เราไปถึงบ้าน เจ-มณฑล จิรา ตอนบ่ายโมงตามเวลานัดพอดิบพอดี ครั้งล่าสุดที่เจอเขาคือในคอนเสิร์ตวงดนตรีอินดี้ต่างประเทศเมื่อ 2 ปีก่อน นอกจากหน้าตาที่เหมือนสตัฟฟ์ไว้ตั้งแต่อายุยี่สิบตอนกลาง เราก็แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาอีกเลย 

เขาต้อนรับเราสู่ห้องนอน-สตูดิโอขนาดประมาณ 30 ตารางเมตรในบ่ายวันนั้น จะเรียกว่าห้องนอนก็ไม่ได้เต็มปาก เพราะนอกจากเตียง 3 ฟุตที่มุมห้องหน้าประตู ก็ไม่มีเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอนชิ้นอื่น 

ถัดจากเตียงเป็นกลองชุด ถัดจากกลองชุดเป็นเปียโน Upright ถัดจากเปียโนหลังนั้นเป็นสตูดิโอขนาดเล็กต่อเติมจากเดิมที่เคยเป็นเฉลียง ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยอุปกรณ์การอัดเพลง มิกเซอร์ คีย์บอร์ด และกีตาร์หลายโมเดล เป็นห้องที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตเขาได้มากพอที่จะทำให้เรารู้จักเขามากขึ้น

คุยกับ เจ-มณฑล จิรา ในวัย 41 เรื่องอัลบั้มเดี่ยวในรอบ 20 ปี กับชีวิตที่ยังไม่หยุดทดลอง

เจทานมังสวิรัติตั้งแต่อายุ 16 ปี ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เล่นโยคะทุกวัน และพยายามพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

เขาไม่สนใจเรื่องแฟชั่น ไม่อยากให้มันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเวลาชีวิต

เขาผันตัวจากการอยู่เบื้องหน้า มาทำงานดนตรีเบื้องหลังที่สร้างคุณค่าให้กับตัวเองมากกว่า

เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี Wonderfruit และแพลตฟอร์มระดมทุน Asiola 

เขาซ้อมแต่งเพลงเป็นร้อยเพื่อเตรียมตัวสำหรับอัลบั้มภาษาไทยที่กำลังจะปล่อยในเดือนสองเดือนนี้

เขามีหนังสือ คลังคำ เป็นแหล่งข้อมูลในการเขียนเพลง

เขานอน 4 ทุ่ม เขาตื่นเช้าตรู่ และม่านไม่จำเป็นสำหรับห้องนอนของเขาเลยแม้แต่น้อย

เขารักงานของตัวเองเป็นที่สุด เขาว่างานที่ทำเหมือนการเดินทางไปที่ใหม่ๆ

ข้อดีของเขาคือการชอบทดลองทำสิ่งใหม่ๆ 

เขามีเป้าหมายที่ชัดเจน และตั้งใจทำงานหนักเพื่อไปสู่เป้าหมายตรงนั้น

20 ปีผ่านไป เจ มณฑล เติบโตจากดาราวัยรุ่นยุค 90 ที่โด่งดังมาจากการถ่ายแบบภาพนิ่งและโฆษณา สู่ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานของศิลปินเก่งๆ หลายคนอย่างฮิวโก้-จุลจักร จักรพงษ์ และ Slot Machine เช่นเดียวกับห้องของเขาที่วันนี้ดูจะเป็นสตูดิโอที่มีเตียง มากกว่าห้องนอนที่เป็นสตูดิโอเสียอีก

คุยกับ เจ-มณฑล จิรา ในวัย 41 เรื่องอัลบั้มเดี่ยวในรอบ 20 ปี กับชีวิตที่ยังไม่หยุดทดลอง

พักหลังๆ มานี้ เราเห็นคุณในบทบาทคนทำงานเบื้องหลังมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นงานเพลง เทศกาลดนตรี Wonderfruit หรือแพลตฟอร์มระดมทุนเพื่อคนทำงานสร้างสรรค์อย่าง Asiola ทำไมถึงชอบทำงานเบื้องหลังมากกว่า

ผมชอบเพราะมันเป็นส่วนที่ได้ทำ เป็นคนที่ได้สร้างผลงาน หลายๆ คนคิดว่าคนที่เห็นเบื้องหน้าเป็นคนสร้างงาน ส่วนมากไม่ค่อยจริง อย่างการทำดนตรี หลายครั้งคนเห็นแค่นักร้องซึ่งเป็นเสียงของผลงาน แต่จริงๆ มันมีทีมที่อยู่ด้านหลังการผลิต คนแต่งเพลง คนโปรดิวซ์ คนเล่น คนมิกซ์ ตั้งแต่ต้นเราเป็นคนชอบที่จะทำในส่วนนี้

เราเลยค้นหาโอกาสที่จะได้ทำ มาฝึกให้รู้วิธีเพื่อมาทำของตัวเอง เราอยากทำผลงานของตัวเองมาตั้งแต่ปี 1998 ตั้งแต่อัลบั้มแรกที่เคยทำ ซึ่งเรามีส่วนร่วมน้อยมาก มีได้แต่งเพลงบ้าง แต่เด็กอายุสิบเจ็ด ในตอนนั้นยังไม่คล่องวิธีการหรือขั้นตอนต่างๆ เท่าไหร่ หลังจากนั้นก็เลยรู้ว่านี่คือสิ่งที่อยากทำ แต่เราต้องกลับไปเรียนรู้ทุกๆ ขั้นตอนก่อนที่จะพร้อม ตอนนี้ในวัยสี่สิบ เรารู้สึกว่าเราพร้อมแล้ว 

