17 พฤศจิกายน 2563
10 K

ถ้าคุณเสิร์ชชื่อ Montbell บนเฟซบุ๊ก คุณจะเจอกับเพจของประเทศไทยที่เขียนคำนิยามแบรนด์ไว้ว่าเป็น “แบรนด์สินค้าสไตล์ Outdoor for Everyday จากญี่ปุ่น”

และหากคุณมีโอกาสได้ไปประเทศญี่ปุ่น คุณจะเห็นคนญี่ปุ่นใช้สินค้าของแบรนด์นี้ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ทั้งตึกออฟฟิศใจกลางโตเกียว ขบวนรถไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยเด็กนักเรียน ม.ปลาย ร้านอาหารในย่านหรู ชินคันเซ็นปลายทางชนบท เทศกาลดนตรีกลางแจ้ง เส้นทาง Trekking บนเนินเขาใดเนินเขาหนึ่ง หรืออาจไปไกลถึงเอเวอเรสต์เบสแคมป์ในประเทศเนปาล

Montbell เริ่มมาจากความตั้งใจของ อิซามุ ทาสึโนะ (Isamu Tatsuno) นักปีนเขามืออาชีพผู้อยากสร้างแบรนด์ Outdoor ที่เหมาะกับคนเอเชีย และเป็นอย่างที่คำนิยามว่าไว้ 

เป็นแบรนด์ที่ตั้งใจออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองอยากใช้และทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์คือผู้ใช้งานจริง

เป็นแบรนด์ที่เชื่อว่าใครๆ ก็มีไลฟ์สไตล์ Outdoor ได้ โดยไม่จำเป็นต้องชอบแคมปิ้งหรือเดินป่า

เป็นแบรนด์ที่คนญี่ปุ่นรักมาก และพวกเขาก็รักคนญี่ปุ่นมากเช่นกัน นั่นเป็นเหตุผลที่ Montbell ทำงานร่วมกับอุทยานแห่งชาติ และมีนโยบายช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศ

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

ร้าน Montbell ตรงกับคุณสมบัติของร้านที่เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย แบบที่ใครได้ไปก็สนุก ด้วยสินค้าหลากหลายตั้งแต่เรือคายัคจนถึงปลอกคอสุนัข หลายร้านมีแม้กระทั่งหน้าผาจำลองและบ่อน้ำสำหรับล่องเรือให้ลูกค้าได้ทดลองใช้งานสินค้าจริง เพราะแบรนด์เชื่อว่า Function is Beauty. สินค้าต้องไม่มีดีแค่สวย แต่ต้องมีประสิทธิภาพ ในทางกลับกัน สินค้าที่มีประสิทธิภาพก็ต้องดูสวยงามด้วยเหมือนกัน

The Cloud มีโอกาสได้คุยกับ หยก-วิสิทธิ์ กวินวงศ์โกวิท หนึ่งในทีมผู้นำเข้า Montbell Thailand ที่ ฺBrand Shop แห่งแรกในห้างสรรพสินค้า Emquartier ผู้รู้จักแบรนด์จากทริปเดินป่าในญี่ปุ่นเมื่อ 6 ปีก่อน เขาเล่าถึงประวัติความเป็นมาของแบรนด์ การไปเยี่ยมบ้านทาสึโนะที่เมืองนาระแล้วกลับมาด้วยความอิน และความตั้งใจอยากนำแบรนด์เข้ามาให้คนไทยรู้จักยิ่งกว่าเดิม

“สมมติถ้าเราต้องขาย Trekking Pole เราจะไม่แค่บอกว่าคืออะไร แต่ต้องบอกได้ว่ามันใช้งานยังไง วัสดุชิ้นนี้ทำมาจากอะไร และดีกว่าวัสดุชิ้นอื่นยังไง มันช่วยให้การเดินของคุณง่ายขึ้นยังไง” สิ้นประโยคของ Distributor ผู้พยายามสืบทอดความเชื่อและวิสัยทัศน์ของ Montbell ให้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง เราเกือบหยิบ Trekking Pole ที่ว่าไปจ่ายเงินหน้าเคาน์เตอร์ และไม่แน่ว่าถ้าคุณอ่าน 13 เรื่องราวของ Montbell จบ คุณอาจพบว่าตัวเองกำลังเดินทางไปซื้อ Trekking Pole หรือไม่ก็สินค้าอื่นๆ ที่ร้านเขาอยู่เช่นกัน

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

1. Montbell ก่อตั้งโดยคนเอเชียคนที่สองที่พิชิตเทือกเขาไอเกอร์

อิซามุ ทาสึโนะ คือผู้ก่อตั้ง Montbell เขาหลงใหลในกิจกรรม Outdoor ความฝันของเขาในตอนนั้นมี 2 อย่างคือ หนึ่ง เป็นคนญี่ปุ่นคนแรกๆ ที่พิชิตเทือกเขาไอเกอร์ (The North of the Eiger) ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และสอง เปิดบริษัทที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอุปกรณ์ปีนเขา

