ตรงหน้าเราคือ มุก–มุกดา นรินทร์รักษ์ ในวัย 24 ปี

ส่วนอายุงานในวงการบันเทิงของเธอนั้นกำลังก้าวเข้าขวบปีที่ 10 อย่างมั่นคง 

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเธอบนเวทีประกวดมิสทีนไทยแลนด์ปี 2011 มุกดาคือเด็กสาวที่เพิ่งจะย่างเข้าสู่วัย 15 ปี เพิ่งได้เปลี่ยนคำนำหน้าจากเด็กหญิงเป็นนางสาว และผ่านเข้าเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการประกวดได้อย่างหวุดหวิด ก่อนที่เธอจะกลายเป็นเจ้าของรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งไปแบบไม่ทันตั้งตัว

แตกต่างจากผู้ประกวดคนอื่นที่มักจะต่อยอดโอกาสนั้นไปสู่งานแสดง ทั้งละคร โฆษณา หรือมิวสิกวิดีโอ มุกดาได้รับข้อเสนอให้ไปเป็นนางแบบประจำของนิตยสารหัวใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Ray ซึ่งเธอตอบตกลง ก่อนจะบินไปปักหลักทำงาน และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ถ่ายแบบที่ญี่ปุ่นอยู่ 3 ปี โดยใช้ชื่อว่า ‘นริน’

มุกดา นรินทร์รักษ์ อดีตเด็กสาวที่แคสต์ไม่ผ่าน ผู้กลายมาเป็นเจ้าแม่เรตติ้งแห่งช่อง 7HD

3 ปีต่อมา เธอกลับมาใช้ชื่อมุกดาอีกครั้ง หลังตัดสินใจบินกลับมาเพื่อเริ่มต้นการเรียนรู้ครั้งใหม่ในกองถ่ายละครโทรทัศน์ ในฐานะนักแสดงภายใต้สังกัดช่อง 7HD

เริ่มจากบท ปารมี ในเรื่อง ขมิ้นกับปูน ละครเรื่องแรกของเธอเมื่อ พ.ศ. 2559 ทำให้ชื่อของมุกดาเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่แฟนละคร ก่อนที่เธอจะได้ขยับขึ้นแท่นนางเอกอย่างรวดเร็วในละครเรื่องถัดมาคือ มัสยา และเมื่อปลายปีก่อน เธอก็ได้สร้างปรากฏการณ์เรตติ้งถล่มทลายในเรื่อง มธุรสโลกันต์ ซึ่งเป็นกระแสดังจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ทั้งในไทยและระดับโลก และชาวเน็ตบางคนก็ขนานนามให้เธอเป็น เจ้าแม่เรตติ้ง 

จากวันแรกจนถึงวันนี้ อะไรคือบทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับมุกดา

“ต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ฟังอะไรเลย” ประโยคนี้อาจฟังดูธรรมดาสามัญ แต่ดวงตากลมโตของมุกดาสะท้อนบอกเรา ว่าเธอเข้าใจประโยคนี้จริงๆ ไม่ได้พูดเอาเท่ไปอย่างนั้น และเมื่อประกอบกับเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาร่วทศวรรษของเธอในวงการบันเทิง ก็ยิ่งทวีความหมายให้ประโยคนี้กระแทกใจเรามากขึ้น

นี่คือบทสนทนาว่าด้วยชีวิตที่กว่าจะได้มาเป็นนางเอกของมุกดา ซึ่งไม่ได้สวยงามและง่ายดายเหมือนบทบาทนางเอกในละครที่เธอเล่น

มุกดา นรินทร์รักษ์ อดีตเด็กสาวที่แคสต์ไม่ผ่าน ผู้กลายมาเป็นเจ้าแม่เรตติ้งแห่งช่อง 7HD

อาชีพในฝันของมุกดาสมัยเด็กคืออะไร

เราอยากเป็นนางพยาบาล ไม่เคยคิดว่าอยากจะทำงานสายนี้เลย เพราะว่าตอนเด็กๆ เป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยคุยกับใคร และไม่กล้าแสดงออก 

นิยามตัวเองว่าเป็นเป็นเด็กเรียนหรือเด็กกิจกรรม

เป็นเด็กกิจกรรม สมัยเด็กๆ เราก็ได้คะแนนกิจกรรมเต็มตลอด หลักการคือถ้าอะไรที่พาฉันหนีออกจากโรงเรียนได้ฉันก็จะไป (หัวเราะ) ส่วนใหญ่จะเป็นพวกกิจกรรมเพื่อสังคม อย่างไปปลูกป่าชายเลนอะไรแบบนี้

แล้วอะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจลงประกวดมิสทีนไทยแลนด์

ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมหลังจบมอสาม กำลังจะขึ้นมอสี่ ซึ่งปกติแม่จะส่งมาเรียนพิเศษที่กรุงเทพฯ ตลอดทุกปิดเทอมอยู่แล้ว ตอนนั้นกองประกวดมาตั้งโต๊ะให้กรอกใบสมัครที่ห้างฯ แถวบ้าน คุณแม่กับพี่ชายเขาบอกให้เราไปประกวด ซึ่งเราก็ไม่อยากไป แต่พอเขาคะยั้นคะยอเรื่อยๆ พอดีกับว่าช่วงนั้นเราอยากได้โทรศัพท์มือถือพอดี ก็เลยบอกไปว่า มุกอยากได้โทรศัพท์ ถ้ายอมซื้อโทรศัพท์ให้ก็จะไปประกวด 

เริ่มจากการต่อรอง

ใช่ แต่แม่เขาก็ต่อรองกลับมาอีกนะ ว่าต้องได้ที่หนึ่งถึงจะซื้อให้

แล้วคุณมั่นใจเหรอว่าจะได้ที่หนึ่ง

ตอนนั้นคงคิดสั้นไปหน่อย (หัวเราะ) แต่ก็โชคดีที่บังเอิญได้ที่หนึ่งไง สุดท้ายก็เลยได้โทรศัพท์กลับมา

ก่อนหน้านั้นคุณรู้จักการประกวดมิสทีนฯ มาก่อนไหม

เราก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่ชอบดูรายการมิสทีน รุ่นของ พี่เชียร์ (ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์) พี่เกรซ (กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า) เราก็รอดูตลอดตอนห้าทุ่ม มันเป็นยุคที่ทุกคนต้องดูจริงๆ ในความรู้สึกเราตอนนั้นคือ โห ดูมงกุฎสิ แต่ถึงเราจะชอบดูมากๆ ก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเราจะทำได้เหมือนกับเขา

แล้วตอนที่รู้ว่าตัวเองได้ที่หนึ่ง ความรู้สึกแรกคืออะไร

งง เพราะระหว่างเก็บตัว เราไม่ได้ซ้อมบล็อกกิ้ง ไม่ได้จำอะไรเลย เพราะเราคิดว่าอย่างมากที่สุดก็คงไปถึงแค่รอบสิบห้าคนสุดท้าย เลยไม่ได้คิดอะไร พอได้รางวัลมาปุ๊บ ก็เลยไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรยังไงต่อ

มุกดา นรินทร์รักษ์ อดีตเด็กสาวที่แคสต์ไม่ผ่าน ผู้กลายมาเป็นเจ้าแม่เรตติ้งแห่งช่อง 7HD

แล้วสุดท้ายคุณทำอะไรต่อ

ทางที่มันต่อไปจากตรงนั้นคือการเล่นละคร เราเลยไปแคสต์เหมือนกับที่คนอื่นเขาไป ซึ่งผลออกมาก็คือเราไม่ได้ เพราะตอนนั้นเราเด็กมาก ยังพูดไม่ชัดเลย เวลาพูดจะติดทองแดง แอคติ้งเราก็ยังไม่ได้ บุคลิกเราก็ยังไม่ดี ตอนนั้นเพิ่งจบมอต้นเอง ยังผมสั้นอยู่เลย

