17 พฤศจิกายน 2563
10.47 K

ถ้าคุณเสิร์ชชื่อ Montbell บนเฟซบุ๊ก คุณจะเจอกับเพจของประเทศไทยที่เขียนคำนิยามแบรนด์ไว้ว่าเป็น “แบรนด์สินค้าสไตล์ Outdoor for Everyday จากญี่ปุ่น”

และหากคุณมีโอกาสได้ไปประเทศญี่ปุ่น คุณจะเห็นคนญี่ปุ่นใช้สินค้าของแบรนด์นี้ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ทั้งตึกออฟฟิศใจกลางโตเกียว ขบวนรถไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยเด็กนักเรียน ม.ปลาย ร้านอาหารในย่านหรู ชินคันเซ็นปลายทางชนบท เทศกาลดนตรีกลางแจ้ง เส้นทาง Trekking บนเนินเขาใดเนินเขาหนึ่ง หรืออาจไปไกลถึงเอเวอเรสต์เบสแคมป์ในประเทศเนปาล

Montbell เริ่มมาจากความตั้งใจของ อิซามุ ทาสึโนะ (Isamu Tatsuno) นักปีนเขามืออาชีพผู้อยากสร้างแบรนด์ Outdoor ที่เหมาะกับคนเอเชีย และเป็นอย่างที่คำนิยามว่าไว้ 

เป็นแบรนด์ที่ตั้งใจออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองอยากใช้และทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์คือผู้ใช้งานจริง

เป็นแบรนด์ที่เชื่อว่าใครๆ ก็มีไลฟ์สไตล์ Outdoor ได้ โดยไม่จำเป็นต้องชอบแคมปิ้งหรือเดินป่า

เป็นแบรนด์ที่คนญี่ปุ่นรักมาก และพวกเขาก็รักคนญี่ปุ่นมากเช่นกัน นั่นเป็นเหตุผลที่ Montbell ทำงานร่วมกับอุทยานแห่งชาติ และมีนโยบายช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศ

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

ร้าน Montbell ตรงกับคุณสมบัติของร้านที่เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย แบบที่ใครได้ไปก็สนุก ด้วยสินค้าหลากหลายตั้งแต่เรือคายัคจนถึงปลอกคอสุนัข หลายร้านมีแม้กระทั่งหน้าผาจำลองและบ่อน้ำสำหรับล่องเรือให้ลูกค้าได้ทดลองใช้งานสินค้าจริง เพราะแบรนด์เชื่อว่า Function is Beauty. สินค้าต้องไม่มีดีแค่สวย แต่ต้องมีประสิทธิภาพ ในทางกลับกัน สินค้าที่มีประสิทธิภาพก็ต้องดูสวยงามด้วยเหมือนกัน

The Cloud มีโอกาสได้คุยกับ หยก-วิสิทธิ์ กวินวงศ์โกวิท หนึ่งในทีมผู้นำเข้า Montbell Thailand ที่ ฺBrand Shop แห่งแรกในห้างสรรพสินค้า Emquartier ผู้รู้จักแบรนด์จากทริปเดินป่าในญี่ปุ่นเมื่อ 6 ปีก่อน เขาเล่าถึงประวัติความเป็นมาของแบรนด์ การไปเยี่ยมบ้านทาสึโนะที่เมืองนาระแล้วกลับมาด้วยความอิน และความตั้งใจอยากนำแบรนด์เข้ามาให้คนไทยรู้จักยิ่งกว่าเดิม

“สมมติถ้าเราต้องขาย Trekking Pole เราจะไม่แค่บอกว่าคืออะไร แต่ต้องบอกได้ว่ามันใช้งานยังไง วัสดุชิ้นนี้ทำมาจากอะไร และดีกว่าวัสดุชิ้นอื่นยังไง มันช่วยให้การเดินของคุณง่ายขึ้นยังไง” สิ้นประโยคของ Distributor ผู้พยายามสืบทอดความเชื่อและวิสัยทัศน์ของ Montbell ให้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง เราเกือบหยิบ Trekking Pole ที่ว่าไปจ่ายเงินหน้าเคาน์เตอร์ และไม่แน่ว่าถ้าคุณอ่าน 13 เรื่องราวของ Montbell จบ คุณอาจพบว่าตัวเองกำลังเดินทางไปซื้อ Trekking Pole หรือไม่ก็สินค้าอื่นๆ ที่ร้านเขาอยู่เช่นกัน

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

1. Montbell ก่อตั้งโดยคนเอเชียคนที่สองที่พิชิตเทือกเขาไอเกอร์

อิซามุ ทาสึโนะ คือผู้ก่อตั้ง Montbell เขาหลงใหลในกิจกรรม Outdoor ความฝันของเขาในตอนนั้นมี 2 อย่างคือ หนึ่ง เป็นคนญี่ปุ่นคนแรกๆ ที่พิชิตเทือกเขาไอเกอร์ (The North of the Eiger) ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และสอง เปิดบริษัทที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอุปกรณ์ปีนเขา

เขาตามความฝันแรกตอนอายุ 21 ปี ส่วนความฝันที่สองต่อยอดมาจากประสบการณ์นั้น แรกเริ่มเขาใช้อุปกรณ์ Outdoor จากแบรนด์ที่มีอยู่ในตลาดเหมือนคนอื่นๆ แต่ด้วยความที่คุณทาสึโนะเป็นคนญี่ปุ่นและ Perfectionist ของทุกชิ้นจึงต้องมีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีที่สุดและเหมาะกับตัวเองมากที่สุด เลยเป็นที่มาของแบรนด์ Montbell หรือความฝันที่สอง ที่เป็นความสำเร็จในวัย 28 ของเขา

