“นี่ห้องรับแขก นี่ห้องทำงาน นั่นห้องครัว ส่วนที่เรากำลังนั่งอยู่คือ Pantry เดินตรงไปเลี้ยวซ้ายเป็นห้องซีร็อกซ์” มอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ พาเราเดินทัวร์ออฟฟิศ Tender Film. ขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร ที่รวมทุกฟังก์ชันไว้ด้วยกันในแต่ละมุมโดยไม่มีการแบ่งห้อง

มอร์เติบโตในครอบครัวคนจีนที่เวลาทานข้าวจะไม่มีน้ำอยู่บนโต๊ะ เขาไม่ทานข้าวไปดื่มน้ำไป และนิสัยนี้ติดตัวมาถึงวันนี้

เขาชอบทำความรู้จักคนผ่านการพูดคุย เพราะมองว่าคนมีหลายมิติ 

เขาคือนักร้องนำของ Ten To Twelve วงดนตรีป๊อปร็อกของกลุ่มเพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมปลายจากโรงเรียนชายล้วน

8 ปีที่แล้ว มอร์เข้าสู่วงการโฆษณาในฐานะผู้กำกับโฆษณาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีผลงานที่โดดเด่นมีมากมายอย่างดาดฟ้า ที่ได้รับหลายรางวัล รวมถึงได้เป็น Shortlist ของเทศกาล Cannes Lions 2019 ด้วย

มอร์เป็นผู้กำกับที่มักเป็นโฆษกให้โฆษณาของตัวเอง และพกไมโครโฟนเล็กๆ สำหรับอัดเสียงติดตัวอยู่เสมอ

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาปล่อย Melbourne เพลงแรกจากโปรเจกต์เดี่ยว ​Morvasu ที่ Feat. กับ TangBadVoice เล่าความทรงจำในการขับรถเลียบ Great Ocean Road เมื่อ 2 ปีก่อน ผ่านเสียงดนตรีแนว Bedroom Pop ที่ไม่เคยทำมาก่อน

และเขาจะปล่อยเพลงที่ 2 ที่มีชื่อว่า เทาๆ ในอีก 1 เดือนข้างหน้า 

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ออฟฟิศขนาด Compact ของมอร์บ่งบอกวิธีคิดในการใช้ชีวิตของเขาช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี เขาพยายามทำทุกอย่างให้เบาที่สุด แบกภาระให้น้อยที่สุด เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ในขณะเดียวกันก็จะได้มีเวลาเหลือไปทำสิ่งอื่นๆ อย่างการทำเพลงในปีที่ผ่านมา

บทสนทนาเริ่มจากการที่มอร์สัมภาษณ์เรา ก่อนเราจะเริ่มถามคำถามแรกถึงความคิดของเขา ณ ช่วงชีวิตนี้ที่เขาบอกว่า รู้สึกเติมเต็มมากที่สุด

คุณอยากคุยเรื่องอะไรวันนี้

อยากคุยเรื่องกาแฟอาราบิก้าคั่วอ่อน แล้วมันให้ความรู้สึก… ล้อเล่นนะครับ แต่เอาอย่างนี้เลยหรอ เลือกได้เลยว่าอยากคุยเรื่องอะไร 

เลือกได้สิ มีเรื่องอะไรที่อยากคุยแต่ยังไม่เคยคุยกับใครไหม

ตอนแรกคิดจะปรึกษาเหมือนกันว่าช่วงนี้มีสัมภาษณ์บ่อยมาก กะว่าจะรออีกสักเดือนแล้วค่อยคุยกันดีไหม เดี๋ยวคำตอบจะคล้ายๆ กัน พอถามว่าอยากคุยเรื่องอะไรก็ดีเหมือนกันนะ งั้นคุยเรื่องกาแฟอาราบิก้าคั่วอ่อน หรือแทร์ฮัวร์ของไวน์แดงใน ค.ศ. 1970 ล้อเล่นนะล้อเล่น อาราบิก้ามันอาจจะไม่ใช่คั่วอ่อนด้วยมั้ง ผมมั่ว (หัวเราะ) 

คุณดื่มกาแฟมานานแค่ไหนแล้ว

ดื่มมาหลายปีแล้ว ช่วงหนึ่งดริปกาแฟกินบ่อยจนเป็นโรคกระเพาะ ตื่นมาแล้วกินเลย ตามความเข้าใจของเราคือ พวกกาแฟที่คั่วอ่อนมากๆ กรดจะเยอะ พอกรดเยอะ ตื่นมาแล้วกินเลยมันก็ทำลายกระเพาะ ช่วงนั้นก็เลิกกินกาแฟไป แล้วก็เพิ่งกลับมากิน 

มีรสชาติที่ชอบเป็นพิเศษไหม Fruity หรือแนว Chocolate

กินได้หมดนะ อเมริกาโน่ร้อน ลาเต้ซอยมิลค์เย็น นี่จะเอาอันนี้ไปลงจริงๆ ใช่ไหม (หัวเราะ) เราเข้าเรื่องงานเลยก็ได้ คุยเรื่องเพลงสักนิดหน่อย เรื่องความเป็นศิลปินนิดหนึ่ง บางทีเวลาผมให้สัมภาษณ์ ด้วยชั่วโมงการทำงานเป็นผู้กำกับมากกว่าเป็นศิลปิน ผมเลยจะพูดเรื่องการเป็นผู้กำกับได้ง่ายกว่า สุดท้ายจะโดนลากไปเรื่องนั้น พอเปิดสวิตช์เป็นผู้กำกับจะไหลมาก

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve
ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

แปลว่าคุณรู้สึกคุ้นเคยกับการเป็นผู้กำกับมากกว่าศิลปินเหรอ

ถ้าถามเรื่องความคุ้นเคยอาจจะตอบว่าใช่ครับ แต่ช่วงชีวิตที่รู้สึกว่า ‘เฮ้ย ช่วงชีวิตนี้ดีจังเลย’ มันจะเป็นช่วงที่ทำสองอย่างพร้อมกัน ยกตัวอย่างช่วงนี้ที่ชีวิตมันเติมเต็มจังเลย เพราะเราได้ทำเพลงไปด้วย กราฟความสุขในชีวิตมันโอเค ไม่รู้ว่ามันตอบโจทย์คนละด้านของชีวิตหรือเปล่าด้วยนะ แค่รู้ว่ามันเติมเต็มตัวเองแค่นั้น

ก่อนที่เราจะเริ่มคุยกันจริงจัง คุณบอกว่าตัวเองเป็นคนชอบคุยกับคน

เราชอบชวนคนคุย สนุกดี แต่ไม่ได้ชอบนั่งสัมภาษณ์จริงจังนะ เป็นแนวคุยเล่น อย่างเวลาทำโฆษณา บางงานเราก็จะทำสคริปต์ที่เอเจนซี่ให้มาใหม่ เพราะอันนั้นเขาคิดแบบลอยๆ เขาคิดอิงโปรดักต์ แต่เราอยากคิดอิงจากคน ซึ่งจริงๆ มันใช้แค่ประโยคสองประโยคเอง แต่สำหรับเรามันจริงกว่า

เราเคยทำโฆษณาเมื่อช่วงต้นปี ซึ่งจริงๆ ไม่มีอะไรเลย แต่เราไปหา Subject แล้วสัมภาษณ์เป็นชั่วโมงๆ มีสามคน สุดท้ายใช้คนละสองประโยค (หัวเราะ) แต่สองประโยคนั้นมันควรเป็นแก่นของเขาที่เข้ากับโปรดักต์ด้วย แม่งยากนึกออกไหม

ทั้งๆ ที่จริงๆ คุณก็คิดให้เขาเลยก็ได้นี่

ใช่ๆ แต่แบบนี้สนุกกว่า แล้วเราสนใจคนด้วย ทำไมคนนี้เป็นอย่างนี้ ทำไมคนนี้เป็นอย่างนั้น ในโฆษณาที่บอกมีคนหนึ่งเป็นนักมวย ไปคุยกับเขารู้เลยว่าบางประโยคไม่ได้ใช้แน่ๆ แต่เชี่ย มันเจ๋งมากเลย เขาบอกว่า ‘ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นคนยังไง ให้ไปอยู่บนสังเวียนดู’ แล้วคุณจะรู้เลยว่าตัวเองเป็นคนยังไง คุณจะเห็นหมด ความกลัวของคุณ ความกล้าของคุณ ความโกรธ ได้เห็นรายละเอียดบางอย่างของชีวิต เราได้ยินแล้วแบบ เชี่ย เจ๋งว่ะ กูคงไม่ได้ไปอยู่บนนั้นหรอก แต่ก็ดีใจที่ได้รู้ (หัวเราะ)

