มูมินตัวกลมๆ นั้นเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลก เด็กๆ และผู้ใหญ่ (หัวใจเด็ก) มากมายตกหลุมรักตัวละครจากวรรณกรรมเยาวชนสัญชาติฟินแลนด์ครอบครัวนี้ บ้างก็ด้วยหน้าตาที่แสนใจดี บ้างก็ด้วยเรื่องราวผจญภัยแสนสนุก และบ้างก็ด้วยความคิดคมคายของเหล่ามูมินและผองเพื่อน

คุยกับ Sophia Jansson หลานรัก Tove Jansson ผู้ดูแลมรดก Moomins ที่คนทั่วโลกตกหลุมรัก

ตูเว ยานซอน (Tove Jansson) นักเขียนและนักวาดชาวฟินแลนด์ให้กำเนิดครอบครัวมูมินเมื่อเธออายุ 20 ปลายๆ และเรื่องราวของเหล่ามูมินได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1945 นั่นหมายความว่า ผู้คนทั่วโลกตกหลุมรักครอบครัวนี้มานานถึง 75 ปีแล้ว

ปัจจุบัน เหล่ามูมินผู้รักการผจญภัยนั้นได้เดินทางไปทั่วโลกแล้วจริงๆ ทั้งในรูปแบบหนังสือ ของใช้น่ารัก สวนสนุก หรือแม้แต่ร้านชานมไข่มุก (ในประเทศไทย!)

คุยกับ Sophia Jansson หลานรัก Tove Jansson ผู้ดูแลมรดก Moomins ที่คนทั่วโลกตกหลุมรัก, มูมิน

โซเฟีย ยานซอน (Sophia Jansson) คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ของมูมิน นอกจากจะเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของบริษัท มูมิน คาแรกเตอร์ ที่กำลังเติบโตในระดับนานาชาติ เธอยังเป็นหลานสาวที่รักของ ตูเว ยานซอน ซึ่งต้องการดูแลมรดกที่ครอบครัวทิ้งไว้ให้แก่ชาวโลกด้วยความตั้งใจยิ่ง

The Cloud ได้รับโอกาสสัมภาษณ์ โซเฟีย ยานซอน เด็กหญิงในครอบครัวศิลปินที่เติบโตมาต่อยอดมรดกตกทอดให้เจริญงอกงามจนกลายเป็นที่รักของผู้คน เธอเล่าให้เล่าฟังถึงชีวิตท่ามกลางธรรมชาติของครอบครัวยานซอนซึ่งมีอิทธิพลต่อการเขียนงานของตูเว เรื่องการดูแลงานศิลปะที่กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์อันเป็นที่รักของผู้คนมากมาย รวมไปถึงการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของคนในครอบครัวยานซอนและผู้อ่านรุ่นเยาว์ด้วย

ครอบครัวมูมินและครอบครัวยานซอน

แม้จะมีทั้งชื่อเสียงและเงินทอง แต่ตูเว ยานซอน นั้นขึ้นชื่อเรื่องการใช้ชีวิตเรียบง่าย ทุกหน้าร้อน เธอจะออกไปอยู่บนเกาะที่เล็กมากๆ แห่งหนึ่งในอ่าวฟินแลนด์ และอยู่ในกระท่อมที่มีเพียงห้องเดียวซึ่งปราศจากเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ เธอเฝ้าดูทั้งความสวยงามและความโหดร้ายของธรรมชาติ ออกสำรวจป่าและทะเล และเขียนเรื่องราวการผจญภัยมากมาย ณ บ้านน้อยหลังนี้

