ในสถานการณ์บ้านเมืองช่วงนี้ คงไม่มีข่าวอะไรที่ร้อนแรงไปกว่าข่าวโรคระบาด COVID-19 ที่ทำเอาคนทั้งโลกต้องปวดหัว เพราะการแพร่เชื้อที่รวดเร็วของเจ้าไวรัสวายร้ายตัวนี้ ความน่ากลัวของไวรัสส่งผลกระทบกับทุกอาชีพอย่างรวดเร็วไม่ต่างกับในหนังซอมบี้ ที่ถ้าคนหนึ่งโดนกัด อีกคนก็จะติดเชื้อต่อแทบทันที 

วงการหนึ่งที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงในช่วงโรคระบาด ทั้งที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสมาก เป็นวงการที่ชาวเน็ตทั้งหลายตั้งสโลแกนว่า 

“ใส่สบงแล้วทรงพลัง”  

พอจะนึกออกกันแล้วสินะ วงการที่เรากำลังจะกล่าวถึงนี้ก็คือ ‘วงการพระสงฆ์’ นี่เอง

เรามีพระเพื่อนรูปหนึ่งชื่อว่า พระยุ่น

พระยุ่นเป็นพระอินดี้ที่สุดเท่าที่เราเคยรู้จักมา และเป็นขวัญใจของหมาวัด 3 ตัวที่มีนามว่า อารียา สมศรี และปองศักดิ์ ปัจจุบันประจำอยู่ที่วัดรัตนปัญญารังสิตย์ (วัดสันต้นดู่) จังหวัดเชียงใหม่ เดิมทีเป็นคนไทยใหญ่ จังหวัดลางเคอ รัฐฉาน แต่ตอนเด็กๆ อพยพหนีสงครามกับครอบครัวมาอาศัยอยู่ที่ไทย จนกระทั่งตอน ป.6 พ่อแม่ไม่มีเงินส่งให้เรียนหนังสือ พระยุ่นเลยได้มาบวชเรียนหนังสือที่วัดแทน รวมๆ แล้วพระยุ่นบวชมาประมาณ 13 ปีได้ และคิดว่าคงจะบวชต่อไปเรื่อยๆ เพราะเหตุผลหนึ่งที่พระยุ่นยังคิดไม่ตกถ้าต้องสึก คือไม่รู้ว่าสึกมาแล้วจะทำผมทรงอะไรดี

การปรับตัวของวัดและพระยุคใหม่ ให้ญาติโยมปลอดภัยในวาระ COVID-19

บุญก็อยากทำ ไวรัสก็กลัวติด

ถ้ามีคนกำลังเศร้าใจกับการโดนเลย์ออฟจากงาน ขอบอกเลยว่า You’re not alone. เพราะตารางกิจนิมนต์นอกของสงฆ์ยังโดนยกเลิกและเลื่อนออกไปจนว่างยาวไปถึงปีหน้าเช่นกัน

พระยุ่นเล่าให้ฟังว่า หลายอย่างที่ไม่เคยเห็นก็ได้มาเห็นกันในตอนนี้ ปกติแล้วพระจะได้รับเชิญไปสวดตามอีเวนต์ หลักๆ เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ งานศพ หรืองานทำบุญร้อยวัน ซึ่งเป็นงานที่คนมารวมตัวกันเยอะมากๆ แต่สถานการณ์ในตอนนี้ ชาวบ้านในชุมชนเองก็ต่างหวาดกลัวกับไวรัสกันทั้งนั้น บุญก็อยากมี แต่ก็กลัวกลายเป็นผีถ้ามารวมตัวกัน

การปรับตัวของวัดและพระยุคใหม่ ให้ญาติโยมปลอดภัยในวาระ COVID-19

 ดังนั้น เพื่อหาสมดุลให้ชาวบ้านสะดวกกายแต่ยังคงสบายใจ ก่อนหน้าที่รัฐบาลออกมาประกาศ ทางชุมชนเลยมีมาตรการให้ใช้หน้ากากอนามัยเป็นเสมือนการ์ดเชิญเข้าร่วมงานบุญ คนที่สวมหน้ากากก็มาร่วมงานได้ แต่ถ้าไม่มีหน้ากากก็ต้องขอให้ไปพักก่อน และประกาศรายชื่อคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงให้มาตรวจวัดไข้เป็นระยะๆ เพราะชุมชมละแวกนี้ญาติโยมมีครอบครัวอยู่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ค่อนข้างเยอะ

แม้แต่พลังของสบงที่ทรงพลังก็ยังไม่ช่วยให้พระหาหน้ากากเจอได้ง่ายๆ ต้องขอบคุณญาติโยมทั้งหลายที่ทำหน้ากากผ้ามาถวายที่วัดบ้าง พระสงฆ์เลยได้มีหน้ากากใช้ทั้งตอนปฏิบัติกิจและกวาดลานวัดกันฝุ่น เพราะตั้งแต่ COVID-19 เริ่มระบาด หน้ากากอนามัยธรรมดาๆ ก็กลายเป็นของหายากที่เล่นซ่อนแอบกับคนในชุมชนทันที

