วันแรกในแคนาดา

Cardston, Alberta Canada

เริ่มวันใหม่ที่คาร์ดสตัน (Cardston) เมืองเล็กๆ ใกล้ชายแดนฝั่งแคนาดา เช้านี้หมดสภาพทั้งคู่ค่ะ นอนเหยียดยาวลุกไม่ขึ้นจนเกือบเที่ยง ตอนแรกเรายังไม่มีแผนเดินทางไปไหนต่อ เพราะยังเหลือเวลาอีกอย่างน้อย 4 วัน ก่อนจะถึงวันนัดเจอเพื่อนร่วมทางขึ้นอะแลสกาอีก 2 คน จนกระทั่งช่วงบ่ายก็ได้ไอเดียว่า จะขี่รถไปกางเต็นท์นอนชมนกชมไม้ที่อุทยานแห่งชาติทะเลสาบวอเตอร์ตัน (Waterton Lakes National Park) กันสักคืนสองคืน

ตัวอุทยานอยู่ห่างจากเมืองที่เราอยู่แค่ประมาณ 40 กิโลเมตร เราสองคนก็เลยชวนกันไปซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร รวมทั้งผลไม้สดและของกินเล่นจนเพลิน กว่าจะออกเดินทางก็เกือบ 4 โมงเย็นเข้าไปแล้ว

ถนน

หลังออกจากเขตเมืองมาสู่ทางหลวง ก็เจอทุ่งหญ้าโล่งกว้างที่สวยชวนมองแบบนี้ค่ะ แต่กลับเป็นความสวยที่มาพร้อมความลำบากตามเคย เพราะหลังจากออกมาได้ไม่ถึง 10 นาที ก็เริ่มมีลมตีเข้ามาด้านข้างอย่างรุนแรงจนล้อรถเกาะถนนแทบไม่ไหว ทำให้มอเตอร์ไซค์มีอาการเป๋ออกข้างตลอดเวลา ปกติทั้งรถและคนก็หนักมากอยู่แล้ว วันนี้มีน้ำหนักของกินสำหรับ 2 คน 3 วันเพิ่มเข้ามาอีก เรียกได้ว่าการเห็นแก่กินนำมาซึ่งความลำบากโดยแท้

ทุ่งหญ้า

เราสองคนขี่รถแบบทุลักทุเลไปตลอดทาง บางช่วงลมแรงมากจนต้องชิดเส้นขาวริมถนน และวิ่งด้วยความเร็วแค่ประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลามีรถยนต์มาต่อท้าย ก็ต้องคอยทำสัญญาณให้รถยนต์แซงขึ้นหน้าไป ถ้าเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ก็ถึงกับต้องชะลอจอด เพราะไม่งั้นอาจโดนลมพัดตกถนนเอาง่ายๆ

ที่คิดกันเอาไว้ดิบดีก่อนออกมาว่าจะได้ขี่รถสบายๆ ครึ่งชั่วโมงแล้วไปกางเต็นท์นอนเล่น

ก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป เหลือแค่นั่งภาวนาให้ทั้งคนทั้งรถถึงที่หมายอย่างปลอดภัยเป็นพอ

ภูเขา

อุทยานแห่งชาติทะเลสาบวอเตอร์ตัน

Waterton Lakes National Park, Canada

1 ชั่วโมงกว่าหลังจากนั้น เราก็เอาชีวิตรอดมาถึงทางเข้าจนได้ค่ะ อุทยานแห่งชาติทะเลสาบวอเตอร์ตัน (Waterton Lakes National Park) ของแคนาดาแห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานสันติภาพนานาชาติวอเตอร์ตัน เกลเชอร์ (Waterton Glacier International Peace Park) ที่เรียกว่าอุทยานนานาชาติ ก็เพราะในบริเวณเดียวกันนั้นมีอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ (Glacier National Park) ซึ่งเป็นอุทยานฝั่งอเมริการวมอยู่ด้วย

หลังจ่ายค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานและขี่รถเข้ามาด้านในแล้ว เราสังเกตเห็นป้ายเตือนนักท่องเที่ยวเป็นระยะ โดยเฉพาะป้ายจำกัดความเร็วของรถและป้ายห้ามทิ้งขยะเกลื่อนกลาด เนื่องจากในอุทยานมีสัตว์หลายชนิดอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ตั้งแต่นกสวยๆ ไปจนถึงหมีตัวใหญ่ ที่วันดีคืนดีอาจโผล่ออกมาให้เห็นข้างถนนหรือออกมาเดินหาอาหารในอุทยาน ป้ายเตือนเหล่านี้จึงมีไว้เพื่อความปลอดภัยของทั้งคนและสัตว์ในอุทยานค่ะ

 

อุทยานแห่งชาติ

ป้ายในเมืองท่องเที่ยวของแคนาดามักจะมี 2 ภาษา เพราะบางส่วนของแคนาดาใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

ก่อนเข้าพักในอุทยาน ต้องติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยวค่ะ แน่นอนว่าการมากับคริสเตียนที่หายใจเข้าออกเป็นการผจญภัย ทำให้เราตัดความคิดที่จะไปนอนโรงแรมของอุทยานออกไปตั้งแต่แรกโดยไม่ต้องถาม