ทั้งหมดนี้คือเรารู้ตัวตั้งแต่ก่อนไปแคสต์แล้วหรือเปล่า

ตอนนั้นยังไม่รู้อะไรเลย คือเราก็แค่เด็กที่ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเพราะฉันอ้วน ฉันพูดไม่ชัด ฉันต้องไปลดน้ำหนักและหัดพูดให้ชัดนะ ตอนนั้นเราไม่ได้คิดอะไรเลย 

เสียใจไหม

เสียใจ แล้วก็สงสัยว่าทำไมเราถึงไม่ได้ล่ะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองบกพร่องตรงไหนนะ เพราะเรายังไม่มีประสบการณ์อะไรที่ทำให้เราคิดมากไปกว่านั้น เรายังไม่เคยหันกลับมามองตัวเอง

ส่วนใหญ่เราจึงนอยด์ว่าทำไมถึงไม่มีงาน เพราะตอนนั้นถึงเราจะอยู่มอสี่ แต่ก็มีเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เขามีงานไง คือเราไม่ได้อิจฉาเขานะ แต่เราก็แค่ตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงไม่มีบ้าง จนได้ไปทำงานญี่ปุ่นถึงได้เข้าใจว่า เออ มันเป็นเพราะว่าเรายังบกพร่องอยู่นะ สุดท้ายความรู้สึกนอยด์ตรงนั้นมันก็เลยหายไป

จากที่ว่างงานอยู่ แล้วเราไปทำงานที่ญี่ปุ่นได้ยังไง

ตอนนั้นทางญี่ปุ่นเขามามองหานางแบบที่จะไปเดินรันเวย์ที่นู่น ซึ่งนิตยสาร Ray กับ S Cawaii! ที่ไทยเขาอยู่ออฟฟิศเดียวกันกับมิสทีนฯ อยู่แล้ว ทำให้เอเจนซี่ญี่ปุ่นเข้ามาหาเราได้โดยตรง และเขาก็เลือกให้เราเข้าไปแคสต์ จนสุดท้ายก็ถูกเลือกไปแบบงงๆ 

ซึ่งตอนไปทำงานที่นู่นเราได้ไปเจอกับพวกบรรณาธิการของนิตยสารญี่ปุ่น เขาเห็นว่าหน้าเราเก๋ดี ดูจะแต่งได้หลายลุค ก็เลยเริ่มสนใจและติดต่อผ่านเอเจนซี่ญี่ปุ่นที่เป็นคนพาเราไปทีแรก ว่าอยากชวนเราไปถ่ายให้นิตยสาร Ray ที่ญี่ปุ่น

ตอนที่ได้ยินข้อเสนอครั้งแรกเรารู้สึกยังไง

เราเห็นโอกาสอยู่ แต่อีกใจก็คิดว่าจะรอดเหรอ จนสุดท้ายตัดสินใจว่าไป เพราะมันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เรานอยด์งานที่ไทยไง เราก็เลยเริ่มสนใจมากขึ้น 

ส่วนพี่ชายเขาอยากให้เราได้ไปต่างประเทศอยู่แล้ว ก็เลยไปช่วยคุยกับแม่ให้ เพราะแม่เขาห่วงมาก ตอนนั้นเราอายุแค่สิบห้า มันต้องลุ้นเลยว่าเราไปอยู่นู่นแล้วจะรอดหรือจะพัง เพราะมันก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง

ก่อนไปคุณจินตนาการชีวิตนางแบบไทยในญี่ปุ่นไว้ว่าอย่างไร

ไม่ได้คิดเลย นึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่ามันจะเป็นยังไง คิดแค่ว่าฉันจะไปทำงาน จะต้องได้ทำงาน

มุกดา นรินทร์รักษ์ อดีตเด็กสาวที่แคสต์ไม่ผ่าน ผู้กลายมาเป็นเจ้าแม่เรตติ้งแห่งช่อง 7HD

แล้วของจริงเป็นอย่างไร

ตอนสามเดือนแรกเหมือนเป็นช่วงทดลองงาน ชีวิตเราตอนนั้นสบายมาก มีความสุขมาก นี่แหละชีวิตในฝันเลย เพราะเขาให้บินไปๆ กลับๆ เดือนหนึ่งไปอยู่แค่หนึ่งอาทิตย์ ซึ่งตอนนั้นเรามีล่าม มีงบสำหรับทุกอย่าง มีทีมงานตามมาดูแล คอยประกบตลอดเวลา ระหว่างนั้นเลยไม่ได้รู้สึกถึงความลำบากยากเย็นเท่าไหร่

แต่พอไปอยู่จริงเท่านั้นแหละ มันไม่มีอะไรเลย ไม่มีคนคอยไปไหนมาไหนด้วย ไม่มีคนช่วยคอยเคลียร์ปัญหาในสิ่งที่เราไม่เข้าใจหรือเราทำไม่ได้ กลายเป็นว่าเราเจอเต็มๆ เดือนแรกที่เราไปอยู่ด้วยตัวเองนั่นคือตอนที่จุกที่สุดเลย 

อะไรคือปัญหาแรกที่เราต้องเจอ

การใช้เงิน เพราะค่าครองชีพที่ญี่ปุ่นเขาสูงมาก ดังนั้นเราต้องแพลนดีๆ เพื่อเอาเงินตรงนี้ไปจ่ายค่าห้อง ซื้ออาหารมาทำกินในหนึ่งเดือน โดยที่ยังเหลือเงินพอสำหรับค่ารถไฟ ค่าแท็กซี่ในโอกาสฉุกละหุก 

แต่ละเดือนคุณใช้เงินประมาณเท่าไหร่

อย่างต่ำๆ ก็ประมาณแสนห้า

บาท?

บาท แค่ค่าเช่าบ้านก็ประมาณแปดหมื่นแล้ว เป็นหอพักที่บริษัทเขาจัดให้นางแบบทุกคนอยู่รวมกัน แล้วก็จะมีเมเนเจอร์เข้ามาเช็กความเรียบร้อยทุกอาทิตย์ เราก็มีหน้าที่จัดการซื้ออาหารมาทำกินเอง อะไรแบบนี้

แล้วการถ่ายงานให้นิตยสารแฟชั่นที่ญี่ปุ่นเป็นยังไง

ทุกคนโปรมาก ช่วงแรกๆ ที่เราถ่ายคนเดียวมันยังไม่รู้สึกหรอก แต่พอเราไปถ่ายกับคนอื่นเท่านั้นแหละ มีครั้งหนึ่งเราได้ถ่ายกับนางแบบอันดับสามของ Ray แค่เขาเดินเข้าไปแป๊บเดียว โพสต์ไปเกือบร้อยท่า แล้วรูปที่ออกมาก็สวยมากหมดเลย ตอนนั้นเรานั่งดูอยู่หน้ามอนิเตอร์ เลยได้เห็นจังหวะการเปลี่ยนท่าของเขา บางทีมันต่างกันแค่การยิ้ม องศาหัวไหล่ หรือวิธีการโยกกระเป๋า แค่นั้นเอง

นั่นคือครั้งแรกที่คุณได้เข้าใจข้อบกพร่องของตัวเองใช่ไหม

ใช่ ตอนนั้นเครียดเลย แค่เห็นเขาโพสต์ก็รู้แล้วว่าเราไม่มีทางเป๊ะแบบนั้นได้เลยถ้าเราไม่ฝึก ตอนนั้นวิธีโพสต์ของเรามันค่อนข้างแข็งและจริงจังเกินไป นั่นคือช่วงแรกที่เราโดนคอมเมนต์ว่าอยากให้เปลี่ยนสไตล์การโพสต์ เพื่อให้เป็นธรรมชาติขึ้น และมีความน่ารักเบาๆ แบบไม่พยายาม

มุกดา นรินทร์รักษ์ อดีตเด็กสาวที่แคสต์ไม่ผ่าน ผู้กลายมาเป็นเจ้าแม่เรตติ้งแห่งช่อง 7HD

วิธีการคอมเมนต์งานของคนญี่ปุ่นเป็นยังไง

เขาจะเป็นฟีดแบ็กหลังทำงานเสร็จ ไม่ได้ติเราตรงหน้างาน เพราะส่วนหนึ่งคือเขาก็เข้าใจว่าเราใหม่ ดังนั้นจึงไม่ว่าอะไรแรงๆ