วิธีการทำงานของคุณเลยไม่ได้เลือกทางที่ปลอดภัยหรือง่าย

เลือกวิธีที่สนุก (นิ่งคิด) เราแค่รู้สึกว่าบางทีทางที่เซฟมากๆ นานไปมันน่าเบื่อ แล้วมันไม่คุยกับคน เราทำโฆษณามาแปดปี ถ้ายังทำเหมือนเดิมอยู่คงโคตรเบื่อเลย ผมก็พยายามหาวิธีใหม่ๆ เอาล่ะ เราต้องขายของให้เขา แต่ในขณะเดียวกันเราอยากทำให้โฆษณามีหัวใจ ให้คนดูแล้วรู้สึกว่ามันดีจังเลย มันจะมีความเป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อ มันจะดีทั้งกับโปรดักต์ คนดู แล้วก็คนทำ ไม่ใช่ดูจบก็จบไป แข็งๆ การทำเพลงก็เช่นกันครับ อยากทำเพลงให้มีหัวใจด้วยครับ (หัวเราะ)

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ที่บอกว่าชอบคุยกับคนคือชอบขั้นไหน 

สมัยก่อนเป็นอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เลิกไปเพราะถูกเข้าใจผิด เคยขึ้นรถเมล์แล้วชวนคนข้างๆ คุยว่า ‘พี่ทำงานอะไรเหรอ’ ไปๆ มาๆ เขาก็ขอเบอร์เราไป เราก็ไม่ได้คิดอะไร ผ่านไปประมาณอาทิตย์หนึ่งโทรมา น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอีกแบบเลย สำเนียงมา ‘อ้าว เนี่ย ยังไง’ (เสียงเซ็กซี่) 

ช่วงนั้นเราชอบคุยกับคนแปลกหน้ามากๆ ยังจำได้อยู่เลยไปทักเขาว่า ‘พี่เป็นไงบ้าง’ ไม่ได้คิดอะไร เราแค่อยากรู้ว่าคนนี้ทำอาชีพอะไร แล้วยังจำคำตอบเขาได้ด้วยนะ ‘อ๋อทำเกี่ยวกับบัตรเครดิต ทำให้คนเป็นหนี้เยอะๆ’ เขาก็หัวเราะๆ หลังจากนั้นก็คุยน้อยลงมากๆ ประเทศไทยมันเข้าใจผิดกันง่าย แต่เราไม่ได้คิดอะไรเลย แค่อยากรู้ว่าเขาทำอาชีพอะไร เหมือนเดาเล่นๆ กับตัวเองไว้ในหัว แบบนี้แปลกไหม

ก็แปลกนะ แต่เขาก็อาจจะมองคุณแปลกเหมือนกัน

เออจริง เราก็แปลกแหละไปชวนเขาคุย (หัวเราะ)

ทำไมถึงชอบคุยกับคน

คนมันมีมิติเยอะดี อย่างเช่น น้องวิ พีอาร์ค่ายที่เรารู้จักเขาในแบบที่เขาเป็นตอนนี้ คนที่แสดงโชว์แบบเล่นน้อยไม่ได้ เคยเรียนโรงเรียนอะไร การที่วิเป็นวิทุกวันนี้ เขาโตมาแบบไหน มีอะไรหล่อหลอมเขามาบ้าง ผมแค่สนใจว่าอะไรประกอบกันให้เขาเป็นคนแบบนี้ พอมาทำงาน นิสัยนี้ก็ทำให้คุยกับคนได้ง่ายขึ้น เป็นการ Break the ice เหมือนที่เราคุยกันตอนแรก เริ่มด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้

เรื่องอะไรก็ไม่รู้นี่ชมเปล่านะ

ไม่ใช่ ไม่ได้ว่า (เสียงดัง) คุยเรื่องกาแฟก็ทำให้บทสนทนามันง่ายขึ้น แต่เราเป็นคนสนใจใน ‘คน’ พื้นฐานอยู่แล้ว พอเราได้เจอใคร เราก็อยากรู้เกี่ยวกับตัวเขามากขึ้น 

คุณทำอะไรมาหลายอย่างมาก เป็นผู้กำกับ มีวงดนตรี ทำเพลง เคยแสดงหนัง และเหมือนจะเคยเล่นละครด้วย

ละครไม่เคยครับ 

ซึ่งในอินเทอร์เน็ตบอกว่าเคย

ผมยังงงสัสๆ เลย (หัวเราะ) เคยกดเสิร์ชชื่อตัวเองเล่นๆ พบว่า เอ๊ะ กูไปทำสิ่งนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้แต่อายุยังไม่จริงเลย ในเน็ตบอกเกิด พ.ศ. 2526 แต่จริงๆ เราเกิด พ.ศ. 2530 และปีนี้เราอายุ 33 ก็ตลกดีเหมือนกัน

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

มอร์ วสุพล ที่ทำหลายอย่างมากในตอนนี้ ตอนเด็กเป็นเด็กแบบไหน

เป็นคนกลางๆ นะ จริงๆ ค่อนไปทางเรียนโอเค แต่ไม่ท็อปห้อง สำหรับผม ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กกลางห้อง เราไม่ใช่เด็กหน้าห้อง แต่ก็ไม่ใช่เด็กหลังห้อง จะว่าว่าเป็นเด็กเรียนก็ไม่ใช่ เด็กเกเรก็ไม่ใช่ คล้ายๆ กับ Wallflower ประมาณหนึ่ง

เราเรียนโรงเรียนชายล้วน เรียนอัสสัมชัญบางรัก มันจะมีวัฒนธรรมบางอย่างที่เราก็ตามๆ เขา ต้องใส่กางเกงสั้นๆ มหาลัยฯ ถ้าไม่เข้าจุฬาฯ ก็เข้า ABAC โตไปต้องทำธุรกิจนะ เรารู้สึกว่าโลกมันคงต้องประมาณนี้แหละ จนกระทั่งได้ไปแลกเปลี่ยน AFS ที่อเมริกาแล้วแบบ ไอ้เหี้ย (กระแทกเสียง) โลกแม่งกว้างมาก คนเราจะเป็นอะไรก็ได้นี่หว่า มันมีอะไรมากมายให้เราเลือกได้ ช่วงนั้นก็เริ่มดูเอ็มวีทั้งวันทั้งคืน ได้เล่นดนตรี เริ่มหัดแต่งเพลงเอง กลับมาก็เลยเอนท์ฯ เข้าคณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

นอกจากเรื่องอาชีพที่ได้จากการไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน มีอะไรที่เก็บกลับมาแล้วยังใช้ในชีวิตจนถึงวันนี้ไหม

มันเป็นชีวิตที่เราได้ใช้อย่างอิสระจริงๆ เป็นครั้งแรก ตอนนั้นอายุสิบหกเอง เหงาด้วยเพราะไม่เคยอยู่ไกลพ่อแม่หรือเพื่อนนานขนาดนั้น ในขณะเดียวกัน เราก็ได้รู้จักตัวเองขึ้นมากๆ ได้คุยกับตัวเอง นี่คือความเหงานะ นี่คือความเศร้า นี่คือความแปลกแยก พอรู้จักตัวเองมากขึ้นเลยทำให้รู้ว่าอยากทำอะไรมากขึ้น ต้องขอบคุณที่แม่ส่งให้ไปตอนนั้น

ถ้าไม่ได้ไปอเมริกา คิดว่าตัวเองจะกำลังทำอะไรอยู่

ไม่ทำธุรกิจค้าขายก็คงทำงานในตลาดหุ้นการเงิน จริงๆ ผมเกือบซิ่วเพราะปีแรกไม่ค่อยชอบสังคมที่คณะ ตอนแรกยังไม่ได้เจอกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันถึงตอนนี้ ก็เกือบซิ่วไปเรียนเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นอย่างนั้นชีวิตก็คงไม่เหมือนเดิมจริงๆ

