“พี่ครับ รอผมแป๊บนะ ผมกำลังข้ามเรือไป น่าจะไม่เกินสิบนาที” เสียงปลายสายของของ หมูปิ้ง-ศุภชัย บุญกระจ่าง โทรมาบอกก่อนจะถึงเวลานัด เขากำลังรอเรือข้ามฟากเพื่อมายังร้าน Them.x สถานที่นัดพูดคุยกันในวันนี้

หมูปิ้ง เด็กหนุ่มวัย 19 กำลังเป็นที่โด่งดังใน TikTok ด้วยชื่อ เชฟหมู ณ ป้อมยาม (@mooping2545) เขาสร้างคลิปทำอาหารในป้อมยาม ผสมกลมกล่อมด้วยมุกโบ๊ะบ๊ะที่เล่นคนเดียว กินคนเดียว แต่ชวนคนขำด้วยเป็นล้าน

 ไม่แปลกใจที่คนส่วนใหญ่จะติดดูคลิปของเขา (เราเองยังติด) ด้วยจังหวะจะโคนการเล่นมุกที่ลื่นไหล ดูยังไงก็ชวนอมยิ้ม พร้อมลุ้นกับตอนท้ายว่าอาหารที่เขาทำจะรสชาติใช้ได้หรือไม่…

แล้วสุดท้ายหมูปิ้งก็บอกว่าอร่อย!

เตือนผู้อ่านทุกท่านที่กำลังอยากแวะไปส่องแอคเคาต์ไว้ตรงนี้ว่า อย่าดูระหว่างกินข้าวจะดีกว่า เกรงว่าจะฮาจนสำลัก

แม้รสชาติอาหารตรงหน้าจะขำขัน แต่รสชาติชีวิตของหมูปิ้งนั้นเข้มข้น เขาผ่านเรื่องราวอันมากมายเกินอายุ เริ่มต้นจากการตัดสินใจลาออกอย่างเด็ดเดี่ยวหลังเปิดเทอม ม.4 ได้ไม่นาน เพราะเขามองว่าการศึกษาไม่ตอบโจทย์ชีวิตขนาดนั้น ใช้ต้นทุนการไปโรงเรียนสูง ไหนจะค่าใช้จ่ายในการทำการบ้าน ทำโครงงานของแต่ละวิชาก็ต้องใช้เงินเยอะ รสชาติของการศึกษาไทยมันสุดจะขมขื่น โดยเฉพาะสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก เมื่อตกผลึกกับตัวเองได้ เขาเลยลาออกเพื่อมาทำงานหาเงิน

หมูปิ้งเดินทางจากโคราชเพื่อมาหางานทำในเมืองใหญ่ หอบกระเป๋าเสื้อผ้ามากางที่สมุทรปราการ ลิ้มลองเมนูชีวิตแบบใหม่ 

รสชาติจะเป็นอย่างไร ขอชวนผู้อ่านชิมผ่านอักษรเรื่องเล่าด้านล่างนี้

ศุภชัย บุญกระจ่าง หรือ เชฟหมู ณ ป้อมยาม ซุปตาร์ TikToker คนใหม่จากโคราช ผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดของชีวิต

EP.1 ยามมาทำงาน 

หมูปิ้งเล่าว่าหลังพ่อเลี้ยงเสียชีวิต ก็เท่ากับครอบครัวได้เสียเสาหลักของบ้าน ยายและแม่ไม่ได้ทำงาน พี่ชายและพี่สาวต่างก็มีภาระดูแลครอบครัวของตนเอง ผลจึงตกมาที่หมูปิ้ง ซึ่งพอจะเป็นกำลังหลักคนใหม่ หาเงินเลี้ยงดูแม่และยาย

“ครอบครัวผม แค่แกงหนึ่งถุงก็คิดแล้วคิดอีก ถ้าจ่ายเงินซื้อแล้ว มื้อต่อไปจะกินอะไร จะให้ผมมาเสียเงินกับการทำการบ้านหรือโครงงานมันไม่ใช่จริงๆ ผมไม่ได้แอนตี้คุณครูนะ เพราะครูเขาต้องสอนตามระบบ ผมแอนตี้ระบบการศึกษาแบบนี้มากกว่า

“พอลาออกก็เดินทางมาสมุทรปราการคนเดียว เพราะพี่ชายอยู่ที่นี่ หางานตามเพจต่างๆ ตอนเช้าไปทำงานร้านขายปุ๋ย พอตอนเย็นเลิกงานก็ต้องรีบอาบน้ำ มาทำร้านพิซซ่าต่อ เคยไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กด้วย ก็สนุกดีนะครับ” เขาว่า

นอกเหนือจากการทำงานหาเงิน หมูปิ้งชอบเข้าโบสถ์ สถานที่ที่ทำให้เขาค้นพบพรสวรรค์ และได้ฝึกฝนความสามารถของตัวเองผ่านกิจกรรมที่โบสถ์ เช่น เล่นดนตรี ถ่ายวิดีโอ ตัดต่อวิดีโอ ซึ่งกลายเป็นทักษะติดตัวชั้นยอด

ศุภชัย บุญกระจ่าง หรือ เชฟหมู ณ ป้อมยาม ซุปตาร์ TikToker คนใหม่จากโคราช ผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดของชีวิต

EP.2 ยามหิว

หมูปิ้งทำงานเล็กๆ น้อยๆ มานักต่อนัก จนได้มาเป็นยามประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เนื่องจากตัวงานไม่ได้หนักมาก จึงพอมีเวลาเล่นโซเชียลมีเดีย เขาชื่นชอบการดูคลิปตาม YouTube และ TikTok เลยได้สมัคร TikTok เอาไว้ และทำคลิปสนุกตามสไตล์ไปเรื่อยๆ

