ชา คือเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองของโลก (ส่วนอันดับหนึ่ง แน่นอน น้ำเปล่า)

ในหลายประเทศ ชาคือเครื่องดื่มหลักที่สะท้อนประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และวิถีชีวิต อันชัดเจนในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งไม่ว่ากระแสอาหารและเครื่องดื่มจะเปลี่ยนแปลงมากมายเพียงใด ชายังเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเสมอมา

น่าเสียดายที่ประเทศไทยไม่นิยมดื่มชากันเป็นวงกว้าง (ซึ่งในกรณีนี้เราไม่นับชานมไข่มุกนะ) ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกชาที่มีการซื้อขายกันอย่างมาก ซึ่งสังเกตได้จากกิจการร้านชาจำนวนมากที่เปิดอยู่ใกล้ๆ ตัว และยังได้รับความนิยมมากเสียด้วย

Monsoon Tea Monsoon Tea

Monsoon Tea เข้าข่ายร้านที่ว่า ที่นี่คือ ร้านค้าที่ผลิตและขายผลิตภัณฑ์ชาในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันมี 2 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ คือสาขาหลักบนถนนรัตนโกสินทร์ และโครงการ One Nimman รวมถึงสาขาในกรุงเทพมหานครที่ฟังดูอาจเหมือนร้านชาทั่วๆ ไป แต่ความพิเศษจนกลายเป็นเอกลักษณ์เด่นของ Monsoon Tea คือชาที่ผลิตจากใบเมี่ยงเป็นหลัก ทำให้มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างโดดเด่นกว่าชาประเภทอื่นๆ

Monsoon Tea Monsoon Tea

The Cloud มีนัดพิเศษกับ Mr.Kenneth Rimdahl ชายหนุ่มชาวสวีเดนผู้ดำรงตำแหน่ง Founder และ CEO ของ Monsoon Tea ที่สาขาหลักของร้าน ฉันพบเขาในบรรยากาศสบายๆ ของร้านโทนสีเขียว ชั้นวางด้านในเรียงรายไปด้วยผลิตภัณฑ์ชาหลากหลายรูปแบบที่ทางร้านคิดค้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลิตภัณฑ์แต่ละตัวนั้นยากที่จะเลียนแบบ และน่าสนใจอย่าบอกใคร

เรื่องราวต่อไปนี้คือความพยายามในหลายแง่ของแบรนด์ชาเล็กๆ แบรนด์หนึ่ง ทั้งการผลิตชาที่เพื่อให้คนไทยทานแล้วจะหลงรัก การสร้างอาชีพให้กับผู้คนในพื้นที่ห่างไกล การช่วยเหลือธรรมชาติจากมือเล็กๆ ของคนกลุ่มหนึ่ง

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะใบชาเล็กๆ ใบเดียว

ร้านชาของชายผู้มีประสบการณ์เรื่องชามากว่า 30 ปี 

Monsoon Tea

ย้อนกลับไปในอดีต ความฝันของคุณเคนเนธคือการใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสเปน และเขาทำเสร็จด้วยการเป็นคนทำงานในวงการนิตยสารในเมืองบาร์เซโลน่า ก่อนหันเหไปฝึกงานในร้านชาของเพื่อนในปี 2539 และตัดสินใจเปิดร้านชาของตัวเองในเวลาต่อมา

“ในยุคนั้นชาวสเปนดื่มชากันน้อยมาก เพราะค่านิยมเกี่ยวกับชาในสมัยนั้น ผู้คนคิดว่าใบชาคือยาขม ที่คนเฒ่าคนแก่จะให้เรากินเพื่อรักษาโรคต่างๆ ชาเลยกลายสิ่งที่ล้าสมัยในตอนนั้น” คุณเคนเนธเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำร้านชา

หนึ่งปีให้หลัง คุณเคนเนธตัดสินใจเปิดร้านชาของตัวเอง และควบรวมกิจการกับร้านชาเดิมของเพื่อนในภายหลัง เพราะเห็นความเป็นไปได้ในการทำให้ธุรกิจชาในประเทศสเปนขายตัวขึ้น จนกระทั่งร้านชาที่เกิดขึ้นใหม่นี้ มีสาขากว่า 82 สาขาทั้งในสเปน บราซิล อาร์เจนตินา และอิตาลี

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาคุณเคนเนธได้รับประสบการณ์มากมายจาก Tea Mentor ที่อยู่รายล้อมรอบตัวเขา นั่นคือ เพื่อนๆ ที่ดำเนินกิจการชามาด้วยกันนับแต่วันแรก และนั่นถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามาก

แต่แล้วโลกแห่งชาใบใหม่ของเขาได้ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง เพียงเพราะเขาต้องการซื้อกาน้ำชาเพื่อชงชา

