17 พฤศจิกายน 2563

ถ้าคุณเสิร์ชชื่อ Montbell บนเฟซบุ๊ก คุณจะเจอกับเพจของประเทศไทยที่เขียนคำนิยามแบรนด์ไว้ว่าเป็น “แบรนด์สินค้าสไตล์ Outdoor for Everyday จากญี่ปุ่น”

และหากคุณมีโอกาสได้ไปประเทศญี่ปุ่น คุณจะเห็นคนญี่ปุ่นใช้สินค้าของแบรนด์นี้ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ทั้งตึกออฟฟิศใจกลางโตเกียว ขบวนรถไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยเด็กนักเรียน ม.ปลาย ร้านอาหารในย่านหรู ชินคันเซ็นปลายทางชนบท เทศกาลดนตรีกลางแจ้ง เส้นทาง Trekking บนเนินเขาใดเนินเขาหนึ่ง หรืออาจไปไกลถึงเอเวอเรสต์เบสแคมป์ในประเทศเนปาล

Montbell เริ่มมาจากความตั้งใจของ อิซามุ ทาสึโนะ (Isamu Tatsuno) นักปีนเขามืออาชีพผู้อยากสร้างแบรนด์ Outdoor ที่เหมาะกับคนเอเชีย และเป็นอย่างที่คำนิยามว่าไว้ 

เป็นแบรนด์ที่ตั้งใจออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองอยากใช้และทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์คือผู้ใช้งานจริง

เป็นแบรนด์ที่เชื่อว่าใครๆ ก็มีไลฟ์สไตล์ Outdoor ได้ โดยไม่จำเป็นต้องชอบแคมปิ้งหรือเดินป่า

เป็นแบรนด์ที่คนญี่ปุ่นรักมาก และพวกเขาก็รักคนญี่ปุ่นมากเช่นกัน นั่นเป็นเหตุผลที่ Montbell ทำงานร่วมกับอุทยานแห่งชาติ และมีนโยบายช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศ

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

ร้าน Montbell ตรงกับคุณสมบัติของร้านที่เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย แบบที่ใครได้ไปก็สนุก ด้วยสินค้าหลากหลายตั้งแต่เรือคายัคจนถึงปลอกคอสุนัข หลายร้านมีแม้กระทั่งหน้าผาจำลองและบ่อน้ำสำหรับล่องเรือให้ลูกค้าได้ทดลองใช้งานสินค้าจริง เพราะแบรนด์เชื่อว่า Function is Beauty. สินค้าต้องไม่มีดีแค่สวย แต่ต้องมีประสิทธิภาพ ในทางกลับกัน สินค้าที่มีประสิทธิภาพก็ต้องดูสวยงามด้วยเหมือนกัน

The Cloud มีโอกาสได้คุยกับ หยก-วิสิทธิ์ กวินวงศ์โกวิท หนึ่งในทีมผู้นำเข้า Montbell Thailand ที่ ฺBrand Shop แห่งแรกในห้างสรรพสินค้า Emquartier ผู้รู้จักแบรนด์จากทริปเดินป่าในญี่ปุ่นเมื่อ 6 ปีก่อน เขาเล่าถึงประวัติความเป็นมาของแบรนด์ การไปเยี่ยมบ้านทาสึโนะที่เมืองนาระแล้วกลับมาด้วยความอิน และความตั้งใจอยากนำแบรนด์เข้ามาให้คนไทยรู้จักยิ่งกว่าเดิม

“สมมติถ้าเราต้องขาย Trekking Pole เราจะไม่แค่บอกว่าคืออะไร แต่ต้องบอกได้ว่ามันใช้งานยังไง วัสดุชิ้นนี้ทำมาจากอะไร และดีกว่าวัสดุชิ้นอื่นยังไง มันช่วยให้การเดินของคุณง่ายขึ้นยังไง” สิ้นประโยคของ Distributor ผู้พยายามสืบทอดความเชื่อและวิสัยทัศน์ของ Montbell ให้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง เราเกือบหยิบ Trekking Pole ที่ว่าไปจ่ายเงินหน้าเคาน์เตอร์ และไม่แน่ว่าถ้าคุณอ่าน 13 เรื่องราวของ Montbell จบ คุณอาจพบว่าตัวเองกำลังเดินทางไปซื้อ Trekking Pole หรือไม่ก็สินค้าอื่นๆ ที่ร้านเขาอยู่เช่นกัน