ทำไมต้องเศรษฐศาสตร์

จริงๆ แล้วหัวด้านเลขผมโอเคนะ ยังอวดทุกคนอยู่เลยว่าผมได้เลขอันดับพันของประเทศ ผมเป็นเอนท์ฯ รุ่นสุดท้าย แล้วมันจะมีเลข 1 กับเลข 2 ซึ่งเลข 1 คือเลขยาก ผมได้คะแนนหกสิบ ซึ่งเป็นอันดับพันกว่าของประเทศ คือมีแค่พันกว่าคนที่ได้คะแนนมากกว่า ทุกวันนี้ก็ยังโม้อยู่ว่าเก่งเลข จริงไม่จริงไม่รู้ คงกามั่วถูกด้วย (หัวเราะ)

ผมได้เลขอันดับหนึ่งของคณะ แต่ภาษาไทยอันดับโหล่ของคณะ บ้าไปแล้ว สุดท้ายเราเขียนก็อปปี้โฆษณาของตัวเองเยอะมาก แต่ภาษาเรามันคือภาษาแบบที่คนใช้กัน ไม่ใช่ทฤษฎี บางทีคำมันไม่ได้ถูกไวยากรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันรู้สึก เราก็เอา

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

การที่คุณชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง และในแต่ละอย่างคุณก็พยายามเปลี่ยนวิธีการทำไปเรื่อยๆ จะบอกว่าตัวเองเป็นคนชอบความท้าทายได้ไหม

แฟนบอกว่าเราเป็นคนซน (นิ่งคิด) ผมเคยถามเขาว่า นิสัยเด่นๆ ของผมคืออะไร เขาบอกว่า ‘เธอเป็นคนซนและเซนซิทีฟ’ เชี่ย จริงด้วยว่ะ กูไม่เคยรู้เลยว่ากูเป็นคนเซนซิทีฟ

พอเขาพูดแบบนั้น เราเลยลองย้อนดูงานของตัวเอง จริงว่ะ มันจะเป็นการจับคู่สองสิ่งนี้ สลับไป สลับมา เซนซิทีฟคือรู้สึกอะไรเยอะ รู้สึกอะไรง่าย สมมติมีคนโกรธอยู่ข้างๆ ตรงนี้ ผมแม่งอยู่ไม่ได้เลยนะ ผมจะรู้สึกถึงความโกรธของเขา เรารู้สึกกับปฏิกิริยาคนได้เร็วและเยอะ อาจจะเป็นเพราะอาชีพด้วยแหละมั้ง

แล้วเวลาดูหนังหรือฟังเพลงร้องไห้ไหม

ไม่ถึงกับร้องนะ แล้วแต่เรื่อง เราจะแพ้พวก Build แต่ไม่ Build จังหวะที่มันควรจะโหมแต่แม่งอยู่เฉยๆ ผมคือตายไปเลย เช่น หนังของ ฮิโระคาซุ โคริเอะดะ (Hirokazu Kore-eda) อย่าง Nobody Knows งี้ ไม่ น้องสาวมึงตาย มึงอย่าทำตัวปกติสิ (ทำเสียงร้องไห้)

คุณเข้าสู่วงการโฆษณาด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของพี่ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย

บทสัมภาษณ์ที่พี่ก้อง (ทรงกลด บางยี่ขัน) สัมภาษณ์พี่ต่อ ผมเป็นคนพิมพ์แก้ไขให้แกเอง แก้กันถึงห้าทุ่ม

การได้ทำงานกับคนเก่งที่คนในวงการยอมรับ สำหรับคุณแล้วสำคัญยังไง

พี่ต่อสอนรากฐานในการคิดงานให้ผม ซึ่งยังทรงอิทธิพลถึงทุกวันนี้ มันคือรากฐานว่าไอเดียคืออะไร ไอเดียแข็งแรงไหม แล้วเราจะต่อยอดไอเดียนั้นยังไง ขอบคุณเฮียมากๆ ที่ให้สิ่งนี้กับผม ถึงแม้ว่างานเราจะไม่เหมือนงานพี่ต่อเลยก็ตาม แต่รากฐานของเราก็คือสิ่งที่เขาสอนมา

สมมติเวลาเราทำงานขึ้นมา เราควรจะต้องกลับไปเช็กเสมอว่ามันเข้ากับไอเดียไหม ไม่ว่ามุกที่คุณคิดว่าจะตลก หรือช็อตที่คิดมาจะเท่แค่ไหน ถ้าไม่วนกลับไปที่ไอเดียมันก็เท่านั้น หนังมันจะดีกว่าถ้าตัดออก เขาสอนเสมอว่าให้กลับไปที่คนดู คนดูจะรู้สึกอะไร 

คุณวัดความสำเร็จของงานยังไง

ความสำเร็จของหนังโฆษณาคืออะไรเหรอ (นิ่งคิด) ถ้าเป็นศัพท์ทางโฆษณาเลยจะเรียกว่า Effective (มีประสิทธิภาพ) ไม่เขาขายของดีขึ้น คนก็ต้องรู้สึกดีกับแบรนด์ รักแบรนด์มากขึ้น แม้ว่างานนั้นจะถูกแก้หลายดราฟต์มากๆ ก็ยังถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ว่าเราอาจจะปวดใจ (ยิ้ม) เราอาจจะไม่ได้ชอบมัน แต่ต้องอย่าลืมว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน หลังๆ โชคดีที่ลูกค้าจะมาหาเราเพราะอยากให้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เขาซื้อสไตล์เราอยู่แล้ว ไว้ใจ อยากให้มอร์ทำ มันเลยไม่ค่อยมีปัญหา

เขารู้อยู่แล้วว่าต้องมาเจอกับอะไร

มันคงไม่ดีไปกว่านี้หรอก! (หัวเราะ) 

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

การเป็นผู้กำกับที่ทำงานด้านอื่นๆ ทั้งการแสดง ทำเพลง ทำเสียง ทำให้คุณเข้าใจคนอื่นๆ ในงานที่ทำมากขึ้นไหม

เข้าใจมากขึ้นนะ แต่คำว่าเข้าใจมันแปลได้สองอย่าง หนึ่ง เข้าใจว่าอันนี้แม่งยากจริง บางทีเราไปบล็อกแทนนักแสดงด้วย เข้าไปอยู่ในเฟรมแทน บางทีลองเล่นก่อนเขาจะมาถึง อย่างวันก่อนเลย ไปออกกองก็ไปบล็อกแทนเขา ไอ้เหี้ย คิวแม่งเยอะว่ะ เราตัดคิวอันนี้ออกได้ไหมวะ กูยังคิดไม่ทันเลย นี่คือขาที่เข้าใจว่ามันยากจริง อีกขาหนึ่งคือ กูว่าแม่งง่าย อย่ามาบอกว่าลำบาก มันไม่ได้ยากขนาดนั้น มันแค่นี้เอง (หัวเราะ) 

เราว่าการมีทักษะการแสดงในการเป็นผู้กำกับมันดีมากๆ เพราะเราจะไกด์เขาได้ มันเหมือนเรามีอาวุธเยอะกว่า ไม่ต้องไปนั่งอธิบายอินเนอร์อย่างเดียว เราคุยกันในมุมมองของนักแสดงได้ 

เป้าหมายของคุณในวันนี้คืออะไร

ผมน่าจะมีความสามารถในการหาอะไรซนๆ ทำไปได้เรื่อยๆ มั้ง (หัวเราะ) ช่วงปีสองปีก่อนหน้านี้เราทำงานกำกับหนักสุดๆ คิดอย่างอื่นไม่ออกเลย ปีที่แล้วก็เลยเป็นเหมือน Gap Year รับงานน้อยๆ ทำเพลง พยายามศึกษาอะไรใหม่ๆ ปีนี้ก็เลยอยากทำเพลงที่ต่างไปจากเดิม เพราะเราชอบฟังเพลงยุคใหม่ เราชอบศิลปินยุคใหม่หลายๆ คน เลยอยากรู้ว่าตัวเองจะทำเพลงแบบนี้ได้หรือเปล่า Genre เพลง 2010 กับ 2020 มันจะไม่เหมือนกัน

Ten To Twelve เป็นวงยุค 2010 มันจะมีรากแบบหนึ่ง เอากีตาร์มาเล่นคอร์ดประมาณนี้ ขึ้นเพลงแบบนี้ ส่วนยุค 2020 มันจะขึ้นเพลงอีกแบบหนึ่งเลย เราอยากรู้ว่าเราจะทำเพลงแบบที่เด็กวัยรุ่นยุคนี้ทำได้ไหม

