ทุกข์ของมนุษย์โลกที่สาม: วีซ่า

การเป็นคนไทยถือหนังสือเดินทางไทย แค่มีจิตวิญญาณของนักเดินทางเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอที่จะทำให้เราออกไปบุกป่าฝ่าดงรอบโลกได้ง่ายๆ อย่าง ‘ฝรั่ง’ เขา ตอนที่เราตอบรับคำชวนไปร่วมทริปมอเตอร์ไซค์ขั้วเหนือจรดขั้วโลกใต้ในทวีปอเมริกาคราวนี้ สิ่งแรกที่เราคิดถึงคือ วีซ่า เพราะเพื่อนร่วมทางอีก 3 คนถือหนังสือเดินทางอเมริกาและแคนาดา

ทวีปอเมริกา

จากทวีปอเมริกาเหนือจรดใต้ ประเทศที่เราจะต้องเดินทางผ่านมีทั้งหมด 16 ประเทศ คืออเมริกา แคนาดา เม็กซิโก กัวเตมาลา เบลีซ ฮอนดูรัส เอล ซัลวาดอร์ นิการากัว คอสตาริกา ปานามา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย ชิลี และอาร์เจนตินา

เราแยกเงื่อนไขการขอวีซ่าออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ได้ดังนี้

พาสปอร์ต

กลุ่มที่ 1
ประเทศปานามา เอกวาดอร์ เปรู ชิลี และอาร์เจนตินา

อนุญาตให้คนไทยใช้หนังสือเดินทางไทยเข้าได้ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า และอยู่ได้ 30 – 90 วัน

กลุ่มที่ 2
ประเทศโบลิเวีย

เนื่องจากประเทศไทยไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุลโบลิเวีย คนไทยจึงขอวีซ่าได้ที่สถานกงสุลโบลิเวียในประเทศเปรูหรือชิลีก่อนเข้าประเทศ หรือขอวีซ่าที่สถานทูตโบลิเวียในประเทศญี่ปุ่นก็ได้

กลุ่มที่ 3
ประเทศที่เหลือ

ได้แก่ เม็กซิโก เบลีซ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ นิการากัว คอสตาริกา และโคลอมเบีย
ประเทศเหล่านี้อนุญาตให้คนไทยที่มีวีซ่าอเมริกาในหนังสือเดินทางไทย ซึ่งยังไม่หมดอายุ เข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า

เรียกว่าโชคเข้าข้างเราพอสมควร เพราะเรายังมีวีซ่าท่องเที่ยวของอเมริกาในหนังสือเดินทางที่ใช้ได้อีก 6 ปี ทำให้เดินทางเข้าประเทศกลุ่มที่ 1 และ 3 ได้โดยปริยาย ส่วนวีซ่าโบลิเวียก็ไปยื่นขอได้ที่เปรู เท่ากับว่าประเทศที่เราต้องขอวีซ่าท่องเที่ยวก่อนออกเดินทางจากประเทศไทยในทริปนี้มีแค่แคนาดาประเทศเดียวเท่านั้นเอง

21 ชั่วโมงแห่งความหวัง

หลังได้วีซ่าแคนาดามาครอบครองก่อนเดินทางไม่ถึง 1 เดือน เราก็จัดการซื้อตั๋วเครื่องบินแบบกระชั้นชิด ชนิดที่ว่าเที่ยวไหนราคาถูกที่สุดก็ต้องยอมไปเที่ยวนั้น แจ็กพ็อตเลยมาตกที่สายการบินบริติชแอร์ไลน์ (British Airline) โดยต้องไปแวะลอนดอน 21 ชั่วโมง ก่อนเปลี่ยนเครื่องไปลงที่สนามบินเดนเวอร์ในรัฐโคโลราโด ประเทศอเมริกา ซึ่งเป็นบ้านของคริสเตียนและเป็นจุดที่จอดมอเตอร์ไซค์ไว้
เครื่องบิน

ตอนได้ตั๋วมาเราคิดเองเออเองว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ลอนดอนคงจะตีตราอนุญาตลงในหนังสือเดินทางให้เราออกไปเดินเล่นในเมืองได้ เพราะมีตั๋วเครื่องบินเที่ยวต่อไปอยู่ในมือแล้ว เหมือนตอนไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศเกาหลีหรือญี่ปุ่น แต่หลังจากนั่งหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอยู่ 2 วันเต็มๆ ไม่มีแหล่งข้อมูลไหนยืนยันได้เลยว่าเราจะออกไปนอกสนามบินที่ลอนดอนได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ บางแหล่งข้อมูลบอกว่า ไม่ใช่แค่ออกจากสนามบินไม่ได้ แต่อาจโดนปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่องบินตั้งแต่ที่เมืองไทยด้วยซ้ำ

รู้แบบนี้แล้วเรื่องจะได้ออกจากสนามบินหรือไม่ได้ออกก็กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลยทีเดียว ที่สำคัญ ตอนนั้นเราเหลือเวลาอีกแค่ 3 วันก่อนเดินทาง เลยต้องกลับมาคิดว่าจะเอายังไงกับวีซ่าอังกฤษดี ลองหาข้อมูลเรื่องขอวีซ่าแบบเร่งด่วน 24 ชั่วโมงจากสถานทูตก็เจอราคาค่าธรรมเนียมประมาณ 30,000 บาท ซึ่งถ้าต้องจ่ายราคานี้ยอมเปลี่ยนเที่ยวบินอาจจะคุ้มค่ากว่า

หลังจากติดต่อกับทางสายการบินก็ได้ความว่า เราไปต่อเครื่องที่สนามบินในลอนดอนได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า เพียงแต่แสดงวีซ่าของประเทศปลายทางตอนเช็กอินที่สุวรรณภูมิ หลังวางสายจากเจ้าหน้าที่ เราหันไปอธิบายรายละเอียดให้คริสเตียนฟัง ก็ได้คำตอบแบบไม่ต้องคิดนานจากคริสเตียนว่า

“เอาถุงนอนกับหมอนรองคอไปด้วยนะ จะได้ไปนอนอ่านหนังสือเล่นในสนามบินระหว่างรอ 21 ชั่วโมง เดี๋ยวผมออกไปเที่ยวลอนดอนเผื่อเอง”

แหม ยังไม่ทันได้เริ่มทริปก็จะทิ้งกันซะแล้วนะคริสเตียน

ผงมาม่า ปืนปลอม และการแวะนอนที่ลอนดอนแบบไม่มีวีซ่า

ถึงวันเดินทางออกจากประเทศไทย เที่ยวบิน 11 โมงเช้าจากกรุงเทพ-ลอนดอน-เดนเวอร์ หลังรู้ชะตากรรมว่าต้องนอนเฝ้าสนามบินแน่ๆ เราเลยเอาถุงนอนบางๆ กับหมอนรองคอใส่เป้สะพายขึ้นเครื่องไปด้วย ตั้งใจว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องนอนหนาวแอร์ในสนามบิน ส่วนคริสเตียนก็สบายอกสบายใจเพราะหนังสือเดินทางอเมริกันเดินเข้าออกประเทศอังกฤษได้แบบไม่ยุ่งยากอยู่แล้ว แถมยังมีน้ำใจมาสัญญิงสัญญากับเราอีกว่าจะซื้อขนมมาฝากจากข้างนอกด้วย

ช่วงเช้าก่อนออกจากโรงแรมไปสนามบิน เราแวะไปซื้อขนมที่เซเว่นฯ สายตาเหลือบไปเห็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือ “มาม่า” บนชั้นสินค้า แล้วก็นึกถึงตัวเองที่ขนมาม่าสองสามแพ็กใส่กระเป๋าตอนไปร่วมโครงการเวิร์กแอนด์ทราเวล (Work and Travel) ที่อเมริกาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นครึ่งหนึ่งของกระเป๋าเดินทางเป็นซองมาม่าแทบครบทุกรส นึกไปนึกมาก็คิดได้ว่าเราไม่ต้องเอาไปทั้งห่อก็ได้ เอาไปแค่ผงเครื่องปรุงก็พอแล้ว!

