ชา คือเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองของโลก (ส่วนอันดับหนึ่ง แน่นอน น้ำเปล่า)

ในหลายประเทศ ชาคือเครื่องดื่มหลักที่สะท้อนประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และวิถีชีวิต อันชัดเจนในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งไม่ว่ากระแสอาหารและเครื่องดื่มจะเปลี่ยนแปลงมากมายเพียงใด ชายังเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเสมอมา

น่าเสียดายที่ประเทศไทยไม่นิยมดื่มชากันเป็นวงกว้าง (ซึ่งในกรณีนี้เราไม่นับชานมไข่มุกนะ) ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกชาที่มีการซื้อขายกันอย่างมาก ซึ่งสังเกตได้จากกิจการร้านชาจำนวนมากที่เปิดอยู่ใกล้ๆ ตัว และยังได้รับความนิยมมากเสียด้วย

Monsoon Tea แบรนด์ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย
Monsoon Tea แบรนด์ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

Monsoon Tea เข้าข่ายร้านที่ว่า ที่นี่คือ ร้านค้าที่ผลิตและขายผลิตภัณฑ์ชาในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันมี 2 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ คือสาขาหลักบนถนนรัตนโกสินทร์ และโครงการ One Nimman รวมถึงสาขาในกรุงเทพมหานครที่ฟังดูอาจเหมือนร้านชาทั่วๆ ไป แต่ความพิเศษจนกลายเป็นเอกลักษณ์เด่นของ Monsoon Tea คือชาที่ผลิตจากใบเมี่ยงเป็นหลัก ทำให้มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างโดดเด่นกว่าชาประเภทอื่นๆ

Monsoon Tea แบรนด์ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย
Monsoon Tea แบรนด์ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

The Cloud มีนัดพิเศษกับ Mr.Kenneth Rimdahl ชายหนุ่มชาวสวีเดนผู้ดำรงตำแหน่ง Founder และ CEO ของ Monsoon Tea ที่สาขาหลักของร้าน ฉันพบเขาในบรรยากาศสบายๆ ของร้านโทนสีเขียว ชั้นวางด้านในเรียงรายไปด้วยผลิตภัณฑ์ชาหลากหลายรูปแบบที่ทางร้านคิดค้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลิตภัณฑ์แต่ละตัวนั้นยากที่จะเลียนแบบ และน่าสนใจอย่าบอกใคร

เรื่องราวต่อไปนี้คือความพยายามในหลายแง่ของแบรนด์ชาเล็กๆ แบรนด์หนึ่ง ทั้งการผลิตชาที่เพื่อให้คนไทยทานแล้วจะหลงรัก การสร้างอาชีพให้กับผู้คนในพื้นที่ห่างไกล การช่วยเหลือธรรมชาติจากมือเล็กๆ ของคนกลุ่มหนึ่ง

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะใบชาเล็กๆ ใบเดียว

ร้านชาของชายผู้มีประสบการณ์เรื่องชามากว่า 30 ปี 

Monsoon Tea แบรนด์ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

ย้อนกลับไปในอดีต ความฝันของคุณเคนเนธคือการใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสเปน และเขาทำเสร็จด้วยการเป็นคนทำงานในวงการนิตยสารในเมืองบาร์เซโลน่า ก่อนหันเหไปฝึกงานในร้านชาของเพื่อนในปี 2539 และตัดสินใจเปิดร้านชาของตัวเองในเวลาต่อมา

“ในยุคนั้นชาวสเปนดื่มชากันน้อยมาก เพราะค่านิยมเกี่ยวกับชาในสมัยนั้น ผู้คนคิดว่าใบชาคือยาขม ที่คนเฒ่าคนแก่จะให้เรากินเพื่อรักษาโรคต่างๆ ชาเลยกลายสิ่งที่ล้าสมัยในตอนนั้น” คุณเคนเนธเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำร้านชา

หนึ่งปีให้หลัง คุณเคนเนธตัดสินใจเปิดร้านชาของตัวเอง และควบรวมกิจการกับร้านชาเดิมของเพื่อนในภายหลัง เพราะเห็นความเป็นไปได้ในการทำให้ธุรกิจชาในประเทศสเปนขายตัวขึ้น จนกระทั่งร้านชาที่เกิดขึ้นใหม่นี้ มีสาขากว่า 82 สาขาทั้งในสเปน บราซิล อาร์เจนตินา และอิตาลี

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาคุณเคนเนธได้รับประสบการณ์มากมายจาก Tea Mentor ที่อยู่รายล้อมรอบตัวเขา นั่นคือ เพื่อนๆ ที่ดำเนินกิจการชามาด้วยกันนับแต่วันแรก และนั่นถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามาก

แต่แล้วโลกแห่งชาใบใหม่ของเขาได้ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง เพียงเพราะเขาต้องการซื้อกาน้ำชาเพื่อชงชา

“ผมเดินทางมาที่เมืองไทยเพื่อต้องการหากาน้ำชาเซรามิกไว้ใช้ จนได้พบกับผู้ผลิตกาน้ำชาเซรามิกแบบเดียวกับที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งผลิตในจังหวัดลำปาง เพราะผมรู้ว่าที่จังหวัดลำปางเป็นแหล่งผลิตเซรามิกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เมื่อคุยกับชาวบ้านแถบนั้น ผมก็ได้พบกับคุณเอก (วรกานต์ วงศ์ฟู) เพื่อนที่กลายมาเป็นหุ้นส่วนสำคัญในเวลาต่อมา เขาแนะนำให้ผมรู้จักใบเมี่ยง ตอนนั้นผมคิดว่าผมรู้จักชาในหลายๆ แห่งของโลกนะ ทั้งรัสเซีย ญี่ปุ่น ตุรกี จีน แต่ผมกลับไม่รู้เลยว่าประเทศไทยก็มีแหล่งปลูกใบชาเหมือนกัน”

ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย
ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

แบรนด์ชาที่ชวนจิบชาและรักษาโลกไปพร้อมๆ กัน

ฉันแปลกใจนิดหน่อยที่คุณเคนเนธหลงรักใบเมี่ยงทันที หลังจากเขาได้เคี้ยวมันสดๆ

ความรู้สึกนั้นเป็นยังไงกันนะ

“ผมหลงรักมันเลยครับ มันมีรสชาติต่างๆ ที่ผสมปนกันมากมายในคำเดียว ทั้งหวาน ขม อูมามิ เพียงแค่ผมสัมผัสรสชาติเหล่านั้นในคำเดียว ผมจึงตัดสินใจว่าจะนำใบเมี่ยงมาเป็นส่วนผสมหลักในชาของผม”

ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

ไม่ใช่เพียงแต่รสชาติที่คุณเคนเนธเล็งเห็น แต่คุณประโยชน์ที่เมี่ยงมีต่อระบบนิเวศ คืออีกสิ่งที่สำคัญที่ทำให้เมี่ยงคือตัวเลือกหนึ่งเดียวในใจของเขา เพราะเมี่ยงคือพืชชนิดหนึ่งที่สามารถหาได้ง่ายในพื้นที่ป่า เมี่ยงขึ้นและเติบโตได้ง่ายในสภาพอากาศป่าของประเทศไทย อีกทั้งการเก็บเกี่ยวใบเมี่ยงเพื่อนำใบไปใช้ในกรณีใดๆ ไม่ก่อให้เกิดการทำลายหรือเป็นอันตรายใดๆ ต่อระบบนิเวศป่า

จึงเป็นการตัดสินใจของคุณเคนเนธที่รับซื้อใบเมี่ยงจากหลายพื้นที่ในแถบภาคเหนือตอนบนกว่า 60 แห่งในพื้นที่อำเภอแม่แตง อำเภอแม่อาย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงจังหวัดเชียงรายและแม่ฮ่องสอน

สิ่งที่คุณเคนเนธตั้งใจจากการรับซื้อใบเมี่ยงจากชาวบ้านมี 2 ประการคือ หนึ่ง ต้องการสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับชาวบ้านในพื้นที่รับซื้อ และสอง การรักษาความสมดุลของธรรมชาติ เป็นสิ่งสำคัญในการประกอบธุรกิจของร้าน

ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

“จริงๆ แล้วใบเมี่ยงก็คือใบชาครับ หากพืชชนิดนี้อยู่ในอาหาร เราจะเรียกว่าใบเมี่ยง แต่เมื่อย้อนกลับไปในสมัยโบราณ เมี่ยงถูกนำมาชงเป็นเครื่องดื่มนานแล้ว แต่คนจีนได้พบเจอพืชชนิดนี้ จนนำมาชงเป็นเครื่องดื่ม และเรียกว่าชาในเวลาต่อมา

“แต่คนไทยไม่รู้เพราะไม่ได้นำเมี่ยงมาชงเป็นชาเหมือนอดีต จนเมี่ยงแทบไม่ได้รับความนิยม ทำให้การปลูกเมี่ยงของเกษตรกรได้ผลตอบแทนต่ำ สิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านชอบทำกับเมี่ยงคือการฉีดยาฆ่าแมลง เราจึงต้องเลือกใบเมี่ยงที่ไม่มีการฉีดยาฆ่าแมลง เพราะแมลงที่กินใบเมี่ยงนั้นเป็นการการันตีถึงความสมบูรณ์ของใบเมี่ยงที่เลี้ยงไว้ และแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าครับ” คุณเคนเนธเล่า

“แล้วการรักษาพื้นที่ป่าโดยการรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้าน มันสำคัญกับคุณยังไง” ฉันถาม

“คุณรู้มั้ยว่าถ้าไม่มีป่า เราจะมีชีวิตรอดอยู่ไม่ได้ หากป่าในพื้นที่ใดๆ ถูกทำลายไป มันจะส่งผลต่อทุกคนบนโลก ที่สำคัญคือ เราต้องให้ผืนป่าเติบโตไปกับชาของเรา เราจึงซื้อผลผลิตจากชาวบ้านให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มันช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้อย่างสม่ำเสมอ และเราสามารถรักษาพื้นที่ป่าให้อยู่ได้” คุณเคนเนธตอบคำถามของฉัน

คำตอบของเขา สมกับแนวคิด Friendly Forest ของ Monsoon Tea จริงๆ

ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

ชาสูตร Ping River Blend, Doi Suthep Blend และ Tha Pae Gate Blend

ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

ก่อนเราจะคุยกันต่อ คุณเคนเนธชวนฉันไปที่ห้องหลังร้านเพื่อเชิญฉันทำ Tea Tasting หรือการทดลองชิมชา เขาอธิบายระหว่างรินน้ำร้อนในอุณหภูมิที่พอเหมาะลงในถ้วยชาว่า เราต้องทดลองชิมชาก่อนวางขายทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบรสชาติและคุณภาพของใบชาก่อนขาย หากไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เราจะได้รู้ทันทีและหาแนวทางปรับปรุงผลิตภัณฑ์ต่อไป

ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย
ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

แหล่งวัตถุดิบมีแล้ว องค์ความรู้จำนวนมากก็มีแล้ว โจทย์สำคัญที่คุณเคนเนธต้องแก้ให้ได้เมื่อจะเริ่มกิจการชาในจังหวัดเชียงใหม่คือ จะทำยังไงให้คนไทยดื่มชา

“เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากครับ เพราะคนไทยไม่มีวัฒนธรรมในการดื่มชาเป็นเครื่องดื่มหลักเหมือนหลายประเทศ เราจึงคิดว่า หากคนไทยจะดื่มชาจนกลายเป็นเครื่องดื่มหลัก เราต้องทำชาเย็น ถ้าคุณสังเกตดีๆ คนไทยจะดื่มเครื่องดื่มทุกชนิดโดยใส่น้ำแข็ง ทั้งเบียร์ ไวน์ กาแฟ ทุกอย่างต้องใส่น้ำแข็งหมด และการทำชาของเราต้องมีรสชาติ และเป็นรสชาติที่คนไทยชอบด้วย”

ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

ชาที่มีรสชาติเหมือนไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่ เพราะใครๆ ก็ทำกัน

แต่ที่ร้านมีชารสชาติที่เวรี่ไท้ย ไทย อย่างรสข้าวเหนียวมะม่วง และชารสพิเศษที่บ่มร่วมกับผลไม้หรือสมุนไพรไทยนานาชนิด เช่น สตรอว์เบอร์รี่ ลิ้นจี่ ลำไย ตะไคร้ จนกลายเป็น Signature Blend ของร้านที่นำเอาวัตถุดิบพิเศษในจังหวัดเชียงมาบ่มเป็นชาสูตรเฉพาะทั้งหมด 3 รสชาติในซีรีส์ Chiang Mai Blend ได้แก่ Ping River Blend, Doi Suthep Blend และ Tha Pae Gate Blend อีกทั้ง Bangkok Blend ที่จำหน่ายในหน้าร้านสาขากรุงเทพมหานคร ที่ [email protected] Digital Park ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS ปุณณวิถี และศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ โดยมีชา 3 รสชาติที่หยิบวัตถุดิบจากกรุงเทพมหานครมาบ่มเป็นชาสูตรเฉพาะในชื่อ Chao Praya Blend, Sukhumvit Blend และ Lum Pini Blend

ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

“กลุ่มเป้าหมายของผมจริงๆ แล้วผมต้องการคนไทยนะ เพราะมันเป็นผลิตภัณฑ์ไทยที่ผมอยากขายให้กับคนไทย ซึ่งน่ายินดีที่มีชาวเชียงใหม่และกรุงเทพฯ ให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ของเรา นอกจากคนไทยแล้วยังมีชาวต่างชาติที่สนใจในผลิตภัณฑ์ของเราด้วย ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี หรือชาวต่างชาติทั้งจากยุโรปและอเมริกา” คุณเคนเนธกล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายของร้าน

ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย
ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

้านยังมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งใบเมี่ยงสดที่คุณสามารถนำไปชงดื่มเองได้ง่ายๆ หรือเครื่องดื่มชาแปรรูปอย่างคอมบูฉะ ที่นำใบชาไปหมักกับจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ จนได้เป็นเครื่องดื่มชาแบบพิเศษที่อร่อยและมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย หรือเมื่อคุณมาใช้บริการที่หน้าร้านสาขาวัดเกตุ ยังมีอาหารทั้งอาหารไทยและล้านนาดั้งเดิมที่ปรุงจากใบเมี่ยงและใบชาให้บริการ และเครื่องดื่มชาแบบม็อกเทลที่เสิร์ฟในสาขากรุงเทพฯ อีกด้วย เมนูเหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่คุณเคนเนธอยากให้คนไทยได้ดื่มชาในรูปแบบที่แตกต่างออกไปนอกจากเครื่องดื่มที่เราคุ้นชิน

ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

ชาสัญชาติไทยที่อยู่ในร้านกาแฟของแบรนด์ Prada ถูกแนะนำใน Magazine B

และบนเวที World Sustainability Congress

จากความตั้งใจที่จะทำร้านชาเพื่อให้คนไทยได้ดื่ม ความตั้งใจนี้ไปไกลกว่าที่คุณเคนเนธคาดหวัง นอกจากร้านค้าในหัวเมืองใหญ่ของประเทศ ยังมีแผนที่จะเปิดร้านในจังหวัดภูเก็ตอีก ส่วนคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยังได้รับการยอมรับจากโรงแรมหลายๆ แห่ง เช่น โรงแรมโฟร์ซีซันส์ โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่ อนันตรา รีสอร์ท โรงแรมสยามเคมปินสกี้ เป็นต้น

ที่สำคัญร้านยังได้ไปต่อไกลถึงต่างประเทศ โดยเป็นส่วนหนึ่งของเมนูในร้าน Woo Cafe’ ที่ไต้หวัน และร้านกาแฟในร้านของแบรนด์เสื้อผ้าระดับโลกอย่าง Prada ก็มีชาของ Monsoon Tea อยู่ในนั้นด้วย ยังไม่นับถึงการส่งออกใบชาไปยังต่างประเทศ ทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา

