ทุกข์ของมนุษย์โลกที่สาม: วีซ่า

การเป็นคนไทยถือหนังสือเดินทางไทย แค่มีจิตวิญญาณของนักเดินทางเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอที่จะทำให้เราออกไปบุกป่าฝ่าดงรอบโลกได้ง่ายๆ อย่าง ‘ฝรั่ง’ เขา ตอนที่เราตอบรับคำชวนไปร่วมทริปมอเตอร์ไซค์ขั้วเหนือจรดขั้วโลกใต้ในทวีปอเมริกาคราวนี้ สิ่งแรกที่เราคิดถึงคือ วีซ่า เพราะเพื่อนร่วมทางอีก 3 คนถือหนังสือเดินทางอเมริกาและแคนาดา

ทวีปอเมริกา

จากทวีปอเมริกาเหนือจรดใต้ ประเทศที่เราจะต้องเดินทางผ่านมีทั้งหมด 16 ประเทศ คืออเมริกา แคนาดา เม็กซิโก กัวเตมาลา เบลีซ ฮอนดูรัส เอล ซัลวาดอร์ นิการากัว คอสตาริกา ปานามา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย ชิลี และอาร์เจนตินา

เราแยกเงื่อนไขการขอวีซ่าออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ได้ดังนี้

พาสปอร์ต

กลุ่มที่ 1
ประเทศปานามา เอกวาดอร์ เปรู ชิลี และอาร์เจนตินา

อนุญาตให้คนไทยใช้หนังสือเดินทางไทยเข้าได้ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า และอยู่ได้ 30 – 90 วัน

กลุ่มที่ 2
ประเทศโบลิเวีย

เนื่องจากประเทศไทยไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุลโบลิเวีย คนไทยจึงขอวีซ่าได้ที่สถานกงสุลโบลิเวียในประเทศเปรูหรือชิลีก่อนเข้าประเทศ หรือขอวีซ่าที่สถานทูตโบลิเวียในประเทศญี่ปุ่นก็ได้

กลุ่มที่ 3
ประเทศที่เหลือ

ได้แก่ เม็กซิโก เบลีซ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ นิการากัว คอสตาริกา และโคลอมเบีย
ประเทศเหล่านี้อนุญาตให้คนไทยที่มีวีซ่าอเมริกาในหนังสือเดินทางไทย ซึ่งยังไม่หมดอายุ เข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า

เรียกว่าโชคเข้าข้างเราพอสมควร เพราะเรายังมีวีซ่าท่องเที่ยวของอเมริกาในหนังสือเดินทางที่ใช้ได้อีก 6 ปี ทำให้เดินทางเข้าประเทศกลุ่มที่ 1 และ 3 ได้โดยปริยาย ส่วนวีซ่าโบลิเวียก็ไปยื่นขอได้ที่เปรู เท่ากับว่าประเทศที่เราต้องขอวีซ่าท่องเที่ยวก่อนออกเดินทางจากประเทศไทยในทริปนี้มีแค่แคนาดาประเทศเดียวเท่านั้นเอง

21 ชั่วโมงแห่งความหวัง

หลังได้วีซ่าแคนาดามาครอบครองก่อนเดินทางไม่ถึง 1 เดือน เราก็จัดการซื้อตั๋วเครื่องบินแบบกระชั้นชิด ชนิดที่ว่าเที่ยวไหนราคาถูกที่สุดก็ต้องยอมไปเที่ยวนั้น แจ็กพ็อตเลยมาตกที่สายการบินบริติชแอร์ไลน์ (British Airline) โดยต้องไปแวะลอนดอน 21 ชั่วโมง ก่อนเปลี่ยนเครื่องไปลงที่สนามบินเดนเวอร์ในรัฐโคโลราโด ประเทศอเมริกา ซึ่งเป็นบ้านของคริสเตียนและเป็นจุดที่จอดมอเตอร์ไซค์ไว้
เครื่องบิน

ตอนได้ตั๋วมาเราคิดเองเออเองว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ลอนดอนคงจะตีตราอนุญาตลงในหนังสือเดินทางให้เราออกไปเดินเล่นในเมืองได้ เพราะมีตั๋วเครื่องบินเที่ยวต่อไปอยู่ในมือแล้ว เหมือนตอนไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศเกาหลีหรือญี่ปุ่น แต่หลังจากนั่งหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอยู่ 2 วันเต็มๆ ไม่มีแหล่งข้อมูลไหนยืนยันได้เลยว่าเราจะออกไปนอกสนามบินที่ลอนดอนได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ บางแหล่งข้อมูลบอกว่า ไม่ใช่แค่ออกจากสนามบินไม่ได้ แต่อาจโดนปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่องบินตั้งแต่ที่เมืองไทยด้วยซ้ำ

รู้แบบนี้แล้วเรื่องจะได้ออกจากสนามบินหรือไม่ได้ออกก็กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลยทีเดียว ที่สำคัญ ตอนนั้นเราเหลือเวลาอีกแค่ 3 วันก่อนเดินทาง เลยต้องกลับมาคิดว่าจะเอายังไงกับวีซ่าอังกฤษดี ลองหาข้อมูลเรื่องขอวีซ่าแบบเร่งด่วน 24 ชั่วโมงจากสถานทูตก็เจอราคาค่าธรรมเนียมประมาณ 30,000 บาท ซึ่งถ้าต้องจ่ายราคานี้ยอมเปลี่ยนเที่ยวบินอาจจะคุ้มค่ากว่า

หลังจากติดต่อกับทางสายการบินก็ได้ความว่า เราไปต่อเครื่องที่สนามบินในลอนดอนได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า เพียงแต่แสดงวีซ่าของประเทศปลายทางตอนเช็กอินที่สุวรรณภูมิ หลังวางสายจากเจ้าหน้าที่ เราหันไปอธิบายรายละเอียดให้คริสเตียนฟัง ก็ได้คำตอบแบบไม่ต้องคิดนานจากคริสเตียนว่า

“เอาถุงนอนกับหมอนรองคอไปด้วยนะ จะได้ไปนอนอ่านหนังสือเล่นในสนามบินระหว่างรอ 21 ชั่วโมง เดี๋ยวผมออกไปเที่ยวลอนดอนเผื่อเอง”

