“นี่ห้องรับแขก นี่ห้องทำงาน นั่นห้องครัว ส่วนที่เรากำลังนั่งอยู่คือ Pantry เดินตรงไปเลี้ยวซ้ายเป็นห้องซีร็อกซ์” มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ พาเราเดินทัวร์ออฟฟิศ Tender Film. ขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร ที่รวมทุกฟังก์ชันไว้ด้วยกันในแต่ละมุมโดยไม่มีการแบ่งห้อง

มอร์เติบโตในครอบครัวคนจีนที่เวลาทานข้าวจะไม่มีน้ำอยู่บนโต๊ะ เขาไม่ทานข้าวไปดื่มน้ำไป และนิสัยนี้ติดตัวมาถึงวันนี้

เขาชอบทำความรู้จักคนผ่านการพูดคุย เพราะมองว่าคนมีหลายมิติ 

เขาคือนักร้องนำของ Ten To Twelve วงดนตรีป๊อปร็อกของกลุ่มเพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมปลายจากโรงเรียนชายล้วน

8 ปีที่แล้ว มอร์เข้าสู่วงการโฆษณาในฐานะผู้กำกับโฆษณาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีผลงานที่โดดเด่นมีมากมายอย่างดาดฟ้า ที่ได้รับหลายรางวัล รวมถึงได้เป็น Shortlist ของเทศกาล Cannes Lions 2019 ด้วย

มอร์เป็นผู้กำกับที่มักเป็นโฆษกให้โฆษณาของตัวเอง และพกไมโครโฟนเล็กๆ สำหรับอัดเสียงติดตัวอยู่เสมอ

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาปล่อย Melbourne เพลงแรกจากโปรเจกต์เดี่ยว ​Morvasu ที่ Feat. กับ TangBadVoice เล่าความทรงจำในการขับรถเลียบ Great Ocean Road เมื่อ 2 ปีก่อน ผ่านเสียงดนตรีแนว Bedroom Pop ที่ไม่เคยทำมาก่อน

และเขาจะปล่อยเพลงที่ 2 ที่มีชื่อว่า เทาๆ ในอีก 1 เดือนข้างหน้า 

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ออฟฟิศขนาด Compact ของมอร์บ่งบอกวิธีคิดในการใช้ชีวิตของเขาช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี เขาพยายามทำทุกอย่างให้เบาที่สุด แบกภาระให้น้อยที่สุด เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะได้มีเวลาเหลือไปทำสิ่งอื่นๆ อย่างการทำเพลงในปีที่ผ่านมา

บทสนทนาเริ่มจากการที่มอร์สัมภาษณ์เรา ก่อนเราจะเริ่มถามคำถามแรกถึงความคิดของเขา ณ ช่วงชีวิตนี้ที่เขาบอกว่า รู้สึกเติมเต็มมากที่สุด

คุณอยากคุยเรื่องอะไรวันนี้

อยากคุยเรื่องกาแฟอาราบิก้าคั่วอ่อน แล้วมันให้ความรู้สึก… ล้อเล่นนะครับ แต่เอาอย่างนี้เลยหรอ เลือกได้เลยว่าอยากคุยเรื่องอะไร 

เลือกได้สิ มีเรื่องอะไรที่อยากคุยแต่ยังไม่เคยคุยกับใครไหม

ตอนแรกคิดจะปรึกษาเหมือนกันว่าช่วงนี้มีสัมภาษณ์บ่อยมาก กะว่าจะรออีกสักเดือนแล้วค่อยคุยกันดีไหม เดี๋ยวคำตอบจะคล้ายๆ กัน พอถามว่าอยากคุยเรื่องอะไรก็ดีเหมือนกันนะ งั้นคุยเรื่องกาแฟอาราบิก้าคั่วอ่อน หรือแทร์ฮัวร์ของไวน์แดงใน ค.ศ. 1970 ล้อเล่นนะล้อเล่น อาราบิก้ามันอาจจะไม่ใช่คั่วอ่อนด้วยมั้ง ผมมั่ว (หัวเราะ) 

คุณดื่มกาแฟมานานแค่ไหนแล้ว

ดื่มมาหลายปีแล้ว ช่วงหนึ่งดริปกาแฟกินบ่อยจนเป็นโรคกระเพาะ ตื่นมาแล้วกินเลย ตามความเข้าใจของเราคือ พวกกาแฟที่คั่วอ่อนมากๆ กรดจะเยอะ พอกรดเยอะ ตื่นมาแล้วกินเลยมันก็ทำลายกระเพาะ ช่วงนั้นก็เลิกกินกาแฟไป แล้วก็เพิ่งกลับมากิน 

มีรสชาติที่ชอบเป็นพิเศษไหม Fruity หรือแนว Chocolate

กินได้หมดนะ อเมริกาโน่ร้อน ลาเต้ซอยมิลค์เย็น นี่จะเอาอันนี้ไปลงจริงๆ ใช่ไหม (หัวเราะ) เราเข้าเรื่องงานเลยก็ได้ คุยเรื่องเพลงสักนิดหน่อย เรื่องความเป็นศิลปินนิดหนึ่ง บางทีเวลาผมให้สัมภาษณ์ ด้วยชั่วโมงการทำงานเป็นผู้กำกับมากกว่าเป็นศิลปิน ผมเลยจะพูดเรื่องการเป็นผู้กำกับได้ง่ายกว่า สุดท้ายจะโดนลากไปเรื่องนั้น พอเปิดสวิตช์เป็นผู้กำกับจะไหลมาก

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve
ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

แปลว่าคุณรู้สึกคุ้นเคยกับการเป็นผู้กำกับมากกว่าศิลปินเหรอ

ถ้าถามเรื่องความคุ้นเคยอาจจะตอบว่าใช่ครับ แต่ช่วงชีวิตที่รู้สึกว่า ‘เฮ้ย ช่วงชีวิตนี้ดีจังเลย’ มันจะเป็นช่วงที่ทำสองอย่างพร้อมกัน ยกตัวอย่างช่วงนี้ที่ชีวิตมันเติมเต็มจังเลย เพราะเราได้ทำเพลงไปด้วย กราฟความสุขในชีวิตมันโอเค ไม่รู้ว่ามันตอบโจทย์คนละด้านของชีวิตหรือเปล่าด้วยนะ แค่รู้ว่ามันเติมเต็มตัวเองแค่นั้น

ก่อนที่เราจะเริ่มคุยกันจริงจัง คุณบอกว่าตัวเองเป็นคนชอบคุยกับคน

เราชอบชวนคนคุย สนุกดี แต่ไม่ได้ชอบนั่งสัมภาษณ์จริงจังนะ เป็นแนวคุยเล่น อย่างเวลาทำโฆษณา บางงานเราก็จะทำสคริปต์ที่เอเจนซี่ให้มาใหม่ เพราะอันนั้นเขาคิดแบบลอยๆ เขาคิดอิงโปรดักต์ แต่เราอยากคิดอิงจากคน ซึ่งจริงๆ มันใช้แค่ประโยคสองประโยคเอง แต่สำหรับเรามันจริงกว่า

เราเคยทำโฆษณาเมื่อช่วงต้นปี ซึ่งจริงๆ ไม่มีอะไรเลย แต่เราไปหา Subject แล้วสัมภาษณ์เป็นชั่วโมงๆ มีสามคน สุดท้ายใช้คนละสองประโยค (หัวเราะ) แต่สองประโยคนั้นมันควรเป็นแก่นของเขาที่เข้ากับโปรดักต์ด้วย แม่งยากนึกออกไหม

