ทุกข์ของมนุษย์โลกที่สาม: วีซ่า

การเป็นคนไทยถือหนังสือเดินทางไทย แค่มีจิตวิญญาณของนักเดินทางเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอที่จะทำให้เราออกไปบุกป่าฝ่าดงรอบโลกได้ง่ายๆ อย่าง ‘ฝรั่ง’ เขา ตอนที่เราตอบรับคำชวนไปร่วมทริปมอเตอร์ไซค์ขั้วเหนือจรดขั้วโลกใต้ในทวีปอเมริกาคราวนี้ สิ่งแรกที่เราคิดถึงคือ วีซ่า เพราะเพื่อนร่วมทางอีก 3 คนถือหนังสือเดินทางอเมริกาและแคนาดา

ทวีปอเมริกา

จากทวีปอเมริกาเหนือจรดใต้ ประเทศที่เราจะต้องเดินทางผ่านมีทั้งหมด 16 ประเทศ คืออเมริกา แคนาดา เม็กซิโก กัวเตมาลา เบลีซ ฮอนดูรัส เอล ซัลวาดอร์ นิการากัว คอสตาริกา ปานามา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย ชิลี และอาร์เจนตินา

เราแยกเงื่อนไขการขอวีซ่าออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ได้ดังนี้

พาสปอร์ต

กลุ่มที่ 1
ประเทศปานามา เอกวาดอร์ เปรู ชิลี และอาร์เจนตินา

อนุญาตให้คนไทยใช้หนังสือเดินทางไทยเข้าได้ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า และอยู่ได้ 30 – 90 วัน

กลุ่มที่ 2
ประเทศโบลิเวีย

เนื่องจากประเทศไทยไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุลโบลิเวีย คนไทยจึงขอวีซ่าได้ที่สถานกงสุลโบลิเวียในประเทศเปรูหรือชิลีก่อนเข้าประเทศ หรือขอวีซ่าที่สถานทูตโบลิเวียในประเทศญี่ปุ่นก็ได้

กลุ่มที่ 3
ประเทศที่เหลือ

ได้แก่ เม็กซิโก เบลีซ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ นิการากัว คอสตาริกา และโคลอมเบีย
ประเทศเหล่านี้อนุญาตให้คนไทยที่มีวีซ่าอเมริกาในหนังสือเดินทางไทย ซึ่งยังไม่หมดอายุ เข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า

เรียกว่าโชคเข้าข้างเราพอสมควร เพราะเรายังมีวีซ่าท่องเที่ยวของอเมริกาในหนังสือเดินทางที่ใช้ได้อีก 6 ปี ทำให้เดินทางเข้าประเทศกลุ่มที่ 1 และ 3 ได้โดยปริยาย ส่วนวีซ่าโบลิเวียก็ไปยื่นขอได้ที่เปรู เท่ากับว่าประเทศที่เราต้องขอวีซ่าท่องเที่ยวก่อนออกเดินทางจากประเทศไทยในทริปนี้มีแค่แคนาดาประเทศเดียวเท่านั้นเอง

21 ชั่วโมงแห่งความหวัง

หลังได้วีซ่าแคนาดามาครอบครองก่อนเดินทางไม่ถึง 1 เดือน เราก็จัดการซื้อตั๋วเครื่องบินแบบกระชั้นชิด ชนิดที่ว่าเที่ยวไหนราคาถูกที่สุดก็ต้องยอมไปเที่ยวนั้น แจ็กพ็อตเลยมาตกที่สายการบินบริติชแอร์ไลน์ (British Airline) โดยต้องไปแวะลอนดอน 21 ชั่วโมง ก่อนเปลี่ยนเครื่องไปลงที่สนามบินเดนเวอร์ในรัฐโคโลราโด ประเทศอเมริกา ซึ่งเป็นบ้านของคริสเตียนและเป็นจุดที่จอดมอเตอร์ไซค์ไว้
เครื่องบิน

ตอนได้ตั๋วมาเราคิดเองเออเองว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ลอนดอนคงจะตีตราอนุญาตลงในหนังสือเดินทางให้เราออกไปเดินเล่นในเมืองได้ เพราะมีตั๋วเครื่องบินเที่ยวต่อไปอยู่ในมือแล้ว เหมือนตอนไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศเกาหลีหรือญี่ปุ่น แต่หลังจากนั่งหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอยู่ 2 วันเต็มๆ ไม่มีแหล่งข้อมูลไหนยืนยันได้เลยว่าเราจะออกไปนอกสนามบินที่ลอนดอนได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ บางแหล่งข้อมูลบอกว่า ไม่ใช่แค่ออกจากสนามบินไม่ได้ แต่อาจโดนปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่องบินตั้งแต่ที่เมืองไทยด้วยซ้ำ

รู้แบบนี้แล้วเรื่องจะได้ออกจากสนามบินหรือไม่ได้ออกก็กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลยทีเดียว ที่สำคัญ ตอนนั้นเราเหลือเวลาอีกแค่ 3 วันก่อนเดินทาง เลยต้องกลับมาคิดว่าจะเอายังไงกับวีซ่าอังกฤษดี ลองหาข้อมูลเรื่องขอวีซ่าแบบเร่งด่วน 24 ชั่วโมงจากสถานทูตก็เจอราคาค่าธรรมเนียมประมาณ 30,000 บาท ซึ่งถ้าต้องจ่ายราคานี้ยอมเปลี่ยนเที่ยวบินอาจจะคุ้มค่ากว่า

หลังจากติดต่อกับทางสายการบินก็ได้ความว่า เราไปต่อเครื่องที่สนามบินในลอนดอนได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า เพียงแต่แสดงวีซ่าของประเทศปลายทางตอนเช็กอินที่สุวรรณภูมิ หลังวางสายจากเจ้าหน้าที่ เราหันไปอธิบายรายละเอียดให้คริสเตียนฟัง ก็ได้คำตอบแบบไม่ต้องคิดนานจากคริสเตียนว่า

“เอาถุงนอนกับหมอนรองคอไปด้วยนะ จะได้ไปนอนอ่านหนังสือเล่นในสนามบินระหว่างรอ 21 ชั่วโมง เดี๋ยวผมออกไปเที่ยวลอนดอนเผื่อเอง”

แหม ยังไม่ทันได้เริ่มทริปก็จะทิ้งกันซะแล้วนะคริสเตียน

ผงมาม่า ปืนปลอม และการแวะนอนที่ลอนดอนแบบไม่มีวีซ่า

ถึงวันเดินทางออกจากประเทศไทย เที่ยวบิน 11 โมงเช้าจากกรุงเทพ-ลอนดอน-เดนเวอร์ หลังรู้ชะตากรรมว่าต้องนอนเฝ้าสนามบินแน่ๆ เราเลยเอาถุงนอนบางๆ กับหมอนรองคอใส่เป้สะพายขึ้นเครื่องไปด้วย ตั้งใจว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องนอนหนาวแอร์ในสนามบิน ส่วนคริสเตียนก็สบายอกสบายใจเพราะหนังสือเดินทางอเมริกันเดินเข้าออกประเทศอังกฤษได้แบบไม่ยุ่งยากอยู่แล้ว แถมยังมีน้ำใจมาสัญญิงสัญญากับเราอีกว่าจะซื้อขนมมาฝากจากข้างนอกด้วย

