หม้อ กระทะ ตะหลิว ถ้วย ชาม และเสียงคุยโทรศัพท์กับคนที่บ้าน ทั้งหมดนี้คือนักแสดงนำที่ เค-คณิน พรรคติวงษ์ ใช้ในการถ่ายทำคลิปวิดีโอลงในเพจ แม่ เมนูนี้ทำไง แม้มีตัวละครไม่มาก ใช้ต้นทุนไม่สูง และถ่ายทำด้วยมุมกล้องแบบ Home Cooking แต่สิ่งที่เหล่าแฟนเพจรวมถึงตัวของเคเองได้กลับคืนมา ตีราคาได้เทียบเท่าระดับมิชลิน

หากคุณจะถามหาสูตรอาหารที่อร่อยตบโต๊ะ จนเชฟชั้นนำจากทั่วโลกต่างยกนิ้วให้ เคจะบอกให้คุณลองเปิด Cookbook หรือดูคลิปสอนทำอาหารอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่คลิปในเพจของเขา เพราะเชฟมือสมัครเล่นคนนี้ไม่ได้ต้องการนำเสนอว่าทำอย่างไรให้อาหารรสชาติดี แต่อยากเชื่อมให้คุณกับคนที่บ้านใกล้ชิดกันมากขึ้น ด้วยการโทรกลับไปถามพวกเขาว่าเมนูนี้ต้องทำอย่างไร

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่

เคไม่ได้เป็นคนรักการทำอาหาร และไม่ได้ทำอาหารเก่งอย่างที่หลายคนรวมถึงเราเข้าใจ (เคบอกว่าแม่ของเขาก็ไม่ได้ทำอาหารเก่งเช่นกัน) ย้อนกลับไปเกือบ 9 ปีที่แล้ว เคเป็นเด็กหนุ่มจากจังหวัดสมุทรสาคร ย้ายมาอยู่ในเมืองเมื่อครั้งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จนล่วงเลยไปถึงวัยทำงาน ปัจจุบันอาชีพหลักคือฟรีแลนซ์ครีเอทีฟโฆษณา และเริ่มมาเป็นเจ้าของเพจ ในวันที่รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างเมื่อแม่ถูกรถชน

“ปลายปีที่แล้วแม่ถูกรถชน เกือบตายครับ เลยคิดว่าควรจะรีบทำอะไรสักอย่างกับแม่ ใช้เวลาให้มันคุ้มค่ากว่านี้”

ทำยังไงนะแม่

‘ฮัลโหล แม่ ถามไอ้หมูนั่นหน่อยดิ ชื่อหมูอะไรนะ หมูรวนเค็มเหรอ’

‘เออ ทำไม จะทำเหรอ’

‘เออ จะทำ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าว่าจะทำ มันทำยังไงนะ’

ด้วยบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติ เหมือนได้แอบฟังแม่ลูกคุยโทรศัพท์กันตามประสาคนไกลบ้าน ถามไถ่วิธีการทำอาหารและสารทุกข์สุขดิบของทั้งสองฝ่าย จึงทำให้ แม่ เมนูนี้ทำไง เติบโตขึ้นเร็วกว่าที่เคคาดคิด

เจ้าของห้องหยิบอุปกรณ์ในครัวออกมาตั้งเรียงรายทีละชิ้น ระหว่างนั้นเราจึงได้สำรวจสตูดิโอเล็กๆ แห่งนี้ไปด้วยอย่างตื่นตาตื่นใจ ไม่น่าเชื่อว่าภายในห้องพักเรียบๆ พื้นที่ไม่ได้กว้างขวางขนาดที่จะให้นอนเอกเขนกกันได้หลายสิบคน จะถูกใช้เป็นมุมภาพเคล้าคลอเสียงสนทนาระหว่างแม่ลูก และช่วยถ่ายทอดความคิดถึง ความอบอุ่น และความผูกพันไปสู่ปลายสายได้อย่างออกรสออกชาติ ไม่ต้องชิมก็รู้ว่ากลมกล่อมขนาดไหน

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่
แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่

เหล่าลูกเพจที่ชื่นชอบสูตรการทำอาหารและบทสนทนาแบบห้วนๆ สั้นๆ แกมเสียงหัวเราะของครอบครัวนี้ หากไล่ระดับตามความอาวุโส ก็มีตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ ไปจนถึงรุ่นลูกในวัยทำงานหรือนักเรียนนักศึกษา แต่พวกเขาไม่ได้รู้จักเค แม่ และยายของเขาภายใต้ชื่อ แม่ เมนูนี้ทำไง มาตั้งแต่แรก 