เมื่อแตะตัวไม่ได้ จึงเกิดการกรวดน้ำแบบบลูทูธ

อีกอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคืองานศพ 

ในช่วงเวลาปกติ งานศพเป็นการรวมตัวของญาติโยมทั้งหลายที่มาร่วมพิธีอำลาผู้ที่จากไป พอเสร็จงาน ทุกคนก็มาล้อมวงกินข้าวกัน แต่พอ COVID-19 ระบาด ผู้คนก็เลิ่กลั่กที่จะร่วมโต๊ะและระแวงการทานอาหารร่วมกันมากขึ้น เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย งานศพเลยปรับเปลี่ยนโดยแบ่งอาหารเป็นจานใครจานมันแทน อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ คือหลายคนพกขวดน้ำ จาน ช้อน ส้อม จากบ้านมาร่วมงานเองด้วย 

พอทางการแพทย์ยืนยันว่าไวรัสติดต่อกันได้หากสัมผัสใกล้ชิด ก็ถึงเวลาแล้วที่ทางมนุษย์เราจะปฏิรูปวิธีกรวดน้ำ เมื่อก่อนพอพระขึ้นบทสวดว่า “ยะถา…” ญาติโยมทุกคนก็รู้หน้าที่ รีบตั้งจิตอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้าใครไม่มีน้ำเป็นของตัวเอง เราก็แตะศอกคนข้างหน้าเพื่อมีส่วนร่วมในการแผ่กุศลได้ แต่พอตอนนี้มีประกาศให้ทุกคนช่วยกัน Social Distancing อยู่ให้ห่างกันอย่างน้อย 2 เมตร ชาวบ้านหลีกเลี่ยงการแตะเนื้อต้องตัวกัน การกรวดน้ำเลยแปรเปลี่ยนจากการแตะศอกแผ่กุศลต่อๆ กัน เป็นการส่งต่อกุศลผ่านอากาศเหมือนการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ โดยใช้วิธีการหงายมือ เว้นระยะห่าง ทำมือเหมือนแตะคนข้างหน้า แต่ไม่ได้แตะแทน

กุศลคงจะไปถึงเหมือนกัน แต่ก็แถมความปลอดภัยให้ตัวเองด้วย

การปรับตัวของวัดและพระยุคใหม่ ให้ญาติโยมปลอดภัยในวาระ COVID-19

สงกรานต์ในวัดกับโคโรน่าไวรัสที่ยังไม่หายไป

สงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่ชุมชนตั้งตารอว่าทางวัดจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ยังไงบ้าง พระยุ่นเล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้อยู่ในขั้นตอนหารือกับเจ้าอาวาสว่าปีใหม่ไทยปีนี้ ทางวัดจะทำอะไรที่อิงหลักการป้องกันไวรัสตามวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังทำให้ประชาชนรู้สึกสบายใจได้บ้าง

ปกติประเพณีปีใหม่เมืองถือเป็นการขึ้นจุลศักราชใหม่ในปฏิทินการนับของล้านนา ซึ่งปฏิบัติกันมาหลายร้อยปี กิจกรรมคือการรดน้ำดำหัวพระภิกษุสงฆ์ สามเณร คนเฒ่าคนแก่ในชุมชน เพราะคนล้านนาเชื่อว่าน้ำขมิ้นส้มป่อย (น้ำมนต์) ช่วยชะล้างสิ่งอัปมงคลได้ ทุกพิธีกรรมจึงมีสิ่งนี้เป็นองค์ประกอบเสมอ

การปรับตัวของวัดและพระยุคใหม่ ให้ญาติโยมปลอดภัยในวาระ COVID-19

ถ้าปีนี้ทุกคนทำกิจกรรมร่วมกันไม่ได้ ทางวัดจะทำอะไรบ้าง เปิดบริการ Grab วัด ให้ตัวแทนแต่ละครอบครัวเอาสายสิญจน์มาต่อจากพระหัตถ์พระพุทธรูปแล้วลากกลับบ้าน ส่วนทางพระก็ทำน้ำมนต์แอลกอฮอล์ เพื่อให้ชาวบ้านที่มาวัดนำกลับเอาไปใช้ได้หรือไม่