เรารีบเดินออกจากแถวจ่ายเงินไปกวาดมาม่าแพ็กยาวๆ มา 5 แพ็ก ทั้งรสต้มยำ ต้มโคล้ง ต้มแซ่บ  ระหว่างนั่งรถเท็กซี่ไปสนามบิน รู้สึกภูมิอกภูมิใจในตัวเองมากที่คิดวิธีนี้ขึ้นมาได้ 2 – 3 เดือนหลังจากนั้นถึงรู้ว่าคนอื่นที่ต้องไปอยู่ต่างประเทศนานๆ เขาก็ทำกันมาตั้งนานแล้ว แถมมีร้านที่แยกขายเฉพาะผงปรุงรสด้วย

ถึงสนามบินเราก็ไปหลบมุมนั่งฉีกมาม่า 50 ซอง ระหว่างนั่งรอเคาน์เตอร์เช็กอินเปิด เลือกเก็บเฉพาะซองผงปรุงรสเอาไว้ เส้นยกให้คุณพี่พนักงานทำความสะอาดที่อยู่แถวนั้น คริสเตียนเห็นเราชูถุงพลาสติกที่ข้างในมีแต่ผงหลากสีสันให้ดู ก็เดินมากระซิบติดตลกว่า ดีจัง ถ้ากระเป๋าเราสองคนโดนค้น เราจะได้โดนเรียกไปเข้า “ห้องเย็น” ทั้งคู่ เพราะผงหลากสีของเราดูไม่น่าไว้วางใจเลย

ส่วนคริสเตียนอาจจะได้มานั่งใน “ห้องเย็น” เป็นเพื่อนเรา เพราะในกระเป๋าเดินทางมีปืนปลอม มันคือ ปืนอัดลมสีดำที่เราซื้อจากร้านขายของเล่นมาฝากคริสเตียน เพราะทุกครั้งที่ไปเดินงานวัดด้วยกัน คริสเตียนจะหมดเงินไปกับซุ้มยิงปืนหลายร้อยโดยที่ไม่ได้สนใจตุ๊กตาของรางวัล เขาแค่ชอบเล่นยิงปืนมากเท่านั้นเอง เราก็เลยซื้อปืนของเล่นมาให้ยิงเป้ากระดาษเองที่บ้านให้หนำใจ พอจะเดินทางคริสเตียนเกิดไม่อยากทิ้งปืนขึ้นมา แถมที่อเมริกาก็ห้ามขายปืนของเล่นที่หน้าตาคล้ายปืนจริงแบบนี้อีก คริสเตียนเลยตั้งใจจะมาลุ้นหน้างานว่าเจ้าหน้าที่จะยอมให้เอาปืนใส่กระเป๋าที่โหลดใต้เครื่องหรือเปล่า จะมีปัญหาตอนเปลี่ยนเครื่องที่ลอนดอนหรือเปล่า และจะเอาออกจากสนามบินที่เดนเวอร์ได้หรือเปล่า ฯลฯ เรียกว่าปืนอัดลมกระบอกละไม่กี่ร้อยบาททำเอาเราหวาดระแวงตลอดเที่ยวบิน เพราะต้องคอยเงี่ยหูฟังว่าเมื่อไหร่คริสเตียนจะโดนเจ้าหน้าที่เรียกไปถามเรื่องปืน

ถึงเวลาเช็กอินเราก็แจ้งเรื่องปืนปลอมกับผงมาม่าตั้งแต่หน้าเคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่เลยให้เอากระเป๋าที่จะโหลดใต้เครื่องทั้งหมดไปสแกนที่ห้องด้านใน กระเป๋าที่คริสเตียนใส่ปืนไว้เป็นกระเป๋าลาก และเจ้าตัวก็ตั้งใจวางปืนไว้ด้านบนสุดของกระเป๋า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เปิดฝากระเป๋าได้เห็นปืนเป็นอันดับแรก  (“แสดงความบริสุทธิ์ใจเราไม่ได้มีเจตนาจะซ่อนปืนอยู่ไง”-คริสเตียนให้เหตุผลว่าอย่างนั้น)

ตอนเปิดกระเป๋าออกมาเจ้าหน้าที่คนไทยเห็นปืนแล้วก็อมยิ้มเพราะมองออกอยู่แล้วว่าเป็นปืนอัดลม ส่วนเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี หลังเจ้าหน้าที่เช็กปืนละเอียดดีแล้วก็ให้คริสเตียนกรอกเอกสารที่น่าจะเป็นการยืนยันเรื่องปืนของเล่นในกระเป๋า ส่วนผงมาม่าของเรา เจ้าหน้าที่ขอไปฉีกดูหนึ่งซองแล้วก็อนุญาตให้ใส่ลงกระเป๋าได้ตามปกติ ถึงตอนนี้ก็เหลือลุ้นแค่ว่าจะมีปัญหาที่สนามบินลอนดอนกับเดนเวอร์ไหม

หลังขึ้นเครื่องมาแล้ว เรานั่งถ่างตายาวตลอด 13 ชั่วโมงบนเครื่องบิน เพราะตั้งใจจะใช้เวลา 21 ชั่วโมงไปกับการนอนหลับในสนามบิน การรอคอยสิ้นสุดลงเมื่อเครื่องถึงลอนดอนประมาณ 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ทันทีที่เหยียบสนามบินเราก็ชวนคริสเตียนเดินไปถามเจ้าหน้าที่เรื่องขอออกไปข้างนอก เพราะคิดง่ายๆ ว่าลองขอดีกว่าไม่ได้ลอง เราเอาตั๋วที่ต้องบินต่อไปเดนเวอร์ตอน 15.45 น. ของอีกวันให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วถามว่าเราจะออกไปหาโรงแรมนอนนอกสนามบินได้หรือเปล่า ตอนแรกเจ้าหน้าที่ก็ลังเลพอสมควร และอธิบายให้ฟังว่าเขาเข้าใจสถานการณ์เรานะ ต้องรอถึง 21 ชั่วโมงมันก็นานอยู่ แต่ที่ผ่านมามีคนฉวยโอกาสใช้ประโยชน์ของการได้รับสิทธิ์ยกเว้นวีซ่าสำหรับคนที่มาต่อเครื่องเพื่อหลบเข้าอังกฤษเยอะมาก ส่วนใหญ่ใช้วิธีจองตั๋ว 2 ต่อเพื่อให้ได้แวะลอนดอนและทำทีว่าจะออกไปพักข้างนอก แล้วก็หนีหายไปไม่กลับมาอีก