คุณเองเคยอยู่เบื้องหน้า ชื่อเสียงตรงนั้นมันไม่ตอบโจทย์ตัวเองเหรอ

แต่เราก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เราเริ่มจากมีโฆษณา Twelve Plus ซึ่งสิ่งที่เขาตัดออกมาก็ไม่ได้อยู่ในบท มันเป็นอะไรที่บังเอิญมาก เป็น ​Outtake เขาสั่งคัตแล้วผมยิ้มนิดหนึ่ง ไม่มีใครตั้งใจอะไรเลย มันฟลุค เป็นดวง แล้วโฆษณานี้ดังมากเพราะช่วงท้ายที่ผมยิ้มตรงนั้น หลังจากนั้นเราก็ไปออกรายการทอล์กโชว์อยู่เรื่อยๆ แขกรับเชิญคนอื่นเขาเป็นนักร้อง นักแสดง เล่นหนัง พอเขาถามเราว่า ‘คุณทำอะไรมา’ ‘ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ’ (หัวเราะ) เราเลยกลับมาคิดว่าคุณค่าของงานที่เราทำมันอยู่ตรงไหน 

เป็นปมในชีวิตตอนนั้นหรือเปล่า

มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมพัฒนามาเป็นคนแบบในวันนี้มากกว่า ผมกลับมาถามตัวเองว่า ถ้าอยากให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า อย่างน้อยเราต้องมีสกิลในด้านใดด้านหนึ่งหรือเปล่า เราก็เลยต้องพยายามทำงานหนักเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมันมีคุณค่าอยู่

เป็นเคราะห์กรรมของคนที่เกิดมาหน้าตาดีใช่ไหม

เป็นไปได้นะ (ยิ้ม) ตอนเราเริ่มทำเพลงของตัวเองก็เหมือนศิลปินหลายๆ คน เราเห็นวิลล์ สมิธ (Will Smith) ทำเพลงหลังจากเป็นนักแสดงมาก่อน คนรู้จักเขาอยู่แล้ว แต่ถ้ามาทำเพลงจะได้เหรอ คุณอยู่กับการแสดงต่อไปไม่ดีกว่าเหรอ หรือเหมือนกับที่จัสติน ทิมเบอร์เลก (Justin Timberlake) มาเล่นหนัง คนก็บอกว่าจะดีเหรอ ร้องเพลงดีอยู่แล้ว จะแสดงด้วยเหรอ

ตอนที่ผมเริ่ม คนก็มองว่าคนนี้เหรอจะมาทำเพลง ส่วนมากเขามองว่าเราขายหน้าตาอย่างเดียว อย่างอื่นคงไม่มีอะไรหรอก ตั้งแต่ต้นเลยถ้าเราจะเก่งเท่าคนข้างๆ ยังไงเราก็จะน้อยกว่าเขาอยู่ดี วิธีเดียวคือเราต้องเก่งกว่าคนข้างๆ สองเท่า ให้คนยอมรับว่า ‘โอเค เขาอาจจะรู้เรื่อง อาจจะทำเป็นก็ได้’ เราก็เลยต้องใช้เวลาในการสร้างผลงานต่างๆ ให้ตัวเองยอมรับสิ่งที่ตัวเองทำก่อน แล้วค่อยดูว่าคนอื่นเขาจะยอมรับเราหรือเปล่า

หน้าตาชื่อเสียงเป็นดาบสองคมเหมือนกันนะ ความดังทำให้คนรู้จักเราง่าย แต่ขณะเดียวกันก็จะเกิดข้อกังขาในความสามารถของเรา

เขาตัดสินอยู่แล้ว แต่การเดินออกมาจากจุดนั้นก็ไม่ยาก เพราะเรารู้สึกว่าตัวเองมีชื่อเสียงทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรให้คู่ควร คุณค่าของชื่อเสียงเหล่านั้นเลยน้อยมากสำหรับเรา เพราะถ้ามันได้มาง่ายขนาดนั้น มันต้องหายไปง่ายกว่านั้นแน่ๆ หลายคนถามว่าทำไมอยู่ดีๆ วันหนึ่งหายไปเลย แทนที่จะรอให้โอกาสหมดก่อน เรากลับตัดสินใจไปเรียนต่อในจุดที่น่าจะพีกกับอาชีพเราที่สุด คำตอบคือเพราะเราเห็นคุณค่าของมันน้อยกว่าสิ่งที่เราจะได้ไปเรียนรู้และประสบการณ์ที่เราจะได้รับ 

เคยมีจุดไหนในชีวิตที่เสียดายชื่อเสียงในตอนนั้นไหม

มองกลับไปก็คิดว่ามันน่าจะดีแล้วที่เราไปก่อนที่ชื่อเสียงดรอปลงมา มันเป็นเวลาที่แตกต่าง วิธีการมองกับการพัฒนาคาแรกเตอร์ของคนในวงการก็ไม่เหมือนกัน แต่ในช่วงเวลานั้นมันพิเศษในแบบของมันอยู่แล้ว ไม่ถึงกับเสียดาย ผมคิดว่ามันจำเป็นจะต้องเกิดขึ้นแบบนั้น 