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

1. Montbell ก่อตั้งโดยคนเอเชียคนที่สองที่พิชิตเทือกเขาไอเกอร์

อิซามุ ทาสึโนะ คือผู้ก่อตั้ง Montbell เขาหลงใหลในกิจกรรม Outdoor ความฝันของเขาในตอนนั้นมี 2 อย่างคือ หนึ่ง เป็นคนญี่ปุ่นคนแรกๆ ที่พิชิตเทือกเขาไอเกอร์ (The North of the Eiger) ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และสอง เปิดบริษัทที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอุปกรณ์ปีนเขา

เขาตามความฝันแรกตอนอายุ 21 ปี ส่วนความฝันที่สองต่อยอดมาจากประสบการณ์นั้น แรกเริ่มเขาใช้อุปกรณ์ Outdoor จากแบรนด์ที่มีอยู่ในตลาดเหมือนคนอื่นๆ แต่ด้วยความที่คุณทาสึโนะเป็นคนญี่ปุ่นและ Perfectionist ของทุกชิ้นจึงต้องมีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีที่สุดและเหมาะกับตัวเองมากที่สุด เลยเป็นที่มาของแบรนด์ Montbell หรือความฝันที่สอง ที่เป็นความสำเร็จในวัย 28 ของเขา

อุตสาหกรรมอุปกรณ์ Outdoor ในยุคนั้นถือว่าไม่ใหญ่มาก มีแค่ 3 แบรนด์ใหญ่หลักๆ ได้แก่ Columbia, The North Face และ Patagonia ซึ่งเป็นแบรนด์สัญชาติอเมริกันทั้งหมด และยังไม่มีแบรนด์ไหนที่ทำขึ้นมาเพื่อรองรับรูปร่างคนเอเชียโดยเฉพาะ สินค้าส่วนใหญ่ของ Montbell จึงออกแบบเพื่อการนี้ และถ้ารุ่นไหนมีไซส์สำหรับคนตะวันตกจะเขียนกำกับไว้

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

2. สินค้าที่ใช้ดีต้องสวย สินค้าที่สวยต้องใช้ดี

Montbell เชื่อในสอง 2 คอนเซปต์ คือ หนึ่ง Light & Fast อุปกรณ์ของแบรนด์ต้องมีน้ำหนักเบาและเคลื่อนย้ายง่ายเพื่ออำนวยความสะดวกเวลาใช้งาน และสอง Function is Beauty ยกตัวอย่างเช่น ถ้า Montbell ออกแบบเสื้อข้างบนเป็นสีเข้ม ข้างล่างเป็นสีอ่อน ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น คำตอบจะไม่ใช่เพียงแต่ว่าเพราะความสวยงาม แต่ต้องตอบให้ได้ว่าที่เป็นแบบนั้นเพราะช่วงบนต้องการความอบอุ่นมากกว่า และสีเข้มดูดแสงได้มากกว่า ส่วนช่วงล่างต้องการความสบายและผ้าที่ระบายอากาศ จึงใช้สีที่อ่อนกว่า ทุกรายละเอียดจะย้อนกลับไปที่คอนเซปต์ Function is Beauty ซึ่งเป็นคอนเซปต์เดียวกับใน ค.ศ. 1975 ตอนที่ก่อตั้งแบรนด์ครั้งแรกเมื่อ 45 ปีก่อน ถ้าลองดูโลโก้ของแบรนด์จะพบว่าทุกเวอร์ชันจะมี Tagline นี้อยู่ด้านล่าง

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

3. สินค้าชิ้นแรก คือ ถุงนอน

ถุงนอนที่ดีต้องพอดีตัวและนอนสบาย ทุกครั้งที่คุณทาสึโนะออกเดินทาง เขาไม่ได้ไปแค่ 2 – 3 วัน แต่ไปเป็นเดือน เขาต้องใช้พลังงานมหาศาลทำให้การนอนเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ถุงนอนจึงเป็นสินค้าชิ้นแรกของ Montbell ที่พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ หลายเจนเนอเรชันตลอด 45 ปี และเกือบทุกเจนเนอเรชันจะได้รับรางวัลเสมอ