อุตสาหกรรมอุปกรณ์ Outdoor ในยุคนั้นถือว่าไม่ใหญ่มาก มีแค่ 3 แบรนด์ใหญ่หลักๆ ได้แก่ Columbia, The North Face และ Patagonia ซึ่งเป็นแบรนด์สัญชาติอเมริกันทั้งหมด และยังไม่มีแบรนด์ไหนที่ทำขึ้นมาเพื่อรองรับรูปร่างคนเอเชียโดยเฉพาะ สินค้าส่วนใหญ่ของ Montbell จึงออกแบบเพื่อการนี้ และถ้ารุ่นไหนมีไซส์สำหรับคนตะวันตกจะเขียนกำกับไว้

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

2. สินค้าที่ใช้ดีต้องสวย สินค้าที่สวยต้องใช้ดี

Montbell เชื่อในสอง 2 คอนเซปต์ คือ หนึ่ง Light & Fast อุปกรณ์ของแบรนด์ต้องมีน้ำหนักเบาและเคลื่อนย้ายง่ายเพื่ออำนวยความสะดวกเวลาใช้งาน และสอง Function is Beauty ยกตัวอย่างเช่น ถ้า Montbell ออกแบบเสื้อข้างบนเป็นสีเข้ม ข้างล่างเป็นสีอ่อน ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น คำตอบจะไม่ใช่เพียงแต่ว่าเพราะความสวยงาม แต่ต้องตอบให้ได้ว่าที่เป็นแบบนั้นเพราะช่วงบนต้องการความอบอุ่นมากกว่า และสีเข้มดูดแสงได้มากกว่า ส่วนช่วงล่างต้องการความสบายและผ้าที่ระบายอากาศ จึงใช้สีที่อ่อนกว่า ทุกรายละเอียดจะย้อนกลับไปที่คอนเซปต์ Function is Beauty ซึ่งเป็นคอนเซปต์เดียวกับใน ค.ศ. 1975 ตอนที่ก่อตั้งแบรนด์ครั้งแรกเมื่อ 45 ปีก่อน ถ้าลองดูโลโก้ของแบรนด์จะพบว่าทุกเวอร์ชันจะมี Tagline นี้อยู่ด้านล่าง

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

3. สินค้าชิ้นแรก คือ ถุงนอน

ถุงนอนที่ดีต้องพอดีตัวและนอนสบาย ทุกครั้งที่คุณทาสึโนะออกเดินทาง เขาไม่ได้ไปแค่ 2 – 3 วัน แต่ไปเป็นเดือน เขาต้องใช้พลังงานมหาศาลทำให้การนอนเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ถุงนอนจึงเป็นสินค้าชิ้นแรกของ Montbell ที่พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ หลายเจนเนอเรชันตลอด 45 ปี และเกือบทุกเจนเนอเรชันจะได้รับรางวัลเสมอ

4. พนักงาน Montbell ทุกคนชื่นชอบการออกไปทำกิจกรรม Outdoor

โดยปกติเวลาแบรนด์จ้างพนักงานมาดูแลผลิตภัณฑ์หนึ่งอย่าง จะเริ่มจากการให้คนคนนั้นไปหาข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เพื่อพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น แต่ที่ Montbell ใช้วิธีกลับกัน พนักงานทุกคนในทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องชอบการทำกิจกรรม Outdoor และทุกคนจะมีกิจกรรมที่ชอบเป็นพิเศษอย่างน้อยหนึ่งอย่าง เช่น พนักงานคนหนึ่งชอบปั่นจักรยาน Downhill มาก ไลน์สินค้าที่เขาดูแลจึงเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์สำหรับผู้ขี่จักรยานทั้งหมด และเป็นตัวพนักงานเองที่จะนำข้อมูลอินไซต์ของผู้บริโภคมาใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ การออกไปทำกิจกรรมของเขาจึงเปรียบเหมือนการนำโปรดักต์ไปทดลอง สินค้าทุกชิ้นของ Montbell จึงเกิดจากความเข้าใจของคนที่ใช้งานจริงๆ

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

5. สินค้ารางวัลของแบรนด์มาจากไอเดียเล็กๆ ของพนักงานคนหนึ่ง

หนึ่งในนโยบายของ Montbell คือการอนุญาตให้พนักงานเสนอแนะเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไปยังแผนกวิจัยและพัฒนา ในแต่ละปีบริษัทจะได้รับคอมเมนต์ราวๆ 4,000 คอมเมนต์ รวมถึงจากลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ อย่างถุงนอนรางวัล Down Hugger 900 series ก็มาจากไอเดียของพนักงานคนหนึ่งที่เสนอว่า หากเครื่องแต่งกายซีรีส์ EX Light Down series ที่ทั้งอุ่นและมีน้ำหนักเบาประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำไมไม่ใช้คอนเซปต์เดียวกันกับถุงนอนล่ะ

