตัวอุทยานอยู่ห่างจากเมืองที่เราอยู่แค่ประมาณ 40 กิโลเมตร เราสองคนก็เลยชวนกันไปซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร รวมทั้งผลไม้สดและของกินเล่นจนเพลิน กว่าจะออกเดินทางก็เกือบ 4 โมงเย็นเข้าไปแล้ว

ถนน

หลังออกจากเขตเมืองมาสู่ทางหลวง ก็เจอทุ่งหญ้าโล่งกว้างที่สวยชวนมองแบบนี้ค่ะ แต่กลับเป็นความสวยที่มาพร้อมความลำบากตามเคย เพราะหลังจากออกมาได้ไม่ถึง 10 นาที ก็เริ่มมีลมตีเข้ามาด้านข้างอย่างรุนแรงจนล้อรถเกาะถนนแทบไม่ไหว ทำให้มอเตอร์ไซค์มีอาการเป๋ออกข้างตลอดเวลา ปกติทั้งรถและคนก็หนักมากอยู่แล้ว วันนี้มีน้ำหนักของกินสำหรับ 2 คน 3 วันเพิ่มเข้ามาอีก เรียกได้ว่าการเห็นแก่กินนำมาซึ่งความลำบากโดยแท้

ทุ่งหญ้า

เราสองคนขี่รถแบบทุลักทุเลไปตลอดทาง บางช่วงลมแรงมากจนต้องชิดเส้นขาวริมถนน และวิ่งด้วยความเร็วแค่ประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลามีรถยนต์มาต่อท้าย ก็ต้องคอยทำสัญญาณให้รถยนต์แซงขึ้นหน้าไป ถ้าเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ก็ถึงกับต้องชะลอจอด เพราะไม่งั้นอาจโดนลมพัดตกถนนเอาง่ายๆ

ที่คิดกันเอาไว้ดิบดีก่อนออกมาว่าจะได้ขี่รถสบายๆ ครึ่งชั่วโมงแล้วไปกางเต็นท์นอนเล่น

ก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป เหลือแค่นั่งภาวนาให้ทั้งคนทั้งรถถึงที่หมายอย่างปลอดภัยเป็นพอ

ภูเขา

อุทยานแห่งชาติทะเลสาบวอเตอร์ตัน

Waterton Lakes National Park, Canada

1 ชั่วโมงกว่าหลังจากนั้น เราก็เอาชีวิตรอดมาถึงทางเข้าจนได้ค่ะ อุทยานแห่งชาติทะเลสาบวอเตอร์ตัน (Waterton Lakes National Park) ของแคนาดาแห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานสันติภาพนานาชาติวอเตอร์ตัน เกลเชอร์ (Waterton Glacier International Peace Park) ที่เรียกว่าอุทยานนานาชาติ ก็เพราะในบริเวณเดียวกันนั้นมีอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ (Glacier National Park) ซึ่งเป็นอุทยานฝั่งอเมริการวมอยู่ด้วย

หลังจ่ายค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานและขี่รถเข้ามาด้านในแล้ว เราสังเกตเห็นป้ายเตือนนักท่องเที่ยวเป็นระยะ โดยเฉพาะป้ายจำกัดความเร็วของรถและป้ายห้ามทิ้งขยะเกลื่อนกลาด เนื่องจากในอุทยานมีสัตว์หลายชนิดอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ตั้งแต่นกสวยๆ ไปจนถึงหมีตัวใหญ่ ที่วันดีคืนดีอาจโผล่ออกมาให้เห็นข้างถนนหรือออกมาเดินหาอาหารในอุทยาน ป้ายเตือนเหล่านี้จึงมีไว้เพื่อความปลอดภัยของทั้งคนและสัตว์ในอุทยานค่ะ

 

อุทยานแห่งชาติ

ป้ายในเมืองท่องเที่ยวของแคนาดามักจะมี 2 ภาษา เพราะบางส่วนของแคนาดาใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

ก่อนเข้าพักในอุทยาน ต้องติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยวค่ะ แน่นอนว่าการมากับคริสเตียนที่หายใจเข้าออกเป็นการผจญภัย ทำให้เราตัดความคิดที่จะไปนอนโรงแรมของอุทยานออกไปตั้งแต่แรกโดยไม่ต้องถาม

มาถึงนี่แล้วต้องใกล้ชิดธรรมชาติ ต้องนั่งผิงไฟนอนดูดาวท้าลมหนาวให้สมใจ” (ท่อนสุดท้ายนี่เราเติมเองแหละ) เพราะฉะนั้น จากตัวเลือกมากมายที่ทางอุทยานมีให้ ก็เหลือที่พักแค่ 2 จุดที่น่าจะตอบโจทย์คือ แคมป์กราวด์เบลลี ริเวอร์ (Belly River) ค่าธรรมเนียมคืนละประมาณ 400 บาท เป็นแคมป์กราวด์แบบไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ แม้แต่ห้องน้ำ เหมาะกับคนที่อยากตัดขาดกับโลกภายนอกแบบสิ้นเชิง จุดที่สองคือ เครนเดล เมาน์เทน (Crandell Mountain) ค่าธรรมเนียมคืนละประมาณ 570 บาท จุดนี้มีน้ำดื่ม ห้องน้ำ เตาสำหรับก่อไฟให้บริการ แต่ไม่มีห้องอาบน้ำและไฟฟ้า งานนี้เราสองคนก็เลยพบกันคนละครึ่งทางที่ตัวเลือกที่สอง

คริสเตียนได้นอนเต็นท์ชมดาวอย่างที่ฝัน ส่วนเราก็มีห้องน้ำใช้เป็นที่เป็นทางเพื่อความอุ่นใจ

แคมป์

จุดตั้งแคมป์

Crandell Mountain Campground

จุดตั้งแคมป์เครนเดล เมาน์เทน อยู่ในพื้นที่ของป่าดิบเขา (Montane forest) ซึ่งมีพืชพันธุ์ทยอยผลัดใบเขียวตลอดปี ภายในแคมป์มีจุดตั้งเต็นท์หรือจอดรถบ้านทั้งหมด 129 จุด แต่ละจุดแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยพุ่มไม้เล็กๆ มีความเป็นส่วนตัวพอสมควร ทุกจุดมีโต๊ะยาว 1 ตัว เตาก่อไฟ และตู้สำหรับเก็บอาหารทุกประเภท