แล้วผลเป็นยังไงบ้าง

สนุกดีนะ ปีที่แล้วประกาศกับตัวเองเลยว่า ‘เดือนนี้จะไม่รับงาน จะทำเพลง!’ ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์พบว่า เชี่ย กูเครียดกว่าตอนทำงานอีก เพราะเราไม่เข้าใจเลย มันเป็นวิธีคิดอีกแบบหนึ่งเลย เพลงสมัยก่อนจะขึ้นแบบ… Oasis ตึงๆๆๆ เสียงกีตาร์ขึ้นก่อน Today is gonna be the day แต่อันนี้คือการหาลูปที่เราชอบก่อน แล้วค่อยเอาลูปนั้นมาทำต่อ อันนี้เป็นวิธีส่วนตัวของเรานะ ซึ่งมันก็มีหลายแบบหลายวิธี

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

ก่อนหน้านี้ที่บอกทำงานหนักๆ คือกี่งานต่อปี

ก็เดือนละประมาณสองสามตัว ถ้าเป็นปีก็ยี่สิบถึงสามสิบชิ้น ปีนี้น้อยลงจนคนรอบๆ ตัวเขาคิดว่าผมไม่รับงาน ผมพยายามบอกทุกๆ คนว่าผมรับงานครับ ยิ่งช่วงปล่อยเพลง Melbourne ใหม่ๆ มีแต่คนบอกว่า ไม่กล้าส่งงานให้มอร์เลย ส่งมาเถอะ ยังรับงานอยู่ (หัวเราะ)

พอได้หยุดพักจากงานโฆษณาบ้างและมาทำเพลงคนเดียว รู้จักตัวเองมากขึ้นไหม

พอมาทำอะไรคนเดียวมันได้รู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นในทุกๆ ด้านแหละ เราต้องเป็นทั้งครีเอทีฟและเมเนเจอร์ในคนเดียวกัน เพลงแบบนี้เราชอบไหมและทำยังไงให้มันเสร็จตรงเวลา ช่วงแรกตอนทำเพลงคนเดียวก็เหวอหน่อยๆ อยากเติมกีตาร์ ไม่มีใครเติมให้ อันนี้ดีไหมวะ ก็ไม่รู้ แต่สักพักก็โอเค ได้คุยกับตัวเอง ทะเลาะกับตัวเองจนเข้าที่

แต่แปลกมากเลย เรารู้สึกว่าเราเบาขึ้นในการทำเพลง ก่อนหน้านี้ตอนทำ Ten To Twelve มันจะมีแรงกดดันบางอย่างว่ามันควรจะสำเร็จได้แล้ว เราควรจะให้ดนตรีเลี้ยงชีพได้แล้ว เราโชคดีที่ทำงานโฆษณาด้วย ขณะที่สมาชิกวงบางคนเขาเล่นดนตรีอย่างเดียว เราเลยอยากทำให้มันสำเร็จ ซึ่งไม่เคยทำได้เลย มันยาก พอมาทำคนเดียวเลยไม่มีความคาดหวังตรงนั้น เพลงมันไม่มาก็ไม่เป็นไร เราก็ทำของเราไป มันเลยเบาขึ้น

ความเบาที่ว่ามันคืออะไร

การทำ Commercial Art ไม่ว่าจะด้านเพลงหรือด้านภาพ ต้องมีความเบาแบบนั้นถึงจะดี งานโฆษณาก็ด้วย หรือการทำธุรกิจก็เหมือนกัน ออฟฟิศที่นี่ก็เลยมีแค่นี้ เพราะคุยกับพาร์ตเนอร์แล้วว่าไม่อยากแบกอะไร ไม่อยากมีภาระอะไร พอมันเบาแบบนี้ถ้าตอนนี้เราอยากทำเพลงก็ทำ คิดอะไรไม่ออกขอไปเที่ยวเดือนหนึ่งก็ง่าย

เราไม่อยากเป็นผู้กำกับที่ต้องรับงานเดือนละสามสี่ตัวเพื่อไปใช้จ่ายในออฟฟิศหรือผ่อนรถสปอร์ต เราแค่ไม่อยากให้ภาระในการใช้เงินมีอิทธิพลต่องานของตัวเอง ไม่อยากรับงานเยอะเพราะมีบิลที่ต้องจ่าย เราอยากเลือกจังหวะชีวิตของตัวเองได้ ซึ่งคนอย่างนี้มันจะไม่ค่อยรวย (หัวเราะ) เราก็มีรู้จักคนที่รับงานเยอะๆ แต่เขาก็ทำงานหนัก สุดท้ายมันคือเรื่องของ Priority ที่แต่ละคนไม่เหมือนกัน 

ออฟฟิศของคุณก็เลยใหญ่โต…

ใหญ่มากครับ ระวังหลงนะ (ยิ้ม)

นอกจากเรื่องเพลงและงานกำกับโฆษณา คุณสนใจอะไรใหม่ๆ เป็นพิเศษหรือเปล่า

มันไม่มีอะไรใหม่ๆ แต่ตอนนี้เริ่มสนใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น พออายุสามสิบกว่าร่างกายเริ่มเสื่อม เราปวดหลังล่างต้องไปหาหมอกายภาพ เดี๋ยวเสร็จจากนี่ก็มีนัดหมอกายภาพต่อ แค่รู้สึกว่าอยากเป็นคนแก่ที่แข็งแรงก็เลยดูแลตัวเอง อยากเป็นคนแก่ที่วิ่งสิบกิโลฯ ได้ ไม่ต้องวิ่งเร็วก็ได้นะ แต่เขาดูแข็งแรง ดูมีชีวิตชีวา เราไม่อยากเป็นคนแก่แบบเศร้าๆ

แล้วจังหวะชีวิตของตัวเองที่เลือกตอนนี้อยู่ตรงไหน

อยู่ตรงแถวๆ สมุทรปราการ ปากน้ำ ล้อเล่นนะ… ช่วงชีวิตตอนนี้ก็สนุกดี พอได้ทำเพลงก็เติมเต็มขึ้น ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน (คิดนาน) 

นั่นสิ ไม่รู้ทำไม

ช่วงชีวิตที่เติมเต็มที่สุดของ มอร์ วสุพล เกรียงประภากิจ ในวันที่เป็นทั้งศิลปินและผู้กำกับโฆษณา, Morvasu, Ten To Twelve

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ยิปซี-คีรติ และ ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ คือคู่พี่น้องชื่อคล้ายที่หลายคนคิดว่าพวกเธอเป็นแฝด ทั้งที่จริงๆ ทั้งคู่อายุห่างกัน 2 ปี ยิปซีเป็นพี่ และยิปโซเป็นน้อง

10 กว่าปีก่อนเราได้รู้จัก ‘ตัวละคร’ ที่รับบทโดยยิปซีและยิปโซในหนังอย่าง อนุบาล เด็กโข่ง และ 32 ธันวา แล้วได้เห็นพวกเธอแสดงด้วยกันครั้งแรกใน ส.ค.ส. สวีทตี้ 

มาวันนี้ เราได้รู้จัก ‘ตัวตน’ ของพวกเธอผ่าน YouTube

พบยิปซีใน ไหนเล่าซิ๊ เจอยิปโซใน ยิปโซต้องสู้ 

และเห็นทั้งคู่พร้อมกันใน ยิปย่อย รายการที่พี่น้องชวนกันเม้ามอย ตั้งแต่เรื่องเฮฮาอย่างการแต่งหน้า ไปจนถึงเรื่องเล่าเคล้าน้ำตาอย่างการรักตัวเอง

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก

ในขวบปีที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 ยิปซีและยิปโซผ่านชีวิตในจอมาพอประมาณ ผ่านชีวิตนอกจอมาพอสมควร เรารู้จักพวกเธอผ่านหน้าจอมามาก คงดีไม่น้อยหากได้รู้จักเรื่องราวหลังจอบ้าง

ในเมื่อทั้งคู่คุยกันเองสนุกอยู่แล้ว จะให้ The Cloud สัมภาษณ์สองสาวก็กระไรอยู่ สู้ให้พวกเธอสัมภาษณ์กันเองคงได้อรรถรสมากกว่า 