เขาตามความฝันแรกตอนอายุ 21 ปี ส่วนความฝันที่สองต่อยอดมาจากประสบการณ์นั้น แรกเริ่มเขาใช้อุปกรณ์ Outdoor จากแบรนด์ที่มีอยู่ในตลาดเหมือนคนอื่นๆ แต่ด้วยความที่คุณทาสึโนะเป็นคนญี่ปุ่นและ Perfectionist ของทุกชิ้นจึงต้องมีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีที่สุดและเหมาะกับตัวเองมากที่สุด เลยเป็นที่มาของแบรนด์ Montbell หรือความฝันที่สอง ที่เป็นความสำเร็จในวัย 28 ของเขา

อุตสาหกรรมอุปกรณ์ Outdoor ในยุคนั้นถือว่าไม่ใหญ่มาก มีแค่ 3 แบรนด์ใหญ่หลักๆ ได้แก่ Columbia, The North Face และ Patagonia ซึ่งเป็นแบรนด์สัญชาติอเมริกันทั้งหมด และยังไม่มีแบรนด์ไหนที่ทำขึ้นมาเพื่อรองรับรูปร่างคนเอเชียโดยเฉพาะ สินค้าส่วนใหญ่ของ Montbell จึงออกแบบเพื่อการนี้ และถ้ารุ่นไหนมีไซส์สำหรับคนตะวันตกจะเขียนกำกับไว้

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

2. สินค้าที่ใช้ดีต้องสวย สินค้าที่สวยต้องใช้ดี

Montbell เชื่อในสอง 2 คอนเซปต์ คือ หนึ่ง Light & Fast อุปกรณ์ของแบรนด์ต้องมีน้ำหนักเบาและเคลื่อนย้ายง่ายเพื่ออำนวยความสะดวกเวลาใช้งาน และสอง Function is Beauty ยกตัวอย่างเช่น ถ้า Montbell ออกแบบเสื้อข้างบนเป็นสีเข้ม ข้างล่างเป็นสีอ่อน ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น คำตอบจะไม่ใช่เพียงแต่ว่าเพราะความสวยงาม แต่ต้องตอบให้ได้ว่าที่เป็นแบบนั้นเพราะช่วงบนต้องการความอบอุ่นมากกว่า และสีเข้มดูดแสงได้มากกว่า ส่วนช่วงล่างต้องการความสบายและผ้าที่ระบายอากาศ จึงใช้สีที่อ่อนกว่า ทุกรายละเอียดจะย้อนกลับไปที่คอนเซปต์ Function is Beauty ซึ่งเป็นคอนเซปต์เดียวกับใน ค.ศ. 1975 ตอนที่ก่อตั้งแบรนด์ครั้งแรกเมื่อ 45 ปีก่อน ถ้าลองดูโลโก้ของแบรนด์จะพบว่าทุกเวอร์ชันจะมี Tagline นี้อยู่ด้านล่าง

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

3. สินค้าชิ้นแรก คือ ถุงนอน

ถุงนอนที่ดีต้องพอดีตัวและนอนสบาย ทุกครั้งที่คุณทาสึโนะออกเดินทาง เขาไม่ได้ไปแค่ 2 – 3 วัน แต่ไปเป็นเดือน เขาต้องใช้พลังงานมหาศาลทำให้การนอนเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ถุงนอนจึงเป็นสินค้าชิ้นแรกของ Montbell ที่พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ หลายเจนเนอเรชันตลอด 45 ปี และเกือบทุกเจนเนอเรชันจะได้รับรางวัลเสมอ

4. พนักงาน Montbell ทุกคนชื่นชอบการออกไปทำกิจกรรม Outdoor

โดยปกติเวลาแบรนด์จ้างพนักงานมาดูแลผลิตภัณฑ์หนึ่งอย่าง จะเริ่มจากการให้คนคนนั้นไปหาข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เพื่อพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น แต่ที่ Montbell ใช้วิธีกลับกัน พนักงานทุกคนในทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องชอบการทำกิจกรรม Outdoor และทุกคนจะมีกิจกรรมที่ชอบเป็นพิเศษอย่างน้อยหนึ่งอย่าง เช่น พนักงานคนหนึ่งชอบปั่นจักรยาน Downhill มาก ไลน์สินค้าที่เขาดูแลจึงเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์สำหรับผู้ขี่จักรยานทั้งหมด และเป็นตัวพนักงานเองที่จะนำข้อมูลอินไซต์ของผู้บริโภคมาใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ การออกไปทำกิจกรรมของเขาจึงเปรียบเหมือนการนำโปรดักต์ไปทดลอง สินค้าทุกชิ้นของ Montbell จึงเกิดจากความเข้าใจของคนที่ใช้งานจริงๆ