ตู้เก็บอาหารที่ว่า ไม่ใช่ตู้สี่เหลี่ยมธรรมดา แต่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้หมีเปิดหรือทำลายได้ นอกจากใช้วัสดุที่แข็งแรงและสามารถเก็บกลิ่นอาหารได้แล้ว การเปิด-ปิดตู้ก็ต้องใช้วิธีหงายมือ แล้วเอานิ้วสอดเข้าไปในช่องแคบๆ และดึงเข้าหาตัวเพื่อเปิดล็อกฝาตู้

ตู้

ภาพ: Forest Service Northern Region [Public domain] จาก Wikimedia Commons

นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นตู้แบบนี้ค่ะ หลังจากนั้นมาก็สังเกตเห็นว่าถังขยะในอุทยานทั้งหมด รวมถึงถังขยะส่วนใหญ่ที่วางอยู่ข้างถนนบนทางหลวงจากแคนาดาไปจนถึงบางส่วนของรัฐอะแลสกา ก็มีหน้าตาและวิธีการเปิดปิดคล้ายๆ กัน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันสัตว์ป่าที่อาจจะตามกลิ่นอาหารออกมาและคุ้ยเขี่ยเศษขยะในถัง

ผลที่ตามมาคือสัตว์จะเกิดความเคยชินกับกลิ่นคน ทำให้เวลาเดินมาเจอกันโดยบังเอิญในป่า แทนที่ทั้งคนทั้งหมีจะเดินหนีกันไปคนละทาง ก็กลายเป็นหมีเดินเข้ามาหาเราได้โดยไม่รู้สึกกลัว

การตั้งแคมป์ในอุทยานวอเตอร์ตัน มีกฎข้อปฏิบัติที่นักท่องเที่ยวจะต้องทำตามอย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามวางอาหารไว้เกลื่อนกลาด ห้ามเก็บอาหารเอาไว้ในเต็นท์ เศษอาหารรวมถึงน้ำซุปที่ไม่กินแล้วต้องนำไปทิ้งในถังขยะเฉพาะที่ทางอุทยานเตรียมไว้ให้ ภาชนะใส่อาหารทั้งหมดต้องทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนเก็บเข้าที่ ฯลฯ ถ้านักท่องเที่ยวไม่ปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ และเป็นต้นเหตุให้สัตว์ออกมารื้อเต็นท์ ทำลายข้าวของ หรือทำร้ายคน ก็อาจจะต้องชำระค่าปรับและรับผิดชอบค่าเสียหายให้กับทางอุทยานอีกด้วย

 

อาหาร

หลังกางเต็นท์เสร็จเรียบร้อย เราสองคนลงมือทำอาหารง่ายๆ กินกัน แล้วแยกย้ายไปหามุมนั่งอ่านหนังสือ (ขอบคุณความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าทริปนี้จะผ่านไปได้ยังไง ถ้าเราต้องขนหนังสือที่อยากอ่านทุกเล่มติดตัวมาด้วย)

ตกค่ำก็พยายามจะออกมานั่งดูดาวกับเขาเหมือนกันค่ะ แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจกับเรา นั่งดูไปหนาวจนสั่นสะท้าน สุดท้ายก็เลยถอดใจและถอยทัพเข้าไปนอนอ่านหนังสือต่อในเต็นท์จนหลับไปแทน

กระโจม

ค้างคืนในกระโจมอินเดียนแดง

คืนแรกผ่านไปอย่างเชื่องช้าเพราะเรานอนแทบไม่หลับเลย เสียงลมลู่ต้นไม้ เสียงกระรอก เสียงกวางที่มาพร้อมเงาวอบแวบผ่านหน้าเต็นท์ เรานอนเงี่ยหูฟังและพยายามจินตนาการว่าเสียงหมีเดินควรจะเป็นยังไง ถ้าหมีแหวกเต็นท์เข้ามาเราจะวิ่งออกไปทางไหน แล้วต้องปลุกคริสเตียนหรือเปล่า ฯลฯ กว่าจะหลับได้ก็เกือบเช้า ส่วนคริสเตียนนี่หัวถึงหมอนปุ๊บหลับปั๊บ ก่อนนอนก็ไม่ลืมจะหันมาย้ำกับเราอีกว่า

“ถ้าหมีมา ยูฉีกเต็นท์วิ่งเลยนะ อย่ามัวหยิบของอยู่ล่ะ”

แหม เดี๋ยวก็ไม่ปลุกซะเลยนี่

พอฟ้าเริ่มสว่าง เราก็ล้มเลิกความคิดอยากจะนอนต่อ และลุกออกไปเดินเล่นรอบแคมป์แทน ภายในแคมป์เครนเดล นอกจากจะมีจุดกางเต็นท์แล้วยังมีบางส่วนเป็นกระโจมอินเดียนแดงให้เช่านอนได้ด้วยค่ะ คืนแรกที่เราไปถึง กระโจมพวกนี้มีคนเช่าเต็มหมดแล้ว แต่เช้าวันนี้ดูเหมือนนักท่องเที่ยวที่พักในกระโจมทยอยเก็บของกัน ช่วงสายๆ เราเลยเข้าไปติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อขอเช่ากระโจมอินเดียนแดง 1 หลัง จำได้แม่นว่าค่าเช่ากระโจมคืนละ 55 เหรียญดอลลาร์แคนาดา หรือประมาณ 1,500 บาท ราคานี้เอาไปเปิดห้องเล็กๆ ในโรงแรมนอนก็น่าจะไหว แต่พอหันไปเห็นเด็กชายคริสเตียนที่ยืนมองภาพกระโจมด้วยตาเป็นประกาย ก็เป็นอันว่าหมดข้อสงสัยค่ะ

กระโจม

กระโจมอินเดียนแดงหรือทีพี (Teepee, Teepi, Tipi)

เดิมทีชาวพื้นเมืองใช้หนังสัตว์เย็บต่อกันเป็นแผ่นแล้วเอามาคลุมรอบโครงไม้ โดยเว้นส่วนยอดไว้ให้มีช่องเปิด-ปิดได้เวลาก่อไฟด้านใน ส่วนทีพีในอุทยานใช้วัสดุคล้ายผ้าใบที่มีน้ำหนักเยอะและกันน้ำได้มาทับกันสองชั้น ชั้นนอกเป็นผ้าใบผืนใหญ่ที่คลุมตั้งแต่ช่วงเกือบปลายยอดของโครงไม้ยาวลงมาจรดพื้น ชั้นในเป็นผ้าใบขนาดสั้นกว่าเพื่อคลุมเพียงแค่ครึ่งล่างของกระโจม และใช้วิธีพับส่วนที่เหลือเข้าด้านในเพื่อป้องกันลม ฝน และสัตว์เล็กๆ