“ผมเดินทางมาที่เมืองไทยเพื่อต้องการหากาน้ำชาเซรามิกไว้ใช้ จนได้พบกับผู้ผลิตกาน้ำชาเซรามิกแบบเดียวกับที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งผลิตในจังหวัดลำปาง เพราะผมรู้ว่าที่จังหวัดลำปางเป็นแหล่งผลิตเซรามิกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เมื่อคุยกับชาวบ้านแถบนั้น ผมก็ได้พบกับคุณเอก (วรกานต์ วงศ์ฟู) เพื่อนที่กลายมาเป็นหุ้นส่วนสำคัญในเวลาต่อมา เขาแนะนำให้ผมรู้จักใบเมี่ยง ตอนนั้นผมคิดว่าผมรู้จักชาในหลายๆ แห่งของโลกนะ ทั้งรัสเซีย ญี่ปุ่น ตุรกี จีน แต่ผมกลับไม่รู้เลยว่าประเทศไทยก็มีแหล่งปลูกใบชาเหมือนกัน”

Monsoon Tea Monsoon Tea

แบรนด์ชาที่ชวนจิบชาและรักษาโลกไปพร้อมๆ กัน

ฉันแปลกใจนิดหน่อยที่คุณเคนเนธหลงรักใบเมี่ยงทันที หลังจากเขาได้เคี้ยวมันสดๆ

ความรู้สึกนั้นเป็นยังไงกันนะ

“ผมหลงรักมันเลยครับ มันมีรสชาติต่างๆ ที่ผสมปนกันมากมายในคำเดียว ทั้งหวาน ขม อูมามิ เพียงแค่ผมสัมผัสรสชาติเหล่านั้นในคำเดียว ผมจึงตัดสินใจว่าจะนำใบเมี่ยงมาเป็นส่วนผสมหลักในชาของผม”

Monsoon Tea

ไม่ใช่เพียงแต่รสชาติที่คุณเคนเนธเล็งเห็น แต่คุณประโยชน์ที่เมี่ยงมีต่อระบบนิเวศ คืออีกสิ่งที่สำคัญที่ทำให้เมี่ยงคือตัวเลือกหนึ่งเดียวในใจของเขา เพราะเมี่ยงคือพืชชนิดหนึ่งที่สามารถหาได้ง่ายในพื้นที่ป่า เมี่ยงขึ้นและเติบโตได้ง่ายในสภาพอากาศป่าของประเทศไทย อีกทั้งการเก็บเกี่ยวใบเมี่ยงเพื่อนำใบไปใช้ในกรณีใดๆ ไม่ก่อให้เกิดการทำลายหรือเป็นอันตรายใดๆ ต่อระบบนิเวศป่า

จึงเป็นการตัดสินใจของคุณเคนเนธที่รับซื้อใบเมี่ยงจากหลายพื้นที่ในแถบภาคเหนือตอนบนกว่า 60 แห่งในพื้นที่อำเภอแม่แตง อำเภอแม่อาย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงจังหวัดเชียงรายและแม่ฮ่องสอน

สิ่งที่คุณเคนเนธตั้งใจจากการรับซื้อใบเมี่ยงจากชาวบ้านมี 2 ประการคือ หนึ่ง ต้องการสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับชาวบ้านในพื้นที่รับซื้อ และสอง การรักษาความสมดุลของธรรมชาติ เป็นสิ่งสำคัญในการประกอบธุรกิจของ Monsoon Tea

Monsoon Tea

“จริงๆ แล้วใบเมี่ยงก็คือใบชาครับ หากพืชชนิดนี้อยู่ในอาหาร เราจะเรียกว่าใบเมี่ยง แต่เมื่อย้อนกลับไปในสมัยโบราณ เมี่ยงถูกนำมาชงเป็นเครื่องดื่มนานแล้ว แต่คนจีนได้พบเจอพืชชนิดนี้ จนนำมาชงเป็นเครื่องดื่ม และเรียกว่าชาในเวลาต่อมา

“แต่คนไทยไม่รู้เพราะไม่ได้นำเมี่ยงมาชงเป็นชาเหมือนอดีต จนเมี่ยงแทบไม่ได้รับความนิยม ทำให้การปลูกเมี่ยงของเกษตรกรได้ผลตอบแทนต่ำ สิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านชอบทำกับเมี่ยงคือการฉีดยาฆ่าแมลง เราจึงต้องเลือกใบเมี่ยงที่ไม่มีการฉีดยาฆ่าแมลง เพราะแมลงที่กินใบเมี่ยงนั้นเป็นการการันตีถึงความสมบูรณ์ของใบเมี่ยงที่เลี้ยงไว้ และแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าครับ” คุณเคนเนธเล่า

“แล้วการรักษาพื้นที่ป่าโดยการรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้าน มันสำคัญกับคุณยังไง” ฉันถาม