ฟังเจ้าหน้าที่ชี้แจงแล้ว เรากับคริสเตียนก็เลยหยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดหน้าเว็บไซต์ตอนจองตั๋วให้เจ้าหน้าที่ดู เพื่อยืนยันว่าเราซื้อเที่ยวบินที่ถูกจัดไว้แล้วว่าต้องต่อเครื่องที่ลอนดอน ไม่ได้จงใจซื้อตั๋วกรุงเทพฯ-ลอนดอน, ลอนดอน-เดนเวอร์ ที่สำคัญคือตัวเลือกนี้ก็เป็นตั๋วที่ราคาถูกที่สุดจากทุกตัวเลือกด้วย เจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์เราไปเปิดหน้าเว็บไซต์ดูอยู่สักครู่แล้วถอนหายใจ ตอนนั้นเราเองก็ถอดใจไปเรียบร้อยแล้วเหมือนกันว่าคงไม่ได้แน่ๆ แต่เจ้าหน้าที่ก็เงยหน้าขึ้นมาถามว่าเรารู้จักกับคริสเตียนมานานแค่ไหนแล้ว มีหลักฐานอะไรที่ยืนยันความสัมพันธ์ได้หรือเปล่า เราเลยรีบเปิดรูปในโทรศัพท์มือถือและเปิดอีเมลที่ใช้ติดต่อกันคร่าวๆ ย้อนไปตั้งแต่เมื่อปี 2011 ให้เจ้าหน้าที่ดู หลังไล่ดูจนพอใจแล้วเจ้าหน้าที่ก็หยิบหนังสือเดินทางของเราไปประทับตราให้ พร้อมกับกำชับให้เรากลับมาที่สนามบินให้ทันก่อนขึ้นเครื่องบินในวันรุ่งขึ้น

วีซ่า

จังหวะที่ยื่นมือไปรับหนังสือเดินทางกลับมา เราพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเก็บอาการไม่ให้ยิ้มกว้างเกินความจำเป็น แล้วก็ค่อยๆ ข่มใจเดินออกมาเงียบๆ จนออกมานอกประตูแล้วนั่นแหละ ถึงกล้ากระโดดโลดเต้นออกหน้าออกตาให้สมกับที่ไม่ต้องนอนเฝ้าสนามบินแบบข้ามวันข้ามคืนขนาดนั้น

คืนนั้นเราสองคนออกไปหาที่พักแล้วก็ตื่นมาดูพระอาทิตย์ตอนเช้าตรู่ เสร็จแล้วก็ไปเดินเล่นในเมืองตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงบ่าย 2 ก่อนจะนั่งรถกลับไปสนามบินเพื่อเดินทางต่อ ตอนถึงสนามบินเดนเวอร์ ทั้งคริสเตียนและเราโดนเรียกตัวไปสอบถามเรื่องปืนอีกครั้งอย่างที่คาดกันเอาไว้ ตอนแรกเจ้าหน้าที่มาดูปืนในกระเป๋าแค่ 2 คน ตอนหลังก็ชักชวนกันมาห้าหกคนแล้วเอาปืนไปลูบๆ จับๆ และถอดด้ามดูจนละเอียดและในที่สุดก็ได้รับอนุญาตให้ถือเข้าประเทศมาจนได้ 🙂

Paddington Paddington Paddington

เมื่อ “บ้าน” คือมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันกับกล่องหนึ่งใบ

หลังรอดชีวิตจากลอนดอนและบินไปถึงบ้านคริสเตียนที่โคโลราโดอย่างปลอดภัย ก็มีเวลาเหลือให้เตรียมตัวก่อนออกทริปที่บ้านอีก 9 วัน เราใช้เวลานั่งคิดนั่งเขียนรายการข้าวของที่จะจัดลงกล่องและลองจัดดูจริงๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่วันละหลายรอบ บางรอบรื้อแล้วรื้ออีกจนท้อและต้องรามือไปนั่งสงบสติอารมณ์ก็ยังมีมาแล้ว

จนกระทั่งใกล้วันเดินทาง คริสเตียนเห็นเรานั่งคิ้วขมวดอยู่หน้าเสื้อผ้าและสมบัติ (บ้า) กองโตมาเกือบตลอดทั้งอาทิตย์ก็เปรยขึ้นมาว่า “การจัดกระเป๋าเดินทางเป็นเรื่องที่ต้อง ‘ฝึก’ ถึงจะค่อยๆ ดีขึ้นนะ ทุกครั้งที่เดินทางคุณจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าอะไรคือของจำเป็นและอะไรบ้างที่ไม่ใช่ อะไรคือสิ่งที่เราขาดได้และอะไรบ้างที่ขาดไม่ได้ หลังจากที่เราเริ่มออกทริปกันแล้วคุณจะได้ฝึกจัดกระเป๋าแทบทุกวันจนเก่งขึ้นแน่ๆ เพราะฉะนั้น วันนี้ยังไม่ต้องให้มันสมบูรณ์มากนักหรอก ถ้าขาดอะไรไปบ้างก็ค่อยไปซื้อเอา นี่จะพาไปขั้วโลกนะ ไม่ใช่ป่าแอมะซอน”

โจทย์สำคัญในการจัดกระเป๋าของทริปนี้

* ทำอย่างไรถึงจะมีข้าวของพอเพียงกับการใช้ชีวิตประมาณ 1 ถึง 2 ปีเข้าไปไว้ในกล่องที่จุราวๆ 35 ลิตรให้ได้ (18.9″x 14.4″ x 7.75″)

* ด้วยสภาพอากาศที่ต่างกันแบบสุดขั้วของแต่ละประเทศในทวีปอเมริกา ทำยังไงถึงจะจัดเสื้อผ้าให้สู้หนาวขั้วโลกไหว แต่ใส่แล้วไม่ร้อนจนสลบกลางทะเลทราย และทนฝนที่กระหน่ำตลอดทั้งวันทั้งคืนแบบเขตป่าดิบชื้นได้

Paddington

หลักการคัดเลือกและจัดสัมภาระที่ใช้ในการเดินทาง

* เสื้อผ้าที่เราสองคนใช้ส่วนใหญ่จะพยายามเลือกแบบที่ทำด้วยขนแกะเมอริโน (Merino Wool) ซึ่งราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับวัสดุอื่นๆ แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะน้ำหนักเบา ใส่สบาย ช่วยให้ความอบอุ่นในสภาพอากาศหนาว และโปร่งสบายไม่มีเหงื่อในสภาพอากาศร้อน ที่สำคัญที่สุด ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเมื่อเอามาใส่ซ้ำมากกว่า 3 – 4 ครั้ง ช่วยได้มากเวลาที่ต้องเดินทางติดต่อกันเกิน 5 วัน และไม่มีโอกาสได้ซักเสื้อผ้า