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

5. สินค้ารางวัลของแบรนด์มาจากไอเดียเล็กๆ ของพนักงานคนหนึ่ง

หนึ่งในนโยบายของ Montbell คือการอนุญาตให้พนักงานเสนอแนะเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไปยังแผนกวิจัยและพัฒนา ในแต่ละปีบริษัทจะได้รับคอมเมนต์ราวๆ 4,000 คอมเมนต์ รวมถึงจากลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ อย่างถุงนอนรางวัล Down Hugger 900 series ก็มาจากไอเดียของพนักงานคนหนึ่งที่เสนอว่า หากเครื่องแต่งกายซีรีส์ EX Light Down series ที่ทั้งอุ่นและมีน้ำหนักเบาประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำไมไม่ใช้คอนเซปต์เดียวกันกับถุงนอนล่ะ

6. ขายทุกอย่างตั้งแต่เต็นท์ไปจนถึงสายจูงน้องหมา

ร้าน Montbell สาขาที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ Tateyama หลายสาขามีหน้าผาจำลองให้ลองใช้อุปกรณ์ข้างใน บางสาขามีบ่อน้ำให้พายเรือคายัคด้านนอก เรียกได้ว่าใช้เวลาครึ่งวันอาจจะไม่พอกับการเดินดูสินค้าทั้งหมด เพราะมีตั้งแต่เต็นท์ เก้าอี้แคมปิ้ง อุปกรณ์ทำอาหาร ไฟฉาย เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของกระจุกกระจิกอย่างพวงกุญแจ ไปจนถึงปลอกคอและสายจูงสุนัข แบบที่ทุกคนในครอบครัวไปใช้เวลาร่วมกันได้ เพราะหัวใจสำคัญที่แบรนด์อยากให้ลูกค้ารู้สึก คือความสนุก สนุกที่ได้เจอของใหม่ๆ สนุกที่ได้เลือกของหลากหลาย 

คุณทาสึโนะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในร้านของลูกค้ามากกว่าตัวเลข เขาเคยบอกกับดีลเลอร์ต่างประเทศในที่ประชุมว่า “คุณไม่ต้องคำนึงถึงยอดสั่งหรอก คุณไม่จำเป็นต้องสั่งเสื้อกันหนาวเยอะเพื่อลดต้นทุน เรื่องเงินคุยกันได้ แต่ผมอยากให้ร้าน Montbell ของคุณในแต่ละประเทศมีของ Montbell ครบทุกอย่าง สติกเกอร์หรือพวงกุญแจก็สั่งติดร้านไว้เถอะ ราคามันอาจจะไม่ได้มากมาย แต่มันจะทำให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้านรู้สึกถึงความเป็น Montbell จริงๆ”

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

7. Montbell ประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นจากการไปเดินป่าที่ญี่ปุ่น

เมื่อ 6 – 7 ปีก่อน หยกและกลุ่มเพื่อนหุ้นส่วนไปเดินป่าในประเทศญี่ปุ่น พวกเขาเห็นเสื้อผ้าที่คนญี่ปุ่นใส่ดูแล้วพอดีตัวไม่เหมือนของตัวเอง พอสังเกตอีกนิดก็พบว่า แบรนด์ที่เขาใช้กันส่วนใหญ่มีชื่อว่า Montbell จึงไปเดินหาซื้อ ลองใส่ ซื้อกลับมาทดลองใช้ด้วยตัวเองตอนเดินขึ้นภูเขาไฟฟูจิในวันที่อากาศหนาวมากๆ ความพอดีตัวของเสื้อจะจำเป็นก็ตอนนี้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าชายเสื้อหรือแขนเสื้อยาวไปจะทำให้อากาศเข้ามาได้ แล้วก็เกิดความคิดอยากเอาแบรนด์ นี้กลับมาขายในไทยให้คนไทยได้ลองบ้างตั้งแต่วันนั้นเลย

8. เจ้าของ Montbell ทำให้ Distributor ต่างประเทศเข้าใจแบรนด์มากขึ้นโดยการเชิญไปบ้าน