“คุณรู้มั้ยว่าถ้าไม่มีป่า เราจะมีชีวิตรอดอยู่ไม่ได้ หากป่าในพื้นที่ใดๆ ถูกทำลายไป มันจะส่งผลต่อทุกคนบนโลก ที่สำคัญคือ เราต้องให้ผืนป่าเติบโตไปกับชาของเรา เราจึงซื้อผลผลิตจากชาวบ้านให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มันช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้อย่างสม่ำเสมอ และเราสามารถรักษาพื้นที่ป่าให้อยู่ได้” คุณเคนเนธตอบคำถามของฉัน

คำตอบของเขา สมกับแนวคิด Friendly Forest ของ Monsoon Tea จริงๆ

Monsoon Tea

ชาสูตร Ping River Blend, Doi Suthep Blend และ Tha Pae Gate Blend

ก่อนเราจะคุยกันต่อ คุณเคนเนธชวนฉันไปที่ห้องหลังร้านเพื่อเชิญฉันทำ Tea Tasting หรือการทดลองชิมชา เขาอธิบายระหว่างรินน้ำร้อนในอุณหภูมิที่พอเหมาะลงในถ้วยชาว่า เราต้องทดลองชิมชาก่อนวางขายทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบรสชาติและคุณภาพของใบชาก่อนขาย หากไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เราจะได้รู้ทันทีและหาแนวทางปรับปรุงผลิตภัณฑ์ต่อไป

Monsoon Tea Monsoon Tea

แหล่งวัตถุดิบมีแล้ว องค์ความรู้จำนวนมากก็มีแล้ว โจทย์สำคัญที่คุณเคนเนธต้องแก้ให้ได้เมื่อจะเริ่มกิจการชาในจังหวัดเชียงใหม่คือ จะทำยังไงให้คนไทยดื่มชา

“เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากครับ เพราะคนไทยไม่มีวัฒนธรรมในการดื่มชาเป็นเครื่องดื่มหลักเหมือนหลายประเทศ เราจึงคิดว่า หากคนไทยจะดื่มชาจนกลายเป็นเครื่องดื่มหลัก เราต้องทำชาเย็น ถ้าคุณสังเกตดีๆ คนไทยจะดื่มเครื่องดื่มทุกชนิดโดยใส่น้ำแข็ง ทั้งเบียร์ ไวน์ กาแฟ ทุกอย่างต้องใส่น้ำแข็งหมด และการทำชาของเราต้องมีรสชาติ และเป็นรสชาติที่คนไทยชอบด้วย”

Monsoon Tea

ชาที่มีรสชาติเหมือนไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่ เพราะใครๆ ก็ทำกัน

แต่ที่ Monsoon Tea มีชารสชาติที่เวรี่ไท้ย ไทย อย่างรสข้าวเหนียวมะม่วง และชารสพิเศษที่บ่มร่วมกับผลไม้หรือสมุนไพรไทยนานาชนิด เช่น สตรอว์เบอร์รี่ ลิ้นจี่ ลำไย ตะไคร้ จนกลายเป็น Signature Blend ของ Monsoon Tea ที่นำเอาวัตถุดิบพิเศษในจังหวัดเชียงมาบ่มเป็นชาสูตรเฉพาะทั้งหมด 3 รสชาติในซีรีส์ Chiang Mai Blend ได้แก่ Ping River Blend, Doi Suthep Blend และ Tha Pae Gate Blend อีกทั้ง Bangkok Blend ที่จำหน่ายในหน้าร้านของ Monsoon Tea กรุงเทพมหานคร ที่ [email protected] Digital Park ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS ปุณณวิถี และศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ โดยมีชา 3 รสชาติที่หยิบวัตถุดิบจากกรุงเทพมหานครมาบ่มเป็นชาสูตรเฉพาะในชื่อ Chao Praya Blend, Sukhumvit Blend และ Lum Pini Blend

Monsoon Tea

“กลุ่มเป้าหมายของผมจริงๆ แล้วผมต้องการคนไทยนะ เพราะมันเป็นผลิตภัณฑ์ไทยที่ผมอยากขายให้กับคนไทย ซึ่งน่ายินดีที่มีชาวเชียงใหม่และกรุงเทพฯ ให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ของเรา นอกจากคนไทยแล้วยังมีชาวต่างชาติที่สนใจในผลิตภัณฑ์ของเราด้วย ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี หรือชาวต่างชาติทั้งจากยุโรปและอเมริกา” คุณเคนเนธกล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายของ Monsoon Tea

Monsoon Tea Monsoon Tea

Monsoon Tea ยังมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งใบเมี่ยงสดที่คุณสามารถนำไปชงดื่มเองได้ง่ายๆ หรือเครื่องดื่มชาแปรรูปอย่างคอมบูฉะ ที่นำใบชาไปหมักกับจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ จนได้เป็นเครื่องดื่มชาแบบพิเศษที่อร่อยและมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย หรือเมื่อคุณมาใช้บริการที่หน้าร้าน Monsoon Tea สาขาวัดเกตุ ยังมีอาหารทั้งอาหารไทยและล้านนาดั้งเดิมที่ปรุงจากใบเมี่ยงและใบชาให้บริการ และเครื่องดื่มชาแบบม็อกเทลที่เสิร์ฟในสาขากรุงเทพฯ อีกด้วย เมนูเหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่คุณเคนเนธอยากให้คนไทยได้ดื่มชาในรูปแบบที่แตกต่างออกไปนอกจากเครื่องดื่มที่เราคุ้นชิน

