มีด เขียง เขียนไปแล้ว ตอนนี้ถึงคิว ครก นี่ไม่มีไม่ได้ ถ้านึกว่าใช้เครื่องปั่นไฟฟ้าแทนได้ ทีเครื่องแกงเผ็ด ผัดเผ็ด ก็ซื้อที่ตลาดอยู่แล้ว ถึงเครื่องไฟฟ้าจะใช้งานได้หลายอย่าง แต่ใช้ตำน้ำพริกกะปิ ตำพริกไทย รากผักชี กระเทียม ไม่ได้ กรอบอาหารไทยมีต้ม ยำ ตำ แกง ตำนั้นต้องใช้ครก

ครก เป็นของคู่คิด มิตรคู่บ้าน จะทำอะไร จะใช้ครกอย่างไร มีสัญชาตญาณในการตำกันทุกคน เอาเป็นว่าจะตำถั่วลิสงต้องออกแรงขนาดไหน ถึงจะหยาบๆ หรือแหลกละเอียด หรือตำกุ้งแห้ง ปลากรอบ จะเอาละเอียดฟูเป็นปุยแค่ไหน สมองกับมือสัมพันธ์กันแบบอัตโนมัติ 

ครก เครื่องมือคู่ครัวไทย ที่มีประโยชน์ตั้งแต่บดของสารพัดในครัว จนไปถึงใช้จำนำ

แล้วครกนี่ยังทำให้น่ากินอย่างไม่รู้ตัว ถ้าตำเครื่องแกงสำหรับทอดมันหัวปลี ทอดมันปลากราย วิธีตำที่น่าจะทำ ต้องตำให้พริกแห้งหยาบๆ หรือที่เรียกว่าลอยใบ แม้กระทั่งแกงส้ม ถ้าพริกแห้งลอยใบแสดงว่าตำเครื่องแกงด้วยมือ ความน่ากินก็เกิดขึ้นเอง 

เมื่อก่อนมีร้านอาหารไทยชื่อ ‘ส.หญิงไทย’ อยู่ตรงขอบวงกลมของสี่กั๊กพระยาศรี ที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นห้างขายนาฬิกา Rolex ไปแล้ว ฝีมือเด็ดขาดมาก ลูกค้าเป็นพวกช่างกิน ที่อร่อยก็มีแกงเขียวหวานเนื้อ ไข่เจียวปู และผัดเผ็ดปลาดุกที่ทุกคนต้องสั่ง พอมีใครสั่งจะได้ยินเสียงครก แค่เสียงยังไม่ได้กินก็อร่อยแล้ว

เมื่อก่อนชอบไป ‘ร้านวัลย์อาหารป่า’ กระทุ่มแบน เป็นบ้านไม้ ครัวอยู่ชั้นล่าง ที่นั่งกินเป็นเพิงมุงหญ้าคา ไปที่นั่นต้องสั่งผัดเผ็ดเชิงตะพาบน้ำ ได้ยินเสียงคุณยายของบ้านตำเครื่องแกงด้วยครก เสียงเหมือนปลุกน้ำย่อยให้ลุกขึ้นจากที่นอน ต่อมาไม่มีตะพาบน้ำก็ไม่มีเสียงครก เลยไม่ค่อยได้ไป ที่ยกตัวอย่างมานั้น ครกไม่ใช่แค่เครื่องมือเท่านั้น ของกินที่ใช้ครกเชื่อถือได้เสมอ และครกเป็นนางกวักเรียกลูกค้าได้ด้วย

เมื่อเป็นครก ก็ต้องพุ่งไปที่ครกหินอ่างศิลา นี่เป็น Encyclopedia ของครก เมื่อ 60 – 70 ปีที่แล้วครกอ่างศิลาเป็นของสุดปรารถนาของแม่บ้าน ชาวบ้านทั่วไปจับต้องไม่ไหว คนมีเงินต้องไปซื้อที่เวิ้งนครเกษมที่เดียว ครกอ่างศิลาข้ามน้ำ ข้ามทะเลมาทางเรือ มาขึ้นที่ท่าน้ำราชวงศ์ มีค่าขนาดไหนก็ดูเอาว่าจำนำในโรงรับจำนำได้

