17 กุมภาพันธ์ 2563
3 K

เราออกเดินทางด้วยเส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย (Trans-Siberian Railway) จากกรุงปักกิ่งมุ่งหน้าไปเมืองอูลานบาตอร์ เมืองหลวงของมองโกเลีย จอดหยุดพัก 9 สถานี รวมระยะทางไกล 1,500 กิโลเมตร ใช้เวลานั่ง กิน และนอนบนรถไฟรวมแล้ว 29 ชั่วโมงกว่าๆ ได้ชิมอาหารมองโกเลียบนรถไฟไป 6 มื้อ เป็นมื้อจืดๆ แอบมันนิดๆ มีเนื้อแพะ แกะ วัว ผัดผสมกับผักหลายชนิด กินไปก็นั่งละเลียดไปเรื่อยๆ เหมือนได้นั่งอยู่ในแกลเลอรี่ชมภาพวาดจากธรรมชาติ ทั้งท้องฟ้าสีฟ้าจัดตัดกับผืนดิน ภูเขาสีน้ำตาลเข้ม ทุ่งหญ้าสเตปป์สีเขียวกับฝูงวัว แพะ ม้า และจามรี ที่มาโชว์ตัวให้เห็นบ่อยๆ สมฐานะประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘Land of Steppes and Blue Sky’

นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล

จุดหมายปลายทางนี้มีไฮไลต์อยู่ 3 อย่างคือ นั่งรถไฟ นอนเกอร์ และตามไปดู ‘เทศกาลนาดัม’ (Naadam Festival) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ใน ค.ศ. 2010 ให้เป็นมรดกวัฒนธรรมของมนุษยชาติ (The Intangible Cultural Heritage of Humanity)

เรื่องของมองโกเลียที่เราจำได้ตั้งแต่เด็กๆ ส่วนใหญ่มาจากหนังจีนกำลังภายใน ทำให้เรารู้ว่า มองโกเลียเป็นดินแดนของนักรบชื่อ ‘เจงกิสข่าน’ ชาวมองโกลกับชาวฮั่นไม่ค่อยลงรอยกัน ชุดของตัวละครชาวมองโกลสวยสะดุดตาเสมอเพราะสีสันที่สดใสจัดจ้าน

หาข้อมูลมาคร่าวๆ ก็ได้รู้ว่า ‘เจงกิสข่าน’ มีความหมายว่ากษัตริย์แห่งจักรวาล เป็นชื่อตำแหน่งยกย่องให้กับนักรบเตมูจิน ผู้นำกองทัพคนแรกที่รวบรวมชนเผ่ามองโกลให้เป็นอาณาจักรเดียวกัน

นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล

ว่าแล้วก็คิดเล่นๆ ว่า ถ้าย้อนไปเกือบ 1,500 ปี บนทะเลทรายโกบีที่มีแต่แกะ ม้า วัว อูฐ และแพะ อยู่เป็นเพื่อนกับชาวมองโกลที่ออกเดินทางเร่รอนอย่างน้อยปีละ 2 – 4 ครั้ง หรือเรียกว่าวิถีชาวโนมัด (Nomad) เป็นการย้ายบ้านเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดในสภาพภูมิประเทศและอากาศที่แปรเปลี่ยน การที่เจงกิสข่านรวบรวมชาวมองโกลที่อยู่กันกระจัดกระจาย และยังขยายอาณาจักรด้วยการยกกองทัพไปตีเมืองอื่นๆ นั่นคือแสนยานุภาพความยิ่งใหญ่ของกองทัพเจงกิสข่านในยุคที่ยังไม่มีขีปนาวุธ ดาวเทียมจับสัญญาณ และอาวุธสงคราม

เทศกาลนาดัมกำลังเป็นไทม์แมชชีนพาเราย้อนไปดูว่าในยุคนั้นเขาฝึกฝน ใช้กลยุทธ์ไหวพริบต่อสู้กันอย่างไรจนประวัติศาสตร์โลกต้องจารึก

สนามประลองฝีมือของเหล่าจอมยุทธ

สภาพภูมิประเทศที่เป็นทุ่งหญ้าสลับทะเลทรายและใช้ชีวิตแบบเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาไม่ได้เพาะปลูก แต่เน้นเลี้ยงสัตว์ไว้ใช้เป็นทั้งอาหาร เสื้อผ้า ยา เหมือนเป็นปัจจัย 4 และสัตว์เลี้ยงพวกนี้ยังเป็นเหมือนเพื่อนด้วย เลี้ยงแพะเพื่อเอาขนมาทำเสื้อผ้าและเก็บนมไว้ดื่ม เลี้ยงอูฐ เลี้ยงม้าไว้ใช้เดินทาง เลี้ยงอินทรีทองเพื่อฝึกล่า หมดภารกิจเลี้ยงดูไล่ต้อนฝูงสัตว์ก็ได้เวลาบันเทิงใจ กีฬายิงธนู มวยปล้ำ ขี่ม้า ก็เลยเป็นเกมสนุกๆ แข่งขันกันในชนเผ่า

นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล
นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล

แต่พอถึงคราวศึกยกทัพของเจงกิสข่านเกิดขึ้น สัตว์เลี้ยงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ ชาวมองโกลกลายเป็นนักรบ เกมกีฬาที่เล่นกันเป็นประจำก็เลยถูกยกระดับจนกลายเป็นหลักสูตรรบพิเศษที่ชายชาติทหารมองโกลต้องฝึกภาคสนาม ทดสอบความอึด ความแข็งแรง ทักษะออกรบ และค่อยๆ แปรเปลี่ยนกลายเป็นเทศกาลนาดัม เทศกาลเฉลิมฉลองประจำชาติในทุกวันนี้

คำว่า ‘นาดัม’ แปลว่า เกมกีฬา 3 ประเภทของผู้ชาย (The Three Games of Men) คือมวยปล้ำ ยิงธนู และขี่ม้า เป็นมรดกวัฒนธรรมของมนุษยชาติ (The Intangible Cultural Heritage of Humanity) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ใน ค.ศ. 2010

เรานั่งอยู่ในสเตเดียมใจกลางเมืองอูลานบาตอร์ ในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการของเทศกาลนาดัมที่จัดเป็นประจำในวันที่ 11 – 13 กรกฎาคมของทุกปีนับตั้งแต่ ค.ศ. 1921 ความสำคัญของเทศกาลนี้เห็นได้จากการที่มีผู้ใหญ่ของประเทศทั้งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และผู้แทนรัฐสภา มาร่วมงาน

นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล
นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล
นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล

แน่นอนว่าทุกอย่างจัดแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรมองโกเลีย ที่น่าตื่นตาตื่นใจคือ ขบวนพาเหรดกองทัพมองโกลโบราณทั้งเก้าชนเผ่ามาพร้อมกับอาวุธต่อสู้สมัยก่อน ผู้นำกองทัพขี่ม้าเข้ามาพร้อมเสียงโห่ร้องปลุกใจจากทหารหลายพันคน จังหวะควบม้ากับเสียงตึกๆ ดังระรัว ฝุ่นตลบ เสียงดาบฟันกัน เหมือนฉากรบฉากหนึ่ง แค่นี้เรายังนั่งงงไม่รู้จะมองทางไหนดี แล้วก็คิดว่า เจงกิสข่านวางหมากคุมเกม คุมกำลังคนนับพันนับหมื่นในสนามรบให้รวมใจ รวมพลังต่อสู้ได้ยังไง

นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล
นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล

ส่วนบรรยากาศข้างนอกสเตเดียมเหมือนมหกรรมงานวัดที่รวมทุกความบันเทิงและความอร่อยสไตล์มองโกล โดย 3 เนื้อหลัก เนื้อแพะ เนื้อแกะ และเนื้อม้า เมนูเบาๆ ที่พอกินได้อย่างขนมจีบเนื้อแพะ เกี๊ยวทอดไส้เนื้อ แป้งทอดไส้เนื้อ นมแพะไอรัก (Airag) แถมด้วยชุดประจำชาติแบบจัดเต็ม สวมหมวกดีไซน์ รองเท้าบูตสลักลวดลายโบราณ เครื่องประดับโบราณสีสันสวยงาม ทั้งผู้เฒ่า ผู้น้อย พร้อมใจกันใส่มาเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ และทุกคนก็ยินดีให้คนต่างถิ่นอย่างเราๆ ได้ถ่ายรูปสนุกสนาน

3 เกมของชนเผ่านักรบ

มวยปล้ำ ยิงธนู และแข่งม้า คือ 3 ทักษะประจำตัวที่นักรบมองโกลใช้เผด็จศึกศัตรู อย่างมวยปล้ำ เป็นการฝึกฝนความแข็งแรง การเคลื่อนไหว และความยืดหยุ่น สายตาที่เหมือนเหยี่ยว แม่นยำ และมือที่ดึงคันธนูออกมาเพื่อหาจังหวะยิง ในขณะที่การขี่ม้า คือการฝึกจังหวะทรงตัว ความว่องไว และความกล้าหาญในการควบม้าวิ่งทะลุทะลวงข้าศึก