ทั้งๆ ที่จริงๆ คุณก็คิดให้เขาเลยก็ได้นี่

ใช่ๆ แต่แบบนี้สนุกกว่า แล้วเราสนใจคนด้วย ทำไมคนนี้เป็นอย่างนี้ ทำไมคนนี้เป็นอย่างนั้น ในโฆษณาที่บอกมีคนหนึ่งเป็นนักมวย ไปคุยกับเขารู้เลยว่าบางประโยคไม่ได้ใช้แน่ๆ แต่เชี่ย มันเจ๋งมากเลย เขาบอกว่า ‘ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นคนยังไง ให้ไปอยู่บนสังเวียนดู’ แล้วคุณจะรู้เลยว่าตัวเองเป็นคนยังไง คุณจะเห็นหมด ความกลัวของคุณ ความกล้าของคุณ ความโกรธ ได้เห็นรายละเอียดบางอย่างของชีวิต เราได้ยินแล้วแบบ เชี่ย เจ๋งว่ะ กูคงไม่ได้ไปอยู่บนนั้นหรอก แต่ก็ดีใจที่ได้รู้ (หัวเราะ)

วิธีการทำงานของคุณเลยไม่ได้เลือกทางที่ปลอดภัยหรือง่าย

เลือกวิธีที่สนุก (นิ่งคิด) เราแค่รู้สึกว่าบางทีทางที่เซฟมากๆ นานไปมันน่าเบื่อ แล้วมันไม่คุยกับคน เราทำโฆษณามาแปดปี ถ้ายังทำเหมือนเดิมอยู่คงโคตรเบื่อเลย ผมก็พยายามหาวิธีใหม่ๆ เอาล่ะ เราต้องขายของให้เขา แต่ในขณะเดียวกันเราอยากทำให้โฆษณามีหัวใจ ให้คนดูแล้วรู้สึกว่ามันดีจังเลย มันจะมีความเป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อ มันจะดีทั้งกับโปรดักต์ คนดู แล้วก็คนทำ ไม่ใช่ดูจบก็จบไป แข็งๆ การทำเพลงก็เช่นกันครับ อยากทำเพลงให้มีหัวใจด้วยครับ (หัวเราะ)

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ที่บอกว่าชอบคุยกับคนคือชอบขั้นไหน 

สมัยก่อนเป็นอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เลิกไปเพราะถูกเข้าใจผิด เคยขึ้นรถเมล์แล้วชวนคนข้างๆ คุยว่า ‘พี่ทำงานอะไรเหรอ’ ไปๆ มาๆ เขาก็ขอเบอร์เราไป เราก็ไม่ได้คิดอะไร ผ่านไปประมาณอาทิตย์หนึ่งโทรมา น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอีกแบบเลย สำเนียงมา ‘อ้าว เนี่ย ยังไง’ (เสียงเซ็กซี่) 

ช่วงนั้นเราชอบคุยกับคนแปลกหน้ามากๆ ยังจำได้อยู่เลยไปทักเขาว่า ‘พี่เป็นไงบ้าง’ ไม่ได้คิดอะไร เราแค่อยากรู้ว่าคนนี้ทำอาชีพอะไร แล้วยังจำคำตอบเขาได้ด้วยนะ ‘อ๋อทำเกี่ยวกับบัตรเครดิต ทำให้คนเป็นหนี้เยอะๆ’ เขาก็หัวเราะๆ หลังจากนั้นก็คุยน้อยลงมากๆ ประเทศไทยมันเข้าใจผิดกันง่าย แต่เราไม่ได้คิดอะไรเลย แค่อยากรู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร เหมือนเดาเล่นๆ กับตัวเองไว้ในหัว แบบนี้แปลกไหม

ก็แปลกนะ แต่เขาก็อาจจะมองคุณแปลกเหมือนกัน

เออจริง เราก็แปลกแหละไปชวนเขาคุย (หัวเราะ)

ทำไมถึงชอบคุยกับคน

คนมันมีมิติเยอะดี อย่างเช่น น้องวิ พีอาร์ค่ายที่เรารู้จักเขาในแบบที่เขาเป็นตอนนี้ คนที่แสดงโชว์แบบเล่นน้อยไม่ได้ เคยเรียนโรงเรียนอะไร การที่วิเป็นวิทุกวันนี้ เขาโตมาแบบไหน มีอะไรหล่อหลอมเขามาบ้าง ผมแค่สนใจว่าอะไรประกอบกันให้เขาเป็นคนแบบนี้ พอมาทำงาน นิสัยนี้ก็ทำให้คุยกับคนได้ง่ายขึ้น เป็นการ Break the ice เหมือนที่เราคุยกันตอนแรก เริ่มด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้

เรื่องอะไรก็ไม่รู้นี่ชมเปล่านะ

ไม่ใช่ ไม่ได้ว่า (เสียงดัง) คุยเรื่องกาแฟก็ทำให้บทสนทนามันง่ายขึ้น แต่เราเป็นคนสนใจใน ‘คน’ พื้นฐานอยู่แล้ว พอเราได้เจอใคร เราก็อยากรู้เกี่ยวกับตัวเขามากขึ้น 

คุณทำอะไรมาหลายอย่างมาก เป็นผู้กำกับ มีวงดนตรี ทำเพลง เคยแสดงหนัง และเหมือนจะเคยเล่นละครด้วย

ละครไม่เคยครับ 

ซึ่งในอินเทอร์เน็ตบอกว่าเคย

ผมยังงงสัสๆ เลย (หัวเราะ) เคยกดเสิร์ชชื่อตัวเองเล่นๆ พบว่า เอ๊ะ กูไปทำสิ่งนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้แต่อายุยังไม่จริงเลย ในเน็ตบอกเกิด พ.ศ. 2526 แต่จริงๆ เราเกิด พ.ศ. 2530 และปีนี้เราอายุ 33 ก็ตลกดีเหมือนกัน

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

มอร์ วสุพล ที่ทำหลายอย่างมากในตอนนี้ ตอนเด็กเป็นเด็กแบบไหน

เป็นคนกลางๆ นะ จริงๆ ค่อนไปทางเรียนโอเค แต่ไม่ท็อปห้อง สำหรับผม ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กกลางห้อง เราไม่ใช่เด็กหน้าห้อง แต่ก็ไม่ใช่เด็กหลังห้อง จะว่าว่าเป็นเด็กเรียนก็ไม่ใช่ เด็กเกเรก็ไม่ใช่ คล้ายๆ กับ Wallflower ประมาณหนึ่ง

เราเรียนโรงเรียนชายล้วน เรียนอัสสัมชัญบางรัก มันจะมีวัฒนธรรมบางอย่างที่เราก็ตามๆ เขา ต้องใส่กางเกงสั้นๆ มหาลัยฯ ถ้าไม่เข้าจุฬาฯ ก็เข้า ABAC โตไปต้องทำธุรกิจนะ เรารู้สึกว่าโลกมันคงต้องประมาณนี้แหละ จนกระทั่งได้ไปแลกเปลี่ยน AFS ที่อเมริกาแล้วแบบ ไอ้เหี้ย (กระแทกเสียง) โลกแม่งกว้างมาก คนเราจะเป็นอะไรก็ได้นี่หว่า มันมีอะไรมากมายให้เราเลือกได้ ช่วงนั้นก็เริ่มดูเอ็มวีทั้งวันทั้งคืน ได้เล่นดนตรี เริ่มหัดแต่งเพลงเอง กลับมาก็เลยเอนท์ฯ เข้าคณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