มาถึงนี่แล้วต้องใกล้ชิดธรรมชาติ ต้องนั่งผิงไฟนอนดูดาวท้าลมหนาวให้สมใจ” (ท่อนสุดท้ายนี่เราเติมเองแหละ) เพราะฉะนั้น จากตัวเลือกมากมายที่ทางอุทยานมีให้ ก็เหลือที่พักแค่ 2 จุดที่น่าจะตอบโจทย์คือ แคมป์กราวด์เบลลี ริเวอร์ (Belly River) ค่าธรรมเนียมคืนละประมาณ 400 บาท เป็นแคมป์กราวด์แบบไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ แม้แต่ห้องน้ำ เหมาะกับคนที่อยากตัดขาดกับโลกภายนอกแบบสิ้นเชิง จุดที่สองคือ เครนเดล เมาน์เทน (Crandell Mountain) ค่าธรรมเนียมคืนละประมาณ 570 บาท จุดนี้มีน้ำดื่ม ห้องน้ำ เตาสำหรับก่อไฟให้บริการ แต่ไม่มีห้องอาบน้ำและไฟฟ้า งานนี้เราสองคนก็เลยพบกันคนละครึ่งทางที่ตัวเลือกที่สอง

คริสเตียนได้นอนเต็นท์ชมดาวอย่างที่ฝัน ส่วนเราก็มีห้องน้ำใช้เป็นที่เป็นทางเพื่อความอุ่นใจ

แคมป์

จุดตั้งแคมป์

Crandell Mountain Campground

จุดตั้งแคมป์เครนเดล เมาน์เทน อยู่ในพื้นที่ของป่าดิบเขา (Montane forest) ซึ่งมีพืชพันธุ์ทยอยผลัดใบเขียวตลอดปี ภายในแคมป์มีจุดตั้งเต็นท์หรือจอดรถบ้านทั้งหมด 129 จุด แต่ละจุดแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยพุ่มไม้เล็กๆ มีความเป็นส่วนตัวพอสมควร ทุกจุดมีโต๊ะยาว 1 ตัว เตาก่อไฟ และตู้สำหรับเก็บอาหารทุกประเภท

ตู้เก็บอาหารที่ว่า ไม่ใช่ตู้สี่เหลี่ยมธรรมดา แต่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้หมีเปิดหรือทำลายได้ นอกจากใช้วัสดุที่แข็งแรงและสามารถเก็บกลิ่นอาหารได้แล้ว การเปิด-ปิดตู้ก็ต้องใช้วิธีหงายมือ แล้วเอานิ้วสอดเข้าไปในช่องแคบๆ และดึงเข้าหาตัวเพื่อเปิดล็อกฝาตู้

ตู้

ภาพ: Forest Service Northern Region [Public domain] จาก Wikimedia Commons

นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นตู้แบบนี้ค่ะ หลังจากนั้นมาก็สังเกตเห็นว่าถังขยะในอุทยานทั้งหมด รวมถึงถังขยะส่วนใหญ่ที่วางอยู่ข้างถนนบนทางหลวงจากแคนาดาไปจนถึงบางส่วนของรัฐอะแลสกา ก็มีหน้าตาและวิธีการเปิดปิดคล้ายๆ กัน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันสัตว์ป่าที่อาจจะตามกลิ่นอาหารออกมาและคุ้ยเขี่ยเศษขยะในถัง

ผลที่ตามมาคือสัตว์จะเกิดความเคยชินกับกลิ่นคน ทำให้เวลาเดินมาเจอกันโดยบังเอิญในป่า แทนที่ทั้งคนทั้งหมีจะเดินหนีกันไปคนละทาง ก็กลายเป็นหมีเดินเข้ามาหาเราได้โดยไม่รู้สึกกลัว

การตั้งแคมป์ในอุทยานวอเตอร์ตัน มีกฎข้อปฏิบัติที่นักท่องเที่ยวจะต้องทำตามอย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามวางอาหารไว้เกลื่อนกลาด ห้ามเก็บอาหารเอาไว้ในเต็นท์ เศษอาหารรวมถึงน้ำซุปที่ไม่กินแล้วต้องนำไปทิ้งในถังขยะเฉพาะที่ทางอุทยานเตรียมไว้ให้ ภาชนะใส่อาหารทั้งหมดต้องทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนเก็บเข้าที่ ฯลฯ ถ้านักท่องเที่ยวไม่ปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ และเป็นต้นเหตุให้สัตว์ออกมารื้อเต็นท์ ทำลายข้าวของ หรือทำร้ายคน ก็อาจจะต้องชำระค่าปรับและรับผิดชอบค่าเสียหายให้กับทางอุทยานอีกด้วย

 

อาหาร

หลังกางเต็นท์เสร็จเรียบร้อย เราสองคนลงมือทำอาหารง่ายๆ กินกัน แล้วแยกย้ายไปหามุมนั่งอ่านหนังสือ (ขอบคุณความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าทริปนี้จะผ่านไปได้ยังไง ถ้าเราต้องขนหนังสือที่อยากอ่านทุกเล่มติดตัวมาด้วย)

ตกค่ำก็พยายามจะออกมานั่งดูดาวกับเขาเหมือนกันค่ะ แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจกับเรา นั่งดูไปหนาวจนสั่นสะท้าน สุดท้ายก็เลยถอดใจและถอยทัพเข้าไปนอนอ่านหนังสือต่อในเต็นท์จนหลับไปแทน