ระยะใกล้ใช้ยุทธวิธีของมวยปล้ำล้มคู่ต่อสู้ ระยะไกลมีธนูและม้าเป็นอาวุธสำคัญ บวกกับการวางหมากยุทธวิธีเผด็จศึก ทำให้กองทัพเจงกิสข่านเข้าตีเมืองได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

เสียงโห่ร้องปลุกใจดังกระหึ่มท่ามกลางกองทัพทหาร กองทัพม้า ยุทโธปกรณ์สำหรับการออกศึกยุคโบราณ เป็นสัญญาณว่าได้เวลาที่เหล่าจอมยุทธผู้กล้าลงสนามประลองยุทธเพื่อชิงชัย

มวยปล้ำ มรดกสายเลือดนักสู้

มวยปล้ำ กีฬาดึกดำบรรพ์ของคนมองโกลที่มีมานานถึง 2,000 ปี เป็มเกมที่ทดสอบความแข็งแกร่ง ใช้พละกำลัง และสงวนไว้สำหรับผู้ชายเท่านั้น เพราะมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า สมัยโบราณมีนักมวยปล้ำลงแข่งและกลายเป็นผู้ชนะ มารู้ทีหลังว่าเป็นผู้หญิงมาลงแข่งแทนพ่อที่อายุเยอะแล้ว นับตั้งแต่นั้นมาจึงมีการออกกฎไว้ว่า นักมวยปล้ำจะต้องใส่ชุดเปิดอก

นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล
นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล

ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่บึกบึนหลายสิบคนเดินเรียงแถวลงสนาม พวกเขาใส่ชุดมวยปล้ำสมัยโบราณ เปลือยอก กางเกงขาสั้น ใส่ปลอกแขนหนังสลักลวดลายโบราณ และสวมรองเท้าบูต ก่อนการแข่งขัน นักมวยปล้ำจะเต้นรำที่มีท่าทางคล้ายนก เช่น นกอินทรี เหยี่ยว ที่เป็นสัญลักษณ์ของความสง่างาม ความแข็งแกร่ง และชัยชนะ

มวยปล้ำของมองโกเลีย เป็นเกมกีฬาที่ฟรีสไตล์มากๆ เพราะไม่จำกัดอายุ ไม่แบ่งระดับน้ำหนัก ขอแค่ทำยังไงก็ได้ให้อวัยวะที่เหนือกว่าหัวเข่าของคู่ต่อสู้สัมผัสกับพื้นได้ ถือว่าชนะทันที คนที่ชนะจะได้รับเกียรติประวัติยกย่องตามรอบที่ชนะ เช่น ชนะในรอบ 5 ได้ตำแหน่ง ‘เหยี่ยว’ รอบ 7 – 8 ได้ตำแหน่ง ‘ช้าง’ รอบ 10 – 11 ได้ตำแหน่ง ‘สิงโต’

นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล

นักแม่นธนูนัยน์ตาเหยี่ยว

เด็กชาวมองโกลถูกฝึกให้ยิงธนูเพื่อล่าสัตว์ ในสมัยเจงกิสข่าน ธนูของพวกเขาเป็นอาวุธที่น่าสะพรึงของศัตรู มีหัวธนูที่แข็งมาก คันศรที่ถูกตึงด้วยเอ็นของวัวและม้า ทำให้ใช้แรงง้างน้อย บวกกับเทคนิคยิงบนหลังม้าและความแม่นยำ ยิ่งทำให้ธนูของชาวมองโกลยิงได้ไกล เร็ว และตรงเป้า

นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล

พอมาเป็นเกมแข่งขันในเทศกาลนาดัม กฎกติกาเปิดกว้างให้ลงแข่งได้ทั้งชายและหญิง แตกต่างกันที่ระยะห่างจากเป้า ผู้ชายจะยิงธนูในระยะ 75 เมตร ส่วนผู้หญิงจะแข่งในระยะ 65 เมตร หนึ่งทีมมี 10 คน มีลูกธนูคนละ 4 ดอก

นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล

เราได้เห็นถึงความเท่ (มาก) ของคุณน้าคุณป้าชาวมองโกลที่ใส่ชุดประจำชาติลงแข่ง อกผายไหล่ผึ่ง จังหวะการค้างคันศรแล้วเล็งยิงไปที่เป้า ใช้ความนิ่งสยบ เด็ดขาด ยิงแม่นจนเหมือนหลับตายิงทะลุเป้า