นั่นคือความสำเร็จในแง่ธุรกิจ ส่วนความสำเร็จในแง่ของการรักษาผืนป่าและแหล่งธรรมชาติ ถึงแม้จะไม่มีสถิติตายตัว แต่เรื่องราวของ Monsoon Tea ได้รับการชื่นชมพูดถึงในวงกว้าง ทั้งเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของ Magazine B จากเกาหลีใต้ในฉบับกรุงเทพมหานคร งาน TEDxChiangmai  หรือเกียรติอันสูงสุดคือการได้เล่าเรื่องธุรกิจชาที่ช่วยรักษาธรรมชาติ ช่วยสร้างอาชีพในเวที World Sustainability Congress ของสหประชาติที่จัดในกรุงเทพมหานครเมื่อปีที่ผ่านมา

ชาสัญชาติไทยของอดีตคนทำหนังสือจากสเปน ที่ทำธุรกิจชาเพื่อรักษาป่าเมืองไทย

ความสำเร็จของธุรกิจหนึ่งๆ ในเวลาเพียง 5 ปีถือว่าเป็นความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว แต่คุณเคนเนธกลับบอกฉันว่า เขาเพียง ‘โชคดี’ เท่านั้นที่เรามาถึงจุดนี้ได้

“ผมคิดว่าผมถูกสปอยล์จากความสำเร็จของธุรกิจชาที่สเปนมาก่อน เพราะมันได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและลูกค้าอย่างมาก จนกระทั่งเริ่มเปิดหน้าร้านครั้งแรกที่โครงการจริงใจ มาร์เก็ต ในเชียงใหม่ ในปีแรกยังมีปัญหามากมายและไม่ได้รับความนิยมจากลูกค้า ซึ่งเราหมดเงินลงทุนไปเยอะมาก มันยากลำบาก จนมาได้พื้นที่ปัจจุบันที่เป็นอย่างที่ผมฝัน ที่ผมวางแผนเอาไว้จริงๆ ว่าเราอยากทำอะไรกับมัน เรามีห้องหับต่างๆ ให้ใช้สอยมากมายเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเรา ที่สำคัญ เราโชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานในหลายส่วนมากขึ้น ทำให้เราเข้าในความต้องการของลูกค้าจริงๆ”

“แล้วคุณเรียนรู้อะไรจากลูกค้าบ้าง” ฉันถาม

“ทุกอย่างครับ (หัวเราะ) ทุกอย่างเลย ลูกค้ามีส่วนสำคัญมากเลยครับ แต่ผมไม่ได้ทำตามความต้องการของลูกค้าทั้งหมดนะครับ ผมยังทำตามแนวคิดแรกสุดเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะผมยังอยากสนุกกับการทำงานอยู่ที่จะทำให้ร้านไปตามวิสัยทัศน์ที่เราได้วางไว้ เพื่อสร้างวัฒนธรรมของเมี่ยงที่ยังรักษาป่า รักษาธรรมชาติ สร้างรายได้ให้เกษตรกร และทำให้คนไทยรักชามากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ต้องให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าด้วย”

ชายเจ้าของ Monsoon Tea ร้านชาแห่งสเปน เจ้าของแบรนด์ชาสัญชาติไทยที่อยู่ในร้านกาแฟของแบรนด์ Prada ผู้อยากให้คนไทยดื่มชาและรักษาโลกไปพร้อมๆ กัน

ในอนาคต Monsoon Tea ยังมีแผนธุรกิจที่จะต่อยอดในการเปิดหน้าร้านเพิ่มขึ้นอีก 2 – 3 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ แต่จุดหมายที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาป่าให้ได้มากที่สุด ด้วยการซื้อผลผลิตจากเกษตรกรให้ได้มากที่สุด

เพราะสำหรับคุณเคนเนธแล้ว Monsoon Tea คือทุกอย่างในชีวิตของเขา

“ทุกอย่างที่ผมลงทุนไปมันคุ้มค่ามากๆ ครับ ผมได้บทเรียนมากมายจากการทำธุรกิจนี้ ไม่ใช่เพียงการผลิตชาเท่านั้น แต่ผมเรียนรู้ทั้งแนวคิดของคนไทย ความแตกต่างทางวัฒนธรรม การมองเห็นความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ และการรักษาธรรมชาติด้วยแนวทางการทำธุรกิจของเรา” คุณเคนเนธกล่าว

ภาพ : เดโช เกิดเดโช, Mr.William Persson

Lesson Learned

คุณเคนเนธฝากคำแนะนำแก่ผู้ที่อยากประกอบธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ขอให้คิดแผนการระยะยาวที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของธุรกิจ  เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และนำมาปรับใช้กับธุรกิจของคุณ อดทนรอผลลัพธ์ที่จะตามมา อย่ายอมแพ้ และเชื่อมั่นในเส้นทางและแนวคิดของตัวเอง

 

Monsoon Tea

328/3 ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50000
โทร : 0979189892
www.monsoon-tea-company.com

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

FLYNOW เริ่มต้นโดยชายหนุ่มชื่อ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา 

ในเวลานั้น เขาเป็นดีไซเนอร์ให้ห้องเสื้อแห่งหนึ่ง เสื้อผ้าที่เขาออกแบบไม่ประสบความสำเร็จจนขาดทุนหลักล้าน หลังจากช่วยกอบกู้เงินทุนนายจ้างกลับมาด้วยการดีไซน์เสื้อผ้าที่แปลกใหม่กว่าในท้องตลาด เขาก็ตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ตัวเองขึ้นมา

แบรนด์ของลิ้มอยู่คู่วงการแฟชั่นไทยมาเกือบ 4 ทศวรรษ สร้างชื่อในเวทีระดับโลก เจอผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านของเจเนอเรชัน