ครก เครื่องมือคู่ครัวไทย ที่มีประโยชน์ตั้งแต่บดของสารพัดในครัว จนไปถึงใช้จำนำ
ครก เครื่องมือคู่ครัวไทย ที่มีประโยชน์ตั้งแต่บดของสารพัดในครัว จนไปถึงใช้จำนำ

เคยไปอ่างศิลาเมื่อเป็นวัยรุ่น ทั้งแถบเป็นกระต๊อบหลังคามุงจากยาวติดต่อกัน เสียงตอกหินทำครกดังก๊องแก๊งทั้งหมู่บ้าน คนแกะครกหินเป็นคนจีนทั้งนั้น รูปแบบเป็นของจีน ที่ยืนยันอย่างนั้นเพราะตอนไปเมืองจีน ไปเห็นครกหินแอนทีคของจีน ปุ่ม 2 ปุ่มข้างครกแกะเป็นรูปหัวสิงห์โต สวยมากอยากได้

ช่างแกะครกอ่างศิลาก็ยึดรูปแบบตามต้นฉบับ แต่แกะปุ่มเรียบๆ เจ้าปุ่มนี้มีประโยชน์ เอาไว้จับตอนตำ นั่นเป็นปกติที่มือข้างหนึ่งตำ อีกข้างหนึ่งจับปุ่ม แต่ถ้าไม่มีปุ่มเผลอไปจับตรงขอบครก พลาดขึ้นมาจะกลายเป็นคนมือแป 

ทำไมถึงต้องทำที่อ่างศิลา หินที่นั่นมีมหาศาล เป็นโขดเล็ก โขดน้อย กระจายไปทั่วริมชายทะเลและตามเนินเขา ตอกสกัดแล้วอุ้มมาแกะทุกวัน เอามาจนหมดเกลี้ยง ตอนหลังๆ ต้องไปเล่นของใหญ่ เป็นโขดหินใหญ่ๆ ตามไร่สวนท้องนา เจ้าของที่เขาชอบ ให้ฟรีจะได้เอาพื้นที่เพาะปลูก 

หินอ่างศิลาสีสวย สีขาวตุ่นๆ อมเหลือง นั่นหมดไปนานมากแล้ว เคยกัดฟันซื้อครกใบเล็ก ความลึกเท่าถ้วยน้ำจิ้ม ราคาเท่าแหวนทองวงเล็กๆ ตั้งใจเอามาใส่น้ำพริกกะปิแทนถ้วย ให้สมกับว่ากินพริกครกหนึ่ง มาคิดทีหลัง ตอนนั้นสติคงฟั่นเฟือน มีเงินแทนที่จะซื้อทองแต่ดันไปซื้อหิน

เดี๋ยวนี้ใครๆ จะซื้อครกหินต้องไปอ่างศิลา แต่ไม่ใช่หินอ่างศิลาและไม่ได้ทำที่อ่างศิลาด้วย เปลี่ยนจากครกหินมาเป็นครกแบบอื่นๆ บ้าง เดี๋ยวนี้ไม่ว่าที่ไหนก็มีครกดินเผากับครกไม้กลึงวางขาย ที่เห็นจนชินตามีร้านอาหารอีสาน ที่ใช้ครกดินเผาบ้าง ครกไม้บ้าง 

ครก เครื่องมือคู่ครัวไทย ที่มีประโยชน์ตั้งแต่บดของสารพัดในครัว จนไปถึงใช้จำนำ
ครก เครื่องมือคู่ครัวไทย ที่มีประโยชน์ตั้งแต่บดของสารพัดในครัว จนไปถึงใช้จำนำ

สำหรับครกไม้นั้น ถือว่าเป็นครกโบร่ำโบราณของชาวเหนือและชาวอีสาน นั่นเพราะมีไม้มาก ทำครกเป็นกันทุกคน ทนทาน ไม่ต้องดูแลรักษา งานที่ตำส่วนใหญ่คือตำเกลือเม็ด พริก หอม กระเทียม ปลากรอบ ปลาย่าง ไม่ต้องล้างก็ยังได้ เขรอะมากนัก เล็กไป ใหญ่ไป ก็โยนทิ้ง เปลี่ยนใหม่ 