กระโจม

ค้างคืนในกระโจมอินเดียนแดง

คืนแรกผ่านไปอย่างเชื่องช้าเพราะเรานอนแทบไม่หลับเลย เสียงลมลู่ต้นไม้ เสียงกระรอก เสียงกวางที่มาพร้อมเงาวอบแวบผ่านหน้าเต็นท์ เรานอนเงี่ยหูฟังและพยายามจินตนาการว่าเสียงหมีเดินควรจะเป็นยังไง ถ้าหมีแหวกเต็นท์เข้ามาเราจะวิ่งออกไปทางไหน แล้วต้องปลุกคริสเตียนหรือเปล่า ฯลฯ กว่าจะหลับได้ก็เกือบเช้า ส่วนคริสเตียนนี่หัวถึงหมอนปุ๊บหลับปั๊บ ก่อนนอนก็ไม่ลืมจะหันมาย้ำกับเราอีกว่า

“ถ้าหมีมา ยูฉีกเต็นท์วิ่งเลยนะ อย่ามัวหยิบของอยู่ล่ะ”

แหม เดี๋ยวก็ไม่ปลุกซะเลยนี่

พอฟ้าเริ่มสว่าง เราก็ล้มเลิกความคิดอยากจะนอนต่อ และลุกออกไปเดินเล่นรอบแคมป์แทน ภายในแคมป์เครนเดล นอกจากจะมีจุดกางเต็นท์แล้วยังมีบางส่วนเป็นกระโจมอินเดียนแดงให้เช่านอนได้ด้วยค่ะ คืนแรกที่เราไปถึง กระโจมพวกนี้มีคนเช่าเต็มหมดแล้ว แต่เช้าวันนี้ดูเหมือนนักท่องเที่ยวที่พักในกระโจมทยอยเก็บของกัน ช่วงสายๆ เราเลยเข้าไปติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อขอเช่ากระโจมอินเดียนแดง 1 หลัง จำได้แม่นว่าค่าเช่ากระโจมคืนละ 55 เหรียญดอลลาร์แคนาดา หรือประมาณ 1,500 บาท ราคานี้เอาไปเปิดห้องเล็กๆ ในโรงแรมนอนก็น่าจะไหว แต่พอหันไปเห็นเด็กชายคริสเตียนที่ยืนมองภาพกระโจมด้วยตาเป็นประกาย ก็เป็นอันว่าหมดข้อสงสัยค่ะ

กระโจม

กระโจมอินเดียนแดงหรือทีพี (Teepee, Teepi, Tipi)

เดิมทีชาวพื้นเมืองใช้หนังสัตว์เย็บต่อกันเป็นแผ่นแล้วเอามาคลุมรอบโครงไม้ โดยเว้นส่วนยอดไว้ให้มีช่องเปิด-ปิดได้เวลาก่อไฟด้านใน ส่วนทีพีในอุทยานใช้วัสดุคล้ายผ้าใบที่มีน้ำหนักเยอะและกันน้ำได้มาทับกันสองชั้น ชั้นนอกเป็นผ้าใบผืนใหญ่ที่คลุมตั้งแต่ช่วงเกือบปลายยอดของโครงไม้ยาวลงมาจรดพื้น ชั้นในเป็นผ้าใบขนาดสั้นกว่าเพื่อคลุมเพียงแค่ครึ่งล่างของกระโจม และใช้วิธีพับส่วนที่เหลือเข้าด้านในเพื่อป้องกันลม ฝน และสัตว์เล็กๆ

ทางเข้าออกของกระโจมตัดไว้เป็นช่อง และใช้ผ้าใบด้านนอกมาคลุมปิด ส่วนของผ้าที่ทำหน้าที่คล้ายประตู มีท่อนไม้สอดอยู่ในตะเข็บผ้าด้านล่าง น้ำหนักของไม้จะช่วยถ่วงให้แผ่นผ้าเปิดปิดได้ตามที่เราต้องการ

จากที่มองด้วยสายตา เราคิดว่ากระโจมแบบนี้ไม่น่าจะมีพื้นที่เยอะ แต่พอได้เข้าไปยืนด้านในด้วยตัวเอง ก็พอจะเข้าใจว่า ทำไมชาวพื้นเมืองทั้งครอบครัวถึงใช้ชีวิตในกระโจมหนึ่งหลังได้ เพราะแม้แต่กระโจมจำลองของอุทยานที่เราเช่า ก็กว้างพอให้คน 5 – 6 คนเข้าไปนั่งเป็นวงกลมได้โดยไม่เบียดกัน

ตอนแรกเรากับคริสเตียนจะเก็บเต็นท์แล้วก็ย้ายถุงนอนเข้าไปในกระโจม แต่พอเห็นว่ายอดกระโจมเปิดโล่ง เลยเปลี่ยนใจยกเต็นท์เข้าไปกางในกระโจมแทน อย่างน้อยถ้าฝนตกตอนกลางคืน ก็มีเต็นท์ช่วยกันน้ำที่หยดลงตรงกลางได้

กระโจม

The Town of Waterton

ย้ายของเข้ากระโจมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ชวนกันออกไปเดินเล่นในเมืองวอเตอร์ตัน ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานเหมือนกันค่ะ ในเมืองมีทั้งโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก หรือแม้แต่ซูเปอร์มาร์เก็ต

รถม้า

รถม้าเที่ยวชมรอบเมือง

กวาง กวาง

รอบอุทยานมีกวางยืนกินหญ้าตามมุมนู้นมุมนี้ของเมือง คริสเตียนเดินผ่านกวางไปเฉยๆ แบบไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะตอนเด็กๆ บ้านเขาอยู่ติดชายเขาแบบนี้ เลยมีกวางออกมากินหญ้าที่สนามหน้าบ้านบ่อย ส่วนเรานี่ตื่นเต้นมาก เดินได้ก้าวสองก้าวก็ต้องหยุดมอง ทั้งที่ตอนนั้นต้องประหยัดแบตกล้องเพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ เราก็ยังควักกล้องถ่ายรูปออกมากดชัดเตอร์ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ทะเลสาบ