เรารีบส่งเรื่องที่อยากรู้ แนบกล้องถ่ายรูปฟิล์มแบบใช้แล้วทิ้งสองตัวให้สองสาว ภาพทั้งหมดที่คุณรับชม จึงเป็นส่วนผสมที่พี่ถ่ายน้องและน้องถ่ายพี่ ส่วนภาพที่มีสองคน… อันนี้เราไม่แน่ใจ 

แม้ชีวิตของสองสาวยิปซี-ยิปโซ จะแตกต่าง แต่เรารับประกันว่าเรื่องราวต่อไปนี้จะทำให้คุณมีความสุขและสนุกจนอมยิ้มไม่ต่างกัน

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
01

คิดถึงตอนเข้าวงการและทรมานกับการแคสติ้ง

ยิปโซ : อันดับแรก ยิปซีคะ ชอบชีวิตตัวเองในวงการบันเทิงตอนไหนที่สุดคะ

ยิปซี : ชอบตอนเข้าใหม่ๆ อายุสิบแปด

ยิปโซ : ทำไมอะ

ยิปซี : มันรู้สึกว่า…

ยิปโซ : เด็ก (หัวเราะ)

ยิปซี : ไม่ใช่ๆ เด็กนี่ชอบอยู่แล้ว (ยิ้ม) เจ๊คิดถึงตัวเองตอนที่แค่ถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา ถ่ายเอ็มวี เพราะตอนเข้าสู่วงการละครจะมีความ Toxic บางอย่าง เราต้องพยายามปรับตัวเพื่ออยู่ในนั้นให้ได้ เจ๊เริ่มรู้สึกว่า โอเค เราเป็นนักแสดงที่เก่งขึ้น อยู่เป็นมากขึ้น แต่เราก็สูญเสียความใสบางอย่างไป แล้วเธอล่ะ ชอบชีวิตในวงการตอนไหน… เหรอเธอ (ยิ้ม)

ยิปโซ : เธอดูไม่จริงใจในการถามเราเลยอะ

ยิปซี : ชอบตอนไหนๆ (ยักไหล่ไปมา)

ยิปโซ : บี๊ไม่ชอบช่วงแรกเลย คือบี๊ไม่ใช่คนที่มีแววดารา เจ๊เข้าใจปะ เราไม่เคยเตรียมตัวมาก่อน รู้สึกเหมือนโดนโยนลงบ่อน้ำ แต่ไม่เคยมีใครสอนเราว่ายน้ำ บรรยากาศตอนแคสต์ทำให้บี๊บอกตัวเองว่า ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากกลับไปแคสต์แล้ว ไม่ใช่ไม่สนุกนะ แต่เป็นเพราะการแข่งขันตรงนั้นทำให้เราอึดอัด ทำไมเราต้องนั่งอยู่ในห้องเดียวกันแล้วจ้องหน้ากัน เหลือบมองว่าใครจะได้งานนี้ไป ลูกฉันดังกว่าลูกเธอนะ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนต้องโกรธกันขนาดนั้น (หัวเราะ) 

งานแรกบี๊เข้าไปทำ สตรอเบอรี่ชีสเค้ก กลัวนะ เราโดนคนบิลด์มาเยอะว่า อุ๊ย ผู้หญิงสิบกว่าคนอยู่ด้วยกัน น่ากลัว เดี๋ยวจะเกลียดกันรึเปล่า แต่พอเราผ่านอะไรหนักๆ มาด้วยกัน ก็ไม่เกลียดกันหรอก เราแค่กลัวไปก่อน ช่วงที่บี๊ชอบที่สุดจริงๆ คือช่วงที่เล่นละครเวที

ยิปซี : เอ้ย ตอนนั้นดี

ยิปโซ : ใช่ ตอนนั้นเล่นเรื่อง หลังคาแดง ที่ พี่ตั้ว (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) กำกับ เล่นกับ พี่โทนี่ (โทนี่ รากแก่น) และอีกหลายคน ก่อนหน้านั้นบี๊เล่นหนังไปแล้วหลายเรื่อง แต่ หลังคาแดง คือครั้งแรกที่ได้รู้สึกถึงศาสตร์ของวงการนี้จริงๆ 

ยิปซี : เจ๊ไม่เคยเล่นละครเวที เพราะฉะนั้น I don’t know. 

ยิปโซ : บี๊โดนจับเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนเล็กๆ ที่วันๆ ก็ซ้อมการแสดง ร้องเพลง แล้วก็เต้น ทุกคนร่วมมือและให้เกียรติกัน ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เหมือนเราได้เข้าค่าย ได้เรียน ได้แสดง แถมมีคนจ่ายตังค์ด้วย

ยิปซี : แกเน้นฟรีนี่

ยิปโซ : มันจะมีอะไรครบไปมากกว่านี้เจ๊

ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
ยิบซีชวนยิบโซคุยถึงวันที่เผลอเกลียดตัวเอง ความรักภาคปฏิบัติ และการสลัดคราบนางเอก
02

YouTuber ทำให้กลับมาเจอกัน 

ยิปซี : งานหลักของเธอคืออะไรตอนนี้

ยิปโซ : ยิปย่อย (หัวเราะ)

ยิปซี : เป็นยังไงไหนเล่าซิ

ยิปโซ : ก่อนหน้านี้เราไม่มีงานเป็นหลักเป็นแหล่ง ก่อนโควิด-19 ดันหยุดทำละครไป พอโควิดปุ๊บก็ยาว ไม่ได้ทำอะไรเลย เพ้อฝันกับชีวิตเป็นปี พอได้มาทำ ยิปย่อย ก็ยากนะ เจ๊ก็รู้ เจ๊อยู่ด้วยตลอด 

ยิปซี : ฉันรู้ แต่ฉันทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์เธอด้วยไง

ยิปโซ : เออๆๆ บี๊ชอบ ยิปย่อย เพราะบี๊ได้สร้างชิ้นงานของตัวเอง เราเลือกได้ว่าอยากพูดถึงอะไร ทำแบบไหน ซึ่งการสร้างชิ้นงานเองก็ยากด้วย เจ๊เก็ตมั้ย จุดที่ปิ๊งปั๊งที่สุด คือจุดที่ดำมืดที่สุดในเวลาเดียวกัน สมัยก่อนเป็นนักแสดงก็แค่ทำส่วนของเราให้ดีที่สุด แต่อันนี้เราเป็นทั้งนักแสดง พ่วงโปรดิวเซอร์ ครีเอทีฟ ประสานงาน สวัสดิการ

ยิปซี : ตัดต่อ ทำปก หรือบางทีก็ขายงานลูกค้าเอง

ยิปโซ : เออ เป็นทุกอย่างเลย มันคงทำให้เราเก่งขึ้นเนอะ แต่ก็ยากด้วย แล้วเจ๊อะ งานหลักของเจ๊คืออะไร

ยิปซี : งานหลักของเจ๊ก็คือ ที่เรียกๆ กันว่า YouTuber นี่แหละ

ยิปโซ : Oh my god ! เจ่เจ๊ เราสองคนเป็น YouTuber แล้วอะ

ยิปซี : จับพลัดจับผลูสุดๆ งงมาก เพื่อนยัดเจ๊เข้ามาในวงจรนี้ ทำรายการ ไหนเล่าซิ๊ เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเหมือนกันนะ เจ๊เป็นคนไม่มีความมั่นใจ ไม่ค่อยได้โชว์เวอร์ชันที่เป็นเราจริงๆ ให้ใครเห็น ยิปซีอยู่ในวงการมาสิบปี เป็นคนอื่นตลอด เพื่อนสนิทมักจะถามว่า ‘มึง ยิปซีเขาเป็นคนยังไงวะ’ เจ๊รู้สึกว่าตัวเองเปราะบางมาก เหมือนเป็นตัวนิ่ม ถามตัวเองตลอดว่าถ้าเราเป็นแบบที่เราเป็นในชีวิตจริง คนจะชอบเรามั้ย เขาจะด่าเรารึเปล่า ตอนทำ ไหนเล่าซิ๊ ช่วงแรกก็ประหม่า ก่อนจะค่อยๆ เติบโตขึ้น ถึงจุดหนึ่งเราก็กล้าที่จะให้คนอื่นเห็นตัวตนของเรา โชคดีที่ทุกอย่างในรายการออกมาพอดี น่ารักและคนดูชอบ เจ๊โคตรชอบที่ได้ทำสิ่งนี้

ยิปโซ : (พยักหน้า)