นักรบบนหลังม้า

ม้าเป็นกำลังสำคัญในการพิชิตศึกของกองทัพเจงกิสข่าน

ว่ากันว่าคนมองโกลเกิดและตายบนหลังม้า ทั้งใช้เป็นอาหาร ขนของ ใช้ขี่ต้อนดูแลฝูงแกะ แพะ เป็นบุรุษไปรษณีย์ส่งข่าว เด็กๆ หัดขี่ม้าพร้อมๆ กับหัดเดิน พอโตขึ้นยังถูกฝึกให้ยิงธนูบนหลังม้าเพื่อออกรบ

นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล

ม้ามองโกลเป็นม้าตัวเล็ก แต่แข็งแรงมาก เพราะถูกฝึกตั้งแต่อายุยังน้อยเหมือนกับคน ที่สำคัญ พวกเขานับถือม้าเป็นเพื่อนชีวิต นมของแม่ม้าคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจะเทเหล้าใส่แผงคอม้า เพราะแผงคอของม้าคือสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง เลือดของม้าคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาอยู่รอดในยามออกรบและไม่มีอะไรจะกิน

สนามแข่งม้าต้องนั่งรถออกไปนอกเมือง มีสภาพคล้ายทุ่งแข่งม้า เหมือนรวมทุกๆ อย่าง มีทั้งกองทัพม้า นักกีฬาทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก จ็อกกิ้งม้าเดินวิ่งปะปนไปกับคนที่มาร่วมงาน บ้างก็โชว์ลีลาบนหลังม้า บ้างก็อุ่นเครื่องควบม้าเรียกพลัง มีบางกลุ่มนั่งปิกนิก สนุกกับเกมกีฬาอื่นๆ เช่น ยิงธนู

จุดที่ทำให้รู้ว่านี่คือสนามแข่งม้าแล้ว ก็คือแผงกั้นแนวยาวสำหรับกองเชียร์

นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล

จังหวะที่กำลังสนุกกับนัดแรกของการแข่งขัน ด้านหลังก็มีเสียงม้าร้องดังสนั่น หันไปเห็นม้ายกสองเท้าหน้าหมุนตัวเหวี่ยงไปมา ไถลลื่นจนเจ้าหนูตัวน้อยตกจากอานและถูกเหยียบหลายตลบ ตัดมาอีกทีเห็นภาพเด็กผู้ชายนอนแน่นิ่งบนพื้น อยากวิ่งหนีให้เร็วที่สุดด้วยความกลัวแต่สองเท้าก้าวไม่ไป เห็นแต่ภาพชาวบ้านมาเดินวนเวียนรอบตัวเด็ก ไม่นานนักเด็กน้อยร่างแกร่งก็ลุกขึ้นยืนและเดินเองได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพิ่งได้เห็นกับตาว่า คำว่า ‘ม้าดีดกะโหลก’ เป็นอย่างนี้นี่เอง

พักรบ พักใจ

พักจาก (ชม) ศึกการแข่งขัน ได้เวลากลับฐานทัพ บ้านของคนมองโกลที่เรียกว่า ‘เกอร์’ เป็นกระโจมทรงกลมตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้า ดูจากข้างนอกไม่ใหญ่มาก แต่ข้างในแบ่งสัดส่วนเหมือนบ้าน มีครบทุกอย่าง และก็พร้อมเก็บรื้อถอนทุกอย่างพอถึงฤดูโยกย้าย

เราออกมานั่งล้อมวงคุย จิบนมไอรักอุ่นๆ ในคืนอากาศหนาวเย็น จุดเล็กๆ ของดาวเต็มท้องฟ้า นึกจินตนาการเวลาศึกสงครามของชาวมองโกล อย่างคืนนี้พวกเขาคงต้องมาช่วยกันวางหมากพลิกเกมต่อสู้ ร่างกายต้องอึด ใจต้องสู้ แถมยังทำงานเป็นทีมกับคนอื่นๆ ในกองทัพ วันที่อยู่สนามรบ ทุกทักษะจะต้องถูกนำมาใช้ ไม่ใช่เพื่อให้แค่อยู่รอด แต่ต้องชนะด้วย

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ใจ’ ที่สงบนิ่ง สู้ด้วยสมอง สำหรับเหล่านักรบ…ใจคือ ‘กระบี่’ กระบี่อยู่ที่ ‘ใจ’

นั่ง รถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ไปเทศกาลนาดัม เทศกาลแข่งกีฬาดึกดำบรรพ์ของชนเผ่านักรบมองโกล