4. พนักงาน Montbell ทุกคนชื่นชอบการออกไปทำกิจกรรม Outdoor

โดยปกติเวลาแบรนด์จ้างพนักงานมาดูแลผลิตภัณฑ์หนึ่งอย่าง จะเริ่มจากการให้คนคนนั้นไปหาข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เพื่อพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น แต่ที่ Montbell ใช้วิธีกลับกัน พนักงานทุกคนในทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องชอบการทำกิจกรรม Outdoor และทุกคนจะมีกิจกรรมที่ชอบเป็นพิเศษอย่างน้อยหนึ่งอย่าง เช่น พนักงานคนหนึ่งชอบปั่นจักรยาน Downhill มาก ไลน์สินค้าที่เขาดูแลจึงเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์สำหรับผู้ขี่จักรยานทั้งหมด และเป็นตัวพนักงานเองที่จะนำข้อมูลอินไซต์ของผู้บริโภคมาใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ การออกไปทำกิจกรรมของเขาจึงเปรียบเหมือนการนำโปรดักต์ไปทดลอง สินค้าทุกชิ้นของ Montbell จึงเกิดจากความเข้าใจของคนที่ใช้งานจริงๆ

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

5. สินค้ารางวัลของแบรนด์มาจากไอเดียเล็กๆ ของพนักงานคนหนึ่ง

หนึ่งในนโยบายของ Montbell คือการอนุญาตให้พนักงานเสนอแนะเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไปยังแผนกวิจัยและพัฒนา ในแต่ละปีบริษัทจะได้รับคอมเมนต์ราวๆ 4,000 คอมเมนต์ รวมถึงจากลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ อย่างถุงนอนรางวัล Down Hugger 900 series ก็มาจากไอเดียของพนักงานคนหนึ่งที่เสนอว่า หากเครื่องแต่งกายซีรีส์ EX Light Down series ที่ทั้งอุ่นและมีน้ำหนักเบาประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำไมไม่ใช้คอนเซปต์เดียวกันกับถุงนอนล่ะ

6. ขายทุกอย่างตั้งแต่เต็นท์ไปจนถึงสายจูงน้องหมา

ร้าน Montbell สาขาที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ Tateyama หลายสาขามีหน้าผาจำลองให้ลองใช้อุปกรณ์ข้างใน บางสาขามีบ่อน้ำให้พายเรือคายัคด้านนอก เรียกได้ว่าใช้เวลาครึ่งวันอาจจะไม่พอกับการเดินดูสินค้าทั้งหมด เพราะมีตั้งแต่เต็นท์ เก้าอี้แคมปิ้ง อุปกรณ์ทำอาหาร ไฟฉาย เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของกระจุกกระจิกอย่างพวงกุญแจ ไปจนถึงปลอกคอและสายจูงสุนัข แบบที่ทุกคนในครอบครัวไปใช้เวลาร่วมกันได้ เพราะหัวใจสำคัญที่แบรนด์อยากให้ลูกค้ารู้สึก คือความสนุก สนุกที่ได้เจอของใหม่ๆ สนุกที่ได้เลือกของหลากหลาย 

คุณทาสึโนะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในร้านของลูกค้ามากกว่าตัวเลข เขาเคยบอกกับดีลเลอร์ต่างประเทศในที่ประชุมว่า “คุณไม่ต้องคำนึงถึงยอดสั่งหรอก คุณไม่จำเป็นต้องสั่งเสื้อกันหนาวเยอะเพื่อลดต้นทุน เรื่องเงินคุยกันได้ แต่ผมอยากให้ร้าน Montbell ของคุณในแต่ละประเทศมีของ Montbell ครบทุกอย่าง สติกเกอร์หรือพวงกุญแจก็สั่งติดร้านไว้เถอะ ราคามันอาจจะไม่ได้มากมาย แต่มันจะทำให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้านรู้สึกถึงความเป็น Montbell จริงๆ”

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

7. Montbell ประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นจากการไปเดินป่าที่ญี่ปุ่น

เมื่อ 6 – 7 ปีก่อน หยกและกลุ่มเพื่อนหุ้นส่วนไปเดินป่าในประเทศญี่ปุ่น พวกเขาเห็นเสื้อผ้าที่คนญี่ปุ่นใส่ดูแล้วพอดีตัวไม่เหมือนของตัวเอง พอสังเกตอีกนิดก็พบว่า แบรนด์ที่เขาใช้กันส่วนใหญ่มีชื่อว่า Montbell จึงไปเดินหาซื้อ ลองใส่ ซื้อกลับมาทดลองใช้ด้วยตัวเองตอนเดินขึ้นภูเขาไฟฟูจิในวันที่อากาศหนาวมากๆ ความพอดีตัวของเสื้อจะจำเป็นก็ตอนนี้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าชายเสื้อหรือแขนเสื้อยาวไปจะทำให้อากาศเข้ามาได้ แล้วก็เกิดความคิดอยากเอาแบรนด์ นี้กลับมาขายในไทยให้คนไทยได้ลองบ้างตั้งแต่วันนั้นเลย