Monsoon Tea

ชาสัญชาติไทยที่อยู่ในร้านกาแฟของแบรนด์ Prada ถูกแนะนำใน Magazine B

และบนเวที World Sustainability Congress

จากความตั้งใจที่จะทำร้านชาเพื่อให้คนไทยได้ดื่ม ความตั้งใจนี้ไปไกลกว่าที่คุณเคนเนธคาดหวัง นอกจากร้านค้าในหัวเมืองใหญ่ของประเทศ Monsoon Tea ยังมีแผนที่จะเปิดร้านในจังหวัดภูเก็ตอีก ส่วนคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยังได้รับการยอมรับจากโรงแรมหลายๆ แห่ง เช่น โรงแรมโฟร์ซีซันส์ โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่ อนันตรา รีสอร์ท โรงแรมสยามเคมปินสกี้ เป็นต้น

ที่สำคัญ Monsoon Tea ยังได้ไปต่อไกลถึงต่างประเทศ โดยเป็นส่วนหนึ่งของเมนูในร้าน Woo Cafe’ ที่ไต้หวัน และร้านกาแฟในร้านของแบรนด์เสื้อผ้าระดับโลกอย่าง Prada ก็มีชาของ Monsoon Tea อยู่ในนั้นด้วย ยังไม่นับถึงการส่งออกใบชาไปยังต่างประเทศ ทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา

นั่นคือความสำเร็จในแง่ธุรกิจ ส่วนความสำเร็จในแง่ของการรักษาผืนป่าและแหล่งธรรมชาติ ถึงแม้จะไม่มีสถิติตายตัว แต่เรื่องราวของ Monsoon Tea ได้รับการชื่นชมพูดถึงในวงกว้าง ทั้งเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของ Magazine B จากเกาหลีใต้ในฉบับกรุงเทพมหานคร งาน TEDxChiangmai  หรือเกียรติอันสูงสุดคือการได้เล่าเรื่องธุรกิจชาที่ช่วยรักษาธรรมชาติ ช่วยสร้างอาชีพในเวที World Sustainability Congress ของสหประชาติที่จัดในกรุงเทพมหานครเมื่อปีที่ผ่านมา

Monsoon Tea

ความสำเร็จของธุรกิจหนึ่งๆ ในเวลาเพียง 5 ปีถือว่าเป็นความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว แต่คุณเคนเนธกลับบอกฉันว่า เขาเพียง ‘โชคดี’ เท่านั้นที่ Monsoon Tea มาถึงจุดนี้ได้

“ผมคิดว่าผมถูกสปอยล์จากความสำเร็จของธุรกิจชาที่สเปนมาก่อน เพราะมันได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและลูกค้าอย่างมาก จนกระทั่งเริ่มเปิดหน้าร้านครั้งแรกที่โครงการจริงใจ มาร์เก็ต ในเชียงใหม่ ในปีแรกยังมีปัญหามากมายและไม่ได้รับความนิยมจากลูกค้า ซึ่งเราหมดเงินลงทุนไปเยอะมาก มันยากลำบาก จนมาได้พื้นที่ปัจจุบันที่เป็นอย่างที่ผมฝัน ที่ผมวางแผนเอาไว้จริงๆ ว่าเราอยากทำอะไรกับมัน เรามีห้องหับต่างๆ ให้ใช้สอยมากมายเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา ที่สำคัญ เราโชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานในหลายส่วนมากขึ้น ทำให้เราเข้าในความต้องการของลูกค้าจริงๆ”

“แล้วคุณเรียนรู้อะไรจากลูกค้าบ้าง” ฉันถาม

“ทุกอย่างครับ (หัวเราะ) ทุกอย่างเลย ลูกค้ามีส่วนสำคัญมากเลยครับ แต่ผมไม่ได้ทำตามความต้องการของลูกค้าทั้งหมดนะครับ ผมยังทำตามแนวคิดแรกสุดเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะผมยังอยากสนุกกับการทำงานอยู่ที่จะทำให้ Monsoon Tea ไปตามวิสัยทัศน์ที่เราได้วางไว้ เพื่อสร้างวัฒนธรรมของเมี่ยงที่ยังรักษาป่า รักษาธรรมชาติ สร้างรายได้ให้เกษตรกร และทำให้คนไทยรักชามากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าด้วย”

Monsoon Tea

ในอนาคต Monsoon Tea ยังมีแผนธุรกิจที่จะต่อยอดในการเปิดหน้าร้านเพิ่มขึ้นอีก 2 – 3 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ แต่จุดหมายที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาป่าให้ได้มากที่สุด ด้วยการซื้อผลผลิตจากเกษตรกรให้ได้มากที่สุด