เสื้อผ้าที่เคยเป็นที่รู้จักถึงขั้นทุกครั้งที่เขาไปสยาม จะเห็นคนใส่เสื้อผ้าของตัวเอง ก็ค่อย ๆ ได้รับความนิยมน้อยลงในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น พนักงานทุกคนทั้งดีไซเนอร์และช่างเย็บในตึกแถว 2 คูหานี้ก็ยังตั้งใจทำผลงานที่ดีออกมา

เขาตั้งใจจะรีแบรนด์ FLYNOW ที่ตัวเองยอมรับว่าตายไปแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อน 

วิกฤตโรคระบาดทำให้แผนการเลื่อนออกมาจนถึงวันนี้

3 ปีที่ผ่านมา ลิ้มไม่เคยหยุดงาน แม้ว่าบริษัทจะปิด เขาว่ามันเป็นช่องว่างของคนบ้างานที่ได้หยุดคิดเสียบ้าง จนในที่สุดแผนที่อยากชุบชีวิตแบรนด์อันเป็นที่รักก็ดำเนินการต่อ โดยมีหมายหมุดเริ่มต้นเป็นโชว์ในงาน Bangkok International Fashion Week 2022

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

ทีมงานกว่า 20 ชีวิตทุ่มสรรสร้างคอลเลกชันที่มีชื่อว่า Reincarnation อย่างสุดแรงใจและความสามารถ 

แม้จะออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่ง สิ่งที่เราเรียนรู้จากชายคนนี้คือความซื่อสัตย์ ความกล้า กล้าที่จะยอมรับว่าล้มเหลว การให้เกียรติคนอื่นโดยเฉพาะคนที่ทำงานกับเขา และหัวใจนักสู้ที่พร้อมจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาอีกครั้ง เท่านี้ก็เพียงพอที่ทำให้เขาเป็นนักธุรกิจที่ดีแล้ว

เมื่อถามว่านี่คือการกลับมาของ FLYNOW อย่างเป็นทางการแล้วใช่ไหม เขาได้แต่ยิ้ม 

“ถ้าจะบอกว่ากลับมาได้แน่ ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ขี้เกียจมาแก้ข่าวอีก” ลิ้มตอบทีเล่นทีจริง “แต่ขอลองสักตั้ง และยินดียอมรับถ้าสุดท้ายกลับมาไม่ได้จริง ๆ เราจะโทรหา The Cloud เพื่อบอกว่า มันกลับมาไม่ได้”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

01

ในฐานะคนคนหนึ่ง ลิ้มเติบโตจากชายหนุ่มที่ใช้แต่ละวันอย่างเต็มที่ สนุกสุดเหวี่ยง มามองว่าการมีชีวิตคือการแวะมาเที่ยวที่สักวันก็ต้องกลับไป

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ที่เคยขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดและต่ำสุดตามคำนิยามของเขาเอง ผ่านมาเกือบ 40 ปี เขาทำงานท่ามกลางทีมงานที่เก่งกาจ เมื่อถามว่าเก่งแค่ไหน เขาตอบว่า “เก่งกว่าผม” 

การกลับมาของ FLYNOW ในวันนี้จึงครบเครื่อง ทั้งมุมมองชีวิต ประสบการณ์ และกองกำลังเพียบพร้อมทั้งอาวุธและมันสมอง

“ผมพยายามพัฒนาทีมตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม จริง ๆ หยุดออกแบบมาได้ 30 กว่าปีแล้ว เพราะลูกน้องเก่ง อย่าง ปู-ชำนัญ ภักดีสุข ดีไซเนอร์ที่อยู่กับเราตั้งแต่ต้น วันนี้เจ๋งกว่าเราเยอะ เราต้องเรียกอาจารย์ปู การกลับมาทำโชว์ให้ Bangkok International Fashion Week 2022 ก็เพราะเขาชวน”

เขาว่า Life Cycle ของแบรนด์หนึ่งจะมาเป็นระลอก ระลอกละ 10 – 15 ปี ขึ้นจุดสูงสุดสลับลงจุดต่ำสุด นั่นแปลว่าแบรนด์ของเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างน้อย ๆ ก็ 3 ครั้ง

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

02

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2526 นั่นคือปีแรกที่ FLYNOW ของชายคนนี้ถือกำเนิดขึ้น ช่วง 10 ปีแรกนั้นคนไม่ค่อยทำเสื้อผ้าแฟชั่น ส่วนมากเป็นเสื้อยืดเสียหมด เสื้อยืดเรียบ ๆ เสื้อยืดพิมพ์ลาย ถ้าไม่ใช่เสื้อยืดก็เป็นเสื้อเชิ้ตสำหรับใส่ไปทำงาน เน้นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เสื้อคลุมหรือเสื้อดีไซน์แบบที่เราใส่กันทุกวันนี้มีน้อยมาก ถ้าใครอยากได้ต้องไปสั่งตัดที่ร้าน

“ลองกลับไปถามรุ่นแม่ ผู้หญิงอยากได้เสื้อเก๋ ๆ ก็ไปร้านตัด เสื้อแบบนั้นในรูปอุตสาหกรรมยังไม่มี ทีนี้จะทำเสื้อยืดยังไงให้สู้กับตลาดได้ หนึ่งคือสู้กันที่ลายพิมพ์ สองคือการเลือกเนื้อผ้า เราเลยประยุกต์เอาดีไซน์ไปใส่ตั้งแต่วันแรก”