นอกจากเรื่องอาชีพที่ได้จากการไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน มีอะไรที่เก็บกลับมาแล้วยังใช้ในชีวิตจนถึงวันนี้ไหม

มันเป็นชีวิตที่เราได้ใช้อย่างอิสระจริงๆ เป็นครั้งแรก ตอนนั้นอายุสิบหกเอง เหงาด้วยเพราะไม่เคยอยู่ไกลพ่อแม่หรือเพื่อนนานขนาดนั้น ในขณะเดียวกัน เราก็ได้รู้จักตัวเองขึ้นมากๆ ได้คุยกับตัวเอง นี่คือความเหงานะ นี่คือความเศร้า นี่คือความแปลกแยก พอรู้จักตัวเองมากขึ้นเลยทำให้รู้ว่าอยากทำอะไรมากขึ้น ต้องขอบคุณที่แม่ส่งให้ไปตอนนั้น

ถ้าไม่ได้ไปอเมริกา คิดว่าตัวเองจะกำลังทำอะไรอยู่

ไม่ทำธุรกิจค้าขายก็คงทำงานในตลาดหุ้นการเงิน จริงๆ ผมเกือบซิ่วเพราะปีแรกไม่ค่อยชอบสังคมที่คณะ ตอนแรกยังไม่ได้เจอกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันถึงตอนนี้ ก็เกือบซิ่วไปเรียนเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นอย่างนั้นชีวิตก็คงไม่เหมือนเดิมจริงๆ

ทำไมต้องเศรษฐศาสตร์

จริงๆ แล้วหัวด้านเลขผมโอเคนะ ยังอวดทุกคนอยู่เลยว่าผมได้เลขอันดับพันของประเทศ ผมเป็นเอนท์ฯ รุ่นสุดท้าย แล้วมันจะมีเลข 1 กับเลข 2 ซึ่งเลข 1 คือเลขยาก ผมได้คะแนนหกสิบ ซึ่งเป็นอันดับพันกว่าของประเทศ คือมีแค่พันกว่าคนที่ได้คะแนนมากกว่า ทุกวันนี้ก็ยังโม้อยู่ว่าเก่งเลข จริงไม่จริงไม่รู้ คงกามั่วถูกด้วย (หัวเราะ)

ผมได้เลขอันดับหนึ่งของคณะ แต่ภาษาไทยอันดับโหล่ของคณะ บ้าไปแล้ว สุดท้ายเราเขียนก็อปปี้โฆษณาของตัวเองเยอะมาก แต่ภาษาเรามันคือภาษาแบบที่คนใช้กัน ไม่ใช่ทฤษฎี บางทีคำมันไม่ได้ถูกไวยากรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันรู้สึก เราก็เอา

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

การที่คุณชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง และในแต่ละอย่างคุณก็พยายามเปลี่ยนวิธีการทำไปเรื่อยๆ จะบอกว่าตัวเองเป็นคนชอบความท้าทายได้ไหม

แฟนบอกว่าเราเป็นคนซน (นิ่งคิด) ผมเคยถามเขาว่า นิสัยเด่นๆ ของผมคืออะไร เขาบอกว่า ‘เธอเป็นคนซนและเซนซิทีฟ’ เชี่ย จริงด้วยว่ะ กูไม่เคยรู้เลยว่ากูเป็นคนเซนซิทีฟ

พอเขาพูดแบบนั้น เราเลยลองย้อนดูงานของตัวเอง จริงว่ะ มันจะเป็นการจับคู่สองสิ่งนี้ สลับไป สลับมา เซนซิทีฟคือรู้สึกอะไรเยอะ รู้สึกอะไรง่าย สมมติมีคนโกรธอยู่ข้างๆ ตรงนี้ ผมแม่งอยู่ไม่ได้เลยนะ ผมจะรู้สึกถึงความโกรธของเขา เรารู้สึกกับปฏิกิริยาคนได้เร็วและเยอะ อาจจะเป็นเพราะอาชีพด้วยแหละมั้ง

แล้วเวลาดูหนังหรือฟังเพลงร้องไห้ไหม

ไม่ถึงกับร้องนะ แล้วแต่เรื่อง เราจะแพ้พวก Build แต่ไม่ Build จังหวะที่มันควรจะโหมแต่แม่งอยู่เฉยๆ ผมคือตายไปเลย เช่น หนังของ ฮิโระคาซุ โคริเอะดะ (Hirokazu Kore-eda) อย่าง Nobody Knows งี้ ไม่ น้องสาวมึงตาย มึงอย่าทำตัวปกติสิ (ทำเสียงร้องไห้)

คุณเข้าสู่วงการโฆษณาด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของพี่ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย

บทสัมภาษณ์ที่พี่ก้อง (ทรงกลด บางยี่ขัน) สัมภาษณ์พี่ต่อ ผมเป็นคนพิมพ์แก้ไขให้แกเอง แก้กันถึงห้าทุ่ม

การได้ทำงานกับคนเก่งที่คนในวงการยอมรับ สำหรับคุณแล้วสำคัญยังไง

พี่ต่อสอนรากฐานในการคิดงานให้ผม ซึ่งยังทรงอิทธิพลถึงทุกวันนี้ มันคือรากฐานว่าไอเดียคืออะไร ไอเดียแข็งแรงไหม แล้วเราจะต่อยอดไอเดียนั้นยังไง ขอบคุณเฮียมากๆ ที่ให้สิ่งนี้กับผม ถึงแม้ว่างานเราจะไม่เหมือนงานพี่ต่อเลยก็ตาม แต่รากฐานของเราก็คือสิ่งที่เขาสอนมา

สมมติเวลาเราทำงานขึ้นมา เราควรจะต้องกลับไปเช็กเสมอว่ามันเข้ากับไอเดียไหม ไม่ว่ามุกที่คุณคิดว่าจะตลก หรือช็อตที่คิดมาจะเท่แค่ไหน ถ้าไม่วนกลับไปที่ไอเดียมันก็เท่านั้น หนังมันจะดีกว่าถ้าตัดออก เขาสอนเสมอว่าให้กลับไปที่คนดู คนดูจะรู้สึกอะไร 

คุณวัดความสำเร็จของงานยังไง

ความสำเร็จของหนังโฆษณาคืออะไรเหรอ (นิ่งคิด) ถ้าเป็นศัพท์ทางโฆษณาเลยจะเรียกว่า Effective (มีประสิทธิภาพ) ไม่เขาขายของดีขึ้น คนก็ต้องรู้สึกดีกับแบรนด์ รักแบรนด์มากขึ้น แม้ว่างานนั้นจะถูกแก้หลายดราฟต์มากๆ ก็ยังถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ว่าเราอาจจะปวดใจ (ยิ้ม) เราอาจจะไม่ได้ชอบมัน แต่ต้องอย่าลืมว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน หลังๆ โชคดีที่ลูกค้าจะมาหาเราเพราะอยากให้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เขาซื้อสไตล์เราอยู่แล้ว ไว้ใจ อยากให้มอร์ทำ มันเลยไม่ค่อยมีปัญหา

เขารู้อยู่แล้วว่าต้องมาเจอกับอะไร

มันคงไม่ดีไปกว่านี้หรอก! (หัวเราะ) 

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

การเป็นผู้กำกับที่ทำงานด้านอื่นๆ ทั้งการแสดง ทำเพลง ทำเสียง ทำให้คุณเข้าใจคนอื่นๆ ในงานที่ทำมากขึ้นไหม