* เรื่องสภาพอากาศแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เราเตรียมเสื้อผ้าเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มสำหรับอากาศหนาว และกลุ่มสำหรับอากาศธรรมดาถึงร้อน  ช่วงที่เดินทางขึ้นไปฝั่งอะแลสกาเสื้อผ้าสำหรับป้องกันอากาศหนาวทั้งเซ็ตใส่อยู่บนตัวเราตลอดเวลา แต่ละวันเสื้อที่เปลี่ยนจะมีแค่เสื้อที่อยู่ชั้นในสุด ส่วนกางเกงยีนส์และด้านนอกก็เป็นชุดเดิมทุกชั้น ทำให้ช่วยประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าได้เยอะ

ช่วงที่เดินทางลงมาถึงพื้นที่อากาศอบอุ่นแถบรัฐแคลิฟอร์เนียในอเมริกา เม็กซิโก และประเทศในแถบทวีปอเมริกากลางลงมา เราสองคนก็เอาเสื้อผ้าเซ็ตหน้าหนาวทั้งหมดแพ็กใส่กล่อง และใช้บริการที่คล้ายๆ การเช่าตู้ไปรษณีย์ของเมืองไทยเพื่อส่งเจ้ากล่องนี้ไปฝากไว้ในตู้ที่ประเทศอเมริกา โดยทางบริษัทจะคิดค่าฝากเป็นรายวันหรือรายเดือนตามขนาดและประเภทของนั้นๆ เมื่อเราเดินทางถึงประเทศทางแถบอเมริกาใต้ที่อากาศหนาวเย็นขึ้น ก็ติดต่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสื้อผ้ากันหนาวมาให้ตามที่อยู่ในประเทศนั้นๆ ให้เราได้

* การแยกเก็บอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ในแต่ละกระเป๋าคำนึงถึงลำดับความจำเป็นในการใช้และความรวดเร็วในการเข้าถึงเป็นสำคัญ เช่น ชุดกันฝนและถุงมือกันหนาวที่ต้องหยิบให้ได้เร็วที่สุดเมื่อฝนเริ่มตก เพราะถ้าเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ระหว่างเดินทางเปียกฝน ถึงแม้จะใส่เสื้อกันฝนทับอีกชั้นแล้ว แต่ความชื้นก็อาจทำให้หนาวจนเดินทางต่อไม่ได้

* การจัดวางสัมภาระภายในกล่องเราใช้วิธีแยกประเภทเสื้อผ้าใส่ในกระเป๋าเล็กๆ 3 – 4 ใบ ช่วยประหยัดเวลาในการจัดของได้มาก โดยเฉพาะช่วงที่ต้องเดินทางติดต่อกันทุกวัน เข้าออกโรงแรมไม่ซ้ำกันในแต่ละคืน การแยกของใส่กระเป๋าเล็กทรงสี่เหลี่ยมแบบนี้ทำให้เราสลับตำแหน่งการวางกระเป๋าในกล่องได้โดยไม่ต้องรื้อและเก็บใหม่ตามลำดับให้เสียเวลา

สัมภาระ

… และ “บ้าน” หลังใหม่ของเราในระหว่างการเดินทางตลอด 2 ปีก็มีหน้าตาแบบนี้

สัมภาระ

Writer & Photographer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

“วันนี้เราจะเดินเท้าเข้าป่าประมาณสี่สิบห้านาที ระหว่างทางจะต้องข้ามแม่น้ำทั้งหมดสามครั้ง ด้วยการเกาะเชือกข้ามไปทีละคน แล้วเดินต่อจนถึงหน้าถ้ำ การสำรวจภายในถ้ำจะมีทั้งการว่ายน้ำ ไต่หิน และแทรกตัวผ่านช่องว่างของหินที่เล็กและแคบจนแทบจะผ่านไปไม่ได้ บางจุดอาจจะเป็นพื้นแห้ง บางจุดระดับน้ำอาจขึ้นสูงจนปิดทาง และอาจจะต้องกลั้นหายใจลงใต้น้ำเพื่อแทรกตัวผ่านไป 

“ตลอดสามชั่วโมงครึ่งในถ้ำ เราจะมีเพื่อนเป็นแมงมุม ค้างคาว ปู ปลา ความมืด กับโครงกระดูกอายุนับพันปี ถ้าคุณกลัวความสูง ความมืด ที่แคบ นี่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการในทริปนี้ คุณยังมีเวลาที่จะถอนตัว รถตู้ที่จอดรออยู่จะพาคุณกลับไปส่งที่โรงแรมทันที ถ้าหากคุณเดินเข้าป่าไปกับเราและเปลี่ยนใจก่อนเข้าถ้ำ คุณต้องเดินย้อนกลับมานั่งรอตรงนี้จนกว่าทุกคนจะออกมาจากถ้ำ และถ้าหากคุณตัดสินใจเข้าไปในถ้ำกับเราแล้ว ทางออกเดียวของคุณก็คือการเดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้น… ” 

เรายืนฟังไกด์พูดด้วยความรู้สึกสองจิตสองใจ หันไปมองเพื่อนร่วมกลุ่มทัวร์จากหลายชาติอีก 5 คนแล้วก็ชักจะกังวล เพราะมีแค่เราคนเดียวเท่านั้นที่ใส่เสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง ในขณะที่ทุกคนดูกระตือรือร้นและพร้อมลุยกันหมด

เมื่อกี้เขาบอกว่าอะไรนะ ถอนตัวตอนนี้ยังทันใช่ไหม…

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize

-1-

ซาน อิกนาซิโอ, เบลีซ 

หนังสือ Sacred Places of a Lifetime ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 2008 ได้เลือกถ้ำอัคตุน ตูนิชิล มัคนาล (Actun Tunichil Muknal) หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าถ้ำเอทีเอ็ม (ATM) ของประเทศเบลีซให้เป็นถ้ำศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของโลก คริสเตียน-เพื่อนร่วมทริปมอเตอร์ไซค์ของเรา เป็นหนึ่งในคนที่อ่านหนังสือเล่มนั้นจบ แล้วเลือดของความเป็นแฟนพันธุ์แท้อินเดียน่า โจนส์ ก็พลุ่งพล่าน เจ้าตัวเลยตั้งใจแน่วแน่ว่าสักวันหนึ่งจะต้องไปเยือนถ้ำนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต

ซึ่ง ‘สักวันหนึ่ง’ ที่ว่าก็อยู่ไม่ไกลเลย เมื่อเราสองคนเดินทางมาจนถึงชายแดนระหว่างประเทศเม็กซิโกกับประเทศเบลีซ 

ในระหว่างนั่งรอเอกสารข้ามชายแดน คริสเตียนเล่าให้เราฟังคร่าวๆ ว่า ถ้ำเอทีเอ็มเป็นถ้ำเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่ชาวมายันใช้ทำพิธีกรรมบูชาเทพเจ้า นักสำรวจค้นพบถ้ำนี้โดยบังเอิญเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งจากหลักฐานสภาพแวดล้อมและโบราณวัตถุที่พบในถ้ำ ก็ทำให้เชื่อกันว่าตัวถ้ำถูกปิดตายจากโลกภายนอก และไม่เคยมีใครแตะต้องเลยตลอดหนึ่งพันปีที่ผ่านมา 