เพราะสำหรับคุณเคนเนธแล้ว Monsoon Tea คือทุกอย่างในชีวิตของเขา

“ทุกอย่างที่ผมลงทุนไปมันคุ้มค่ามากๆ ครับ ผมได้บทเรียนมากมายจากการทำธุรกิจนี้ ไม่ใช่เพียงการผลิตชาเท่านั้น แต่ผมเรียนรู้ทั้งแนวคิดของคนไทย ความแตกต่างทางวัฒนธรรม การมองเห็นความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ และการรักษาธรรมชาติด้วยแนวทางการทำธุรกิจของเรา” คุณเคนเนธกล่าว

ภาพ : เดโช เกิดเดโช, Mr.William Persson

Lesson Learned

คุณเคนเนธฝากคำแนะนำแก่ผู้ที่อยากประกอบธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ขอให้คิดแผนการระยะยาวที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของธุรกิจ  เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และนำมาปรับใช้กับธุรกิจของคุณ อดทนรอผลลัพธ์ที่จะตามมา อย่ายอมแพ้ และเชื่อมั่นในเส้นทางและแนวคิดของตัวเอง

 

Monsoon Tea

328/3 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50000
โทร : 0979189892
www.monsoon-tea-company.com

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

‘Maddy Hopper’ คือแบรนด์รองเท้าอายุครึ่งปี ก่อตั้งโดยบัณฑิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชาญ สิทธิญาวณิชย์ และ ป๊อบ-ภาคิน โรจนเวคิน สองเพื่อนซี้ตั้งแต่ชั้นประถม จากคอนเซปต์และคำถามว่า แบรนด์รองเท้ารักษ์โลกเป็นไปได้จริงหรือ 

แม้ไม่ได้เรียนจบทางด้านการออกแบบ หรือเชี่ยวชาญเรื่องงานดีไซน์เกี่ยวกับรองเท้ามาก่อน พวกเขาตั้งต้นด้วยภาพของธุรกิจในอุดมคติที่อยากจะเป็น ก่อนเดินทางเพื่อสืบเสาะลัดเลาะหาวัตถุดิบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผ้าจากขวดพลาสติก หรือพื้นรองเท้าจากเศษยางเหลือใช้ในการผลิตเตียงยางพารา จนกลายมาเป็นรองเท้ารุ่นแรกของแบรนด์อย่าง Polly ที่ตอบโจทย์ทั้งคนชอบรองเท้าและคนใส่ใจสิ่งแวดล้อม

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

หยิบความตั้งใจในอดีตมาทำให้เป็นรูปเป็นร่าง

“เราทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ ป.1 ชอบคุยกันเรื่องธุรกิจตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัย มีโปรเจกต์ในหัวเต็มไปหมดแต่ไม่เคยเริ่มทำจริงจังสักที”

หลังจากเรียนจบสาขาการเงินจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งชาญและป๊อปต่างแยกย้ายไปทำงานในสายที่ตัวเองถนัด จนถึงจังหวะหนึ่งที่ทั้งคู่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง เห็นตรงกันว่ายังไม่มีรองเท้าในแบบที่พวกเขาชอบในตลาด และทั้งคู่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เลยตั้งคำถามว่าจะทำรองเท้าที่ไม่สร้างผลกระทบต่อธรรมชาติได้หรือไม่ 

“เราเริ่มจากการคุยกันว่าอยากทำธุรกิจแบบไหน เราอยากเป็นแบรนด์แบบไหน เราอยากทำให้มันถูกต้อง อยากให้คนมาเห็นว่าแบบนี้ก็ทำได้นะ เรารับผิดชอบทั้งลูกค้า ทั้ง Supplier และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เราทำให้ทุกคนแฮปปี้และดีกับโลก”

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

การทำ Maddy Hopper จึงไม่ใช่การสร้างรายได้ให้ธุรกิจขึ้นมาอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ลูกค้า ช่างเย็บรองเท้า โรงงานที่ขึ้นรูปรองเท้าและคู่ค้าอื่นๆ ต้องพัฒนา ทดลองทำสิ่งใหม่ไปพร้อมกัน รวมไปถึงการแบ่งปันเทคนิคและร่วมกันต่อยอดไอเดียให้เป็นรูปเป็นร่าง 

ทั้งสองคนใช้เวลากว่า 1 ปีในการก่อร่างธุรกิจ ทุ่มทั้งเวลาและแรงกายแรงใจในการทดลอง ทดสอบ เก็บข้อมูล และพัฒนาสินค้าต้นแบบ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ทำขึ้นมานั้นตรงตามที่พวกเขาอยากให้เป็นจริง ๆ อาศัยการที่ทั้งคู่ไม่ได้มีความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มาเป็นสนามทดลองแบบไร้ขีดจำกัด 