ช่วงเช้าก่อนออกจากโรงแรมไปสนามบิน เราแวะไปซื้อขนมที่เซเว่นฯ สายตาเหลือบไปเห็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือ “มาม่า” บนชั้นสินค้า แล้วก็นึกถึงตัวเองที่ขนมาม่าสองสามแพ็กใส่กระเป๋าตอนไปร่วมโครงการเวิร์กแอนด์ทราเวล (Work and Travel) ที่อเมริกาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นครึ่งหนึ่งของกระเป๋าเดินทางเป็นซองมาม่าแทบครบทุกรส นึกไปนึกมาก็คิดได้ว่าเราไม่ต้องเอาไปทั้งห่อก็ได้ เอาไปแค่ผงเครื่องปรุงก็พอแล้ว!

เรารีบเดินออกจากแถวจ่ายเงินไปกวาดมาม่าแพ็กยาวๆ มา 5 แพ็ก ทั้งรสต้มยำ ต้มโคล้ง ต้มแซ่บ  ระหว่างนั่งรถเท็กซี่ไปสนามบิน รู้สึกภูมิอกภูมิใจในตัวเองมากที่คิดวิธีนี้ขึ้นมาได้ 2 – 3 เดือนหลังจากนั้นถึงรู้ว่าคนอื่นที่ต้องไปอยู่ต่างประเทศนานๆ เขาก็ทำกันมาตั้งนานแล้ว แถมมีร้านที่แยกขายเฉพาะผงปรุงรสด้วย

ถึงสนามบินเราก็ไปหลบมุมนั่งฉีกมาม่า 50 ซอง ระหว่างนั่งรอเคาน์เตอร์เช็กอินเปิด เลือกเก็บเฉพาะซองผงปรุงรสเอาไว้ เส้นยกให้คุณพี่พนักงานทำความสะอาดที่อยู่แถวนั้น คริสเตียนเห็นเราชูถุงพลาสติกที่ข้างในมีแต่ผงหลากสีสันให้ดู ก็เดินมากระซิบติดตลกว่า ดีจัง ถ้ากระเป๋าเราสองคนโดนค้น เราจะได้โดนเรียกไปเข้า “ห้องเย็น” ทั้งคู่ เพราะผงหลากสีของเราดูไม่น่าไว้วางใจเลย

ส่วนคริสเตียนอาจจะได้มานั่งใน “ห้องเย็น” เป็นเพื่อนเรา เพราะในกระเป๋าเดินทางมีปืนปลอม มันคือ ปืนอัดลมสีดำที่เราซื้อจากร้านขายของเล่นมาฝากคริสเตียน เพราะทุกครั้งที่ไปเดินงานวัดด้วยกัน คริสเตียนจะหมดเงินไปกับซุ้มยิงปืนหลายร้อยโดยที่ไม่ได้สนใจตุ๊กตาของรางวัล เขาแค่ชอบเล่นยิงปืนมากเท่านั้นเอง เราก็เลยซื้อปืนของเล่นมาให้ยิงเป้ากระดาษเองที่บ้านให้หนำใจ พอจะเดินทางคริสเตียนเกิดไม่อยากทิ้งปืนขึ้นมา แถมที่อเมริกาก็ห้ามขายปืนของเล่นที่หน้าตาคล้ายปืนจริงแบบนี้อีก คริสเตียนเลยตั้งใจจะมาลุ้นหน้างานว่าเจ้าหน้าที่จะยอมให้เอาปืนใส่กระเป๋าที่โหลดใต้เครื่องหรือเปล่า จะมีปัญหาตอนเปลี่ยนเครื่องที่ลอนดอนหรือเปล่า และจะเอาออกจากสนามบินที่เดนเวอร์ได้หรือเปล่า ฯลฯ เรียกว่าปืนอัดลมกระบอกละไม่กี่ร้อยบาททำเอาเราหวาดระแวงตลอดเที่ยวบิน เพราะต้องคอยเงี่ยหูฟังว่าเมื่อไหร่คริสเตียนจะโดนเจ้าหน้าที่เรียกไปถามเรื่องปืน

ถึงเวลาเช็กอินเราก็แจ้งเรื่องปืนปลอมกับผงมาม่าตั้งแต่หน้าเคาน์เตอร์ เจ้าหน้าที่เลยให้เอากระเป๋าที่จะโหลดใต้เครื่องทั้งหมดไปสแกนที่ห้องด้านใน กระเป๋าที่คริสเตียนใส่ปืนไว้เป็นกระเป๋าลาก และเจ้าตัวก็ตั้งใจวางปืนไว้ด้านบนสุดของกระเป๋า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เปิดฝากระเป๋าได้เห็นปืนเป็นอันดับแรก  (“แสดงความบริสุทธิ์ใจเราไม่ได้มีเจตนาจะซ่อนปืนอยู่ไง”-คริสเตียนให้เหตุผลว่าอย่างนั้น)

ตอนเปิดกระเป๋าออกมาเจ้าหน้าที่คนไทยเห็นปืนแล้วก็อมยิ้มเพราะมองออกอยู่แล้วว่าเป็นปืนอัดลม ส่วนเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี หลังเจ้าหน้าที่เช็กปืนละเอียดดีแล้วก็ให้คริสเตียนกรอกเอกสารที่น่าจะเป็นการยืนยันเรื่องปืนของเล่นในกระเป๋า ส่วนผงมาม่าของเรา เจ้าหน้าที่ขอไปฉีกดูหนึ่งซองแล้วก็อนุญาตให้ใส่ลงกระเป๋าได้ตามปกติ ถึงตอนนี้ก็เหลือลุ้นแค่ว่าจะมีปัญหาที่สนามบินลอนดอนกับเดนเวอร์ไหม