ทางเข้าออกของกระโจมตัดไว้เป็นช่อง และใช้ผ้าใบด้านนอกมาคลุมปิด ส่วนของผ้าที่ทำหน้าที่คล้ายประตู มีท่อนไม้สอดอยู่ในตะเข็บผ้าด้านล่าง น้ำหนักของไม้จะช่วยถ่วงให้แผ่นผ้าเปิดปิดได้ตามที่เราต้องการ

จากที่มองด้วยสายตา เราคิดว่ากระโจมแบบนี้ไม่น่าจะมีพื้นที่เยอะ แต่พอได้เข้าไปยืนด้านในด้วยตัวเอง ก็พอจะเข้าใจว่า ทำไมชาวพื้นเมืองทั้งครอบครัวถึงใช้ชีวิตในกระโจมหนึ่งหลังได้ เพราะแม้แต่กระโจมจำลองของอุทยานที่เราเช่า ก็กว้างพอให้คน 5 – 6 คนเข้าไปนั่งเป็นวงกลมได้โดยไม่เบียดกัน

ตอนแรกเรากับคริสเตียนจะเก็บเต็นท์แล้วก็ย้ายถุงนอนเข้าไปในกระโจม แต่พอเห็นว่ายอดกระโจมเปิดโล่ง เลยเปลี่ยนใจยกเต็นท์เข้าไปกางในกระโจมแทน อย่างน้อยถ้าฝนตกตอนกลางคืน ก็มีเต็นท์ช่วยกันน้ำที่หยดลงตรงกลางได้

กระโจม

The Town of Waterton

ย้ายของเข้ากระโจมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ชวนกันออกไปเดินเล่นในเมืองวอเตอร์ตัน ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานเหมือนกันค่ะ ในเมืองมีทั้งโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก หรือแม้แต่ซูเปอร์มาร์เก็ต

รถม้า

รถม้าเที่ยวชมรอบเมือง

กวาง กวาง

รอบอุทยานมีกวางยืนกินหญ้าตามมุมนู้นมุมนี้ของเมือง คริสเตียนเดินผ่านกวางไปเฉยๆ แบบไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะตอนเด็กๆ บ้านเขาอยู่ติดชายเขาแบบนี้ เลยมีกวางออกมากินหญ้าที่สนามหน้าบ้านบ่อย ส่วนเรานี่ตื่นเต้นมาก เดินได้ก้าวสองก้าวก็ต้องหยุดมอง ทั้งที่ตอนนั้นต้องประหยัดแบตกล้องเพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ เราก็ยังควักกล้องถ่ายรูปออกมากดชัดเตอร์ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ทะเลสาบ

จุดที่ประทับใจที่สุดของการเดินเล่นในเมืองวันนี้ คงจะเป็นตอนที่เราเดินมาเจอป้ายที่เขียนเกร็ดเล็กๆ เกี่ยวกับเมืองวอเตอร์ตันป้ายนี้ โดยเฉพาะข้อ 3 ที่บอกว่า วอเตอร์ตันเป็นจุดที่มีลมแรงที่สุดแห่งหนึ่งของอัลเบอร์ตา ความเร็วลม 100 กม./ชม. เป็นเรื่องปกติ’ โอ้โห ถึงบางอ้อกันเลยค่ะ ตอนหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้ ไม่เห็นจะมีใครพูดถึงเรื่องลมเลย น่าจะเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ขับรถยนต์กันมา หรือถ้าขี่มอเตอร์ไซค์ ก็คงไม่ได้บ้าหอบฟางแบบเราแน่ๆ

ป้าย เก้าอี้

นกตัวนี้กางปีนได้หน่อยนึงก็โดนลมตีกลับ เจ้าหน้าที่แถวนั้นบอกว่าไม่ต้องห่วง เพราะเดี๋ยวลมเบาก็บินออกไปได้เอง

เดินเล่นจนเหนื่อยแล้ว เราสองคนก็กลับไปที่แคมป์ ช่วงค่ำมีกิจกรรมรอบกองไฟที่ทางอุทยานจัดให้ มีการเชิญวิทยากรซึ่งเป็นหลานชายของตระกูลหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงมานั่งเล่าประวัติชีวิตของคุณปู่คุณย่าให้ฟัง ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะเกรงใจคนอื่นๆ ที่นั่งล้อมฟังอยู่ด้วยกัน ประมาณสี่ทุ่มกว่าทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอนค่ะ คืนที่สองเราหลับแบบสบายใจกว่าคืนแรกเพราะแอบไปถามเจ้าหน้าที่เรื่องหมีมา เขาบอกว่ายังไม่เคยมีหมีพังกระโจมมาก่อน เคยแค่พังเต็นท์กับรถยนต์เท่านั้นเอง ได้ยินแบบนั้นเราก็เลยโล่งใจขึ้นมาหน่อย

ก่อนเข้านอนคืนนั้น เราสองคนเอาผลไม้สดและของกินเล่นบางส่วนไปแจกจ่ายเพื่อนๆ ที่พักในแคมป์ เพื่อลดน้ำหนักของกินที่อยู่ในกล่อง เพราะเช้าตรู่ของอีกวัน เราต้องออกเดินทางต่อเพื่อไปรวมตัวกับเพื่อนๆ อีก 2 คนในเมืองถัดไปค่ะ 🙂

มอเตอร์ไซค์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

“วันนี้เราจะเดินเท้าเข้าป่าประมาณสี่สิบห้านาที ระหว่างทางจะต้องข้ามแม่น้ำทั้งหมดสามครั้ง ด้วยการเกาะเชือกข้ามไปทีละคน แล้วเดินต่อจนถึงหน้าถ้ำ การสำรวจภายในถ้ำจะมีทั้งการว่ายน้ำ ไต่หิน และแทรกตัวผ่านช่องว่างของหินที่เล็กและแคบจนแทบจะผ่านไปไม่ได้ บางจุดอาจจะเป็นพื้นแห้ง บางจุดระดับน้ำอาจขึ้นสูงจนปิดทาง และอาจจะต้องกลั้นหายใจลงใต้น้ำเพื่อแทรกตัวผ่านไป 