ถ้ำเอทีเอ็มตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนใกล้เมืองซาน อิกนาซิโอ (San Ignacio) ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 300 กิโลเมตร บ่ายวันนั้นเราจึงบึ่งรถจากชายแดนตรงเข้าไปพักที่ซาน อิกนาซิโอ เพื่อจะติดต่อบริษัททัวร์ที่พาเราไปสำรวจถ้ำให้เร็วที่สุดได้ เพราะช่วงที่เราไปเป็นช่วงต้นเดือนมิถุนายนซึ่งกำลังจะเข้าหน้าฝนของเบลีซ ถ้าหากน้ำสูงจนปิดปากถ้ำก็จะเข้าชมไม่ได้จนกว่าจะหมดหน้าฝนในเดือนพฤศจิกายน 

“ไกด์ที่มีใบอนุญาตให้นำทางเข้าถ้ำเอทีเอ็มมีอยู่ทั้งหมดยี่สิบคน แต่ละคนจะนำทางนักท่องเที่ยวเข้าได้ครั้งละหกคน และในหนึ่งวันจะจำกัดคนเข้าถ้ำไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน เดี๋ยวคุณลงชื่อเอาไว้ก่อนแล้วกัน ถ้าเผื่อเย็นนี้มีใครยกเลิก ผมจะรีบโทรไปบอก”

คนอื่นเขาจองทัวร์กันมาล่วงหน้าหลายอาทิตย์ค่ะ แต่เราตารางไม่แน่นอนเลยต้องอาศัยดวงหน้างาน และถือว่ายังมีโชคอยู่บ้างที่ทัวร์ชุดแรกของเช้าวันถัดไปมีที่ว่างสองที่ คืนนั้นบริษัททัวร์ส่งอีเมลมาให้สั้นๆ ว่าให้ใส่ชุดและรองเท้าที่คล่องตัวในน้ำ ให้เตรียมน้ำดื่มหนึ่งขวดกับถุงเท้าหนึ่งคู่ และห้ามพกกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอบันทึกภาพใดๆ เข้าไปด้วยเด็ดขาด

เราอ่านแล้วก็เดาเอาตามประสา ว่าเขาอาจจะมีตากล้องประจำที่คอยถ่ายรูปเราแล้วมาขายให้ทีหลัง หรือไม่ก็อาจจะมีแพ็กเกจให้เลือกซื้อว่า ถ้าจะให้ตากล้องคอยตามถ่ายรูปเราโดยเฉพาะก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม คริสเตียนเดาว่าอาจจะเคยมีคนไปทำท่าทางถ่ายรูปแบบไม่ให้เกียรติสถานที่ หรือชาวมายันอาจจะถือ ฯลฯ เรียกว่าก็เดากันไปต่างๆ นานา แต่ตอนนั้นเรามั่นใจว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีรูปติดไม้ติดมือกลับมาเป็นที่ระลึกแน่นอน แต่จะเป็นรูปจากช่องทางไหนเท่านั้นเอง 

-2-

เซอร์จิโอ

รถตู้ของบริษัททัวร์มารับเราสองคนตั้งแต่ 7 โมงเช้า หลังจากนั้นก็ไปแวะรับแขกคนอื่นๆ จากโรงแรมอีก 4 แห่ง และพาเราทั้งหมดออกนอกเมืองไปสู่ถนนลูกรังเส้นเล็กๆ วิวต้นไม้ข้างทางแทบจะเหมือนอยู่ขับรถอยู่ในเขตอุทยานบ้านเรา 

ระหว่างทางที่นั่งหัวสั่นหัวคลอนกันไป เซอร์จิโอ ไกด์นำทางก็ชวนแนะนำตัวสร้างความคุ้นเคย สมาชิกที่อยู่บนรถกับเรามีทั้งมาจากแคนาดา อังกฤษ สหรัฐฯ และสวีเดน ทุกคนอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20 – 30 ปี มีเราคนเดียวที่ว่ายน้ำไม่เป็นและไม่เคยเข้าถ้ำมาก่อน 

“ดีแล้ว ทุกคนจะได้มารุมกันช่วยคุณไง” เซอร์จิโอคงพยายามจะช่วยปลอบใจ แต่เราว่าทางที่ดีอย่าให้ต้องมีอะไรให้ใครมาช่วยเลยจะดีกว่า 

แนะนำตัวกันครบแล้ว เพื่อนใหม่ชาวสวีเดนก็ถามถึงเหตุผลที่โดนห้ามไม่ให้เอากล้องถ่ายรูปเข้าไปในถ้ำ เซอร์จิโอบอกว่า เมื่อ 6 ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวทำกล้องถ่ายรูปหลุดมือ และตกลงบนกะโหลกอายุ 1,400 กว่าปี ทำให้กะโหลกทะลุเป็นรูและซ่อมแซมไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาจึงมีกฎห้ามไม่ให้นักเที่ยวนำกล้องถ่ายรูปหรืออุปกรณ์บันทึกภาพใดๆ เข้าไปอีกเลย ไกด์ที่นำทางนักท่องเที่ยวเข้าไปวันนั้นก็โดนถอนใบอนุญาต และโดนปรับเป็นเงินกว่า 5,000 เหรียญฯ

เราก็ได้แต่บ่นงึมงำว่าน่าเสียดาย ว่าแล้วก็มีคนหันไปถามเซอร์จิโอต่อว่า นักท่องเที่ยวล่ะ โดนทำโทษบ้างไหม หนักสมกับความผิดที่ทำลงไปหรือเปล่า 

เซอร์จิโอตะโกนแข่งกับเสียงรถกลับมาว่า “ไปโทษนักท่องเที่ยวไม่ได้หรอกคุณ ต้องโทษคนของเรานี่แหละ บ้านเรา ทรัพยากรเรา เราก็ต้องปกป้องดูแล คนมาเที่ยวเขาไม่รู้หรอกว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ จิตสำนึกการท่องเที่ยวที่ดีต้องเริ่มจากเราที่เป็นเจ้าบ้าน คนที่มาเขาถึงจะเคารพและทำตาม”

แล้วเซอร์จิโอก็เล่าให้ฟังต่อว่า 2 – 3 ปีก่อนหน้านั้นมีนักท่องเที่ยวไปดำน้ำและหักปะการังกลับมา พอนั่งเรือเข้าฝั่งก็เจอเจ้าหน้าที่มารอรับจับกลับไปด้วยกันเลย นักท่องเที่ยวโดนเชิญไปตักเตือนและยกเลิกวีซ่า ส่วนไกด์ก็โดนยกเลิกใบอนุญาตและติดคุก 5 ปี 

“จะมาอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ ก็เราเป็นคนพาเขาไป ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ต้องติดคุกจนกว่าปะการังจะงอกใหม่เท่าเดิม” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : CarlosVanVegas via Flickr, CC BY 2.0