ภาพ : กิตติชาติ โพธิทัต และพรรณราย ทวีโชติกิจเจริญ

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

Avatar

พรรณราย ทวีโชติกิจเจริญ

สนุกกับงานสื่อสาร สุขกับการเดินลัดเลาะซอกซอย และอยากเป็นคนเล่าเรื่องที่ดี

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

8 กุมภาพันธ์ 2566
213

“เธอ ไปโมร็อกโกกันดีกว่า สวิตเซอร์แลนด์หน้าหนาวมันน่าเบื่อ จากสวิตเซอร์แลนด์บินไปแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง ไปกับ Easy Jet เป็น Low Cost Airline ไม่แพง เที่ยวที่นี่ถูกกว่ายุโรปด้วย” คุณแฟนชาวสวิสเอ่ยชวนขึ้น

“อืม ก็ได้นะ อยากไปทะเลทรายซาฮาราเหมือนกัน เราไปนอนแคมป์กลางทะเลทรายซาฮารากันดีกว่า ได้ยินชื่อมาตั้งแต่เรียนตอนเด็ก อยากจะไปเห็นกับตาตัวเองซักที”

“ฉันอยากไป Jardin Majorelle พิพิธภัณฑ์ของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ (Yves Saint-Laurent) ที่เมืองมาร์ราเกชด้วย”

“มีพิพิธภัณฑ์ของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ ที่โมร็อกโกด้วยเหรอ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย โอเค ๆ ไปกัน”

ด้วยประโยคเชิญชวนของแฟนนี้ จึงเป็นที่มาของ Road Trip 20 วันในประเทศโมร็อกโกของเรา หลังจากตกลงปลงใจว่าจะไปกันเรียบร้อยแล้วนั้น เราก็เริ่มจองตั๋วเครื่องบิน ทำการบ้าน หาข้อมูล จองที่พัก เช่ารถล่วงหน้ากันเสร็จสรรพ ซึ่งทริปนี้เราบินไป-กลับจากเมืองบาเซิล (สวิตเซอร์แลนด์)-เมืองมาร์ราเกช (โมร็อกโก)

การเดินทางจากเมืองบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ไปยังสนามบินในเมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ใช้เวลาเดินทางแค่ 3 ชั่วโมงครึ่ง จากสวิตเซอร์แลนด์มาโมร็อกโกความแตกต่างจึงบังเกิด ถือเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น สวยงาม และน่าจดจำมากเลยทีเดียว

เริ่มต้นกันที่เมืองมาร์ราเกช เมืองใหญ่อันดับ 4 ของโมร็อกโก 1 ใน 4 เมืองอิมพีเรียล และเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคมาราเกช-ซาฟี ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเชิงเขาของเทือกเขาแอตลาสในทวีปแอฟริกา

เมืองนี้ถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวมากมาย เพราะมีจุดเด่นและเอกลักษณ์แบบเฉพาะตัวมาก ทั้งสถาปัตยกรรม อาหารการกิน รวมถึงการใช้ลาเป็นพาหนะขนของ ซึ่งวิ่งปะปนกับรถยนต์ จักรยานยนต์ จักรยาน และรถอื่น ๆ บนท้องถนนเป็นเรื่องปกติ บอกเลยว่าตัดภาพจากสวิตเซอร์แลนด์มาโมร็อกโกก็จะมีความงง ๆ นิดหนึ่ง

จากสนามบินเดินทางไปยังตัวเมืองก็จะเริ่มเห็นรถม้าพานักท่องเที่ยววิ่งชมเมือง ถือว่าธรรมดา ยังไม่แปลก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

พอแอร์พอร์ตบัสเริ่มขับเข้ามาในตัวเมืองเรื่อย ๆ อ้าว! อันนี้ไม่ใช่รถม้าที่พานักท่องเที่ยวนั่งชมเมืองแต่อย่างใด แต่คือรถลากด้วยลาที่ใช้ขนของ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตปกติของชาวมาร์ราเกช พวกเขาจะวิ่งกันอยู่บนถนนเส้นเดียวกันกับที่รถต่าง ๆ วิ่งอยู่นั่นแหละ

พอเข้ามาในย่านตัวเมือง เราได้เห็นบ้านโมร็อกโกแบบดั้งเดิม กำแพงขนาดใหญ่และประตู ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นได้ รวมถึงการใช้ลาเป็นพาหนะขนของด้วย

นี่คือลานะคะ ไม่ใช่ม้า เมืองนี้เขายังใช้ลาเป็นพาหนะเป็นเรื่องปกติ สังเกตว่าลาตัวเล็กกว่าและมีราคาถูกกว่า