โซเฟีย ยานซอน เล่าถึงความทรงจำในวัยเด็กมีต่อป้าของเธอว่า

“ฉันคิดว่าความทรงจำแรกที่มีต่อตูเวก็คือวันหยุดหน้าร้อนบนเกาะ พ่อแม่ของตูเวจะไปอยู่ที่เกาะทางใต้ของเมืองปอร์โว (Porvoo) (ทางใต้ของฟินแลนด์ ตัวเมืองอยู่ห่างจากเฮลซิงกิไปทางตะวันออกประมาณห้าสิบกิโลเมตร) เธอและพี่น้องทุกคน ทั้งพี่ชายคนโต เพียร์ โอลอฟ ยานซอน (Per Olov Jansson) และพ่อของฉัน ลาร์ส ยานซอน (Lars Jansson) ก็ไปที่นั่น ตูเวก็เคยอยู่ที่เกาะนี้ แต่ภายหลังตูเวย้ายไปอยู่เกาะที่ไกลออกไปอีก และอยู่ที่นั่นกับคู่ชีวิตของเธอที่ชื่อว่า ตูลิกกิ เปียติลา (Tuulikki Pietilä) ครอบครัวเราสนิทกันมาก จึงเจอกันเกือบทุกอาทิตย์

“ฤดูหนาวของฟินแลนด์มืด หนาวเย็น และยาวนานมาก ทุกคนจึงใช้ชีวิตเต็มที่ในหน้าร้อน ชาวฟินน์แทบจะกลายเป็นคนละคนเลย พวกเขาจะมีชีวิตชีวาและทำกิจกรรมมากมายในฤดูอันแสนสั้นนี้ อย่างไรก็ตาม วันในฤดูร้อนนั้นยาวนาน กว่าพระอาทิตย์จะตกก็สามสี่ทุ่มแล้ว เราจะท่องไปตามเกาะต่างๆ ไปปิกนิก ตั้งเต็นท์ พายเรือ ว่ายน้ำ เล่นว่าว ตูเวและคู่ชีวิตของเธอก็จะมาด้วยเสมอ เราจะเดินหาหินสวยๆ กัน ว่ายน้ำ สำรวจเกาะที่ใหม่ๆ ผ่อนคลาย นั่งดูพระอาทิตย์ตก หรือทำอาหารง่ายๆ บนกองไฟ”

คุยกับ Sophia Jansson หลานรัก Tove Jansson ผู้ดูแลมรดก Moomins ที่คนทั่วโลกตกหลุมรัก, มูมิน

คำบรรยายชีวิตในหน้าร้อนของครอบครัวยานซอนนั้นฟังดูคุ้นๆ เพราะคล้ายกับเรื่องราวของเหล่ามูมินที่มักมีเหตุให้ได้ออกสำรวจป่าและทะเลอยู่เสมอ นักอ่านหลายคนบอกว่า ครอบครัวมูมินได้รับแรงบันดาลใจมากจากครอบครัวยานซอน และช่วงเวลาบนเกาะนั้นก็ส่งผลต่องานทั้งเขียนและวาดของตูเวอย่างไม่ต้องสงสัย

“ตูเวรักอิสระมาก เธอมีอิสระที่จะตัดสินใจเอง มีอิสระที่จะได้ทำในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งหลายครั้งหมายถึงเรื่องการทำงานด้วย เธอต้องการอิสระที่จะได้วาดรูป ได้เขียนหนังสือ ในหน้าร้อน บางครั้งเธอเลือกทำกิจกรรมยากๆ ในสายตาคนอื่น แต่สุดท้ายสิ่งที่เธอทำกลับเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คน และแน่นอนว่าสะท้อนอยู่ในหนังสือด้วย

“ถ้าคุณได้อ่านเรื่องมูมิน ครอบครัวนี้ใช้เวลามากมายอยู่บนชายหาด บนเรือ ท่องทะเล สำรวจเกาะต่างๆ เฝ้าฝันถึงการผจญภัย ไปในที่ที่ไม่รู้จักมาก่อน และได้เจอสิ่งใหม่ๆ ตลอด

“ตูเวใช้หมู่เกาะนี้ในเรื่องของเธอ และเธอก็ชอบอยู่ที่นั่นด้วย เพราะเกาะให้ความรู้สึกอิสระ และการไม่ต้องมีธรรมเนียมหรือกฎของสังคม เธอเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ในสิ่งแวดล้อมนั้น”

คุยกับ Sophia Jansson หลานรัก Tove Jansson ผู้ดูแลมรดก Moomins ที่คนทั่วโลกตกหลุมรัก, มูมิน