6. ขายทุกอย่างตั้งแต่เต็นท์ไปจนถึงสายจูงน้องหมา

ร้าน Montbell สาขาที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ Tateyama หลายสาขามีหน้าผาจำลองให้ลองใช้อุปกรณ์ข้างใน บางสาขามีบ่อน้ำให้พายเรือคายัคด้านนอก เรียกได้ว่าใช้เวลาครึ่งวันอาจจะไม่พอกับการเดินดูสินค้าทั้งหมด เพราะมีตั้งแต่เต็นท์ เก้าอี้แคมปิ้ง อุปกรณ์ทำอาหาร ไฟฉาย เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของกระจุกกระจิกอย่างพวงกุญแจ ไปจนถึงปลอกคอและสายจูงสุนัข แบบที่ทุกคนในครอบครัวไปใช้เวลาร่วมกันได้ เพราะหัวใจสำคัญที่แบรนด์อยากให้ลูกค้ารู้สึก คือความสนุก สนุกที่ได้เจอของใหม่ๆ สนุกที่ได้เลือกของหลากหลาย 

คุณทาสึโนะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในร้านของลูกค้ามากกว่าตัวเลข เขาเคยบอกกับดีลเลอร์ต่างประเทศในที่ประชุมว่า “คุณไม่ต้องคำนึงถึงยอดสั่งหรอก คุณไม่จำเป็นต้องสั่งเสื้อกันหนาวเยอะเพื่อลดต้นทุน เรื่องเงินคุยกันได้ แต่ผมอยากให้ร้าน Montbell ของคุณในแต่ละประเทศมีของ Montbell ครบทุกอย่าง สติกเกอร์หรือพวงกุญแจก็สั่งติดร้านไว้เถอะ ราคามันอาจจะไม่ได้มากมาย แต่มันจะทำให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้านรู้สึกถึงความเป็น Montbell จริงๆ”

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

7. Montbell ประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นจากการไปเดินป่าที่ญี่ปุ่น

เมื่อ 6 – 7 ปีก่อน หยกและกลุ่มเพื่อนหุ้นส่วนไปเดินป่าในประเทศญี่ปุ่น พวกเขาเห็นเสื้อผ้าที่คนญี่ปุ่นใส่ดูแล้วพอดีตัวไม่เหมือนของตัวเอง พอสังเกตอีกนิดก็พบว่า แบรนด์ที่เขาใช้กันส่วนใหญ่มีชื่อว่า Montbell จึงไปเดินหาซื้อ ลองใส่ ซื้อกลับมาทดลองใช้ด้วยตัวเองตอนเดินขึ้นภูเขาไฟฟูจิในวันที่อากาศหนาวมากๆ ความพอดีตัวของเสื้อจะจำเป็นก็ตอนนี้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าชายเสื้อหรือแขนเสื้อยาวไปจะทำให้อากาศเข้ามาได้ แล้วก็เกิดความคิดอยากเอาแบรนด์ นี้กลับมาขายในไทยให้คนไทยได้ลองบ้างตั้งแต่วันนั้นเลย

8. เจ้าของ Montbell ทำให้ Distributor ต่างประเทศเข้าใจแบรนด์มากขึ้นโดยการเชิญไปบ้าน

ไม่ว่าใครก็ตามที่อยากนำเข้าแบรนด์นี้ เงื่อนไขสำคัญของคุณทาสึโนะคือ เขาคนนั้นต้องเข้าใจในปรัชญาของแบรนด์จริงๆ ครั้งหนึ่งเขาเคยชวนตัวแทนจำหน่ายจากประเทศไทยไปเที่ยวบ้านที่นารา เป็นบ้านญี่ปุ่นโบราณลักษณะเรียบง่าย มีห้องห้องหนึ่งที่ทั้งผนังเป็นอุปกรณ์ Outdoor ทั้งหมด แยกประเภทตามกิจกรรม เขาพาไปเดิน Trekking ระยะสั้นๆ เป่าขลุ่ยริมแม่น้ำให้ฟังเพื่อซึมซับบรรยากาศ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองใช้ชีวิตอยู่ยังไง 

ครั้งหนึ่งเขาจัดกิจกรรมให้ Distributor จากประเทศต่างๆ ตั้งแต่ไทย เกาหลีใต้ จีน สวิสเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา มาทำร่วมตัวกัน กิจกรรมมีชื่อว่า SEA TO SUMMIT (จากทะเลสู่ยอดเขา) เริ่มจากพายคายัค ปั่นจักรยาน และเดิน Trekking ขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อให้ทุกคนรู้สึกอินไปกับสิ่งนี้ เขาต้องการให้ทุกคนรู้ว่า Montbell หมายถึงอะไร เพื่อนำเรื่องราวของแบรนด์ไปถ่ายทอดให้ลูกค้าในแต่ละประเทศ ว่านี่ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ผลิตสินค้าและเทคโนโลยีให้คนนำไปใช้ แต่เป็นแบรนด์ Outdoor ที่ทำโดยคนที่ทำกิจกรรม Outdoor เพื่อคนที่ทำกิจกรรม Outdoor จริงๆ 

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

9. ไลฟ์สไตล์แบบ Outdoor ไม่ใช่แค่คนที่ชอบเดินป่าเสมอไป

Montbell Thailand นำคอนเซปต์ Function is Beauty มาปรับใช้กับการตลาด Outdoor ในประเทศ ซึ่งแตกต่างจากในญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง คนญี่ปุ่นนั่งรถไฟเพื่อไปแคมปิ้งก่อนจะนั่งรถไฟกลับบ้าน ขณะที่คนไทยนิยม Car Camp การใช้งานของสินค้าแนว Light & Fast จึงอาจเป็นรองคอนเซปต์ Function is Beauty จึงตอบโจทย์การใช้งานในบ้านเรามากกว่า แต่ถึงอย่างไรอุปกรณ์ทุกชิ้นก็ยังจำเป็นต้องน้ำหนักเบาและสะดวกต่อการใช้งานด้วย