อยู่ๆ ครกไม้เก่าๆ ไปเข้าตานักจัดสวนบางคน เอาครกไม้เก่าบ้าง รางข้าวเลี้ยงหมูเก่าๆ อ่างน้ำไม้ของชาวเขา เอามาปลูกต้นไม้ ดูเท่ แปลกจากใช้กระถาง เอาของหมดค่ามาทำให้มีค่า ตอนนั้นเลยเกิดโกลาหลหาซื้อกันยกใหญ่ พ่อค้าเมืองเหนือหัวใสไปกว้านซื้องานพวกนั้นมาจากชาวบ้าน ชาวบ้านก็ชอบได้เงินมาฟรีๆ ดีกว่าทิ้งไว้ให้ปลวกกิน ครกไม้เก่าหายจากเมืองเหนือ อีสาน มาอยู่ที่ตลาดต้นไม้ที่จตุจักร

จังหวะนั้นชาวเหนือ อีสานเอง ก็ใช้ครกหินอ่างศิลา ครกดินเผาบ้างแล้ว มีน้อยที่ยังใช้ครกไม้ทำเองอยู่ เอาเป็นว่าครกไม้เริ่มเลือนๆ ไป เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ขึ้นจังหวัดน่านบ่อย มีครั้งหนึ่งกำลังขับรถอยู่ระหว่างอำเภอร้องกวาง แพร่ กับอำเภอเวียงสา น่าน เห็นเพิงขายของริมทาง เห็นแค่แวบเดียวว่าขายครกไม้ ถ้าครั้งนั้นวิ่งเลยตามเลย คงเจ็บใจไปนาน วกกลับมา มีครกไม้วางขาย 10 กว่าใบ รูปร่างต่างๆ กัน ทำจากไม้สักบ้าง ไม้มะโจ้กบ้าง เป็น Folk Art ศิลปะพื้นบ้านของจริง ราคา 50 – 80 บาท เอามาแค่ 2 ใบเท่านั้น มานึกทีหลังน่าจะกวาดมาให้หมด 

เล่าเรื่องครกหลายเวอร์ชัน และการใช้ครกหิน ครกไม้ ครกดินเผา ที่เหมาะกับอาหารต่างชนิดกัน
เล่าเรื่องครกหลายเวอร์ชัน และการใช้ครกหิน ครกไม้ ครกดินเผา ที่เหมาะกับอาหารต่างชนิดกัน

เมื่อไม่นานนักที่เชียงใหม่เห็นโรงแรมแห่งหนึ่ง ตกแต่งห้องอาหารด้วยครกไม้ วางเป็นแถบ เขาไปให้ช่างแกะไม้ บ้านถวาย หางดง แกะมาให้ สวยดี เจตนาเพื่อตกแต่งเท่านั้น ไม่ได้เอามาใช้งาน อย่างน้อยใครไปใครมาจะได้รู้จักครกไม้

ครกดินเผานี่อีกอย่างที่รู้จักกันดี เคยไปอีสานเห็นคนทำครกขาย ใช้ระบบตีขึ้นรูป ยังสงสัยว่าจะแตกง่ายหรือเปล่า เพราะการตีความหนาบางอาจะไม่เสมอกัน เวลาเผาความแกร่งก็อาจจะไม่เท่ากัน แต่นึกอีกทีการตำของชาวอีสานนั้น ไม่ได้ตะบี้ตะบันตำจนทุกอย่างแหลกละเอียด ครกไม่ได้แตกง่ายๆ 

การทำเครื่องปั้นดินเผานั้น ทางเมืองเหนือใช้วิธีปั้นขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน ไม่ว่าจะเป็นกระถาง โถพลู ครก มีอยู่ครั้งไปจังหวัดเลย เจอครกดินเผาในร้านโชห่วย ปั้นขึ้นรูปตามระบบที่ว่า รูปร่างพอเหมาะ เป็นสีน้ำตาลแต่เคลือบสีเขียวบางๆ ให้สีไหลไปตามธรรมชาติ สีเขียวนั้นไปทางสีเครื่องเคลือบศิลาดล ใช้เวลาตัดสินใจ 3 วินาที อุ้มใบนั้นมา จากนั้นมาก็เบรกไม่อยู่แล้ว เห็นครกสวยๆ ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นครกอะไร กระเป๋าสตางค์มันดิ้นพั่บๆ 

เล่าเรื่องครกหลายเวอร์ชัน และการใช้ครกหิน ครกไม้ ครกดินเผา ที่เหมาะกับอาหารต่างชนิดกัน