ไม่ว่าใครก็ตามที่อยากนำเข้าแบรนด์นี้ เงื่อนไขสำคัญของคุณทาสึโนะคือ เขาคนนั้นต้องเข้าใจในปรัชญาของแบรนด์จริงๆ ครั้งหนึ่งเขาเคยชวนตัวแทนจำหน่ายจากประเทศไทยไปเที่ยวบ้านที่นารา เป็นบ้านญี่ปุ่นโบราณลักษณะเรียบง่าย มีห้องห้องหนึ่งที่ทั้งผนังเป็นอุปกรณ์ Outdoor ทั้งหมด แยกประเภทตามกิจกรรม เขาพาไปเดิน Trekking ระยะสั้นๆ เป่าขลุ่ยริมแม่น้ำให้ฟังเพื่อซึมซับบรรยากาศ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองใช้ชีวิตอยู่ยังไง 

ครั้งหนึ่งเขาจัดกิจกรรมให้ Distributor จากประเทศต่างๆ ตั้งแต่ไทย เกาหลีใต้ จีน สวิสเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา มาทำร่วมตัวกัน กิจกรรมมีชื่อว่า SEA TO SUMMIT (จากทะเลสู่ยอดเขา) เริ่มจากพายคายัค ปั่นจักรยาน และเดิน Trekking ขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อให้ทุกคนรู้สึกอินไปกับสิ่งนี้ เขาต้องการให้ทุกคนรู้ว่า Montbell หมายถึงอะไร เพื่อนำเรื่องราวของแบรนด์ไปถ่ายทอดให้ลูกค้าในแต่ละประเทศ ว่านี่ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ผลิตสินค้าและเทคโนโลยีให้คนนำไปใช้ แต่เป็นแบรนด์ Outdoor ที่ทำโดยคนที่ทำกิจกรรม Outdoor เพื่อคนที่ทำกิจกรรม Outdoor จริงๆ 

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

9. ไลฟ์สไตล์แบบ Outdoor ไม่ใช่แค่คนที่ชอบเดินป่าเสมอไป

Montbell Thailand นำคอนเซปต์ Function is Beauty มาปรับใช้กับการตลาด Outdoor ในประเทศ ซึ่งแตกต่างจากในญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง คนญี่ปุ่นนั่งรถไฟเพื่อไปแคมปิ้งก่อนจะนั่งรถไฟกลับบ้าน ขณะที่คนไทยนิยม Car Camp การใช้งานของสินค้าแนว Light & Fast จึงอาจเป็นรองคอนเซปต์ Function is Beauty จึงตอบโจทย์การใช้งานในบ้านเรามากกว่า แต่ถึงอย่างไรอุปกรณ์ทุกชิ้นก็ยังจำเป็นต้องน้ำหนักเบาและสะดวกต่อการใช้งานด้วย

Montbell มองว่าคนที่ไปแคมปิ้งในป่าคือคนคนเดียวกับคนที่ไปเดินห้างวันเสาร์อาทิตย์ และถ้าอยากได้ความสนุกแบบที่ได้จากกิจกรรม Outdoor ก็ไม่จำเป็นต้องขับรถเข้าไปในป่าเสมอไป แบรนด์อยากเห็นคนใส่รองเท้าแตะของ Montbell ไปซูเปอร์มาร์เก็ต สะพายเป้ Montbell ขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน ไลฟ์สไตล์ Outdoor ในแบบของ Montbell จึงหมายถึงความสนุกของการได้ออกจากบ้านไปใช้ชีวิตในทุกๆ วัน

10. Montbell เชื่อว่าก่อนออกแบบสินค้าให้คนไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ต้องช่วยกันรักษาธรรมชาติก่อน

Montbell เป็นหนึ่งในองค์กรภาคธุรกิจที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่น ทำงานร่วมกับอุทยานแห่งชาติเพื่อทำแผนฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยก็นำวิสัยทัศน์เดียวกันมาปรับใช้ อย่างคราวที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรขาดแคลนอุปกรณ์ แบรนด์จึงนำอุปกรณ์บางส่วนให้สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาผืนป่าต่อไป

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

11. กระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

นอกจากจะช่วยรักษาธรรมชาติภายนอก ภายในบริษัทของ Montbell ก็ยังออกแบบกระบวนการผลิตให้เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด อาทิ เป้ขนาดใหญ่ที่ทำจากผ้าเพียงชิ้นเดียว เพื่อลดวัตถุดิบและเวลาในการผลิต ทั้งยังช่วยให้กระเป๋าแข็งแรงขึ้น หรือเสื้อกันหนาวขนห่านที่แบรนด์ออกแบบแพตเทิร์นให้ใช้ขนห่านน้อยที่สุด โดยใช้ลวดลายซิกแซกเข้ามาช่วย