Montbell มองว่าคนที่ไปแคมปิ้งในป่าคือคนคนเดียวกับคนที่ไปเดินห้างวันเสาร์อาทิตย์ และถ้าอยากได้ความสนุกแบบที่ได้จากกิจกรรม Outdoor ก็ไม่จำเป็นต้องขับรถเข้าไปในป่าเสมอไป แบรนด์อยากเห็นคนใส่รองเท้าแตะของ Montbell ไปซูเปอร์มาร์เก็ต สะพายเป้ Montbell ขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน ไลฟ์สไตล์ Outdoor ในแบบของ Montbell จึงหมายถึงความสนุกของการได้ออกจากบ้านไปใช้ชีวิตในทุกๆ วัน

10. Montbell เชื่อว่าก่อนออกแบบสินค้าให้คนไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ต้องช่วยกันรักษาธรรมชาติก่อน

Montbell เป็นหนึ่งในองค์กรภาคธุรกิจที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่น ทำงานร่วมกับอุทยานแห่งชาติเพื่อทำแผนฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยก็นำวิสัยทัศน์เดียวกันมาปรับใช้ อย่างคราวที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรขาดแคลนอุปกรณ์ แบรนด์จึงนำอุปกรณ์บางส่วนให้สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาผืนป่าต่อไป

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

11. กระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

นอกจากจะช่วยรักษาธรรมชาติภายนอก ภายในบริษัทของ Montbell ก็ยังออกแบบกระบวนการผลิตให้เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด อาทิ เป้ขนาดใหญ่ที่ทำจากผ้าเพียงชิ้นเดียว เพื่อลดวัตถุดิบและเวลาในการผลิต ทั้งยังช่วยให้กระเป๋าแข็งแรงขึ้น หรือเสื้อกันหนาวขนห่านที่แบรนด์ออกแบบแพตเทิร์นให้ใช้ขนห่านน้อยที่สุด โดยใช้ลวดลายซิกแซกเข้ามาช่วย

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

12. การช่วยเหลือสังคมคือนโยบายของบริษัท

ทุกครั้งที่มีภัยทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวหรือพายุเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ร้าน Montbell ที่อยู่ใกล้พื้นที่นั้นมากที่สุดต้องเอาเต็นท์ออกมากางในลานกว้าง ผู้ประสบภัยที่ไม่มีที่พักสามารถมาพักที่เต็นท์เหล่านี้ในระหว่างซ่อมแซมบ้านหรือฟื้นฟูเมือง หรืออีกแคมเปญหนึ่งมีชื่อว่า Friend Market คือการเชิญชวนให้คนท้องถิ่นนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้มาขายที่ร้าน Montbell ในชุมชน ทำให้รายได้ก็กลับคืนสู่ท้องถิ่นและชุมชนรอบๆ หลงรักแบรนด์นี้เข้าอย่างจัง

ส่วน Montbell ประเทศไทยเองก็เคยส่งอุปกรณ์ดำน้ำไปให้ทีมปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยถ้ำหลวง (เหตุการณ์นักฟุตบอลเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีแม่สายติดในถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน) เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์แบบนี้เช่นกัน

13. ตุ๊กตาหมี Monta Bear ที่ไม่ใช่แค่มาสคอตที่มีทุกร้าน แต่ทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้ามาตั้งแต่ ค.ศ. 2002

Monta Bear คือตุ๊กตาหมีประจำร้าน Montbell บางร้านอยู่หน้าร้าน บางร้านอยู่ด้านใน ค.ศ. 2013 Monta ของร้านสาขารัฐโคโลราโดถูกขโมยไป หลังจากแจ้งความและค้นหาพักใหญ่ ก็มีคนเอามาคืนโดยให้เหตุผลว่าวันนั้นเมาแล้วอุ้มไป ส่วนใน ค.ศ. 2016 เส้ื้อกั๊กของเจ้าหมีของสาขาพอร์ตแลนด์หายไป ก่อนจะมีคนเจอผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อตัวเดียวกันอีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

14. สินค้าที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยคือ รองเท้ารุ่น Lock-on Sandals สีดำ

รองเท้ารุ่น Lock-on Sandals กลายเป็นไอเท็มสุดฮิตของคนยุคนี้ เพราะดีไซน์เรียบง่ายที่เข้ากับเสื้อผ้าหลากหลายแบบ และใส่ได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งยังเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดของ Montbell ประเทศไทย โดยเฉพาะสีดำ ไม่ว่าจะนำเข้ามากี่ครั้งก็หมดเกลี้ยงสต็อกทุกครั้ง แม้กระทั่งในวันนี้ก็ยังมีลูกค้าตามหาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งทางแบรนด์บอกว่าอาจจะต้องรอกันอีกสักพักใหญ่ เพราะที่ญี่ปุ่นเป็นหน้าหนาว เขาเลยไม่ผลิตรองเท้าแตะเพิ่ม ส่วนสีอื่นๆ ที่ขายอยู่ตอนนี้ได้มาเพราะขอร้องให้ทางญี่ปุ่นรวบรวมจากสาขาต่างๆ มาให้