เข้าใจมากขึ้นนะ แต่คำว่าเข้าใจมันแปลได้สองอย่าง หนึ่ง เข้าใจว่าอันนี้แม่งยากจริง บางทีเราไปบล็อกแทนนักแสดงด้วย เข้าไปอยู่ในเฟรมแทน บางทีลองเล่นก่อนเขาจะมาถึง อย่างวันก่อนเลย ไปออกกองก็ไปบล็อกแทนเขา ไอ้เหี้ย คิวแม่งเยอะว่ะ เราตัดคิวอันนี้ออกได้ไหมวะ กูยังคิดไม่ทันเลย นี่คือขาที่เข้าใจว่ามันยากจริง อีกขาหนึ่งคือ กูว่าแม่งง่าย อย่ามาบอกว่าลำบาก มันไม่ได้ยากขนาดนั้น มันแค่นี้เอง (หัวเราะ) 

เราว่าการมีทักษะการแสดงในการเป็นผู้กำกับมันดีมากๆ เพราะเราจะไกด์เขาได้ มันเหมือนเรามีอาวุธเยอะกว่า ไม่ต้องไปนั่งอธิบายอินเนอร์อย่างเดียว เราคุยกันในมุมมองของนักแสดงได้ 

เป้าหมายของคุณในวันนี้คืออะไร

ผมน่าจะมีความสามารถในการหาอะไรซนๆ ทำไปได้เรื่อยๆ มั้ง (หัวเราะ) ช่วงปีสองปีก่อนหน้านี้เราทำงานกำกับหนักสุดๆ คิดอย่างอื่นไม่ออกเลย ปีที่แล้วก็เลยเป็นเหมือน Gap Year รับงานน้อยๆ ทำเพลง พยายามศึกษาอะไรใหม่ๆ ปีนี้ก็เลยอยากทำเพลงที่ต่างไปจากเดิม เพราะเราชอบฟังเพลงยุคใหม่ เราชอบศิลปินยุคใหม่หลายๆ คน เลยอยากรู้ว่าตัวเองจะทำเพลงแบบนี้ได้หรือเปล่า Genre เพลง 2010 กับ 2020 มันจะไม่เหมือนกัน

Ten To Twelve เป็นวงยุค 2010 มันจะมีรากแบบหนึ่ง เอากีตาร์มาเล่นคอร์ดประมาณนี้ ขึ้นเพลงแบบนี้ ส่วนยุค 2020 มันจะขึ้นเพลงอีกแบบหนึ่งเลย เราอยากรู้ว่าเราจะทำเพลงแบบที่เด็กวัยรุ่นยุคนี้ทำได้ไหม

แล้วผลเป็นยังไงบ้าง

สนุกดีนะ ปีที่แล้วประกาศกับตัวเองเลยว่า ‘เดือนนี้จะไม่รับงาน จะทำเพลง!’ ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์พบว่า เชี่ย กูเครียดกว่าตอนทำงานอีก เพราะเราไม่เข้าใจเลย มันเป็นวิธีคิดอีกแบบหนึ่งเลย เพลงสมัยก่อนจะขึ้นแบบ… Oasis ตึงๆๆๆ เสียงกีตาร์ขึ้นก่อน Today is gonna be the day แต่อันนี้คือการหาลูปที่เราชอบก่อน แล้วค่อยเอาลูปนั้นมาทำต่อ อันนี้เป็นวิธีส่วนตัวของเรานะ ซึ่งมันก็มีหลายแบบหลายวิธี

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ก่อนหน้านี้ที่บอกทำงานหนักๆ คือกี่งานต่อปี

ก็เดือนละประมาณสองสามตัว ถ้าเป็นปีก็ยี่สิบถึงสามสิบชิ้น ปีนี้น้อยลงจนคนรอบๆ ตัวเขาคิดว่าผมไม่รับงาน ผมพยายามบอกทุกๆ คนว่าผมรับงานครับ ยิ่งช่วงปล่อยเพลง Melbourne ใหม่ๆ มีแต่คนบอกว่า ไม่กล้าส่งงานให้มอร์เลย ส่งมาเถอะ ยังรับงานอยู่ (หัวเราะ)

พอได้หยุดพักจากงานโฆษณาบ้างและมาทำเพลงคนเดียว รู้จักตัวเองมากขึ้นไหม

พอมาทำอะไรคนเดียวมันได้รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นในทุกๆ ด้านแหละ เราต้องเป็นทั้งครีเอทีฟและเมเนเจอร์ในคนเดียวกัน เพลงแบบนี้เราชอบไหมและทำยังไงให้มันเสร็จตรงเวลา ช่วงแรกตอนทำเพลงคนเดียวก็เหวอหน่อยๆ อยากเติมกีตาร์ ไม่มีใครเติมให้ อันนี้ดีไหมวะ ก็ไม่รู้ แต่สักพักก็โอเค ได้คุยกับตัวเอง ทะเลาะกับตัวเองจนเข้าที่

แต่แปลกมากเลย เรารู้สึกว่าเราเบาขึ้นในการทำเพลง ก่อนหน้านี้ตอนทำ Ten To Twelve มันจะมีแรงกดดันบางอย่างว่ามันควรจะสำเร็จได้แล้ว เราควรจะให้ดนตรีเลี้ยงชีพได้แล้ว เราโชคดีที่ทำงานโฆษณาด้วย ขณะที่สมาชิกวงบางคนเขาเล่นดนตรีอย่างเดียว เราเลยอยากทำให้มันสำเร็จ ซึ่งไม่เคยทำได้เลย มันยาก พอมาทำคนเดียวเลยไม่มีความคาดหวังตรงนั้น เพลงมันไม่มาก็ไม่เป็นไร เราก็ทำของเราไป มันเลยเบาขึ้น

ความเบาที่ว่ามันคืออะไร

การทำ Commercial Art ไม่ว่าจะด้านเพลงหรือด้านภาพ ต้องมีความเบาแบบนั้นถึงจะดี งานโฆษณาก็ด้วย หรือการทำธุรกิจก็เหมือนกัน ออฟฟิศที่นี่ก็เลยมีแค่นี้ เพราะคุยกับพาร์ตเนอร์แล้วว่าไม่อยากแบกอะไร ไม่อยากมีภาระอะไร พอมันเบาแบบนี้ถ้าตอนนี้เราอยากทำเพลงก็ทำ คิดอะไรไม่ออกขอไปเที่ยวเดือนหนึ่งก็ง่าย

เราไม่อยากเป็นผู้กำกับที่ต้องรับงานเดือนละสามสี่ตัวเพื่อไปใช้จ่ายในออฟฟิศหรือผ่อนรถสปอร์ต เราแค่ไม่อยากให้ภาระในการใช้เงินมีอิทธิพลต่องานของตัวเอง ไม่อยากรับงานเยอะเพราะมีบิลที่ต้องจ่าย เราอยากเลือกจังหวะชีวิตของตัวเองได้ ซึ่งคนอย่างนี้มันจะไม่ค่อยรวย (หัวเราะ) เราก็มีรู้จักคนที่รับงานเยอะๆ แต่เขาก็ทำงานหนัก สุดท้ายมันคือเรื่องของ Priority ที่แต่ละคนไม่เหมือนกัน 

ออฟฟิศของคุณก็เลยใหญ่โต…

ใหญ่มากครับ ระวังหลงนะ (ยิ้ม)