เมื่อตัดสินใจว่าจะวางมือจากงานประจำที่ทำอยู่ เคจึงตั้งใจสร้างเพจที่มีชื่อเดียวกับชื่อจริงของตัวเองขึ้นมา เพื่อใช้ในการเก็บบันทึกผลงานด้านการทำครีเอทีฟ สองคลิปแรกอย่างหมูผัดปลาอินทรีย์เค็มและต้มผักกาดดองจึงถูกปล่อยออกมา โดยที่เขายังหันเหทิศทางได้ไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อต้องจับพลัดจับผลูนำผลงานในเพจไปส่งประกวดตามเวทีต่างๆ ประกอบกับถูกจริตของเหล่าผู้ดูทางหน้าจอแบบไม่ทันตั้งตัว เคจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเพจให้เรียกง่ายจำง่าย สื่อสารใจความได้ตรงประเด็น และหันมาเอาดีทางคลิปทำอาหารอย่างจริงจัง

“คลิปแรกลงไปเมื่อ 14 มีนาคม ของปีนี้เองครับ อยากจะทำเพจเพื่อเก็บผลงาน มีไอเดียอะไรก็กะว่าจะเอาลงเพจนี้แหละ แต่หลายอย่างมันก็เป็นเรื่องบังเอิญเหมือนกันนะ แม่เขารถชนตอนปลายปีที่แล้ว เราเลยคิดได้ว่า เฮ้ย ถ้าแม่ตายไปนี่ก็คือไม่ได้คุย ไม่ได้ทำอะไรให้เขาเลยนะ แต่พอนึกว่าจะคุย ก็ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไร มันไม่เหลือเรื่องไหนให้คุยกับแม่แล้ว ถ้าเมื่อก่อนตอนเด็กๆ เราไม่รู้อะไรเรายังถามแม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้เรารู้เองหมด มันก็เหลือแค่เรื่องกับข้าวนี่แหละ ที่น่าจะเป็นเรื่องให้คุยกันได้”

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่

ครีเอทีฟโฆษณาที่กำลังฝึกทำอาหารให้คล่องขึ้นพบว่าการอัดคลิปทำอาหาร เป็นการรวมความสนใจทุกอย่าง ทั้งแม่และความฝันการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ไว้ในที่เดียวกัน

โทรหาแม่

หากให้เคลองนึกย้อนกลับไปก่อนที่จะเริ่มทำเพจ เขาก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าคุยกับแม่ครั้งล่าสุดเรื่องอะไร แต่เมื่อ แม่ เมนูนี้ทำไง ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แม่จึงกลายเป็นนักแสดงนำในคลิป และนักแสดงนำในหนังชีวิตที่เขากำกับเอง จากนั้นเคจึงจำได้เสมอว่าคุยกับแม่ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ เรื่องอะไร

“คุยกันล่าสุดสามวันที่ผ่านมา ก็เรื่องงาน เรื่องทำคลิปนี่แหละครับ เดี๋ยวมีคนมาจ้างให้รีวิวอันนี้นะ แม่ว่างวันไหน โทรไปคุยได้ไหม เสร็จงานเราก็แบ่งตังค์กัน ถือว่าเขาเป็นนักแสดงในเพจ เราก็ต้องจ่ายค่าตัวให้เขาไป (หัวเราะ)”

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ เคไม่เคยบอกแม่ก่อนเลยว่าจะทำเมนูอะไร อาศัยความเป็นธรรมชาติของแม่ในการนึกสูตร และบอกสูตรแบบจานต่อจาน บอกอีกครั้งก็อาจไม่เหมือนเดิม อาหารทุกอย่างที่เขาลงมือทำ จึงปรุงรสให้กลมกล่อมหอมละมุนด้วยบทสนทนาที่ไร้การปรุงแต่งใดๆ ซึ่งเคคิดว่านั่นเพียงพอแล้วที่จะทำให้คลิปออกมาสมบูรณ์ในแบบฉบับของมัน

ความเป็นธรรมชาติหรือสิ่งที่เคเรียกว่าความสด จึงอาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ แม่ เมนูนี้ทำไง เป็นที่รู้จักในบรรดาคนไกลบ้าน ลูกที่คิดถึงแม่ แม่ที่คิดถึงลูก รวมไปถึงคนที่ไม่กล้าโทรหาแม่