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

30 พฤศจิกายน 2564
2.63 K

โทรศัพท์มือถือ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เตาอบ เครื่องปรับอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารอบตัวที่เราเห็นกันเป็นประจำทุกวัน และเมื่อพูดถึงสินค้าเหล่านี้ เชื่อว่าหนึ่งในแบรนด์ที่ทุกคนน่าจะนึกขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรกก็คงหนีไม่พ้น Samsung

Samsung หรือ ซัมซุง เป็นชื่อภาษาเกาหลี 

삼 (sam) แปลว่า สาม และยังหมายถึง ใหญ่ แข็งแรง นับเป็นเลขที่คนเกาหลีชื่นชอบ 

성 (sung) แปลว่า ดวงดาว และยังหมายถึง แสงสว่าง อยู่สูง และระยิบระยับแวววาว

เมื่อสองคำนี้ถูกนำมาประกอบกัน จึงออกมาเป็นคำว่า Samsung แฝงความหมายถึงความหวังในการประสบความสำเร็จ ตามวิสัยทัศน์ของคุณ อี บยอง ชอล (Lee Byung-chull) ที่อยากให้บริษัทของเขากลายมาเป็นบริษัทที่ทรงพลังและยั่งยืนเฉกเช่นดวงดาวในค่ำคืน

เป็นเวลากว่า 80 ปีที่ Samsung ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์นั้น พร้อมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และนวัตกรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราออกมามากมาย เพื่อเป็นบริษัทที่ดีทั้งสำหรับผู้คนและโลกใบนี้

นิยามความสำเร็จของแบรนด์คือการที่ได้ดูแลคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน พาร์ตเนอร์ หรือสังคมอย่างดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่ทำให้ Samsung โดดเด่นและก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ระดับแนวหน้าของโลกได้ จนในวันนี้ แม้กระทั่งนิตยสาร Forbes ก็ยังยกให้เป็น ‘นายจ้าง’ ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2021

เล่ามาถึงตรงนี้ The Cloud มีนัดกับ คุณจักรกฤษณ์ ศรีเงินยวง รองประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (โรงงานศรีราชา) เพื่อค้นหาเบื้องหลังการเติบโตของยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีที่อยู่คู่คนไทย และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายขึ้นมาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

1. ณ วันแรกที่ไม่ได้เริ่มต้นจากสินค้าเทคโนโลยี

เมื่อพูดถึง Samsung หลายคนคงนึกถึงสินค้าเทคโนโลยีหลากหลายชนิด ทว่าในวันที่บริษัทก่อตั้ง แบรนด์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยี 

บริษัทก่อตั้งขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1938 โดยประธาน อี บยอง ชอล ณ เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยเงินเพียง 30,000 วอน เริ่มจากการเป็นร้านขายของชำที่เน้นการส่งออกสินค้า เช่น ปลาแห้งเกาหลี ผัก และผลไม้ แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปีก่อนย้ายมาตั้งบริษัทอีกครั้งในเมืองซูวอนเมื่อ ค.ศ. 1951 โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งทอ จนได้มาเป็นโรงงานสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

เมื่อถึง ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นปีที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลกรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด Samsung จึงก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เต็มตัว 

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด
เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

2. เป้าหมายของ Samsung คือทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

Samsung ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยผู้คนให้บรรลุในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Do What You Can’t ซึ่งแม้จะผ่านไปนานกว่าครึ่งศตวรรษ ก็ยังคงทุ่มเทคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเทคโนโลยี Code Division Multiple Access (CDMA) ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือมาจนถึงทุกวันนี้ การคิดค้นโทรทัศน์ดิจิทัล นาฬิกาอัจฉริยะ ไปจนถึงโทรศัพท์ MP3 ในช่วง ค.ศ. 1996 – 1999 เป็นบริษัทแรกของโลก ซึ่งทำให้หลายสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ กลายมาเป็นสิ่งที่เราใช้กันอย่างคุ้นชินในชีวิตประจำวัน ดังปณิธานของบริษัทเสมอมา 

หัวใจในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีของแบรนด์ คือ การสร้างอนาคตโดยมีผู้คนเป็นแรงบันดาลใจ (Inspired by Humans, Creating the Future) ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่สินค้า แต่เป็นช่องทางที่บริษัทใช้สื่อสารเรื่องราว ปรัชญา วัฒนธรรม และเทคโนโลยี โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างคุณค่าและความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชีวิตของผู้คน

อย่างเช่นในโทรศัพท์ Samsung Galaxy S10 ออกแบบโดยคำนึงตั้งแต่ขอบของโทรศัพท์ให้มีความโค้งมน ผู้ใช้จะได้ถือง่ายและสบายที่สุด ไปจนถึงศึกษาการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ เพื่อให้มั่นใจว่าฟังก์ชันต่างๆ ของโทรศัพท์จะถูกใช้งานอย่างสะดวกที่สุด

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

3. คนและเทคโนโลยีคือหัวใจของการทำธุรกิจ

คนและเทคโนโลยี คือ 2 สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นปรัชญาในการทำธุรกิจของ Samsung แบรนด์ให้ความสำคัญกับ 2 สิ่งนี้เป็นหลัก เพื่อที่จะทุ่มเทความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยี สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนือกว่า อีกทั้งสร้างสังคมที่จะทำให้โลกดีขึ้นได้ในที่สุด 

เพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น สิ่งที่ Samsung ยึดถือในการดำเนินธุรกิจมีอยู่ 5 อย่างคือ คน ความเป็นเลิศ การเปลี่ยนแปลง ความซื่อสัตย์ และการเติบโตร่วมกัน 

เพราะบริษัทสร้างขึ้นจากคน ดังนั้นจึงทุ่มเทการพัฒนาคน และใช้แพสชันในการสร้างความเป็นเลิศ เพื่อตอบรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นปกติในโลกอุตสาหกรรม และปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาด ในขณะที่ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีความเคารพและโปร่งใส ตลอดจนรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

4. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงพนักงานโรงงาน

การพัฒนาคนคือหัวใจสำหรับ Samsung และเป็นสิ่งที่ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นได้ตลอดเวลา

“เราไม่เคยหยุดพัฒนาเรื่องคน เช่น เรื่องการฝึกอบรม เรามองว่าการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของคนคือการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการฝึกอบรมในประเทศหรือต่างประเทศ การส่งคนไปทำงานในบริษัทแม่ที่เกาหลี หรือการที่บริษัทแม่ส่งคนมาทำงานกับเรานั้น มีการแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วก็ถ่ายทอดการทำงานในสิ่งที่เราไม่รู้ รวมถึงวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมของประเทศด้วย”

อย่างบริษัทไทยซัมซุง ได้ตั้งงบประมาณกว่า 10 ล้านบาทในแต่ละปีเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยสนับสนุนคอร์สเรียน ตั้งแต่คอร์สเฉพาะทางไปจนถึงคอร์สสำหรับการบริหาร ด้วยเหตุนี้ พนักงานจึงมีทักษะและความคล่องตัวสูง สามารถออกแบบและประยุกต์นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว จึงรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

และโรงงานผลิตในประเทศไทย ยังมีระบบออโตเมชันที่ออกแบบโดยพนักงานไทย (ตั้งแต่ระดับ ปวส. ถึงระดับวิศวกร) ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และมีระบบมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องจักรและหุ่นยนต์ที่ออกแบบโดยคนไทย

เบื้องหลังการเติบโตของ Samsung ที่เชื่อว่าความสำเร็จคือการได้ดูแลคนรอบข้างอย่างดีที่สุด

5. โรงงานของ Samsung ไม่เคยเหมือนเดิม

ระหว่างบทสนทนา มีสิ่งหนึ่งน่าสนใจที่ผู้บริหารท่านนี้บอกเรา 

“เอาง่ายๆ ถ้าไม่ได้มาโรงงานสักเดือนหนึ่ง ท่านจะเห็นความแตกต่าง” แม้แต่ในโรงงาน Samsung ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ “เราจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะเราไม่ได้ถือว่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันดีที่สุด ถ้าน้องๆ ในพื้นที่ทำงานจริง เขาคิดว่าเขาทำอะไรให้เกิดความสะดวกสบาย หรือทำงานได้ดีกว่าเดิม มีประสิทธิภาพดีกว่า มีคุณภาพดีกว่า เขาก็จะเอาไอเดียตรงนี้มาเพื่อปรึกษากับทีมงาน แล้วทุกๆ ส่วนจะเข้าไปร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างสรรค์กระบวนการใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องอยู่จนถึงปัจจุบัน”

บริษัทมีการจัดการแข่งขันนวัตกรรมระหว่าง 5 โรงงานที่ผลิตสินค้าแต่ละชนิด ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาอบ และเครื่องปรับอากาศ ในทุกๆ สัปดาห์ โดยในสายการผลิตของแต่ละโรงงานมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่าง ส่วนที่แตกต่างกันก็นำมาเปรียบเทียบกระบวนการกันได้ 

“เพราะฉะนั้น ในกิจกรรมนวัตกรรมประจำสัปดาห์ที่เราทำ เราจะได้เรียนรู้และแบ่งปันข้อมูล มีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ เหมือนที่ทุกวันนี้เขาพูดว่าขิงกันไปเรื่อยๆ ผมเลยการันตีได้ว่า หนึ่งเดือนที่ไม่ได้เข้ามาดูโรงงาน จะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน” 

ในกรณีที่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีขึ้นมาได้ ก็จะแบ่งปันข้อมูลกับโรงงานในเครืออื่นๆ ในอีก 28 ประเทศทั่วโลก เพื่อที่บริษัทจะได้ไอเดียจากหลากหลายประเทศมาปรับปรุงกระบวนการ ในขณะที่โรงงานอื่นๆ ก็ได้ไอเดียจากบริษัทไทยซัมซุงเช่นเดียวกัน 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

6. ใครๆ ก็สร้างนวัตกรรมได้

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงงานหรือผู้บริหาร ทุกคนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมาได้ทั้งสิ้น ซึ่ง Samsung เริ่มต้นปลูกฝังค่านิยมนี้ให้แก่พนักงานโดยการจัดกิจกรรมขึ้นมา 