แหม ยังไม่ทันได้เริ่มทริปก็จะทิ้งกันซะแล้วนะคริสเตียน

ผงมาม่า ปืนปลอม และการแวะนอนที่ลอนดอนแบบไม่มีวีซ่า

ถึงวันเดินทางออกจากประเทศไทย เที่ยวบิน 11 โมงเช้าจากกรุงเทพ-ลอนดอน-เดนเวอร์ หลังรู้ชะตากรรมว่าต้องนอนเฝ้าสนามบินแน่ๆ เราเลยเอาถุงนอนบางๆ กับหมอนรองคอใส่เป้สะพายขึ้นเครื่องไปด้วย ตั้งใจว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องนอนหนาวแอร์ในสนามบิน ส่วนคริสเตียนก็สบายอกสบายใจเพราะหนังสือเดินทางอเมริกันเดินเข้าออกประเทศอังกฤษได้แบบไม่ยุ่งยากอยู่แล้ว แถมยังมีน้ำใจมาสัญญิงสัญญากับเราอีกว่าจะซื้อขนมมาฝากจากข้างนอกด้วย

ช่วงเช้าก่อนออกจากโรงแรมไปสนามบิน เราแวะไปซื้อขนมที่เซเว่นฯ สายตาเหลือบไปเห็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือ “มาม่า” บนชั้นสินค้า แล้วก็นึกถึงตัวเองที่ขนมาม่าสองสามแพ็กใส่กระเป๋าตอนไปร่วมโครงการเวิร์กแอนด์ทราเวล (Work and Travel) ที่อเมริกาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นครึ่งหนึ่งของกระเป๋าเดินทางเป็นซองมาม่าแทบครบทุกรส นึกไปนึกมาก็คิดได้ว่าเราไม่ต้องเอาไปทั้งห่อก็ได้ เอาไปแค่ผงเครื่องปรุงก็พอแล้ว!

เรารีบเดินออกจากแถวจ่ายเงินไปกวาดมาม่าแพ็กยาวๆ มา 5 แพ็ก ทั้งรสต้มยำ ต้มโคล้ง ต้มแซ่บ  ระหว่างนั่งรถเท็กซี่ไปสนามบิน รู้สึกภูมิอกภูมิใจในตัวเองมากที่คิดวิธีนี้ขึ้นมาได้ 2 – 3 เดือนหลังจากนั้นถึงรู้ว่าคนอื่นที่ต้องไปอยู่ต่างประเทศนานๆ เขาก็ทำกันมาตั้งนานแล้ว แถมมีร้านที่แยกขายเฉพาะผงปรุงรสด้วย

ถึงสนามบินเราก็ไปหลบมุมนั่งฉีกมาม่า 50 ซอง ระหว่างนั่งรอเคาน์เตอร์เช็กอินเปิด เลือกเก็บเฉพาะซองผงปรุงรสเอาไว้ เส้นยกให้คุณพี่พนักงานทำความสะอาดที่อยู่แถวนั้น คริสเตียนเห็นเราชูถุงพลาสติกที่ข้างในมีแต่ผงหลากสีสันให้ดู ก็เดินมากระซิบติดตลกว่า ดีจัง ถ้ากระเป๋าเราสองคนโดนค้น เราจะได้โดนเรียกไปเข้า “ห้องเย็น” ทั้งคู่ เพราะผงหลากสีของเราดูไม่น่าไว้วางใจเลย

ส่วนคริสเตียนอาจจะได้มานั่งใน “ห้องเย็น” เป็นเพื่อนเรา เพราะในกระเป๋าเดินทางมีปืนปลอม มันคือ ปืนอัดลมสีดำที่เราซื้อจากร้านขายของเล่นมาฝากคริสเตียน เพราะทุกครั้งที่ไปเดินงานวัดด้วยกัน คริสเตียนจะหมดเงินไปกับซุ้มยิงปืนหลายร้อยโดยที่ไม่ได้สนใจตุ๊กตาของรางวัล เขาแค่ชอบเล่นยิงปืนมากเท่านั้นเอง เราก็เลยซื้อปืนของเล่นมาให้ยิงเป้ากระดาษเองที่บ้านให้หนำใจ พอจะเดินทางคริสเตียนเกิดไม่อยากทิ้งปืนขึ้นมา แถมที่อเมริกาก็ห้ามขายปืนของเล่นที่หน้าตาคล้ายปืนจริงแบบนี้อีก คริสเตียนเลยตั้งใจจะมาลุ้นหน้างานว่าเจ้าหน้าที่จะยอมให้เอาปืนใส่กระเป๋าที่โหลดใต้เครื่องหรือเปล่า จะมีปัญหาตอนเปลี่ยนเครื่องที่ลอนดอนหรือเปล่า และจะเอาออกจากสนามบินที่เดนเวอร์ได้หรือเปล่า ฯลฯ เรียกว่าปืนอัดลมกระบอกละไม่กี่ร้อยบาททำเอาเราหวาดระแวงตลอดเที่ยวบิน เพราะต้องคอยเงี่ยหูฟังว่าเมื่อไหร่คริสเตียนจะโดนเจ้าหน้าที่เรียกไปถามเรื่องปืน

ถึงเวลาเช็กอินเราก็แจ้งเรื่องปืนปลอมกับผงมาม่าตั้งแต่หน้าเคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่เลยให้เอากระเป๋าที่จะโหลดใต้เครื่องทั้งหมดไปสแกนที่ห้องด้านใน กระเป๋าที่คริสเตียนใส่ปืนไว้เป็นกระเป๋าลาก และเจ้าตัวก็ตั้งใจวางปืนไว้ด้านบนสุดของกระเป๋า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เปิดฝากระเป๋าได้เห็นปืนเป็นอันดับแรก  (“แสดงความบริสุทธิ์ใจเราไม่ได้มีเจตนาจะซ่อนปืนอยู่ไง”-คริสเตียนให้เหตุผลว่าอย่างนั้น)