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

12. การช่วยเหลือสังคมคือนโยบายของบริษัท

ทุกครั้งที่มีภัยทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวหรือพายุเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ร้าน Montbell ที่อยู่ใกล้พื้นที่นั้นมากที่สุดต้องเอาเต็นท์ออกมากางในลานกว้าง ผู้ประสบภัยที่ไม่มีที่พักสามารถมาพักที่เต็นท์เหล่านี้ในระหว่างซ่อมแซมบ้านหรือฟื้นฟูเมือง หรืออีกแคมเปญหนึ่งมีชื่อว่า Friend Market คือการเชิญชวนให้คนท้องถิ่นนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้มาขายที่ร้าน Montbell ในชุมชน ทำให้รายได้ก็กลับคืนสู่ท้องถิ่นและชุมชนรอบๆ หลงรักแบรนด์นี้เข้าอย่างจัง

ส่วน Montbell ประเทศไทยเองก็เคยส่งอุปกรณ์ดำน้ำไปให้ทีมปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยถ้ำหลวง (เหตุการณ์นักฟุตบอลเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีแม่สายติดในถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน) เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์แบบนี้เช่นกัน

13. ตุ๊กตาหมี Monta Bear ที่ไม่ใช่แค่มาสคอตที่มีทุกร้าน แต่ทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้ามาตั้งแต่ ค.ศ. 2002

Monta Bear คือตุ๊กตาหมีประจำร้าน Montbell บางร้านอยู่หน้าร้าน บางร้านอยู่ด้านใน ค.ศ. 2013 Monta ของร้านสาขารัฐโคโลราโดถูกขโมยไป หลังจากแจ้งความและค้นหาพักใหญ่ ก็มีคนเอามาคืนโดยให้เหตุผลว่าวันนั้นเมาแล้วอุ้มไป ส่วนใน ค.ศ. 2016 เส้ื้อกั๊กของเจ้าหมีของสาขาพอร์ตแลนด์หายไป ก่อนจะมีคนเจอผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อตัวเดียวกันอีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

14. สินค้าที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยคือ รองเท้ารุ่น Lock-on Sandals สีดำ

รองเท้ารุ่น Lock-on Sandals กลายเป็นไอเท็มสุดฮิตของคนยุคนี้ เพราะดีไซน์เรียบง่ายที่เข้ากับเสื้อผ้าหลากหลายแบบ และใส่ได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งยังเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดของ Montbell ประเทศไทย โดยเฉพาะสีดำ ไม่ว่าจะนำเข้ามากี่ครั้งก็หมดเกลี้ยงสต็อกทุกครั้ง แม้กระทั่งในวันนี้ก็ยังมีลูกค้าตามหาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งทางแบรนด์บอกว่าอาจจะต้องรอกันอีกสักพักใหญ่ เพราะที่ญี่ปุ่นเป็นหน้าหนาว เขาเลยไม่ผลิตรองเท้าแตะเพิ่ม ส่วนสีอื่นๆ ที่ขายอยู่ตอนนี้ได้มาเพราะขอร้องให้ทางญี่ปุ่นรวบรวมจากสาขาต่างๆ มาให้

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ยาอมแก้ไอสมุนไพรลูกกลม เม็ดเล็ก รสชาติแรกลองเฝื่อนหน่อย ๆ อมไปแล้วหวานนิด ๆ ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเมื่อเห็นตะขาบเลื้อยอยู่บนซอง

ตราตะขาบ 5 ตัวอยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกวันนี้มียอดขายหลายร้อยล้านบาท ส่งออกไปยังอาเซียนและหลากหลายประเทศ โดยยังคงโลโก้ตะขาบขนาบข้างในซองดังเดิม มีสรรพคุณแก้ไอได้ชะงักงัน เป็นดั่งฮีโร่ยาสมุนไพรไทยคู่บ้านที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่นมาตลอด ความท้าทายใหม่ของแบรนด์ในยุคนี้ คือทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจแบรนด์สินค้าจากสมุนไพรไทย ไม่มองว่าเชย ตกยุค แต่เก๋าจนอยากรู้จัก จำสรรพคุณของตะขาบ 5 ตัวได้แบบไม่กลัวความขม

ถ้าเคยตัดสินยาอมแก้ไอจากรูปลักษณ์ วันนี้ขอชวนมาทำความรู้จักตะขาบ 5 ตัวให้ลึกลงอีกสักหน่อย จากวันแรกที่ผู้ก่อตั้งรุ่นหนึ่งแบกกระเป๋าเดินขายยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ จนถึงวันนี้ที่คลิปหนังโฆษณาเกิดไวรัล คนดูหลายล้านวิว ฮีโร่คนเดิมคนนี้เข้าไปนั่งในใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร

The Cloud ชวนมาพูดคุยกับ คุณอรมณส์ แก่นศักดิ์ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และ คุณไพบูลย์ สิมะวรา ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ ของบริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด เผยให้เห็นเรื่องราวกว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวในทุกวันนี้

1. ชายลึกลับบนซองตะขาบ 5 ตัว คือ จุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้ปรุงยาสมุนไพรเป็นงานพาร์ตไทม์จนได้ดี