“เราถือว่าเราไม่ได้มีความรู้มาก่อน เพราะฉะนั้น เราจะมี Fresh Mind ว่าการที่คนอื่นทำแบบนี้มา เราต้องทำตาม เราเลยเริ่มจากความใหม่หมดเลย เราตั้งคำถามว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วก็เปลี่ยนไปตามที่เราต้องการ”

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

ผลิตให้ทุกคนได้ใช้

ที่มาของคอนเซปต์รักษ์โลกมาจากความใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อมของทั้งชาญและป๊อบ 

ป๊อบในวัยเด็กคลุกคลีอยู่กับการเดินป่า ดำน้ำ ขับ Off Road 

ส่วนชาญซึบซับเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมจากสภาพแวดล้อมรอบตัวที่แย่ลงทุกวัน 

เมื่อเอาความสนใจของทั้งคู่มารวมกัน จึงเกิดคอนเซปต์รองเท้ารักษ์โลกที่ไม่ได้มุ่งขายแค่เฉพาะกับคนรักษ์โลกกลุ่มเดียว 

“เราอยากให้ซื้อเพราะสินค้าตอบโจทย์เรื่องรองเท้าด้วย ถ้าซื้อไปเพราะอยากสนับสนุนแบรนด์รักษ์โลก แต่ไม่ได้ใส่รองเท้าก็ไม่เกิดผลอะไรอยู่ดี เราอยากให้ซื้อไปแล้วได้ใช้จริงๆ โจทย์ของเราคือ For People, For the Planet คนที่สนใจและมีอุดมคติแบบเรานั่นแหละคือทาร์เก็ตของเรา”

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

การเสาะหาวัตถุดิบไกลตัว

เมื่อมีคอนเซปต์ มีที่มา และความตั้งใจชัดเจน วิธีการจึงค่อยๆ ตามมาเรื่อยๆ การขาดความรู้เฉพาะทางเป็นเรื่องยากในการเริ่มต้น ขณะเดียวกันความไม่รู้ก็เป็นเหมือนแรงพลังมหาศาลที่ทำให้กล้าตั้งคำถามกับดีไซน์เดิมๆ ตั้งแต่รองเท้าแต่ละข้างมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ตัวรองเท้า เชือก พื้นรองเท้า วิธีการตัดเย็บ ช่างทำรองเท้า โรงงานที่รับผลิต 

ทั้งคู่ยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่างฝีมือและวัสดุหายากที่สุด

Maddy Hopper รองเท้าผ้าใบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ถุงไปรษณีย์ถึงเชือกรองเท้า

“คนตัดเย็บมีอยู่น้อย งานเนี้ยบในแบบที่เราต้องการ MOQ (Minimum Order Quantity) ไม่เยอะมาก เราอยากได้แบบ Sustainable ด้วย อยากได้แบบแฮนด์เมดด้วย เราจะไม่ใช้โรงงานเพราะมี Carbon Footprint เยอะ จากที่มีตัวเลือกน้อยอยู่แล้วก็น้อยลงไปอีก

“วัสดุก็หายากไม่แพ้กัน ผ้าที่ทำมาจากพลาสติกไม่ได้ซื้อได้ทั่วไป เราก็ค่อยๆ ไขทีละส่วน พอถึงส่วนที่เป็นแผ่นรองในระดับโรงงานเขาจะใช้โฟมหรือตัวพื้นรองเท้า Insole ข้างล่าง ที่ทำมาจากเศษเตียงยางพารา ในอุตสาหกรรมรองเท้าก็ไม่มีใครใช้กัน ฟองน้ำหรือพลาสติกไม่รักษ์โลก แต่ถ้าเป็นฝั่งที่รักษ์โลกก็เป็นคอร์กที่แข็งมากใส่ไม่ไหว มันเลยเหลือแค่ยางพาราที่พอจะไปได้ เราก็ไปหาโรงงานทำฟูกที่ไม่ได้เกี่ยวกับการทำรองเท้าเลย ไปคุยกับเขาว่า ถ้าผมจะเอายางมาทำแบบนี้ได้ไหม เขาก็งงอยู่นะ ก็ต้องลองซื้อของเขามาลองเหยียบกันดู”

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

ทุกส่วนของรองเท้าตั้งแต่กล่องจนถึงพื้นข้างใน

การดีไซน์เน้นความเรียบง่ายรองของเท้า ซ่อนดีเทลเล็กๆ น้อยๆ สื่อถึงความใส่ใจทั้งต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมไว้มากมาย 