ยิปซี : ที่สำคัญเลยนะ ทั้ง ไหนเล่าซิ๊ และ ยิปย่อย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ๊กับเพื่อน หรือเจ๊กับโซ ดีขึ้นมาก ค่อยๆ เติบโตไปด้วยกัน เออ พูดไม่ถูกอะ แต่สวยงามจริงๆ

ยิปโซ : เออ จริง ตอนทำรายการ เราก็ทะเลาะกันบ้างเนอะ จากที่ชีวิตนี้ไม่เคยทะเลาะกันเลย มีช่วงใหญ่ๆ ที่เราสองคนไม่ได้ติดต่อกัน แต่พอมี ยิปย่อย ก็ได้คุย ได้ทะเลาะ

ยิปซี : จะฟาดกันหลายรอบ รักแต่ก็โมโห แต่พอโมโหสักพักก็กลัวโซไม่รักฉัน ดังนั้น…

ทั้งสองคน : ฉันถอยดีกว่า 

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
03

ไม่เท่ แต่เกิดขึ้นจริง

ยิปโซ : ชีวิตเจ๊มีจุดเปลี่ยนอะไรบ้าง

ยิปซี : โห ชีวิตเจ๊เยอะมาก โซก่อนเลย

ยิปโซ : หูย จุดเปลี่ยน (สบถเล็กน้อย) ทำไงดี เยอะอะ

ยิปซี : เจ๊ก่อนก็ได้ เอาแบบป๊อบอัปขึ้นมาในหัวเลยนะ เจ๊ว่าเป็นตอนเข้าวงการ จากที่เป็นเด็กเนิร์ดมาก่อน เราเปลี่ยนไปเยอะมาก

ยิปโซ : ก่อนเข้าเราก็เนิร์ดพอกันแหละ (หัวเราะ)

ยิปซี : เจ๊เป็นเนิร์ดแรดอะตอนนั้น ครูทุกคนต้องรู้จักคีรติ คีรติทำเกรดมากกว่า 3.5 ทุกเทอม เป็นเด็กตั้งใจเรียน แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ โดดเรียนเก่งมาก เคยปีนรั้วออกไปหาแฟนอีกโรงเรียนหนึ่ง

ยิปโซ : นี่ไม่เรียกเนิร์ดแล้วมั้ยเจ๊ เข้าเรื่องๆ การเข้าวงการเปลี่ยนวิธีคิดของบี๊หลายอย่าง บี๊เพิ่งมาค้นพบช่วงหลังเอง ตอนเข้าวงการมีช่วงหนึ่งที่เราตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมาก นิสัยเราโอเคหรือยัง เป็นที่ยอมรับของสังคมหรือยัง บี๊เอาการอยู่รอดของตัวเองไปผูกไว้กับความคิดเห็นของคน เดาว่าเจ่เจ๊ก็น่าจะเป็น ดาราทุกคนในวงการด้วย อาจจะมากน้อยไม่เท่ากัน แต่เชื่อว่าทุกคนเคยคิดว่าตัวเองต้องพึ่งพาการยอมรับจากคนอื่น

หลายคนอาจเคยมองว่าบี๊ติสท์มาก แต่แม้แต่คนที่ติสท์ที่สุดก็อาจจะติสท์เพื่อการยอมรับก็ได้ สุดท้ายบี๊ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่เข้ามาในวงการ แล้วรู้สึกกลัว ถ้าทำงานตรงนี้ได้ไม่ดี ถ้าคนไม่ยอมรับในผลงาน ฉันจะอยู่ไม่รอด ไม่มีงานทำ เท่ากับว่าเราเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เลี้ยงที่บ้านไม่ได้ ทุกอย่างพังหมด ทุกวันนี้มานั่งแก้ความคิดนี้อยู่ เออ จุดเปลี่ยนของบี๊ไม่เท่ แต่มันคือความจริง 

ยิปซี : ที่โซพูดมา เจ๊ก็เป็น จุดเปลี่ยนของเจ๊คือการถูกแสตมป์ว่า ถ้ายูเป็นนางเอกลุคหมวยขาว ยูต้องมีนิสัยแบบหนึ่ง เจ๊ถูกแปะป้ายแบบนี้จนถึงยุคแห่งการปลดแอก ในที่สุดเจ๊ก็บอกตัวเองว่า ฉันจะไม่ยอมให้เธอมาตราหน้าว่าฉันต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น ฉันจะเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลย เอาวะ ก็ฉันเป็นอย่างนี้จะให้ทำยังไง ช่วงนั้นเริ่มมีคนถามว่า ทำไมยิปซีฉีกลุค แต่จริงๆ เราเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว แต่งตัวเปิดเผยอยู่แล้ว โซรู้ ที่บ้านรู้ โลกรู้

ยิปโซ : เอ่อ ตอนแรกโลกยังไม่รู้หรอกเจ๊ (หัวเราะ)

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
04

เข้าใจความสุขผิดไป

ยิปซี : อีกจุดเปลี่ยนหนึ่งคือ ช่วงที่เจ๊เหมือนกลายเป็นไอคอนด้านการออกกำลังกาย ตอนแรกเจ๊มีความสุขมากเลยนะ เมื่อก่อนเจ๊เป็นเด็กขี้โรค บี๊ก็รู้ เจ๊เลยหันมาออกกำลังกาย แล้วดันมีผลพลอยได้คือรูปร่างที่ดี แถมมีคนชอบ มากกว่านั้นคือหาเงินได้ด้วย เฮ้ย วิน-วิน ไปหมด กลายเป็นภาพจำของยิปซี คีรติ ไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งถึงจุดที่สามสิบกว่า ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายหรือคุมอาหารมากแค่ไหน ผลลัพธ์ก็ไม่เหมือนเดิม เราไม่สามารถทำให้ร่างกายคงที่เหมือนตอนยี่สิบห้าได้ ช่วงนั้นเราป่วย ดีเพรส เรากดดันตัวเอง รู้สึกทำให้คนอื่นผิดหวัง กลัวว่าคนอื่นจะคิดเหมือนกับสิ่งที่เรากลัวแล้วเข้ามาคอมเมนต์ สิ่งที่เจ๊เคยมีความสุขกลายเป็นแหที่รัดและคลุมเจ๊จนไปไหนไม่ได้ 

มีช่วงหนึ่ง อันนี้ไม่เคยเล่าที่ไหนเลยนะ เจ๊ไม่กล้ามองกระจกเลย เห็นกระจกแล้วจะหันหนี เพราะกลัวส่องแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่สวย เจ๊ผ่านตอนนั้นมาได้เพราะเพื่อนที่ทำ ไหนเล่าซิ๊ บอกเราว่า “เธอควรใจดีกับตัวเองมากขึ้นนะ คนเราต้องแก่ขึ้น มึงสามสิบกว่าแล้ว ทำมาได้ขนาดนี้ มึงลืมชมตัวเองไปบ้างรึเปล่า” คำพูดเหล่านี้ดีมากๆ มันช่วยให้เจ๊ไม่ใจร้ายกับตัวเองมากเกินไป

ยิปโซ : มันคือการที่เรากลัวว่าเขาจะมาแสดงความผิดหวังให้เราดู สิ่งนี้เกิดขึ้นกับทุกคนที่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนอื่น ถ้าเราเสพติดคำชมของคนอื่นเมื่อไหร่ ก็อาจจะมีจุดที่เรากลัวจะเสียมันไป วันนี้เรื่องพวกนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับดาราแล้ว ทุกคนเป็นดารา ทุกคนมีโซเชียลมีเดีย วันหนึ่งถ้ายอดไลก์ไม่เท่าเดิมเราก็เครียด

ยิปซี : เจ๊เคยเป็นๆ มีครั้งหนึ่งช่วงออกกำลังกาย ได้ไลก์เป็นแสน จู่ๆ มีโพสต์หนึ่งไลก์ลดเหลือหกหมื่น เครียดมาก รูปนี้ไม่ดีเหรอ ทำไมวะ เกิดอะไรขึ้น

ยิปโซ : แต่นั่นแหละ สุดท้ายพอทุกคนทรมานมามากพอ เราก็จะหันกลับมาหาความสุขที่แท้จริง เหมือนที่เจ๊เจอ ไหนเล่าซิ๊ ก็ทำให้เจ๊กลับมาทบทวนตัวเองแล้วก้าวผ่านมาได้ นี่สิการยอมรับตัวเอง นี่สิเพื่อนที่เราสบายใจ