“ตลอดสามชั่วโมงครึ่งในถ้ำ เราจะมีเพื่อนเป็นแมงมุม ค้างคาว ปู ปลา ความมืด กับโครงกระดูกอายุนับพันปี ถ้าคุณกลัวความสูง ความมืด ที่แคบ นี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการในทริปนี้ คุณยังมีเวลาที่จะถอนตัว รถตู้ที่จอดรออยู่จะพาคุณกลับไปส่งที่โรงแรมทันที ถ้าหากคุณเดินเข้าป่าไปกับเราและเปลี่ยนใจก่อนเข้าถ้ำ คุณต้องเดินย้อนกลับมานั่งรอตรงนี้จนกว่าทุกคนจะออกมาจากถ้ำ และถ้าหากคุณตัดสินใจเข้าไปในถ้ำกับเราแล้ว ทางออกเดียวของคุณก็คือการเดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้น… ” 

เรายืนฟังไกด์พูดด้วยความรู้สึกสองจิตสองใจ หันไปมองเพื่อนร่วมกลุ่มทัวร์จากหลายชาติอีก 5 คนแล้วก็ชักจะกังวล เพราะมีแค่เราคนเดียวเท่านั้นที่ใส่เสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง ในขณะที่ทุกคนดูกระตือรือร้นและพร้อมลุยกันหมด

เมื่อกี้เขาบอกว่าอะไรนะ ถอนตัวตอนนี้ยังทันใช่ไหม…

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize

-1-

ซาน อิกนาซิโอ, เบลีซ 

หนังสือ Sacred Places of a Lifetime ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 2008 ได้เลือกถ้ำอัคตุน ตูนิชิล มัคนาล (Actun Tunichil Muknal) หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าถ้ำเอทีเอ็ม (ATM) ของประเทศเบลีซให้เป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของโลก คริสเตียน-เพื่อนร่วมทริปมอเตอร์ไซค์ของเรา เป็นหนึ่งในคนที่อ่านหนังสือเล่มนั้นจบ แล้วเลือดของความเป็นแฟนพันธุ์แท้อินเดียน่า โจนส์ ก็พลุ่งพล่าน เจ้าตัวเลยตั้งใจแน่วแน่ว่าสักวันหนึ่งจะต้องไปเยือนถ้ำนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต

ซึ่ง ‘สักวันหนึ่ง’ ที่ว่าก็อยู่ไม่ไกลเลย เมื่อเราสองคนเดินทางมาจนถึงชายแดนระหว่างประเทศเม็กซิโกกับประเทศเบลีซ 

ในระหว่างนั่งรอเอกสารข้ามชายแดน คริสเตียนเล่าให้เราฟังคร่าวๆ ว่า ถ้ำเอทีเอ็มเป็นถ้ำเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่ชาวมายันใช้ทำพิธีกรรมบูชาเทพเจ้า นักสำรวจค้นพบถ้ำนี้โดยบังเอิญเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งจากหลักฐานสภาพแวดล้อมและโบราณวัตถุที่พบในถ้ำ ก็ทำให้เชื่อกันว่าตัวถ้ำถูกปิดตายจากโลกภายนอก และไม่เคยมีใครแตะต้องเลยตลอดหนึ่งพันปีที่ผ่านมา 

ถ้ำเอทีเอ็มตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนใกล้เมืองซาน อิกนาซิโอ (San Ignacio) ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 300 กิโลเมตร บ่ายวันนั้นเราจึงบึ่งรถจากชายแดนตรงเข้าไปพักที่ซาน อิกนาซิโอ เพื่อจะติดต่อบริษัททัวร์ที่พาเราไปสำรวจถ้ำให้เร็วที่สุดได้ เพราะช่วงที่เราไปเป็นช่วงต้นเดือนมิถุนายนซึ่งกำลังจะเข้าหน้าฝนของเบลีซ ถ้าหากน้ำสูงจนปิดปากถ้ำก็จะเข้าชมไม่ได้จนกว่าจะหมดหน้าฝนในเดือนพฤศจิกายน 

“ไกด์ที่มีใบอนุญาตให้นำทางเข้าถ้ำเอทีเอ็มมีอยู่ทั้งหมดยี่สิบคน แต่ละคนจะนำทางนักท่องเที่ยวเข้าได้ครั้งละหกคน และในหนึ่งวันจะจำกัดคนเข้าถ้ำไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน เดี๋ยวคุณลงชื่อเอาไว้ก่อนแล้วกัน ถ้าเผื่อเย็นนี้มีใครยกเลิก ผมจะรีบโทรไปบอก”

คนอื่นเขาจองทัวร์กันมาล่วงหน้าหลายอาทิตย์ค่ะ แต่เราตารางไม่แน่นอนเลยต้องอาศัยดวงหน้างาน และถือว่ายังมีโชคอยู่บ้างที่ทัวร์ชุดแรกของเช้าวันถัดไปมีที่ว่างสองที่ คืนนั้นบริษัททัวร์ส่งอีเมลมาให้สั้นๆ ว่าให้ใส่ชุดและรองเท้าที่คล่องตัวในน้ำ ให้เตรียมน้ำดื่มหนึ่งขวดกับถุงเท้าหนึ่งคู่ และห้ามพกกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอบันทึกภาพใดๆ เข้าไปด้วยเด็ดขาด

เราอ่านแล้วก็เดาเอาตามประสา ว่าเขาอาจจะมีตากล้องประจำที่คอยถ่ายรูปเราแล้วมาขายให้ทีหลัง หรือไม่ก็อาจจะมีแพ็กเกจให้เลือกซื้อว่า ถ้าจะให้ตากล้องคอยตามถ่ายรูปเราโดยเฉพาะก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม คริสเตียนเดาว่าอาจจะเคยมีคนไปทำท่าทางถ่ายรูปแบบไม่ให้เกียรติสถานที่ หรือชาวมายันอาจจะถือ ฯลฯ เรียกว่าก็เดากันไปต่างๆ นานา แต่ตอนนั้นเรามั่นใจว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีรูปติดไม้ติดมือกลับมาเป็นที่ระลึกแน่นอน แต่จะเป็นรูปจากช่องทางไหนเท่านั้นเอง 