มาเป็นการแนะนำครกให้ซื้อไว้ใช้บ้าง เอาครกหินอ่างศิลาก่อน ชวนไปดูที่ ‘ร้านธำรงค์แกรนด์สโตน’ ทางไปจากตัวชุมชนอ่างศิลา ไปตามถนนเรียบชายหาดเป็นทางที่จะไปบางแสน ไปสักพักจะเจอร้าน มีงานหินวางเต็มหน้าร้าน มีพระบ้าง สิงโตบ้าง ลูกนิมิตบ้าง ข้างในมีสารพัดครก แต่ไม่ใช่หินอ่างศิลา เป็นหินแกรนิตจากที่อื่น รูปแบบครกหลากหลาย เผอิญร้านนี้มีลูกจบการออกแบบลาดกระบัง เคยทำครกส่งออกเมืองนอก จะออกแบบเองหรือเมืองนอกออกแบบมาอันนี้ไม่รู้ มีเหลืออยู่ ทันสมัย ใช้งานสะดวก ไม่หนักมาก ก็เลือกเอาตามชอบ มีข้อเสียนิดหนึ่ง เจ้าของร้านหน้าตานิ่งสมกับขายหิน และถ้าคนไหนเป็นคนแรกๆ เขาจะถามว่าจะเอาอะไร ถ้าไม่คิดจะซื้อไม่ต้องเข้าร้าน จะเสียฤกษ์ค้าขายในวันนั้น

ครกหินของ IKEA ก็น่าใช้ ออกแบบดี ทำจากจีน ขนาดกำลังพอดี ใช้ได้ 2 ด้าน ด้านตื้นกับลึกแล้วแต่จะตำอะไร 

ห้างโรบินสันสั่งอุปกรณ์เครื่องครัวจากจีนเข้ามาขายเอง เคยมีครกหินอ่อน สวย ไม่รู้ยังมีอยู่หรือเปล่า โดยปกติครกทั่วไปทำจากหินแกรนิต มีความแกร่ง ตำอะไรหินไม่กะเทาะ แต่หินอ่อนชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าอ่อน ตำไปนานๆ พื้นครกกับสากจะมีความพรุน เหมือนกะเทาะไปบ้าง

แนะนำครกเมืองไกลบ้าง เป็นครกบาหลี ถ้าไปเที่ยวบาหลี โดยเฉพาะไปเที่ยวที่อูบุด มีตลาดใหญ่น่าสนุก ขายของสารพัด ลองดูแผงขายครก น่าสนใจ เป็นหินภูเขาไฟ เนื้อหินหยาบหน่อย รูปแบบของครกส่วนใหญ่จะแบน ตื้นหน่อย สากเป็นด้าม หัวสากงอเหมือนฆ้อน เพราะการใช้งานของเขาเป็นการตอก ไม่เหมือนแบบไทยที่ใช้ตำตรงๆ แต่ไหนๆ ไปที่นั่นแล้วก็น่าซื้อมา หาทางใช้เอาข้างหน้า 

ครกจะเป็นแบบไหน ทำจากอะไร ใช้ดีไหม เหมาะหรือไม่ ไม่เป็นไร 

มีติดบ้านไว้ ยังไงก็ต้องได้ใช้แน่ๆ

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

รสเกษม

เรื่องอาหารยุคเก่า วัฒนธรรมการกินในวันวาน เปรียบเทียบกับสมัยใหม่โดยนักชิมรุ่นเก๋า

ถ้าถามว่า ใครไม่เคยกินอาหารฝรั่งบ้าง ก็อาจจะพอมีบ้าง อย่างน้อยก็ต้องรู้จักหรือเคยกินพิซซ่า พอเข้าร้านพิซซ่าต้องรู้จักสปาเกตตี้คาโบนาร่า หรือแม้กระทั่งเข้าปั๊มน้ำมันก็เห็นร้านแฮมเบอร์เกอร์ ยังไงก็ต้องเคยลองกินบ้างล่ะ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วก็คงรู้จักกินอาหารฝรั่งกันทั้งนั้น หรือจะคิดแบบง่ายๆ ว่า จำนวนพลเมืองในกรุงเทพฯ ที่เฉียด 10 ล้านคน ตัดที่ไม่กินจริงๆ เลยมีไม่กี่เปอร์เซนต์ ที่เหลือก็มหาศาลที่รู้จักและเคยกินอาหารฝรั่งทั้งนั้น