ตอนเปิดกระเป๋าออกมาเจ้าหน้าที่คนไทยเห็นปืนแล้วก็อมยิ้มเพราะมองออกอยู่แล้วว่าเป็นปืนอัดลม ส่วนเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี หลังเจ้าหน้าที่เช็กปืนละเอียดดีแล้วก็ให้คริสเตียนกรอกเอกสารที่น่าจะเป็นการยืนยันเรื่องปืนของเล่นในกระเป๋า ส่วนผงมาม่าของเรา เจ้าหน้าที่ขอไปฉีกดูหนึ่งซองแล้วก็อนุญาตให้ใส่ลงกระเป๋าได้ตามปกติ ถึงตอนนี้ก็เหลือลุ้นแค่ว่าจะมีปัญหาที่สนามบินลอนดอนกับเดนเวอร์ไหม

หลังขึ้นเครื่องมาแล้ว เรานั่งถ่างตายาวตลอด 13 ชั่วโมงบนเครื่องบิน เพราะตั้งใจจะใช้เวลา 21 ชั่วโมงไปกับการนอนหลับในสนามบิน การรอคอยสิ้นสุดลงเมื่อเครื่องถึงลอนดอนประมาณ 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ทันทีที่เหยียบสนามบินเราก็ชวนคริสเตียนเดินไปถามเจ้าหน้าที่เรื่องขอออกไปข้างนอก เพราะคิดง่ายๆ ว่าลองขอดีกว่าไม่ได้ลอง เราเอาตั๋วที่ต้องบินต่อไปเดนเวอร์ตอน 15.45 น. ของอีกวันให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วถามว่าเราจะออกไปหาโรงแรมนอนนอกสนามบินได้หรือเปล่า ตอนแรกเจ้าหน้าที่ก็ลังเลพอสมควร และอธิบายให้ฟังว่าเขาเข้าใจสถานการณ์เรานะ ต้องรอถึง 21 ชั่วโมงมันก็นานอยู่ แต่ที่ผ่านมามีคนฉวยโอกาสใช้ประโยชน์ของการได้รับสิทธิ์ยกเว้นวีซ่าสำหรับคนที่มาต่อเครื่องเพื่อหลบเข้าอังกฤษเยอะมาก ส่วนใหญ่ใช้วิธีจองตั๋ว 2 ต่อเพื่อให้ได้แวะลอนดอนและทำทีว่าจะออกไปพักข้างนอก แล้วก็หนีหายไปไม่กลับมาอีก

ฟังเจ้าหน้าที่ชี้แจงแล้ว เรากับคริสเตียนก็เลยหยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดหน้าเว็บไซต์ตอนจองตั๋วให้เจ้าหน้าที่ดู เพื่อยืนยันว่าเราซื้อเที่ยวบินที่ถูกจัดไว้แล้วว่าต้องต่อเครื่องที่ลอนดอน ไม่ได้จงใจซื้อตั๋วกรุงเทพฯ-ลอนดอน, ลอนดอน-เดนเวอร์ ที่สำคัญคือตัวเลือกนี้ก็เป็นตั๋วที่ราคาถูกที่สุดจากทุกตัวเลือกด้วย เจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์เราไปเปิดหน้าเว็บไซต์ดูอยู่สักครู่แล้วถอนหายใจ ตอนนั้นเราเองก็ถอดใจไปเรียบร้อยแล้วเหมือนกันว่าคงไม่ได้แน่ๆ แต่เจ้าหน้าที่ก็เงยหน้าขึ้นมาถามว่าเรารู้จักกับคริสเตียนมานานแค่ไหนแล้ว มีหลักฐานอะไรที่ยืนยันความสัมพันธ์ได้หรือเปล่า เราเลยรีบเปิดรูปในโทรศัพท์มือถือและเปิดอีเมลที่ใช้ติดต่อกันคร่าวๆ ย้อนไปตั้งแต่เมื่อปี 2011 ให้เจ้าหน้าที่ดู หลังไล่ดูจนพอใจแล้วเจ้าหน้าที่ก็หยิบหนังสือเดินทางของเราไปประทับตราให้ พร้อมกับกำชับให้เรากลับมาที่สนามบินให้ทันก่อนขึ้นเครื่องบินในวันรุ่งขึ้น

วีซ่า

จังหวะที่ยื่นมือไปรับหนังสือเดินทางกลับมา เราพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเก็บอาการไม่ให้ยิ้มกว้างเกินความจำเป็น แล้วก็ค่อยๆ ข่มใจเดินออกมาเงียบๆ จนออกมานอกประตูแล้วนั่นแหละ ถึงกล้ากระโดดโลดเต้นออกหน้าออกตาให้สมกับที่ไม่ต้องนอนเฝ้าสนามบินแบบข้ามวันข้ามคืนขนาดนั้น

คืนนั้นเราสองคนออกไปหาที่พักแล้วก็ตื่นมาดูพระอาทิตย์ตอนเช้าตรู่ เสร็จแล้วก็ไปเดินเล่นในเมืองตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงบ่าย 2 ก่อนจะนั่งรถกลับไปสนามบินเพื่อเดินทางต่อ ตอนถึงสนามบินเดนเวอร์ ทั้งคริสเตียนและเราโดนเรียกตัวไปสอบถามเรื่องปืนอีกครั้งอย่างที่คาดกันเอาไว้ ตอนแรกเจ้าหน้าที่มาดูปืนในกระเป๋าแค่ 2 คน ตอนหลังก็ชักชวนกันมาห้าหกคนแล้วเอาปืนไปลูบๆ จับๆ และถอดด้ามดูจนละเอียดและในที่สุดก็ได้รับอนุญาตให้ถือเข้าประเทศมาจนได้ 🙂

Paddington Paddington Paddington

เมื่อ “บ้าน” คือมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันกับกล่องหนึ่งใบ

หลังรอดชีวิตจากลอนดอนและบินไปถึงบ้านคริสเตียนที่โคโลราโดอย่างปลอดภัย ก็มีเวลาเหลือให้เตรียมตัวก่อนออกทริปที่บ้านอีก 9 วัน เราใช้เวลานั่งคิดนั่งเขียนรายการข้าวของที่จะจัดลงกล่องและลองจัดดูจริงๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่วันละหลายรอบ บางรอบรื้อแล้วรื้ออีกจนท้อและต้องรามือไปนั่งสงบสติอารมณ์ก็ยังมีมาแล้ว