-2-

เซอร์จิโอ

รถตู้ของบริษัททัวร์มารับเราสองคนตั้งแต่ 7 โมงเช้า หลังจากนั้นก็ไปแวะรับแขกคนอื่นๆ จากโรงแรมอีก 4 แห่ง และพาเราทั้งหมดออกนอกเมืองไปสู่ถนนลูกรังเส้นเล็กๆ วิวต้นไม้ข้างทางแทบจะเหมือนอยู่ขับรถอยู่ในเขตอุทยานบ้านเรา 

ระหว่างทางที่นั่งหัวสั่นหัวคลอนกันไป เซอร์จิโอ ไกด์นำทางก็ชวนแนะนำตัวสร้างความคุ้นเคย สมาชิกที่อยู่บนรถกับเรามีทั้งมาจากแคนาดา อังกฤษ สหรัฐฯ และสวีเดน ทุกคนอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20 – 30 ปี มีเราคนเดียวที่ว่ายน้ำไม่เป็นและไม่เคยเข้าถ้ำมาก่อน 

“ดีแล้ว ทุกคนจะได้มารุมกันช่วยคุณไง” เซอร์จิโอคงพยายามจะช่วยปลอบใจ แต่เราว่าทางที่ดีอย่าให้ต้องมีอะไรให้ใครมาช่วยเลยจะดีกว่า 

แนะนำตัวกันครบแล้ว เพื่อนใหม่ชาวสวีเดนก็ถามถึงเหตุผลที่โดนห้ามไม่ให้เอากล้องถ่ายรูปเข้าไปในถ้ำ เซอร์จิโอบอกว่า เมื่อ 6 ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวทำกล้องถ่ายรูปหลุดมือ และตกลงบนกะโหลกอายุ 1,400 กว่าปี ทำให้กะโหลกทะลุเป็นรูและซ่อมแซมไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาจึงมีกฎห้ามไม่ให้นักเที่ยวนำกล้องถ่ายรูปหรืออุปกรณ์บันทึกภาพใดๆ เข้าไปอีกเลย ไกด์ที่นำทางนักท่องเที่ยวเข้าไปวันนั้นก็โดนถอนใบอนุญาต และโดนปรับเป็นเงินกว่า 5,000 เหรียญฯ

เราก็ได้แต่บ่นงึมงำว่าน่าเสียดาย ว่าแล้วก็มีคนหันไปถามเซอร์จิโอต่อว่า นักท่องเที่ยวล่ะ โดนทำโทษบ้างไหม หนักสมกับความผิดที่ทำลงไปหรือเปล่า 

เซอร์จิโอตะโกนแข่งกับเสียงรถกลับมาว่า “ไปโทษนักท่องเที่ยวไม่ได้หรอกคุณ ต้องโทษคนของเรานี่แหละ บ้านเรา ทรัพยากรเรา เราก็ต้องปกป้องดูแล คนมาเที่ยวเขาไม่รู้หรอกว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ จิตสำนึกการท่องเที่ยวที่ดีต้องเริ่มจากเราที่เป็นเจ้าบ้าน คนที่มาเขาถึงจะเคารพและทำตาม”

แล้วเซอร์จิโอก็เล่าให้ฟังต่อว่า 2 – 3 ปีก่อนหน้านั้นมีนักท่องเที่ยวไปดำน้ำและหักปะการังกลับมา พอนั่งเรือเข้าฝั่งก็เจอเจ้าหน้าที่มารอรับจับกลับไปด้วยกันเลย นักท่องเที่ยวโดนเชิญไปตักเตือนและยกเลิกวีซ่า ส่วนไกด์ก็โดนยกเลิกใบอนุญาตและติดคุก 5 ปี 

“จะมาอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ ก็เราเป็นคนพาเขาไป ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ต้องติดคุกจนกว่าปะการังจะงอกใหม่เท่าเดิม” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : CarlosVanVegas via Flickr, CC BY 2.0

-3- 

ตัดสินใจ

ทันทีที่รถตู้จอดสนิท เซอร์จิโอก็รีบกระโดดลงจากรถอย่างรวดเร็ว หมวกนิรภัยพร้อมไฟฉายแบบคาดศีรษะถูกแจกจ่ายให้กับทุกคน เราได้เสื้อชูชีพสีสดมาด้วยอีกหนึ่งตัว หลังจากนั้นเซอร์จิโอก็แจ้งเรื่องกิจกรรมที่จะทำกันในวันนั้นให้อย่างละเอียด 

เราลังเลจนวินาทีสุดท้าย เพราะไม่อยากไปเป็นภาระกับคนอื่นๆ กระเป๋าเป้ของเราที่ฝากเอาไว้ในรถตู้มีหนังสือติดมาด้วย 2 เล่ม เพราะลึกๆ เรายังคิดว่าถ้าเปลี่ยนใจไม่ไป ก็จะกลับมานั่งอ่านหนังสือรอทุกคนที่ลานจอดรถ

“ยูอาจจะเข้าไปแล้วไม่ชอบและอาจจะไม่มีวันเข้าถ้ำไหนอีกเลยก็ได้ แต่ถ้าถ้ำนี้จะเป็นถ้ำเดียวและถ้ำสุดท้ายที่ยูเข้าไปดูในชีวิตนี้ อย่างน้อยมันก็เป็นถ้ำที่ดีที่สุดถ้ำหนึ่งของโลกเลยนะ” 

เราว่าคริสเตียนต้องไปคิดหาวิธีพูดจูงใจเรามาทั้งคืนแน่ๆ มันถึงฟังแล้วชวนคล้อยตามได้ขนาดนี้ เรายื่นมือรับหมวกกับไฟฉายมาใส่และเดินไปให้เซอร์จิโอเช็กอุปกรณ์อีกครั้ง ในระหว่างนั้นก็มีรถตู้เข้ามาอีกหนึ่งคัน เซอร์จิโอหันมาบอกทุกคนทันทีว่าให้เร่งมือ เพราะเราจะได้เป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปในถ้ำวันนี้ 

“แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนเป็นมนุษย์คนแรกที่ค้นพบถ้ำศักดิ์สิทธิ์นี้เลย” 