โซเฟียดูแลบริษัทที่ทำงานในแวดวงนานาชาติแห่งนี้ด้วยคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการได้เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมเดียวกับที่เป็นแรงบันดาลใจให้ตูเว ยานซอน สร้างสรรค์งานมากมาย และหมู่เกาะเดียวกันนี้ก็เป็นแหล่งความคิดความสร้างสรรค์ของเธอเช่นกัน

“ฉันรักเกาะและคุ้นเคยกับพื้นที่แห่งเดียวกันนี้อย่างยิ่ง ฉันนึกออกว่าตูเวบรรยายอะไรในงาน ฉันเข้าใจว่าตูเวเขียนถึงมูมินและสิ่งต่างๆ อย่างไร เรื่องราวเหล่านี้คือปรัชญาชีวิตของเธอ ทั้งเรื่องการผจญภัย มิตรภาพ การมีเมตตาและยอมรับคนที่แตกต่างจากเรา คนที่อาจเหงาและคนเล็กคนน้อยอื่นๆ หลายแนวคิดที่ตูเวเขียนนั้นมีคุณค่าต่อชีวิตของเธอบนเกาะ และฉันหวังว่ายังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ในปัจจุบัน”

คุยกับ Sophia Jansson หลานรัก Tove Jansson ผู้ดูแลมรดก Moomins ที่คนทั่วโลกตกหลุมรัก, มูมิน

ใน ค.ศ. 2020 เหล่ามูมินฉลองวันเกิดอายุครบ 75 ปีในยามที่โลกต้องเผชิญวิกฤตการณ์ที่ชื่อว่า COVID-19 เรื่องนี้ช่างพอเหมาะพอเจาะในแง่ที่ว่า ท่ามกลางความวุ่นวายแบบที่ไม่มีใครเคยพบเจอมาก่อนนี้ ผู้คนมากมายหันกลับมาอ่านหนังสือชุดดังกล่าวเพื่อพักใจ และค้นหา ‘ปัญญา’ แบบเหล่ามูมินที่ผจญ ‘ภัย’ มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และในช่วงต้นของวิกฤตครั้งใหญ่นี้ โซเฟีย ยานซอน ก็นั่งลงอ่านเรื่องราวการผจญภัยของเหล่ามูมินลงในช่องยูทูบของพวกเขาด้วย

“เราเฝ้าดูแฟนๆ ของมูมินทั่วโลกอยู่ ไม่เฉพาะแฟนๆ ของตูเวนะ แต่รวมถึงผู้คนมากมายที่กังวลอย่างยิ่ง ในช่วงแรกที่ COVID-19 ระบาด พวกเขาต้องการความสบายใจและต้องการเชื่อใจโลกนี้ได้อีกครั้ง หลายคนพูดถึงหนังสือชุดมูมิน เพราะหนังสือชุดนี้ทำให้รู้สึกดีขึ้นในช่วงเวลาแห่งความกังวลเสมอ เราจึงทำคลิปวิดีโอลงอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ความหวังและยืนยันกับผู้คนว่า แม้จะมีเรื่องร้ายๆ หรือเหตุการณ์ที่น่ากังวล แต่ก็มีทางที่เราจะออกจากเรื่องนี้ได้ และยังมีเรื่องดีๆ รออยู่”

หลานสาวผู้ดูแลครอบครัวมูมิน

โซเฟีย ยานซอน เป็นลูกสาวของลาร์ส ยานซอน (Lars Jansson) น้องชายของตูเวที่เคยช่วยเขียนเรื่องสำหรับการ์ตูนมูมิน และมีส่วนในการพัฒนาการ์ตูนมูมินร่วมกับชาวญี่ปุ่นเพื่อออกฉายทางโทรทัศน์ในทศวรรษ 1990 (ผู้อ่านที่อายุ 30 ปีขึ้นไปคงจำการ์ตูนชุดนี้ที่ฉายทางช่อง 7 ตอนเช้าหลังรายการ เจ้าขุนทอง ได้ดี) เธอจึงผูกพันและเข้าใจเหล่ามูมินเป็นอย่างยิ่ง นี่เองส่งผลให้เธอมองธุรกิจนี้ต่างจากธุรกิจทั่วไปด้วย โซเฟียเล่าว่า