“เมื่อก่อนเรามีกิจกรรมเสนอแนะ เพื่อรับข้อเสนอแนะจากพนักงานทุกระดับ โดยโปรโมตว่า หนึ่งข้อเสนอแนะฉันให้ยี่สิบบาท เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณทำงานไม่ปลอดภัย คุณไปเขียนมา แล้วเสนอมาว่าถ้าจะทำงานให้ปลอดภัยมากขึ้น ต้องทำยังไง ปรับปรุงอะไร แล้วทีมต่างๆ ก็จะเข้าไปดูแลในส่วนที่เขารับผิดชอบ ก็เลยเกิดการสร้างนวัตกรรม มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร” 

สิ่งเหล่านี้ช่วยปลูกฝังให้พนักงานทุกส่วนกล้าเสนอ เพื่อปรับปรุงทุกสิ่งให้ดีขึ้น และสร้างนวัตกรรมใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง 

จนในทุกวันนี้กิจกรรมนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการสร้างนวัตกรรมได้ซึมซาบเข้าไปสู่สายเลือดของพนักงานเป็นที่เรียบร้อย 

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

7. Samsung มีโอลิมปิกเป็นของตัวเอง

หากคุณกางรายการเทรนนิ่งของไทยซัมซุงทุกรายการออกมาบนกระดาษ คุณจะพบกับรายการมากกว่า 200 รายการ ยาวรวมกันกว่า 4 เมตร โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะให้กับบุคลากร และเมื่อพัฒนาทักษะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Samsung ก็มีการจัดงานโอลิมปิกวิชาการของบริษัทเองในทุกๆ ไตรมาส โดยแบ่งเป็น 2 สายคือ หนึ่ง สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติงานในสายการผลิต มีการแข่งขันทักษะ เช่น การยิงสกรู และสอง สำหรับพนักงานซัพพอร์ต เช่นการแข่งขันลงโปรแกรม ซ่อมเครื่องจักร

“เรามีการแข่งขันในทุกๆ เดือน เพื่อหาคนเก่งในเดือนนั้น แล้วมาทำเป็นไตรมาสว่าใครเจ๋งที่สุด หลังจากนั้นเราก็ส่งไปแข่งโอลิมปิกเรื่องทักษะในต่างประเทศ เราเป็นเจ้าภาพบ้าง จีนเป็นเจ้าภาพบ้าง แล้วแต่ว่าปีไหนใครจะเป็นเจ้าภาพ แวะเวียนส่งน้องๆ ที่มีทักษะเพื่อไปเพิ่มความภาคภูมิใจของเขา และบุคคลเหล่านี้ก็จะกลายเป็นไอดอลในโรงงาน”

8. สำหรับ Samsung การดูแลพาร์ตเนอร์ก็คือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

สำหรับ Samsung พาร์ตเนอร์หรือคู่ค้านั้น เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ ที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ เพราะถ้าหากขาดคู่ค้าไป บริษัทก็จะไม่สามารถผลิตสินค้าเพราะขาดวัตถุดิบ แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ คู่ค้าไม่ใช่แค่คู่ค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท 

พวกเขาดูแลพาร์ตเนอร์และพนักงานของพาร์ตเนอร์ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับพนักงานของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การแนะนำแนวปฏิบัติ จัดการอบรม สนับสนุนทรัพยากร ไปจนถึงวางระบบปฏิบัติให้ 

“เรื่องของจริยธรรมในการทำงานร่วมกับคู่ค้า เราต้องไปด้วยกัน ถ้าเรามีเทคโนโลยีสูงกว่าเยอะๆ แน่นอนว่าเขาตามเราไม่ทัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องไปพยายามทำยังไงก็ได้ให้เขาอยู่ในระดับเดียวกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน เทคโนโลยี การผลิต ความปลอดภัย หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่พูดไปไม่ได้แค่ว่าเราพูดเฉยๆ แต่เรามีขบวนการ วิธีการ กลุ่มคน แล้วก็ระบบในการจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด”

9. ดูแลคนแบบครอบครัว แต่ทำงานแบบมืออาชีพ

ความปลอดภัยในการทำงาน คือจุดเริ่มต้นของการดูแลพนักงานแบบครอบครัว Samsung ในขณะที่ยังคงวิธีการทำงานแบบมืออาชีพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 

การดูแลแบบครอบครัวนี้เริ่มตั้งแต่ปัจจัย 4 ของมนุษย์ เพื่อให้พนักงานโรงงานทุกคนได้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ บริษัทสนับสนุนข้าวเช้าในราคาเพียง 10 บาท และให้ข้าวกลางวันฟรี โดยมีทั้งเครื่องปรับอากาศและโทรทัศน์ในโรงอาหาร เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้แก่พนักงาน มีการเอาใจใส่สภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยการวัดค่าแสง การสั่นสะเทือน ฝุ่น เสียง ความร้อน และกลิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานเสียสุขภาพอยู่ตลอด รวมถึงพนักงานที่ตั้งครรภ์ ก็มีการเตรียมพื้นที่ให้นั่งทำงานได้ตลอดอายุครรภ์ โดยโต๊ะทำงานถูกออกแบบมาพิเศษเป็นดีไซน์โค้งหลบท้อง เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานและลูกน้อย