แต่หลังจากนั้นพี่เมเนเจอร์คนญี่ปุ่นเขาก็เอาหนังสือมาให้ประมาณสิบถึงยี่สิบเล่มเลย บอกให้เราศึกษาทั้งลักษณะการโพสต์ของคนญี่ปุ่น และแนวนิตยสารแต่ละหัว เขาแยกให้เราดูเลยว่าแนวนี้คือ Ray ถ้าแบบอื่นคือไม่ใช่ เราก็ต้องศึกษาดูบ่อยๆ แล้วลองโพสต์เองหน้ากระจก เราแค่ต้องฝึก ต้องจำ และต้องพยายาม

งานถ่ายแบบของคุณไม่ได้จบแค่หน้ากล้องถูกไหม

ใช่ คนญี่ปุ่นเขาสอนให้เราพัฒนาเสมอนะ ถึงจะเป็นเด็กในสังกัดตัวเอง เขาจะไม่มีการบอกว่าได้เท่านี้ก็เก่งแล้ว แต่เขาจะผลักดันเราไปเรื่อยๆ แล้วก็มักจะเอาเราไปเปรียบเทียบกับนางแบบคนอื่นเสมอ เพื่อชี้ให้เห็นว่าคุณต้องเก่งกว่านี้นะ เพื่อที่วันหน้าคุณจะได้ดีขึ้นไปอีก ถ้าเราทำไม่ได้ก็ด่า แต่ด่าแล้วก็จบตรงนั้น

คือด่าแล้วไม่โกรธกันต่อ

ใช่ บางทีด่าเสร็จแล้วชวนไปกินข้าว (หัวเราะ) ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน แต่วิธีการด่าของเขามันไม่ได้รุนแรงนะ จะเป็นน้ำเสียงของการสอนมากกว่า

มันคือจุดที่ทำให้เรารู้ตัวว่าถ้าไม่เก่งขึ้น เราก็ต้องอยู่ที่เดิม เพราะรอบๆ มันมีคนที่เก่งกว่าเราอยู่แล้ว คือไม่ใช่ว่าเป็นการแข่งกันหรอก เพราะทุกคนก็มีดีในตัวคนละแบบ แต่เราก็ต้องโชว์ให้เขาเห็น ไม่อย่างนั้นเขาก็คงเลือกเราไม่ได้เหมือนกัน

จากที่ลงแรงกับงานถ่ายแบบไปไม่น้อย แล้วอะไรทำให้นึกอยากกลับไทย

สิ่งที่เขาบอกหนูตั้งแต่แรกก่อนที่หนูจะไปนู่นก็คือ หน้าหนูมันไปได้กับนิตยสารญี่ปุ่นนะ แต่ถ้าอยากจะดัง คุณต้องอยู่ที่นี่สิบปี หรือถ้าอย่างเร็วที่สุดเลยก็คือหกปี ถึงจะเริ่มมีผลงานออกทีวีหรือรายการต่างๆ แล้วหลังจากนั้นคุณก็อยู่ยาวไปเลย แต่ที่สำคัญคือคุณต้องให้เวลากับมัน 

แต่ก็นั่นแหละ ตอนนั้นด้วยความที่เรายังเด็ก ส่วนหนึ่งเราก็กลัว การไปทำงานที่นู่นในฐานะคนไทยมันให้ความรู้สึกคือเหมือนขาเรามันลอยอยู่ เวลาหกปีที่เขาพูดมันอาจจะจริงก็ได้ แต่อีกใจหนึ่งเราก็ไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า

มุกดา นรินทร์รักษ์ อดีตเด็กสาวที่แคสต์ไม่ผ่าน ผู้กลายมาเป็นเจ้าแม่เรตติ้งแห่งช่อง 7HD

ที่บ้านไม่ตกใจเหรอกับการที่คุณจะต้องเสี่ยงถึงแปดปี

แม่ไม่รู้! (หัวเราะ) เป็นเราเองที่รับรู้ความเสี่ยงทั้งหมด เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันเขาก็บอกว่า สามสี่ปีแรกคุณจะได้ชีวิตเพื่อฝึกการทำงานล้วนๆ มันคือการรอ หลังจากนั้นถึงเป็นชีวิตจริง

แปลว่าชีวิตของคุณที่นู่นยังไม่พ้นช่วงรองานที่เขาบอกเลยเหรอ

ก็ใช่ แต่โดยภาพรวมมันดีขึ้นเรื่อยๆ นะ ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกแย่เลย แค่เราจะเหนื่อยกว่าทุกคน เพราะต้องไปเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วย และในหนึ่งอาทิตย์เขาอาจให้เราไปแคสต์งานสักสามสี่วัน ในขณะที่โรงเรียนเขาจะเรียนวันละสี่บท ตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น เท่ากับว่าอาทิตย์หนึ่งเราจะขาดเรียนอย่างน้อยสิบสองบทโดยประมาณ

ภาษาคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณตัดสินใจกลับไทยหรือเปล่า

ถ้าตัดสินใจอยู่นู่นต่อ เราอาจจะต้องใช้เวลาอีกสักสามปีกว่าจะพูดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าตัดสินใจกลับมาไทย พอกลับมาปุ๊บเราพูดได้เลยร้อยเปอร์เซ็นต์ มันต่างกันเยอะมากเลยนะ 

ก่อนหน้านั้นทุกครั้งที่เรากลับมาต่อวีซ่า ก็จะไปแคสติ้ง รับงานโฆษณา หรือเล่นเอ็มวีอยู่เรื่อยๆ จนถึงรอบที่กลับมาต่อวีซ่าเพื่อเตรียมจะไปอยู่ที่ญี่ปุ่นยาวแล้ว เราก็ลองให้โอกาสสุดท้ายกับตัวเองในการแคสติ้งกับช่อง 7HD เป็นครั้งที่สาม ซึ่งเราก็ทำได้ในที่สุด 

พอโอกาสตรงนี้มันทำให้เรารู้สึกมั่นใจมากกว่า สุดท้ายก็เลยเลือกที่จะกลับมา

ความรู้สึกตอนกลับมาถ่ายละครเรื่องแรกเป็นยังไง

กลัว คือตอนนั้นถ้าให้เราไปยืนโพสต์หน้ากล้องเฉยๆ เราไม่กลัวแล้ว เพราะเราเคยถ่ายงานที่ญี่ปุ่น หรือให้เราถ่ายภาพเคลื่อนไหวสั้นๆ แบบงานโฆษณาเราก็เคยผ่านมาแล้ว ดังนั้นความกลัวใหม่ของเรามันจึงเป็นงานละคร และจากเรื่องแรกมาเรื่องที่สอง บทมันเต็มตัวมากขึ้น เยอะขึ้น แค่นั้นเราก็ต้องลุ้นมากแล้ว

มุกดา นรินทร์รักษ์ อดีตเด็กสาวที่แคสต์ไม่ผ่าน ผู้กลายมาเป็นเจ้าแม่เรตติ้งแห่งช่อง 7HD

แล้วคุณจัดการกับฟีดแบ็กของคนดูอย่างไร เพราะนี่ก็เป็นอีกอย่างที่คุณน่าจะไม่เคยเจอมาก่อน

ตอนที่เปิดตัวเรื่อง มัสยา มีคนบอกเยอะมาก ว่าทำไมถึงเอาน้องมาเป็นนางเอก เพราะนั่นก็แค่เรื่องที่สองของเรา บางกระแสเขาก็มองว่าเร็วไป นี่คือตั้งแต่ก่อนออนแอร์เลยนะ บางคนก็บอกว่าน้องยังพูดไม่ชัดเลย ซึ่งเราก็เครียดแหละ แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อเรามีโอกาสแล้วก็ต้องเอาให้เต็มที่แล้วกัน จากนั้นผลมันจะเป็นยังไงเราก็ต้องรับ ตั้งการ์ดรอรับอยู่ตลอดแหละ (หัวเราะ)