จุดที่ประทับใจที่สุดของการเดินเล่นในเมืองวันนี้ คงจะเป็นตอนที่เราเดินมาเจอป้ายที่เขียนเกร็ดเล็กๆ เกี่ยวกับเมืองวอเตอร์ตันป้ายนี้ โดยเฉพาะข้อ 3 ที่บอกว่า วอเตอร์ตันเป็นจุดที่มีลมแรงที่สุดแห่งหนึ่งของอัลเบอร์ตา ความเร็วลม 100 กม./ชม. เป็นเรื่องปกติ’ โอ้โห ถึงบางอ้อกันเลยค่ะ ตอนหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้ ไม่เห็นจะมีใครพูดถึงเรื่องลมเลย น่าจะเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ขับรถยนต์กันมา หรือถ้าขี่มอเตอร์ไซค์ ก็คงไม่ได้บ้าหอบฟางแบบเราแน่ๆ

ป้าย เก้าอี้

นกตัวนี้กางปีนได้หน่อยนึงก็โดนลมตีกลับ เจ้าหน้าที่แถวนั้นบอกว่าไม่ต้องห่วง เพราะเดี๋ยวลมเบาก็บินออกไปได้เอง

เดินเล่นจนเหนื่อยแล้ว เราสองคนก็กลับไปที่แคมป์ ช่วงค่ำมีกิจกรรมรอบกองไฟที่ทางอุทยานจัดให้ มีการเชิญวิทยากรซึ่งเป็นหลานชายของตระกูลหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงมานั่งเล่าประวัติชีวิตของคุณปู่คุณย่าให้ฟัง ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะเกรงใจคนอื่นๆ ที่นั่งล้อมฟังอยู่ด้วยกัน ประมาณสี่ทุ่มกว่าทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอนค่ะ คืนที่สองเราหลับแบบสบายใจกว่าคืนแรกเพราะแอบไปถามเจ้าหน้าที่เรื่องหมีมา เขาบอกว่ายังไม่เคยมีหมีพังกระโจมมาก่อน เคยแค่พังเต็นท์กับรถยนต์เท่านั้นเอง ได้ยินแบบนั้นเราก็เลยโล่งใจขึ้นมาหน่อย

ก่อนเข้านอนคืนนั้น เราสองคนเอาผลไม้สดและของกินเล่นบางส่วนไปแจกจ่ายเพื่อนๆ ที่พักในแคมป์ เพื่อลดน้ำหนักของกินที่อยู่ในกล่อง เพราะเช้าตรู่ของอีกวัน เราต้องออกเดินทางต่อเพื่อไปรวมตัวกับเพื่อนๆ อีก 2 คนในเมืองถัดไปค่ะ 🙂

มอเตอร์ไซค์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

“แคมปิ้งที่แคนาดา เล่นเซิร์ฟที่เม็กซิโก ปีนภูเขาไฟที่กัวเตมาลา เดินป่าที่คอสตาริกา เรียนเต้นซัลซาที่โคลอมเบีย นั่งเขียนไดอารี่ในมาชูปิกชูที่เปรู กระเป๋าคนละใบ มอเตอร์ไซค์ 1 คัน ไปด้วยกันนะ”

“ภายใน 3 – 4 ปีนี้ ผมตั้งใจว่าจะต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์จากประเทศแคนาดาลงไปเที่ยวทวีปอเมริกาใต้กับเพื่อนสักสี่ห้าเดือนให้ได้”

‘คริสเตียน’ ผู้ชายที่เราตกลงใจออกมาเดตด้วยเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงกลางปี 2011 พูดเรื่องนี้ขึ้นมาตอนที่เราสองคนกำลังนั่งละเลียดกาแฟในร้านหนังสือมือสองกึ่งคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เรามองตามสายตาคริสเตียนไปเห็นลูกค้าคนใหม่ที่กำลังผลักประตูกระจกเข้ามาในร้าน ขณะที่มืออีกข้างก็มีหมวกกันน็อกห้อยอยู่

‘เพื่อน’ ที่คริสเตียนพูดถึงคือ ‘แอนดรูว์’ หนุ่มชาวแคนาดาที่รู้จักกันโดยบังเอิญตั้งแต่ตอนมาเมืองไทยใหม่ๆ เมื่อประมาณต้นปี 2010 สองหนุ่มคุยกันถูกคอตั้งแต่แรกพบตามประสาคนชอบปีนเขาและชอบมอเตอร์ไซค์เหมือนกัน

การเดินทาง

ทริปเหนือจรดใต้ของทวีปอเมริกามีจุดเริ่มต้นตอนที่สองเพื่อนซี้ชวนกันขึ้นรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ช่วงสุดสัปดาห์ แล้วเช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปนอนเล่นที่ปาย 1 คืน เช้าวันจันทร์คริสเตียนกลับมาทำงานตามปกติ ส่วนแอนดรูว์ก็บินกลับประเทศไป แต่ปรากฏว่าทริปจบอารมณ์ไม่จบ หลังกลับไปแคนาดาได้ไม่นานแอนดรูว์ก็เขียนจดหมายและสแกนส่งมาให้คริสเตียนทางอีเมล ใจความรวมๆ คือทริปมอเตอร์ไซค์ที่ไปปายด้วยกันสนุกมาก สนุกจนทำให้กลับมานั่งคิดถึงความฝันที่อยากทำมานานแล้ว นั่นก็คือขี่รถมอเตอร์ไซค์เที่ยวอเมริกาใต้กับเพื่อนสนิทสักคน ตั้งต้นจากประเทศแคนาดาและลงไปจนถึงสุดแผ่นดินทางใต้ที่ประเทศอาร์เจนตินา และแอนดรูว์ก็อยากจะให้คริสเตียนไปทริปนี้ด้วยกัน

ว่าแล้วแอนดรูว์ก็วาดแผนที่แนบท้ายจดหมายมาให้ด้วย

บันทึก

“When you’re finished in Thailand, I need a partner.”