“ตอนแรกผมลิปซิงก์เพลงทั่วไปตามกระแส มีคนติดตามพันกว่าคน พอยอด Follower ครบพัน เราก็ไลฟ์สดได้ จำได้ว่ามีสองคนเองที่เข้ามาดู มีคนหนึ่งคอมเมนต์ถามว่า ‘ถ้าหิวในป้อมยามจะทำอะไรกิน’ ก็เลยเกิดเป็นไอเดียขึ้นมาว่า เฮ้ย ผมอยากลองทำเป็นรายการ ด้วยความว่าง ด้วยสกิลล์การตัดต่อที่ผมมี ก็เลยออกมาเป็นรายการ ยามหิว” หมูปิ้งเล่าย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเขาอย่างไม่คาดฝัน

คอนเซ็ปต์ของ ‘ยามหิว’ คือการทำกับข้าวโดยไม่ต้องใช้เครื่องครัว หรือใช้เครื่องครัวให้น้อยที่สุด นักแสดงหลักของช่องที่เราเห็นบ่อยๆ เลยเป็นหม้อหุงข้าวใบเดียวที่ทำได้ทุกเมนู ตั้งแต่กะเพราหมูสับ ป๊อปคอร์น ข้าวผัด มันบดรสไข่เค็ม ต้มยำไก่ และอีกมากมายหลายหลาก จะมีอุปกรณ์อื่นๆ มาเป็นนักแสดงสมทบบ้างบางคลิป เช่น ทำเส้นขนมจีนด้วยวิธี DIY จากกระป๋องกาแฟและขวดคาราบาว 

หมูปิ้งกำลังใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดที่มีอยู่ เขาศึกษาจากคลิปของคนอื่นๆ เยอะมาก แล้วเอามาพัฒนากับงานตัวเอง

“ผมชอบดูหนัง อย่างหนัง Marvel ผมดูเอาสนุกและดูการขายของหนัง ซึ่งการขายของหนังมันมีความน่าสนใจ มีการปล่อยทีเซอร์ไปก่อน ผมเลยเอามาปรับใช้บ้าง เวลาผมปล่อยทีเซอร์ไป บอกทุกคนว่าผมจะปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการหน่อยนะ บอกคนดูว่าในเดือนนี้ คุณจะได้พบกับอะไรบ้าง นั่งตัดทีเซอร์เอาเอง เรียนรู้เอง 

“ผมเรียนรู้จาก YouTuber บ้านเราด้วย ดูการขายของเขา ขายยังไงให้น่าสนใจ ทำไมเราถึงหยุดดูเขานะ แล้วก็เอามาคิดว่าผมต้องทำยังไงดี ผมสังเกตจากคลิปที่ชอบดูบ่อยๆ เช่น Buffet Channel ดู พี่เติ้ล (ทวีศักดิ์ เพ็ชรปราณีนุกูล), พี่เจแปน (ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์) ผมเสพคลิปเขาเยอะมากเลยนะ รายการ ทำมาหาแดก ผมดูครบทุกอีพี แต่ละอีพีดูอย่างต่ำสามรอบ พอเราดูเยอะ มันก็เข้ามาในตัวเราอัตโนมัติเลย”

หมูปิ้ง ศุภชัย 'เชฟหมู ณ ป้อมยาม' TikToker ล้านวิววัย 19 ที่ทำอาหารด้วยหม้อหุงข้าวใบเดียว
หมูปิ้ง ศุภชัย 'เชฟหมู ณ ป้อมยาม' TikToker ล้านวิววัย 19 ที่ทำอาหารด้วยหม้อหุงข้าวใบเดียว

หมูปิ้งสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการดูคลิปเหล่านี้ไว้ 3 ข้อ

“หนึ่ง ตั้งแต่ไหนแต่ไร คนดูไม่ชอบโฆษณา คือถ้าโฆษณาไม่ดีจริงเขาจะไม่หยุดดู เพราะฉะนั้น ต้องทำยังไงก็ได้ให้โฆษณามันน่าสนใจด้วยการขายของผม

“สอง คือจริงใจ ไม่ดีบอกไม่ดี ถ้าต้องรับงานมาแล้วโดนบังคับว่าต้องพูดดี ผมไม่รับนะ ก่อนที่ผมจะรับงาน ผมจะขอดูสินค้าของเขาก่อน 

“สาม ผมจะบอกว่า รีวิวสไตล์ผมนะ ถ้าไม่ให้ ผมไม่รับ ลูกค้าที่เข้ามาส่วนมากโอเค เพราะเขาชอบสไตล์เรามาก เน้นอีกว่าขอฮาๆ มาก่อนเลยนะ ไม่ต้องห่วงผลิตภัณฑ์ ลูกค้าหลายคนหลังจากลงคลิปไปก็กลับมาจ้างเราต่อ ขอบอกตรงนี้ว่า ผมขอขอบคุณลูกค้านะครับผม”

@mooping2545

ยามหิว:ต้มยำไก่ในหม้อหุงข้าว #tiktokพากิน #ยาม

♬ เสียงต้นฉบับ – ยาม – ยาม

EP.3 ยามมีลูกค้าเข้า 

จากทำคลิปสนุกๆ สู่การสร้างรายได้อย่างจริงจัง

เกณฑ์การรับงานรีวิวของหมูปิ้งไม่มีอะไรมาก หนึ่ง ไม่ผิดกฎหมาย สอง ใช้ได้จริง สาม แมตช์กับคอนเทนต์ของหมูปิ้ง

โปรดักชันไม่ได้ยิ่งใหญ่ มีแค่มือถือธรรมดาเครื่องเดียว ภาพอาจไม่ชัดบ้าง ไม่มีการจัดไฟให้สวยๆ บางคลิปก็มีเสียงจิ้งหรีดเป็นมิวสิกแบกกราวนด์ นี่คือข้อจำกัด

แต่ใครหลายคนชอบ เพราะมันเรียล เข้าถึงง่าย และจริงใจ   

“ผมพยายามคิดว่า เราจะเล่นมุกกับสินค้าได้ยังไงบ้าง อย่างแลคตาซอย ผมก็เล่นว่า แลคตาซอย นมที่เวลาเราป่วยคนต้องซื้อมาให้กิน หรือกระทะ หมูกระทะ เขาบอกกระทะมันลื่นมากเลยนะ เราจะเล่นยังไงได้ ผมเลยเล่นมุก เวลากินหมูกระทะอย่าเอาไปใกล้เด็กนะ เดี๋ยวเด็กจะเอาไปเล่นเป็นสไลด์เดอร์