เมื่อเปิดกล้องจริงๆ เรารับมือยังไงกับการขยับสู่บทนางเอกเต็มตัว

ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงการรับมืออะไรเลย แต่กลัวว่าเขาจะถอนเราไหมมากกว่า (หัวเราะ) จาก ขมิ้นกับปูน ที่เราเป็นคู่สาม แปลว่าบทหนักมันไม่ได้อยู่ที่เราไง แต่พอมาเรื่องที่สองเนี่ย เรากลายเป็นตัวนำ ชื่อเรื่องคือ มัสยา มันคือชื่อตัวละครเรา ซึ่งถ้าเมื่อไหร่ที่ชื่อเรื่องมันเป็นชื่อของเรา ก็แปลว่าเราคือตัวนำนะ ไม่ใช่พระเอก 

ตอนนั้นเราทำได้แค่ลุ้นกับตัวเองทุกวัน มันเสียวตลอด ช่วงแรกๆ ประมาณคิวที่หนึ่งถึงสิบคือระยะที่ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ถ้าเราทำไม่ได้ ทำไม่ไหวจริงๆ มันก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีการเปลี่ยนตัว ยิ่งเป็นละครกลางคืน ความเสี่ยงมันเยอะ เราจึงคิดตลอดว่าทำให้เต็มที่ก็แล้วกัน ถ้าสุดท้ายมันไม่ได้เราก็เข้าใจ

เทียบกับมุกดาในวัย 15 ปีตอนนั้น เราได้รู้ข้อบกพร่องของตัวเองแล้วใช่ไหม

รู้ อย่างแรกเลยคือแอคติ้งของเรามันก็ยังไม่ได้เก่งขนาดนั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรับไหวไหมกับบทบาทที่ไม่เคยเล่น อย่างตอน ขมิ้นกับปูน เราเจอกับบทดราม่า ซึ่งเราก็ยังพอไหว แต่ถ้าบทอื่นๆ ที่เราไม่เคยเจอล่ะ อย่างซีนเข้าพระเข้านางซึ่งไม่มีใน ขมิ้นกับปูน อย่างมากที่สุดก็มีแค่จับมือ ในขณะที่ มัสยา นี่คือมีทั้งกอด จูบ หอม มีหมดเลย มันก็เป็นอะไรใหม่ๆ และด้วยความที่มันใหม่นี่แหละ อะไรเราไม่เคยลอง มันก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา

มุกดา นรินทร์รักษ์ อดีตเด็กสาวที่แคสต์ไม่ผ่าน ผู้กลายมาเป็นเจ้าแม่เรตติ้งแห่งช่อง 7HD

แล้วคุณเอาชนะความกลัวเหล่านั้นมาได้อย่างไร

เราเน้นการเรียนรู้หน้างานเป็นหลัก โชคดีที่ตอนถ่าย มัสยา เรามีพี่ธง (ธงชัย ประสงค์สันติ) ซึ่งเขาคอยสอนตลอด ไม่ปล่อยเลย ถ้าเขาเจออะไรที่รู้สึกว่าน้องต้องรู้ ซึ่งก็ทำให้เราค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ

แต่ที่สำคัญก็คือ เราต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว เพราะมันมีอะไรต้องเรียนรู้เยอะมากในความเป็นละคร ทั้งเรื่องแสง บทละคร จังหวะการรับส่ง หรือบล็อกกิ้ง ซึ่งถ้าเราไม่สามารถทำทุกอย่างให้มารวมกันเป็นหนึ่งเวลาถ่าย มันจะเห็นชัดมากว่าเรากำลังเกร็ง กลัวบล็อกกิ้งหลุด หรือกำลังรอเขาพูดจบเพื่อที่เราจะพูดต่อ ซึ่งทุกอย่างมันเห็นในกล้องหมดเลยนะ

เราต้องดู ต้องฟัง ต้องเช็ก ช่วงที่ถ่าย มัสยา เราจะวิ่งไปกลับหน้าหน้าเซ็ตกับมอนิเตอร์เยอะมาก เพราะในกล้องมันเห็นชัดที่สุด ดังนั้นถ้าเราฟังผู้กำกับแล้ววิ่งมาดูด้วย ให้เขาชี้ให้เราเห็นไปเลย มันก็จะดีกับตัวเรามากกว่า สุดท้ายแล้วถ้าเราไม่พยายามที่จะเข้าใจหรือเรียนรู้ มันก็จบ เราคงถูกเปลี่ยนตัวไปแล้ว (หัวเราะ) 

นอกจากความกลัวที่จะถูกเปลี่ยนตัวแล้ว อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณทำงานหนักขนาดนี้

ถ้าว่ากันตรงๆ เราเชื่อว่าสมัยเราเล่นละครเรื่องแรกคงมีหลายจุดที่เราหลุด เล่นพลาด แต่ทีมตัดต่อเขาก็ช่วยเราเต็มที่ แต่เราเองก็ต้องช่วยตัวเองด้วย คือมันต้องค่อยๆ เรียนรู้ไป ถ้าวันนี้เราทำได้แค่นี้ ครั้งหน้าเราต้องทำได้มากกว่าเดิม มันก็เท่านั้นเอง เพราะในวันนี้ที่เขายังช่วยเราได้ แต่วันหน้า เราก็ต้องช่วยตัวเองให้ได้ด้วย 

บทบาทล่าสุดของคุณจากเรื่อง โซ่เวรี ดูจะเติบโตขึ้นมากเพราะรับบทเป็นคุณแม่ยังสาว

เราชอบนะที่ได้ลองบทบาทใหม่ๆ เพราะก่อนหน้านี้เราก็จะได้แต่บทที่มีความเป็นเด็ก แก่นแก้ว ขี้เล่น และสดใสเสมอ เพราะตัวละทุกตัวเด็กกว่าเราในชีวิตจริงตลอดเลย ซึ่งบทพวกนี้เราก็ชอบนะ แต่พอถึงวันหนึ่งที่เราได้บทที่มันท้าทายตัวเรามากขึ้น มันก็สนุกที่ต้องพยายามเรียนรู้ และลองดูว่าเราจะทำได้ไหม

เราคิดว่าสุดท้ายแล้วมันต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะในอนาคตเราไม่อยากจะไปเล่นบทบาทที่ยากขึ้น ถ้าหากเรายังไม่เคยผ่านบทเหล่านี้มาก่อน อย่างเรื่อง โซ่เวรี นี่ก็รู้สึกว่าเป็นบทที่โตขึ้นมาประมาณหนึ่ง ในระดับที่กำลังดี ในแง่ของการเข้าถึงตัวละคร คือมันก็มีจุดที่เรากลัวแหละ แต่อีกมุมหนึ่งก็รู้สึกว่าเราน่าจะทำได้อยู่

มุกดา นรินทร์รักษ์ อดีตเด็กสาวที่แคสต์ไม่ผ่าน ผู้กลายมาเป็นเจ้าแม่เรตติ้งแห่งช่อง 7HD

นอกจากบทบาทในละครที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตคุณอยากทำอะไร

เราคิดว่าการเป็นนักแสดงอาจจะไม่ได้เป็นหน้าที่หลักของเราไปตลอด  ถึงจุดหนึ่งเราอาจต้องเริ่มขยับไปทำอย่างอื่น ซึ่งเราสนใจเรื่องการทำธุรกิจ อาจจะเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างแบรนด์เสื้อผ้า เพราะเรารู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นคนทำงานออฟฟิศไม่ได้ คือถ้าให้เราตื่นไปกองถ่ายละครตั้งแต่หกโมงเช้า กลับถึงบ้านสี่ทุ่ม อันนี้เราโอเคนะ แต่ถ้าให้ออกมานั่งทำงานออฟฟิศตอนแปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น อันนี้คงทำไม่ได้ 

ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่าตอนนี้เรารักทางนี้มากแล้ว อะไรที่เรารู้สึกว่ามันใช่ มันคือทางของเรา เราก็จะมีแรงขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ จะให้ตื่นกี่โมงก็ไปได้ เราคิดว่านี่คือทางที่เราชอบ

เทียบกับตอนที่คุณได้เจอนางแบบแถวหน้าที่ญี่ปุ่น ตั้งแต่มาเล่นละคร มีนักแสดงคนไหนที่ทำให้คุณรู้สึกว้าว หรือเป็นแบบอย่างในการทำงานบ้างไหม