แน่นอน คริสเตียนเซย์เยสตั้งแต่เห็นคำว่ามอเตอร์ไซค์ ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้ไปเมื่อไหร่ แต่หลังจากได้จดหมายฉบับนี้มา คริสเตียนก็ตั้งเป้าทันทีว่าจะทำงาน เก็บเงิน และทำให้ทริปนี้กลายเป็นความจริงภายใน 5 ปีให้ได้

ตอนนั้นเรานั่งฟังแล้วก็ตอบกลับไปแบบไม่คิดอะไรมากว่า “น่าสนใจดีนะ”, “ขี่มอเตอร์ไซค์แบบไหน”, “ถ่ายวิดีโอด้วยสิ” ฯลฯ จำได้ว่าพอเราพูดจบคริสเตียนก็ยิ้มกว้างตาเป็นประกาย และบอกเราว่าเขาดีใจที่เราไม่ ‘ดราม่า’ เรื่องที่เขาจะไปกับเพื่อนสนิทแค่ 2 คนโดยไม่ชวนเรา แต่เราก็บอกเหตุผลไปตรงๆ ว่า เปล่าจ้ะ ไม่ได้จะเล่นบทนางเอกใจกว้าง แต่ที่เราไม่ได้สนใจอยากไปด้วยก็เพราะมอเตอร์ไซค์นั่นแหละ (ถึงตอนนี้คริสเตียนทำหน้าตกใจ) นี่ยังไม่พูดถึงอีกเหตุผลที่ว่า จริงๆ แล้วมันเป็นการวางแผนล่วงหน้าหลายปีด้วยซ้ำไปนะ เราสองคนจะคบกันรอดถึง 3 เดือนรึเปล่ายังไม่รู้เลย

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด เวลาไปไหนมาไหนก็ขี่และนั่งมอเตอร์ไซค์มากกว่ารถยนต์ แต่ถ้าจะเทียบการขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหนของเรากับการขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่คริสเตียนกำลังพูดถึง ก็คงจะเหมือนเอาแอปเปิ้ลมาเปรียบเทียบกับส้ม เพราะมันคือการขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านไปโรงเรียนหรือจากบ้านไปตลาด เรานึกภาพไม่ออกว่าการขี่หรือนั่งมอเตอร์ไซค์ที่กินเวลาสองสามชั่วโมงหรือมากกว่านั้นมันเป็นยังไง ขนาดย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ สิบกว่าปีก็ยังเคยนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไกลสุดแค่ปิ่นเกล้า-สีลมตอนเช้าเวลาไปทำงานสาย

แล้วนี่อะไร เขาจะขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามประเทศกัน 5 – 6 เดือน เป็นเรื่องที่ฟังแล้วสุดแสนจะไกลตัวและไม่เคยอยู่ในสารบบการเที่ยวของเราเลย ตอนนั้นเลยได้ข้อสรุปแบบจริงใจสุดๆ ให้กับคริสเตียนว่า

“ไปเถอะ มีเพื่อนที่สนิทกันไปด้วยก็ดีแล้ว ไปเที่ยวให้สนุก อย่าลืมส่งโปสการ์ดมาให้บ้างนะ”

แต่จะด้วยบุญหรือกรรมก็ไม่รู้ได้ 2 ปีหลังจากนั้นเรากับคริสเตียนก็ยังคบหากันอยู่ จนย่างเข้าปีที่ 3 เราสองคนตัดสินใจออกจากงานประจำแล้วย้ายไปเชียงใหม่ เหตุผลง่ายๆ คือเบื่อกรุงเทพฯ อยู่เชียงใหม่ก็ทำงานเป็นฟรีแลนซ์รับงานอิสระเต็มตัวทั้งคู่ ด้วยข้อจำกัดที่น้อยลงเรื่องสถานที่ทำงานและเวลาทำงาน เราสองคนก็เลยได้ไปออกทริปด้วยกันอยู่บ่อยๆ และแน่นอนว่าคริสเตียนไม่พลาดโอกาสที่จะให้เราได้สัมผัสกับการเดินทางด้วยการซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่ระยะไกลกว่าปิ่นเกล้า-สีลม

ช่วงแรกที่ออกทริปเริ่มจากการเดินทางสั้นๆ ครึ่งชั่วโมงอย่างขี่ขึ้นลงดอยสุเทพ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นทริป 2 ชั่วโมง จาก 2 ชั่วโมงกว่ากลายเป็น 5 จาก 5 กลายเป็นทริปเต็มวัน ไปจนถึงทริป 2 – 3 วันซึ่งก็ไม่ได้ไปไหนไกลจากเชียงใหม่มาก แต่ใช้วิธีการหาเส้นทางที่อ้อมที่สุด หรือไม่ก็เลือกเส้นทางเล็กๆ ขับไปเจอร้านกาแฟร่มรื่นก็จอด หยิบงานไปนั่งทำ ถึงโรงแรมตอนเย็นก็เข้านอน เช้าอีกวันตื่นแล้วออกเดินทางกันต่อ พูดง่ายๆ ว่าเวลาส่วนใหญ่อยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ มองวิวทิวทัศน์ มองชีวิตผู้คนข้างทาง มากกว่าการเน้นการขับตรงไปให้ถึงจุดหมาย