มาดูกันว่า รองเท้า Madder Hopper หนึ่งคู่ที่ส่งถึงมือลูกค้า มีส่วนประกอบอะไรบ้าง

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

แพ็กเกจจิ้ง

  • ซองไปรษณีย์พลาสติกพิมพ์ชื่อแบรนด์ Maddy Hopper ที่ห่อหุ้มของข้างใน แม้จะดูคล้ายถุงพลาสติก แต่จริงๆ แล้วทำมาจากมันสำปะหลังและข้าวโพด ย่อยสลายได้ภายใน 180 วัน ใช้กรรมวิธีการซีลถุงแทนการติดเทปพลาสติก 
  • เปิดออกมาเจอถุงกระดาษทำหน้าที่ปกป้องรองเท้าจากสิ่งสกปรก ทำมาจากกระดาษเคลือบ กันน้ำและย่อยสลายได้ นำไปใช้ซ้ำ ใส่ของ ใช้เป็นถุงช้อปปิ้งหรือนำไปปลูกต้นไม้ ปิดถุงด้วยกระดาษและรัดด้วยหนังยาง ซึ่งแน่นอนว่าเอาไปใช้ต่อได้เช่นกัน
  • ถัดเข้ามาคือกล่องใส่รองเท้า เปลี่ยนจากกล่องเต็มใบเป็นกล่องครึ่งใบดีไซน์แปลกตา ใช้กระดาษน้อยลงแต่ยังคงปกป้องรองเท้าให้ไม่เสียรูป นำไปใช้ต่อได้ ไม่ว่าจะห้อยที่ข้างผนังไว้ใส่ของใช้กระจุกกระจิก หรือห้อยกระถางต้นไม้ไซส์เล็กน่ารัก
แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

รองเท้า

  • รองเท้าและเชือกผูกรองเท้าทำด้วยผ้าจากขวดพลาสติก rPET หรือ Recycled Polyethylene Terephthalate 
  • พื้นรองเท้าหรือ Insole ทำมาจากเศษยางพาราเหลือใช้จากอุตสาหกรรมทำที่นอนยางพารา นำมาอัดขึ้นรูปเป็นแผ่นรองเท้าที่หนานุ่ม ใส่สบายไม่เมื่อยเท้า
  • ใช้วิธีการเย็บด้วยมือแทนการอบกาว เพื่อลด Carbon Footprint ที่เกิดจากการอบ ดีไซน์ภายนอกมองเห็นรอยเย็บที่ประณีต แตกต่างจากรองเท้าทั่วไป
  • รองเท้าทุกคู่มาพร้อมแผ่นกันกัดซิลิโคน สำหรับช่วงแรกที่ผู้ใช้ยังไม่คุ้นชินกับรองเท้า เหตุที่ทีมเลือกซิลิโคน เนื่องจากซิลิโคนทำมาจากธาตุซิลิคอน แหล่งที่มาของซิลิคอนคือทราย เป็นมิตรกับเท้าและเป็นมิตรกับโลก
  • ดีเทลเล็กๆ ที่ออกแบบขึ้นให้สื่อถึงแบรนด์คือ ตัวอักษร m และ h ที่ปักอยู่ด้านหลังของรองเท้า ทำให้รองเท้ายังคงมีเอกลักษณ์ แต่ยังคงคอนเซปต์เรียบง่าย ใส่ได้ทุกโอกาส

นอกจากนี้ เรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ใส่รองเท้าส่งจากโรงงานมาให้แบรนด์ก็ผ่านกระบวนการคิดอย่างดี จากที่เคยใช้ถุงพลาสติกใส่รองเท้าแยกเป็นคู่ๆ พอล็อตใหม่ก็ใส่ถุงใหม่ส่งมาอีก 

Maddy Hopper ตัดสินใจทำกล่องกระดาษขึ้นมาเพื่อใช้ในการส่งรองเท้าจากโรงงานโดยเฉพาะ ส่งมาครั้งนี้เสร็จแล้ว แบรนด์จะส่งกล่องกลับไปสำหรับล็อตหน้า ใช้ซ้ำอย่างนี้เพื่อลดถุงพลาสติกได้อีกจำนวนมาก

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

เรื่องที่ (เกือบจะ) เหนือความคาดหมาย

ไอเดียของ Maddy Hopper เกิดขึ้นก่อน COVID-19 แต่เริ่มขายในช่วงวิกฤต แม้จะไม่ใช่เวลาที่ดีในการเริ่มต้นธุรกิจสักเท่าไหร่ แต่พวกเขาถือคติ ‘เริ่มก่อน รู้ก่อน’ 

แม้จะเรียนจบทางด้านธุรกิจมาโดยตรง แต่ทั้งชาญและป๊อบกลับให้นิยามตัวของพวกเขาเองว่าเป็น ‘คนฟุ้งๆ’ ไม่ได้ทำตามตำราร้อยเปอร์เซ็นต์ อาศัยความรู้ที่ได้จากการเรียนมาช่วยในการเริ่มแผนธุรกิจไปจนถึงความคุ้มค่าในการลงทุน ในทางทฤษฎี สิ่งที่พวกเขาทำแทบจะเป็นขั้วตรงข้ามกับเนื้อหาในตำราชั้นเรียนธุรกิจ แต่พวกเขารู้ว่าคุณค่าของแบรนด์นี้อยู่ที่อะไร