คุยกับ เจ-มณฑล จิรา ในวัย 41 เรื่องอัลบั้มเดี่ยวในรอบ 20 ปี กับชีวิตที่ยังไม่หยุดทดลอง
คุยกับ เจ-มณฑล จิรา ในวัย 41 เรื่องอัลบั้มเดี่ยวในรอบ 20 ปี กับชีวิตที่ยังไม่หยุดทดลอง

คาแรกเตอร์ของ เจ มณฑล ที่พัฒนามาจากตรงนั้นคืออะไร

หลังจากที่เราได้กลับมาทำงาน เรารู้สึกได้ว่าคนคาดหวังกับเราในหลายๆ รูปแบบ เช่น ผมบอกว่าวันนี้ผมจะเป็นดีเจนะ แฟนละครช่วงแรกๆ ก็งง นี่เขาทำอะไรน่ะ ผลงานเพลงของเราในช่วงแรกก็ขัดกับภาพที่เขาเคยเห็น ผมโตมากับการถ่ายแบบภาพนิ่ง เขาเห็นแต่ภาพ ใสๆ หวานๆ ง่ายๆ เขาก็จะไม่รู้จักว่าบุคลิกท่าทางนิสัยของคนคนนี้เป็นยังไง พอสิ่งที่ได้รับจริงๆ ไม่ตรงกับภาพที่คิดไว้ ทุกคนเขาก็งง ‘อ๋อ เขาเป็นแบบนี้นี่เอง’ มันเลยเกิดการ Rebranding ที่ใช้เวลาสักพักหนึ่ง เราเริ่มแคร์เรื่องอิมเมจที่ควรจะเป็นน้อยลง เริ่มสร้างตัวตนของตัวเองมากขึ้น แฟนเก่าๆ บางคนก็รู้สึกว่านี่ไม่ใช่คนที่เราชอบนะ หลายคนก็บอกว่า โอ้ คนนี้เขาเปลี่ยนไป ซึ่งเราเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว (หัวเราะ) แค่สมัยนั้นไม่มีโซเชียลมีเดีย ไม่มีหน้าฟีด เขาเห็นแค่ภาพที่ออกไปเท่านั้น

มันเป็นปัญหาของศิลปินดาราที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงเหมือนกันนะ

เราอึดอัด เวลาไปไหนคนจะคาดหวัง อย่างเวลาไปสัมภาษณ์ เขาก็จะคิดไว้ก่อนว่าเราต้องเป็นแบบนี้ บางทีถามอะไรมาก็แปลกๆ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เราตอบไปเขาก็งง

เช่นอะไรบ้าง จะได้ไม่เผลอถาม (หัวเราะ)

ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว อายุสิบสี่สิบห้าคนสัมภาษณ์มีความคาดหวังในคำตอบแล้วในใจ หรือคนอื่นๆ เขาอาจจะตอบแบบนี้ เราไม่ได้ไปศึกษามาก่อนว่าพี่แซม (ยุรนันท์ ภมรมนตรี) เขาพูดอะไร พี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) เขาพูดอะไร หรือมอส (ปฏิภาณ ปฐวีกานต์) เขาพูดอะไร เราไม่ได้สนว่าคนอื่นเขาตอบยังไง คนเขาถามมา เราก็ตอบตามที่เราคิด ภาษาเราอาจจะไม่แข็งแรงด้วยตอนนั้น เขาก็เลยรู้สึกว่าเด็กคนนี้แปลกๆ นะ แต่พอไปนานๆ มันก็อึดอัดที่สิ่งที่เขาคาดหวังกับตัวของเรามันขัดกันมาก เราก็เลยอยากจะหนีอยู่ดี

คุณค่าของความสำเร็จจากการเปลี่ยนมาทำงานเบื้องหลังมันต่างไปมากไหม

พอได้มาทำเบื้องหลัง คนอาจไม่รู้ว่าใครทำ แต่ผลงานที่ออกมาเป็นผลงานของเราแม้จะมีชื่อคนอื่นแปะอยู่ ความพอใจมันเกิดขึ้นเมื่อเราเห็นว่าสิ่งนี้สำคัญกับเรา กับตัวผมเอง ในช่วงต้นผมไม่สนใจเรื่องเครดิตเลย เราพยายามทำเพื่อให้ตัวเองพัฒนา พอทำมาเรื่อยๆ เราก็ค่อยๆ เก็บหลายๆ ส่วน ถึงตอนนี้ที่อยากเอาทุกอย่างมารวบรวมเพื่อทำผลงานของตัวเอง 

การทำอัลบั้มเดี่ยวในวัยเลขสี่ในรอบ 20 กว่าปีด้วยภาษาไทยที่ตัวเองไม่ถนัดเลย มันท้าทายแค่ไหน

ยาก ในขั้นตอนทำเพลงส่วนมากคนที่มาหาผมจะเอาเนื้อร้องกับทำนองมา ที่เหลือเราช่วยเขาได้ ช่วยเรียบเรียง ช่วยอัดเครื่องดนตรีแต่ละอย่าง การอีดิต การมิกซ์ สิ่งที่เราน่าจะอ่อนที่สุดเลยคือการแต่งเนื้อกับทำนอง เพราะเราทำน้อยที่สุด 