หลังขึ้นเครื่องมาแล้ว เรานั่งถ่างตายาวตลอด 13 ชั่วโมงบนเครื่องบิน เพราะตั้งใจจะใช้เวลา 21 ชั่วโมงไปกับการนอนหลับในสนามบิน การรอคอยสิ้นสุดลงเมื่อเครื่องถึงลอนดอนประมาณ 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ทันทีที่เหยียบสนามบินเราก็ชวนคริสเตียนเดินไปถามเจ้าหน้าที่เรื่องขอออกไปข้างนอก เพราะคิดง่ายๆ ว่าลองขอดีกว่าไม่ได้ลอง เราเอาตั๋วที่ต้องบินต่อไปเดนเวอร์ตอน 15.45 น. ของอีกวันให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วถามว่าเราจะออกไปหาโรงแรมนอนนอกสนามบินได้หรือเปล่า ตอนแรกเจ้าหน้าที่ก็ลังเลพอสมควร และอธิบายให้ฟังว่าเขาเข้าใจสถานการณ์เรานะ ต้องรอถึง 21 ชั่วโมงมันก็นานอยู่ แต่ที่ผ่านมามีคนฉวยโอกาสใช้ประโยชน์ของการได้รับสิทธิ์ยกเว้นวีซ่าสำหรับคนที่มาต่อเครื่องเพื่อหลบเข้าอังกฤษเยอะมาก ส่วนใหญ่ใช้วิธีจองตั๋ว 2 ต่อเพื่อให้ได้แวะลอนดอนและทำทีว่าจะออกไปพักข้างนอก แล้วก็หนีหายไปไม่กลับมาอีก

ฟังเจ้าหน้าที่ชี้แจงแล้ว เรากับคริสเตียนก็เลยหยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดหน้าเว็บไซต์ตอนจองตั๋วให้เจ้าหน้าที่ดู เพื่อยืนยันว่าเราซื้อเที่ยวบินที่ถูกจัดไว้แล้วว่าต้องต่อเครื่องที่ลอนดอน ไม่ได้จงใจซื้อตั๋วกรุงเทพฯ-ลอนดอน, ลอนดอน-เดนเวอร์ ที่สำคัญคือตัวเลือกนี้ก็เป็นตั๋วที่ราคาถูกที่สุดจากทุกตัวเลือกด้วย เจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์เราไปเปิดหน้าเว็บไซต์ดูอยู่สักครู่แล้วถอนหายใจ ตอนนั้นเราเองก็ถอดใจไปเรียบร้อยแล้วเหมือนกันว่าคงไม่ได้แน่ๆ แต่เจ้าหน้าที่ก็เงยหน้าขึ้นมาถามว่าเรารู้จักกับคริสเตียนมานานแค่ไหนแล้ว มีหลักฐานอะไรที่ยืนยันความสัมพันธ์ได้หรือเปล่า เราเลยรีบเปิดรูปในโทรศัพท์มือถือและเปิดอีเมลที่ใช้ติดต่อกันคร่าวๆ ย้อนไปตั้งแต่เมื่อปี 2011 ให้เจ้าหน้าที่ดู หลังไล่ดูจนพอใจแล้วเจ้าหน้าที่ก็หยิบหนังสือเดินทางของเราไปประทับตราให้ พร้อมกับกำชับให้เรากลับมาที่สนามบินให้ทันก่อนขึ้นเครื่องบินในวันรุ่งขึ้น

วีซ่า

จังหวะที่ยื่นมือไปรับหนังสือเดินทางกลับมา เราพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเก็บอาการไม่ให้ยิ้มกว้างเกินความจำเป็น แล้วก็ค่อยๆ ข่มใจเดินออกมาเงียบๆ จนออกมานอกประตูแล้วนั่นแหละ ถึงกล้ากระโดดโลดเต้นออกหน้าออกตาให้สมกับที่ไม่ต้องนอนเฝ้าสนามบินแบบข้ามวันข้ามคืนขนาดนั้น

คืนนั้นเราสองคนออกไปหาที่พักแล้วก็ตื่นมาดูพระอาทิตย์ตอนเช้าตรู่ เสร็จแล้วก็ไปเดินเล่นในเมืองตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงบ่าย 2 ก่อนจะนั่งรถกลับไปสนามบินเพื่อเดินทางต่อ ตอนถึงสนามบินเดนเวอร์ ทั้งคริสเตียนและเราโดนเรียกตัวไปสอบถามเรื่องปืนอีกครั้งอย่างที่คาดกันเอาไว้ ตอนแรกเจ้าหน้าที่มาดูปืนในกระเป๋าแค่ 2 คน ตอนหลังก็ชักชวนกันมาห้าหกคนแล้วเอาปืนไปลูบๆ จับๆ และถอดด้ามดูจนละเอียดและในที่สุดก็ได้รับอนุญาตให้ถือเข้าประเทศมาจนได้ 🙂

Paddington Paddington Paddington

เมื่อ “บ้าน” คือมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันกับกล่องหนึ่งใบ

หลังรอดชีวิตจากลอนดอนและบินไปถึงบ้านคริสเตียนที่โคโลราโดอย่างปลอดภัย ก็มีเวลาเหลือให้เตรียมตัวก่อนออกทริปที่บ้านอีก 9 วัน เราใช้เวลานั่งคิดนั่งเขียนรายการข้าวของที่จะจัดลงกล่องและลองจัดดูจริงๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่วันละหลายรอบ บางรอบรื้อแล้วรื้ออีกจนท้อและต้องรามือไปนั่งสงบสติอารมณ์ก็ยังมีมาแล้ว

จนกระทั่งใกล้วันเดินทาง คริสเตียนเห็นเรานั่งคิ้วขมวดอยู่หน้าเสื้อผ้าและสมบัติ (บ้า) กองโตมาเกือบตลอดทั้งอาทิตย์ก็เปรยขึ้นมาว่า “การจัดกระเป๋าเดินทางเป็นเรื่องที่ต้อง ‘ฝึก’ ถึงจะค่อยๆ ดีขึ้นนะ ทุกครั้งที่เดินทางคุณจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าอะไรคือของจำเป็นและอะไรบ้างที่ไม่ใช่ อะไรคือสิ่งที่เราขาดได้และอะไรบ้างที่ขาดไม่ได้ หลังจากที่เราเริ่มออกทริปกันแล้วคุณจะได้ฝึกจัดกระเป๋าแทบทุกวันจนเก่งขึ้นแน่ๆ เพราะฉะนั้น วันนี้ยังไม่ต้องให้มันสมบูรณ์มากนักหรอก ถ้าขาดอะไรไปบ้างก็ค่อยไปซื้อเอา นี่จะพาไปขั้วโลกนะ ไม่ใช่ป่าแอมะซอน”

โจทย์สำคัญในการจัดกระเป๋าของทริปนี้

* ทำอย่างไรถึงจะมีข้าวของพอเพียงกับการใช้ชีวิตประมาณ 1 ถึง 2 ปีเข้าไปไว้ในกล่องที่จุราวๆ 35 ลิตรให้ได้ (18.9″x 14.4″ x 7.75″)

* ด้วยสภาพอากาศที่ต่างกันแบบสุดขั้วของแต่ละประเทศในทวีปอเมริกา ทำยังไงถึงจะจัดเสื้อผ้าให้สู้หนาวขั้วโลกไหว แต่ใส่แล้วไม่ร้อนจนสลบกลางทะเลทราย และทนฝนที่กระหน่ำตลอดทั้งวันทั้งคืนแบบเขตป่าดิบชื้นได้