นอกจากเรื่องเพลงและงานกำกับโฆษณา คุณสนใจอะไรใหม่ๆ เป็นพิเศษหรือเปล่า

มันไม่มีอะไรใหม่ๆ แต่ตอนนี้เริ่มสนใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น พออายุสามสิบกว่าร่างกายเริ่มเสื่อม เราปวดหลังล่างต้องไปหาหมอกายภาพ เดี๋ยวเสร็จจากนี่ก็มีนัดหมอกายภาพต่อ แค่รู้สึกว่าอยากเป็นคนแก่ที่แข็งแรงก็เลยดูแลตัวเอง อยากเป็นคนแก่ที่วิ่งสิบกิโลฯ ได้ ไม่ต้องวิ่งเร็วก็ได้นะ แต่เขาดูแข็งแรง ดูมีชีวิตชีวา เราไม่อยากเป็นคนแก่แบบเศร้าๆ

แล้วจังหวะชีวิตของตัวเองที่เลือกตอนนี้อยู่ตรงไหน

อยู่ตรงแถวๆ สมุทรปราการ ปากน้ำ ล้อเล่นนะ… ช่วงชีวิตตอนนี้ก็สนุกดี พอได้ทำเพลงก็เติมเต็มขึ้น ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน (คิดนาน) 

นั่นสิ ไม่รู้ทำไม

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ถึงหน้าบ้านแล้วนะ” ผมส่งไลน์หาฟ้า

ไม่ถึงหนึ่งนาที หญิงสาวในเสื้อสีฟ้า กางเกงสีเขียวสดใส ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก็เดินมาเปิดประตูต้อนรับ

เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผมไม่มีโอกาสได้เจอฟ้าตัวเป็นๆ แต่ในช่วง 2 – 3 เดือนมานี้ ผมจะได้เห็นเธอเป็นประจำทุกเย็นวันอาทิตย์ เวลา 18.00 น. ทางหน้าจอโทรทัศน์

ผมรู้จัก ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว

ฟ้า พัชรมณฑ์ ผู้ฝึกฝนทำอาหารผ่านสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอแข่ง MasterChef Thailand

เธอเป็นคนสะสวย มั่นใจ มีความสามารถรอบด้าน

เรียนก็ดี กิจกรรมก็เด่น แต่สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้เน้นที่สุด และเพื่อนๆ ทุกคนรับรู้เป็นอย่างดีนั่นคือการทำอาหาร ทักษะที่เธอฝึกฝนจนชำนาญถึงขั้นได้เข้าแข่งขันรายการ MasterChef Thailand Season 4

ผู้เข้าแข่งขันรายการนี้หลายคนมีโรงเรียนสอนทำอาหารชั้นนำอย่างเลอ กอร์ดอง เบลอ หรือวิทยาลัยในต่างประเทศเป็นสถานที่สั่งสมความรู้ แต่สำหรับฟ้า เธอมีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและห้องครัวที่บ้านเป็นเวทีแห่งการพัฒนาตนเอง

สมัยเรียน ม.ปลาย ฟ้าหัดทำอาหารเองที่บ้าน (Home Cooking) แล้วมาฝากขายที่สหกรณ์โรงเรียน จนกลายเป็นร้านโปรดของเด็กเตรียมฯ หลายคนในเวลานั้น

ภายในห้องที่ผนังทุกด้านทำด้วยกระจก แดดยามบ่ายตกกระทบอย่างพอเหมาะ เมฆก้อนน้อยลอยอยู่ด้านบน ฟ้ากำลังจะพาผมและทุกคนไปรู้จักกับ ‘สี่ห้องครัว’ ที่หล่อหลอมตัวตนของเธอ

ไม่อยากให้ใครพลาดแม้แต่ห้องครัวเดียว

“เตือนแล้วนะ” (เสียงเชฟป้อม)

ฟ้า พัชรมณฑ์ ผู้ฝึกฝนทำอาหารผ่านสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอแข่ง MasterChef Thailand

MasterChef Kitchen

ถามจริงๆ ในรายการ MasterChef Thailand Season 4 คุณเชียร์ใคร

เชียร์ทุกคนเลย อันนี้พูดจริงๆ นะ เราได้รู้จักทุกคน ได้อยู่ด้วยกันนานพอที่จะรู้ว่าแต่ละคนชอบอะไร ฝันอะไร และเราเคารพทุกความฝันนั้น การแข่งครั้งนี้คือทุกคนได้ทำเต็มที่ที่สุดในแบบของตัวเอง

ใครทำให้คุณทึ่งมากที่สุด

จิมมี่ (ปณิธี ตั้งศตนันท์) เขาเป็นคนชิลล์ๆ เล่นตลอดเวลา แต่ทำอาหารออกมาดีเสมอ มีครั้งหนึ่งเป็นโจทย์ทำขนม ซึ่งจิมมี่ไม่ถนัด รอบนั้นฟ้าเองก็เครียดมาก เครียดจนหูดับ ไม่ได้ยินใครเลย แต่จิมมี่ดูไม่ลนหรือเครียดเลยสักนิด เขายังตบมุกกับตากล้องได้ตลอด ฟ้าทึ่งมาก เพราะสุดท้ายเมนูของจิมมี่ดีถึงขั้นได้เป็นสามจานที่ดีที่สุดด้วย

คิดว่าตัวเองตกรอบเร็วไปไหม

เหมือนจะเร็ว เพราะเรารู้ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง ในรายการเราได้แสดงความสามารถไม่ถึงหนึ่งในห้าสิบด้วยซ้ำ เวลาน้อยและความกดดันเยอะมาก รายการนี้คือกดดันที่สุดในชีวิตแล้วจริงๆ มาได้ไกลขนาดนี้ก็เหมาะสมแล้ว ให้คนที่เขาเก่งกว่าเรามากๆ ได้สู้กันต่อเถอะ พวกเขาเก่งมากจริงๆ 

สิ่งไหนในรายการนี้ที่คุณจะไม่ลืมแน่ๆ

มิตรภาพกับคนที่ชอบเหมือนกัน ฟ้าไม่เคยมีเพื่อนที่ชอบทำอาหาร เวลามีปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนแล้วต้องทำอาหารกัน ทุกคนจะหั่นมั่ว บอกให้ทำแบบนี้ เขาก็จะ อะไรนะ งง คุยกันไม่เข้าใจ ฟ้าเพิ่งเคยเจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน คนที่คุยเรื่อง Cuisine แล้วเข้าใจกัน มันดีมาก (ยิ้ม) ก็คิดว่า มิตรภาพของรายการนี้จะอยู่ไปตลอด ถึงรายการจบ มิตรภาพจะยังอยู่

ฟ้า พัชรมณฑ์ ผู้ฝึกฝนทำอาหารผ่านสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอแข่ง MasterChef Thailand

ได้ข่าวว่าเพื่อนๆ มาสเตอร์เชฟเคยมาปาร์ตี้ที่นี่ด้วย

ใช่ โอ๊ย สนุกมาก วันนั้นมีฟ้า ภูรินท์ (ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช), พี่บิลลี่ (ชัชวาร บุญทอง), ธันวา (จิตนเร บุญแสงวั​ฒน์), พี่เพลง, พี่วิว (ปฐมาภรณ์ อนุวนาวงศ์) และ เตอร์ (ณัฐวัฒน์ เกษมวิลาศ) เราตั้งใจมาฝึกทำวัตถุดิบแล้วปาร์ตี้ต่อตอนค่ำ โจทย์วันนั้นคือกบ แต่ละคนต้องแข่งกันทำจานกบของตัวเองโดยใช้เฉพาะวัตถุดิบที่หาได้ในบ้าน ธันวาไปเอาน้ำบ๊วยของพ่อฟ้ามาเป็นส่วนประกอบ เตอร์เอาปลาข้าวโพดมาทำเป็นอาหารญี่ปุ่น วุ่นวายกันมาก จำได้ว่า ธันวาทำแก้วไวน์วันแต่งงานของพ่อแม่ฟ้าแตกด้วย คนนี้เขาวีรกรรมเยอะจริงๆ (หัวเราะ) 