ว่าแล้วทุกคนก็พร้อมใจกันออกเดินทางกันทันที เส้นทางเดินจากลานจอดรถไปหน้าถ้ำเป็นเส้นทางเลียบแม่น้ำในป่าที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เราเดินกันไปได้ไม่ถึง 10 นาที อยู่ๆ เซอร์จิโอก็กระโดดตู้มลงน้ำ จนเราเข้าใจว่าเดินพลาดตกน้ำไปเอง 

แต่เมื่อวิ่งตามไปดูถึงได้เห็นเซอร์จิโอยืนอยู่กลางสายน้ำเชี่ยวกรากที่สูงขึ้นมาถึงหน้าอก มือทั้งสองข้างจับเชือกเส้นใหญ่ที่ผูกไว้กับต้นไม้จากฝั่งเราข้ามไปยังอีกฝั่ง แล้วก็หันมาพยักหน้าเป็นสัญญาณให้คนที่เหลือค่อยๆ ข้ามตามไป ทุกคนในกลุ่มน่าจะได้กินน้ำกันคนละอึกสองอึก แต่คงไม่มีใครได้กินน้ำเยอะเท่าเรา หลังจากนั้นก็ต้องข้ามแม่น้ำอีก 2 ครั้ง แต่ไม่ลำบากเท่าครั้งแรก เพราะถึงจะเป็นแม่น้ำที่กว้างกว่า แต่ระดับน้ำก็สูงแค่ประมาณเข่า จึงเดินข้ามกันสบายๆ โดยไม่ต้องใช้เชือก

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Deanna Keahey via Flickr, CCBY-ND2.0

-4-

เรามาเป็นแขก ไม่ใช่ผู้บุกรุก 

45 นาทีผ่านไป เราก็ไปถึงหน้าปากถ้ำ เซอร์จิโอให้ทุกคนเอาขวดน้ำที่พกมาไปทิ้งถังขยะที่แอบอยู่ข้างต้นไม้ และแยกย้ายกันไปหามุมทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ก่อนจะเรียกกลับมารวมกันที่หน้าถ้ำอีกครั้ง

“จากจุดนี้ไป เราต้องเป็นทีมเดียวกัน ไม่ว่าจะทำอะไร เราต้องอยู่เรียงกันเป็นแถวยาวและมารวมตัวกันเฉพาะเวลาที่ผมบอก จำให้ดีว่าคนที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังของคุณคือใคร ผมจะอยู่หัวแถว ถ้าผมบอกให้เหยียบหินก้อนไหน ก็ต้องเป็นหินก้อนนั้น ผมใช้มือจับก้อนไหน คุณก็ต้องจับก้อนนั้น คุณต้องคอยบอกต่อๆ กันไป ถ้าได้ยินไม่ชัดเจนให้ถามเพื่อความแน่ใจ เรารอทุกคนได้

“การเข้าไปในถ้ำของเราจะสร้างผลกระทบให้กับระบบนิเวศในถ้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการควบคุมให้มันเกิดขึ้นน้อยที่สุด ขอให้ทุกคนทำตัวเหมือนเป็นแขกไม่ใช่ผู้บุรุกนะครับ

“อ๋อ อีกอย่างคือถ้ำนี้น่ะศักดิ์สิทธิ์มากนะ ถ้าคุณแอบฉี่ตอนอยู่ในน้ำ มันจะเรืองแสงและทุกคนจะรู้ทันทีว่าเป็นคุณ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่บอกเสียก่อน” เซอร์จิโอพูดด้วยเสียงทีเล่นทีจริง ก่อนจะเดินนำหน้าทุกคนไปหย่อนตัวลงน้ำที่หน้าปากถ้ำ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

-5-

ประตูสู่โลกใต้พิภพ

น้ำสีเทอร์ควอยซ์หน้าถ้ำล้อกับแสงแดดจนเป็นประกาย ตัดกับความมืดมิดที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในจนเหมือนคนละโลก ทุกคนค่อยๆ หย่อนตัวลงน้ำตามเซอร์จิโอ เราเตรียมใจว่าน้ำน่าจะต้องเย็นจัด แต่ปรากฏว่าอุ่นสบายและใสจนมองเห็นแขนขาตัวเองได้ชัดเจน ความลึกน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 – 4 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดแล้วในทริปนี้ 

เราว่ายน้ำตามกันไปจนถึงบริเวณพื้นทรายราบที่มีลักษณะคล้าย ‘หาด’ อยู่ภายในถ้ำ เซอร์จิโอยืนรอทุกคนให้มาจนครบแล้วจึงทำสัญญาณมือให้ไปล้อมวงฟัง 

“ชาวมายันเชื่อในชีวิตหลังความตาย และเชื่อว่าถ้ำต่างๆ ในดินแดนของชาวมายันทั้งในประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา เบลีซ จะเชื่อมต่อกับโลกแห่งความตายที่อยู่ใต้พิภพ คุณอาจรู้จักถ้ำนี้ในชื่อเอทีเอ็ม แต่สำหรับชาวมายัน ถ้ำนี้มีชื่อว่าชิบัลบา (Xibalba) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับที่ชาวมายันใช้เรียกโลกหลังความตายด้วย” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Dennis Jarvis via Flickr, CC BY-SA 2.0

ผ่านบริเวณหาดทรายไปก็เป็นลำธารที่ไหลลอดผ่านถ้ำ ถึงน้ำจะสูงไม่มาก แต่ก็เป็นการเดินสวนกระแสน้ำ ตอนแรกยังไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไป แสงก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นความมืดสนิท แสงไฟฉายค่อยๆ ถูกเปิดขึ้น ทุกคนในทีมเคลื่อนไหวช้าลง และค่อยๆ ขยับเข้ามาอยู่ใกล้กันจนแทบจะจูงมือกันได้ 

จากปากถ้ำที่ดูกว้างใหญ่ ผนังของถ้ำก็แคบและเตี้ยลงเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ดูเหมือนเราเดินมาเจอทางตัน แต่เซอร์จิโอก็ค่อยๆ นั่งลง แทรกตัวผ่านหายไปทางร่องหินที่มีขนาดแคบและเล็กมาก จนไม่น่าเชื่อว่าคนทั้งคนจะแทรกผ่านไปได้ แขนเซอร์จิโอโผล่ออกมาและโบกเป็นสัญญาณให้ตามเข้าไปทีละคน เราตัวเล็กที่สุดในกลุ่มเพื่อนร่วมทางก็จริง แต่เสื้อชูชีพที่สวมอยู่ก็ทำให้ทุลักทุเลไม่น้อย จนสุดท้ายต้องถอดเสื้อและส่งผ่านไปก่อน เราถึงจะแทรกตัวผ่านช่องหินตามไปได้ 