8. เจ้าของ Montbell ทำให้ Distributor ต่างประเทศเข้าใจแบรนด์มากขึ้นโดยการเชิญไปบ้าน

ไม่ว่าใครก็ตามที่อยากนำเข้าแบรนด์นี้ เงื่อนไขสำคัญของคุณทาสึโนะคือ เขาคนนั้นต้องเข้าใจในปรัชญาของแบรนด์จริงๆ ครั้งหนึ่งเขาเคยชวนตัวแทนจำหน่ายจากประเทศไทยไปเที่ยวบ้านที่นารา เป็นบ้านญี่ปุ่นโบราณลักษณะเรียบง่าย มีห้องห้องหนึ่งที่ทั้งผนังเป็นอุปกรณ์ Outdoor ทั้งหมด แยกประเภทตามกิจกรรม เขาพาไปเดิน Trekking ระยะสั้นๆ เป่าขลุ่ยริมแม่น้ำให้ฟังเพื่อซึมซับบรรยากาศ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองใช้ชีวิตอยู่ยังไง 

ครั้งหนึ่งเขาจัดกิจกรรมให้ Distributor จากประเทศต่างๆ ตั้งแต่ไทย เกาหลีใต้ จีน สวิสเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา มาทำร่วมตัวกัน กิจกรรมมีชื่อว่า SEA TO SUMMIT (จากทะเลสู่ยอดเขา) เริ่มจากพายคายัค ปั่นจักรยาน และเดิน Trekking ขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อให้ทุกคนรู้สึกอินไปกับสิ่งนี้ เขาต้องการให้ทุกคนรู้ว่า Montbell หมายถึงอะไร เพื่อนำเรื่องราวของแบรนด์ไปถ่ายทอดให้ลูกค้าในแต่ละประเทศ ว่านี่ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ผลิตสินค้าและเทคโนโลยีให้คนนำไปใช้ แต่เป็นแบรนด์ Outdoor ที่ทำโดยคนที่ทำกิจกรรม Outdoor เพื่อคนที่ทำกิจกรรม Outdoor จริงๆ 

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

9. ไลฟ์สไตล์แบบ Outdoor ไม่ใช่แค่คนที่ชอบเดินป่าเสมอไป

Montbell Thailand นำคอนเซปต์ Function is Beauty มาปรับใช้กับการตลาด Outdoor ในประเทศ ซึ่งแตกต่างจากในญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง คนญี่ปุ่นนั่งรถไฟเพื่อไปแคมปิ้งก่อนจะนั่งรถไฟกลับบ้าน ขณะที่คนไทยนิยม Car Camp การใช้งานของสินค้าแนว Light & Fast จึงอาจเป็นรองคอนเซปต์ Function is Beauty จึงตอบโจทย์การใช้งานในบ้านเรามากกว่า แต่ถึงอย่างไรอุปกรณ์ทุกชิ้นก็ยังจำเป็นต้องน้ำหนักเบาและสะดวกต่อการใช้งานด้วย

Montbell มองว่าคนที่ไปแคมปิ้งในป่าคือคนคนเดียวกับคนที่ไปเดินห้างวันเสาร์อาทิตย์ และถ้าอยากได้ความสนุกแบบที่ได้จากกิจกรรม Outdoor ก็ไม่จำเป็นต้องขับรถเข้าไปในป่าเสมอไป แบรนด์อยากเห็นคนใส่รองเท้าแตะของ Montbell ไปซูเปอร์มาร์เก็ต สะพายเป้ Montbell ขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน ไลฟ์สไตล์ Outdoor ในแบบของ Montbell จึงหมายถึงความสนุกของการได้ออกจากบ้านไปใช้ชีวิตในทุกๆ วัน

10. Montbell เชื่อว่าก่อนออกแบบสินค้าให้คนไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ต้องช่วยกันรักษาธรรมชาติก่อน