ภาคเหนือ

(หนึ่งในหลายๆ ทริปที่ออกไปด้วยกัน เชียงใหม่-ปาย-บ้านรักไทย-ปางอุ๋ง-ขุนยวม-ดอยอินทนนท์-ดอยขุนตาล-อุทยานแห่งชาติแม่ยม-อุทยานแห่งชาติขุนแจ-เชียงดาว-เชียงใหม่)

2 เดือนแรกเราถามตัวเองตลอดว่าทำไมต้องเอาตัวเองมาทรมานขนาดนี้ ปวดขา ปวดก้น เหน็บกิน ร้อนก็ร้อน ฝนตก หมาก็กลัว ไม่สนุกด้วยเลยจริงๆ ยิ่งช่วงไหนที่ทั้งงานเยอะทั้งเดินทางเหนื่อยก็ยิ่งชวนให้หงุดหงิดถึงขั้นทะเลาะกันเพราะความดึงดันที่จะเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ สุดท้ายคริสเตียนเลยเสนอวิธีแก้ปัญหาว่าลองเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์หลายๆ รุ่นดูไหม ถ้านั่งสบายขึ้นก็อาจจะสนุกขึ้น แต่ถ้าลองจนหมดแล้วไม่ใช่จริงๆ ก็จะไม่บังคับอีก

เรารับข้อเสนอ ตั้งแต่นั้นก็เลยใช้วิธีเช่ารถมอเตอร์ไซค์ทริปละรุ่น บางทริปก็ใช้มอเตอร์ไซค์วิบาก บางทริปก็ใช้มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ซีซีสูงต่ำแล้วแต่ระยะทางและเส้นทางที่วางแผนกัน มีครั้งหนึ่งเช่าฮาร์เลย์ขับขึ้นไปเชียงดาว กว่าจะหมดวันเล่นเอาเราทั้งปวดหลัง ปวดก้น แถมขาโดนท่อไอเสียประทับตราความเป็น ‘สก๊อย’ ที่ยังคงเป็นแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้

มอเตอร์ไซค์

ในเวลาไม่ถึงเดือนหลังจากนั้นเราก็เริ่มค้นพบเสน่ห์ของการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะวิวสวยๆ ข้างทางที่ปกติไม่เคยได้เห็น เพราะถ้านั่งรถยนต์เราก็จะหลับยาว ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่อยู่เชียงใหม่เราออกทริปแทบทุกอาทิตย์ ถึงแม้จะเป็นการเปลี่ยนที่ทำงานมากกว่าเที่ยวพักผ่อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าจากที่เคยมุ่งมั่นจะไปให้ถึงปลายทางให้เร็วที่สุด ก็หันมามีความสนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งที่ได้พบเห็นจากข้างทางมากขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนสิ้นปี 2014 เราลองของด้วยการตกลงไปออกทริปมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์กว่า เป็นทริปที่ยาวนานที่สุดของเราในตอนนั้น โดนกระหน่ำทั้งร้อน ทั้งฝน ทั้งหนาว ในแต่ละวัน ร่างกายประท้วงเต็มที่ ทั้งไอ ทั้งจาม น้ำมูกยืดตลอดทาง ทริปนั้นใช้วิธีขับวันครึ่งสลับจอดทำงานวันครึ่ง บางช่วงก็ขับ 2 วันหยุดทำงาน 2 วัน วนไปแบบนี้เรื่อยๆ

เหตุผลที่จำทริปนี้ได้แม่น เพราะในคืนสุดท้ายก่อนปิดทริปที่เชียงดาว อยู่ๆ คริสเตียนก็ถามเราขึ้นมาว่า

“ไปทริปอเมริกาใต้ด้วยกันไหม?”

“มีกล่องใส่ของคนละใบกับมอเตอร์ไซค์ 1 คัน ใช้เวลาประมาณสี่ห้าเดือน คิดว่าไหวรึเปล่า”

ไปเมื่อไหร่ ไปยังไง วีซ่าล่ะ เงินล่ะ งานล่ะ ไปแล้วไม่ไหวขึ้นมาจะทำยังไง สมบัติกล่องเดียวมันจะอยู่ได้นานขนาดนั้นเลยเหรอ ฯลฯ สารพัดคำถามขึ้นมาในหัว แต่สุดท้ายเราก็ตอบตกลงไปทั้งที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกหัวออกก้อย แล้วก็ปลอบตัวเองว่า “ลองดูสักตั้ง ไม่ไหวก็ซื้อตั๋วกลับบ้านกลางทางเอาแล้วกันนะเรา”

To the World’s End

“ไหนๆ ก็จะลงไปใต้สุดแล้ว จะเริ่มที่แคนาดาทำไม ขึ้นไปเริ่มที่เหนือสุดเลยดีไหม”

‘ลี’ เพื่อนเก่าสมัยเรียนของคริสเตียนที่วนเวียนมาเจอกันโดยบังเอิญที่เชียงใหม่ถามขึ้นมากลางวงกินข้าว คำถามนี้ทำให้เรากลับมานั่งหาข้อมูลเพิ่ม แล้วก็พบว่าการเดินทางจากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาด้วยมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานไม่ใช่ของใหม่ซะทีเดียว มีทั้งคนขี่มอเตอร์ไซค์ ปั่นจักรยาน แบบเดี่ยว แบบคู่ หรือแบบยกครอบครัว ก็มีมาแล้ว แต่ละกลุ่มก็มีจุดเริ่มต้นและเส้นชัยเฉพาะของตัวเอง ที่นิยมกันมากมีอยู่ 2 แบบ
ทวีปอเมริกา