ย้อนกลับไปในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้เคยเป็นเด็กช่วยปรุงยาในร้านหมอจีน ได้ย้ายถิ่นฐานจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำสวน เลี้ยงเป็ดไก่ไปเพื่อยังชีพ พอเริ่มมีเงินทุนจึงนำไปเปิดร้านขายของชำในตลาด

ราว พ.ศ. 2478 จึงย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ย่านตลาดเก่า เยาวราช เขายังคงรับจ้างแบกหามในตอนกลางวันและปรุงยาตอนกลางคืน แต่ด้วยความรู้ติดตัวด้านยาสมุนไพร เป็นอย่างดี พอมีเวลาว่างจากงานจึงริเริ่มคิดสูตรยาสมุนไพรและทดลองปรุงยาอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิดตามแบบฉบับของตนเอง เพื่อใช้กันเองในหมู่ญาติและคนใกล้ชิด ยาแก้ไอเป็นยาที่คนละแวกนั้นเริ่มชอบมากสุด จึงเริ่มนำไปฝากขายตามร้านยาภายใต้ชื่อ ‘ยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ’

หากเป็นสมัยนี้คงเรียกงานปรุงยาของนายจุ้ยไซว่างานพาร์ตไทม์ ใช้วิธีทำเป็นงานเสริมปั้นแบรนด์ไปเรื่อย ๆ สลับกับงานประจำเพื่อหาเลี้ยงชีพ

2. หิ้วกระเป๋าขายยาตามร้านกว่า 20 ปี จนเกิด Word of Mouth ชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวติดหูลูกค้า

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซพาครอบครัวอพยพหนีสงครามไปอยู่ที่อำเภอพระประแดงชั่วคราว ครั้งนั้นเจอน้ำท่วมใหญ่ สังเกตเห็นตะขาบหนีน้ำมาเกาะตามฝาบ้าน เห็นสัตว์มีพิษแล้วนึกถึงความเชื่อของศาสตร์การรักษาอาการป่วยแบบจีนสมัยโบราณที่เชื่อว่าพิษล้างพิษ ตะขาบถือเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์มีพิษจึงมีสรรพคุณช่วยล้างพิษได้

นายจุ้ยไซจึงเกิดไอเดียนำตะขาบมาทำเป็นเครื่องหมายการค้า ส่วนเลข 5 คือเลขมงคลของชาวจีน หากสังเกตชื่อแบรนด์สินค้าที่คุ้นหูในอดีต จะพบว่าหลายแบรนด์นิยมนำเลข 5 มาตั้งชื่อ ไม่ว่าจะเป็น 5 เจดีย์ หรือ 5 มังกร รวมทั้งครอบครัวของนายจุ้ยไซยังมีลูกถึง 10 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 5 คน เลข 5 จึงเป็นเลขที่ทั้งมีความมงคลและผูกพัน เกิดเป็นชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัว พร้อมซองยาที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปตะขาบขนาบทั้งสองข้างและรูปนายจุ้ยไซอยู่ตรงกลาง

ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อและเชื่อมั่นในสรรพคุณยาของตนเอง เขายังคงหิ้วกระเป๋าเดินทางไปฝากขายตามร้านขายยาต่าง ๆ เป็นเวลา 20 กว่าปีจนสินค้าเริ่มติดหู ลูกค้าจดจำได้ ลูกค้าบอกปากต่อปากจนสามารถขยายกิจการ เช่าตึกแถวเปิดร้านขายยาซิมเทียนฮ้อที่ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม ตากสิน ซ.8 ฝั่งธนบุรี ใน พ.ศ. 2496 ทั้งขายยาสำเร็จรูป จัดยาสมุนไพร และตรวจผู้ป่วย

3. ตะขาบ 5 ตัวไม่ได้ขายแค่ยาแก้ไอ แต่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วยเพื่อความหลากหลาย

จากร้านขายยาเติบโตเป็นบริษัทผลิตยาอย่างเดียวแบบเต็มตัว ในยุคของทายาทรุ่นสองภายใต้ชื่อ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ในเวลาต่อมา โดยสร้างโรงงานใหม่ที่เขตบางขุนเทียนนี้ สามารถพัฒนากระบวนการผลิตยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ร่วมกับแรงงานคน และเพิ่มบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะทาง เพื่อร่วมทำการวิจัยกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและทันสมัยเรื่อยมา