-3- 

ตัดสินใจ

ทันทีที่รถตู้จอดสนิท เซอร์จิโอก็รีบกระโดดลงจากรถอย่างรวดเร็ว หมวกนิรภัยพร้อมไฟฉายแบบคาดศีรษะถูกแจกจ่ายให้กับทุกคน เราได้เสื้อชูชีพสีสดมาด้วยอีกหนึ่งตัว หลังจากนั้นเซอร์จิโอก็แจ้งเรื่องกิจกรรมที่จะทำกันในวันนั้นให้อย่างละเอียด 

เราลังเลจนวินาทีสุดท้าย เพราะไม่อยากไปเป็นภาระกับคนอื่นๆ กระเป๋าเป้ของเราที่ฝากเอาไว้ในรถตู้มีหนังสือติดมาด้วย 2 เล่ม เพราะลึกๆ เรายังคิดว่าถ้าเปลี่ยนใจไม่ไป ก็จะกลับมานั่งอ่านหนังสือรอทุกคนที่ลานจอดรถ

“ยูอาจจะเข้าไปแล้วไม่ชอบและอาจจะไม่มีวันเข้าถ้ำไหนอีกเลยก็ได้ แต่ถ้าถ้ำนี้จะเป็นถ้ำเดียวและถ้ำสุดท้ายที่ยูเข้าไปดูในชีวิตนี้ อย่างน้อยมันก็เป็นถ้ำที่ดีที่สุดถ้ำหนึ่งของโลกเลยนะ” 

เราว่าคริสเตียนต้องไปคิดหาวิธีพูดจูงใจเรามาทั้งคืนแน่ๆ มันถึงฟังแล้วชวนคล้อยตามได้ขนาดนี้ เรายื่นมือรับหมวกกับไฟฉายมาใส่และเดินไปให้เซอร์จิโอเช็กอุปกรณ์อีกครั้ง ในระหว่างนั้นก็มีรถตู้เข้ามาอีกหนึ่งคัน เซอร์จิโอหันมาบอกทุกคนทันทีว่าให้เร่งมือ เพราะเราจะได้เป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปในถ้ำวันนี้ 

“แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนเป็นมนุษย์คนแรกที่ค้นพบถ้ำศักดิ์สิทธิ์นี้เลย” 

ว่าแล้วทุกคนก็พร้อมใจกันออกเดินทางกันทันที เส้นทางเดินจากลานจอดรถไปหน้าถ้ำเป็นเส้นทางเลียบแม่น้ำในป่าที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เราเดินกันไปได้ไม่ถึง 10 นาที อยู่ๆ เซอร์จิโอก็กระโดดตู้มลงน้ำ จนเราเข้าใจว่าเดินพลาดตกน้ำไปเอง 

แต่เมื่อวิ่งตามไปดูถึงได้เห็นเซอร์จิโอยืนอยู่กลางสายน้ำเชี่ยวกรากที่สูงขึ้นมาถึงหน้าอก มือทั้งสองข้างจับเชือกเส้นใหญ่ที่ผูกไว้กับต้นไม้จากฝั่งเราข้ามไปยังอีกฝั่ง แล้วก็หันมาพยักหน้าเป็นสัญญาณให้คนที่เหลือค่อยๆ ข้ามตามไป ทุกคนในกลุ่มน่าจะได้กินน้ำกันคนละอึกสองอึก แต่คงไม่มีใครได้กินน้ำเยอะเท่าเรา หลังจากนั้นก็ต้องข้ามแม่น้ำอีก 2 ครั้ง แต่ไม่ลำบากเท่าครั้งแรก เพราะถึงจะเป็นแม่น้ำที่กว้างกว่า แต่ระดับน้ำก็สูงแค่ประมาณเข่า จึงเดินข้ามกันสบายๆ โดยไม่ต้องใช้เชือก

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Deanna Keahey via Flickr, CCBY-ND2.0

-4-

เรามาเป็นแขก ไม่ใช่ผู้บุกรุก 

45 นาทีผ่านไป เราก็ไปถึงหน้าปากถ้ำ เซอร์จิโอให้ทุกคนเอาขวดน้ำที่พกมาไปทิ้งถังขยะที่แอบอยู่ข้างต้นไม้ และแยกย้ายกันไปหามุมทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ก่อนจะเรียกกลับมารวมกันที่หน้าถ้ำอีกครั้ง

“จากจุดนี้ไป เราต้องเป็นทีมเดียวกัน ไม่ว่าจะทำอะไร เราต้องอยู่เรียงกันเป็นแถวยาวและมารวมตัวกันเฉพาะเวลาที่ผมบอก จำให้ดีว่าคนที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังของคุณคือใคร ผมจะอยู่หัวแถว ถ้าผมบอกให้เหยียบหินก้อนไหน ก็ต้องเป็นหินก้อนนั้น ผมใช้มือจับก้อนไหน คุณก็ต้องจับก้อนนั้น คุณต้องคอยบอกต่อๆ กันไป ถ้าได้ยินไม่ชัดเจนให้ถามเพื่อความแน่ใจ เรารอทุกคนได้

“การเข้าไปในถ้ำของเราจะสร้างผลกระทบให้กับระบบนิเวศในถ้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการควบคุมให้มันเกิดขึ้นน้อยที่สุด ขอให้ทุกคนทำตัวเหมือนเป็นแขกไม่ใช่ผู้บุรุกนะครับ

“อ๋อ อีกอย่างคือถ้ำนี้น่ะศักดิ์สิทธิ์มากนะ ถ้าคุณแอบฉี่ตอนอยู่ในน้ำ มันจะเรืองแสงและทุกคนจะรู้ทันทีว่าเป็นคุณ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่บอกเสียก่อน” เซอร์จิโอพูดด้วยเสียงทีเล่นทีจริง ก่อนจะเดินนำหน้าทุกคนไปหย่อนตัวลงน้ำที่หน้าปากถ้ำ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

-5-

ประตูสู่โลกใต้พิภพ

น้ำสีเทอร์ควอยซ์หน้าถ้ำล้อกับแสงแดดจนเป็นประกาย ตัดกับความมืดมิดที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในจนเหมือนคนละโลก ทุกคนค่อยๆ หย่อนตัวลงน้ำตามเซอร์จิโอ เราเตรียมใจว่าน้ำน่าจะต้องเย็นจัด แต่ปรากฏว่าอุ่นสบายและใสจนมองเห็นแขนขาตัวเองได้ชัดเจน ความลึกน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 – 4 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดแล้วในทริปนี้ 

เราว่ายน้ำตามกันไปจนถึงบริเวณพื้นทรายราบที่มีลักษณะคล้าย ‘หาด’ อยู่ภายในถ้ำ เซอร์จิโอยืนรอทุกคนให้มาจนครบแล้วจึงทำสัญญาณมือให้ไปล้อมวงฟัง 

“ชาวมายันเชื่อในชีวิตหลังความตาย และเชื่อว่าถ้ำต่างๆ ในดินแดนของชาวมายันทั้งในประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา เบลีซ จะเชื่อมต่อกับโลกแห่งความตายที่อยู่ใต้พิภพ คุณอาจรู้จักถ้ำนี้ในชื่อเอทีเอ็ม แต่สำหรับชาวมายัน ถ้ำนี้มีชื่อว่าชิบัลบา (Xibalba) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับที่ชาวมายันใช้เรียกโลกหลังความตายด้วย” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Dennis Jarvis via Flickr, CC BY-SA 2.0