คุยกับ Sophia Jansson หลานรัก Tove Jansson ผู้ดูแลมรดก Moomins ที่คนทั่วโลกตกหลุมรัก, มูมิน

“จุดสำคัญก็คือ มูมินไม่ใช่แบรนด์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมบันเทิงหรือเพื่อการพาณิชย์เลย มูมินมาจากงานศิลปะของตูเว ตอนที่สร้างสรรค์เหล่ามูมินเธอไม่ได้คิดถึงการค้าหรือแบรนด์ใดๆ เธอเขียนหนังสือเพื่อเด็กๆ และเพื่อตัวเอง

“เธอวาดรูป สร้างสรรค์งานศิลปะ และทำภาพประกอบนิตยสารที่ผู้คนค่อยไม่ค่อยได้เห็นนักด้วย เธอเป็นศิลปินร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่คือจุดแข็ง งานของเราก็มีพื้นฐานมาจากสิ่งนี้ เธอเป็นศิลปินและนักเขียน และไม่ว่าเวลาจะผ่านไป งานของเธอก็ยังได้รับการยอมรับอยู่

คุยกับ Sophia Jansson หลานรัก Tove Jansson ผู้ดูแลมรดก Moomins ที่คนทั่วโลกตกหลุมรัก, มูมิน
คุยกับ Sophia Jansson หลานรัก Tove Jansson ผู้ดูแลมรดก Moomins ที่คนทั่วโลกตกหลุมรัก, มูมิน

“สิ่งนี้ทำให้มูมินมีเอกลักษณ์ ฉันคิดว่า มีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่เกิดจากงานมรดกทางวรรณกรรมที่ตกทอดกันมา เช่น ปีเตอร์ แรบบิท (Peter Rabbit) ของบีอาทริกซ์ พอตเตอร์ (Beatrix Potter) หรือ ลอร์ดออฟเดอะริงส์ (The Lord of the Rings) โดย โทลคีน (Tolkien)

“ตูเวเองก็อยู่ในหมวดนี้ ในวงการการค้าลิขสิทธิ์ เราเรียกงานกลุ่มนี้ว่าแบรนด์มรดกทางวัฒนธรรม (Heritage Brand ที่เหนือไปกว่านั้นก็คือ ชีวิตของเธอคืองานศิลปะชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีคุณค่าต่อคนรุ่นหลังอย่างยิ่ง

ฉันคิดว่าเราไม่ได้สอนคนอื่น แต่ผู้คนมากมายพบทางไปสู่ความสุขและสมดุลในชีวิตผ่านงานของเธอ สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่ง คุณจะมองข้ามเรื่องนี้ไม่ได้เลย พวกเราเป็นมนุษย์และโลกนี้ก็เป็นไปอย่างที่มันเป็น เราต้องการสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข แข็งแรง และกล้าหาญในเวลาที่ยากลำบาก และงานของตูเวก็ให้สิ่งนี้”

คุยกับ Sophia Jansson หลานรัก Tove Jansson ผู้ดูแลมรดก Moomins ที่คนทั่วโลกตกหลุมรัก, มูมิน

ตูเว ยานซอน เสียชีวิตใน ค.ศ. 2001 หมายความว่า ภาพมูมินที่มาจากปลายปากกาของตูเวภาพสุดท้ายต้องมีอายุกว่า 20 ปีอย่างแน่นอน ถ้าอย่างนั้นโซเฟียให้ชีวิตใหม่กับภาพวาดและงานเขียนเก่า และทำให้งานเหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบอยู่เสมอได้อย่างไร

“การทำเช่นนี้กับงานอื่นๆ คงจะยาก แต่ตูเวเป็นอัจฉริยะ ผลงานเธอเป็นสากล เราจึงสนุกมากเพราะความเป็นไปได้ไม่รู้จบ ความลับอยู่ที่งานของตูเว ซึ่งมีแนวคิดที่สุดยอดบางประการ