ขาว ดำ ทอง คือสีหลักของแบรนด์นี้

“ยุคนั้นแม่ผมถึงกับเอ่ยปาก ‘ลื้อทำเสื้อสีแบบนี้ อั้วยังไม่ใส่เลยนะ อั้วถือ แล้วจะมีลูกค้าเหรอ’ ผมเลยบอกว่า เอาหน่า แบรนด์เราเล็ก ๆ ยังไงก็ต้องมีคนชอบเหมือนเรา 

“เจอกันที่ไหน กูก็ใส่สีดำตลอด” เขาหัวเราะ

จุดเปลี่ยนครั้งถัดมาเหนือคาดยิ่งกว่าเก่า

FLYNOW ในขวบปีที่ 10 ดังระเบิด จัดงานกี่ทีคนเต็มทุกที่นั่ง ครั้งหนึ่งเคยจัดแฟชั่นโชว์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีนางแบบเดินโชว์เป็นร้อย พร้อมคนดูอีก 7,000 คน

ไม่มีคนดังคนไหนไม่ได้รับเชิญไปงานนั้น 

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นสะพานเชื่อมไปยังจุดเปลี่ยนครั้งต่อมา แบรนด์ FLYNOW โกอินเตอร์ไปงานแฟชั่นโชว์ที่กรุงลอนดอนอยู่ประมาณ 7 ปี

“เป็นยุคเดียวกับ Alexander McQueen เรายกทีมไปทำงานที่นั่น ตอนนั้นอายุ 30 ปลาย ๆ บ้าพลังสุด ๆ ไม่ต้องนอนก็ได้ ไม่ต้องกินก็ได้ ขอแค่ให้ได้ทำ”

เขาเปรียบความสำเร็จกับการวิ่งโอลิมปิก

“เชื่อเถอะ เวลาคุณชนะ ใครก็สู้คุณไม่ได้ ไม่เหมือนวิ่งในโอลิมปิกที่ห่างกันแค่เสี้ยววิ 

“ในโลกธุรกิจไม่มีเบอร์ 1 เบอร์ 2 หรอก เพราะถ้าคุณชนะ คุณจะชนะขาด แต่สำคัญคือคุณจะครองแชมป์ได้นานแค่ไหน และการที่คุณจะชนะคนอื่นได้ แปลว่าคุณต้องทำงานหนักกว่าคู่แข่ง ไอเดียต้องเจ๋งกว่า มีทีมที่เก่งกว่า มีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่า มีหัวใจที่ดีกว่า”

ชื่อเสียงของแบรนด์ดังขึ้นเรื่อย ๆ แบบหยุดไม่อยู่ จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 จุดเปลี่ยนครั้งที่ 3

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

03

วิกฤตเศรษฐกิจทำให้สต็อกเสื้อผ้าจำนวนมากที่เตรียมพร้อมออกขายนอนแน่นิ่งอยู่ในโกดังแบบไม่เห็นอนาคต ลิ้มในวัย 38 กลายเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินหลายแห่ง

“มันมีทางออกไม่กี่ทาง ไม่เห็นแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังจะตกเหว”

เขาบอกว่าตัวเองรอดมาได้ด้วยความขยันและความอดทน ที่สำคัญ ต้องยอมรับความจริงก่อนว่ากำลังลำบาก

“ตอนนั้นผมบอกเจ้าหนี้เลยว่า ผมหนี้เยอะ เฮียไม่ต้องมาหาให้เสียเวลา เดี๋ยวผมไปให้ด่าถึงที่บ้านเอง ถ้าเฮียใจดีก็เลี้ยงข้าวผมหน่อย ตอนแรกเขาก็ไม่เลี้ยง ไปบ่อย ๆ เริ่มเลี้ยงแล้ว” ลิ้มเล่าพลางหัวเราะ “หนี้น้อยให้ด่าครึ่งชั่วโมง หนี้ปานกลางให้ชั่วโมงหนึ่ง ถ้าหนี้เยอะมากก็ Unlimit ไปเลย อยากด่าเมื่อไหร่ เรียกไปด่าได้เลย”

ชายผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่นักธุรกิจเก่ง ได้รู้จักคนในโลกธุรกิจมากขึ้นจากวิกฤตนั้น

เขาบอกว่าเจ้าหนี้มี 3 แบบ

แบบแรกคือคนที่จะเอาทุกอย่างให้ได้เยอะที่สุด โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะลำบากแค่ไหน

แบบที่สองคือคนอะลุ่มอล่วย ผ่อนปรน ยอมให้จ่ายเมื่อมีจะจ่าย

ซึ่ง 2 เปอร์เซ็นต์ในแบบหลังนอกจากจะไม่เร่งรัดให้จ่ายเงินแล้ว ยังช่วยหาเงินเพื่อกอบกู้ธุรกิจเขาด้วย

“วิกฤตทำให้เราเจอคนแบบนั้น มหัศจรรย์มาก ๆ เขากู้เงินมาให้ผมสั่งหนังมาทำสินค้า แล้ววันที่ผมลุกได้ เขาก็หายไปเลย ผมติดค้างเขา คนแบบนี้แหละที่จะสอนใจเรา”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

04

ยุครุ่งเรืองของ FLYNOW มีพนักงานประมาณ 500 คน ปัจจุบันเหลือ 150 ส่วนหน้าร้านที่เคยมีจนนับไม่ไหว ในวันนี้เหลือน้อยจนเขาไม่อยากพูดถึง