Montbell เป็นหนึ่งในองค์กรภาคธุรกิจที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่น ทำงานร่วมกับอุทยานแห่งชาติเพื่อทำแผนฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยก็นำวิสัยทัศน์เดียวกันมาปรับใช้ อย่างคราวที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรขาดแคลนอุปกรณ์ แบรนด์จึงนำอุปกรณ์บางส่วนให้สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาผืนป่าต่อไป

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

11. กระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

นอกจากจะช่วยรักษาธรรมชาติภายนอก ภายในบริษัทของ Montbell ก็ยังออกแบบกระบวนการผลิตให้เอื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด อาทิ เป้ขนาดใหญ่ที่ทำจากผ้าเพียงชิ้นเดียว เพื่อลดวัตถุดิบและเวลาในการผลิต ทั้งยังช่วยให้กระเป๋าแข็งแรงขึ้น หรือเสื้อกันหนาวขนห่านที่แบรนด์ออกแบบแพตเทิร์นให้ใช้ขนห่านน้อยที่สุด โดยใช้ลวดลายซิกแซกเข้ามาช่วย

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

12. การช่วยเหลือสังคมคือนโยบายของบริษัท

ทุกครั้งที่มีภัยทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวหรือพายุเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ร้าน Montbell ที่อยู่ใกล้พื้นที่นั้นมากที่สุดต้องเอาเต็นท์ออกมากางในลานกว้าง ผู้ประสบภัยที่ไม่มีที่พักสามารถมาพักที่เต็นท์เหล่านี้ในระหว่างซ่อมแซมบ้านหรือฟื้นฟูเมือง หรืออีกแคมเปญหนึ่งมีชื่อว่า Friend Market คือการเชิญชวนให้คนท้องถิ่นนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้มาขายที่ร้าน Montbell ในชุมชน ทำให้รายได้ก็กลับคืนสู่ท้องถิ่นและชุมชนรอบๆ หลงรักแบรนด์นี้เข้าอย่างจัง

ส่วน Montbell ประเทศไทยเองก็เคยส่งอุปกรณ์ดำน้ำไปให้ทีมปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยถ้ำหลวง (เหตุการณ์นักฟุตบอลเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีแม่สายติดในถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน) เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์แบบนี้เช่นกัน

13. ตุ๊กตาหมี Monta Bear ที่ไม่ใช่แค่มาสคอตที่มีทุกร้าน แต่ทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้ามาตั้งแต่ ค.ศ. 2002

Monta Bear คือตุ๊กตาหมีประจำร้าน Montbell บางร้านอยู่หน้าร้าน บางร้านอยู่ด้านใน ค.ศ. 2013 Monta ของร้านสาขารัฐโคโลราโดถูกขโมยไป หลังจากแจ้งความและค้นหาพักใหญ่ ก็มีคนเอามาคืนโดยให้เหตุผลว่าวันนั้นเมาแล้วอุ้มไป ส่วนใน ค.ศ. 2016 เส้ื้อกั๊กของเจ้าหมีของสาขาพอร์ตแลนด์หายไป ก่อนจะมีคนเจอผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อตัวเดียวกันอีกหนึ่งสัปดาห์ให้หลัง

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ
13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

14. สินค้าที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยคือ รองเท้ารุ่น Lock-on Sandals สีดำ

รองเท้ารุ่น Lock-on Sandals กลายเป็นไอเท็มสุดฮิตของคนยุคนี้ เพราะดีไซน์เรียบง่ายที่เข้ากับเสื้อผ้าหลากหลายแบบ และใส่ได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งยังเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดของ Montbell ประเทศไทย โดยเฉพาะสีดำ ไม่ว่าจะนำเข้ามากี่ครั้งก็หมดเกลี้ยงสต็อกทุกครั้ง แม้กระทั่งในวันนี้ก็ยังมีลูกค้าตามหาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งทางแบรนด์บอกว่าอาจจะต้องรอกันอีกสักพักใหญ่ เพราะที่ญี่ปุ่นเป็นหน้าหนาว เขาเลยไม่ผลิตรองเท้าแตะเพิ่ม ส่วนสีอื่นๆ ที่ขายอยู่ตอนนี้ได้มาเพราะขอร้องให้ทางญี่ปุ่นรวบรวมจากสาขาต่างๆ มาให้

13 เรื่องของ Montbell แบรนด์ Outdoor หนึ่งในใจคนญี่ปุ่นที่กางเต็นท์ให้ผู้ประสบภัยทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load