แต่ถ้ามองว่า อาหารฝรั่งคือสเต๊กก็มีให้เลือกเยอะแยะ ร้านเป็นเพิงเหมือนอาหารตามสั่งก็มี คนมีรายได้มากหรือมากจนเหลือ จะกินในร้านหรูๆ ตรงไหนก็มี ผมว่าถ้าเอาแผนที่แถบสุขุมวิท เอกมัย ทองหล่อ มากางแล้วเอาเข็มหมุดจิ้มลงตรงไหน ตรงนั้นก็มีร้านอาหารฝรั่ง อาหารอิตาเลียนจากทุกแคว้นของอิตาลี มาเมืองไทยครบหมด แถมแคว้นเดียวยังมีเป็น 100 ร้าน และไม่ใช่แค่อาหารอิตาเลียนเท่านั้น ฝรั่งเศส เยอรมนี โปรตุเกส ออสเตรเลีย เม็กซิกัน มีเป็นเทือก แถมพ่อครัวยังเป็นฝรั่งตัวเป็นๆ อีกต่างหาก

เชื่อหรือไม่ เมืองไทยย้อนกลับไป 50 – 60 ปีที่แล้ว คนไทยรู้จักและกินอาหารฝรั่ง ไม่ใช่ร้านฝรั่งและไม่ใช่พ่อครัวที่เป็นฝรั่ง แต่เป็นร้านคนจีนไหหลำ เป็นอาหารฝรั่งสไตล์ไหหลำ

ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร เช่น สลัดเนื้อสัน สตูว์ลิ้นวัว สตูว์ลิ้นหมู ซี่โครงหมูชุบแป้งทอดราดด้วยน้ำเกรวี่ แกงกระหรี่ไก่ กินกับขนมปังและเนย ถ้านึกไม่ออกว่ามีร้านไหนบ้าง เมื่อก่อนที่เห็นชัดๆ ก็มี ‘สีลมภัตตาคาร’ ‘ฟูมุ่ยกี่’ และ ‘คาร์ลตันภัตตาคาร’

กุ๊กช็อป, ฟูมุ่ยกี่, อาหารฝรั่ง, ไหหลำ กุ๊กช็อป, ฟูมุ่ยกี่, อาหารฝรั่ง, ไหหลำ

แล้วอาหารฝรั่งแท้ๆ ไม่มีหรือไง มีครับ แต่น้อยมาก ส่วนใหญ่อยู่ตามโรงแรมหรูที่มีห้องอาหารฝรั่งนับโรงได้ ลูกค้าที่เข้าไปกินเป็นลูกค้าโรงแรมบ้างเป็นทูต เป็นนักธุรกิจ เป็นเสนาบดีไทยบ้าง ส่วนร้านอาหารฝรั่งที่โด่งดังมากๆ ที่เคยได้ยินมี คอสโมโปริแต๊นท์ อาหารฝรั่งเศส แต่ที่เคยเห็นจริงๆ มี Nick’s No.1 อยู่ที่หัวมุมถนนสาทรใต้ กับถนนพระราม 4 เป็นอาหารฮังกาเรียนที่ชื่อ No.1 เพราะเลขที่บ้านของร้านนี้ คือ บ้านเลขที่ 1 ถนนสาทรใต้ครับ

ทีนี้ก็มาถึงที่ว่า ทำไมอาหารฝรั่งต้องเป็นสไตล์ไหหลำ ก็ต้องย้อนกลับไปนานมาก ตั้งแต่ที่ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ถูกฝรั่งยึดครองใหม่ๆ ฝรั่งเต็มไปหมดจนกลายเป็นปารีสตะวันออก และเป็นแหล่งขุดทองของชาวจีนที่ไปหางานทำ กลุ่มภาษาไหนทำอะไรถนัดก็ยึดครองเป็นอาชีพของตัวเองไม่ให้ใครแย่ง ชาวเซี่ยงไฮ้ ถนัดงานช่างก็เอาไปหมด ชาวไหหลำข้ามจากเกาะไหหลำไปบ้าง อะไรๆ คนอื่นก็เอาไปแล้ว เลยเป็นลูกจ้างในร้านอาหารฝรั่งบ้าง เป็นลูกจ้างร้านซักรีดเสื้อผ้าบ้าง พออยู่นานเข้าก็คุ้นเคยอาหารฝรั่ง รู้จักฝรั่งที่เข้าไปกิน เขยิบจากทำพอเป็นก็ชำนาญขึ้น หนักเข้าขึ้นขั้นเก่ง แต่ความที่ลิ้นยังติดแบบจีนๆ ไม่เลี่ยนเวอร์ บวกกับสิ่งของที่เอามาใช้ก็ไม่ใช่ของฝรั่งแท้ๆ ทำให้รสเพี้ยนไปบ้าง แต่ฝรั่งเองก็ยอมรับ