Paddington

หลักการคัดเลือกและจัดสัมภาระที่ใช้ในการเดินทาง

* เสื้อผ้าที่เราสองคนใช้ส่วนใหญ่จะพยายามเลือกแบบที่ทำด้วยขนแกะเมอริโน (Merino Wool) ซึ่งราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับวัสดุอื่นๆ แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะน้ำหนักเบา ใส่สบาย ช่วยให้ความอบอุ่นในสภาพอากาศหนาว และโปร่งสบายไม่มีเหงื่อในสภาพอากาศร้อน ที่สำคัญที่สุด ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเมื่อเอามาใส่ซ้ำมากกว่า 3 – 4 ครั้ง ช่วยได้มากเวลาที่ต้องเดินทางติดต่อกันเกิน 5 วัน และไม่มีโอกาสได้ซักเสื้อผ้า

* เรื่องสภาพอากาศแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เราเตรียมเสื้อผ้าเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มสำหรับอากาศหนาว และกลุ่มสำหรับอากาศธรรมดาถึงร้อน  ช่วงที่เดินทางขึ้นไปฝั่งอะแลสกาเสื้อผ้าสำหรับป้องกันอากาศหนาวทั้งเซ็ตใส่อยู่บนตัวเราตลอดเวลา แต่ละวันเสื้อที่เปลี่ยนจะมีแค่เสื้อที่อยู่ชั้นในสุด ส่วนกางเกงยีนส์และด้านนอกก็เป็นชุดเดิมทุกชั้น ทำให้ช่วยประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าได้เยอะ

ช่วงที่เดินทางลงมาถึงพื้นที่อากาศอบอุ่นแถบรัฐแคลิฟอร์เนียในอเมริกา เม็กซิโก และประเทศในแถบทวีปอเมริกากลางลงมา เราสองคนก็เอาเสื้อผ้าเซ็ตหน้าหนาวทั้งหมดแพ็กใส่กล่อง และใช้บริการที่คล้ายๆ การเช่าตู้ไปรษณีย์ของเมืองไทยเพื่อส่งเจ้ากล่องนี้ไปฝากไว้ในตู้ที่ประเทศอเมริกา โดยทางบริษัทจะคิดค่าฝากเป็นรายวันหรือรายเดือนตามขนาดและประเภทของนั้นๆ เมื่อเราเดินทางถึงประเทศทางแถบอเมริกาใต้ที่อากาศหนาวเย็นขึ้น ก็ติดต่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสื้อผ้ากันหนาวมาให้ตามที่อยู่ในประเทศนั้นๆ ให้เราได้

* การแยกเก็บอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ในแต่ละกระเป๋าคำนึงถึงลำดับความจำเป็นในการใช้และความรวดเร็วในการเข้าถึงเป็นสำคัญ เช่น ชุดกันฝนและถุงมือกันหนาวที่ต้องหยิบให้ได้เร็วที่สุดเมื่อฝนเริ่มตก เพราะถ้าเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ระหว่างเดินทางเปียกฝน ถึงแม้จะใส่เสื้อกันฝนทับอีกชั้นแล้ว แต่ความชื้นก็อาจทำให้หนาวจนเดินทางต่อไม่ได้

* การจัดวางสัมภาระภายในกล่องเราใช้วิธีแยกประเภทเสื้อผ้าใส่ในกระเป๋าเล็กๆ 3 – 4 ใบ ช่วยประหยัดเวลาในการจัดของได้มาก โดยเฉพาะช่วงที่ต้องเดินทางติดต่อกันทุกวัน เข้าออกโรงแรมไม่ซ้ำกันในแต่ละคืน การแยกของใส่กระเป๋าเล็กทรงสี่เหลี่ยมแบบนี้ทำให้เราสลับตำแหน่งการวางกระเป๋าในกล่องได้โดยไม่ต้องรื้อและเก็บใหม่ตามลำดับให้เสียเวลา

สัมภาระ

… และ “บ้าน” หลังใหม่ของเราในระหว่างการเดินทางตลอด 2 ปีก็มีหน้าตาแบบนี้

สัมภาระ

Writer & Photographer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

ก่อนหน้าจะมาออกทริปมอเตอร์ไซค์เราดื่มกาแฟไม่เป็นเลยค่ะ เพิ่งจะมาฝึกดื่มเป็นเรื่องเป็นราวก็หลังจากที่เกิดอาการ ‘หงายเงิบ’ เพราะเผลอหลับในระหว่างนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่กำลังวิ่งอยู่บนไฮเวย์

ครั้งแรกที่เผลอหลับใน ยังพอปลอบใจตัวเองได้ว่าวันนั้นง่วงมากจริงๆ ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย แต่พอมีครั้งที่สองก็ต้องยอมหันไปพึ่งพาพลังของคาเฟอีน เพราะกลัวจะไม่แคล้วคลาดอย่างที่ผ่านมาอีก และด้วยความที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรกของทริปนี้ เมื่อการเดินทางยืดยาวออกไปเป็นปี มารู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นคนติดกาแฟอย่างถอนตัวไม่ขึ้นไปเสียแล้ว

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

แน่นอนว่าคนที่ถูกอกถูกใจกับเรื่องนี้มากที่สุดก็คือคริสเตียน เพื่อนร่วมทางของเราค่ะ เพราะเจ้าตัวดื่มกาแฟเหมือนเป็นอายุวัฒนะ เช้า 2 แก้ว บ่าย 2 แก้ว หลังมื้อค่ำอีก 1 แก้ว แม้แต่ที่มาออกทริปมอเตอร์ไซค์ด้วยกันคราวนี้ก็ยังเสียสละพื้นที่ 1 ส่วน 4 ของกระเป๋า ให้กับอุปกรณ์การทำกาแฟและเมล็ดกาแฟที่พกติดไปไหนๆ เพื่อความอุ่นใจอย่างน้อยหนึ่งถุง

ตอนที่เราสองคนเดินทางมาถึงประเทศกัวเตมาลา เป็นช่วงที่เราเริ่มสนุกกับการชิมกาแฟหลากหลายรสพอดี เมื่อคริสเตียนเอ่ยปากชวนไปทัวร์ไร่กาแฟ เราจึงตกปากรับคำแบบไม่ลังเลยค่ะ

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

-1-

แอนติกัว, ประเทศกัวเตมาลา (Antigua, Guatemala) 

จุดเริ่มต้นของการทัวร์ไร่กาแฟในวันนี้อยู่ที่เมืองซานมิเกล เอสโคบาร์ (San Miguel Escobar) ซึ่งห่างจากเมืองแอนติกัว (Antigua) ที่เราพักอยู่ประมาณ 15 นาทีค่ะ เรากับคริสเตียนเลยถือโอกาสทิ้งมอเตอร์ไซค์ไว้ที่โรงแรม และชวนกันไปเรียกหารถตุ๊กตุ๊กที่จอดเรียงรายอยู่แถวนั้น