“ล่าสุดยาสีฟันเข้า จะแปรงฟันโชว์แล้วบอกฟันขาวก็ไม่ได้ ผมเลยเอายาสีฟันมา เปิดชิม แล้วบอกอร่อย แค่นี้เลย เรานึกไปถึงตอนเด็กๆ ที่หลายคนต้องเคยกินยาสีฟันและชอบรสยาสีฟัน ผมเลยหยิบตรงนั้นมาเล่น ให้ความสนใจว่ามันอร่อยไหมนะ ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด คนชอบมาก ลูกค้าก็ดีลต่อ

“ผมว่าเราต้องปล่อยให้ตัวเองสบาย ถ้ากดดันมันจะเครียด จากสิ่งที่เราชอบจะกลายเป็นไม่ชอบ อย่างลูกค้าบางเจ้าจะให้ผมทำคลิปเพลง ผมบอกลูกค้าว่า อย่าเร่งวันนะ ผมรู้ว่างานแบบนี้เร่งไม่ได้ ผมต้องชี้แจงก่อน” คอนเทนต์ครีเอเตอร์มือใหม่เล่าวิธีการทำงาน ในฐานะวิชาชีพเดียวกัน ยอมรับว่านี่คือวิถีของความเป็นมืออาชีพชัดๆ

“มีคนถามผมเหมือนกันว่าทำไมไม่ทำ YouTube เพราะงานแบบผมคู่แข่งเยอะ แต่ใน TikTok ส่วนมากจะเป็นลิปซิงก์ไม่ก็เต้น ที่ผมทำมันไม่มี ผมเลยเลือกเอางานไปลงที่ TikTok ก่อน คนดูทั้งเป็นวัยรุ่น วัยเรียน วัยทำงาน แม้กระทั่งคนแก่ เข้าถึงได้ทุกวัย” หมูปิ้งเล่าถึงการวางกลยุทธสร้างแบรนดิ้งและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเฉียบคม

EP.4 ยามมีเคล็ดลับ

อย่างที่หมูปิ้งบอก การทำคลิปมีส่วนผสมสำคัญที่เรียกว่าความจริงใจ ความเรียลๆ ของชีวิตที่เรียบง่าย ส่วนข้อห้ามที่ต้องท่องให้ขึ้นใจคือ ห้ามนำเสนอไม่หมดหรือบิดเบือนความจริง เพราะแต่ละคลิปคนดูเยอะมาก 

“การทำคลิปแบบนี้มันต้องสร้างเซอร์ไพรส์ คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวินาทีต่อไป คนถึงจะอยากดูจนจบครับ อย่าปล่อยให้คนดูเดาทางออก ถ้าคนดูเดาทางได้ เขาปัดทิ้งเลยนะ เพราะมันไม่น่าสนใจแล้ว” หมูปิ้งเผยเคล็ดลับวิชาทำคลิปให้ฟังเพิ่ม

EP.5 ยามดัง 

หลังคลิปทำข้าวผัดในป้อมยามปล่อยออกไป ชาว TikTok ต่างถูกใจ รัวไลก์ให้คลิปนี้ของหมูปิ้ง จนเขาแจ้งเกิดเป็นดาว TikTok อย่างแท้จริง ใครๆ ก็ชอบคลิปของเขา

ตอนนี้มีงานถ่ายคลิปไปถึงเดือนพฤศจิกายนแล้ว

“ผมรับวันละคลิปเอง ถ้าเรารับเยอะมันจะกดดัน งานแบบนี้ต้องปล่อยตัวเองให้สบายๆ เลยรับได้วันละงานเองครับ ถ้าเรากดดันมันจะเครียด จากสิ่งที่เราชอบมันก็จะกลายเป็นไม่ชอบ”

ทั้งกระแสออนไลน์อันล้นหลาม ลามมาถึงกระแสออฟไลน์ในชีวิตจริง หมูปิ้งเล่าว่าทุกคนเริ่มมาทักทายเขาที่ป้อมยาม เพราะจำได้ ทั้งคนที่ขับรถเข้าหมู่บ้านแล้วต้องแลกบัตร ไปจนถึงลูกบ้านในหมู่บ้าน ทุกคนต่างเอ็นดูเด็กหนุ่มคนนี้

“หลังคลิปทำข้าวผัดดัง ลูกบ้านเขาจำได้เลยเข้ามาทัก เมื่อก่อนผมนั่งอยู่ในป้อมเงียบๆ คนเดียวสิบสองชั่วโมง แทบไม่ได้คุยกับใครเลย นอกจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเวลาเราไปซื้อของ ผมดีใจที่ได้คุยกับผู้คนมากขึ้น ลูกบ้านเขาก็ชอบ บอกว่าให้ทำอีกนะ ผมก็งง เพราะว่าเราถ่ายคลิปในเวลางาน ลูกบ้านไม่ห่วงเลย” หมูปิ้งเล่าแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

เขาเล่าต่อว่าบางวันลูกบ้านถือหม้อมาให้ก็มี ส่วนลูกบ้านอีกคนก็เอาทอดมันกุ้งที่ตนทำขาย แบ่งมาให้กินอิ่มท้องทุกอาทิตย์ หมูปิ้งเลยกินทอดมันกุ้งโชว์ในคลิปหนึ่ง ไม่ต้องสืบเลยว่า ชาวเน็ตแห่ไปถามหาทอดมันกุ้งว่าซื้อจากไหน จะตามไปเอฟ

“ลูกบ้านขับรถมาหา แล้วก็มาขอบคุณเรา ทีแรกผมงงว่ามาขอบคุณทำไม สืบไปเลยรู้ว่าคลิปที่เราลงทำให้ทอดมันกุ้งพี่เขาขายได้ จากที่ร้านเงียบมาหลายวัน พี่เขาจะจ้างเรารีวิวต่อด้วยนะ ผมบอกพี่ไม่ต้องจ้างผม เราอิ่มหลายมื้อเพราะเขา เดี๋ยวจัดการให้แจ่มๆ เลย”