หมุดสีแดง เริ่มต้นจากอ่าวพรูโด (Prudhoe Bay) จุดสิ้นสุดแผ่นดินทางฝั่งโลกเหนือในอะแลสกา ลงไปจบที่อูซัวยา (Ushuaia) ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ในพาตาโกเนีย (Patagonia) ดินแดนสุดขอบโลกทางใต้ในประเทศอาร์เจนตินา

หมุดสีเขียว เริ่มต้นจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล (Arctic Circle) ในอะแลสกา ซึ่งอยู่ต่ำลงมาจากอ่าวพรูโดไม่มาก ลงไปจนถึงอูซัวยาในพาตาโกเนียเหมือนกับทริปหมุดสีแดง แต่ต่อด้วยการลงเรือไปเหยียบแผ่นดินแอนตาร์กติกา (Antarctica) และจบที่เส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิล (Antarctic Circle) นักเดินทางบางคนก็เอามอเตอร์ไซค์ลงเรือไปด้วย เรียกว่าถึงแม้ทวีปแอนตาร์กติกาจะไม่มีถนนให้วิ่ง แต่ขอให้ได้เอามอเตอร์ไซค์ลงไปแตะแผ่นดินบนฝั่งก็ยังดี ทริปหมุดสีเขียวนี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าหมุดสีแดง เพราะค่าเรือจากอูซัวยาไปถึงแอนตาร์กติกเซอร์เคิลสูงจนคนอยากไปหายใจหายคอกันไม่ค่อยคล่อง

การเดินทางจากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาสามารถเดินทางได้ด้วยทางหลวงสายแพน-อเมริกา (Pan-Amerian Highway) ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมทวีปอเมริกาเหนือ กลาง และใต้ เข้าด้วยกัน โดยมีระยะทางรวมทั้งหมดกว่า 48,000 กิโลเมตร หรือ 30,000 ไมล์ ถึงแม้ว่าแพน-อเมริกาจะได้รับการบันทึกในหนังสือกินเนสส์บุ๊คให้เป็นทางหลวงที่ยาวที่สุดในโลก แต่ทางหลวงสายนี้ก็ยังมีจุดขาดตอนเป็นระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร หรือ 100 ไมล์ ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกกันว่า ‘ดาเรียนแก็ป’ (The Darién Gap-ตำแหน่งที่จุด B และ A เจอกันเกือบจุดกึ่งกลางแผนที่ในภาพด้านบน) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างประเทศปานามาในทวีปอเมริกากลางและประเทศโคลอมเบียในทวีปอเมริกาใต้

พื้นที่ในบริเวณดาเรียนแก็ปเป็นผืนป่าดิบชื้นที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ใช้เรือเป็นพาหนะหลัก มีกองกำลังทหารของทั้งสองประเทศคอยดูแลคุมควบตามจุดต่างๆ เนื่องจากยังมีปัญหาของการเป็นแหล่งซ่องสุมกลุ่มโจร การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และการใช้เส้นทางนี้ลักลอบขนส่งยาเสพติด

ที่ผ่านมามีนักสำรวจและนักเดินทางหลายกลุ่มพยายามจะเดินทางผ่านผืนป่ารกชัฏนี้ด้วยวิธีการต่างๆ กัน ทั้งเดิน นั่งเรือ ปั่นจักรยาน ขับรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ หลายรายโดนดักปล้นทำร้าย หลายรายโดนลักพาตัว และหลายรายต้องแลกด้วยชีวิต อย่างไรก็ตามในปี 1960 รถยนต์คันแรกขับผ่านดาเรียนแก็ปไปได้สำเร็จโดยใช้เวลาเดินทางกว่า 136 วัน เฉลี่ยความเร็วประมาณ 200 เมตรต่อ 1 ชั่วโมง ซึ่งบางส่วนของการเดินทางในครั้งนั้นก็ยังจำเป็นต้องเอารถยนต์ขึ้นแพล่องไปตามน้ำ จนกระทั่งในปี 1985 มีกลุ่มนักเดินทางที่ขับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์อีก 1 คันเดินทางข้ามดาเรียนแก็ปโดยใช้เส้นทางบนบกเพียงอย่างเดียวได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ใช้เวลาในการเดินทางกว่า 741 วัน ระยะทางรวมทั้งหมดประมาณ 201 กิโลเมตร หรือ 125 ไมล์

ด้วยเหตุนี้นักเดินทางที่ออกเดินทางในทริปเหนือจรดใต้ ไม่ว่าจะด้วยการปั่นจักรยาน ขับรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ จึงมักจะนิยมใช้วิธีการขนส่งยานพาหนะเหล่านี้ด้วยเรือสินค้าหรือเครื่องบินในการเดินทางระหว่างประเทศปานามา-โคลอมเบีย บางรายก็ใช้วิธีขายทิ้งที่เมืองต้นทางและซื้อใหม่ในอีกประเทศเพื่อเดินทางต่อไป