“จะไปดูไร่กาแฟเหรอครับ” ยังไม่ทันบอกชื่อสถานที่ปลายทางจบ คุณพี่ตุ๊กตุ๊กก็พยักหน้าให้ขึ้นรถอย่างรวดเร็ว

“มาเลย เดี๋ยวลดราคาให้ อยู่แถวบ้านผมเอง” เสียงเพลงจากลำโพงวิทยุเครื่องเล็กที่ติดอยู่ใกล้ที่นั่งคนขับถูกเร่งให้ดังขึ้น พอเราสองคนขึ้นไปนั่งเรียบร้อยดีแล้ว รถสามล้อขนาดเล็กก็วิ่งฉิวไปบนถนนที่ปูพื้นด้วยก้อนหิน เรายกกล้องขึ้นจะเก็บภาพบรรยากาศรอบๆ แต่ก็หาจังหวะที่มือนิ่งพอแทบไม่ได้เลย

“ดีนะที่คุณใส่หมวก ใส่รองเท้าผ้าใบกันมา ไม่งั้นเดินขึ้นไปดูไร่ไม่ไหวหรอก” คุณพี่คนขับตะโกนคุยแข่งกับเสียงเพลงที่ดังจนแตกพร่า “นู่น อยู่บนเขาลูกนู้น” เจ้าตัวชี้ไปทางภูเขาลูกใหญ่ที่โดดเด่นเห็นชัดแต่ไกล 

เราไปถึงที่จุดนัดในเวลาไม่ถึง 10 นาที แม้จะหัวสั่นหัวคลอนกันตลอดทางแต่ก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

“คุณยืนรอตรงหน้าโบสถ์นี่แหละ เดี๋ยวก็มีคนมารับ มองหาคนที่ใส่เสื้อ De La Gente ไว้นะ” คุณพี่ชี้มือไปที่โบสถ์ใกล้ๆ ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะขับรถจากไปพร้อมผิวปากประสานเสียงเพลงจากวิทยุอย่างอารมณ์ดี

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

-2-

กุสตาโว กอนซาเลซ

“สวัสดีครับ ผมชื่อกุสตาโว กอนซาเลซ เป็นเจ้าของไร่กาแฟจากกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟแห่งซานมิเกล เอสโคบาร์ (San Miguel Escobar Cooperative) ครับ” กุสตาโวยื่นมือมาทักทายด้วยท่าทางคล่องแคล่ว วันนี้นอกจากเรากับคริสเตียนแล้ว ก็ยังมีล่ามภาษาอังกฤษของกุสตาโว กับเพื่อนใหม่จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อีกสองคนที่จะมาเปิดโลกกาแฟด้วยกัน

“ไร่กาแฟของผมอยู่ตรงทางขึ้นภูเขาไฟอากัว (Agua) ใช้เวลาเดินประมาณสี่สิบนาที ถ้าไม่ชินกับระดับความสูงอาจจะเหนื่อยนิดหน่อย ค่อยๆ เดินไปคุยกันไปแบบสบายๆ แล้วกันนะครับ”

กุสตาโวเป็นลูกชายของหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟแห่งซานมิเกล เอสโคบาร์ เจ้าตัวบอกว่าเดิมทีไม่ได้ตั้งใจจะสานต่อกิจการครอบครัว และหันไปทำอาชีพเพนต์ลายรถประจำทางเป็นงานหลักอยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งแต่งงานและได้รับมรดกเป็นที่ดินขนาดหนึ่งไร่จากฝั่งภรรยา จึงตัดสินใจกลับมาปลูกกาแฟอีกครั้ง

“สมัยก่อนแถวนี้มีแต่ไร่กาแฟใหญ่ๆ เป็นของนายทุนไม่กี่เจ้า ชาวบ้านรวมทั้งพ่อผมทำงานเป็นคนงานในไร่ คอยดูแลต้นกาแฟและเก็บผลกาแฟสด พอทำไปนานๆ เลยกลับมาลองปลูกต้นกาแฟในที่ดินของตัวเองดูบ้าง ปรากฏว่าติดดอกออกผลดี แต่เราไม่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องการแปรรูปกาแฟเลย ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ต้องไปช่วยพ่อเก็บผลกาแฟสดใส่กระสอบไปขายให้พ่อค้ารับเหมา ถ้าเหลือก็เอาไปขายที่ตลาด ได้กิโลกรัมละสี่บาทบ้าง หกบาทบ้าง บางทีเก็บได้น้อยเขาก็ไม่รับซื้อ หรือถ้ามันเน่าก่อนจะขายได้ก็ต้องทิ้ง

“ตอนนั้นผมไม่อยากทำเพราะมันเป็นงานที่ทั้งหนักทั้งเหนื่อยแต่ค่าตอบแทนไม่คุ้มเลย”

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

เรา 6 คนเดินเท้าห่างออกมาจากจตุรัสเรื่อยๆ ผ่านย่านตลาดร้านค้า ย่านชุมชนที่อยู่อาศัย บ้านหลายหลังเกาะกลุ่มกันหนาแน่นและค่อยๆ บางตาลงจนเหลือแค่แนวต้นไม้สีเขียวสดทั้งเล็กใหญ่ตลอดริมข้างทาง

“ทางลัดไปไร่ผมอยู่ตรงนี้ครับ”

กุสตาโวชี้ให้ดูทางเดินเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในแนวต้นไม้ข้างทางก่อนจะเลี้ยวนำเข้าไป จากพื้นราบเปลี่ยนเป็นทางลาดชันที่ดูด้วยสายตาแล้วไม่น่าจะเดินลำบากสักเท่าไหร่ แต่ด้วยแสงแดดที่ร้อนแรงและอากาศที่เบาบางลงทำให้ขาเริ่มหนักขึ้นทุกที หันไปมองคนอื่นๆ ก็อยู่ในสภาพเดียวกัน กุสตาโวที่ยังเดิน ‘คุยสบายๆ’ เหมือนจะรู้ใจ เลยเลือกร่มไม้ให้ทุกคนได้หยุดพัก

“บริเวณที่เรายืนกันอยู่ตรงนี้มีภูเขาไฟล้อมรอบเราอยู่ถึงสามลูก ลูกที่เรากำลังเดินขึ้นไปคือภูเขาไฟอากัว (Agua) อีกสองลูกข้างๆ คือภูเขาไฟอาคาเตนังโก (Acatenango) กับภูเขาไฟฟูเอโก (Fuego) ซึ่งเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ปะทุบ่อยและรุนแรงที่สุดในกัวเตมาลา”

จากที่เหนื่อยๆ เรารู้สึกมีแรงเดินขึ้นมาทันที แต่ก็ยังอดถามต่อไม่ได้ว่าแล้วภูเขาไฟอากัวที่อยู่ใกล้เราที่สุดในตอนนั้น ปะทุครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