แม้จะแจ้งเกิดเป็นอินฟลูเอนเซอร์ แต่สำหรับหมูปิ้ง อาชีพยามคืออาชีพสุจริตอย่างหนึ่งในสังคมเสมอ ไม่ได้ดูด้อยค่าไปกว่าใคร หรือไม่มีศักดิ์ศรีอย่างที่สายตาบางคนมอง 

“เคยสงสัยไหมว่าทำไมยามถึงดูไม่เท่าเทียมและดูไม่มีศักดิ์ศรี นั่นเป็นเพราะสื่อไทยครับ อย่างละครสั้นสะท้อนสังคม ถ้าดูเพลินๆ จะสอนใจนะ แต่ถ้าดูดีๆ ละครเหล่านี้ได้แอบใส่ความคิดหนึ่งไปแล้วเรียบร้อย เขาจะสร้างสถานการณ์ว่า เด็กเสิร์ฟ วินมอเตอร์ไซค์ ยาม และงานบริการต่างๆ เป็นอาชีพที่ไม่มีศักดิ์ศรี อาชีพพวกนี้จะโดนดูถูก โดนขยี้ โดนรังแก คนในสังคมย่ำยี หรือประธานบริษัทปลอมตัวมาเป็นยามแล้วก็มีคนเข้ามาดูถูก สุดท้ายเฉลยความจริงเพื่อสั่งสอนตัวร้าย จบด้วยการที่ตัวละครนั้นพูดประโยคเท่ๆ ออกมา คนดูก็รู้สึกว่ามันสอนใจจังเลย 

“แต่สิ่งที่สื่อไทยใส่เข้าไปคือ ถ้าคุณทำอาชีพนี้ คุณต้องโดนดูถูกแบบนี้นะ ในโลกความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น เราเจอคนที่พูดจาดีกับเราและเอ็นดูเรามากกว่า”

ศุภชัย บุญกระจ่าง หรือ เชฟหมู ณ ป้อมยาม ซุปตาร์ TikToker คนใหม่จากโคราช ผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดของชีวิต

EP.6 ยามฝัน

ความฝันจริง ๆ ของหมูปิ้ง อยากเป็นอะไร-เราชงคำถามปิดท้าย

“ผมอยากเป็นครูสอนศาสนา” เขาว่า

“ผมไม่ได้เกิดในครอบครัวคริสต์ครับ ผมเป็นคริสต์คนเดียว ผมอยากเป็นครูสอนศาสนา ผมอยากรวย เพราะครอบครัวจะได้สบาย เมื่อมีเยอะแล้วก็แจกจ่ายให้คนอื่น ผมมีโอกาสไปบนดอยแล้วเห็นชีวิตเด็กด้อยโอกาส เขาไม่ได้กินไข่เจียวหรือแม้กระทั่งเนื้อหมูบ่อยๆ แบบเรา ผมรู้สึกว่าถ้าวันหนึ่งเรามี เราอยากช่วยเขานะ 

“และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การตัดต่อ การถ่ายงานรีวิวที่ผมก็ชอบ ผมอยากเอาสองงานนี้มาแมตช์กัน ครูสอนศาสนากับอาชีพทำคลิป ผมเคยฝันเอาไว้ตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว ผมอยากเป็น YouTuber หรือ เป็น TikToker ผมพูดกรอกหูเพื่อนทุกวัน ชวนเพื่อนมาทำด้วย พูดมาตลอดเลยว่าเราอยากทำนะ จนตอนนี้ก็ได้ทำจริงๆ ก็ดีใจครับ” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มบนแววตา

ถ้าเปรียบชีวิตตอนนี้เป็นเหมือนเมนูหนึ่ง จะเป็นอะไร

“ข้าวสวยครับ ข้าวเปล่าเลย ดูว่างๆ จืดๆ แต่มันสำคัญ อยู่กับเมนูไหนก็ได้ สำคัญที่ว่าคุณจะเอาอะไรมาใส่ข้าวจานนี้ จะเอารสไหนล่ะ รสเผ็ดเอามาสิ รสหวานเอามาสิ

“ข้าวเปล่าก็คือชีวิต อยากได้รสอะไรก็ตักเอาเอง ห้ามให้คนอื่นตักให้เด็ดขาด เพราะถ้าคนอื่นตักให้ แล้วคุณจะไม่ชอบจานนั้น คุณจะเขี่ยเข้าข้างจาน และรสชาติจานนั้นก็จะไม่อร่อย”

ศุภชัย บุญกระจ่าง หรือ เชฟหมู ณ ป้อมยาม ซุปตาร์ TikToker คนใหม่จากโคราช ผู้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทลายข้อจำกัดของชีวิต

ขอบคุณสถานที่ : Them.x

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

28 กันยายน พ.ศ. 2539 คือวันเกิดของ ซันนี่-เกวลิน บุญศรัทธา เด็กสาวชาวสมุทรสาคร ลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ผู้มีความฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่จำความได้

วันนี้ เธอกลายเป็นศิลปินที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ ถึงขั้นมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียอย่างเวยป๋อ (Weibo) มากกว่า 22 ล้านคน

ในวาระที่ศิลปินมากความสามารถคนนี้กำลังจะย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 25 The Cloud ต่อสายออนไลน์หา ซันนี่ หยาง หรือ Yang Yunqing เพื่อสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตและการทำตามฝันของเธอ

ก่อนหน้านี้ ซันนี่ในวัยเพียง 14 เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันร้องเพลงภาษาจีนที่มณฑลฝูเจี้ยน

1 ปีถัดมา เธอบินลัดฟ้าไปอยู่ไต้หวันเพื่อลองทำตามฝันที่จะเป็นศิลปิน

ซันนี่ได้เดบิวต์ในฐานะสมาชิกของวงเกิร์ลกรุ๊ป A’N’D (Angel ‘N’ Devil) ตอนอายุ 18 พ่วงด้วยผลงานการแสดงซีรีส์อีก 2 เรื่อง

แต่เมื่อพบว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่วาดฝัน เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขัน Produce 101 China เรียลลิตี้ชื่อดังที่จะเฟ้นหา 11 ศิลปินจากผู้เข้าแข่งขันในรายการทั้งสิ้น 101 คน