จนกระทั่งใกล้วันเดินทาง คริสเตียนเห็นเรานั่งคิ้วขมวดอยู่หน้าเสื้อผ้าและสมบัติ (บ้า) กองโตมาเกือบตลอดทั้งอาทิตย์ก็เปรยขึ้นมาว่า “การจัดกระเป๋าเดินทางเป็นเรื่องที่ต้อง ‘ฝึก’ ถึงจะค่อยๆ ดีขึ้นนะ ทุกครั้งที่เดินทางคุณจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าอะไรคือของจำเป็นและอะไรบ้างที่ไม่ใช่ อะไรคือสิ่งที่เราขาดได้และอะไรบ้างที่ขาดไม่ได้ หลังจากที่เราเริ่มออกทริปกันแล้วคุณจะได้ฝึกจัดกระเป๋าแทบทุกวันจนเก่งขึ้นแน่ๆ เพราะฉะนั้น วันนี้ยังไม่ต้องให้มันสมบูรณ์มากนักหรอก ถ้าขาดอะไรไปบ้างก็ค่อยไปซื้อเอา นี่จะพาไปขั้วโลกนะ ไม่ใช่ป่าแอมะซอน”

โจทย์สำคัญในการจัดกระเป๋าของทริปนี้

* ทำอย่างไรถึงจะมีข้าวของพอเพียงกับการใช้ชีวิตประมาณ 1 ถึง 2 ปีเข้าไปไว้ในกล่องที่จุราวๆ 35 ลิตรให้ได้ (18.9″x 14.4″ x 7.75″)

* ด้วยสภาพอากาศที่ต่างกันแบบสุดขั้วของแต่ละประเทศในทวีปอเมริกา ทำยังไงถึงจะจัดเสื้อผ้าให้สู้หนาวขั้วโลกไหว แต่ใส่แล้วไม่ร้อนจนสลบกลางทะเลทราย และทนฝนที่กระหน่ำตลอดทั้งวันทั้งคืนแบบเขตป่าดิบชื้นได้

Paddington

หลักการคัดเลือกและจัดสัมภาระที่ใช้ในการเดินทาง

* เสื้อผ้าที่เราสองคนใช้ส่วนใหญ่จะพยายามเลือกแบบที่ทำด้วยขนแกะเมอริโน (Merino Wool) ซึ่งราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับวัสดุอื่นๆ แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะน้ำหนักเบา ใส่สบาย ช่วยให้ความอบอุ่นในสภาพอากาศหนาว และโปร่งสบายไม่มีเหงื่อในสภาพอากาศร้อน ที่สำคัญที่สุด ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเมื่อเอามาใส่ซ้ำมากกว่า 3 – 4 ครั้ง ช่วยได้มากเวลาที่ต้องเดินทางติดต่อกันเกิน 5 วัน และไม่มีโอกาสได้ซักเสื้อผ้า

* เรื่องสภาพอากาศแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เราเตรียมเสื้อผ้าเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มสำหรับอากาศหนาว และกลุ่มสำหรับอากาศธรรมดาถึงร้อน  ช่วงที่เดินทางขึ้นไปฝั่งอะแลสกาเสื้อผ้าสำหรับป้องกันอากาศหนาวทั้งเซ็ตใส่อยู่บนตัวเราตลอดเวลา แต่ละวันเสื้อที่เปลี่ยนจะมีแค่เสื้อที่อยู่ชั้นในสุด ส่วนกางเกงยีนส์และด้านนอกก็เป็นชุดเดิมทุกชั้น ทำให้ช่วยประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าได้เยอะ

ช่วงที่เดินทางลงมาถึงพื้นที่อากาศอบอุ่นแถบรัฐแคลิฟอร์เนียในอเมริกา เม็กซิโก และประเทศในแถบทวีปอเมริกากลางลงมา เราสองคนก็เอาเสื้อผ้าเซ็ตหน้าหนาวทั้งหมดแพ็กใส่กล่อง และใช้บริการที่คล้ายๆ การเช่าตู้ไปรษณีย์ของเมืองไทยเพื่อส่งเจ้ากล่องนี้ไปฝากไว้ในตู้ที่ประเทศอเมริกา โดยทางบริษัทจะคิดค่าฝากเป็นรายวันหรือรายเดือนตามขนาดและประเภทของนั้นๆ เมื่อเราเดินทางถึงประเทศทางแถบอเมริกาใต้ที่อากาศหนาวเย็นขึ้น ก็ติดต่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสื้อผ้ากันหนาวมาให้ตามที่อยู่ในประเทศนั้นๆ ให้เราได้

* การแยกเก็บอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ในแต่ละกระเป๋าคำนึงถึงลำดับความจำเป็นในการใช้และความรวดเร็วในการเข้าถึงเป็นสำคัญ เช่น ชุดกันฝนและถุงมือกันหนาวที่ต้องหยิบให้ได้เร็วที่สุดเมื่อฝนเริ่มตก เพราะถ้าเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ระหว่างเดินทางเปียกฝน ถึงแม้จะใส่เสื้อกันฝนทับอีกชั้นแล้ว แต่ความชื้นก็อาจทำให้หนาวจนเดินทางต่อไม่ได้

* การจัดวางสัมภาระภายในกล่องเราใช้วิธีแยกประเภทเสื้อผ้าใส่ในกระเป๋าเล็กๆ 3 – 4 ใบ ช่วยประหยัดเวลาในการจัดของได้มาก โดยเฉพาะช่วงที่ต้องเดินทางติดต่อกันทุกวัน เข้าออกโรงแรมไม่ซ้ำกันในแต่ละคืน การแยกของใส่กระเป๋าเล็กทรงสี่เหลี่ยมแบบนี้ทำให้เราสลับตำแหน่งการวางกระเป๋าในกล่องได้โดยไม่ต้องรื้อและเก็บใหม่ตามลำดับให้เสียเวลา

สัมภาระ

… และ “บ้าน” หลังใหม่ของเราในระหว่างการเดินทางตลอด 2 ปีก็มีหน้าตาแบบนี้

สัมภาระ

Writer & Photographer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

“แคมปิ้งที่แคนาดา เล่นเซิร์ฟที่เม็กซิโก ปีนภูเขาไฟที่กัวเตมาลา เดินป่าที่คอสตาริกา เรียนเต้นซัลซาที่โคลอมเบีย นั่งเขียนไดอารี่ในมาชูปิกชูที่เปรู กระเป๋าคนละใบ มอเตอร์ไซค์ 1 คัน ไปด้วยกันนะ”