ปี 2017 ผมก็เลยตัดสินใจทำงานอย่างอื่นน้อยลงเพื่อเริ่มทำอัลบั้มของตัวเอง เราแต่งแต่ทำนองกับเนื้อร้องทุกวัน ไม่ได้ทำโปรดักชันเลย เพื่อจะดูว่าเราพัฒนาสกิลนี้ได้ไหม พอหมดเรื่องราวที่อยากเล่า เราก็ใช้วิธีดึงคีย์เวิร์ดจากหนังสือพิมพ์มาแต่ง พอถึงสักร้อยห้าสิบเพลงก็เริ่มรู้สึกว่าโอเค มันไม่ห่างจากสกิลอื่นที่เรามีมากแล้ว 

ปกติเวลาคนเอาดราฟต์เพลงมาให้ทำต่อ เขาให้มากี่เพลง

สามสิบเพลงเลือกสิบห้า ไม่ก็ยี่สิบเพลงเลือกสิบ

คุยกับ เจ-มณฑล จิรา ในวัย 41 เรื่องอัลบั้มเดี่ยวในรอบ 20 ปี กับชีวิตที่ยังไม่หยุดทดลอง

ซึ่งที่บอกว่าต้องทำให้มากกว่าคนอื่นก็ทำไปแค่ 15 เท่าเท่านั้นเอง

อันนี้เป็น Exercise เลย ทำทิ้ง แต่งๆๆๆ แล้วก็มาดู อันนี้โอเค อันนี้เฉยๆ อันนี้ห่วย ก็เริ่มใหม่ เรามีไอเดีย คอนเซปต์ เราดราฟต์เอาต์ไลน์ สตอรี่ไลน์เป็นอย่างนี้นะ แล้วลองหาคำดู จนเริ่มรู้ว่าภาษาไทยมันมีข้อจำกัดเยอะ วรรณยุกต์ต่างๆ จะเข้ากับเมโลดี้ได้ยังไงเพราะเมโลดี้ถูกล็อกเอาไว้แล้ว บางคำยาวก็ไม่ได้ สั้นก็แปลกๆ เราก็ค่อยๆ พัฒนาตรงนี้ไป ทำอีกเพลงหนึ่ง โอเคอันนี้ใช้ได้ แต่โอ้โหสระไอเยอะมากเลย (หัวเราะ) เอาใหม่ ลองใหม่ ลองเทสต์หลายๆ อย่าง เริ่มทำนองก่อน ค่อยมาใส่เนื้อทีหลัง เอ้า ก็ไม่ง่าย เริ่มเนื้อก่อน ก็ยากอีก ตอนนี้ร้องไปไม่มีใครจำอะไรได้เลย (หัวเราะ) เอาใหม่ แต่งพร้อมๆ กันไปเลย เราค่อยๆ เทสต์ขั้นตอนการทำงานต่างๆ ไปทีละแบบ สุดท้ายวิธีที่คิดว่าดีที่สุดคือทำทำนองมาก่อนแล้วใส่เนื้อ ซึ่งคนทำอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ทุกคนก็บอกว่าต้องทำแบบนี้ เราก็โอเค แต่ก็ลองแบบอื่นก่อนเพื่อจะได้หาวิธีอื่น

อีกสิ่งที่เราเรียนรู้คือคนฟังเพลงฟังทำนองกับเนื้อร้องเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ อีกสิบเปอร์เซ็นต์คือกลองเป็นยังไง กีตาร์เป็นยังไง คนไม่ค่อยสนหรืออาจจะไม่ได้ยินเลย บางทีเราได้ยินเพลงที่มีดนตรีต่ำกว่ามาตรฐานมากๆ แต่ทำนองกับเนื้อฟังชัดง่าย ร้องตามได้ ก็กลายเป็นเพลงที่ดังมาก แปลว่าคนไม่สนเรื่องโปรดักชันเท่าไหร่ อาจจะด้วยฟอร์แมตที่เขาฟังด้วยแหละ เขาฟังผ่านโทรศัพท์ สิ่งที่ได้ยินอย่างเดียวก็คือเสียงร้องกับสแนร์ มีคอร์ดนิดๆ เราเลยอยากทดลองว่าถ้าทำเนื้อกับทำนองให้ง่าย ร้องตามง่ายๆ ทุกเพลงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ความรัก สามเส้า ความผิดหวัง และอีกสิบเปอร์เซ็นต์เป็นอะไรที่ซับซ้อนนิดนึง 

มาตรวัดความสำเร็จของอัลบั้มนี้คืออะไร

มันสำเร็จไปตั้งแต่ตอนที่เราทำเสร็จแล้ว สิบสี่เพลงแรกที่ปล่อยออกไปก่อน ถ้าไม่มีใครสนเลยอีกสองเดือนเราก็ปล่อยเพลงใหม่ แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ ทดลองว่าความถี่ในการปล่อยเพลงที่ดีที่สุดคือแค่ไหน หนึ่งเดือน สองเดือน จนกว่าจะมีเพลงที่คนฟังแล้วเริ่มจำได้ มันอาจจะไปถึงเพลงที่สองร้อยหรือสามร้อย แต่แม้จะเป็นเพลงที่สามร้อยที่เขาสนใจ เขามองกลับมาก็จะเห็นอีกสองร้อยเก้าสิบเก้าเพลงที่เขากลับไปฟังได้ 