กุสตาโวที่น่าจะยิ้มเป็นครั้งแรกของวันนี้ตอบเราทันทีว่า “ล่าสุดเมื่อเกือบห้าร้อยปีที่แล้วครับ ไม่ได้ปะทุแบบมีลาวา มีแต่โคลนถล่มลงมา ว่ากันว่าไหลเชี่ยวและแรงเหมือนน้ำจนบ้านเมืองเสียหาย คนตายเยอะ เลยได้ชื่อว่าภูเขาไฟ ‘อากัว’ (Agua) ที่แปลว่าน้ำครับ”

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

จากเส้นทางที่แทบจะต้องต่อเดินแถวเรียงหนึ่งมาสู่ทางที่กว้างขึ้น ร้อนขึ้น ส่วนระดับความชันยังคงที่ ระหว่างทางเราเจอชาวบ้านที่ขี่ม้าขึ้นและลงเขาเพื่อขนข้าวของจากไร่ กุสตาโวหยุดแวะทักทายกับหนึ่งในนั้นสักครู่ ก่อนจะเดินยิ้มแป้นกลับมาบอกพวกเราว่า

“เดี่ยวเราเดินไปดูไร่ของเพื่อนผมแทนก็ได้ อยู่ใกล้ๆ นี่เลย จะได้ไม่ต้องเดินขึ้นไปถึงข้างบนนู้น วันนี้แดดแรงมากจริงๆ”

เพื่อนชาวนิวซีแลนด์ที่ตอนนี้โดนแดดเผาจนหน้าแดงก่ำค่อยยิ้มออกบ้าง

 ต้นกาแฟของเพื่อนกุสตาโวในส่วนที่เราไปดูกัน มีอายุประมาณ 4 ปีกว่าแล้วค่ะ สูงพอสมควรเลย เรานึกว่าต้นกาแฟจะมีความสูงไม่มาก แต่กุสตาโวบอกว่ายังสูงได้อีกเยอะและปกติจะต้องคอยตัดยอดอยู่เรื่อยๆ ไม่งั้นจะสูงจนเก็บลูกไม่ได้

“พันธ์ุกาแฟที่เราปลูกในบริเวณนี้ทั้งหมดคือกาแฟอาราบิก้า ผลอ่อนของมันจะเป็นสีเขียว เมื่อสุกเต็มที่จะกลายเป็นสีแดง เราเรียกผลของกาแฟสดว่า เชอรี่กาแฟ (Coffee Cherry)”

เราหันมองรอบๆ ก็เจอแต่ลูกเชอรี่กาแฟอ่อนที่เป็นสีเขียว กุสตาโวเดินหายไปในพุ่มไม้ด้านหลังก่อนจะกลับมาพร้อมกับผลเชอรี่กาแฟสีแดงสดสองสามลูกในมือ

“ถ้ามันสุก เราจะใช้มือบีบให้เมล็ดออกมาได้ง่ายๆ แบบนี้”

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

เราลองรับมาบีบดูบ้าง เมล็ดกาแฟสีเหลืองอ่อนสองเมล็ดหลุดออกมาพร้อมกับเมือกเหนียวๆ กุสตาโวทำท่าให้ลองชิมเนื้อเชอรี่ ทุกคนก็ทำตามอย่างว่าง่าย ผลที่เราชิมเปลือกนอกติดขมนิดหน่อยแต่เนื้อข้างในหวานฉ่ำ

“ลูกเชอรี่ที่ให้กาแฟรสดีที่สุดคือลูกที่สุกเต็มที่ เพราะฉะนั้นเราจะใช้มือเก็บเฉพาะลูกสีแดงสด โดยเลือกเก็บต้นที่มีสีแดงมากกว่าครึ่ง ปล่อยลูกสีเขียวไว้ให้สุกก่อนแล้วค่อยๆ ทยอยกลับมาเก็บจนกว่าจะสุกครบทั้งต้น ใช้เวลาทั้งหมดประมาณสามสี่วัน ไร่ใหญ่หน่อยก็อาจจะถึงสิบวัน ถ้าคนในครอบครัวช่วยกันเก็บไม่ทัน ก็ได้เพื่อนๆ จากสหกรณ์มาช่วยเก็บด้วย ถึงเวลาไร่ของเขาพร้อมเก็บ เราก็กลับไปช่วยเขา ลูกเชอรี่กาแฟที่ได้จะต้องรีบเอากลับไปเริ่มกระบวนการแปรรูปภายในวันเดียวกัน ถ้าปล่อยไว้รสชาติจะไม่ดี”

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

การปลูกกาแฟมีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง ทั้งระดับความสูงจากน้ำทะเล ระดับอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ แร่ธาตุจากดิน ปริมาณแสงแดดและน้ำฝนในระหว่างที่รอให้ผลเชอรี่สุก

“ไร่กาแฟกาแฟที่ปลูกอยู่แถบนี้สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณหนึ่งพันสี่ร้อยถึงหนึ่งพันเจ็ดร้อยเมตร อุณหภูมิคงที่ประมาณสิบเก้าถึงยี่สิบสององศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าอากาศค่อนข้างเย็น ผลเชอรี่จึงต้องใช้เวลานานกว่าจะสุก ทำให้มีเวลาที่จะดูดซับแร่ธาตุและสารอาหารจากดินภูเขาไฟได้มากกว่ากาแฟที่ปลูกในสภาพอากาศอบอุ่น รสชาติของกาแฟที่ได้จึงมีความเข้มข้นและซับซ้อนกว่ากาแฟของที่อื่น”

ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวประจำปีของที่นี่จะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมค่ะ แล้วแต่ระดับความสูงของแต่ละไร่ ในระหว่างที่รอกาแฟผลิดอกออกผล ชาวบ้านก็นิยมปลูกข้าวโพด พืชตระกูลถั่ว กล้วยและแครอทแทรกระหว่างแปลงไป ไม้ผลขนาดใหญ่หลายต้นบนนั้นก็ถูกปลูกขึ้นเพื่อทำหน้าที่บังแดดให้กับต้นกาแฟด้วยเช่นกัน

“ปัจจัยทางธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำให้กาแฟจากภูมิภาคแอนติกัวมีรสและมีกลิ่นรสเฉพาะตัว จึงเป็นที่ชื่นชอบอันดับต้นๆ ของคนดื่มกาแฟทั่วโลก”

เราทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับกุสตาโวอย่างไม่มีข้อแม้

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

เราใช้เวลาอยู่บนไร่ของเพื่อนกุสตาโวประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ ในระหว่างที่คุยเรื่องกาแฟ ก็ยังได้ชิมผลไม้แปลกๆ จากในสวน และได้เห็นนกหลากหลายสายพันธ์ุที่อาศัยอยู่ในไร่ด้วย กุสตาโวน่าจะมีความชื่นชอบนกเป็นพิเศษ เพราะเล่าถึงนกตัวนู้นตัวนี้ได้อย่างละเอียดพอๆ กับเรื่องกาแฟ