มีฝรั่งมากมายที่เป็นทูตบ้าง เป็นพ่อค้าบ้าง ต้องย้ายไปประจำประเทศอื่นๆ บ้าง เมืองไทยก็มากันเยอะ พอจะมาก็ได้ยินว่า เมืองไทยยังขี่ควาย กินเผือกเผามันเผา ซักผ้าในคลองอยู่ อดตายแน่ จึงพาชาวไหหลำที่ถนัดงานครัวและซักรีดเสื้อผ้าตามมาด้วย เพื่อเป็นคนในบังคับของตัวเอง

กุ๊กช็อป, ฟูมุ่ยกี่, อาหารฝรั่ง, ไหหลำ กุ๊กช็อป, ฟูมุ่ยกี่, อาหารฝรั่ง, ไหหลำ

สถานทูตอังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ โปรตุเกส เยอรมนี ที่ทั้งทูตทั้งอุปทูตต้องมีบ้านพักตัวเอง เมื่อมีบ้านพักก็ต้องมีครัว มีพ่อครัวไหหลำ แม้กระทั่งคนคุมงานคอยจัดการงานบ้านที่เรียกว่า Butler ยังเป็นคนไหหลำ ผมเคยเห็นพ่อครัวไหหลำรุ่นเก๋าจริงๆ เขาจะเขียนรายการอาหารประจำวันบนกระดานดำในห้องครัวเป็นภาษาอังกฤษครับ

มีหลายคนคิดก้าวหน้า ออกมาทำร้านอาหารฝรั่งข้างนอก ผมว่าร้านดังๆ ที่ผมเอ่ยชื่อไปนั้น ก็มาจากกลุ่มนี้ครับ แล้วพ่อครัวไหหลำนี่สังเกตง่ายคือ ตอนเช้าๆ จะใส่เสื้อยืดขาวกางเกงขาสั้น ขี่จักรยานคันใหญ่ๆ สูงๆ ที่สมัยก่อนเรียกว่าจักรยานส่งน้ำแข็ง มีตะกร้าหวายใบมหึมา เป็นธรรมดาที่พวกหมู ปลา ไก่ อยู่ข้างล่าง ผักหญ้าต้องไว้ข้างบนปากตะกร้า ตอนผมเด็กๆ ไปโรงเรียนต้องนั่งรถเมล์ที่เรียกว่ารถนักเรียน ให้เด็กนักเรียนโดยเฉพาะ ไม่ให้คนอื่นขึ้น เมื่อจอดป้ายหนึ่ง พ่อครัวไหหลำกระโดดขึ้นมานั่งพร้อมตะกร้า กระเป๋ารถเมล์ปาดเข้ามาบอกว่าขึ้นไม่ได้ สำหรับนักเรียน แต่คนขับใจดีบอกว่าไม่เป็นไร เขาเป็นนักเรียนเกษตร

เป็นธรรมดาครับ อยู่เมืองไทย เป็นคนไทย มีลูกมีหลาน คนไหนมีหัวก็เรียนหนังสือ ไม่ชอบเรียนก็ไปทำงาน ดีที่สุดคือร้านอาหารไหหลำสไตล์ฝรั่งนี่แหละ เพราะคนไหหลำเขาช่วยเหลือกัน และเป็นงานมาตั้งแต่รุ่นพ่อแล้ว