ลาถูกเลี้ยงครั้งแรกเมื่อประมาณ 6,000 ปีที่แล้ว ในแอฟริกาเหนือและอียิปต์ เพื่อกินเนื้อและนม จนกระทั่งเมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว ลาเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ใช้บรรทุกผ้าไหมจากมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตามเส้นทางสายไหมเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่น

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ต่อมา สิ่งที่ขาดไม่ได้ของการมาเที่ยวเมืองมาร์ราเกชคือการเดินตลาด ไม่ว่าจะเป็น Souks ตลาดสด และ Traditional Bazaars ตลาดแบบดั้งเดิม เราได้เห็นความงดงามของตรอกซอกซอยและตลาดขายของที่ระลึก ของกระจุกกระจิก เสื้อผ้า รองเท้า บอกได้เลยว่าสินค้าเหล่านั้นดูน่าสนใจไปหมด ทั้งเรื่องสีสัน พรม ผ้าทอ โดยเฉพาะเครื่องเทศนานาชนิด และถ้วยชามที่มีเอกลักษณ์การออกแบบอย่างสวยงามที่วางขายกันละลานตา

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

การเจอลาวิ่งอยู่ในตลาดเป็นเรื่องปกติมาก รวมไปถึงจักรยานและมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งปะปนอยู่กับคนเดินเท้าในตรอกซอกซอยของตลาดแคบ ๆ เพราะฉะนั้น เวลาเดินต้องคอยระวังหรือคอยหลบเขาด้วย

หนึ่งในสาเหตุที่ชาวมาร์ราเกชยังใช้ลาเป็นพาหนะในการบรรทุกข้าวของ โดยเฉพาะในตัวเมืองเก่า (Old Town) และในตลาดหรือที่เรียกว่าเมดินา (Medina) เพราะถนนในเมดินาแคบและเล็ก อีกทั้งยังมีการก่อสร้างปรับปรุงอยู่ตลอด การใช้ลาเป็นพาหนะขนส่งสิ่งของรวมถึงวัสดุก่อสร้าง จึงสะดวกสำหรับชาวเมืองนี้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในตลาดมีแผงขายเครื่องเทศสีสันสดใสมากมาย ซึ่งเครื่องเทศถือเป็นสัญลักษณ์ของอาหารโมร็อกโกแท้ ๆ นอกจากทำให้อาหารน่ารับประทาน ยังเป็นที่รู้จักในการใช้เป็นยาอีกด้วย โดยเครื่องเทศ 10 ชนิดที่สำคัญที่สุดสำหรับอาหารโมร็อกโก ได้แก่ พริกป่น อบเชย ขมิ้น ขิง พริกไทยดำ โป๊ยกั๊ก เมล็ดยี่หร่า ปาปริก้า และหญ้าฝรั่น ซึ่งถือเป็นสุดยอดเครื่องเทศที่แพงที่สุดในโลก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จากเรื่องลามาถึงเรื่องอาหารโมร็อกโกที่อยากพูดถึงกันบ้าง เพราะส่วนตัวชอบและรู้สึกว่าอร่อยมาก ในตลาดมีร้านอาหารท้องถิ่นให้เลือกทานเยอะแยะ

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จานนี้คือ ‘Tagine’ (ทาจีน) เป็นอาหารท้องถิ่น ตุ๋นมาในจานดินเผาทรงกลมแบบดั้งเดิม มีฝาปิดรูปกรวยที่ใช้สำหรับกักเก็บความร้อนและรสชาติ ใช้ตุ๋นเนื้อสัตว์และผักจนนุ่ม มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ โดยเครื่องเทศที่ใช้ปรุงทาจีน ได้แก่ พริกไทยดำ ขิง ปาปริก้า และขมิ้น นอกจากเนื้อสัตว์ยังมีพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเลนทิลและถั่วชิกพี ก็ยังนิยมใส่เป็นส่วนผสมของทาจีน รวมไปถึงผักที่มีประโยชน์อย่างฟักทอง มันฝรั่ง และแคร์รอต เหล่านี้ก็จะใส่ลงไปเพื่อเพิ่มรสเค็ม โดยเราสั่งได้ว่าจะเอาทาจีนผัก มังสวิรัติ เนื้อวัว เนื้อแกะ หรือไก่ จานนี้ทานกับมันฝรั่งปรุงรสด้วยเครื่องเทศแล้วอร่อยดี แต่ประเทศนี้เขาเป็นมุสลิม เลยไม่มีหมูค่ะ