“งานของเธอไม่มีเวลา ไม่มีขอบเขต ไม่ขึ้นกับศาสนา ไม่ขึ้นกับเพศสภาพ และไม่ได้เจาะจงว่าเป็นพื้นที่หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง ทุกคนจึงเข้าใจงานของเธอ เช่น เข้าใจความเหงาและสิ่งที่ตรงข้ามจากความเหงา นั่นก็คือความอบอุ่นในบ้านของเหล่ามูมิน เข้าใจเรื่องมิตรภาพและการเป็นที่ต้อนรับ ใครๆ ก็เข้าใจเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนในโลก การทำให้งานของตูเวทันสมัยจึงไม่ยากเลย เพราะหัวข้อเหล่านี้ไม่เคยเก่า เรื่องราวของเธอจึงเข้ากับทุกยุคสมัย

“อย่างไรก็ตาม คุณก็ต้องใส่แรงลงไปให้เกิดงานใหม่ๆ คุณคงรู้ว่าปีที่แล้วมีการเปิดสวนสนุกมูมินในญี่ปุ่น นี่คือวิธีทำให้คนเข้าใจงานของตูเวมากขึ้น และยังมีวิธีอื่นๆ อีก เช่น กำลังจะมีหนังชีวประวัติของตูเวออกมา เราเพิ่งไปงานเปิดตัวหนังกันมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีโครงการทั้งเล็กและใหญ่ที่จะช่วยให้คนยังระลึกถึงงานของเธออยู่เสมอ”

คุยกับ Sophia Jansson หลานรัก Tove Jansson ผู้ดูแลมรดก Moomins ที่คนทั่วโลกตกหลุมรัก, มูมิน

เติบโตอย่างสร้างสรรค์

โซเฟีย ยานซอน เติบโตมาในครอบครัวของคนทำงานสร้างสรรค์อย่างแท้จริง ปู่ของเธอ (พ่อของตูเว) เป็นประติมากร และย่าก็เป็นจิตรกรและนักวาดภาพประกอบ ลุงของเธอเป็นช่างภาพ ส่วนพ่อและป้าก็สร้างสรรค์โลกของมูมินทั้งในหนังสือและจอโทรทัศน์

‘ความคิดสร้างสรรค์’ คือผลงานที่แท้จริงของครอบครัวยานซอนและบริษัทมูมิน ซึ่งต่อยอดตัวละครในหนังสือไปเป็นสินค้าและบริการมากมาย โซเฟียเล่าถึงการเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมนี้ว่า

“ในยุคของตูเว ครอบครัวสอนให้เธออ่านหนังสือและวาดรูปตั้งแต่ยังเด็ก พ่อและแม่สอนให้เธอแสดงความคิดและความรู้สึกผ่านทางการเขียนและงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ สำคัญอย่างยิ่งที่เราจะไม่ชี้นิ้ว แต่ส่งเสริมให้เด็กๆ สะสมและฝึกฝนการใช้เครื่องมือที่จะถ่ายทอดความคิดความรู้สึก เครื่องมือนั้นอาจเป็นการเต้น การเล่นดนตรี การเขียน หรือการวาดรูปก็ได้

คุยกับ Sophia Jansson หลานรัก Tove Jansson ผู้ดูแลมรดก Moomins ที่คนทั่วโลกตกหลุมรัก, มูมิน

“สำหรับฉัน สิ่งสำคัญคือการสอนให้เด็กๆ อ่านหนังสือ และพูดคุยเรื่องเรื่องราวที่อ่าน เพราะเรื่องราวและภาษาคือความนึกคิดและจิตใต้สำนึก ถ้าคุณมีคำศัพท์มาก การบรรยายความซับซ้อนต่างๆ ที่อยู่ในความคิดและจิตใจคุณก็จะง่ายขึ้นด้วย เราถึงอยากให้มีการตีพิมพ์งานของตูเวอยู่ตลอด เพราะหนังสือของเธอช่วยให้ผู้ค้นหา ‘เครื่องมือ’ ของตัวเองเจอ พวกเขามักบอกว่า “นี่แหละ สิ่งที่ฉันกำลังรู้สึก” เมื่ออ่านหนังสือมูมิน พวกเขาจะได้แรงบันดาลใจไปลงมือถ่ายทอดความรู้สึกเดียวกันนี้แต่ด้วยวิธีการของตัวเอง