พอทำเสร็จเราก็ปาร์ตี้กันต่อ มีภูรินท์รับบทเป็นหนุ่มเสิร์ฟไวน์ พี่วิวทำคารามารีมากินเป็นกับแกล้ม ทุกคนทำอาหารที่ตัวเองถนัดมากินด้วยกัน อิ่มอร่อยมากๆ เป็นปาร์ตี้ที่สนุกที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต 

อะไรทำให้คุณตัดสินใจสมัครแข่งขัน MasterChef Thailand Season 4

ฟ้าอยากไปมาตลอด ฟ้าติดตามตั้งแต่เป็นรายการของต่างประเทศ พอรายการเข้ามาในไทย ฟ้าก็บอกกับตัวเองว่า ‘สักครั้งในชีวิต ฉันต้องไปให้ได้’

ทำไมจึงคิดว่าตัวเองพร้อมแล้ว

ไม่เคยพร้อม ถ้ารอให้พร้อม มันไม่มีทางพร้อม ในเมื่อเราอยากจะไปอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ตอนนี้แล้วจะเมื่อไหร่ โอกาสไม่ได้เข้ามาง่ายๆ เราต้องวิ่งไปหาโอกาส ฟ้าเป็นพวกที่ชอบรีเสิร์ชตลอดเวลา อะไรที่ฟ้าอยากทำ ก็จะทำจนได้ รู้สึกว่าถ้าไม่ทำ เราคงพลาดอะไรในชีวิตไปเยอะมากๆ

หลังกล้องได้คุยกับคณะกรรมการบ้างไหม

จริงๆ แล้ว นอกเวลาถ่าย เราจะไม่ได้เจอกรรมการเลย แต่มีครั้งหนึ่งที่ฟ้าประทับใจ หม่อมป้อม (หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล) เป็นรอบที่แข่งที่โรงแรมบันยันทรี ตอนนั้นแทบทุกคนในทีมต้องออกไปเตรียมอาหารด้านนอก เหลือฟ้ากับ พี่เซฟ (ฐณะวัฒน์ ชูประเสริฐโชค) เตรียมของหวานอยู่ในครัว แล้วฟ้าต้องเลื่อนลิ้นชักรถเข็นซึ่งสูงและหนักมากลงทางต่างระดับ ในนั้นมีขนมเหลวๆ เต็มไปหมด ถ้าฟ้าทำหก ทั้งทีมคือจบเลย จู่ๆ หม่อมป้อมที่อยู่แถวนั้นพอดีก็ตะโกนออกมาว่า ‘เอ้า ทุกคนมาช่วยฟ้าหน่อยสิ ฟ้ามันตัวอย่างกับลูกหมา จะยกไหวได้ยังไง’ (ยิ้ม) 

เป็นโมเมนต์ที่ดีมากเลยนะ จากที่เครียดมากๆ ฟ้าก็ยิ้มออกมา หลังหม่อมป้อมตะโกน ทุกคนก็รีบมาช่วยฟ้าและหม่อมป้อมเองก็ช่วยด้วย หม่อมป้อมน่ารักนะ ถึงแม้ว่าจะเรียกฟ้าว่าลูกหมาก็ตาม เขาคงเอ็นดูเรานั่นแหละ แต่ฟ้าว่าฟ้าก็ออกจะแข็งแรงนะ (หัวเราะ)

ในรายการ คุณมักจะออกแบบอาหารให้มีหน้าตาเหมือนงานศิลปะ นั่นคือสไตล์การทำอาหารของคุณหรือ

ฟ้าเป็นคนชอบสีสัน เรามีแฮชแท็กในอินสตาแกรมชื่อว่า #Fahsrainbowfood ทุกอย่างที่ทำ ฟ้าอยากให้มีสีเยอะๆ แต่ฟ้าไม่ชอบประโคมดอกไม้ลงไปในจาน ฟ้าอยากให้องค์ประกอบทุกอย่างกินได้ และต้องเป็นรสชาติที่เข้ากันด้วย มากไปกว่านั้น อาหารและหน้าตาของมันควรจะบ่งบอกถึงประวัติความเป็นมา 

เช่น จานพาสต้าที่ฟ้าทำในรายการมีต้นกำเนิดจากประเทศอิตาลี เราก็เลยถ่ายทอดความเป็นธงชาติอิตาลีออกมา ส่วนจานที่เป็นซี่โครงแกะ ฟ้าคิดถึงภาพตอนที่แกะยังมีชีวิต เราอยากให้เขากลับไปอยู่ในธรรมชาติ เป็นน้องแกะที่มองดูพระอาทิตย์ตกดิน ชอบจานนั้นที่สุดแล้ว

ฟ้า พัชรมณฑ์ ผู้ฝึกฝนทำอาหารผ่านสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอแข่ง MasterChef Thailand

Home Kitchen

อาหารจานแรกที่คุณหัดทำคืออะไร

เอ่อ…(คิดนาน) ที่บ้านนี้ไม่มีใครทำอาหาร แม่ฟ้าทั้งชีวิตทำอยู่แค่สองเมนู เมนูแรกที่ฟ้าลองทำก็เป็นหนึ่งในสองเมนูนั้นคือ เฟตตูชินี่แซลมอนครีมซอส สิ่งที่แม่ให้ฟ้าทำคือ โรยเกลือบนแซลมอนแล้วถูไปถูมา ตอนนั้นประมาณหกขวบ

แต่ฟ้าชอบทำอาหารตั้งแต่ก่อนหน้านั้นอีก ตอนประมาณห้าขวบ วันนั้นเป็นวันแม่หรือวันเกิดคุณแม่นี่แหละ อยู่ดีๆ ฟ้าก็ไปบอกคุณป้าแม่บ้านว่า น้องฟ้าอยากได้วิธีทำหมูก้อนทอด แล้วฟ้าก็จด หนึ่ง หมูบด สอง สาม สี่ ไปเรื่อยๆ จดเสร็จฟ้าก็ไปหาแม่แล้วบอกว่า ‘คุณแม่ หนูเอาของขวัญมาให้ เป็นสูตรหมูก้อนทอด’

ทำไมถึงอยากให้ของขวัญวันเกิดแม่เป็นสูตรหมูก้อนทอด

ฟ้าคิดแค่ว่า มันเป็นสิ่งที่เราชอบ ฟ้ายังมีกระดาษแผ่นนั้นอยู่เลยนะ

ภาพ : พัชรมณฑ์ เจริญชัย

ครูสอนทำอาหารของคุณคือ

ตัวเอง มันเริ่มจากความอยากรู้อยากเห็นของเรา ตอนเด็กๆ ในห้องคุณย่ามีชั้นหนังสือเป็นกำแพงเลย มีมุมหนึ่งเป็นหนังสือสูตรอาหารที่คุณย่าตัดแปะเอง ตัดจากนิตยสารบ้าง หนังสือพิมพ์บ้าง ฟ้านั่งอ่านหนังสือพวกนั้นซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่สี่ขวบ เราอยากเรียนรู้ เลยอ่านหนังสือ อยากรู้สูตรหมูก้อนทอดก็ถาม ตอนนี้ถ้าอยากรู้อะไรเราก็เสิร์ช

แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4
แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