“มันอาจจะเป็นสิ่งที่คนเขารู้สึกกันอยู่แล้ว แต่แค่ไม่ได้ทำออกมา ลึกๆ ผมว่าคนเราก็อยากจะโทรหาแม่กันอยู่แล้วนะ”

พักหลังมา เคเพิ่มตัวละครลับที่มาช่วยสร้างสีสันในเพจได้อย่างเข้มข้มกลมกล่อมยิ่งกว่าเดิม คุณยายวัย 84 ปีที่เราเดาว่าแกอาจไม่ได้เมมเบอร์โทรศัพท์ของเคไว้ เพราะทุกครั้งที่หลานชายโทรไป ปลายสายจะทักทายด้วยประโยคเดิมทันทีว่า

‘ใครอะ’

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่

หากเราลองเปิดคลิปปลาทูต้มเค็มและแกงเขียวหวาน จะพบว่ายายหลานคู่นี้หยอกล้อกันได้ถูกจังหวะจะโคนเหลือเกิน เหมือนคณะตลกตบมุกกันไม่มีผิด เราอยากทราบว่าทำไมเคถึงตัดสินใจแคสติ้งคุณยายให้มาเป็นนักแสดงนำร่วมด้วยอีกคน ในเมื่อเพจนี้ถูกตั้งชื่อจั่วหัวไว้แล้วว่า แม่ เมนูนี้ทำไง

“จริงๆ เพราะเพจมันเป็นเรื่องคนสองเจนฯ คุยกัน ยายก็เป็นเหมือนอีกเจนฯ หนึ่งที่เราก็ไม่ค่อยได้คุยกับเขา สำหรับหลายๆ คน ยายเป็นแม่อีกคนเหมือนกันนะ เพราะยายก็เลี้ยงมา กลัวคนเบื่อแม่ด้วยแหละ (หัวเราะ) เขาฟังแม่อย่างเดียวอาจจะเบื่อ เลยโทรหายายบ้าง คุยกับยายบ้าง”

เคเล่าว่าด้วยความที่แม่เป็นคนไม่ค่อยพูด ออกจะขรึมๆ และเงียบกว่าคุณยาย เขาจึงสนิทคุ้นเคยกับยายมากกว่า ซึ่งคลิปที่เคชอบมากที่สุด คือคลิปแกงเขียวหวานที่โทรไปถามสูตรจากยายเช่นกัน

“ยายตลกครับ ยายกวนตีน”

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่
ภาพ : www.facebook.com/mommenu.story

รสมือแม่

“แม่ไม่ได้ทำอาหารเก่งขนาดนั้นเลย แต่ผมว่าเราก็จะติดรสมือแม่กันทุกคน เหมือนฝีมือแม่ก็จะอร่อยที่สุดสำหรับเราอยู่แล้ว” 

แม้จะเป็นเพจที่บอกเล่าวิธีทำอาหารแบบต้ม ผัด แกง ทอด ตามแบบฉบับครัวไทยธรรมดาทั่วไป คลอไปกับเสียงสนทนาผ่านการยกหูโทรศัพท์แบบไม่มีสคริปต์ แต่ผู้กำกับหนังชีวิตของตัวเองท่านนี้ วางพล็อตเรื่องของคนไกลบ้าน ไกลครอบครัว และสะท้อนความเหลื่อมทับของสังคมไว้ในจานอาหารอย่างแนบเนียน หากชิมแบบไม่พิถีถันเท่าไหร่ ก็อาจจับลิ้นชิมรสไม่ได้ ว่าเชฟได้ซ่อนวัตถุดิบเหล่านี้ลงไปให้ลองรับประทานด้วย

“จริงๆ อยากพูดเรื่องคนต่างจังหวัด เพราะผมเองก็เป็นคนต่างจังหวัดเข้ามาในเมือง เราก็มีคำถามนะว่าทำไมเราต้องเข้ามาในเมืองวะ ทำไมต่างจังหวัดถึงไม่มีอุตสาหกรรมดีๆ ให้เราได้ทำงานอยู่ใกล้บ้าน ได้อยู่ใกล้คนที่บ้าน ทำไมเราต้องห่างจากบ้าน แต่เราก็อยากหาความสวยงามของการใช้ชีวิตที่นี่ ให้เห็นมุมที่ดีของชีวิตในเมืองบ้าง”

แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่
แม่ เมนูนี้ทำไง : เพจกระชับพื้นที่ในบ้านของลูกชายที่โทรถามสูตรอาหารแทนการบอกรักแม่

 คุยกับแม่

“บางทีถ้าเราอยู่ด้วยกันมากๆ เราก็ทะเลาะกัน จริงๆ เราไม่ได้รักกันขนาดนั้นหรอกครับ (หัวเราะ) อยู่ห่างกันเรารักกันมากกว่าอีก แต่เราต้องแค่คุยกันเท่านั้นเอง”

ที่ผ่านมาแม่และงานเป็นถนนคู่ขนานในชีวิตของลูกชายมาตลอด แต่เมื่อวันหนึ่ง ทั้งสองสิ่งถูกจับต้นชนปลายให้มาอยู่บนถนนสายเดียวกัน ไม่เพียงแต่ทำให้ได้พูดคุย หัวเราะต่อกระซิก และเดินทางเข้าไปเรียนรู้ในหัวใจของกันและกันมากขึ้น ผู้กำกับหนุ่มยังได้รู้ว่าตัวละครสำคัญที่เขาควรเก็บไว้ในหนังเรื่องนี้อีกคนหนึ่งคือใคร

“บางครั้งเราจะชอบคิดไปเองว่าแม่ไม่รักเรา จริงๆ เขารัก แต่ก็รักในมุมของเขา ถ้าไม่คุยกันคงไม่รู้ว่าเขาคิดแบบไหน ถึงจะเป็นความสัมพันธ์แบบแม่ลูกก็ต้องคุยกันนะ ไม่รู้สิ เรามีแม่คนเดียว ก็ลองเก็บคนคนนี้ไว้ในความสัมพันธ์หน่อยไหม”

ลึกลงไปในบทสนทนาอันเรียบง่าย อย่างการถามเรื่องสุขภาพของแม่หลังพักฟื้นจากการถูกรถชน หรือการแกล้งขอยืมตังค์ยาย ลูกชายและหลานชายคนนี้กำลังพยายามกระชับพื้นที่ความห่างของช่วงวัย ซึ่งเปรียบเสมือนแบริเออร์ขนาดใหญ่ คอยกั้นไม่ให้คนสองรุ่นเขยิบเข้าใกล้กันได้มากไปกว่านี้ 

ในอนาคต เคยังมีไอเดียที่จะโทรถามสูตรอาหารจากแม่ แล้วให้แม่โทรถามสูตรจากยายอีกที เพราะหากว่ากันตามจริง แม่และยายก็ไม่มีจังหวะให้ได้พูดคุยกันสักเท่าไหร่ เหมือนความสัมพันธ์ของเขากับแม่ เมื่อครั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำเพจไม่มีผิด

ภาพ : www.facebook.com/mommenu.story

“อยากให้เป็นพื้นที่ที่คนสองเจนฯ ได้คุยกัน ผมไม่อยากให้มาดูตามสูตรผมร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้อยากเป็นเพจ How to ทำอาหารอะไรแค่นั้น แต่อยากให้เป็นเพจที่ใช้อาหารนี่แหละ เชื่อมเรากับคนที่บ้าน แค่มาดูเมนูนี้แล้วก็แชร์กลับไปให้แม่ดู แม่อาจจะบอกว่า โอ๊ย ไอ้เพจนี้มั่ว จริงๆ มันต้องทำอย่างนี้ แค่นี้มันก็ได้คุยกันแล้ว

“มันไม่ใช่เพจแชร์สูตรทำอาหาร แต่เป็นเพจเชื่อมคนเข้าด้วยกันมากกว่า”

คิดถึงแม่

ประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารัก และการเขยิบเข้าใกล้กันมากขึ้นในแต่ละอีพีระหว่างเค แม่ และยาย ไม่เพียงแต่ทำให้กำแพงระยะทางระหว่างกรุงเทพฯ-สมุทรสาคร สั้นลง แต่กำแพงความเหินห่างระหว่างช่วงวัยในครอบครัวของเขาก็กำลังถูกทำลายลงอย่างช้าๆ เช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น รสชาติของความอบอุ่นละมุนละไม ยังส่งตรงถึงหน้าประตูบ้านของลูกเพจ ผ่านกดไลก์ กดแชร์ และแท็กให้คนที่บ้านมาดูคลิป