“ถ้าคิดต้นทุนของสินค้าและแพ็กเกจจิ้งมันแพงกว่าปกติประมาณสามถึงสี่เท่า แต่มันคือ Core Value ของเรา เราถึงยอมจ่าย ผิดกับที่เราเรียนมาซึ่งต้อง Maximize Profits และ Minimize Cost แต่ไม่เป็นไร เพราะเรายังมีอีกแกนหนึ่งที่สนใจ” 

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้
แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

Listening is the Key

การฟังและใช้เหตุผล คือคำตอบของทั้งคู่เมื่อเราถามว่าคิดอย่างไรกับคำกล่าว ‘ห้ามทำธุรกิจกับเพื่อนสนิท’ 

ชาญตอบว่า “สมมติว่าอันนี้คือสิ่งที่ผมต้องการ ผมก็ต้องหาข้อเสียของมันด้วย ไม่ใช่ต้องการแบบนี้แล้วหาแต่ข้อดี อีกคนก็จะหาแค่ข้อเสีย ผมต้องหาข้อเสีย เขาก็ต้องหาข้อดี แล้วมาแลกเปลี่ยน เลยกลายเป็นการช่วยกันคิดมากกว่า” 

การเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ประถม 1 จนถึงจบปี 4 ช่วยให้ทั้งคู่รู้ทั้งนิสัยใจคอและสไตล์การทำงานของกันและกัน 

“ผมและชาญไม่ได้ทำงานแบบนี้ด้วยกันเป็นครั้งแรก เราเคยทำ TED Talks ด้วยกัน ทำละครคณะด้วยกัน อยู่ตำแหน่งเดียวกันตลอด ไม่ได้มีใครสั่งงานใคร จากประสบการณ์ทำให้เรารู้ว่าเราทำงานกับคนนี้ได้” ป๊อบเสริม

ทั้งคู่เลือกดูแลทุกกระบวนการของธุรกิจด้วยตัวเอง เพื่อให้รู้และเข้าใจทุกกระบวนการอย่างแท้จริง ตั้งแต่การทำโปรโตไทป์รองเท้าไปจนถึงรับตำแหน่งไรเดอร์ส่งของให้กับลูกค้าเองด้วย 

“หนึ่งอย่างที่เราเชื่อเหมือนกันคือ เจ้าของแบรนด์ควรรู้ทุก Process เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรพัฒนายังไงต่อ ถ้าในอนาคตมีคนในทีมเข้ามาเพิ่ม เราจะบอกเขาได้ว่า ทำอันนี้เสร็จแล้วต่อด้วยอันนี้ เราต้องกระโดดลงไปในน้ำก่อน แล้วค่อยให้คนอื่นกระโดดตาม”

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

ทิศทางและภาพฝัน

3 สิ่งที่ชาญและป๊อบปักธงไว้สำหรับแบรนด์ Maddy Hopper คือ หนึ่ง ทำให้แบรนด์ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยการการพัฒนาโปรดักต์เก่า เพิ่มโปรดักต์ไลน์ใหม่ และพาแบรนด์ไปสู่ระดับสากล 

สอง คือ การพัฒนาความยั่งยืนให้เป็นเรื่องจับต้องได้ เห็นผลเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ทั้งในเรื่อง Sustainability และ Zero Waste และสาม คือ การพัฒนาคน 

เรื่องราวของพวกเขาก็เหมือนกับที่มาของชื่อแบรนด์

Mad คือความบ้าคลั่ง ความโกรธ ที่เห็นอยู่รอบๆ ตัว ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว เรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหามลภาวะ การเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ

Hop คือ การกระโดด

Maddy Hopper จึงเป็นการสะท้อนชีวิตของคนรุ่นใหม่ไปพร้อมกันๆ ให้คนใส่รองเท้าของพวกเขาแล้วออกไปผจญภัย ท้าทายกับเรื่องวุ่นๆ หรือ ‘Hop around doing mad things’ นั่นเอง

แบรนด์รองเท้าจากวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทบทุกส่วน ของสองเพื่อนซี้ที่อยากให้รองเท้ารักษ์โลกได้

Lessons Learned

  • เทคนิคการทำงานหรือทำธุรกิจกับเพื่อน คือการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ลดอีโก้ที่คิดว่าตัวเองต้องถูกกว่าอีกฝ่ายเสมอไป ดึงจุดแข็งของแต่ละคนมาพัฒนาให้เป็นจุดแข็งของธุรกิจ
  • ดีแล้วและยังดีได้อีก พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นได้โดยไม่ทิ้ง Core Value ที่เป็นหัวใจสำคัญ 
  • Test and Learn เรียนรู้ควบคู่ไปกับการพัฒนา อย่ากลัวที่จะลองในสิ่งที่ไม่รู้ เพราะคำตอบที่ได้มาอาจทำให้เห็นมิติของความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load