ยิปซี : โซก็เคยผ่านอะไรแบบนี้ตอนเป็นมังสวิรัติ ใช่มั้ยนะ

ยิปโซ : ใช่ บี๊เคยเป็นมังฯ แบบอ่อนๆ เรียกว่า Pescitarian คือกินปลากับไข่ได้ เห็นพี่เจ มณฑล (มณฑล จิรา) กินแบบนี้แล้วเขาดูมีความสุขมาก ตื่นขึ้นมากินแค่ผักผลไม้ กระโดดลงไปว่ายน้ำ แล้วขึ้นมาทำโยคะ เราอยากลองบ้าง สุดท้ายก็ทำได้และทำได้ง่ายด้วย ก็เลยทำมายาวๆ หกปี 

ถึงจุดหนึ่งรู้สึกว่า Pescitarian ยังไม่พอ อยากทำมากกว่านั้น วีแกนสิความจริงแท้ของมนุษย์ ฟันแบบนี้ สรีระแบบนี้ควรจะกินพืชไม่ใช่กินเนื้อ ทั้งโลกจะทำยังไงก็แล้วแต่เขา เราจะทำแบบนี้ ก็เลย Push ตัวเองมากขึ้น สรุปบี๊หันมากินวีแกนจริงๆ อีกสี่ปี รวมๆ สิบปี เกือบตาย

ยิปซี : เออ ตอนนั้นวันๆ แกอยู่กับแตงโมหนึ่งลูกบ้าง มะละกอหนึ่งแถวบ้าง

ยิปโซ : วีแกนไม่ได้มีอะไรแย่เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นวีแกนแบบไหน แต่ปัญหาคือบี๊เป็นคนกินวีแกนที่กินไม่ดี ไม่ดีที่ว่าเคยถึงขั้นเป็น Anorexia กับ Bulimia ที่กินแล้วอาเจียน ตอนนั้นเป็นนรกของบี๊เลย บี๊เชื่อในหลัก Spiritual มันไม่ใช่ศาสนาใดศาสนาหนึ่งนะ แต่คือแก่นกลางของทุกศาสนาที่ต้องมีความเมตตา ทำดีต่อกัน บี๊เชื่อว่าการไม่เบียดเบียนคนอื่นอย่างการไม่กินเนื้อสัตว์ น่าจะช่วยให้ทั้งจิตวิญญาณและร่างกายดีขึ้น แถมเราตั้งข้อแม้ให้ตัวเองด้วยนะว่าการกินมังฯ ของเราต้องไม่ไปตัดสินคนอื่น ทุกคนเลือกได้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับตัวเอง ถ้าฉันกินมังสวิรัติเพราะรักสัตว์ แต่ฉันไม่รักสัตว์คนอื่นซึ่งคือมนุษย์ ฉันจะกินมังฯ ไปทำไม…

แต่สุดท้ายบี๊ค้นพบว่า คนหนึ่งที่เราตัดสินอยู่ตลอดเวลาก็คือตัวเอง กินเยอะเกินคือไม่ดี ทำไม่ได้คือไม่มีค่า เราพยายามเป็นคนดีโดยล้อมกรอบทุกอย่างไว้หมด คือบี๊ไม่ได้บอกให้เราไม่ทำสิ่งดีนะ แต่เราไม่ควรจะทำสิ่งดีแบบบังคับว่าสิ่งดีมีแค่แบบนี้แบบเดียว ตอนนั้นเลยหยุดพัก ไหนลองทำตัวธรรมดาดูซิ กินเหมือนคนอื่น ไม่คิดมาก พอเริ่มปรับตัวได้ปุ๊บ กลายเป็นว่าเราไปสุดเลย กินเนื้อกินทุกอย่าง ฉันจะปลดแอกตัวเอง

ยิปซี : เออ เจ๊งงมาก ตอนนั้นถามป๊าว่าโซไปไหน ป๊าบอกโซไปกินเนื้อย่าง เจ๊แบบ ห้ะ มันเลิกเป็นวีแกนแล้วเหรอ

ยิปโซ : ใช่ แล้วพอไปสุดอีกฝั่งหนึ่งปุ๊บ สุดท้ายมันเคลื่อนเข้าตรงกลาง บี๊คิดว่า คนเราจะเจอตรงกลางได้ ต้องไปซ้ายสุดขวาสุดก่อน แล้วจะรู้ว่าตรงกลางของเราอยู่ตรงไหน วันนี้บี๊ไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่ได้เป็นมังฯ ไม่ได้ไม่เป็นมังฯ แค่เป็นคนที่มีอะไรกินก็กิน ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นอย่างเป็นธรรมชาติ กินมังสวิรัติบ้างเป็นบางมื้อ 

ยิปซี : เรื่องเดิมนี่เนอะ สุดท้ายคนเราก็สร้างกรอบบางอย่างมาคลุมตัวเองอยู่ดี ถ้ายูไม่ออกกำลังกาย ถ้ายูไม่ดูแลตัวเอง คือยูไม่โอเค 

ยิปโซ : สิ่งต่างๆ ที่เราทำ เราคิดไปว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข แต่กลายเป็นว่าสิ่งนั้นกลับสร้างข้อแม้ให้การมีความสุขของเรา บี๊คิดว่าตัวบี๊เองและใครหลายคนเข้าใจความสุขผิดไป

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
05

เรียนรักภาคปฏิบัติ

ยิปซี : ถ้าให้โซสรุปชีวิตรักที่ผ่านมาของเจ๊เป็นคำคำเดียว โซว่าเป็นคำว่าอะไร

ยิปโซ : เรียนรู้เชิงปฏิบัติ เจ๊มีเรื่องราวความสัมพันธ์เยอะกว่าบี๊ บี๊ไม่ได้อยากมีความสัมพันธ์อะไรมากมาย อยากเจอดีๆ แล้วจบเลย บี๊คิดว่า สิ่งที่เจ๊ผ่านมาทั้งหมดต้องอาศัยความกล้าหาญ คุณต้องพร้อมเจ็บ เพราะไม่มีความรักครั้งไหนไม่เจ็บ แล้วเจ๊ก็ได้เรียนรู้เยอะมากจากความรักทุกครั้ง เจ่เจ๊กลายเป็นคนที่รักเป็นขึ้นเรื่อยๆ เราหาบทเรียนนี้จากที่อื่นไม่ได้นอกจากต้องเจอด้วยตัวเอง 

ไหนเจ๊รีวิวความรักของบี๊บ้างดิ นึกถึงคำไหนเป็นคำแรก

ยิปซี : นึกถึงคำว่า ลิมิเต็ด

ยิปโซ : เฮ้ย เออ จริงๆๆ

ยิปซี : ยูลิมิเต็ดทั้งในแง่ของจำนวนครั้งและปริมาณความรัก โซเป็นคนกั๊ก แต่กั๊กอย่างมีเหตุผล คือกั๊กเพราะกลัว ไปไม่สุดเพราะไม่อยากเจ็บ 

ยิปโซ : เราเชื่อมาตลอดว่า ในเรื่องความรัก ยังไงวันหนึ่งก็ต้องจากกัน แม้แต่คนที่เรารักที่สุดอย่างพ่อแม่ วันหนึ่งก็ต้องจาก เราคิดแบบนี้ตั้งแต่เด็ก เราเลยลิมิเต็ดอย่างที่เจ๊ว่า จนครั้งล่าสุดนี่แหละ บี๊ถึงได้เรียนรู้จริงๆ สักที คือถ้าเป็นในห้องเรียน เจ๊อะเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ส่วนบี๊เป็นเด็กหนีเรียน 

ทั้งสองคน : (หัวเราะ)

ยิปซี : โซว่าความรักให้อะไรและเอาอะไรไปจากโซบ้าง

ยิปโซ : ต่อให้ประสบการณ์บี๊จะน้อย แต่บี๊ได้นะ ความรักทำให้บี๊รักเป็นมากขึ้น บี๊รู้นะว่าตัวเองช้าเหมือนเต่าเลย แต่ทุกครั้งที่บี๊มีความรัก แม้แต่ความรักที่ล้มเหลว บี๊ก็ได้เรียนรู้เสมอ อ๋อ อันนี้ไม่ใช่ อ๋อ อันนี้เจ็บตรงนี้ว่ะ ความรักทำให้บี๊เข้าใจคนอื่นๆ ที่เจ็บปวดมากขึ้น 