หลายคนบอกว่าอายุขนาดนี้แล้วควรจะทำเบื้องหลังไปเรื่อยๆ แหละ แต่มันไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่เราทำมาตลอดเลยนะ มันแค่เปิดประตูอีกประตูเดียว 

เฟิด Slot Machine นิยามคุณว่าเป็น ‘นักวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บดนตรี’

ใช่ๆ (หัวเราะ) ห้องเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พร้อมกับการดีไซน์ชีวิตตัวเอง เมื่อก่อนนี้เป็นห้องนอน ตรงนี้ (สตูดิโอ) เป็นเฉลียง ตรงเปียโนเคยเป็นมุมที่เราใช้ทำงานเพลงเล็กๆ มีทีวี มีเตียงควีนไซส์ พอทำงานมาเรื่อยๆ ทุกอย่างก็ค่อยๆ หายไป ทีวีหายไปก่อน จากเตียงควีนไซส์ตรงกลางห้องก็กลายเป็นเตียงเดี่ยวที่มุมห้อง มีต่อเติมเฉลียงให้เป็นห้องสตูดิโอ ทุกอย่างก็โดนย้ายไปเรื่อยๆ พร้อมกับส่วนทำงานที่ขยายไปเรื่อยๆ 

เหมือนการเปลี่ยนแปลงของห้องนี้บ่งบอกความสำคัญในชีวิตคุณที่เปลี่ยนไปยังไงยังงั้น

ความสำคัญมันไม่ได้เปลี่ยนไป เรารู้อยู่แล้วว่าอะไรสำคัญ แต่เราค่อยปรับไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้เข้ากับตรงนั้นมากกว่า

สตูดิโอนี้ผมค่อยๆ เก็บของมาตั้งแต่อายุสิบเก้าถึงยี่สิบ ค่อยๆ สะสม ทางอีเบย์ ซื้อมือสอง จาก Craigslist ค่อยๆ ดูมาเรื่อยๆ แล้วผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งสองอย่างนี้ค่าใช้จ่ายมันสูง เราเอาตรงนั้นมาลงทุนกับอุปกรณ์ดนตรีดีกว่า ตั้งแต่ตอนนั้นก็ค่อยสร้างมา พอถึงจุดนี้เลยได้รู้ว่ามันเป็นเส้นทางที่เราตั้งใจมาแต่แรกแล้ว การที่เราวางรางเอาไว้มาตั้งนานแล้วแบบนั้น มันเลยไม่ง่ายที่จะเดินออกมา

แม้แต่จะเป็นคุณเองที่ดังมากมาก่อน แล้วก็เคยทำงานในวงการดนตรีมาเกือบ 20 ปี มาถึงวันนี้ที่กำลังจะออกอัลบั้มใหม่ ยังรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่ไหม

แน่นอน ด้วยภาพรวมของวงการดนตรีตอนนี้ คนทำกันเยอะ คนเก่งก็เยอะ สิ่งที่จะขับเคลื่อนผลงานชิ้นหนึ่งให้ไปถึงคนมากกว่าอีกชิ้นหนึ่ง เราทำงานมายี่สิบปีแล้วยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร เพลงนี้ดีกว่าอีกเพลงเหรอ คนฟังแล้วชอบมากกว่าเพราะอะไร เราเห็นบางโปรเจกต์มีงบเยอะในการโปรโมต ทุ่มเงินเยอะมาก ปล่อยออกไปกลับไม่มีใครสนเลย เราอยู่ในวงการที่มีโอกาสแต่ต้องทดลองเอาเอง ซึ่งตื่นเต้น น่าสนใจ เราเป็นคนไม่ชอบวิ่งตามใครอยู่แล้ว 

คุยกับ เจ-มณฑล จิรา ในวัย 41 เรื่องอัลบั้มเดี่ยวในรอบ 20 ปี กับชีวิตที่ยังไม่หยุดทดลอง

แต่การที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนมันมีสองด้าน หนึ่ง ไม่เคยมีใครคิดได้ กับ สอง มีคนคิดได้แต่ลองแล้วมันไม่เวิร์ก

ถูกต้อง แต่ชอบเสี่ยงนะ เพราะถ้าเราเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง ในประสบการณ์ที่มี วิเคราะห์ว่ามันมีโอกาสไหม มีสิทธิ์หรือเปล่า อย่างน้อยถ้ามันไม่เวิร์ก ก็ยังเป็นสิ่งที่เราเชื่อ อย่าง Slot Machine ที่เราทำสุดท้ายมันก็ดีมาก เราว่าการที่เราเลือกไม่ตามกระแสมันเป็นข้อได้เปรียบของเรา

คุณเป็นมังสวิรัติตั้งแต่อายุ 16 ปี ถามใครใครก็จะบอกว่า ‘พี่เจเหรอ คลีนมาก’ มีเรื่องอื่นๆ ที่เราไม่รู้อีกไหม

ไม่มีนะ ก็พยายามนอนให้พอ สี่ทุ่มก็นอนแล้ว ชีวิตไลฟ์สไตล์ที่เลือกก็ไม่เครียด กินอาหารดีๆ เล่นโยคะ ซึ่งทุกคนก็รู้อยู่แล้ว แต่เดือนนี้ผมกินแต่เนื้อทุกมื้อเป็นเวลาหนึ่งเดือนในรอบยี่สิบห้าปี มีแค่เนื้อวัว เกลือ กับน้ำเปล่า 