ด้วยลุคสาวเท่ที่ใครเห็นเป็นต้องเทใจให้และความสามารถอันหลากหลาย ทั้งร้อง เต้น และเอ็นเตอร์เทนผู้ชม ทำให้ซันนี่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดเป็นอันดับที่ 8 จนได้เดบิวต์ในวง Rocket Girls 101 พร้อมเปิดตัวอัลบั้ม Collide ที่มียอดขายกว่า 2 ล้านชุด ตีเป็นเงินไทยกว่าร้อยล้านบาท

 เมื่อปีที่ผ่านมา หลังหมดสัญญากับ Rocket Girls 101 ซันนี่ได้รับการทาบทามจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China จนได้ออกอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกในชื่อ How’s the Weather Today? ซึ่งทำสถิติยอดขายเป็นอันดับ 8 ของประเทศจีนในปีนั้น

รู้จักประวัติของเธอกันพอสมควรแล้ว ถึงเวลาพานักอ่านทุกท่านร่วมเดินทางไปกับไอดอลสาวหล่อ ตั้งแต่วันแรกในเส้นทางดนตรี สู่วันนี้ที่เป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

และแล้ว บทสนทนาทางไกล ไทย-จีน จึงเริ่มต้นขึ้น…

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ไม่ว่าต้องอยู่ที่ไหน แค่ได้ทำในสิ่งที่รักก็โอเคแล้ว

เด็กไทยหลายคนอยากเป็นศิลปินไทยและโด่งดังในประเทศ มากกว่าเสี่ยงไปไต่เต้าในต่างแดนที่ประสบความสำเร็จได้ยากกว่า แต่คุณดูไม่ใช่แบบนั้น ความตั้งใจของคุณคืออะไร

หนูแค่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรักและประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองชอบ หนูเป็นคนชอบร้องเพลง ชอบขึ้นเวทีอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก แต่ที่ไทย หนูไม่มีโอกาส เคยไปสมัครรายการ เดอะสตาร์ (เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว) กับ เอเอฟ (ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย) ก็ไม่ได้เข้าแข่งขัน พอดีช่วงนั้นมีคนชักชวนให้ไปเป็นศิลปินที่ไต้หวัน หนูก็เลยบอกกับตัวเองว่า ในเมื่อโอกาสมาแล้ว ก็ต้องลองทำดู ไม่ได้คิดว่าจะเป็นต่างประเทศหรือที่ไหน คิดแค่ว่าถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักก็โอเคแล้ว

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำไมถึงชอบการร้องเพลงมากขนาดนั้น

เอาจริงๆ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันนะ (หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่มั้งคะ คุณแม่ชอบร้อง คุณพ่อชอบฟัง หนูฟัง พี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) มาตั้งแต่เด็ก เวลาที่โรงเรียนจัดกีฬาสีหรืองานวันพ่อ วันแม่ ที่มีการแสดง หนูจะออกตัวคนแรกตลอดเลยว่าอยากไปร้องเพลงนะ อยากไปเต้นนะ คงซึมซับความชอบนี้มาจากคุณพ่อคุณแม่นั่นแหละ โตมาก็เลยอยากเป็นนักร้อง 

แล้วทำไมไปอยู่จีนได้ล่ะ

เริ่มต้นจากหนูได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งร้องเพลงภาษาจีนที่ฝูเจี้ยน มีโอกาสได้รู้จักผู้จัดการศิลปินชาวไต้หวันคนหนึ่ง เขาชักชวนให้ไปร่วมงานกับเขาที่ไต้หวัน ตอนนั้นหนูอายุประมาณสิบสี่ สิบห้า ก็ตัดสินใจไป อยู่ที่นั่นก็เรียนด้วย พยายามเป็นศิลปินด้วย ก่อนจะย้ายมาอยู่จีนแผ่นดินใหญ่ในภายหลัง

ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะเห็นด้วยกับแนวทางที่คุณเลือก คุณและครอบครัวคิดยังไง

หนูคิดแค่ว่า ในเมื่อมีโอกาสและอายุเรายังน้อย ก็อยากลองไปเสี่ยงดูสักครั้ง ถ้าเผื่อเรามีชื่อเสียงขึ้นมา ก็คงคุ้มค่ามากๆ โชคดีด้วยที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนประเภทที่ถ้าลูกชอบอะไรก็ให้ไปลองได้ แต่ช่วงแรกที่หนูตกลงจะมาทำตามฝันที่เมืองจีน คุณพ่อก็ไม่ค่อยกล้าให้มาเหมือนกัน ทั้งที่คุณพ่อคุณแม่รู้ดีว่าเราชอบร้องเพลง แต่การเข้าวงการไม่ได้ทำกันง่ายๆ แถมวงการนี้ก็มีสิ่งที่น่ากลัวอยู่เยอะ

แต่สุดท้าย คุณพ่อบอกว่า ถ้าชอบก็ลองไปดู ถ้าไม่ประสบความสำเร็จให้รีบกลับมาเรียนต่อ จะได้หางานทำ ทั้งสองคนคงเป็นห่วงเรานั่นแหละ ช่วงที่ไปแรกๆ คุณแม่ก็เลยมาอยู่กับเราตลอด แต่คงเพราะคิดถึงคุณพ่อเกินไป ประมาณปีครึ่งเกือบสองปี คุณแม่เลยบินกลับ (หัวเราะ)

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กผู้หญิงอายุ 15 กล้าออกจากบ้านและย้ายไปอยู่ต่างประเทศในวันนั้น