“ถ้าอยู่เป็นครอบครัว เราก็ต้องการให้เขามีความปลอดภัยทั้งสุขภาพร่างกายจิตใจ เข้ามาในรั้วบริษัท ในโรงงาน คุณมีความปลอดภัยสูงเฉกเช่นเดียวกับอยู่ในบ้านของคุณเอง และเราไม่แบ่งชั้นในเรื่องของความสนิท อย่างผมก็จะเรียกตัวเองว่าพี่อย่างนี้ตลอด และพนักงานก็จะไม่บอกว่า ไปพบรองประธานฯ เขาก็จะบอกว่าไปพบพี่กฤษณ์หน่อย แต่ว่าในเรื่องประสิทธิภาพทำงาน ไม่ใช่หยวนๆ กันไป ลักษณะครอบครัวที่เราว่าคือการดูแลสารทุกข์สุขดิบ เพื่อให้เขาทำงานออกมาได้ดีอย่างมืออาชีพ”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

10. คนของชุมชน คือคนของ Samsung 

บริษัทเชื่อว่าชุมชนและอุตสาหกรรมต้องดูแลซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อคนในชุมชนเข้ามาทำงานกับบริษัทแล้ว การดูแลคนของบริษัทก็เหมือนดูแลคนในชุมชน 

“เราจะต้องทำให้สภาพแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชนดีขึ้นด้วย ถ้าสังคมข้างๆ ไม่แข็งแรง แล้วเราไม่ดูแลเขา ก็จะมีผลกระทบกับเรา เพราะ ณ ปัจจุบัน คนในชุมชนเขามาพึ่งพิงอยู่กับเรา เราก็พึ่งพิงเขาเหมือนกัน ถ้าเราไม่บอกชุมชนข้างๆ ให้ดี ไม่ให้ข้อมูลกับเขาว่าเราทำอะไรอยู่ เรามีสภาพแวดล้อมในโรงงานเป็นยังไง มีการจัดการระบบการทำงานยังไงที่จะไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบกับสุขภาพของคนในชุมชน เราก็ไม่สามารถอยู่ได้ อันนี้เป็นเป็นแกนหลักเลย ว่าทำไมเราต้องช่วยดูแล หรือแม้กระทั่งพัฒนาชุมชน”

บริษัทมีการจัด Open House ปีละครั้งสำหรับคนในชุมชนใกล้เคียง ให้เข้ามาเห็นกระบวนการทำงานในโรงงานและการจัดการของเสีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่คนในชุมชน รวมทั้งยังมีการนำพนักงานของโรงงานไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนอีกด้วย 

นอกจากนี้ ในวันครบรอบของบริษัทที่ผ่านมา บริษัทได้ส่งของและจดหมายขอบคุณ พร้อมลายเซ็นจากประธานบริษัทฯ ไปยังครอบครัวของพนักงานทุกคน เพื่อขอบคุณที่พวกเขามอบคนในครอบครัวให้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Samsung อีกด้วย

11. การดูแลสิ่งแวดล้อมสำหรับ Samsung ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำและต้องดีขึ้นเสมอ

“สิ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มันอยู่ในทุกๆ อย่างเลย ตั้งแต่ต้นน้ำ พูดง่ายๆ คือตั้งแต่วัตถุดิบ”

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ไทยซัมซุงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดีไซน์และการเลือกใช้วัตถุดิบ 

“เรามองเห็นว่า สินค้าไม่ว่าจะเป็นทีวี โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น หรือสิ่งของในชีวิตประจำวันของผู้คน ส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของเราหมดอายุไปแล้ว เราคำนึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ผลิตภัณฑ์ของเราจึงต้องไม่มีสารต้องห้ามที่เป็นอันตรายกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสารปรอท สารตะกั่ว สารแมงกานีส หรือสารที่ก่อมะเร็ง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 2004”

การเติบโตและดูแลคนรอบข้างของ Samsung แบรนด์ระดับโลกที่มีเป้าหมายอยากมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน

แม้แต่ในขั้นตอนการผลิต ก็มีการลด ละ เลิก ในส่วนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย รวมไปถึงการใช้พลังงาน หรือแม้แต่เสียง แสง ฝุ่น และความร้อนในโรงงาน

อย่างไรก็ตาม การผลิตย่อมต้องมีของเสียเกิดขึ้น และ Samsung ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีโรงบำบัดน้ำเสียของส่วนกลางอยู่แล้ว แต่เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงตัดสินใจสร้างโรงบำบัดน้ำเสียของตนเองเพิ่มขึ้นอีกโรงหนึ่ง เพื่อบำบัดของเสียก่อนจะส่งไปบำบัดอีกรอบ จึงมั่นใจได้ว่าจะมีของเสียออกจากโรงงานน้อยที่สุด 

คำว่าหยุดพัฒนาไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของ Samsung บริษัทตั้งเป้าว่าภายใน ค.ศ. 2025 บรรจุภัณฑ์สมาร์ทโฟนจะไม่มีการใช้พลาสติกเลย และจะลดการจัดการกากของเสียด้วยวิธีฝังกลบให้เป็นศูนย์อีกด้วย

“ถ้าเราหยุด เราก็ไม่ใช่บริษัทแนวหน้าในการสร้างเทคโนโลยีใหม่ เราต้องก้าวต่อไป ทำยังไงที่จะพัฒนาตัวเองไปในทางที่เอาลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด เราเปรียบตัวเองเหมือนร้านสะดวกซื้อ อยากได้อะไรก็แวะมา ถ้าเป็นเรา คุณอยากได้เทคโนโลยีอะไร พอท่านพูด เราก็คิด เราก็ทำ”

ภาพ :  Samsung Thailand

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load