สิ่งที่ลิ้มเสียใจและเสียดายที่สุดไม่ใช่ความโด่งดัง แต่เป็นการปล่อยพนักงานคุณภาพที่สร้างมากับมือออกไป

“มันเศร้านะ เหมือนเราปกป้องดูแลชีวิตเขาได้ไม่ดี แต่เราต้องทำ มันเป็นความทุกข์แบบหนึ่ง แต่ก็ทำให้รู้ว่า เวลาเราประสบความสำเร็จมาก ๆ เราจะประมาท เหมือนกับที่ชอบพูดกันว่าในวิกฤตมีโอกาส นั่นเท่ากับว่าเวลาคุณมีโอกาสเยอะ ๆ ก็อาจจะมีวิกฤตกำลังรออยู่ข้างหน้า”

โชว์ครั้งล่าสุดของลิ้มคือเมื่อ 6 – 7 ปีก่อนที่ตลาดสดในจังหวัดราชบุรี สร้างความฮือฮา ความสดใหม่ ใครเล่าจะคิดว่าจะมีดีไซเนอร์ที่เลือกโลเคชันนี้แทนแคทวอล์กในฮอลล์ใหญ่

“พี่ชายผม (ปรีชา ส่งวัฒนา) บอกว่า FLYNOW นี่อายุเทียบเท่า พิศมัย วิไลศักดิ์ ได้เลยนะ ผมบอกไม่ใช่ มันตายไปแล้วต่างหาก คุณต้องรับความจริงก่อนว่าแบรนด์มันตายไปแล้ว 

“เราหวังจะขายคนเจนวาย แต่ไม่มีคนเจนวายรู้จัก เจนเอ็กซ์ตอนปลายก็ไม่รู้ ต้องเจนเอ็กซ์ตอนต้น แล้วคุณจะขายใคร ถ้ายอมรับความจริงได้ จะไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”

เดิมทีเขาตั้งใจจะรีแบรนด์ก่อนโควิด หลังอึมครึมอยู่ในวิกฤตโรคระบาดมา 3 ปี 

“สุดท้ายไม่ต้องรีแบรนด์แล้ว ปล่อยให้ตายแล้วมาเกิดใหม่เลยดีกว่า” เขาว่า “เกิดใหม่ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องอาลัยอาวรณ์มาก ถ้าคุณยังอาลัยอยู่ แปลว่ายังมีตัวตนอยู่ เมื่อไม่มีตัวตนคุณจะกล้ามากกว่าเดิม เพราะไม่มีอะไรต้องกลัว เผลอ ๆ ทำโชว์เสร็จ ผมอาจจะไม่ขายก็ได้นะ”

เขาว่าดีไซเนอร์ที่ดีต้องเปิดใจ และต้องแปลงร่างได้หลายร่าง ต้องรู้จักทำลายกฎเกณฑ์ ขณะเดียวกันก็ต้องกล้าที่จะทำลายตัวเองได้ด้วย

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

05

Reincarnation คือชื่อที่สื่อถึงเรื่องราวในคอลเลกชันนี้ได้ดีที่สุด 

สีที่ใช้ยังเป็นขาว ดำ ทอง เหมือนกับวันแรก

ชุดบางชุดใช้เวลาตัดเย็บอย่างประณีตถึง 30 วัน

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

FLYNOW ในขวบปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่เด็กลง ลิ้มจึงชวนหลานสาวมามาร่วมทีม

“ทุกวันนี้ผมต้องถามหลานว่าเทรนด์อะไรกำลังมา เราต้องเรียนรู้ ทีมงานวัย 15 มีความคิดแบบหนึ่ง 30 ก็แบบหนึ่ง 40 ก็อีกแบบหนึ่ง เราไม่ได้ออกคำสั่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานแบบทีมเวิร์กที่ต้องแสดงความเห็นร่วมกัน ทุกครั้งที่จะเลือกทางไหน เราจะถามความเห็นทีม ถ้าบอกว่าดีก็จะไป ยกเว้นทุกคนบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถนัด ยังไงคุณลิ้มต้องทำ

“เช่น เขาทำโชว์กันไม่เก่ง ผมทำมาทั้งชีวิต ผมรู้ว่าจะทำโชว์ให้ดีได้ยังไง หรืออย่างเรื่องเพลง เขาไม่สันทัด ผมก็นั่งฟังเพลงวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อหาเพลงที่ใช่ ออกแบบท่าเดินให้ด้วย”

ทุกชุดบนแคทวอล์กจึงไม่ใช่แค่ตัวตนของลิ้ม แต่เป็นส่วนผสมระหว่างเขาในวัย 63 ดีไซเนอร์คู่ใจ ช่างเย็บที่อยู่กันมาเกิน 3 ทศวรรษ ไปจนถึงหลานสาวอายุ 15 ปี

“ช่างที่ทำคอลเลกชันนี้คือคนที่อยู่ด้วยกันมาโดยเฉลี่ยน่าจะ 30 ปี พนักงานที่อายุมากที่สุดของเราคือ 73 สมองของดีไซเนอร์ใช้มาก ๆ แล้วก็หมด แต่ช่างแพตเทิร์นกับช่างเย็บนี่ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า เป็นผู้ชำนาญการ เราอยู่กันยาว จ้างกันจนตาย ไม่ผมตาย เขาก็ตาย ถ้าผมตายก่อนจะเขียนพินัยกรรมให้เขาอยู่กับแบรนด์ไปตลอดชั่วอายุขัย”

การกลับมาครั้งนี้ ลิ้มมองเห็นความเป็นไปได้ 2 ข้อ

ข้อแรก ถ้าดีไซน์ของเขาจะต่อยอดไปเป็นธุรกิจได้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี

ข้อสอง เขาอยากให้คอลเลกชันนี้เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของทีมงาน โดยตั้งใจว่าจะให้ช่างเย็บถ่ายรูปคู่กับชุดของตัวเอง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

06

แล้วถ้ามันไม่สำเร็จล่ะ – เราถาม

“ผมไม่ได้หวังว่าครั้งนี้มันจะสำเร็จ เพราะต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ก็เก่ง แบรนด์สมัยนี้ก็เจ๋ง มันอาจจะเวิร์ก หรือมันอาจจะตายอีกรอบ หรือสุดท้ายเราอาจจะต้องเปลี่ยนมือจริง ๆ ก็ได้ แต่เมื่อตัดสินใจลองแล้วก็ต้องลองสุดหัวใจ

“จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปยินดียินร้ายมากนัก จริง ๆ ถ้าคิดว่ามันจะไม่สำเร็จไปเรื่อย ๆ อาจจะดีกว่าก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องเหลิง ไม่ต้องประมาท ไม่ต้องรอว่าวิกฤตจะมาเมื่อไหร่ คุณก็ทำของคุณไป

“แต่ถามว่ากดดันไหม กดดัน แต่เรามองแรงกดดันเป็นความสวยงาม ถ้าทำอะไรไม่มีแรงกดดันแต่แรก กูว่าแพ้แน่ ๆ ถ้าไม่แพ้ก็กำลังจะแพ้ แรงกดดันขับเคลื่อนให้มนุษย์ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ แต่กดก็เอาแต่พองามนะ ถ้าอันไหนที่ต้องตะเกียกตะกาย ต้องทรมาน ก็เปลี่ยนมันหน่อย

“ถ้าคำสั่งของเรามันตึงไปแล้ว เราจะบอกลูกน้องให้ผ่อน ผ่อนลงมา ถ้าเล่นท่ายากตอนไม่พร้อม เราอาจจะเหลือศูนย์ได้เลย เพราะฉะนั้น เล่นท่าที่ง่ายหน่อย ไม่เหมือนตอนหนุ่ม ๆ ที่บ้าดีเดือด ไม่มีอะไรที่คิดแล้วทำไม่ได้ ถ้าคนอื่นเล่น 10 FLYNOW ต้อง 100 เงินไม่อั้น โชว์ต้องดีสุด ๆ เสื้อไม่ต้องสนใจว่าจะขายได้ไม่ได้ ใครบอกว่าเป็นเสื้อในมิวเซียมก็จะถือเป็นข้อดี เชื่อไหมว่าตอนนี้เสื้อในสต็อกมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท”

นอกจากคอลเลกชันแห่งการกลับมา เขาคิดไปถึงช่องทางการขายที่ต่อไปอาจจะไม่ต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้า ไม่ต้องเป็นร้าน Stand Alone ในวันที่โลกเชื่อมกันหมดแล้ว ในอนาคตเราอาจจะเจอ FLYNOW อยู่ในช่องทางใหม่ ๆ ที่นึกไม่ถึง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

07

ครึ่งหนึ่งของลิ้มคือความละเอียดจากพ่อ อีกครึ่งคือความเมตตาจากแม่ หลอมหลวมเป็นตัวเขาที่ยังยึดมั่นกับแบรนด์นี้อย่างไม่ยอมแพ้

จะใช้คำว่า ยึดมั่น ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะเขายอมรับความผิดพลาด น้อมรับความล้มเหลว และพร้อมจะลุกขึ้นใหม่โดยทิ้งอัตตาและความสำเร็จเดิมไว้ข้างหลัง

การทำธุรกิจของเขาแม้จะไม่ถูกต้องทุกข้อตามที่เขียนไว้ในตำรา แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ หัวใจและความเห็นอกเห็นใจ ที่ใช้เวลาหลายสิบปีในการก่อร่างสร้างตัวขึ้น 

นับจากวันที่ The Cloud ไปเยี่ยมเขาถึงออฟฟิศ ได้ขึ้นไปหาป้า ๆ น้า ๆ ช่างเย็บที่กำลังง่วนกับการเตรียมคอลเลกชันใหม่ ได้เห็นลิ้มคัดเลือกสุ่มสำหรับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เห็นมู้ดบอร์ด เห็นภาพสเก็ตช์ เห็นทีมงานกว่า 20 คนบรรจงสร้างสรรค์ผลงานอย่างสุดหัวใจ

ในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ความตั้งใจที่ทำกันมาหลายเดือนได้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน ท่ามกลางเสียงปรบมือและกำลังใจที่ผู้คนในวงการมีให้กับเขาและทีม FLYNOW ทุกชีวิต

คอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘การกลับมา’ แต่เป็นความน่ายินดีและการเอาใจช่วย

หลังโชว์จบลง ลิ้มก็เดินออกมา ตามด้วยดีไซเนอร์คู่ใจ และป้า ๆ น้า ๆ ทีมงานช่างเย็บของเขาที่เราขึ้นไปเยี่ยมเยียนในวันนั้น

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

Lessons Learned

  • ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซื่อสัตย์กับผู้อื่น
  • กล้าที่จะล้มเหลว น้อมรับความผิดพลาด เพื่อที่จะได้เห็นปัญหาแล้วแก้ไขได้ตรงจุด
  • ไม่หลงระเริงกับความสำเร็จ จนลืมเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น
  • ให้เกียรติคนทำงานเสมอ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load