การหัดทำอาหารเองที่บ้านแทนที่จะเรียนในโรงเรียน มีข้อดี-ข้อเสีย ยังไง

ฟ้าไม่เคยเรียนในโรงเรียนทำอาหาร เลยไม่รู้ว่าจะเปรียบเทียบยังไง คนที่เรียนอาจจะได้รู้เยอะกว่าเราก็ได้ แต่การฝึกที่บ้านเหมือนได้ลองผิดลองถูกเอง เวลาใครถามอะไรเรา เราจะตอบได้เพราะว่าเราทำมาหมดแล้ว อย่างตอนนี้ฟ้าเลี้ยงยีสต์มาหนึ่งปี เป็นหม่ามี้ที่ภูมิใจในน้องยีสต์มาก พอมีใครเริ่มเลี้ยงยีสต์หรือมาถามเราว่าที่เขาทำมันผิดปกติยังไง ทำไมเป็นอย่างนั้น ฟ้าตอบได้หมด เราเลี้ยงเขามาเองกับมือ เราไม่ได้ไปรับความรู้มาจากใคร เป็นความรู้มือหนึ่งของเราเอง

การหัดทำอาหารที่บ้านไม่มีข้อเสียเลยเหรอ

ก็มีบ้าง (ยิ้ม) อย่างเวลาฟ้าทำอาหาร แม่ก็จะบ่นว่า ‘ฟ้าทำครัวแม่เละอีกแล้วนะ’ คือคุณแม่ฟ้ามีความเป็น Perfectionist ทุกอย่างต้องกริ๊บ อย่างอ่างล้างจาน พอใช้เสร็จก็ต้องเอาผ้าเช็ดอ่างให้แห้งสนิท หรืออย่างคุณพ่อ มีครั้งหนึ่งเราทำอาหารเสร็จแล้วอยากให้เขาชิม พอเขาเข้ามาถึงปุ๊บ แทนที่จะชื่นชม เขากลับพูดว่า ‘ตอนทำอาหารได้ใส่ถุงมือหรือเปล่า ระวังมือเหม็นนะ’ ความแฮปปี้ของเรากลายเป็นความเซ็ง ในใจคิดว่า ช่วยยินดีปรีดากับอาหารที่หนูทำหน่อยไม่ได้เหรอ แต่เขาก็ไม่ได้ห้าม แค่บ่นหน่อย (หัวเราะ)

แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4
แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

High School Kitchen

เรื่องหนึ่งที่เพื่อนๆ ยังร่ำลือกันจนถึงวันนี้คือ สมัย ม.ปลาย คุณทำอาหารไปขายที่โรงเรียน จนตอนเที่ยงเพื่อนจะถามกันว่า ‘จะกินฟ้าหรือกินโรงอาหาร’ ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน

มันเกิดขึ้นตอน ม.5 ช่วงนั้นฟ้าเปิดพรีออเดอร์ให้เพื่อนสั่ง ทำเสร็จก็เอาไปส่งที่โรงเรียน วันหนึ่งมีอาจารย์เห็น แล้วก็พูดลอยๆ ว่า เนี่ย ลองเอาไปขายที่สหกรณ์สิ คือเขาก็คงพูดแบบไม่ได้คิดอะไร เพราะปกติสหกรณ์ไม่ได้ให้นักเรียนเอาอาหารมาขายได้ตามใจชอบ แต่พอได้ยินแบบนั้น ฟ้าคิดว่าน่าจะเวิร์ก เลยไปติดต่อสหกรณ์ ซึ่งป้าสหกรณ์น่ากลัวมาก แต่เราก็ดำเนินการจนวางขายได้ในที่สุด เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆ

คุณขายวันไหนบ้าง

ขายทุกวัน ยกเว้นวันศุกร์ อยากให้มีวันพักผ่อนบ้าง ตอนนั้นฟ้าทำอาหารถึงเกือบตีหนึ่งแทบทุกวัน วันเสาร์เตรียมของ วันอาทิตย์ทำเพื่อขายวันจันทร์ วันจันทร์ทำเพื่อขายวันอังคาร ก็จะได้ว่างเย็นวันพฤหัส พอคิดย้อนไปก็สุดอยู่เหมือนกันนะ อาจฟังดูเหนื่อย แต่ฟ้าไม่เคยเหนื่อยเลย เชื่อปะ มีความสุขมากทุกวัน

นอกจากจะนอนตีหนึ่งแล้ว ฟ้าต้องตื่นเช้าเพื่อเอาของไปวางที่สหกรณ์ด้วย เพราะลูกค้าหลายคนจะมาซื้อกันก่อนเข้าแถว แล้วตอนนั้นไม่รู้ทำไมไม่รู้จักนวัตกรรมที่เรียกว่ารถเข็น ฟ้าเลยต้องหิ้วตะกร้าสองข้าง แล้วก็แบกของที่ทำวันละประมาณร้อยกล่องไปตั้งที่สหกรณ์ (ทำท่าให้ดู)

แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

วันละร้อยกล่องเลยเหรอ

ใช่ ฟ้าทำวันละสองเมนู เมนูละประมาณห้าสิบกล่อง เมนูแต่ละวันจะไม่เหมือนกัน ยกเว้นบางเมนูที่คนชอบมากๆ ก็จะกลับมาทำบ่อยหน่อย เช่น แร็พไข่ แร็พไก่ และพวกคุกกี้ แต่นอกจากเมนูพวกนี้ ฟ้าจะเปลี่ยนเมนูทุกวัน กลายเป็นกิมมิกให้คนรีบมาซื้อ เพราะถ้าไม่ซื้อก็อาจจะไม่มีโอกาสได้ลองชิมเมนูในวันนั้นๆ

ลูกค้าต้องลุ้นทุกวันเลยสิว่าจะเจอเมนูอะไร

ฟ้ามีเฟซบุ๊กเพจชื่อ Sweet Tooth by PcH ทุกวันอาทิตย์จะโพสต์ว่า สัปดาห์นี้ วันไหนมีเมนูอะไรบ้าง

ที่บ้านกังวลไหมว่าคุณจะทำอาหารจนเสียการเรียน

เขาเชื่อเรา เชื่อมาตั้งแต่เด็ก เขาให้เราทำอะไรก็ได้ ให้เราจัดการเอง ซึ่งก็ดี เพราะสุดท้ายเราก็จัดการชีวิตตัวเองได้ตลอด มันพิสูจน์ได้จากการที่พอเราทำอาหารไปขายที่สหกรณ์ ผลการเรียนของเราดีขึ้นด้วยซ้ำ ไม่รู้ทุกคนเป็นไหม แต่เหมือนถ้าในหนึ่งวันเรามีอะไรให้ทำเยอะมากๆ เราจะจัดการเวลาได้ดีกว่าตอนไม่มีอะไรทำเลย ฟ้ารู้สึกว่า ยิ่งงานเยอะ ยิ่งจัดการเวลาได้ดี

เสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นยังไง คุ้มกับที่เหนื่อยไหม

ลูกค้าชอบมาก ถ้าเขาไม่ได้แกล้งอวยนะ (หัวเราะ) แต่ก็คงไม่หรอก เพราะเขาซื้ออยู่ตลอด ขายหมดทุกวัน เมนูไหนที่เขาชอบเป็นพิเศษ เขาก็จะรีเควสแล้ว รีเควสอีก

แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

Soul Kitchen

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย คุณก็ยังมีไปออกบูทขายอาหารบ้าง รอบนี้ทำเพราะอยากซ้อมมือเหมือนเดิมหรือเพราะอะไร