“ภายใน 3 – 4 ปีนี้ ผมตั้งใจว่าจะต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์จากประเทศแคนาดาลงไปเที่ยวทวีปอเมริกาใต้กับเพื่อนสักสี่ห้าเดือนให้ได้”

‘คริสเตียน’ ผู้ชายที่เราตกลงใจออกมาเดตด้วยเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงกลางปี 2011 พูดเรื่องนี้ขึ้นมาตอนที่เราสองคนกำลังนั่งละเลียดกาแฟในร้านหนังสือมือสองกึ่งคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เรามองตามสายตาคริสเตียนไปเห็นลูกค้าคนใหม่ที่กำลังผลักประตูกระจกเข้ามาในร้าน ขณะที่มืออีกข้างก็มีหมวกกันน็อกห้อยอยู่

‘เพื่อน’ ที่คริสเตียนพูดถึงคือ ‘แอนดรูว์’ หนุ่มชาวแคนาดาที่รู้จักกันโดยบังเอิญตั้งแต่ตอนมาเมืองไทยใหม่ๆ เมื่อประมาณต้นปี 2010 สองหนุ่มคุยกันถูกคอตั้งแต่แรกพบตามประสาคนชอบปีนเขาและชอบมอเตอร์ไซค์เหมือนกัน

การเดินทาง

ทริปเหนือจรดใต้ของทวีปอเมริกามีจุดเริ่มต้นตอนที่สองเพื่อนซี้ชวนกันขึ้นรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ช่วงสุดสัปดาห์ แล้วเช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปนอนเล่นที่ปาย 1 คืน เช้าวันจันทร์คริสเตียนกลับมาทำงานตามปกติ ส่วนแอนดรูว์ก็บินกลับประเทศไป แต่ปรากฏว่าทริปจบอารมณ์ไม่จบ หลังกลับไปแคนาดาได้ไม่นานแอนดรูว์ก็เขียนจดหมายและสแกนส่งมาให้คริสเตียนทางอีเมล ใจความรวมๆ คือทริปมอเตอร์ไซค์ที่ไปปายด้วยกันสนุกมาก สนุกจนทำให้กลับมานั่งคิดถึงความฝันที่อยากทำมานานแล้ว นั่นก็คือขี่รถมอเตอร์ไซค์เที่ยวอเมริกาใต้กับเพื่อนสนิทสักคน ตั้งต้นจากประเทศแคนาดาและลงไปจนถึงสุดแผ่นดินทางใต้ที่ประเทศอาร์เจนตินา และแอนดรูว์ก็อยากจะให้คริสเตียนไปทริปนี้ด้วยกัน

ว่าแล้วแอนดรูว์ก็วาดแผนที่แนบท้ายจดหมายมาให้ด้วย

บันทึก

“When you’re finished in Thailand, I need a partner.”

แน่นอน คริสเตียนเซย์เยสตั้งแต่เห็นคำว่ามอเตอร์ไซค์ ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้ไปเมื่อไหร่ แต่หลังจากได้จดหมายฉบับนี้มา คริสเตียนก็ตั้งเป้าทันทีว่าจะทำงาน เก็บเงิน และทำให้ทริปนี้กลายเป็นความจริงภายใน 5 ปีให้ได้

ตอนนั้นเรานั่งฟังแล้วก็ตอบกลับไปแบบไม่คิดอะไรมากว่า “น่าสนใจดีนะ”, “ขี่มอเตอร์ไซค์แบบไหน”, “ถ่ายวิดีโอด้วยสิ” ฯลฯ จำได้ว่าพอเราพูดจบคริสเตียนก็ยิ้มกว้างตาเป็นประกาย และบอกเราว่าเขาดีใจที่เราไม่ ‘ดราม่า’ เรื่องที่เขาจะไปกับเพื่อนสนิทแค่ 2 คนโดยไม่ชวนเรา แต่เราก็บอกเหตุผลไปตรงๆ ว่า เปล่าจ้ะ ไม่ได้จะเล่นบทนางเอกใจกว้าง แต่ที่เราไม่ได้สนใจอยากไปด้วยก็เพราะมอเตอร์ไซค์นั่นแหละ (ถึงตอนนี้คริสเตียนทำหน้าตกใจ) นี่ยังไม่พูดถึงอีกเหตุผลที่ว่า จริงๆ แล้วมันเป็นการวางแผนล่วงหน้าหลายปีด้วยซ้ำไปนะ เราสองคนจะคบกันรอดถึง 3 เดือนรึเปล่ายังไม่รู้เลย

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด เวลาไปไหนมาไหนก็ขี่และนั่งมอเตอร์ไซค์มากกว่ารถยนต์ แต่ถ้าจะเทียบการขี่มอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหนของเรากับการขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่คริสเตียนกำลังพูดถึง ก็คงจะเหมือนเอาแอปเปิ้ลมาเปรียบเทียบกับส้ม เพราะมันคือการขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านไปโรงเรียนหรือจากบ้านไปตลาด เรานึกภาพไม่ออกว่าการขี่หรือนั่งมอเตอร์ไซค์ที่กินเวลาสองสามชั่วโมงหรือมากกว่านั้นมันเป็นยังไง ขนาดย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ สิบกว่าปีก็ยังเคยนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไกลสุดแค่ปิ่นเกล้า-สีลมตอนเช้าเวลาไปทำงานสาย

แล้วนี่อะไร เขาจะขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามประเทศกัน 5 – 6 เดือน เป็นเรื่องที่ฟังแล้วสุดแสนจะไกลตัวและไม่เคยอยู่ในสารบบการเที่ยวของเราเลย ตอนนั้นเลยได้ข้อสรุปแบบจริงใจสุดๆ ให้กับคริสเตียนว่า

“ไปเถอะ มีเพื่อนที่สนิทกันไปด้วยก็ดีแล้ว ไปเที่ยวให้สนุก อย่าลืมส่งโปสการ์ดมาให้บ้างนะ”