ระยะเวลาในการเดินทางของทริปอะแลสกา-อาร์เจนตินาโดยเฉลี่ย

การเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์จากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาใช้เวลาตั้งแต่ 8 เดือน ปีนึง ปีครึ่ง และนานกว่านั้น บางคนทำงานเก็บเงินเพื่อจะทำทริปนี้ให้สำเร็จในครั้งเดียว บางคนค่อยๆ เดินทางไปเรื่อยๆ วิธีที่นิยมกันในกลุ่มนักเดินทางช่วงอายุ 18 – 25 ปี มักจะเป็นการขอทำงานในโฮสเทลเพื่อแลกกับที่พักและอาหาร บางคนใช้วิธีเดินทาง 3 สัปดาห์หรือ 1 เดือน แล้วจอดมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้ตามเมืองต่างๆ ขึ้นเครื่องบินกลับไปทำงานที่บ้าน 2 – 3 เดือน แล้วก็บินกลับมาออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ต่อ และทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนลงไปถึงปลายทางที่ประเทศอาร์เจนตินา

เมื่อชีวิตคือการเดินทาง

ตามแผนเดิมที่ ‘แอนดรูว์’ ชวนมา เราคุยกันไว้ว่าจะเดินทางจากแคนาดาลงไปอเมริกาใต้ ตอนนั้นเลยตั้งใจจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆ แบบม้วนเดียวจบภายใน 5 – 6 เดือน จอดพักบ้างประปราย แต่เน้นเดินทางและหยุดทำงานไปเลย แต่เมื่อเราหันมาสนใจทริปเหนือสุดลงใต้สุดอย่างที่ ‘ลี’ หรือเพื่อนอีกคนเสนอมา ก็เลยปรึกษากันว่าถ้าเราจะยืดระยะทางออกขนาดนี้ เราก็เดินทางไปด้วย ‘ใช้ชีวิต’ ไปด้วยเลยดีไหม ทำเหมือนกับตอนอยู่เชียงใหม่ คือเดินทางสลับกับจอดรถเคลียร์งาน จากเหนือลงใต้ผ่านประเทศไหนหรือเมืองอะไรที่ให้ความรู้สึกว่า ‘น่าอยู่’ ซึ่งสำหรับเราหมายถึงอินเทอร์เน็ตมีความเสถียร สภาพแวดล้อมปลอดภัย บรรยากาศดีเอื้ออำนวยต่อการทำงาน และค่าครองชีพไม่สูงมากนัก ก็อาจจะหยุดพักการเดินทางประมาณ 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน 3 เดือน หรือแม้แต่ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับจังหวะว่าจะมีงานเข้ามากน้อยแค่ไหน เมื่อไหร่ที่ออกเดินทางต่อ เราก็มุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อยๆ จนสุดแผ่นดินใต้ สุดท้ายก็เลยได้ข้อสรุปกันว่าเราจะใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี

จุดเริ่มต้นกับเส้นชัยของเราก็วางเอาไว้แบบเผื่อเหลือเผื่อขาด โดยตั้งใจจะขึ้นไปให้ถึงเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลที่อะแลสกา และถ้าเดินทางขึ้นไปทันก่อนหิมะจะเริ่มตกก็จะไปให้ถึงอ่าวพรูโด ส่วนทางใต้ก็จะลงไปจนสุดแผ่นดินพาตาโกเนียในอาร์เจนตินาแน่ๆ ส่วนจะออกไปถึงเส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิลหรือไม่ ก็ต้องรอลุ้นว่าจะเก็บเงินทันรึเปล่า

หลังหาข้อสรุปกันได้คร่าวๆ ลีก็ตกลงใจมาร่วมทริปด้วยอีกคน แต่อาจจะลงมาด้วยกันถึงแค่ประเทศเม็กซิโก หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ ‘อาร์เจ’ เพื่อนที่รู้จักกันในเชียงใหม่ มาร่วมขบวนการเป็นคนที่ 3 อาร์เจตั้งใจจะร่วมเดินทางด้วยเฉพาะช่วงอเมริกาเหนือเหมือนกัน เราตกลงกันว่าจะเริ่มออกเดินทางช่วงปลายปี 2015 และเนื่องจากทุกคนมีจุดเริ่มต้นกันคนละแห่ง เรากับคริสเตียนเริ่มที่รัฐโคโลราโด (Colorado) ลีเริ่มที่เท็กซัส (Texas) ประเทศสหรัฐฯ ส่วนอาร์เจเริ่มที่โตรอนโต (Toronto) ประเทศแคนาดา ก็เลยสรุปว่าจะไปเจอกันที่เมืองคาลการี (Calgary) ประเทศแคนาดาช่วงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องผ่านขึ้นไปก่อนถึงอะแลสกานั่นเอง

สำหรับแอนดรูว์ตัวต้นคิด เพิ่งจะเริ่มทำงานเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศแคนาดาได้ไม่นาน เลยตัดสินใจถอนตัว เพราะไม่อยากพลาดโอกาสก้าวหน้าในระยะยาว แต่ก็ยังพอมีหวังอยู่บ้างว่าแอนดรูว์อาจจะปลีกตัวมาร่วมทริปด้วยช่วงที่เราเดินทางผ่านประเทศแคนาดา  

ที่สุดแล้ว ทีมเรามีผู้เดินทางในช่วงทวีปอเมริกาเหนือด้วยกันทั้งหมด 4 คน คือคริสเตียน (ชาวอเมริกัน), ลี (ชาวอเมริกัน), อาร์เจ (ชาวแคนาดา) และเรา หลังจากนั้น ในช่วงของทวีปอเมริกากลางและใต้ก็จะเหลือแค่เรากับคริสเตียนที่ตั้งใจจะลุยกันไปจนถึงอาร์เจนตินาตามที่ตั้งใจไว้ให้ได้

การเดินทาง

การเดินทาง

Writer & Photographer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load