ฟ้าชอบแบรนด์ Sweet Tooth by PcH พอเข้ามหาวิทยาลัยก็รีแบรนด์เล็กๆ แล้วเปิดบูทครั้งแรกที่ตลาดนัดของละครนิเทศ จุฬาฯ ตอนนั้นขายมีตบอลมันบด ใช้ชื่อร้านว่า Sweet Tooth by PcH X แบ๊ดส์บอยซอยตัน ซึ่งเป็นชื่อละครในปีนั้น ผลตอบรับก็ดีมากๆ แฮปปี้มาก คือฟ้าไม่อยากทิ้งแบรนด์นี้ ไม่ว่าตัวเองจะทำอะไรในอนาคต เราก็อยากให้เป็นร้านนี้ โลโก้นี้ แต่จะค่อยๆ รีแบรนด์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาโดยที่ยังเป็นตัวเรา แต่เป็นตัวเราที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

แล้วจะพัฒนาไปเป็นอะไรต่อ

เดาไม่ได้ บางคนชอบถามว่า จบแล้วอยากทำอะไร คือฟ้าไม่รู้ ไม่รู้ว่าอะไรจะเข้ามาบ้าง ก็คงต้องรอดูกันไป บางครั้งก็อยากเปิดร้านของตัวเองนะ แต่ก็คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี โควิด-19 ก็ยังระบาดหนัก

ถ้าได้เปิดจะเป็นร้านแนวไหน

ร้านที่ฟ้าอยากทำมากที่สุดคือร้านอาหารเดนมาร์ก ตอนปีสอง ฟ้าไปแลกเปลี่ยนที่เดนมาร์ก ไปกินอาหารในร้าน Fine Dining ที่นั่น แล้วได้แรงบันดาลใจกลับมาเยอะมาก มีเมนูหนึ่งที่ฟ้าผูกพันและรู้สึกว่ามีเสน่ห์มากๆ เป็นเมนูดั้งเดิมของเดนมาร์กชื่อ Smørrebrød (แซนด์วิชหน้าเปิด) ฟ้าอยากให้คนไทยได้ลิ้มลองเสน่ห์ของอาหารจานนี้ อยากให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ความสุขแบบที่เราได้รับในตอนนั้น

แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

วันนี้เราเรียกคุณว่าเชฟฟ้าได้หรือยัง

ไม่ได้ สำหรับฟ้า การจะเป็นเชฟได้ต้องสั่งสมประสบการณ์หรือมีดีกรีบางอย่าง ประสบการณ์ฟ้ายังมีไม่เยอะ ดีกรีก็ไม่มี ทุกวันนี้ฟ้ายังบอกตัวเองอยู่ว่า ‘ฟ้าเป็น Home Cook’ เพราะฉะนั้น ก็ยังเป็นแค่ฟ้าเฉยๆ ยังเรียกว่าเชฟไม่ได้

แล้วจะมีวันที่เราได้เรียกคุณว่าเชฟฟ้าไหม

เขินอะ เคยมีครั้งหนึ่งฟ้าไปตัดชุดเชฟ แล้วเขาถามว่า เชฟคะ เชฟใส่ไซส์อะไร เราเขินมาก (ยิ้ม) งงไปหมดเลย เอาจริงๆ ไม่ทราบเหมือนกัน ก็อาจจะมีวันที่เราทำได้ วันที่คนเรียกว่าเชฟแล้วเราไม่เขิน

คุณเคยบอกว่าตัวเองกลัวการเป็นเป็ด

ใช่ มันเหมือนกับเราทำได้ทุกอย่าง แต่ยังไม่สุดสักอย่าง เราเรียนเก่ง แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้อยากทำงานในสายที่เราเรียน เราชอบทำอาหาร แต่ก็ยังไม่เก่งถ้าเทียบกับคนอื่น ฟ้าถามตัวเองบ่อยๆ ว่า เป็นอย่างนี้มันได้ไหมนะ แต่สุดท้ายก็คิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีตรงที่เราดัดแปลงได้ตลอด เหมือนน้ำที่จะอยู่ในแก้วไหนหรือทำอะไรก็ได้ ถ้าตายจากสิ่งหนึ่งเราก็ไปทำอย่างอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องผูกติดกับสิ่งเดียวไปตลอด แต่ก็ยังชอบทำอาหารที่สุดอยู่ดีนะ

แกะสูตรชีวิต ฟ้า-พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4
แกะสูตรชีวิต ฟ้า พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

การทำอาหารให้อะไรกับคุณและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

อาหารให้ความเป็นตัวเอง ภาพที่คนรู้จักเราตอนนี้มีคำว่าอาหารเป็นหนึ่งในนั้น อาหารจึงเป็นสิ่งที่สร้างตัวตนของฟ้าขึ้นมา ส่วนเอาอะไรไปบ้าง ฟ้าคิดว่าไม่มี

ไม่มีเลยเหรอ

ก็อาจจะมีบางครั้งที่เพื่อนชวนไปเที่ยวหลังเลิกเรียน แต่ฟ้าไปไม่ได้เพราะต้องกลับไปทำอาหาร ตอนนั้นเราชอบทำอาหารมากกว่าจริงๆ ส่วนตอนนี้ฟ้ารู้สึกว่าตัวเองแบ่งเวลาได้ ดังนั้น อาหารไม่ได้เอาอะไรไปจากฟ้าเลย

ถ้าให้คุณเลือกอาหารที่ตรงกับชีวิตตัวเอง คุณว่าเป็นเมนูไหนดี

ยากจัง ฟ้าเคยเห็นหลายคนต้องตอบคำถามนี้ ไม่รู้เขาคิดออกได้ยังไง… (คิดอยู่ 10 วินาที)

โอเค (ตาลุกวาว) มันคือเมนูนี้เลย Smørrebrød Leverpostej (แซนด์วิชหน้าเปิดหน้าตับบด) เมนูนี้เป็นเมนูที่ฟ้าทำตอนออดิชันประกวด MasterChef Thailand Season 4 คนที่ออดิชันรอบเดียวกันคิดว่าเราทำขนม ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะดูภายนอก จานนี้ก็เหมือนขนมจริงๆ 

เหมือนกับชีวิตของฟ้าที่ข้างนอกอาจจะดูอ่อนหวาน ดูเหมือนนั่งสวยๆ แต่จริงๆ แล้วมีอะไรอยู่ข้างในเยอะมาก จานนี้ไม่ใช่ของหวาน มันคือของคาวที่มีหลากรสชาติอยู่ข้างใน มีบีตรูทดองเพิ่มความเปรี้ยว ผักชีลาวเพิ่มความสดชื่น เบคอนกรอบเพิ่มความกรอบ ทุกองค์ประกอบช่วยกันสร้างเป็นจานจานนี้ และคนคนนี้

แกะสูตรชีวิต ฟ้า พัชรมณฑ์ เจริญชัย สาววัย 21 ปีที่หัดทำอาหารจากการขายในสหกรณ์โรงเรียน จนเซียนพอเข้าแข่ง MasterChef Thailand Season 4

สำหรับคุณ อาหารคืออะไร

คนกินอาจมองว่าอาหารคือสิ่งที่ทำให้เราอิ่ม แต่สำหรับคนทำ ฟ้ามองว่าอาหารคือความรักและความใส่ใจ คือทุกอย่างที่เราใส่ลงไปในจานแล้วอยากให้คนที่กินรู้สึกถึงมัน อาหารคือศิลปะอันย่อมๆ เลยล่ะ

อาหารจานล่าสุดที่ทำให้คนที่คุณรักกินคืออะไร

เค้กชาเขียว จริงๆ ฟ้าทำไว้ให้ทุกคนด้วย เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จไปชิมกันนะ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load