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

จานนี้ชื่อว่า ‘Couscous’ (คูสคูส) เป็นอีกหนึ่งอาหารหลักของชาวโมร็อกโก และเป็นอาหารแบบดั้งเดิมของแอฟริกาเหนือ ที่เห็นคล้าย ๆ เมล็ดข้าว คือเมล็ดแป้งสาลีนึ่ง ทานกับสตูเนื้อสัตว์และผัก เสิร์ฟพร้อมขนมปัง มะกอก และสลัดสไตล์โมร็อกโก

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

  และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ‘Moroccan Mint Tea’ หรือเรียกว่า ชามินต์โมร็อกโก เป็นชาเขียวของแอฟริกาเหนือ ปรุงด้วยใบสเปียร์มินต์และน้ำตาลที่เขาเอาไว้เสิร์ฟเพื่อต้อนรับแขกตามธรรมเนียม บอกเลยว่าชาวโมร็อกโกนิยมดื่มชามาก เรียกได้ว่าดื่มกันทั้งวัน ถ้ารู้สึกว่าชาขมไปก็ใส่น้ำตาลแบบก้อนเพิ่มลงไปได้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

อิ่มท้องแล้วก็ไปต่อกันที่พิพิธภัณฑ์ของ Yves Saint-Laurent ซึ่งเป็นจุดหมายปลายของคุณแฟน

Jardin Majorelle หรือ Majorelle Garden จริง ๆ แล้วไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ซะทีเดียว แต่มีลักษณะคล้ายบ้านสวนมากกว่า สถานที่นี้ได้รับการออกแบบโดยศิลปินชาวฝรั่งเศสชื่อ Jacques Majorelle จิตรกรหนุ่มผู้ทะเยอทะยานที่ถูกส่งไปอยู่ที่โมร็อกโกราวปี 1917 เพื่อพักฟื้นจากอาการป่วยหนัก และเมื่อเขาเดินทางมายังมาร์ราเกช เขาก็ตกหลุมรักสีสันที่สดใสและชีวิตตามท้องถนน จนตัดสินใจตั้งถิ่นฐานถาวรที่เมืองนี้

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ
ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในปี 1923 หลังจากที่ Jacques Majorelle แต่งงาน เขาซื้อที่ดินขนาด 4 เอเคอร์ซึ่งตั้งอยู่ริมสวนปาล์ม แล้วสร้างบ้านในสไตล์โมร็อกกัน และค่อย ๆ ซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีกประมาณ 10 เอเคอร์ ในบริเวณรอบที่พัก จากนั้นเริ่มปลูกสวนที่เขียวชอุ่มที่เขาถือว่า เป็น ‘ห้องทดลองทางพฤกษศาสตร์’ โดยเริ่มปลูกพืชและเก็บตัวอย่างต้นไม้แปลกใหม่จากทั่วทุกมุมโลกมารวมไว้

ต่อมาสวนแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Jardins Majorelle’ หรือ ‘Majorelle’ เขาอุทิศตนเพื่อพัฒนาสวนแห่งนี้เป็นเวลาเกือบ 40 ปีจนกลายเป็นผลงานสำคัญของชีวิต 

ตามรอยดีไซเนอร์ชื่อก้องโลกไปมาร์ราเกช เมืองใหญ่ในโมร็อกโกที่หลายคนยังขี่ลาแทนรถ

ในช่วงชีวิตของเขา Majorelle มีชื่อเสียงในฐานะจิตรกรชาวตะวันออกผู้โด่งดังด้วยเฉดสีพิเศษของสีน้ำเงินโคบอลต์เข้ม เขาได้รับแรงบันดาลใจจากกระเบื้องสีที่เคยเห็นรอบเมืองมาร์ราเกชและในบ้านที่ถูกไฟไหม้ของชาวเบอร์เบอร์ (ชนพื้นเมืองของประเทศโมร็อกโก) ซึ่งต่อมาการออกแบบลักษณะนี้ได้รับชื่อตามเขาว่า ‘Bleu Majorelle’ อีกทั้งยังมีการจดสิทธิบัตรสีในชื่อของเขาเอาไว้ด้วย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