ส่วนหนึ่งที่หนูไม่กลัวเพราะว่ามีคุณแม่อยู่เป็นเพื่อน แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือหนูเป็นคนชอบความท้าทายอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็ก ถ้ามีโอกาสได้ทำอะไรก็อยากลองทำไปหมด ไม่กลัวสิ่งแวดล้อม ไม่กลัวผู้คน และเอาจริงๆ ตอนไปอยู่ไต้หวัน หนูแทบพูดภาษาจีนไม่ได้เลย ช่วงแรกงูๆ ปลาๆ มาก ได้แต่พยายามบอกตัวเองว่า อยู่ไปสักสามสี่เดือนหรือครึ่งปีก็น่าจะเก่งขึ้น ก็ค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ได้กลัว ตอนเด็กหนูมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนเก่ง (หัวเราะ) คิดแบบนั้นจริงๆ นะ หนูเชื่อตลอดว่า ไม่ว่าอะไรเราก็ต้องทำได้ เดี๋ยวเราก็คงประสบความสำเร็จจนได้ เลยแทบไม่กลัวอะไรเลย

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

กดดัน แต่มีความสุข

ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่ประเทศจีนคืออะไร

หนูไม่เคยเป็นศิลปินฝึกหัดนะคะ ที่จีนส่วนมากไม่เหมือนเกาหลีที่ต้องมีการฝึกหัดสองสามปีถึงจะได้เดบิวต์เป็นบอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ป ความท้าทายครั้งใหญ่ก็เลยไม่ใช่การฝึก แต่เป็นการหางาน หนูพยายามอย่างหนักที่จะเข้ามาในวงการนี้ ตอนมาถึงไต้หวันแรกๆ ไม่ได้มีงานมากมายอะไร ผู้จัดการไม่ได้ให้งานเราเพิ่ม ไม่ได้ให้คำแนะนำว่าควรทำอย่างไรในวงการนี้ หนูแอบคิดเหมือนกันว่าเขาหลอกเรามารึเปล่า (หัวเราะ) 

สุดท้ายหนูจึงยกเลิกสัญญา แล้วก็พยายามมองหาบริษัทหรือรายการร้องเพลงดีๆ ที่จะทำให้เราได้อยู่ที่นั่นต่อ หนูหาโอกาสครั้งใหม่อยู่สองปีกว่า ถึงจะได้เจอบริษัทที่ชื่นชอบและเชื่อมั่นในตัวเราจริงๆ เขาให้โอกาสเราเล่นละคร ก็ได้เล่นไปสองเรื่อง

พูดง่ายๆ ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่นี่คือ หนึ่ง งานไม่ได้หากันง่ายๆ และสอง เราไม่ได้รับการฝึกสอน เราต้องฝึกเอง ซ้อมเอง เรียนรู้เอง และหาโอกาสเองเยอะมากๆ

ดูเป็นเส้นทางที่กดดันเหมือนกันนะ

ถามว่ากดดันมั้ย (หัวเราะ) ก็กดดัน แต่มีความสุขนะคะ เป็นสิบเอ็ดปีในวงการที่หนูได้เรียนรู้เยอะมาก ทั้งเรื่องงานและการอยู่รอดในสังคม หนูว่าเป็นบทเรียนที่ดีเหมือนกัน ทำให้ทุกวันของเราดีขึ้น เก่งขึ้นเรื่อยๆ

มีช่วงเวลาที่คุณบอกตัวเองว่า ‘อยากยอมแพ้’ บ้างไหม

มีความคิดนี้อยู่ตลอดเลยค่ะ เราเป็นคนที่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จมาตลอดตั้งแต่เด็ก พอไม่สำเร็จ เราก็เสียใจ อยู่ในวงการนี้ถามตัวเองตลอดว่า เราไม่เหมาะกับที่นี่หรือเปล่า เราทำไม่ได้หรือเปล่า มีหลายครั้งที่อยากยอมแพ้ ไม่อยากทำแล้ว พอแล้ว 

ตั้งแต่เพิ่งถึงไต้หวันใหม่ๆ มาอยู่เมืองจีน จนวันนี้ก็ยังคิดแบบนี้อยู่ตลอด เป็นความคิดชั่ววูบที่ทำให้เราสงสัยในตัวเอง แต่เราก็ไม่เคยละทิ้งความพยายามนะ ไม่เคยยอมแพ้เลย 

คุณก้าวผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ยังไง

ช่วงที่ยังไม่มีชื่อเสียง ถ้ารู้สึกท้อ สิ่งที่ทำให้เรากลับมาสู้ คือ ความรู้สึกกลัวการเสียหน้า (หัวเราะ)

หนูกลัวเสียหน้าเพราะญาติพี่น้องทุกคนรู้ว่าเราเข้าวงการ เพื่อนของคุณพ่อคุณแม่จะพูดตลอดว่าลูกยังเล็ก ทำไมถึงให้เข้าวงการ ทำไมไม่ให้เรียนหนังสือก่อน พอได้ยินแบบนั้น หนูก็คอยบอกตัวเองตลอดว่า ในเมื่อเราเลือกทิ้งการเรียนไปเยอะมากแล้ว ถ้ายอมแพ้ เราจะกลับไปทำอะไร ไม่ได้ๆ เราไม่อยากเสียหน้า และที่สำคัญ ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เสียหน้าด้วย

อีกอย่าง ก่อนมาหนูคุยกับเพื่อนไว้เยอะด้วยว่า ฉันจะไปเป็นดาราที่ไต้หวันแล้วนะ เดี๋ยวฉันจะดังแล้ว พอพูดไปก็ยิ่งไม่อยากเสียหน้าค่ะ เลยสู้สุดใจ พยายามแล้วพยายามอีก (หัวเราะ)

ส่วนถ้ารู้สึกเหนื่อยหรืออยากยอมแพ้ในช่วงนี้ที่มีชื่อเสียงแล้ว ก็จะมีหน้าคุณพ่อคุณแม่เข้ามาในความคิดตลอด หนูจะบอกตัวเองเสมอว่า ถ้าเราทำให้ดีกว่านี้ หาเงินให้ตัวเองได้เยอะๆ คุณพ่อคุณแม่ก็จะภูมิใจ ไม่ต้องเหนื่อย ทั้งยังมีชีวิตที่ดีขึ้น

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำเต็มที่ให้เขามั่นใจว่าเลือกไม่ผิดคน