หลังทำความรู้จักกับนกในไร่จนคิดว่าน่าจะครบหมดแล้ว เราก็พากันออกไปขอบคุณเจ้าของไร่ที่ใจดีให้ใช้สถานที่และมุ่งหน้าไปที่บ้านของกุสตาโว ซึ่งเราจะได้เห็นกระบวนการแปรรูปกาแฟหลังจากที่ได้ผลเชอรี่กาแฟสดๆ มาจากไร่ ขาเดินลงเขาคราวนี้ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีค่ะ บ้านของกุสตาโวอยู่ในชุมชนที่เราเดินผ่านกันมาตั้งแต่ตอนแรกนั่นเอง

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

-3-

De la Gente

จากมือเราถึงมือคุณ

ยังจำที่พี่ตุ๊กตุ๊กบอกให้มองหาคนใส่เสื้อที่มีคำว่า De la Gente ได้ไหมคะ พอเรามาถึงบ้านขอกุสตาโวก็เห็นกระสอบที่มีข้อความเดียวกันนี้แขวนอยู่ที่หน้าบ้าน

กุสตาโวเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปว่า ประมาณ 15 ปีก่อน คุณพ่อกับเพื่อนๆ เกษตรกรชาวไร่กาแฟในหมู่บ้าน รวมตัวกันตั้งกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟแห่งซานมิเกล เอสโคบาร์ (San Miguel Escobar Cooperative) ตอนนั้นทุกคนเอาผลเชอรี่กาแฟมารวมกัน ทำให้ขายได้ปริมาณมากขึ้นและไม่ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาต่ำกว่ามาตรฐานมากเกินไป แต่ก็ยังแปรรูปกาแฟเองไม่ได้ และในระหว่างที่พยายามหาช่องทางและตลาดใหม่ๆ ก็ได้เจอกับนักอาสาพัฒนาชุมชนชาวสหรัฐฯ คนหนึ่ง ที่เข้ามาทำงานในกัวเตมาลาช่วงนั้นพอดี

“เขามาให้ความรู้เรื่องการแปรรูปกาแฟ มาช่วยคิด ช่วยหาวิธี ว่าจะเอาเครื่องมือแบบไหนมาใช้ในแต่ละขั้นตอนด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมาก ทุกบ้านที่ปลูกกาแฟจะได้แปรรูปเชอรี่กาแฟเองที่บ้าน ก่อนจะเอามารวมกันที่สหกรณ์”

กุสตาโวชี้ให้เราดูเครื่องมือต่างๆ ที่วางเรียงรายอยู่ในรั้วบ้าน เช่น เครื่องสีเปลือกกาแฟขนาดเล็ก ตะแกรงสำหรับแยกขนาดของเมล็ดกาแฟ ฯลฯ หลายอย่างเห็นชัดว่าเป็นของที่ประยุกต์เอาจากเครื่องใช้ภายในบ้าน

“ลองผิดลองถูกกันอยู่หลายปีจนเริ่มเข้าที่เข้าทาง พอเราแปรรูปกาแฟเองได้สำเร็จ ก็ขายเมล็ดกาแฟดิบ (กาแฟสาร, Green Coffee) ให้กับร้านกาแฟและลูกค้ารายย่อยได้โดยตรง ตอนแรกเรามีสมาชิกสหกรณ์ตั้งต้นแค่เจ็ดคน ถึงตอนนี้มีเพิ่มมารวมแล้วเกือบสามสิบคน ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ได้ไม่นานครับ” 

เมื่อสหกรณ์เริ่มอยู่ตัว องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เด ลา เกนเต้ (De la Gente) ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยกลุ่มสมาชิกก่อตั้งสหกรณ์ดั้งเดิม เพื่อให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟในภูมิภาคอื่นๆ ของกัวเตมาลาในรูปแบบเดียวกัน กุสตาโวบอกว่าตอนนี้มีสหกรณ์ 5 กลุ่มจากภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟในกัวเตมาลาที่มาร่วมงานกับ เด ลา เกนเต้ และมีชาวเกษตรกรเป็นสมาชิกรวมทั้งหมดเกือบ 300 คนแล้ว

“เด ลา เกนเต้ คอยดูแลเรื่องมาตรฐานของกาแฟที่มาจากทุกบ้าน ดูแลเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกันอย่างโปร่งใส ช่วยวางแผนด้านการตลาดและเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศกับสมาชิกในสหกรณ์ นอกจากนี้ก็ยังมีกองทุนสนับสนุนและกองทุนเงินกู้ให้ ถ้าหากมีครอบครัวไหนที่อยากปลูกกาแฟแต่ไม่มีที่ดิน ก็สามารถไปกู้เงินจาก เด ลา เกนเต้ และขอเรียนรู้วิธีการปลูกต้นกาแฟ การแปรรูปกาแฟจากกลุ่มสหกรณ์ได้ด้วยครับ” 

เราเองก็ติดต่อเรื่องการทัวร์ไร่กาแฟผ่าน เด ลา เกนเต้ เหมือนกันค่ะ ตอนแรกเรานึกว่าเป็นชื่อบริษัทนำเที่ยวทั่วไปและมีไกด์นำเที่ยวพาไปดูไร่กาแฟ แต่วันนั้นพอรู้ว่าการมาครั้งนี้ได้มีส่วนในการช่วยสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นโดยตรงแม้จะเล็กน้อย แต่ก็ทำให้รู้สึกประทับใจและชื่นชมมากกว่าเดิมอีก

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

-4-

ไม่ใช่แค่กาแฟแต่เป็นวิถีชีวิต

บ้านของกุสตาโวมีคุณยาย ภรรยา และลูกชายหนึ่งคน ทุกคนออกมาให้การต้อนรับพวกเราทั้งหมดเป็นอย่างดี แม้แต่ตอนที่กุสตาโวเล่าเรื่องขั้นตอนการแปรรูปกาแฟให้ฟัง ทั้งครอบครัวก็ออกมานั่งฟังอย่างตั้งใจด้วย 

“ลูกเชอรี่ที่ได้มาจากสวน ต้องเอาไปล้าง แยกใบไม้ แยกขยะ เลือกเอาลูกที่ลอยน้ำออก แล้วใส่ลงเครื่องสีที่จะทำหน้าที่แยกเปลือกกับเมล็ดออกจากกัน”

‘เครื่องสี’ ที่ว่า ครึ่งหนึ่งหน้าตาไม่แปลกประหลาดเท่าไหร่ แต่อีกครึ่งที่มีส่วนของจักรยานดูน่าสนใจ กุสตาโวลองให้เราสลับกันขึ้นไปปั่น เจ้าหนูน้อยลูกชายที่นั่งมองอยู่มุมห้องแอบหัวเราะคิกคัก จะว่าไปท่าทางของเราแต่ละคนก็ดูเก้ๆ กังๆ จนน่าขำจริงๆ สมแล้วที่โดนเด็กหัวเราะใส่