ผ่านบริเวณหาดทรายไปก็เป็นลำธารที่ไหลลอดผ่านถ้ำ ถึงน้ำจะสูงไม่มาก แต่ก็เป็นการเดินสวนกระแสน้ำ ตอนแรกยังไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่ แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไป แสงก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นความมืดสนิท แสงไฟฉายค่อยๆ ถูกเปิดขึ้น ทุกคนในทีมเคลื่อนไหวช้าลง และค่อยๆ ขยับเข้ามาอยู่ใกล้กันจนแทบจะจูงมือกันได้ 

จากปากถ้ำที่ดูกว้างใหญ่ ผนังของถ้ำก็แคบและเตี้ยลงเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ดูเหมือนเราเดินมาเจอทางตัน แต่เซอร์จิโอก็ค่อยๆ นั่งลง แทรกตัวผ่านหายไปทางร่องหินที่มีขนาดแคบและเล็กมาก จนไม่น่าเชื่อว่าคนทั้งคนจะแทรกผ่านไปได้ แขนเซอร์จิโอโผล่ออกมาและโบกเป็นสัญญาณให้ตามเข้าไปทีละคน เราตัวเล็กที่สุดในกลุ่มเพื่อนร่วมทางก็จริง แต่เสื้อชูชีพที่สวมอยู่ก็ทำให้ทุลักทุเลไม่น้อย จนสุดท้ายต้องถอดเสื้อและส่งผ่านไปก่อน เราถึงจะแทรกตัวผ่านช่องหินตามไปได้ 

หนึ่งในช่องหินที่ต้องแทรกตัวผ่านหลังจากนั้น เป็นช่องที่ความสูงอยู่เท่าระดับน้ำพอดี เซอร์จิโอบอกว่าขนาดของช่องหินที่อยู่ใต้น้ำจะกว้างกว่าด้านบน เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่สามารถลอดผ่านช่องบนไป ก็จะต้องกลั้นหายใจและกดตัวลงต่ำเพื่อแทรกตัวผ่านช่องที่อยู่ใต้น้ำไป อันนี้ถือเป็นโชคดีเล็กๆ ของเราเพราะเมื่อถอดเสื้อชูชีพออกแล้ว เราก็ผ่านทุกช่องได้แบบไม่มีรอยขีดข่วนมากนัก ที่ลำบากหน่อยน่าจะเป็นหนุ่มๆ ในกลุ่มรวมทั้งคริสเตียน เพราะติดไหล่จนต้องกดตัวลงจนแทบหายไปใต้น้ำเพื่อลอดผ่านไปให้ได้ 

ถึงตอนนี้เมื่อเดินมาเจอทางตัน เราก็จะมองหาทางออกอื่นโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่เคยเดาถูกเลยสักครั้ง เพราะทุกทางที่เซอร์จิโอชี้ให้ไป ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสักทาง นอกเหนือจากการต้องพยายามบีบตัวเองผ่านช่องหิน บางจุดก็ต้องใช้วิธีปีนขึ้นก้อนหินแทน ซึ่งเซอร์จิโอจะสาธิตวิธีการปีนขึ้นหินแต่ละก้อนให้ดู พร้อมทั้งกำชับว่าให้ท่องขั้นตอนตามดีๆ 

“แค่คุณไปจับโดนจุดที่ไม่ควรจับเพียงครั้งเดียว คุณก็จะทำลายถ้ำนี้ไปตลอดกาล ตั้งใจฟังที่คนข้างหน้าบอกให้ดีนะครับ” 

เพื่อนร่วมทางในกลุ่มเราให้ความร่วมมือดีมาก เซอร์จิโอบอกอะไรมา ทุกคนก็พูดย้ำและบอกต่อๆ กันแบบไม่ขาดตกบกพร่อง “เหยียบซ้าย มือเกาะขวา หัวเอียงซ้าย ห้ามจับซ้าย ดึงตัวขึ้น!” 

หนุ่มน้อยที่อยู่ด้านหน้าเราส่งตรงมาจากอังกฤษแน่นอน เพราะสำเนียงบริติชสุดๆ ไม่นึกไม่ฝันว่าแค่จะมาดูถ้ำ แต่ยังต้องใช้สมาธิสูงเหมือนนั่งสอบพาร์ตฟัง IELTS (สบายใจได้ค่ะ เราทำหน้าที่เป็นตัวแทนไทยแลนด์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แตะจับไม่ผิดเลยสักหน เพราะมีคริสเตียนคอยช่วยฟังอยู่ด้านหลังอีกคน) 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

-6-

“The Crystal Maiden”

หลังจากที่เราทั้งไต่ทั้งปีนทั้งมุดกันมาได้หนึ่งกิโลเมตรกว่า ในที่สุดก็โผล่ออกมาเจอห้องโถงใหญ่ห้องแรกของถ้ำที่มีขนาดใกล้เคียงกับสนามฟุตบอล เซอร์จิโอบอกให้ทุกคนไปถอดรองเท้าวางไว้ข้างโขดหินและหยิบถุงเท้าออกมาใส่ ก่อนจะให้ไปรวมกันตรงกลางลานโล่งกว้าง 

“ถ้ำนี้มีห้องโถงใหญ่อยู่สองห้อง ห้องแรกที่เรายืนกันอยู่ตรงนี้น่าจะเป็นห้องที่เคยถูกใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวมายัน เพราะพบกระถางธูป ถ้วยโถเซรามิก ศิลาจารึก เครื่องมือช่างโบราณ และศิลปะวัตถุเป็นพันชิ้น” 

เซอร์จิโอใช้ไฟส่องโถถ้วยจานที่วางอยู่ตามจุดต่างๆ ของพื้นห้องให้ทุกคนดู ถ้วยชามส่วนใหญ่มีรอยแตกร้าว มีอยู่ใบหนึ่งในนั้นที่มีรูปลิงตัวเล็กๆ สลักอยู่ เซอร์จิโอบอกว่า ทั่วทั้งทวีปอเมริกากลางมีการค้นพบโถที่มีรูปลิงแบบนี้อยู่ 4 ชิ้นเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็อยู่ในถ้ำแห่งนี้ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Beth and Anth via Flickr, CC BY-SA 2.0
การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

“โครงกระดูกที่เราพบในโถงห้องถัดไป มีร่องรอยของการถูกทรมานก่อนตาย ถูกจับมัดแขนขา กะโหลกแตกคล้ายถูกตีอย่างรุนแรงด้วยของแข็ง โถและถ้วยพวกนี้น่าจะเอาไว้รองเลือด เพื่อใช้ในพิธีบูชายัญก่อนที่เหยื่อบูชายัญจะสิ้นใจตายหรือถูกฆ่าตาย” 

ห้องโถงถัดมาซึ่งเป็นห้องโถงหลักและใหญ่ที่สุดในถ้ำ โครงกระดูกที่ถูกค้นพบในถ้ำนี้ถูกเคลือบด้วยแร่แคลไซต์ (Calcite) ทำให้กระดูกถูกยึดติดกับพื้นถ้ำและส่องเป็นประกายเมื่อโดนแสงไฟ เป็นความสวยผสมความรู้สึกชวนขนลุกจริงๆ ค่ะ 