ปีที่แล้วผมมีรู้สึกเพลีย ทั้งๆ ที่นอนก็พอนะ เราเลยหาดูว่าอาหารเกี่ยวหรือเปล่า เราเริ่มกินอาหารที่วนเยอะเกินไปหรือเปล่า พบว่าธรรมดาคนที่กินมังสวิรัติไปนานๆ ต้องกลับมากินเนื้อสัตว์เป็นช่วงๆ เพราะร่างกายต้องเติมเต็มสิ่งที่ขาด เป็นกลไกทางร่างกายบางอย่าง ทำให้ร่างกายกลับมาหัดย่อยเอนไซม์ต่างๆ ด้วย 

จริงๆ ปกติเขาจะกินกันเดือนมกราคม แต่เราเตรียมไม่ทัน ก็เลยมาเริ่มกุมภาฯ แล้วกุมภาฯ มันมีแค่ยี่สิบแปดวันเอง (หัวเราะ)

แต่ปีนี้มี 29 วัน…

นั่นแหละ เหลืออีกห้าวัน (หัวเราะ)

ทำไมเด็กอายุ 16 คนหนึ่งถึงเลิกกินเนื้อสัตว์

ตอนนั้นมีสองเหตุผล หนึ่ง ครูโยคะแนะนำ สอง ผมเคยไปทริปเดินป่า แล้วมันมี Trek หนึ่งที่ยาวยี่สิบเอ็ดวัน คนที่เป็นผู้นำเขาบอกก่อนออกลองไม่กินเนื้อสัตว์ดู ร่างกายจะดีขึ้น เราก็เลยลอง พอกลับออกมาก็รู้สึกดี เลยค่อยๆ ตัดเนื้อสัตว์ออกแล้วก็ยาวเลย 

ส่วนเหล้ากับบุหรี่ สมัยเป็นดีเจก็มีบุหรี่มือสองเยอะมากอยู่แล้ว เหล้านี่ดื่มอยู่ช่วงหนึ่งตอนเรียนมหาวิทยาลัย พอถึงอายุที่ไปซื้อเองได้ก็เลิกดื่มแล้ว ตอนผิดกฎหมายดื่ม พอถูกกฎหมายเลิกเลย (หัวเราะ)

คุณเคยบอกว่าไม่ค่อยสนใจเรื่องเสื้อผ้า ถ้าซื้อใหม่ต้องโละของเก่าออกไป

มันอยู่ในรางเป้าหมายที่เราพูดถึง เราพยายามจำกัดการตัดสินใจที่ไม่เกี่ยวกับงานให้มากที่สุด แทนที่จะต้องมาคิดว่าเดี๋ยวจะใส่อะไร เราก็ตัดตรงนั้นทิ้งไปเลย ตอนแรกพยายามลิมิตการตัดสินใจเกี่ยวกับอาหาร โดยการสร้างเมนูที่คิดว่าครบ แต่พอกินไปนานๆ มันยังครบไม่พอ ก็เลิกไป แล้วก็มาเสื้อผ้า ซึ่งเราถือว่าเป็นส่วนที่เล็กมากในชีวิตของเรา นอกจากนั้นก็เป็นในชีวิตประจำวันทั่วไป โทรศัพท์เราแปดสิบเปอร์เซ็นต์น่าจะอยู่ใน Silent Mode เราเลือกได้ว่าจะติดต่อใครเมื่อไหร่ แต่เขาเลือกไม่ได้ว่าจะติดต่อเราเมื่อไหร่ เราจะได้ไม่ต้องคิดถึงตรงนั้นมาก ทีวีไม่ดู หนังเรื่องล่าสุดที่ดูคือบนเครื่องบินตอนไปไต้หวัน 

คุยกับ เจ-มณฑล จิรา ในวัย 41 เรื่องอัลบั้มเดี่ยวในรอบ 20 ปี กับชีวิตที่ยังไม่หยุดทดลอง

งานสำคัญกับคุณขนาดไหนถึงวางให้เป็นศูนย์กลางของชีวิต

สำหรับผม งานมันสนุกกว่าอย่างอื่น นั่นคือปัญหาของการทำงานแบบนี้ คนจะไม่ค่อยเข้าใจ เราก็เลยพยายามทำอย่างอื่นบ้าง แต่สิ่งที่สนุกที่สุดอยู่ตรงนี้

เรามีเพื่อนที่อายุน้อยกว่าชอบเดินทางไปโน่นไปนี่ ผมก็ชอบนะ ส่วนตัวก็ได้เดินทางมาบ้าง แต่มันมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่เราทำงานอยู่ตรงนี้ที่เดินทางไปได้ไกลกว่าคนที่เดินทางไปจริงๆ ด้วยซ้ำ มันเป็นความรู้สึกที่ไม่มีมาก่อน นั่งอยู่ตรงนี้เราไปได้ไกล เราไปได้หลายที่เลย เหมือนเราฝันแล้วบังคับตัวเองได้ ซึ่งมันก็มีความเซอร์ไพรส์บางอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ เป็น Happy Accident เหมือนเวลาเดินทางแหละ วันนี้มาถึงแล้วรถไฟออกไปแล้ว ต้องแก้ปัญหา ต้องตัดสินใจ ตรงนี้มันสนุกกว่าเดินทางนะ แต่ถ้าไม่เคยเดินทางมาก่อน มันจะรู้สึกแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ 