หนึ่งในช่องหินที่ต้องแทรกตัวผ่านหลังจากนั้น เป็นช่องที่ความสูงอยู่เท่าระดับน้ำพอดี เซอร์จิโอบอกว่าขนาดของช่องหินที่อยู่ใต้น้ำจะกว้างกว่าด้านบน เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่สามารถลอดผ่านช่องบนไป ก็จะต้องกลั้นหายใจและกดตัวลงต่ำเพื่อแทรกตัวผ่านช่องที่อยู่ใต้น้ำไป อันนี้ถือเป็นโชคดีเล็กๆ ของเราเพราะเมื่อถอดเสื้อชูชีพออกแล้ว เราก็ผ่านทุกช่องได้แบบไม่มีรอยขีดข่วนมากนัก ที่ลำบากหน่อยน่าจะเป็นหนุ่มๆ ในกลุ่มรวมทั้งคริสเตียน เพราะติดไหล่จนต้องกดตัวลงจนแทบหายไปใต้น้ำเพื่อลอดผ่านไปให้ได้ 

ถึงตอนนี้เมื่อเดินมาเจอทางตัน เราก็จะมองหาทางออกอื่นโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่เคยเดาถูกเลยสักครั้ง เพราะทุกทางที่เซอร์จิโอชี้ให้ไป ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสักทาง นอกเหนือจากการต้องพยายามบีบตัวเองผ่านช่องหิน บางจุดก็ต้องใช้วิธีปีนขึ้นก้อนหินแทน ซึ่งเซอร์จิโอจะสาธิตวิธีการปีนขึ้นหินแต่ละก้อนให้ดู พร้อมทั้งกำชับว่าให้ท่องขั้นตอนตามดีๆ 

“แค่คุณไปจับโดนจุดที่ไม่ควรจับเพียงครั้งเดียว คุณก็จะทำลายถ้ำนี้ไปตลอดกาล ตั้งใจฟังที่คนข้างหน้าบอกให้ดีนะครับ” 

เพื่อนร่วมทางในกลุ่มเราให้ความร่วมมือดีมาก เซอร์จิโอบอกอะไรมา ทุกคนก็พูดย้ำและบอกต่อๆ กันแบบไม่ขาดตกบกพร่อง “เหยียบซ้าย มือเกาะขวา หัวเอียงซ้าย ห้ามจับซ้าย ดึงตัวขึ้น!” 

หนุ่มน้อยที่อยู่ด้านหน้าเราส่งตรงมาจากอังกฤษแน่นอน เพราะสำเนียงบริติชสุดๆ ไม่นึกไม่ฝันว่าแค่จะมาดูถ้ำ แต่ยังต้องใช้สมาธิสูงเหมือนนั่งสอบพาร์ตฟัง IELTS (สบายใจได้ค่ะ เราทำหน้าที่เป็นตัวแทนไทยแลนด์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แตะจับไม่ผิดเลยสักหน เพราะมีคริสเตียนคอยช่วยฟังอยู่ด้านหลังอีกคน) 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

-6-

“The Crystal Maiden”

หลังจากที่เราทั้งไต่ทั้งปีนทั้งมุดกันมาได้หนึ่งกิโลเมตรกว่า ในที่สุดก็โผล่ออกมาเจอห้องโถงใหญ่ห้องแรกของถ้ำที่มีขนาดใกล้เคียงกับสนามฟุตบอล เซอร์จิโอบอกให้ทุกคนไปถอดรองเท้าวางไว้ข้างโขดหินและหยิบถุงเท้าออกมาใส่ ก่อนจะให้ไปรวมกันตรงกลางลานโล่งกว้าง 

“ถ้ำนี้มีห้องโถงใหญ่อยู่สองห้อง ห้องแรกที่เรายืนกันอยู่ตรงนี้น่าจะเป็นห้องที่เคยถูกใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวมายัน เพราะพบกระถางธูป ถ้วยโถเซรามิก ศิลาจารึก เครื่องมือช่างโบราณ และศิลปะวัตถุเป็นพันชิ้น” 

เซอร์จิโอใช้ไฟส่องโถถ้วยจานที่วางอยู่ตามจุดต่างๆ ของพื้นห้องให้ทุกคนดู ถ้วยชามส่วนใหญ่มีรอยแตกร้าว มีอยู่ใบหนึ่งในนั้นที่มีรูปลิงตัวเล็กๆ สลักอยู่ เซอร์จิโอบอกว่า ทั่วทั้งทวีปอเมริกากลางมีการค้นพบโถที่มีรูปลิงแบบนี้อยู่ 4 ชิ้นเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็อยู่ในถ้ำแห่งนี้ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Beth and Anth via Flickr, CC BY-SA 2.0
การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

“โครงกระดูกที่เราพบในโถงห้องถัดไป มีร่องรอยของการถูกทรมานก่อนตาย ถูกจับมัดแขนขา กะโหลกแตกคล้ายถูกตีอย่างรุนแรงด้วยของแข็ง โถและถ้วยพวกนี้น่าจะเอาไว้รองเลือด เพื่อใช้ในพิธีบูชายัญก่อนที่เหยื่อบูชายัญจะสิ้นใจตายหรือถูกฆ่าตาย” 

ห้องโถงถัดมาซึ่งเป็นห้องโถงหลักและใหญ่ที่สุดในถ้ำ โครงกระดูกที่ถูกค้นพบในถ้ำนี้ถูกเคลือบด้วยแร่แคลไซต์ (Calcite) ทำให้กระดูกถูกยึดติดกับพื้นถ้ำและส่องเป็นประกายเมื่อโดนแสงไฟ เป็นความสวยผสมความรู้สึกชวนขนลุกจริงๆ ค่ะ 