แม่ตุ๊ก (ดวงตา ตุงคะมณี) เราเคยร่วมงานกับเขาแล้วรู้สึกอะเมซิ่งมากเลย เวลาอยู่นอกฉากเขาจะนั่งทำเจลลี่ เย็บผ้า ร้อยพวงมาลัย แต่พอเข้าฉากแล้ว ถ้าต้องรับบทร้าย ก็โคตรร้ายทั้งน้ำเสียงและสายตา แต่ถ้าต้องเป็นคุณยายที่ใจดี๊ใจดี เขาก็ทำได้หลุดภาพร้ายไปเลยเหมือนกัน 

ยิ่งเขามีอายุขนาดนี้แล้ว แต่แม่ตุ๊กเป็นคนที่ทำการบ้านมาเป๊ะมาก เวลาถ่ายแทบไม่มีเทคเลย เท่าที่รู้จักเราคิดว่าแม่ตุ๊กเป็นคนที่เสมอต้นเสมอปลายมากๆ ดังนั้นถ้าพูดถึงแบบอย่างในการเป็นนักแสดง เราก็คงอยากเล่นละครต่อไปจนแก่ และเล่นได้หลากหลายบทบาทเหมือนกับแม่ตุ๊ก (ยิ้ม)

มุกดา นรินทร์รักษ์ อดีตเด็กสาวที่แคสต์ไม่ผ่าน ผู้กลายมาเป็นเจ้าแม่เรตติ้งแห่งช่อง 7HD

Writer

สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

เด็กนิเทศ เอกวารสารฯ กำลังอยู่ในช่วงหัดเขียนอย่างจริงจัง แต่บางครั้งก็ชอบหนีไปวาดรูปเล่น มีไอศครีมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในยามอ่อนล้า

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ The Cloud ต้องสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

แต่อาจเป็นครั้งแรกที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ต้องเดินทางกว่า 20 กิโลเมตร เข้ามาหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตในตัวเมืองเพื่อให้การพูดคุยเกิดขึ้น

“แอบตื่นเต้นนิดๆ นะคะ” 

เธอส่งข้อความโดยมีอิโมจิหน้ายิ้มลงท้าย เป็นเครื่องหมายว่าได้เวลาสนทนา เราจึงกดโทรหาสาวอาข่าที่อยู่ในร้านกาแฟที่เชียงรายทันที

ปลายสาย คือ มิวสิค-สุธาทิพย์ ทรัพย์เรือนชัย สาวอาข่าวัย 22 ผู้บอกเล่าวิถีชีวิตชาวดอยผ่าน TikTok ในชื่อ @abusulu17 และ YouTube อาบูซูลู สาวอาข่า จนกลายเป็นกระแสแพร่หลายในโลกโซเชียล และมียอดผู้ชมคลิปทะลุล้าน

พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์หลายคนเลือกย้ายถิ่นฐานมาทำงานในเมือง ตรงข้ามกับมิวสิคที่ตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด อย่างหมู่บ้านขุนสรวย ตำบลวาวี จังหวัดเชียงราย ทันทีที่เรียนจบ

แฟนคลับทุกคนต่างหลงรักตัวตนของเธอจากภาพการทำเกษตรอินทรีย์กับพ่อแม่ ความน่ารักในชุดท้องถิ่นอาข่า ทักษะการเย็บผ้า รวมถึงภาษาพื้นเมืองอันมีเอกลักษณ์

2 ปีที่ผ่านมา เธอเพิ่งมีแบรนด์กาแฟ Abusulu Coffee ซึ่งได้รับความนิยมพอสมควร

ก่อนคำถามแรกจะส่งตรงถึงเชียงราย เราขอให้มิวสิคอธิบายที่มาของคำว่า ‘อาบูซูลู’ ที่ต่อท้ายชื่อของเธอ

“อาบูซูลูเป็นชื่อภาษาอาข่าของมิวสิคค่ะ ‘อาบู’ แปลว่าเด็กผู้หญิง ‘ซูลู’ แปลว่าคนที่กระฉับกระเฉง ไม่อยู่กับที่ ตื่นเต้นตลอดเวลา”

ต่อจากนี้คือบทสนทนาระหว่าง The Cloud และสาวเหนือ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าจะทำให้ผู้อ่านทุกคนตื่นเต้น กระฉับกระเฉงสมชื่ออาข่าผู้น่ารักคนนี้

จบมหาลัยแล้วตัดสินใจกลับดอย

คุณเรียนจบปริญญาตรีด้านนิเทศศาสตร์ น่าจะสมัครงาน ใช้ชีวิตในเมืองได้สบาย ทำไมถึงเลือกกลับไปทำไร่บนดอย 

อันดับแรกเลย เราอยากอยู่ใกล้คุณพ่อคุณแม่ อยากอยู่กับครอบครัวและคนในชุมชน ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่สนิทกัน คนนี้เป็นน้องชายคุณพ่อ คนนั้นเป็นน้องฝั่งแม่ ทุกคนเป็นญาติกันหมด 

สองคือเราอยากกลับมาพัฒนาหมู่บ้าน ขุนสรวยเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยรู้จัก การเดินทางของที่นี่ลำบากมาก ถนนยังเป็นลูกรังอยู่เลย มิวเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้เรียนจบแล้ว ถนนก็ยังเหมือนเดิม ถ้าอนาคตถนนยังเป็นแบบนี้ ถ้าหมู่บ้านและชุมชนยังไม่ดีขึ้น ลูกหลานก็คงลำบาก

การพัฒนาหมู่บ้านดูเป็นสิ่งที่ยากมาก ทำไมคุณจึงคิดว่าตัวเองทำได้

ในยุคนี้จะหวังพึ่งแค่รัฐบาล รอแต่งบประมาณคงไม่ได้ มิวสิคเชื่อว่าถ้าคนในชุมชนร่วมด้วยช่วยกันก็น่าจะพอพัฒนาหมู่บ้านได้ในระดับหนึ่ง ที่นี่ไม่ค่อยมีคนรุ่นใหม่แบบมิวสิค เราถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่ยังเข้าถึงชุมชนได้ และในเมื่อเราอยากกลับมาอยู่บ้านอยู่แล้ว ก็คงเป็นโอกาสที่ดี 

เราได้ไปพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน ปรึกษาเขาว่าหมู่บ้านของเรามีจุดไหนที่ควรปรับปรุง หลายอย่างพวกเราช่วยกันได้ดีมากเลยนะคะ แต่บางอย่างก็คงต้องให้รัฐช่วยด้วยเหมือนกัน

หลายครอบครัวอยากให้ลูกหลานได้เรียนสูงๆ ทำงานในเมือง แต่คุณกลับทำตรงข้าม ครอบครัวคุณคิดยังไง

อืม มิวว่าแต่ละครอบครัวก็คงมีความคิดที่ต่างกัน คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้บังคับเราเรื่องเรียนหรือทำงานเลย เรารักแบบไหน เขาก็สนับสนุน แต่จริงๆ คุณพ่อก็แอบอยากให้กลับมาอยู่ที่บ้านนะคะ เรียนจบอยากให้กลับมาพัฒนาสวนเกษตรอินทรีย์และชุมชน คุณพ่อคุณแม่มีลูกสาวคนเดียวก็เลยเป็นห่วง ไม่อยากให้ไปไกล และมิวก็เป็นคนรักธรรมชาติอยู่แล้ว เลยเลือกจะกลับมาอยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ และชุมชมดีกว่า มีความสุขมากกว่า

สมัยเรียนคุณก็เป็นสาววัยรุ่นที่เข้ายิมออกกำลังกาย ไปเที่ยวตามคาเฟ่ อยู่ที่นี่ไม่คิดถึงเพื่อน คิดถึงชีวิตในเมืองเหรอ

คิดถึงนะคะ คิดถึงเชียงใหม่เพราะเราเรียนมหาลัยที่นั่น คิดถึงเพื่อนที่เรียนด้วยกันด้วย ปกติคิดถึงก็จะแวะไปเยี่ยมเพื่อนบ้าง ตอนนี้มีโควิด-19 เลยไม่ค่อยได้ไป แต่ก็ยังแชทคุยกัน ติดตามกันอยู่ตลอด