เมื่อคนมาก ร้านอาหารก็แตกกระจายไปทั่ว สีลมภัตตาคาร ฟูมุ่ยกี่ นั่นร้านใหญ่ไฮเอนด์ นอกจากนี้ยังมี ครัวสาธร อยู่ตรงห้องแถวใกล้โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ร้านโกตุ้น ในซอยสวนพลู ร้านเล็กๆ ไม่มีชื่ออยู่ตรงปากซอยศาลาแดง 1 ด้านถนนพระราม 4 และอีกร้านใกล้สี่แยกเดโช ถนนสุริยวงศ์

ทำไมจะต้องอยู่แถวละแวกนี้ ก็เพราะแถวนี้บริษัทฝรั่งเยอะ คนทำงานบริษัทฝรั่งเงินเดือนสูง กลางวันกินดีหน่อยและชอบอาหารฝรั่ง ถึงแม้จะเป็นฝรั่งแบบไหหลำก็ตามแต่ก็อร่อย แล้วจะไปนั่งในโรงแรมในห้องอาหารหรูๆ นั่นก็มีน้อยหรือมีไม่กี่แห่งอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรก และก็แพงเกินเหตุ

แม้กระทั่ง ‘ร้านมิ่งหลี’ ที่ถนนหน้าพระลานติดกับรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร ลูกค้าที่กินก็เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ เมื่อก่อนตึกในพระบรมมหาราชวังนั้นเป็นกระทรวงการคลังครับ

ไม่ว่าจะร้านเล็ก ร้านใหญ่ สูตรอาหารต่างๆ เหมือนเป็นพิมพ์เดียวกันหมด สลัดเนื้อสันต้องทอดมาผิวเกรียมๆ ข้างในยังแดงอยู่บ้าง น้ำมันทอดราดเจิ่งมาด้วย รองก้นจานด้วยผักกาดหอม แตงกวา มะเขือเทศ อาจจะมีบางร้านที่เอาน้ำตาลทรายโรยตรงผัก เพื่อตัดเค็มน้ำทอดเนื้อมาบ้าง แล้วต้องมีขนมปังกะโหลกนิ่มๆ พร้อมเนย ใครอย่าได้สั่งข้าวสวยมากิน จะผิดกฎหมายมาตรา 5 วรรค 1 ว่าด้วยการกินอาหารฝรั่ง

ความนิยมร้านอาหารฝรั่งแบบไหหลำนี้มีมานานมาก เรียกได้ว่า เมื่อก่อนพ่อแม่ต้องพาลูกๆ มากิน ต่อมาลูกทำงานทำการก็พาพ่อแม่มากิน

เป็นธรรมดาของกฎธรรมชาติ รุ่งแล้วก็ต้องมีเลิก ร้านอาหารฝรั่งแบบไหหลำหลุดหายไปทีละร้าน ยังมีที่เหลืออยู่บ้างอย่างร้านตรงเสาชิงช้า ที่ไม่มีแกงกะหรี่ไก่กินกับขนมปังเนยแล้ว แต่ดันทะลึ่งมีผัดเผ็ดปลาดุก ต้มยำปลาช่อน มีหอยแครงลวก

คาร์ลตัน ภัตตาคารตรงสีลมไปก่อน สีลมภัตตาคารก็ตามไป ล่าสุดเมื่อ 3 ปีก่อน ฟูมุ่ยกี่ก็ไป มิ่งหลี ที่ถนนหน้าพระลานยังอยู่ แต่ก็เหนื่อยล้าเต็มที โต้-เจ้าของร้านไม่อยากขายแล้ว ติดแต่ว่าเป็นร้านที่ผูกพัน คุ้นเคยกับเหล่าศิลปินศิลปากรที่ขอร้องให้ขายอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ ศิลปินขาประจำหลายพระองค์นั้นก็ไม่ค่อยนั่งแล้ว เพราะมีกฎหมายใหม่ที่ร้านอาหารอยู่ใกล้สถานศึกษา ห้ามขายแอลกอฮอล์ อีกไม่นานโต้ก็คงเลิก

ผมว่าไปแล้วไปเลยครับ แล้วร้านอย่างนี้ก็มีอยู่ที่เมืองไทยเท่านั้น ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ไม่มีอาหารฝรั่งแบบไหหลำ ในเมื่อเมืองไทยบ๊ายบายอำลาไปแล้วก็ไปเลยไม่กลับมา นี่เองที่ว่า ‘มีครั้งแรกแล้ว ก็กลายเป็นครั้งสุดท้าย’ นั่นเองครับ

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load