แต่จะด้วยบุญหรือกรรมก็ไม่รู้ได้ 2 ปีหลังจากนั้นเรากับคริสเตียนก็ยังคบหากันอยู่ จนย่างเข้าปีที่ 3 เราสองคนตัดสินใจออกจากงานประจำแล้วย้ายไปเชียงใหม่ เหตุผลง่ายๆ คือเบื่อกรุงเทพฯ อยู่เชียงใหม่ก็ทำงานเป็นฟรีแลนซ์รับงานอิสระเต็มตัวทั้งคู่ ด้วยข้อจำกัดที่น้อยลงเรื่องสถานที่ทำงานและเวลาทำงาน เราสองคนก็เลยได้ไปออกทริปด้วยกันอยู่บ่อยๆ และแน่นอนว่าคริสเตียนไม่พลาดโอกาสที่จะให้เราได้สัมผัสกับการเดินทางด้วยการซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่ระยะไกลกว่าปิ่นเกล้า-สีลม

ช่วงแรกที่ออกทริปเริ่มจากการเดินทางสั้นๆ ครึ่งชั่วโมงอย่างขี่ขึ้นลงดอยสุเทพ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นทริป 2 ชั่วโมง จาก 2 ชั่วโมงกว่ากลายเป็น 5 จาก 5 กลายเป็นทริปเต็มวัน ไปจนถึงทริป 2 – 3 วันซึ่งก็ไม่ได้ไปไหนไกลจากเชียงใหม่มาก แต่ใช้วิธีการหาเส้นทางที่อ้อมที่สุด หรือไม่ก็เลือกเส้นทางเล็กๆ ขับไปเจอร้านกาแฟร่มรื่นก็จอด หยิบงานไปนั่งทำ ถึงโรงแรมตอนเย็นก็เข้านอน เช้าอีกวันตื่นแล้วออกเดินทางกันต่อ พูดง่ายๆ ว่าเวลาส่วนใหญ่อยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ มองวิวทิวทัศน์ มองชีวิตผู้คนข้างทาง มากกว่าการเน้นการขับตรงไปให้ถึงจุดหมาย

ภาคเหนือ

(หนึ่งในหลายๆ ทริปที่ออกไปด้วยกัน เชียงใหม่-ปาย-บ้านรักไทย-ปางอุ๋ง-ขุนยวม-ดอยอินทนนท์-ดอยขุนตาล-อุทยานแห่งชาติแม่ยม-อุทยานแห่งชาติขุนแจ-เชียงดาว-เชียงใหม่)

2 เดือนแรกเราถามตัวเองตลอดว่าทำไมต้องเอาตัวเองมาทรมานขนาดนี้ ปวดขา ปวดก้น เหน็บกิน ร้อนก็ร้อน ฝนตก หมาก็กลัว ไม่สนุกด้วยเลยจริงๆ ยิ่งช่วงไหนที่ทั้งงานเยอะทั้งเดินทางเหนื่อยก็ยิ่งชวนให้หงุดหงิดถึงขั้นทะเลาะกันเพราะความดึงดันที่จะเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ สุดท้ายคริสเตียนเลยเสนอวิธีแก้ปัญหาว่าลองเปลี่ยนมอเตอร์ไซค์หลายๆ รุ่นดูไหม ถ้านั่งสบายขึ้นก็อาจจะสนุกขึ้น แต่ถ้าลองจนหมดแล้วไม่ใช่จริงๆ ก็จะไม่บังคับอีก

เรารับข้อเสนอ ตั้งแต่นั้นก็เลยใช้วิธีเช่ารถมอเตอร์ไซค์ทริปละรุ่น บางทริปก็ใช้มอเตอร์ไซค์วิบาก บางทริปก็ใช้มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ซีซีสูงต่ำแล้วแต่ระยะทางและเส้นทางที่วางแผนกัน มีครั้งหนึ่งเช่าฮาร์เลย์ขับขึ้นไปเชียงดาว กว่าจะหมดวันเล่นเอาเราทั้งปวดหลัง ปวดก้น แถมขาโดนท่อไอเสียประทับตราความเป็น ‘สก๊อย’ ที่ยังคงเป็นแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้

มอเตอร์ไซค์

ในเวลาไม่ถึงเดือนหลังจากนั้นเราก็เริ่มค้นพบเสน่ห์ของการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ โดยเฉพาะวิวสวยๆ ข้างทางที่ปกติไม่เคยได้เห็น เพราะถ้านั่งรถยนต์เราก็จะหลับยาว ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่อยู่เชียงใหม่เราออกทริปแทบทุกอาทิตย์ ถึงแม้จะเป็นการเปลี่ยนที่ทำงานมากกว่าเที่ยวพักผ่อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าจากที่เคยมุ่งมั่นจะไปให้ถึงปลายทางให้เร็วที่สุด ก็หันมามีความสนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งที่ได้พบเห็นจากข้างทางมากขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนสิ้นปี 2014 เราลองของด้วยการตกลงไปออกทริปมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์กว่า เป็นทริปที่ยาวนานที่สุดของเราในตอนนั้น โดนกระหน่ำทั้งร้อน ทั้งฝน ทั้งหนาว ในแต่ละวัน ร่างกายประท้วงเต็มที่ ทั้งไอ ทั้งจาม น้ำมูกยืดตลอดทาง ทริปนั้นใช้วิธีขับวันครึ่งสลับจอดทำงานวันครึ่ง บางช่วงก็ขับ 2 วันหยุดทำงาน 2 วัน วนไปแบบนี้เรื่อยๆ

เหตุผลที่จำทริปนี้ได้แม่น เพราะในคืนสุดท้ายก่อนปิดทริปที่เชียงดาว อยู่ๆ คริสเตียนก็ถามเราขึ้นมาว่า

“ไปทริปอเมริกาใต้ด้วยกันไหม?”