ค.ศ. 2018 ที่เข้าประกวดรายการ Produce 101 China คุณดูแฮปปี้มากเลยนะ

มีหลายความรู้สึกค่ะ ช่วงที่ประทับใจที่สุดคือตอนได้อยู่ในรายการ ความรู้สึกแรกที่ได้ใส่ชุดสีเขียว ผมสีทองนั้นดีมากจริงๆ ทุกครั้งที่เราออกมาจะมีคนชื่นชอบเราเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ในรายการ ทีมงาน หรือคนดูก็ชื่นชอบเราและผลงานของเรา มีคนบอกว่าดวงตาของเรามีแสง เป็นประกาย ตอนนั้นก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราเท่จัง (หัวเราะ) 

รู้ได้ยังไงว่ามีคนชื่นชอบเยอะ

แหม หนูมีโทรศัพท์ค่ะ (หัวเราะ) คือเพื่อนที่แข่งขันทุกคนก็มีโทรศัพท์นั่นแหละ เพียงแต่ว่าจะซ่อนกันตรงไหน ของหนู หนูซ่อนไว้ในห้องน้ำ ก็ได้เช็กกระแสของตัวเองบ้าง โดยเฉพาะช่วงแรก ดีใจมาก แค่แป๊บเดียว แฟนคลับเราก็พุ่งปู๊ดพุ่งปี๊ด

เรื่องเล่าของคุณที่หลายคนประทับใจในรายการนี้ คือการที่ครั้งหนึ่งคุณได้เป็นแฟนคลับผู้โชคดี ถูกเลือกให้ขึ้นเวทีของศิลปินวง EXO แล้วภายหลังอดีตสมาชิกในวงมาเป็นกรรมการในรายการที่คุณเป็นผู้เข้าประกวด ถามจริงๆ คุณรู้สึกยังไง

ก็คงเหมือนติ่งเกาหลีหลายคน หนูเองก็ชอบ EXO มาตั้งแต่เด็ก ชอบมาตลอด ตอนย้ายมาอยู่ไต้หวันมีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตของ EXO วันนั้นหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงถูกเรียกขึ้นไปบนเวที เรานั่งดูคอนเสิร์ตอยู่ดีๆ กำลังชื่นชมศิลปิน โห หล่อจัง ร้องดีจัง เต้นเก่งจัง อยู่ๆ ก็มีทีมงานมาบอกให้ขึ้นไป หนูงงมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นลัคกี้แฟน หนูว่าอาจจะเป็นพรหมลิขิต (หัวเราะ)

ตอนประกวด Produce 101 China หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอดีตสมาชิกจาก EXO อย่าง จื่อเทา อยู่ในรายการด้วย ตอนได้รู้ก็ตกใจ ก็เลยเล่าให้ทีมงานฟัง ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องนี้จะถูกเอามาเล่าในรายการด้วย

การเป็นผู้โชคดีได้ขึ้นเวทีของ EXO ในวันนั้นสำคัญกับคุณยังไง

ถึงหนูจะชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก แต่ ณ ตอนนั้นก็ไม่เคยฝันว่าตัวเองจะมีคอนเสิร์ตที่มีคนดูหลักหมื่นได้ การได้ขึ้นไปบนเวทีวันนั้น แม้เราจะชอบพี่ๆ EXO มาก แต่ตอนอยู่ด้านบน เราแทบไม่ได้มองพวกเขาเลย ส่วนหนึ่งคือไม่กล้ามองเพราะกลัวแฟนคลับว่าเรา แต่อีกส่วนเป็นเพราะตอนอยู่บนนั้น เราได้เห็นผู้ชม ป้ายไฟ และเสียงกรี๊ด ทุกคนส่งเสียงเชียร์ให้กับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ ตอนนั้นหนูคิดกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเป็นเราที่ร้องเพลงอยู่บนเวที แล้วมีคนดูมากมาย ชูป้ายไฟ ส่งเสียงเชียร์ และร้องเพลงตามเราได้ ก็คงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ในชีวิต ถ้าทำได้และได้ทำก็คงเท่มากจริงๆ

ล่าสุดคุณได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China ด้วย

ค่ะ ปลื้มใจมากๆ หนูเข้ามาในวงการนี้ ความฝันก็คืออยากเป็นนักร้อง มีเพลง อัลบั้ม และคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง Universal Music Greater China ทำความฝันของหนูสำเร็จมาสองสามอย่างแล้ว เหลือแค่เปิดคอนเสิร์ตใหญ่อย่างเดียวแล้วจริงๆ ตอนที่เขาขอเซ็นสัญญา หนูดีใจมากนะ คิดว่าเราก็ต้องมีความสามารถพอสมควรแหละ เขาถึงเลือก หลังจากนั้นไม่ว่าจะทำเพลงหรือทำอะไรก็ตาม เราก็อยากทำให้เต็มที่เพื่อให้ทุกคนชื่นชอบ เขาจะได้ภูมิใจและรู้สึกว่าเลือกไม่ผิดคนจริงๆ

นอกจากการร้องเพลง คุณก็มีผลงานอีกหลายอย่าง ทั้งถ่ายแบบและแสดงซีรีส์ มีอะไรที่คุณอยากลองทำอีกรึเปล่า

ไม่มีแล้วค่ะ พอแล้ว (หัวเราะ)

อืม ช่วงนี้ยังไม่มี แต่ถ้าครั้งหน้ามีโอกาสได้คุยกันอีก หนูอาจจะมีอย่างอื่นที่อยากทำก็ได้ ตอนนี้หนูคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ยังไม่สำเร็จเลย เพราะงั้นก็ขอทำตรงนี้ไปก่อน 

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ถึงจะมีคนแอนตี้ เราก็เชียร์คุณอยู่ดี

กำลังใจจากแฟนคลับครั้งไหนที่มีค่ากับคุณมากที่สุด

สำคัญในทุกครั้งที่หนูมีการแสดงเลย แฟนคลับคอยให้กำลังใจหนูตลอด อย่างตอนที่ประกวดรายการ Produce 101 China มีคนแอนตี้เราหนักมาก ก็มีแฟนคลับนี่แหละที่คอยให้กำลังใจ ทุกครั้งที่เราต้องเดินจากห้องพักไปที่ซ้อมของรายการ ระยะทางแค่ห้านาทีเอง แต่ตลอดทางจะมีแฟนคลับมารอให้กำลังใจ พอเราเดินผ่าน เขาจะตะโกนว่า ‘สู้ๆ นะ ถึงแม้ว่าจะมีคนแอนตี้คุณ แต่เราก็ยังชอบคุณเหมือนเดิม เราจะเชียร์จนคุณได้เป็นศิลปินให้ได้’