เราทำงานมาทั้งวันพอกลับบ้านมาก็ทำต่อ คนเขาก็งงว่าทำไม แล้วเสาร์อาทิตย์ทำไหม เราก็ยังอยากทำ คนทั่วไปทำเสร็จก็อยากไปทำอย่างอื่น อยากไปอยู่กับเพื่อน อยากไปดื่มเหล้า อยากดูทีวี ไปดูหนัง เทรนด์ที่เราเห็นคือคนอยากจะหลบหนีตลอด อยากหนีชีวิต ณ ปัจจุบัน ด้วยการทำอะไรที่ไม่เกี่ยวกับงานเลย จะดื่มเหล้าก็ดี นั่งสมาธิก็เหมือนกัน คนไหนชอบฟังเพลงก็ไปคอนเสิร์ต กีฬาก็เป็นแบบนั้น ยาเสพติดก็เหมือนกัน มันทำให้เราได้พักอยู่แป๊บหนึ่ง แต่งานของเราคือสิ่งที่เราไม่ต้องหนี หลังจากที่ทำมาทั้งวันเราเลยทำงานต่อได้ 

แล้วที่หลบหนีของคุณคืออะไร

ไม่มี เราไม่ได้อยากหนีจากตรงนี้ โดยรวมแล้วชีวิตเราเหมือนไม่มีการทำงาน เราเลยทำได้ตลอด ซึ่งก็ยาก คนใกล้ตัวก็จะ ‘แหม ทำอยู่เรื่อยๆ เลยนะ ไม่ทำอย่างอื่นบ้างเหรอ’ 

บาลานซ์ชีวิตคุณเลยจะไม่เหมือนคนอื่นเขา

ใช่ ถ้ามาดูบาลานซ์ของเรามันไม่บาลานซ์สำหรับคนอื่น หนักมาเรื่องงาน ซึ่งเราโชคดีที่ค้นพบสิ่งนี้ตอนอายุยังน้อย มีน้องที่รู้จักคนหนึ่งมาถามเราอยู่ว่า ชอบวงการดนตรีนะ แต่ไม่อยากเป็นศิลปิน ไม่อยากทำงานเกี่ยวกับโปรดักชัน เห็นเพื่อนๆ ไปทำด้านการเงินหรืออสังหาริมทรัพย์เลยคิดว่าจะตามเขา เราเลยบอกว่าทำไมอยากตามเขา ทำไมไม่ทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าชอบ เขาบอกมันน่ากลัว มันไม่มั่นคง มันเดาไม่ถูก เราก็ให้คำแนะนำไป แค่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร มันก็เข้าเกณฑ์หนึ่งแล้ว ส่วนมากหลายคนพอทำสิ่งที่ไม่ชอบไปนานๆ ผ่านไปยี่สิบปี เดี๋ยวก็ต้องกลับมาตรงนี้อยู่ดี แล้วก็จะบอกกับตัวเองว่า ‘รู้งี้ทำแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว’ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข (หัวเราะ) บางคนที่ยังไม่เจอก็ต้องทดลองไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอสิ่งที่ชอบ หรือยอมทำสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อรอวันเสาร์อาทิตย์จะได้ทำในสิ่งที่ชอบ แล้วแต่การออกแบบชีวิตเขา

วิธีการทำงานของคนที่ทำงานตลอดเวลาเป็นยังไง

เราจะมี Night Session กับ Day Session ถ้า Night Session เราลองได้ เทสต์นี่ เทสต์โน่น ตั้งค่า ลองซอฟต์แวร์ใหม่ ลองเครื่องดนตรี ทำนี่ทำโน่น ส่วน Day Session ควรโฟกัสอย่างเดียวคือแต่งเพลงให้เร็วที่สุด ทำโดยที่ไม่หยุด เขาเรียกว่า Flow State แบบนักกีฬา เราพยายามอยู่ใน Flow State ให้นานที่สุด ทุกคนพยายามหา Flow State อย่างนักเทนนิสเขาจะเห็นแต่ลูกบอล สมองเขาคิดแต่เรื่องนี้ ปัญหาอื่นๆ ในชีวิตหายไปหมดเลย พอเราทำเพลงแล้วเราอยู่ใน Flow State ก็เหมือนกัน เวลาจะหายไปเลย มองขึ้นมาอีกทีผ่านไปหกชั่วโมงแล้ว ตอนที่เราอยู่ใน Day Session คือเราอยู่ใน Flow State ให้มากที่สุด ทำไปจนไม่ได้คิดถึงว่าใช้กีตาร์ตัวไหน อย่างเมื่อวานนี้ผมเพิ่งรู้ว่าเพลงหนึ่งที่ผมทำอยู่ ผมชอบเทคแรกที่สุด ซึ่งเป็นเทคที่นั่งอัดตรงนี้แล้วก็มีเสียงบ้านข้างๆ เคาะเหล็กอะไรไม่รู้ปังๆๆ เราอัดอีกสองสามเวอร์ชันที่เสียงดีกว่าแต่ความรู้สึกมันไม่ได้