“มีกล่องใส่ของคนละใบกับมอเตอร์ไซค์ 1 คัน ใช้เวลาประมาณสี่ห้าเดือน คิดว่าไหวรึเปล่า”

ไปเมื่อไหร่ ไปยังไง วีซ่าล่ะ เงินล่ะ งานล่ะ ไปแล้วไม่ไหวขึ้นมาจะทำยังไง สมบัติกล่องเดียวมันจะอยู่ได้นานขนาดนั้นเลยเหรอ ฯลฯ สารพัดคำถามขึ้นมาในหัว แต่สุดท้ายเราก็ตอบตกลงไปทั้งที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกหัวออกก้อย แล้วก็ปลอบตัวเองว่า “ลองดูสักตั้ง ไม่ไหวก็ซื้อตั๋วกลับบ้านกลางทางเอาแล้วกันนะเรา”

To the World’s End

“ไหนๆ ก็จะลงไปใต้สุดแล้ว จะเริ่มที่แคนาดาทำไม ขึ้นไปเริ่มที่เหนือสุดเลยดีไหม”

‘ลี’ เพื่อนเก่าสมัยเรียนของคริสเตียนที่วนเวียนมาเจอกันโดยบังเอิญที่เชียงใหม่ถามขึ้นมากลางวงกินข้าว คำถามนี้ทำให้เรากลับมานั่งหาข้อมูลเพิ่ม แล้วก็พบว่าการเดินทางจากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาด้วยมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานไม่ใช่ของใหม่ซะทีเดียว มีทั้งคนขี่มอเตอร์ไซค์ ปั่นจักรยาน แบบเดี่ยว แบบคู่ หรือแบบยกครอบครัว ก็มีมาแล้ว แต่ละกลุ่มก็มีจุดเริ่มต้นและเส้นชัยเฉพาะของตัวเอง ที่นิยมกันมากมีอยู่ 2 แบบ
ทวีปอเมริกา

หมุดสีแดง เริ่มต้นจากอ่าวพรูโด (Prudhoe Bay) จุดสิ้นสุดแผ่นดินทางฝั่งโลกเหนือในอะแลสกา ลงไปจบที่อูซัวยา (Ushuaia) ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ในพาตาโกเนีย (Patagonia) ดินแดนสุดขอบโลกทางใต้ในประเทศอาร์เจนตินา

หมุดสีเขียว เริ่มต้นจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล (Arctic Circle) ในอะแลสกา ซึ่งอยู่ต่ำลงมาจากอ่าวพรูโดไม่มาก ลงไปจนถึงอูซัวยาในพาตาโกเนียเหมือนกับทริปหมุดสีแดง แต่ต่อด้วยการลงเรือไปเหยียบแผ่นดินแอนตาร์กติกา (Antarctica) และจบที่เส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิล (Antarctic Circle) นักเดินทางบางคนก็เอามอเตอร์ไซค์ลงเรือไปด้วย เรียกว่าถึงแม้ทวีปแอนตาร์กติกาจะไม่มีถนนให้วิ่ง แต่ขอให้ได้เอามอเตอร์ไซค์ลงไปแตะแผ่นดินบนฝั่งก็ยังดี ทริปหมุดสีเขียวนี้ไม่เป็นที่นิยมเท่าหมุดสีแดง เพราะค่าเรือจากอูซัวยาไปถึงแอนตาร์กติกเซอร์เคิลสูงจนคนอยากไปหายใจหายคอกันไม่ค่อยคล่อง

การเดินทางจากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาสามารถเดินทางได้ด้วยทางหลวงสายแพน-อเมริกา (Pan-Amerian Highway) ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมทวีปอเมริกาเหนือ กลาง และใต้ เข้าด้วยกัน โดยมีระยะทางรวมทั้งหมดกว่า 48,000 กิโลเมตร หรือ 30,000 ไมล์ ถึงแม้ว่าแพน-อเมริกาจะได้รับการบันทึกในหนังสือกินเนสส์บุ๊คให้เป็นทางหลวงที่ยาวที่สุดในโลก แต่ทางหลวงสายนี้ก็ยังมีจุดขาดตอนเป็นระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร หรือ 100 ไมล์ ซึ่งเป็นบริเวณที่เรียกกันว่า ‘ดาเรียนแก็ป’ (The Darién Gap-ตำแหน่งที่จุด B และ A เจอกันเกือบจุดกึ่งกลางแผนที่ในภาพด้านบน) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างประเทศปานามาในทวีปอเมริกากลางและประเทศโคลอมเบียในทวีปอเมริกาใต้

พื้นที่ในบริเวณดาเรียนแก็ปเป็นผืนป่าดิบชื้นที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ใช้เรือเป็นพาหนะหลัก มีกองกำลังทหารของทั้งสองประเทศคอยดูแลคุมควบตามจุดต่างๆ เนื่องจากยังมีปัญหาของการเป็นแหล่งซ่องสุมกลุ่มโจร การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และการใช้เส้นทางนี้ลักลอบขนส่งยาเสพติด

ที่ผ่านมามีนักสำรวจและนักเดินทางหลายกลุ่มพยายามจะเดินทางผ่านผืนป่ารกชัฏนี้ด้วยวิธีการต่างๆ กัน ทั้งเดิน นั่งเรือ ปั่นจักรยาน ขับรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ หลายรายโดนดักปล้นทำร้าย หลายรายโดนลักพาตัว และหลายรายต้องแลกด้วยชีวิต อย่างไรก็ตามในปี 1960 รถยนต์คันแรกขับผ่านดาเรียนแก็ปไปได้สำเร็จโดยใช้เวลาเดินทางกว่า 136 วัน เฉลี่ยความเร็วประมาณ 200 เมตรต่อ 1 ชั่วโมง ซึ่งบางส่วนของการเดินทางในครั้งนั้นก็ยังจำเป็นต้องเอารถยนต์ขึ้นแพล่องไปตามน้ำ จนกระทั่งในปี 1985 มีกลุ่มนักเดินทางที่ขับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์อีก 1 คันเดินทางข้ามดาเรียนแก็ปโดยใช้เส้นทางบนบกเพียงอย่างเดียวได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ใช้เวลาในการเดินทางกว่า 741 วัน ระยะทางรวมทั้งหมดประมาณ 201 กิโลเมตร หรือ 125 ไมล์

ด้วยเหตุนี้นักเดินทางที่ออกเดินทางในทริปเหนือจรดใต้ ไม่ว่าจะด้วยการปั่นจักรยาน ขับรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ จึงมักจะนิยมใช้วิธีการขนส่งยานพาหนะเหล่านี้ด้วยเรือสินค้าหรือเครื่องบินในการเดินทางระหว่างประเทศปานามา-โคลอมเบีย บางรายก็ใช้วิธีขายทิ้งที่เมืองต้นทางและซื้อใหม่ในอีกประเทศเพื่อเดินทางต่อไป