“นอกจากนี้ ฉันคิดว่า เราต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการแสดงออกของเด็กๆ ด้วย บางครั้งคุณจะเห็นว่า พวกเขามีอะไรในหัว แต่ไม่รู้จะแสดงออกได้อย่างไร การให้เด็กๆ รู้จักศิลปะแขนงต่างๆ นั้นช่วยให้พวกเขารับมือกับความเป็นจริงในชีวิตได้ พวกเราอาจต้องการถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวและในใจในระดับที่มากน้อยแตกต่างกันไป แต่ตูเวมีพลังและแรงผลักดันมากในการทำเช่นนี้ เธอเขียนจดหมาย เต้น ร้องเพลง รัก และท่องเที่ยว เพราะมีแรงผลักดันที่วิเศษ หลายคนมีแรงผลักดันแบบนี้ เราสามารถสร้างงานศิลปะที่ดีซึ่งให้แรงบันดาลใจ รวมถึงให้เครื่องมือนี้แก่ผู้คนได้”

โซเฟีย

นอกจากวรรณกรรมเยาวชนแล้ว ตูเว ยานซอนยังเขียนงานสำหรับผู้ใหญ่ไว้มากมาย หนึ่งในผลงานชิ้นเอกของเธอคือหนังสือรวมเรื่องสั้นชื่อ The Summer Book เล่าเรื่องเด็กผู้หญิงอายุ 6ขวบที่ชื่อว่า โซเฟียซึ่งอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งกับย่าของเธอในช่วงฤดูร้อน สองย่าหลานใช้เวลาหน้าร้อนสำรวจเกาะแก่งต่างๆ และเรียนรู้เรื่องธรรมชาติอย่างเรียบง่าย (แต่เต็มไปด้วยปัญญาจากการสังเกตโลกรอบตัว) ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างเช่น หมาแมว ไปจนถึงเรื่องชีวิตและความตายของสรรพสิ่ง หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า โซเฟียในเรื่องนี้คือ โซเฟีย ยานซอน หรือเปล่า

คุยกับ Sophia Jansson หลานรัก Tove Jansson ผู้ดูแลมรดก Moomins ที่คนทั่วโลกตกหลุมรัก, มูมิน

“นี่คือหนึ่งในงานโปรดของฉันเลย แน่นอนว่าส่วนตัว ฉันอยากจะเชื่อว่าโซเฟียในเล่มนี้คือฉัน แต่โซเฟียก็เป็นคนที่ตูเวแต่งขึ้นมาด้วย เธอเป็นศิลปินและเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่ง อย่างไรก็ตาม หลายเหตุการณ์ในเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริง แต่บางเรื่องก็อาจเป็นเรื่องของตูเวเองในวัยเด็ก สำหรับฉัน มันดีมากที่มีบันทึกเรื่องราวที่อาจเป็นเรื่องในวัยเด็กของฉันไว้ ฉันรู้สึกพิเศษมากที่ชื่อเดียวกับโซเฟีย”

ไม่ว่าโซเฟีย ยานซอน จะเป็นตัวละครใน The Summer Book มากน้อยอย่างไร ทุกวันนี้ เธอได้พาเรือของเหล่ามูมินล่องออกมาไกลแสนไกลจากเกาะน้อยๆ ในอ่าวฟินแลนด์ พวกเขาได้มอบความสุขกับคนทั่วโลกทั้งในยามเหตุการณ์ปกติและยามที่ต้องเผชิญความท้าทายต่างๆ จวบจนวันนี้ สมาชิกหุบเขามูมินทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังมาสองชั่วอายุคนหรือนับได้ 75 ปีเต็มแล้ว

ภาพ : Moomins Characters Oy 

ขอขอบคุณ

คุณโซเฟีย ยานซอน บริษัท มูมิน คาแรกเตอร์ จำกัด (Moomin Characters Oy) และสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน

Writer

Avatar

กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์

จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยยูวาสกูลา ประเทศฟินแลนด์ ปัจจุบันกำลังปลูกปั้นสำนักพิมพ์ ‘นาวา’ ซึ่งนำหนังสือภาพสำหรับเด็กจากฟินแลนด์มาตีพิมพ์เป็นภาษาไทย โดยเริ่มจากหนังสือชุด ‘ตาตุและปาตุ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load