กะโหลกบางชิ้นมีขนาดเล็กมาก เซอร์จิโอบอกว่า กะโหลกที่พบในนี้มีตั้งแต่ของเด็ก 1 ขวบยันผู้ใหญ่อายุราว 40 ด้านในสุดของห้องโถงใหญ่มีโครงกระดูกที่คาดว่าเป็นของสาวน้อยคนหนึ่งที่เสียชีวิตตอนอายุ 18 ปี เธอเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘The Crystal Maiden’ เพราะโครงกระดูกของเธอส่องประกายระยิบระยับโดดเด่น และเป็นโครงกระดูกชุดเดียวที่ยังอยู่ครบทุกชิ้นส่วน กระโหลกไม่มีรอยร้าวเหมือนโครงกระดูกอื่น แต่มีร่องรอยข้อกระดูกสันหลังแตก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเสียชีวิตก่อนจะถูกนำร่างมาไว้ตรงนี้ 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Antti T. Nissinen via Flickr, CC BY 2.0

ใกล้ๆ กับโครงกระดูกเหล่านี้มีถ้วยเซรามิกที่ถูกเจาะรูไว้ตรงกลางวางอยู่ เซอร์จิโอใช้ไฟส่องลอดรูถ้วยให้ทุกคนได้เห็นกันชัดๆ 

“ถ้วยที่ถูกเจาะรูพวกนี้มักจะถูกขุดพบในหลุมศพ บางครั้งวางไว้ด้านบนศรีษะคนตาย บางครั้งก็ใช้ปิดหน้า รูตรงก้นถ้วยเรียกว่า Kill-hole ไม่มีใครรู้แน่ว่าทำเพื่ออะไร อาจจะต้องการสื่อถึงความสูญเสีย หรือบางทฤษฎีก็บอกว่าเป็นความเชื่อว่า รูที่เจาะไว้จะเป็นทางออกของวิญญาณของคนที่ตาย” 

เมื่อเดินดูจนครบทุกจุดแล้ว เซอร์จิโอก็ให้ทุกคนกลับมาใส่รองเท้าและเดินลัดเลาะไปทางข้างๆ กำแพงถ้ำ เรานึกสงสัยว่าที่ต้องถอดรองเท้า เป็นเพราะพื้นที่บริเวณนี้ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์รึเปล่า หันไปถามเซอร์จิโอก็ได้คำตอบว่า

“คนเราเวลาไม่ใส่รองเท้า จะเดินแบบระมัดระวังกว่าตอนมีรองเท้า จะเหยียบ จะก้าว ลงไปตรงไหนก็มักจะดูให้แน่ใจก่อนว่ามีอะไรอยู่บนพื้นรึเปล่า เพราะกลัวจะเจ็บตัว ซึ่งก็เป็นผลดีกับโบราณวัตถุและโครงกระดูกทั้งหลายที่อยู่บนพื้นด้วย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความศักดิ์สิทธิ์หรือความเชื่อของชาวมายันหรอก” 

โอ้โห ช่างคิดดีจังเลย
“น่าเสียดายที่เราไม่ได้คิดแบบนี้ได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย เราต้องเสียกระโหลกไปหนึ่งชิ้น เพราะโดนเหยียบโดยไม่ตั้งใจ” 

การเดินทางที่ถอยหลังไม่ได้ในถ้ำ ATM ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของโลกที่เชื่อว่าไม่มีใครแตะมาพันปี, Actun Tunichil Muknal, Belize
ภาพ : Bernard DUPONT via Flickr, CC BY-SA 2.0

-7-

โลกมนุษย์

ทัวร์ในถ้ำจบลงด้วยการสไลด์ตัวออกมาทางช่องหินที่มีน้ำไหลแรงจนแทบจะเหมือนเครื่องเล่นในสวนสนุก เราค่อยๆ ไถลตัวออกมาตามแรงดันของน้ำผ่านช่องหินที่ดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจ เพราะขนาดเล็กกว่าที่เคยผ่านกันมา แต่ด้วยคำยืนยันของเซอร์จิโอ “ผมผ่านได้ ทุกคนก็ผ่านได้” ทุกคนก็พร้อมใจทำตามทันที

ก่อนจะถึงหน้าปากถ้ำ เซอร์จิโอให้เราทุกคนลอยตัวในน้ำ หลับตาและจับมือกันไว้ เรารู้สึกได้ว่าโดนดึงให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าพร้อมกับทุกคนอย่างช้าๆ แสงสว่างค่อยๆ กระทบเปลือกตา เซอร์จิโอขอให้เรานับหนึ่งถึงร้อยพร้อมกันก่อนจะลืมตาขึ้น การหลับตาเพื่อปรับแสงช่วยได้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว 

เราออกมาเก็บขวดน้ำพลาสติกที่วางทิ้งไว้ในถังหน้าถ้ำ และพากันเดินข้ามแม่น้ำกลับออกมาที่ลานจอดรถ ก่อนขึ้นรถตู้กลับ เราเข้าไปขอบคุณเซอร์จิโออีกครั้ง และบอกว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับมาเที่ยวถ้ำนี้อีก แต่เซอร์จิโอบอกว่า เร็วๆ นี้อาจจะมีการปิดถ้ำอย่างน้อย 3 – 5 ปีเพื่อให้ระบบนิเวศในถ้ำได้ฟื้นฟูสภาพ หลังจากนั้นก็คงจะมีการพิจารณากันใหม่ว่าจะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้อีก หรือควรจะปิดถาวรและเปิดให้เฉพาะนักโบราณคดีเข้ามา เพื่อการศึกษาค้นคว้าเพียงอย่างเดียวไปก่อน

“ในช่วงชีวิตนี้คุณอาจจะไม่ได้เข้าไปดูถ้ำนี้อีกเป็นครั้งที่ 2 แต่ถ้าคุณมีลูกมีหลาน อย่างน้อยพวกเขาก็จะยังมีโอกาสได้เห็นสิ่งที่คุณเห็นในวันนี้นะ – หวังว่าจะได้พบกันอีก” 


  • ปัจจุบันมีไกด์ที่ได้รับใบอนุญาตนำทางถ้ำเอทีเอ็มทั้งหมด 25 คน (ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี โดยไกด์จะต้องสอบข้อเขียนและข้อปฏิบัติกับหน่วยงานการท่องเที่ยวของเบลีซให้ผ่านอย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะต่ออายุใบอนุญาตได้) 
  • ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ถ้ำเอทีเอ็มขายบัตรให้นักท่องเที่ยวเข้าชมถ้ำได้วันละ 125 คน และกำหนดให้ไกด์ 1 คน นำทางนักท่องเที่ยวเข้าถ้ำไม่เกิน 4 คนต่อรอบ และได้คนละ 2 รอบต่อวันเท่านั้น 
  • ค่าใช้จ่ายในการสำรวจถ้ำรวมค่ารถรับส่งจากโรงแรมประมาณคนละ 3,500 – 6,000 บาท

Writer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load