ระยะเวลาในการเดินทางของทริปอะแลสกา-อาร์เจนตินาโดยเฉลี่ย

การเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์จากอะแลสกาถึงอาร์เจนตินาใช้เวลาตั้งแต่ 8 เดือน ปีนึง ปีครึ่ง และนานกว่านั้น บางคนทำงานเก็บเงินเพื่อจะทำทริปนี้ให้สำเร็จในครั้งเดียว บางคนค่อยๆ เดินทางไปเรื่อยๆ วิธีที่นิยมกันในกลุ่มนักเดินทางช่วงอายุ 18 – 25 ปี มักจะเป็นการขอทำงานในโฮสเทลเพื่อแลกกับที่พักและอาหาร บางคนใช้วิธีเดินทาง 3 สัปดาห์หรือ 1 เดือน แล้วจอดมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้ตามเมืองต่างๆ ขึ้นเครื่องบินกลับไปทำงานที่บ้าน 2 – 3 เดือน แล้วก็บินกลับมาออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ต่อ และทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนลงไปถึงปลายทางที่ประเทศอาร์เจนตินา

เมื่อชีวิตคือการเดินทาง

ตามแผนเดิมที่ ‘แอนดรูว์’ ชวนมา เราคุยกันไว้ว่าจะเดินทางจากแคนาดาลงไปอเมริกาใต้ ตอนนั้นเลยตั้งใจจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆ แบบม้วนเดียวจบภายใน 5 – 6 เดือน จอดพักบ้างประปราย แต่เน้นเดินทางและหยุดทำงานไปเลย แต่เมื่อเราหันมาสนใจทริปเหนือสุดลงใต้สุดอย่างที่ ‘ลี’ หรือเพื่อนอีกคนเสนอมา ก็เลยปรึกษากันว่าถ้าเราจะยืดระยะทางออกขนาดนี้ เราก็เดินทางไปด้วย ‘ใช้ชีวิต’ ไปด้วยเลยดีไหม ทำเหมือนกับตอนอยู่เชียงใหม่ คือเดินทางสลับกับจอดรถเคลียร์งาน จากเหนือลงใต้ผ่านประเทศไหนหรือเมืองอะไรที่ให้ความรู้สึกว่า ‘น่าอยู่’ ซึ่งสำหรับเราหมายถึงอินเทอร์เน็ตมีความเสถียร สภาพแวดล้อมปลอดภัย บรรยากาศดีเอื้ออำนวยต่อการทำงาน และค่าครองชีพไม่สูงมากนัก ก็อาจจะหยุดพักการเดินทางประมาณ 2 อาทิตย์ถึง 1 เดือน 3 เดือน หรือแม้แต่ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับจังหวะว่าจะมีงานเข้ามากน้อยแค่ไหน เมื่อไหร่ที่ออกเดินทางต่อ เราก็มุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อยๆ จนสุดแผ่นดินใต้ สุดท้ายก็เลยได้ข้อสรุปกันว่าเราจะใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี

จุดเริ่มต้นกับเส้นชัยของเราก็วางเอาไว้แบบเผื่อเหลือเผื่อขาด โดยตั้งใจจะขึ้นไปให้ถึงเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลที่อะแลสกา และถ้าเดินทางขึ้นไปทันก่อนหิมะจะเริ่มตกก็จะไปให้ถึงอ่าวพรูโด ส่วนทางใต้ก็จะลงไปจนสุดแผ่นดินพาตาโกเนียในอาร์เจนตินาแน่ๆ ส่วนจะออกไปถึงเส้นแอนตาร์กติกเซอร์เคิลหรือไม่ ก็ต้องรอลุ้นว่าจะเก็บเงินทันรึเปล่า

หลังหาข้อสรุปกันได้คร่าวๆ ลีก็ตกลงใจมาร่วมทริปด้วยอีกคน แต่อาจจะลงมาด้วยกันถึงแค่ประเทศเม็กซิโก หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ ‘อาร์เจ’ เพื่อนที่รู้จักกันในเชียงใหม่ มาร่วมขบวนการเป็นคนที่ 3 อาร์เจตั้งใจจะร่วมเดินทางด้วยเฉพาะช่วงอเมริกาเหนือเหมือนกัน เราตกลงกันว่าจะเริ่มออกเดินทางช่วงปลายปี 2015 และเนื่องจากทุกคนมีจุดเริ่มต้นกันคนละแห่ง เรากับคริสเตียนเริ่มที่รัฐโคโลราโด (Colorado) ลีเริ่มที่เท็กซัส (Texas) ประเทศสหรัฐฯ ส่วนอาร์เจเริ่มที่โตรอนโต (Toronto) ประเทศแคนาดา ก็เลยสรุปว่าจะไปเจอกันที่เมืองคาลการี (Calgary) ประเทศแคนาดาช่วงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องผ่านขึ้นไปก่อนถึงอะแลสกานั่นเอง

สำหรับแอนดรูว์ตัวต้นคิด เพิ่งจะเริ่มทำงานเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศแคนาดาได้ไม่นาน เลยตัดสินใจถอนตัว เพราะไม่อยากพลาดโอกาสก้าวหน้าในระยะยาว แต่ก็ยังพอมีหวังอยู่บ้างว่าแอนดรูว์อาจจะปลีกตัวมาร่วมทริปด้วยช่วงที่เราเดินทางผ่านประเทศแคนาดา  

ที่สุดแล้ว ทีมเรามีผู้เดินทางในช่วงทวีปอเมริกาเหนือด้วยกันทั้งหมด 4 คน คือคริสเตียน (ชาวอเมริกัน), ลี (ชาวอเมริกัน), อาร์เจ (ชาวแคนาดา) และเรา หลังจากนั้น ในช่วงของทวีปอเมริกากลางและใต้ก็จะเหลือแค่เรากับคริสเตียนที่ตั้งใจจะลุยกันไปจนถึงอาร์เจนตินาตามที่ตั้งใจไว้ให้ได้

การเดินทาง

การเดินทาง

Writer & Photographer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load