นั่นเป็นสิ่งที่พระยุ่นและเจ้าอาวาสยังคงหารือกันอยู่

ส่วนการสวดมนต์ก็ต้องเปลี่ยนไป จากมาร่วมพิธีกรรมที่วัด ปีนี้ก็ให้ทุกคนอยู่บ้านฟังเสียงสวดเสียงเทศน์ผ่านลำโพงประชาสัมพันธ์หมู่บ้านแทน แต่ถ้าบ้านอยู่ไกลลำโพงไปหน่อย ก็เข้าเฟซบุ๊กดูไลฟ์ผ่านเพจวัดเพื่อเข้าถึงพิธีกรรม ก็คิดว่าน่าจะเจ๋งไม่ใช่น้อย 

ประชันศึกใหญ่ : บทสวดมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ปะทะเจ้าไวรัสจอมร้ายกาจ

ไม่มีทางสวดมนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากร่างกายไม่สงบปลอดภัย 

การสวดมนต์เป็นสิ่งที่ทำกันมาตั้งแต่พุทธกาลแล้ว เปรียบเสมือนการทบทวนคำสอนของพระพุทธเจ้า และช่วยทำให้จิตใจสงบไปในตัว มองอีกแง่หนึ่ง ชีวิตคนเราก็เหมือนเกม The Sims ที่นอกจากต้องการพลังกายที่เต็มหลอดแล้ว ก็ยังต้องการพลังใจในด้านอื่นๆ เป็นส่วนเสริม 

การฝักใฝ่พึ่งพาการสวดมนต์อย่างเดียวอาจไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในสถานการณ์นี้นัก เพราะการทำแบบนั้น ไม่ต่างกับการตะโกนให้กำลังใจคนที่กำลังจะจมน้ำให้มีแรงฮึดว่ายน้ำเข้าฝั่ง ทั้งที่เขาอาจว่ายน้ำไม่เป็น 

พูดอย่างจริงจังในระดับมหภาค พระยุ่นคิดว่าการสวดมนต์เป็นวิธีการที่จำเพาะเจาะจงกับกลุ่มประชาชนกลุ่มเดียว ในประเทศไทยไม่ได้มีแค่ผู้นับถือพุทธศาสนาและเชื่อในวิธีการนี้ทั้งหมด ว่าด้วยโลกาภิวัตน์สากล การสวดมนต์ไล่โคโรน่าไม่ใช่วิธีการที่ได้ผล

การปรับตัวของวัดและพระยุคใหม่ ให้ญาติโยมปลอดภัยในวาระ COVID-19

Pick Up บุญแบบ 2 in 1

ปัจจุบันสิ่งที่วัดอยากได้การสนับสนุน คือเจลล้างมือและหน้ากากอนามัย (แม้จะฟังดูยากมากก็ตาม) เพราะในหลายชุมชนนอกตัวเมืองใหญ่ วัดเปรียบเสมือนสถานที่ที่เป็นหัวใจของชุมชน เวลาชาวบ้านทุกข์ยากเดือดร้อนก็พึ่งพาวัด และพอชาวบ้านมาวัด พระก็ไม่ได้แค่อยากให้ชาวบ้านได้บุญกับความสบายใจไปอย่างเดียว ในสภาวะแบบนี้ วัดอยากปรับตัวให้บุญแบบ 2 in 1 คือ ได้ทั้งบุญและมีเจลล้างมือขวดเล็กหรือหน้ากากอนามัย สำหรับให้ชาวบ้านหยิบกลับไปใช้ที่บ้านตัวเองด้วย 

พระเองก็เข้าใจว่าการมาวัดแต่ละครั้ง แม้ผู้คนพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงแค่ไหน และทางวัดทำความสะอาดอยู่เรื่อยๆ แล้วก็ตาม แต่ยังมีบางอย่างที่ชาวบ้านเผลอสัมผัสร่วมกันอย่างลืมตัว เช่น ลูกบิดห้องน้ำหรือถาดใส่ของถวายพระ ถ้ามีอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันตัวเองจากไวรัสได้ ก็อาจทำให้ชาวบ้านสบายใจมากขึ้น 

อย่าลืมว่าช่วงนี้เราควรปฏิบัติตัวตามข้อแนะนำของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ล้างมือบ่อยๆ อย่าใช้สิ่งของร่วมกัน เว้นระยะห่างกันเกิน 2 เมตร 

“อ้าว พระยุ่น แล้วงี้ชาวบ้านจะตักบาตรยังไงล่ะ” เราถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

“เอ่อ…สั่งแกรบมาส่งที่วัดเอาละกัน เดี๋ยววิดีโอคอลไปให้พร” พระยุ่นตอบแบบติดตลก

อื้ม… นี่สินะ รวมกันเราไม่อยู่ แยกหมู่ปลอดภัยกว่า สาธุ

การปรับตัวของวัดและพระยุคใหม่ ให้ญาติโยมปลอดภัยในวาระ COVID-19

Writer & Photographer

วิศัลลยา เกื้อกูลความสุข

นักเรียนไทยในต่างแดน มีความฝันว่าอยากทำงานด้านท่องเที่ยวและเล่นดนตรีไปรอบโลก

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load