แต่เอาจริงๆ พอมาอยู่บนดอยก็เริ่มไม่อยากกลับลงไปอยู่ในเมืองแล้ว เรารักที่นี่ มีความสุขกับการอยู่กับธรรมชาติแบบนี้ทุกวัน คงชินกับที่นี่ไปแล้วมั้ง

ไม่เบื่อเหรอ หลายคนมองว่าอยู่บนดอยไม่มีอะไรให้ทำ สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่มี

ใช่เลย (หัวเราะ) คนถามคำถามนี้บ่อยมาก อยู่บนดอยได้ไง ไม่เหงาเหรอ บนนั้นไม่มีอะไรเลย โลตัส บิ๊กซี เซเว่น ไม่มีสักอย่าง คงโชคดีที่เราเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวายอยู่แล้ว ก็เลยไม่เบื่อ และเอาจริงๆ ธรรมชาติก็มีอะไรที่สะดวกตั้งหลายอย่าง บางคนอาจจะไม่เคยอยู่กับธรรมชาติเลยคิดว่าคงอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าลองขึ้นมาสัมผัสอาจจะรู้สึกสะดวกก็ได้ ทุกอย่างเราปลูกเอง เก็บเอง กินเอง ปลอดภัยและสะดวกมากๆ อยากกินอะไรก็แค่ปลูก แต่ถ้าอยู่ในเมือง ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายหมดเลย ต้องซื้อทุกอย่าง แถมไม่รู้ด้วยว่าพืชผักปลอดภัยจริงหรือเปล่า 

ขับรถ 20 กิโลไปอัปโหลดคลิป

เห็นคุณในสื่อโซเชียลแล้วรู้สึกว่า สาวนิเทศคนนี้ทำเนื้อหาได้ดีพอสมควร ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่า คุณตั้งใจจะเล่าเรื่องอะไร

ไม่ว่าจะใน TikTok หรือ YouTube มิวสิคจะเล่าเรื่องราวที่เป็นตัวตนของเราเอง เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตบนดอย และในเมื่อเป็นชนเผ่าอาข่า เราก็อยากถ่ายทอดความเป็นอาข่าของเราให้คนดูได้เห็น ตั้งแต่วิถีชีวิต เอกลักษณ์ต่างๆ ลายปักผ้า ภาษา รวมถึงการทำเกษตร ซึ่งเป็นเกษตรอินทรีย์ ที่สำคัญ อยากให้ทุกคนรักษาสุขภาพ มิวอยากถ่ายทอดเรื่องสุขภาพด้วย

วิถีชีวิตบนดอยเกี่ยวกับสุขภาพยังไง

แต่ก่อนครอบครัวมิวสิคป่วยบ่อยค่ะ คุณแม่ก็ป่วย มิวสิคเองก็เข้าโรงพยาบาลบ่อยมาก หลังๆ มานี้จึงมองหาสาเหตุว่าทำไมถึงป่วย เริ่มรู้ว่ามันเกิดจากสารเคมีที่เราใช้นี่แหละ แต่ก่อนที่บ้านใช้เยอะมาก ต้องพ่นยาก่อนปลูกผลผลิตทุกชนิด คนปลูกมักจะตายก่อนคนบริโภคอีกนะ

พอรู้เหตุผลของการป่วย มิวก็ให้คุณพ่อคุณแม่เลิกใช้สารเคมีเลย เราหันมาดูแลสุขภาพ เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานผักผลไม้ที่ปลูกเอง เราไม่มีทางรู้ว่าที่อื่นเขาปลูกแบบไหน แต่เรารู้ว่าบ้านเราปลูกแบบอินทรีย์ เราก็ถ่ายทอดสิ่งนี้ลงในคลิปที่ทำ อยากบอกทุกคนว่าสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยนะ ดูแลดีๆ นะ 

คุณทำยังไงให้เรื่องแสนธรรมดาเหล่านี้น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป 

โห ยากจังเลยค่ะ

(เงียบไป 10 วินาที)

จะตอบยังไงดีข้อนี้ (หัวเราะ) คือมิวว่าการถ่ายทอดธรรมชาติภาคเหนือและตัวตนของเราอาจจะดูธรรมดา แต่มันคือความจริง เป็นตัวตนของเราจริงๆ คนน่าจะชอบสิ่งที่เป็นความจริงมั้งคะ 

สิ่งที่คนดูสนใจคงเป็นเสื้อผ้าด้วย ลายปักของชนเผ่าไม่ได้ใช้เครื่องเย็บ เราเย็บมือทั้งหมด สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาของเราที่อาจจะไม่ธรรมดาในสายตาคนดู การพูดและภาษาก็เหมือนกัน คนดูอาจจะรู้สึกว่าวัฒนธรรมเหล่านี้มีเสน่ห์

ช่วยเล่าเบื้องหลังการทำคลิปทั้งหลายให้ฟังหน่อย

ส่วนมากก่อนทำคลิปก็จะปรึกษากับคุณแม่ เพราะเขาเป็นตากล้องให้มิวสิคทุกคลิปเลย มิวจะถามก่อนว่าพรุ่งนี้เราไปทำคอนเทนต์แบบไหนดี อย่างช่วงที่มีเห็ด เราก็อยากทำคลิปให้คนที่ไม่เคยเห็นการเก็บเห็ดได้เห็น อยู่บนนี้มีอะไรให้ถ่ายเยอะมาก 

พอคุยกับคุณแม่เสร็จปุ๊บ วันรุ่งขึ้นก็ไปถ่าย อยากบอกว่าเบื้องหลังการถ่ายคลิปของมิวสิคไม่เคยมีสคริปต์เลย เห็นปุ๊บก็ถ่ายเลย ธรรมชาติมาก ไม่มีการบอกแม่ว่าต้องพูดแบบนี้นะ คือพูดกันปกติเหมือนตอนไม่มีกล้องถ่ายอยู่ ในชีวิตจริงมิวคุยกับคุณแม่แบบนี้อยู่แล้ว 

ตัดต่อเราก็ทำเองหมดเลย ทำในโทรศัพท์นี่แหละ 

แต่การอัปโหลดคลิปนี่ค่อนข้างลำบาก ที่หมู่บ้านไม่มีสัญญาณ เราต้องขับรถไปลงคลิปในเมือง ที่บ้านยังเป็นถนนลูกรัง ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนก็ต้องใช้รถยนต์อย่างเดียว หน้าร้อนพอจะขี่มอเตอร์ไซค์ได้ จากบ้านถึงถนนคอนกรีตประมาณสิบกิโลเมตร หลังจากนั้นก็จะสบายหน่อย ขับเข้าเมืองต่ออีกประมาณสิบกิโลเมตร และเราขายของด้วย ดังนั้น เลยจะนัดลูกค้าให้มารับสินค้าในวันที่ต้องลงคลิปพอดี ลำบากหน่อยแต่ก็ยอมค่ะ (หัวเราะ) 

พูดถึงถนนลูกรัง เห็นคุณกับแม่ถ่ายคลิปจนรถล้มด้วย

คนที่ดูคลิปของมิวสิคน่าจะรู้นะคะว่าถนนแถวนี้ไม่ดีจริงๆ วันที่ทำคลิปก็ไม่ได้ตั้งใจ คิดว่าทางที่ไปโอเคแล้วเลยให้แม่ซ้อนไปด้วย ตอนนั้นมิวกำลังจะจอดให้แม่ลง แต่กลายเป็นลื่นแล้วเบรกไม่อยู่ คุณแม่ยังไม่ปิดกล้องพอดี เลยได้เห็นสภาพตอนล้มแบบในคลิป (หัวเราะ) ถนนไม่ดีจริงๆ นะคะ ยิ่งหน้าฝนยิ่งลำบากเลย