ส่วนความรักเอาอะไรจากบี๊ไป บี๊ว่าวันนี้ยังเอาไปไม่มากพอนะ อยากให้เอาไปมากกว่านี้อีก ความรักเอาอีโก้ของบี๊ไปเรื่อยๆ ถ้าบี๊เรียนรู้ที่จะรักเป็นไปเรื่อยๆ อีโก้อาจจะหายไปจนหมด วันหนึ่งบี๊อาจจะมีความสุขได้โดยไม่มีเงื่อนไข แล้วเธอล่ะเจ๊ ความรักให้อะไรกับเธอ (ยิ้ม)

ยิปซี : เจ๊ชอบทุกความสัมพันธ์ที่ผ่านมามากๆ ทั้งที่ได้เป็นแฟนหรือไม่ได้เป็น ทั้งที่เราทำตัวดีหรือแย่ ความรักทำให้เราเป็นแบบนี้ และที่ชอบที่สุดคือความรักทำให้รู้สึกว่า นี่แหละ เรายังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เรามีความสุข หรือตอนที่เศร้าแทบตายร้องไห้หัวใจบีบ เราโอบกอดทุกสิ่งทุกอย่างเลย ซาดิสต์เปล่าวะ (หัวเราะ)

เอาอะไรไปบ้าง ครั้งเดียวเลยมั้งที่เจ็บหนัก ครั้งนั้นความรักทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเอง ทั้งคุณค่าและการนับถือตัวเอง จะเรียกว่าเป็นความรักแบบผิดๆ ก็ได้ แต่สุดท้ายก็ดีนะที่วันนั้นเกิดขึ้น การได้เจอกับวันที่เราตกเหวนรก ทำให้ได้เรียนรู้ว่าทางนั้นน่ะผิด ฉันจะไม่ก้าวไปอีกแล้ว เจ๊ได้หันกลับมาฝึกรักตัวเอง กลับมาตัวฟูได้อีกครั้ง

06

ชุดแต่งงานธีมเจ้าหญิงและสุขแท้จริงที่ไร้เงื่อนไข

ยิปโซ : เวลาให้สัมภาษณ์ เจ่เจ๊ไม่ค่อยตอบเรื่องความฝันเลย เอาจริงๆ มีปะ

ยิปซี : จริงๆ เจ๊มีนะ แต่จะเป็นฝันยิบย่อย อยากทำอันนี้อันนู้น แล้วก็อยากมีความรักแบบป๊ากับม้า อายจัง เราดูเป็นผู้หญิงกร้านโลกเนอะ แต่ลึกๆ แล้วเจ๊มีความฝันที่จะได้แต่งงานและได้ใส่ชุดสวยๆ เป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ เจ๊เคยส่ง Reference ชุดแต่งงานให้เพื่อนดู เป็นชุดเจ้าหญิงกระโปรงพองหมดเลย เพื่อนตอบมาว่า เฮ้ย มึงจะใส่แบบนี้ไม่ได้นะ (หัวเราะ)

ยิปโซ : เฮ้ย ได้ดิ เจ่เจ๊ไม่ต้องคิดมาก อยากทำอะไรทำเลย

ยิปซี : ก็อินเนอร์ข้างใน ฉันยังอยากเป็นเจ้าหญิงอยู่ไง

ยิปโซ : อย่าไปคิดมากเจ๊ เดี๋ยวช่วยๆ

ยิปซี : แล้วแกมีความฝันมั้ย หรือมีแต่ความมุ่งมั่นเหมือนที่พูดใน ยิปย่อย

ยิปโซ : อยากเป็นคนมีความสุข พออยู่มาเรื่อยๆ เราพยายามปรับแก้อะไรบางอย่างของตัวเองเพื่อให้มีความสุขมากขึ้น บี๊อยากมีความสุขโดยไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก เป็นคนที่สุขได้โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่รู้จะเป็นได้จริงมั้ย อาจจะนามธรรมหน่อย แต่บี๊อยากเป็นจริงๆ นะ 

ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
ยิปซี-ยิปโซ คุยเรื่องจากวงการบันเทิงสู่ YouTuber เมื่อสิ่งที่รักทำให้เผลอเกลียดตัวเอง ชุดแต่งงาน และความรักที่สลายอีโก้
07

เป็นน้องยิปซี เป็นพี่ยิปโซ

ยิปโซ : รู้สึกยังไงที่เป็นพี่ของยิปโซ เฮ้ย มันต้องซึ้งแน่เลยอะ

ยิปซี : อย่ามาบิลด์ แค่เห็นคำถามฉันก็ขนลุกแล้ว

(นิ่งไป 5 วินาที)

ยิปซี : เจ๊จะร้องไห้อะ

ยิปโซ : อย่าเพิ่งร้อง

ยิปซี : โอเค เมื่อก่อนรู้สึกเครียด ก็เหมือนที่เคยเขียนให้โซนั่นแหละ สำหรับเจ๊ โซเป็น Beautiful Soul ตั้งแต่เด็ก การได้เป็นพี่ของคนที่ดี สวยงาม และบริสุทธิ์ขนาดนี้ เครียดจัง กดดันจัง แล้วฉันก็เอาเธอมาเทียบกับตัวเองตลอด ฉันคิดว่า ฉันคงเป็นแบบโซไม่ได้หรอก โซเจิดจ้าเหลือเกิน ขอถอยออกมาดีกว่า เพราะอยู่กับเธอแล้วฉันรู้สึกแย่กับตัวเอง ทั้งที่จริงๆ ฉันชื่นชมเธอมากๆ

จนวันหนึ่งที่เจ๊ก้าวผ่านความป๊อดของตัวเอง ได้กลับมาคุยกับโซ ได้มองกันใกล้ขึ้น ได้อยู่ข้างๆ เจ๊รู้สึกภูมิใจมากๆ ยูเป็นมนุษย์ที่พิเศษ โลกใบนี้โชคดีแล้วที่มีคนแบบนี้ โชคดีจังที่ได้รู้จักกัน ดีจังที่ตอนนี้เป็นแบบนี้

ยิปโซ: เนี่ย สุดท้ายก็ดราม่า

ยิปซี : เขาเขียนคำถามนี้มาเพื่อฆ่าเราชัดๆ เลย 

ยิปโซ : ไม่ร้องๆ ฮึบๆ อยากบอกว่าฝั่งน้องอะ ไม่เคยคิดเลยว่าเจ๊จะรู้สึกกับบี๊แบบนี้ได้ยังไง สภาพบี๊ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเจิดจ้าเลย เจ๊ต่างหากที่เจิดจ้า ตอนเด็กๆ บี๊น้อยใจนะ ไม่เข้าใจว่าทำไมเจ่เจ๊ไม่รัก เราอยากอยู่กับพี่ แต่ทำไมพี่ไม่อยากอยู่ด้วย ฮึ้ย แย่แล้ว (น้ำตาคลอ)

ยิปซี : ไม่เป็นไร โซไม่รอดหรอก (ยิ้ม)

ยิปโซ : พอต่างคนต่างแยกย้ายไป บี๊ก็พยายามปรับตัว บอกตัวเองว่าต้องอยู่โดยไม่มีเจ๊ให้ได้ พอวันหนึ่งเราได้โคจรมาเจอกันอีกครั้ง ได้คุยกันว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ ในที่สุดบี๊ก็ได้ปรับความเข้าใจกับเจ๊

ณ วันนี้ สำหรับบี๊เจ๊คือแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ในฐานะยิปซีที่หน้าท้องสวยหุ่นดี สิ่งนี้ไม่ได้สำคัญ แต่สิ่งที่บี๊ชื่นชม คือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ความเข้มแข็งในทุกอย่างที่เจ๊ผ่านมาในชีวิต เจ๊ผ่านอะไรมาเยอะมาก บี๊นับถือเจ๊จริงๆ โคตรดีใจที่มาลงล็อกในจุดที่เจ่เจ๊ภูมิใจในน้องสาวและบี๊ก็นับถือพี่สาว… 

เอ้า! เจ๊หัวเราะนี่หว่า โคตรเฟกเลย 

ยิปซี : ฉันปรับมู้ดไงเธอ เย่ๆๆ

ทั้งสองคน : (หัวเราะ)

ภาพ : คีรติ และ อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load