มันทำให้รู้ว่า ถึงแม้จะมีคนเกลียดเราเยอะขนาดไหน แต่คนที่ชอบก็ยังพยายามช่วยให้เราประสบความสำเร็จ รู้สึกดีใจและตื้นตันใจที่สุดจริงๆ

มีอะไรอยากบอกแฟนคลับชาวไทย แต่ยังไม่มีโอกาสได้บอกไหม

หนูพูดตลอดค่ะ บอกหมดแล้ว (หัวเราะ) 

บอกทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์เลย ล่าสุดที่หนูได้ร่วมงานกับน้องๆ วง Vyla มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับสื่อไทย ก็บอกกับพี่ๆ สื่อมวลชนและแฟนคลับไปว่า ถ้าโควิด-19 ดีขึ้น หนูอยากจัดแฟนมีตติ้งที่ไทย อยากเปิดคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่นั่น หนูรู้นะว่าตัวเองก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่ในเมื่อมีคนที่ชื่นชอบเราอยู่ที่ไทยหรืออยู่ในประเทศไหนก็ตาม หนูก็อยากยกทุกอย่างที่ได้ทำที่จีนไปมอบให้กับแฟนๆ ที่นั่นด้วย

การเป็นศิลปินไทยที่ประสบความสำเร็จในจีนให้อะไร และเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้เยอะค่ะ อย่างแรกคือทำให้หนูเก่งขึ้น ได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ และคนในครอบครัวภูมิใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้หนูภูมิใจในตัวเอง

สิ่งที่เสียอาจจะเป็นการใช้ชีวิตบางส่วน ต้องยอมรับว่าศิลปินที่จีนมีกฎเกณฑ์เยอะ การเป็นไอดอลไม่ง่าย ต้องคอยระวังหลายอย่าง เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเมื่อก่อนที่อยากทำอะไรก็ทำได้ เราเคยเป็นเด็กที่ไม่กลัวอะไรเลย มั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำต้องเป็นสิ่งที่ดี แต่ตอนนี้จะทำอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก การมีชื่อเสียงทำให้ต้องเจอเรื่องราวมากมายที่ชีวิตนี้ไม่เคยเจอมาก่อน

สูตรสำเร็จในการประสบความสำเร็จของซันนี่คืออะไร

หนูว่าคือความไม่ยอมแพ้ค่ะ ถึงแม้ปากจะคอยพูดบ่อยๆ ว่า ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยจัง ท้อแท้ ทำไมทำได้แค่นี้ แต่ใจเราก็ยังอยากประสบความสำเร็จให้ได้ ท้ายที่สุด ปากบ่นก็จริง แต่ใจก็สู้ เราไม่เคยยอมแพ้เลย

ถ้าผู้หญิงที่ชื่อซันนี่ไม่ได้เป็นนักร้องผู้โด่งดัง คุณว่าวันนี้เธอจะทำอะไรอยู่

น่าจะเป็นไกด์ที่เมืองไทยมั้งคะ เราเป็นคนชอบคุย ชอบเล่น ชอบออกไปเที่ยวนอกบ้าน หนูเรียนจบมหาวิทยาลัยด้านการโรงแรมด้วย แถมพูดภาษาจีนได้อีก คนจีนที่ชอบไปเที่ยวประเทศไทยก็เยอะ เลยคิดว่าถ้ามีทัวร์เป็นของตัวเองก็จะพาคนจีนไปเที่ยวเมืองไทยค่ะ (หัวเราะ)

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง

จากเด็กที่เคยเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดร้องเพลงที่จีน วันนี้คุณเป็นศิลปินแถวหน้าผู้สร้างความภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ รู้สึกยังไงบ้าง

หนูไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีชื่อเสียงได้ถึงขนาดนี้ ถึงแม้ว่าวันนี้หนูก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่นี่ก็มาไกลกว่าวันแรกมากจริงๆ ดีใจ ภูมิใจ รู้สึกขอบคุณแฟนคลับทุกคนทั้งในจีน ไทย และทุกประเทศ ที่คอยให้กำลังใจและติดตามหนูเสมอมา อยากพยายามต่อไปให้ดียิ่งขึ้น และไม่ว่าจะรับงานไหน หนูสัญญาว่าจะทำเต็มที่ ไม่ให้คนที่ชื่นชอบผิดหวัง

คุณย้ายไปใช้ชีวิตที่จีนร่วม 10 ปีแล้ว คิดถึงอะไรที่เมืองไทยมากที่สุด

คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ค่ะ แต่ถ้าไม่นับคนก็คิดถึงอาหารไทยมากที่สุด คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง เพราะเมืองจีนไม่มี แล้วก็คิดถึงเอ็มเค แม้จีนก็มีอาหารแนวนี้ แต่น้ำซุปหรือรสชาติไม่เหมือนกัน 

ตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านเราจะไปกินเอ็มเคกันทุกวันศุกร์ มันกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่พอมาอยู่นี่ก็แทบไม่ได้ทานเลย หนูก็เลยคิดถึงนิดหนึ่งค่ะ 

พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่คิดถึงรองจากคุณพ่อคุณแม่ คือข้าวเหนียวหมูปิ้งกับเอ็มเคเนอะ

ค่ะ ใช่ค่ะ (หัวเราะ)

ไม่ได้กลับไทยมาปีกว่าๆ ถ้าได้กลับมาครั้งหน้า คุณจะกอดใครเป็นคนแรก

ต้องดูว่าหนูเจอใครก่อนค่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าเป็นคนในครอบครัวแน่นอน เจอใครก่อนก็กอดคนนั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นคุณพ่อนะคะ

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ภาพ : ซันนี่-เกวลิน บุญรักษา

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load