ใส่ชุดชนเผ่าไม่อายเหรอ

เคยได้รับฟีดแบ็กอะไรจากผู้ติดตามบ้าง 

เท่าที่อ่านคอมเมนต์ก็ได้ผลตอบรับที่ดีนะคะ ทุกคนชอบ แถมหลายคนให้คำแนะนำดีมากๆ บางทีเราพูดเร็วเกินไป เขาก็จะคอยบอกให้พูดช้าลงหน่อย หรือหลายอย่างที่เราไม่รู้เรื่องการเกษตร คนดูก็ช่วยบอกเพิ่ม มิวสิคเพิ่งกลับมาอยู่บ้าน หลายอย่างก็ยังลองผิดลองถูกอยู่ ก็ดูจากยูทูบ ศึกษาจากแหล่งต่างๆ ดีมากเลยที่คนดูและแฟนคลับช่วยเสริมเรา มันช่วยให้เราแก้ไขงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ 

ถ้าเป็นไปได้ยังอยากให้คนดูได้ขึ้นมาสัมผัสกับธรรมชาติแบบนี้บ้าง หลายคนบอกในคอมเมนต์ว่าอยากมาเที่ยว มิวยินดีต้อนรับเลยนะ มาพักฟรีได้เลย แต่ขอเป็นหลังโควิด-19 แล้วกันค่ะ

พอได้เห็นคุณทำคลิป คนในหมู่บ้านว่ายังไงบ้าง

เขาก็ชอบ บอกว่าดีที่ยังรักและอนุรักษ์วัฒนธรรมของตัวเองอยู่ ช่วงแรกเขาสงสัยนะว่าทำไมกล้าใส่ชุดชนเผ่า ไม่อายเหรอ มิวสิคไม่อายนะคะ เรากล้าใส่ออกมาข้างนอกแบบปกติเลย เพราะในใจลึกๆ คือเรารัก อยากรักษาให้วัฒนธรรมอาข่าอยู่สวยงามแบบนี้ไปตลอด มันน่าเสียดายถ้าไม่มีใครอนุรักษ์แล้วลูกหลานไม่ได้เห็น 

ตอนนี้คุณมีชื่อเสียงพอสมควร มีหนุ่มๆ ทักมาจีบบ้างรึเปล่า 

(หัวเราะเขินๆ) ก็มีบ้างนะคะ แต่มิวสิคยังไม่พร้อมเลย ช่วงนี้อยากเรียนรู้การเกษตรและการทำธุรกิจมากกว่า ยังไม่สนใจเรื่องความรักสักเท่าไหร่ 

รู้สึกยังไงในวันที่คลิปคุณมีคนดูเกินล้านวิว

โห ตอนแรกตกใจเหมือนกันนะคะ ไม่เคยคิดเลย คลิปนั้นคือลงเล่นๆ พอลงแล้วก็ยังไม่รู้ว่ามีคนดูเยอะ เปิดดูไม่ได้ เพราะที่บ้านไม่มีสัญญาณ ต้องรอลงจากดอยถึงจะได้ดู บนนี้คือดูและตอบคอมเมนต์ไม่ได้เลย 

วันรุ่งขึ้นเรามาส่งของด้านล่าง ตกใจมาก ทำไมคนดูคลิปเราเยอะขนาดนี้ ดีใจ ฮึ้ย เขาชอบในความเป็นเรา คลิปนั้นใส่ชุดชนเผ่าด้วย จากที่รักมากๆ อยู่แล้ว เราก็ยิ่งรักความเป็นอาข่ามากขึ้นไปอีก วัฒนธรรมของเราสวยงามจริงๆ คนดูก็อาจจะชอบวัฒนธรรมของเราด้วยเหมือนกัน

นอน 5 ทุ่ม ตื่นตี 5

เล่าชีวิตประจำวันของคุณให้ฟังหน่อย

อยู่บนดอยแทบจะไม่มีวันหยุด มีอะไรให้ทำทุกวันเลย เริ่มจากตื่นนอนประมาณตีห้าครึ่งมาออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง เราขอคุณแม่ออกวันเว้นวัน เล่นเวท สควอช ไม่ก็วิ่ง สลับกันไป ระหว่างนั้นคุณพ่อจะไปให้อาหารหมู รอกินข้าวเช้า

หลังออกกำลังกาย มิวกับคุณแม่ก็จะให้อาหารปลา ก่อนจะทำอาหาร แล้วก็ทานข้าวกัน

ตอนกลางวันจะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง ช่วงที่ปลูกข้าวนา เราก็ต้องรีบไปไถนา หว่านกล้าข้าว ปลูกข้าวดอย ปลูกพืชผลไม้ ยิ่งหน้าฝนแบบนี้ก็ต้องเตรียมปลูกอะโวคาโด ปลูกกาแฟและชาทดแทนต้นที่ตายแล้ว มีอะไรให้ทำทุกวันจริงๆ นะ (หัวเราะ) แต่จะให้วันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อนหนึ่งวัน เพราะครอบครัวมิวสิคนับถือศาสนาคริสต์ 

แล้วก็อันนี้อยากเล่าเป็นพิเศษ คือบางวันมิวจะแบ่งเวลาไปสอนเด็กรุ่นใหม่เย็บผ้าด้วย เป็นกิจกรรมเล็กๆ ให้เขาฝึกเย็บผ้าแล้วเอาไปขาย เงินที่ได้ก็เอาไปซื้อขนมกิน เด็กๆ ก็มีความสุข

เด็กยุคนี้ส่วนมากจะติดโซเชียล เล่นแต่โทรศัพท์ เราอยากแก้ปัญหาตรงนี้ คือเล่นได้นะ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเอง ต้องแบ่งเวลามาทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกันบ้าง แต่เด็กๆ ที่บ้านก็ดีอย่างหนึ่งคือเขาฟังเรา เราเตือนแล้วเขาเชื่อ 

ตื่นเช้า แถมยังทำงานเยอะขนาดนี้ คุณมีเวลาพักบ้างมั้ยเนี่ย

(หัวเราะ) ในหนึ่งวัน มิวสิคทำอะไรเยอะจริงๆ ค่ะ เป็นแบบนี้ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เพื่อนชอบถามว่ามิวสิคเคยพักผ่อนบ้างมั้ย ได้นอนบ้างรึเปล่า ก็พักผ่อนนะคะ อยู่ที่นี่เราเข้านอนก่อนห้าทุ่ม พักผ่อนเตรียมทำงานต่อในวันรุ่งขึ้น ถ้าวันไหนต้องตัดคลิป ก็อาจจะนอนช้ากว่านั้นนิดหน่อย แต่ไม่ได้หักโหมนะ เหนื่อยก็พัก

แสดงว่าช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ คุณก็จะไม่ได้ช่วยงานที่บ้าน

ใช่ค่ะ แต่มิวจะกลับหมู่บ้านทุกวันศุกร์ นั่งรถจากเชียงใหม่มาช่วยคุณพ่อคุณแม่ ไม่รู้ว่าทำไม แต่มิวสิคไม่ชอบอยู่ในเมือง เสาร์อาทิตย์ก็อยากกลับมาหาธรรมชาติแล้ว

เล่าเรื่องกาแฟแบรนด์อาบูซูลูของคุณให้ฟังหน่อย

คุณพ่อคุณแม่ปลูกกาแฟมานานแล้ว แต่เราไม่เคยคิดจะทำแบรนด์เลย ไม่มีแผนจะขายด้วย เพราะเรากินกาแฟไม่เป็น แต่ประมาณสองปีที่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งมิวไปร้านกาแฟ แล้วรู้สึกชอบกลิ่นกาแฟมาก จากที่วันนั้นรู้สึกเศร้าๆ ซึมๆ พอได้กลิ่นกาแฟเท่านั้นแหละ เฮ้ย ทำไมรู้สึกดีจัง 

หลังจากวันนั้นเราก็ลองหัดกินกาแฟ ครั้งแรกก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ อ้วกแตก ทั้งขม ทั้งใจสั่น แต่พอเริ่มจิบ เริ่มชิมมาเรื่อยๆ กลายเป็นหลงรักกาแฟตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ แล้วจู่ๆ ก็คิดถึงกาแฟที่คุณพ่อคุณแม่ปลูกไว้ เฮ้ย กาแฟบ้านเราก็มีหนิ ทำไมไม่ลองทำเป็นแบรนด์ของตัวเองล่ะ ก็เลยเอาคำว่า ‘อาบูซูลู’ ที่เป็นชื่ออาข่าของเรามาเป็นชื่อแบรนด์ กลายเป็น Abusulu Coffee อย่างทุกวันนี้