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

“เมล็ดกาแฟที่ได้จากตรงนี้จะยังมีส่วนของเปลือกแข็งและเมือกติดอยู่ เราต้องเอาไปแช่น้ำประมาณยี่สิบสี่ถึงสามสิบหกชั่วโมงแล้วใช้มือช่วยทำความสะอาดเมือกออก ถ้าล้างเมือกพวกนี้ไม่หมด เมล็ดกาแฟจะมีกลิ่นเหม็น เมื่อล้างสะอาดดีแล้วก็เอาไปตากแห้งแดดอีกห้าถึงสิบสี่วัน และต้องคอยเกลี่ยกองกาแฟอยู่เรื่อยๆ เพราะความชื้นจะทำให้เริ่มกระบวนการหมัก ซึ่งจะทำลายกลิ่นและรสชาติของเมล็ดกาแฟได้”

กุสตาโวหันไปหยิบตะกร้าที่เต็มไปด้วยเมล็ดกาแฟที่มีเปลือกแข็งมายื่นให้เรา

“แบบนี้เรียกว่ากาแฟกะลา คือเมล็ดกาแฟที่ล้างเมือกออกจนสะอาดแล้ว ตากแห้งสนิทดีแล้ว แต่ยังมีเปลือกแข็งข้างนอกอยู่ เราจะเอากาแฟกะลาแบบนี้ไปสีกะลาออกด้วยเครื่องสีพลังงานแสงอาทิตย์ที่สหกรณ์ แล้วก็เอากลับมาเลือกเมล็ดที่มีตำหนิทิ้งไป เสร็จแล้วจะคัดแยกขนาดด้วยตะแกรง ก่อนจะบรรจุใส่ถุงหรือลงกระสอบส่งขาย หรือถ้าจะขายให้กับร้านกาแฟในเมืองหรือลูกค้าตามบ้าน ก็เอาไปคั่วกับเครื่องที่สหกรณ์ก็ได้”

กุสตาโวเอาเมล็ดกาแฟเมล็ดกาแฟดิบที่กะเทาะกะลาออกแล้วมาเทลงบนโต๊ะให้ดู ก่อนจะบอกให้เราลองใช้เวลาประมาณ 5 นาทีกับการนั่งเลือกเมล็ดกาแฟที่มีตำหนิออกจากกองบนโต๊ะ เป็น 5 นาทีที่ยาวนานมากจริงๆ ค่ะ ถ้านานกว่านั้นอีกหน่อยอาจจะต้องหาแว่นใส่

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

นั่งเลือกเมล็ดกาแฟกันไปพอหอมปากหอมคอ แอนโตเนียตา ภรรยาของกุสตาโวก็เดินออกมาจากครัวและชวนให้เราไปลองคั่วเมล็ดกาแฟดิบ ทันทีที่เมล็ดกาแฟสัมผัสกับความร้อน กลิ่นกาแฟก็ฟุ้งไปทั่วบ้าน เราไม่เคยได้กลิ่นกาแฟที่หอมขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ เรารับไม้พายมาเกลี่ยเมล็ดกาแฟอย่างที่แอนโตเนียตาสอน “กวนไปเรื่อยๆ นะคะ ถ้าหยุดมันจะไหม้”

เมื่อมีน้ำมันกาแฟออกมาได้ที่แล้ว แอนโตเนียตาก็ยกถาดลงมาวางใกล้ๆ กับแท่นหินภูเขาไฟในครัว และใช้ช้อนตักเมล็ดกาแฟสีดำที่คั่วแล้วมาวางบนแท่นหินแบนครั้งละหนึ่งช้อน ก่อนจะลงมือบดด้วยการหมุนก้อนหินด้านบนขึ้นลงซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งกลมคล้ายสากหินแต่ขนาดใหญ่กว่ามาก

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

ตอนดูเขาทำก็ไม่น่าจะยากค่ะ แต่พอมือสมัครเล่นอย่างพวกเราทำ ก็ได้รู้ซึ้งว่าต้องใช้พลังแขนและหลังมากกว่าที่คิด ที่สำคัญถ้าบดไม่ระวังก็จะโดนหนีบนิ้วเอาได้ง่ายๆ เรา 4 คนวนเวียนกันอยู่ 2 – 3 รอบ เมล็ดกาแฟแตกกระจัดกระจาย หล่นพื้นบ้าง กระเด็นบาง กว่าจะได้ผงกาแฟแต่ละช้อนชาก็เหงื่อตกกันไปเบาๆ แอนโตเนียตาคงจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วถึงได้คั่วแบบเผื่อเหลือซะเยอะเลย

เจ้าหนูน้อยที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างประตูรอจนเราทุกคนยอมแพ้ แล้วก็เดินเข้ามาหยิบสากไปบดเมล็ดกาแฟอย่างคล่องแคล่วไม่แพ้คุณแม่ ปริมาณเมล็ดกาแฟใกล้เคียงกันแต่ผงกาแฟที่ได้ต่างกันเกินครึ่ง ทุกคนปรบมือให้หนูน้อยด้วยความชื่นชม

แอนโตเนียตาหยิบแก้วกาแฟใบเล็กๆ มาแจกจ่าย เราตักผงกาแฟแบ่งกันคนละนิดคนละหน่อย ก่อนจะเทน้ำร้อนลงไปผสม หนูน้อยยื่นแก้วตัวเองเข้ามาด้วยอีกคน เราถามกุสตาโวด้วยความทึ่งว่าน้องดื่มกาแฟรสจัดขนาดนี้ไหวจริงๆ หรือ

“กินเก่งพอๆ กับกินนม แถมกินแล้วหลับสนิทด้วย”

เจ้าตัวแสบทำหน้าทะเล้นใส่เราแล้วก็เดินประคองแก้วกาแฟตัวเองไปนั่งอีกมุม

แอนโตเนียตา ยกถาดที่มีทั้งนม ทั้งน้ำผึ้งและน้ำตาลมาให้ แต่ไม่มีใครหยิบอะไรมาใส่เพิ่มเลย น่าจะเป็นเพราะทุกคนก็อยากจะดื่มด่ำกับกาแฟที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ แม้จะเป็นการจับตรงนั้นนิด หยิบตรงนั้นหน่อย แต่ก็มากกว่าที่เคยคิดว่าจะได้ลองทำจริงๆ

เราจำไม่ได้เหมือนกันค่ะว่ามันขมซ่อนเปรี้ยว หอมช็อกโกแลต มีกลิ่นอัลมอนต์ หรือมีรสเข้มข้นขนาดไหน แต่ที่จำไม่ลืมคือความรู้สึกที่ว่ากาแฟแก้วนั้นเป็นกาแฟที่อร่อยที่สุดในชีวิตของเราเลยค่ะ 🙂

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

Writer & Photographer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load