คุยกับ เจ-มณฑล จิรา ในวัย 41 เรื่องอัลบั้มเดี่ยวในรอบ 20 ปี กับชีวิตที่ยังไม่หยุดทดลอง
คุยกับ เจ-มณฑล จิรา ในวัย 41 เรื่องอัลบั้มเดี่ยวในรอบ 20 ปี กับชีวิตที่ยังไม่หยุดทดลอง

Flow State ที่ว่าต้องอาศัยการฝึกฝนถึงจะเจอไหม

มันต้องฝึกฝนให้เข้าไปอยู่ได้บ่อยๆ อย่างบางทีเราถามศิลปินว่าเพลงนั้นมายังไง เขาจะตอบว่าไม่รู้ แต่งๆ ไปมันก็ออกมาเอง บางคนนานๆ ทีถึงจะเข้าไปได้ ต้องรอแรงบันดาลใจ รอฟีล ถึงทำงานได้ ถ้าเรารอตลอด มัวแต่รอๆๆ ก็ลำบาก แต่ถ้าทำทุกวัน Flow State ที่โผล่มาจะบ่อยขึ้น เราต้องบังคับตัวเอง อย่าไปคิดถึงแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจสักพักนึงเดี๋ยวมันก็เจอ

แสดงว่าเชื่อในวินัยมากกว่า

โอ้ แน่นอน ที่เราทำสิ่งนี้มาได้ถึงตอนนี้ เพราะเราเอาชนะมันด้วยวิธีนี้

หลงใหลอะไรในดนตรี ถึงได้ทำยาวมาถึงทุกวันนี้

มันเป็นความรู้สึกเลยแหละ การที่เราสร้าง เราได้ยินอะไรในหัว เราอธิบายไม่ถูก หลายๆ ครั้งเราก็คิดว่าถ้าวันหนึ่งทำสิ่งนี้ไม่ได้ เราจะทำอะไรต่อ แต่นิสัยเราคือถ้าเลือกแล้วก็ทำจริงๆ อย่างเลิกกินเนื้อสัตว์ เราก็เลิกมายี่สิบห้าปีแล้ว 

อีกอย่างการทำดนตรีมันมีหลายขั้นตอน มันไม่เบื่อ มีความท้าทายให้ตัวเองตลอด แค่นับเครื่องดนตรีก็เยอะแล้ว วันนี้ไม่อยากเล่นอันนั้นก็มาเล่นอันนี้ ไม่อยากเล่นอันนี้ก็ไปเล่นโน่น เล่นโน่นไม่เอาก็ไปอันอื่น แค่นั้นเวลาในวันหนึ่งก็ไม่พอแล้ว นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องการแต่งเพลง การเล่าเรื่อง มันได้ผสมความรู้สึกต่างๆ เหมือนเป็นไดอารี่ แต่ก่อนซาวนด์ที่เราชอบสำคัญที่สุด เราเพิ่งมารู้สึกว่าเรื่องราวเริ่มมีความหมายกับเรามากขึ้นก็ตอนนี้

คุยกับ เจ-มณฑล จิรา ในวัย 41 เรื่องอัลบั้มเดี่ยวในรอบ 20 ปี กับชีวิตที่ยังไม่หยุดทดลอง

ด้วยอายุที่มากขึ้นหรือเปล่า

ด้วยครับ คนอายุยี่สิบแต่งเพลงเขาจะเล่าเรื่องอะไร ผมก็เป็นแบบนั้น มันไม่มีอะไรจะพูด พออายุมากขึ้นก็มีอะไรที่อยากจะพูดในวิธีของเรา

ปกติเวลาดูสัมภาษณ์คุณ คนมักจะถามอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องงานกับจะแต่งงานเมื่อไหร่

ใช่ (ยิ้ม) ตอนนี้ก็ยังคิดเหมือนเดิม การที่เราจะก้าวไปถึงการแต่งงาน เราต้องผูกมัดและมีเวลาให้กับตรงนั้น ซึ่งในแพลนที่เรามียังไม่มีช่องว่างให้กับมัน หลายคนก็บอกว่าอายุเริ่มเยอะแล้วนะ ไม่เหงาเหรอ ซึ่งความอดทนต่อความเหงาของเรามีมากกว่าคนอื่น ต้องรอดู แต่ก็จะได้ยินอีกความเห็นจากเพื่อนบางคนที่เขาแต่งงานแล้ว

บอกว่า…

‘อย่าแต่ง’ (เราอ่านปากเขา) 

คนชอบถามว่าในอีกสิบปีเรามองตัวเองว่ายังไง อายุห้าสิบจะทำอะไรอยู่ เราก็น่าจะทำอย่างนี้อยู่แหละ จะมากกว่านี้ไหม อันนี้เราไม่รู้ ต้องรอดู ต้องลอง เราพยายามไม่คิดมากและอยู่กับปัจจุบัน บางอย่างก็คิดเยอะ บางอย่างก็ไม่คิดเลย

จะสรุปแบบนี้ได้ไหมว่าชีวิตของ เจ-มณฑล จิรา คือชีวิตที่ยังทดลองอยู่

ยังไปเรื่อยๆ ครับ ยังทดลองไปเรื่อยๆ ในทุกๆ ด้าน

คุยกับ เจ-มณฑล จิรา ในวัย 41 เรื่องอัลบั้มเดี่ยวในรอบ 20 ปี กับชีวิตที่ยังไม่หยุดทดลอง

Writers

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
3 K

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load