ยิ่งเห็นสิ่งที่ปลูกเติบโต ยิ่งมีความสุข

ความสุขและความทุกข์ของการเป็นชาวไร่บนดอยคืออะไร 

ความสุขคือการได้ผลผลิตที่ดี ออกมาสวยอย่างที่เราตั้งใจปลูก แค่นี้ก็มีความสุขมากๆ แล้ว ความทุกข์นี่ ส่วนน้อย สำหรับชาวไร่บนดอย มิวคิดว่าความทุกข์คือการขายผลผลิตไม่ได้ ไม่รู้จักตลาด ไม่รู้จะไปขายที่ไหน 

แต่ถ้าเป็นความทุกข์ที่มาจากการทำงาน มิวถามคุณพ่อคุณแม่ทุกวันเลยว่าเหนื่อยมั้ยกับการทำเกษตร เขาบอกไม่เหนื่อย ทั้งสองคนไม่ได้เรียนหนังสือ ทำแต่เกษตรมาตั้งแต่เด็ก คงเพราะความเคยชินด้วยมั้ง เหนื่อยแบบเหนื่อยมากๆ ทั้งสองคนก็เลยไม่มี อาจจะเหนื่อยตอนทำงานบ้างนิดหน่อย แต่พักแล้วก็หาย คุณพ่อชอบพูดว่า ‘ยิ่งเห็นสิ่งที่เราปลูกเติบโต ยิ่งมีความสุข’ 

ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณคืออะไร

  ณ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมิวก็คงเป็นครอบครัว ตั้งแต่เรียนจบกลับมา มิวได้อยู่ร่วมกับครอบครัวและคนในหมู่บ้าน จากที่ผูกพันกันอยู่แล้วก็ยิ่งผูกพันขึ้นไปอีก ทุกเช้าตื่นมาก็เห็นหน้าคุณพ่อคุณแม่แล้ว การได้เห็นทั้งคู่และญาติพี่น้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงคือสิ่งสำคัญที่สุด และทำให้มิวมีความสุขที่สุด

สถานการณ์โควิด-19 ที่หมู่บ้านเป็นยังไงบ้าง

เท่าที่มิวอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ตำบลวาวีค่อนข้างเคร่งเรื่องมาตรการโควิด-19 อยู่แล้ว คนข้างนอกเข้าไม่ได้เลย คนในจะออกก็ต้องแจ้งก่อน ทุกคนให้ความร่วมมือมากๆ เราก็เลยยังทำสวนทำไร่กันได้ปกติ ยอดขายลดลงบ้าง แต่ลูกค้าไม่ถึงกับหายไปเลย ยังขายได้อยู่ 

โดยรวมคนบนดอยยังใช้ชีวิตปกตินะ 

กือรังฮือมา

กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์รุ่นใหม่หลายคนอายกับการเป็นตัวเอง อยากใช้ชีวิตแบบคนในเมืองมากกว่า แต่คุณดูไม่ใช่แบบนั้นเลย

ตอนเด็กก็เคยมีเพื่อนล้อว่าพูดไม่ชัดนะ (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้อายอะไร มันคือตัวเรา พูดไม่ชัดก็ยังดีกว่าพูดไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย ที่สำคัญ คนเราฝึกและเรียนรู้ได้นะคะ เมื่อก่อนมิวพูดไม่ชัด แต่ด้วยความที่เราชอบร้องเพลง เลยฝึกพูดจากการร้องเพลงมาเรื่อยๆ สุดท้ายก็พูดภาษาไทยชัดขึ้นในระดับหนึ่ง บางคำอาจจะยังไม่ชัดอยู่ แต่ไม่อายนะคะ เพราะว่าเราเป็นอาข่า เราเป็นเรา

แต่มิวเข้าใจนะ ทุกคนมีมุมมองที่ต่างกัน แต่สำหรับเรา เรารักความเป็นอาข่ามากจริงๆ 

คุณคิดยังไงเวลาสื่อต่างๆ สร้างภาพให้กลุ่มชาติพันธุ์ดูเป็นตัวตลก บ้างก็ล้อเลียนอัตลักษณ์ชนเผ่า 

คนทำคงไม่เคยมาสัมผัสกับชนเผ่าอย่างลึกซึ้ง ไม่เคยพูดคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์แบบใกล้ชิดมากพอ เขาคงไปรับข้อมูลจากไหนไม่รู้ก็เลยทำสื่อแบบนั้นออกมา จริงๆ แล้วคนที่จะทำหนังหรือสื่อเรื่องนี้ ควรจะมาสัมผัสพูดคุยกับคนชาติพันธุ์โดยตรง เขาจะได้รู้ว่า อ๋อ อาข่า วัฒนธรรมหรือการแต่งกายเป็นแบบนี้นะ ภาษาเป็นแบบนี้นะ ที่ผ่านมาเหมือนเขาสื่อสารออกไปโดยที่ยังไม่ทำความเข้าใจมากพอ

ชาวอาข่าต่างจากพี่น้องชาติพันธุ์อื่นๆ ยังไง 

จริงๆ ทุกชนเผ่าก็มีที่โดดเด่นแตกต่างกันนะคะ วัฒนธรรมของอาข่าที่ไม่เหมือนชาติพันธุ์อื่นน่าจะเป็นการแต่งกายเนี่ยแหละ เราพิเศษด้านการเย็บปักถักร้อย ลายปักของเรามีแบบที่เรียกว่า อาแย อาล่อ หรือ อาขื่อแซพู้ ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ภาษาและการพูดก็ต่าง แล้วเราจะทักทายกันโดยการจับมือค่ะ ตอนเจอกัน อาข่าจะเชกแฮนด์คล้ายๆ ฝรั่งเลย 

อะไรคือความเป็นอาข่าที่คุณรักที่สุด

รัก… โอ้โห รักทุกอย่างเลย ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี ลายปักผ้า รักทุกอย่างที่เป็นอาข่าเลยค่ะ 

คุณอยากสอนภาษาอาข่าคำไหนให้คนอ่าน

คงเป็นคำว่า ‘อูดูทามา’ เป็นคำทักทายเหมือนๆ คำว่า ‘สวัสดี’ คือคนเราเจอกันครั้งแรกก็ต้องทักทายก่อน มิวก็เลยอยากสอนคำทักทายภาษาอาข่า ก็พูดว่า ‘อูดูทามา’ พร้อมจับมือทักทายนั่นแหละค่ะ

อีกคำที่อยากสอนคือ ‘กือรังฮือมา’ ที่แปลว่า ขอบคุณ

คำถามสุดท้าย คุณมีชื่ออาบูซูลูที่แม่ตั้งให้อยู่แล้ว แล้วชื่อมิวสิคมาจากไหนเหรอ

อ๋อ จริงๆ ชื่อเล่นภาษาไทยแต่ก่อนชื่อทิพย์ค่ะ ชื่อจริงคือสุธาทิพย์ คนก็เลยเรียกเราสั้นๆ ว่า น้องทิพย์ๆ แต่ตอนเรียน ม.ปลาย มิวเป็นนักร้องประจำโรงเรียน เพื่อนก็เลยตั้งให้ใหม่ว่ามิวสิค เหมือนมาพร้อมเสียงเพลง เขาบอกว่าดูเข้ากันดี

แบบนี้พอเพื่อนตั้งชื่อให้ ก็ต้องบอกเพื่อนว่า ‘กือรังฮือมา’ ถูกมั้ย

ใช่ แต่จริงๆ เพื่อน ม.ปลาย ไม่ใช่ชาวอาข่า พูดว่า ‘ขอบคุณ’ เฉยๆ ก็พอแล้วค่ะ (หัวเราะ)

ภาพ : มิวสิค อาบูซูลู

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load