น้อยคนจะรู้ว่านอกจากยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวแล้ว บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ยังมีบริษัทในเครือคือ บริษัท ห้าตะขาบ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าสินค้ายาจากต่างประเทศหลากหลายชนิด อย่างแผ่นแปะพริก ปอราส แคพซิคัม พลาสเตอร์ แผ่นแปะบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยาน้ำมันสมุนไพร ยู่ยี่ออยล์ที่มีประวัติกว่า 150 ปีในมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยคัดเลือกยาที่เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่น มีประวัติขึ้นชื่ออย่างยาวนานในประเทศนั้น ๆ เหมือนยาแก้ไอตะขาบ 5 ตัว เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าและเพิ่มความหลากหลายของสินค้า รวบรวมของดีให้คนไทยได้ใช้ โดยไม่ทอดทิ้งเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตราตะขาบ ปัจจุบันอยู่ในช่วงข้อต่อเพื่อที่จะมารับช่วงของทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของตระกูลที่ทำงานร่วมกันเพื่อขยับขยายกิจการ

7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก
7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก

4. ยาสมุนไพรไทยลุคบ้าน ๆ ที่พร้อมคิดค้นสูตรใหม่ให้อมง่าย และปรับแพ็กเกจให้เข้ากับยุคสมัย

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่จดจำตะขาบ 5 ตัวเป็นยาอมแก้ไอสมุนไพรที่แก้เจ็บคอได้อย่างชะงักงัน ด้านรสชาตินั้นว่ากันว่า แรก ๆ มันขม แต่อมไปมันจะหวาน โดยความหวานมาจากสมุนไพรล้วน ไม่ใส่น้ำตาล เด็ดขาดแต่ละมุนละม่อม ทำให้ชุ่มคอ เมื่อดื่มน้ำหรือชาร้อนตาม ความชุ่มคอนั้นจะยิ่งทวีคูณ

สิ่งที่ตะขาบ 5 ตัวอยากบอกคือ อย่าตัดสินกันที่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะแม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ เป็นยาสมุนไพรไทย แต่อมแล้วหายได้จริง พิสูจน์แล้วทั้งจากการบอกต่อกันปากต่อปากมาเป็นเวลากว่า 80 ปี และผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จาก สวทช. พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ภายใน 5 นาที ข้อดีของสมุนไพรไทย คือ ไม่ดื้อยา อมได้บ่อยตามต้องการ ต่างจากยาสมัยใหม่ที่อาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย

นอกจากรสสมุนไพรแบบดั้งเดิมแล้ว แบรนด์ยังพัฒนาสูตรยาอมให้หลากหลาย เคลือบรสมิ้นท์ บ๊วย ตะไคร้ เพื่อตอบโจทย์คนที่กลัวความขม และยังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์แบบซองดั้งเดิม เพิ่มแบบตลับและสเปรย์แก้ไอเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้า สำหรับคนที่ชอบภาพลักษณ์ทันสมัย การพกตลับยาอมแก้ไอจะสะดวกกว่า ส่วนคนที่ไม่อยากอมยานาน ไม่อยากอมสมุนไพรแล้วลิ้นดำ แบบสเปรย์ก็เข้ามาตอบโจทย์เป็นทางเลือกใหม่ที่ละลายเสมหะ ทำให้ชุ่มคอได้เหมือนกัน

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

5. บทสนทนาระหว่าง 2 เจเนอเรชันที่อยากให้คนรุ่นใหม่เปิดใจให้ตะขาบในหนังโฆษณาฝีมือ ต่อ ธนญชัย

ด้วยเป็นยาอมสมุนไพรแผนโบราณที่โด่งดังมานานร่วมศตวรรษ ความท้าทายของตราตะขาบ 5 ตัว คือ ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากเปิดใจลอง เพราะแบรนด์มั่นใจว่าถ้ารู้จักแล้วจะรัก ลองแล้วชอบในประสิทธิภาพแน่นอน

ความตั้งใจของแบรนด์ คือสื่อสารภาพลักษณ์ให้มีความคลาสสิกแต่เท่ เป็นแบรนด์จากภูมิปัญญาไทยที่ถูกใจคนรุ่นใหม่แต่ก็ไม่ทิ้งลูกค้าเก่า หนังโฆษณาล่าสุดของตะขาบโดย ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย แห่งฟีโนมีนา เล่าเรื่องการคุยกันของพ่อกับลูก เปรียบสมุนไพรไทยเป็นญาติผู้ใหญ่ที่อบอุ่น เป็นมิตร แก้ปัญหาเก่ง สอดแทรกมุกโดนใจวัยรุ่น ให้ปรับภาพลักษณ์สมุนไพรไทยที่ดูล้าสมัยให้เป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย เล่าเรื่องความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชันผ่านการสอดแทรกภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าและการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่ที่แม้แตกต่างกัน แต่ด้วยความรักก็ทำให้เข้าใจกันได้

หากแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวที่อายุกว่า 80 ปีเป็นคน คงเป็นแด๊ดดี้สายวินเทจที่ไม่เคยเชยตามกาลเวลา ยังแต่งตัวด้วยชุดเดิมแต่พร้อมเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ TikTok เป็นตะขาบที่พร้อมปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว ใช้ทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ปรับตามไลฟ์สไตล์ลูกค้าเสมอ พร้อมก้าวเข้าหาคนรุ่นใหม่ โดยยังคงความเป็นตัวเองไปด้วย

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

6. ตะขาบไม่ทิ้งลาย Takabb x Greyhound x SAPPE เพิ่มสินค้าที่เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ 

ความเป็นผู้ใหญ่ที่ทันยุคสมัยของตะขาบ 5 ตัว คือการพร้อมสร้างสรรค์สิ่งใหม่กับแบรนด์รุ่นใหม่อยู่เสมอโดยไม่ละทิ้งความเป็นตัวเอง ตราตะขาบเคยคิดอยากทำแบรนด์ให้โมเดิร์นขึ้น มินิมอลขึ้นตามกระแส แต่พบว่าหากขาดภาพตะขาบและอากงไป ก็จะขาดตัวตนของแบรนด์ที่เป็นภาพจำของยาสมุนไพรคู่คนไทยไป จึงยังคงโลโก้เดิม แล้วหาทางทำให้ภาพลักษณ์ของตะขาบเป็นแบรนด์ที่วัยรุ่นอยากรู้จักและอยู่ในไลฟ์สไตล์ให้ได้

เพราะเป็นแด๊ดดี้ก็เก๋าได้ ‘ตะขาบ’ ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยอายุ 40 ปีอย่าง Greyhound ที่มีประสบการณ์ในการทำสินค้าไลฟ์สไตล์มากมาย และมีจุดเด่นในการคิดนอกกรอบและทดลองสิ่งใหม่ ๆ สร้างสรรค์ลายวินเทจอย่างตะขาบ 5 ตัวให้เป็นลายคลาสสิกสุดเท่บนสินค้าของที่ระลึกอย่างเสื้อผ้าและกระเป๋า สร้างความผูกพันและติดตากับลายตะขาบในชีวิตประจำวัน

กลางปีที่ผ่านมา Takabb ยังร่วมกับ SAPPE แบรนด์เครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพของคนรุ่นใหม่ เช่น บิวตี้ดริงก์ที่เน้นฟังก์ชันสุขภาพหลากหลาย ปรับตามเทรนด์ไลฟ์สไตลรักสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ออกสินค้าเครื่องดื่มสมุนไพรไทย Functional Herbal Drink แบบช็อต สำหรับเสริมความมั่นใจในการใช้เสียง ดึงจุดเด่นของสมุนไพรไทยให้เด่นขึ้น เพิ่มทางเลือกให้คนเจเนอเรชั่น Y และ Z ที่พร้อมอยากลองของใหม่

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

7. แบรนด์ตะขาบไทยอยากเติบโตไปไกลทั่วโลก มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและไม่หยุดพัฒนา

ความตั้งใจของตะขาบ 5 ตัว ไปอยากเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลก อยากนำตราตะขาบสินค้าภูมิปัญญาไทยให้คนต่างชาติได้รู้จัก

ตราตะขาบเริ่มส่งออกไปยังหลากหลายประเทศ เริ่มจากฮ่องกงเป็นที่แรกใน พ.ศ. 2548 ตั้งแต่สมัยที่ไม่มียาแผนโบราณออกจำหน่ายมากนัก เมื่อเริ่มขยายไปยังประเทศที่มีอิทธิพลอย่างสิงคโปร์ได้แล้ว ก็ขยายต่อไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย จนขยายครอบคลุมในแถบอาเซียน ทั้งบรูไน กัมพูชา ลาว พม่า พร้อมมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ทั้งรัสเซียและแถบอินเดียอีกในอนาคต

สมัยก่อนภาพลักษณ์ยาสมุนไพรไทยที่ Made in Thailand ยังคล้ายสินค้าจากจีนอยู่ เมื่อสะสมการสร้างชื่อมาอย่างยาวนาน พิสูจน์สรรพคุณได้จริงทำให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในต่างประเทศ โดยทุกครั้งที่แบรนด์ตีตลาดใหม่ จะต้องศึกษาวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ เช่น คนรัสเซียไม่ชอบความหวาน ประเทศมุสลิมมีข้อกำหนดด้านฮาลาล เป็นต้น

ความท้าทายของการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงเป็นการไม่หยุดพัฒนาสินค้าและระบบการทำงาน คงตำราสมุนไพรดั้งเดิมแต่ก็ไม่ Out พร้อมสร้างความแปลกใหม่ให้เข้าถึงง่ายอยู่เสมอ

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load