กะโหลกบางชิ้นมีขนาดเล็กมาก เซอร์จิโอบอกว่า กะโหลกที่พบในนี้มีตั้งแต่ของเด็ก 1 ขวบยันผู้ใหญ่อายุราว 40 ด้านในสุดของห้องโถงใหญ่มีโครงกระดูกที่คาดว่าเป็นของสาวน้อยคนหนึ่งที่เสียชีวิตตอนอายุ 18 ปี เธอเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘The Crystal Maiden’ เพราะโครงกระดูกของเธอส่องประกายระยิบระยับโดดเด่น และเป็นโครงกระดูกชุดเดียวที่ยังอยู่ครบทุกชิ้นส่วน กระโหลกไม่มีรอยร้าวเหมือนโครงกระดูกอื่น แต่มีร่องรอยข้อกระดูกสันหลังแตก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเสียชีวิตก่อนจะถูกนำร่างมาไว้ตรงนี้ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

ใกล้ๆ กับโครงกระดูกเหล่านี้มีถ้วยเซรามิกที่ถูกเจาะรูไว้ตรงกลางวางอยู่ เซอร์จิโอใช้ไฟส่องลอดรูถ้วยให้ทุกคนได้เห็นกันชัดๆ 

“ถ้วยที่ถูกเจาะรูพวกนี้มักจะถูกขุดพบในหลุมศพ บางครั้งวางไว้ด้านบนศรีษะคนตาย บางครั้งก็ใช้ปิดหน้า รูตรงก้นถ้วยเรียกว่า Kill-hole ไม่มีใครรู้แน่ว่าทำเพื่ออะไร อาจจะต้องการสื่อถึงความสูญเสีย หรือบางทฤษฎีก็บอกว่าเป็นความเชื่อว่า รูที่เจาะไว้จะเป็นทางออกของวิญญาณของคนที่ตาย” 

เมื่อเดินดูจนครบทุกจุดแล้ว เซอร์จิโอก็ให้ทุกคนกลับมาใส่รองเท้าและเดินลัดเลาะไปทางข้างๆ กำแพงถ้ำ เรานึกสงสัยว่าที่ต้องถอดรองเท้า เป็นเพราะพื้นที่บริเวณนี้ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์รึเปล่า หันไปถามเซอร์จิโอก็ได้คำตอบว่า

“คนเราเวลาไม่ใส่รองเท้า จะเดินแบบระมัดระวังกว่าตอนมีรองเท้า จะเหยียบ จะก้าว ลงไปตรงไหนก็มักจะดูให้แน่ใจก่อนว่ามีอะไรอยู่บนพื้นรึเปล่า เพราะกลัวจะเจ็บตัว ซึ่งก็เป็นผลดีกับโบราณวัตถุและโครงกระดูกทั้งหลายที่อยู่บนพื้นด้วย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความศักดิ์สิทธิ์หรือความเชื่อของชาวมายันหรอก” 

โอ้โห ช่างคิดดีจังเลย
“น่าเสียดายที่เราไม่ได้คิดแบบนี้ได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย เราต้องเสียกระโหลกไปหนึ่งชิ้น เพราะโดนเหยียบโดยไม่ตั้งใจ” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Bernard DUPONT via Flickr, CC BY-SA 2.0

-7-

โลกมนุษย์

ทัวร์ในถ้ำจบลงด้วยการสไลด์ตัวออกมาทางช่องหินที่มีน้ำไหลแรงจนแทบจะเหมือนเครื่องเล่นในสวนสนุก เราค่อยๆ ไถลตัวออกมาตามแรงดันของน้ำผ่านช่องหินที่ดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจ เพราะขนาดเล็กกว่าที่เคยผ่านกันมา แต่ด้วยคำยืนยันของเซอร์จิโอ “ผมผ่านได้ ทุกคนก็ผ่านได้” ทุกคนก็พร้อมใจทำตามทันที

ก่อนจะถึงหน้าปากถ้ำ เซอร์จิโอให้เราทุกคนลอยตัวในน้ำ หลับตาและจับมือกันไว้ เรารู้สึกได้ว่าโดนดึงให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าพร้อมกับทุกคนอย่างช้าๆ แสงสว่างค่อยๆ กระทบเปลือกตา เซอร์จิโอขอให้เรานับหนึ่งถึงร้อยพร้อมกันก่อนจะลืมตาขึ้น การหลับตาเพื่อปรับแสงช่วยได้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว 

เราออกมาเก็บขวดน้ำพลาสติกที่วางทิ้งไว้ในถังหน้าถ้ำ และพากันเดินข้ามแม่น้ำกลับออกมาที่ลานจอดรถ ก่อนขึ้นรถตู้กลับ เราเข้าไปขอบคุณเซอร์จิโออีกครั้ง และบอกว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับมาเที่ยวถ้ำนี้อีก แต่เซอร์จิโอบอกว่า เร็วๆ นี้อาจจะมีการปิดถ้ำอย่างน้อย 3 – 5 ปีเพื่อให้ระบบนิเวศในถ้ำได้ฟื้นฟูสภาพ หลังจากนั้นก็คงจะมีการพิจารณากันใหม่ว่าจะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้อีก หรือควรจะปิดถาวรและเปิดให้เฉพาะนักโบราณคดีเข้ามา เพื่อการศึกษาค้นคว้าเพียงอย่างเดียวไปก่อน

“ในช่วงชีวิตนี้คุณอาจจะไม่ได้เข้าไปดูถ้ำนี้อีกเป็นครั้งที่ 2 แต่ถ้าคุณมีลูกมีหลาน อย่างน้อยพวกเขาก็จะยังมีโอกาสได้เห็นสิ่งที่คุณเห็นในวันนี้นะ – หวังว่าจะได้พบกันอีก” 


  • ปัจจุบันมีไกด์ที่ได้รับใบอนุญาตนำทางถ้ำเอทีเอ็มทั้งหมด 25 คน (ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี โดยไกด์จะต้องสอบข้อเขียนและข้อปฏิบัติกับหน่วยงานการท่องเที่ยวของเบลีซให้ผ่านอย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะต่ออายุใบอนุญาตได้) 
  • ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ถ้ำเอทีเอ็มขายบัตรให้นักท่องเที่ยวเข้าชมถ้ำได้วันละ 125 คน และกำหนดให้ไกด์ 1 คน นำทางนักท่องเที่ยวเข้าถ้ำไม่เกิน 4 คนต่อรอบ และได้คนละ 2 รอบต่อวันเท่านั้น 
  • ค่าใช้จ่ายในการสำรวจถ้ำรวมค่ารถรับส่งจากโรงแรมประมาณคนละ 3,500 – 6,000 บาท

Writer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load