แล้วบ้านสวนแห่งนี้เกี่ยวอะไรกับ Yves Saint-Laurent 

เนื่องจากบ้านสวนแห่งนี้มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงมาก ในปี 1947 Majorelle จึงเปิดสวนให้คนทั่วไปเข้าชมโดยคิดค่าเข้า แต่ต่อมาหลังจากการหย่าร้างในปี 1950 Majorelle ก็ถูกบังคับให้ขายบ้านและที่ดิน บ้านสวนแห่งนี้จึงถูกละเลยและทรุดโทรมลง จนในปี 1980 Yves Saint-Laurent และ ปิแอร์ แบร์เก (Pierre Bergé) ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศสผู้เป็นทั้งคู่รักและพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจมาถึงโมร็อกโกครั้งแรกในปี 1966 จึงซื้อ Jardin Majorelle เอาไว้เพื่อช่วยไม่ให้ที่นี่ถูกทำลาย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ เคยกล่าวไว้ว่า Jardin Majorelle มอบแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้กับเขา และเขาก็มักฝันถึงสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้ ในปี 2008 หลังจากที่เขาเสียชีวิต เถ้ากระดูกของเขาก็ถูกโรยไว้ที่สวน Majorelle แห่งนี้ด้วย

ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา มูลนิธิ Pierre Bergé-Yves Saint Laurent ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรของฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นเจ้าของบ้านสวนแห่งนี้ และตั้งแต่ปี 2011 ก็ได้รับการจัดการโดยมูลนิธิ Jardin Majorelle ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร โดยมี Pierre Bergé เป็นผู้อำนวยการของ Garden’s Foundation จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 2017

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต
ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

ใน Jardin Majorelle ยังมีหอแสดงเรื่องราวและประวัติของ อีฟส์ แซ็งต์ โลร็องต์ รวมถึงมีผลิตภัณฑ์โมร็อกโกแบบดั้งเดิมจัดแสดงและวางจำหน่าย โดยเป็นผลิตภัณฑ์ทำมือโดยช่างฝีมือชาวโมร็อกโกที่ดีที่สุด ใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูงสุด และประณีตที่สุด มีการผสมผสานการใช้สีน้ำเงินโคบอลต์เข้ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Majorelle และตกแต่งภายในด้วยสีสันสดใส เพื่อแสดงความเคารพโดยตรงต่อดีไซเนอร์ชื่อดัง เนื่องจากผลงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากสีสันของเมืองมาร์ราเกชแห่งนี้

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

สำหรับเมืองมาร์ราเกช อย่างแรกต้องบอกเลยว่าการจราจรในเมืองถือเป็นสิ่งที่แปลกตาสำหรับเรามาก นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นการใช้ลาเป็นพาหนะขนของ ซึ่งยังมีอยู่จริงในทวีปแอฟริกา ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังเรื่อง อะลาดิน หรือย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีที่แล้วก็ว่าได้

การได้มาเยือนเมืองนี้จึงถือเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่ง ตื่นเต้น และสนุกสนานมาก รวมถึงเรื่องของความสวยงาม สถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ สีสันที่โดดเด่นของสถานที่อย่าง Jardin Majorelle บ้านสวนที่มีต้นไม้นานาชนิด ตั้งแต่ต้นส้ม กระบองเพชรนานาพันธุ์ ไปจนถึงต้นไผ่จากเอเชีย ทำให้สถานแห่งนี้มีเสน่ห์ดึงดูดให้คู่รักดีไซเนอร์ระดับโลกต้องซื้อเอาไว้ และเป็นสถานที่แห่งแรงบันดาลใจที่นำมาสู่ผลงานแฟชั่นระดับโลกมากมาย

ชมลาวิ่งบนถนน ดมกลิ่นเครื่องเทศหอมหวน เข้าสวนสวยประจำเมืองที่ Yves Saint-Laurent รักยิ่งชีวิต

ท่ามกลางการจราจรอันแปลกตา น้องลาที่วิ่งอยู่บนถนน ผสมผสานสีสันของสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว ทำให้มาร์ราเกชไม่เหมือนกับเมืองไหนที่เราเคยเดินทางผ่านมาเลยก็ว่าได้

จริง ๆ แล้วโมร็อกโกเป็นประเทศที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม มีสถานที่น่าสนใจ รวมถึงมีทะเลทรายซาฮารา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Dream Destination ของเรา ประสบการณ์และความสนุกสนานในมาร์ราเกชจึงเป็นแค่จุดเริ่มต้นของ Road Trip 20 วันที่ประเทศโมร็อกโกของเราเท่านั้น!

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พรพิไล คงเกตุ มูเมนทาเลอร์

พรพิไล คงเกตุ มูเมนทาเลอร์

ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นฟรีแลนซ์ นักแปล นักเขียนอิสระ รับจ้างเลี้ยงแมว ผู้ชื่นชอบในการท่องเที่ยวและถ่ายภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load