“ผมชอบที่คนเข้ามาดู แล้วเขาก็แท็กแม่ตัวเอง บางคนแชร์ไปแล้วเขียนว่า โทรหาแม่บ้างดีกว่า เออใช่ๆ ผมอยากเห็นอะไรแบบนี้เยอะๆ อยากให้คุยกับที่บ้านเยอะๆ จะคุยกันด้วยเรื่องอะไรก็คุยไปเถอะ”

ภาพ : www.facebook.com/mommenu.story

ครีเอทีฟหนุ่มควบตำแหน่งพ่อครัว ผละมือจากหม้อกระทะและถ้วยชาม หยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงเพื่อเปิดข้อความที่บรรดาลูกเพจทั้งรุ่นลูกและรุ่นแม่ ส่งเข้ามาพูดคุยถึงความประทับใจที่เขาตีแผ่เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกผ่านจานอาหาร ดูแล้วก็อมยิ้มตามทุกครั้งไป

“อ่านแล้วก็ชื่นใจนะครับ ตอนแรกแค่อยากทำเพจเพื่อเก็บพอร์ต ทำไว้ดูคนเดียว แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเราทำเพื่อคนอื่นได้ด้วย เขาก็มาขอบคุณเรา ขอบคุณที่ทำให้เขาได้คุยกับคนที่บ้านเยอะขึ้น ดูแล้วคิดถึงแม่เลยนะ บางทีคนสูงอายุเขาเข้ามาดู ก็อยากให้ลูกหลานกล้าโทรคุยกับเขามากขึ้น มันทำให้เราได้เห็นหลายๆ มุมมองจากการทำคลิปแค่ไม่กี่นาที”

นอกจากได้เก็บผลงานในสายครีเอทีฟของตัวเอง แน่นอนว่าผลพวงที่ตามมาหลังจากนั้น คือการได้คุยกับคนที่บ้านเยอะขึ้น มีอะไรอีกไหมที่เคได้เรียนรู้จาก แม่ เมนูนี้ทำไง

“รู้ว่ากับข้าวมันก็ไม่ได้ทำยากอย่างที่คิดนะ (หัวเราะ) แล้วก็ได้รู้ว่า รู้งี้ทำตั้งนานแล้ว ถ้ามันทำแล้วดีต่อใจเรา ดีต่อใจคนอื่นแบบนี้ ก็น่าจะทำมาตั้งนานแล้ว

“ที่ผ่านมาเราก็ขับเคลื่อนชีวิตด้วยเดดไลน์เหมือนกันนะ คุณอย่ารอให้แม่ตายเลยถึงจะทำ คิดอะไรได้ก็ทำเหอะ จะคุย จะบอกรัก จะขอบคุณ ก็ทำเลย ไม่ต้องรอวันแม่ ถ้าเขาไม่อยู่แล้ว จะทำหรือบอกอะไรไป คนอื่นเห็น คนอื่นได้ยิน แต่เขาไม่รับรู้อยู่ดี อยู่กับปัจจุบันครับ พอคิดเลยทำเลยมันคุ้มกว่ามาก ไม่ต้องรอเวลาตัดริบบิ้นแล้ว”

แล้วแม่กับยายล่ะ

“ผมว่ายายเขาเสียงสดใสขึ้นเรื่อยๆ นะ เขาเริ่มคุยกับผมนานขึ้น ผมจะวางสาย แกก็อยากคุยต่อ อย่างต่ำครึ่งชั่วโมงเวลาคุยกัน ส่วนแม่เหรอ (คิด) โห แม่นี่ยากมากเลย ปกติเขาไม่ค่อยพูด ถามว่าซึ้งไหม แม่ก็คงรู้ว่าลูกยังไม่ลืมเขา”

ต่อไปทำอะไรดีแม่

คนเราจะมีกับข้าวที่ชอบกินสักกี่อย่างกันในชีวิต ถ้าวันหนึ่ง เคลงมือทำอาหารที่เขาชอบตามสูตรของยายและแม่จนหมด จะเหลืออะไรให้โทรถามอีกล่ะ

“อาจจะกลับไปทำกับข้าวที่บ้านจริงๆ ให้เขาสอนจริงๆ เลย หรือไม่ก็อาจจะลองให้คนอื่นโทรคุยกับที่บ้านตัวเองบ้าง ไปสำรวจชีวิตของคนอื่นบ้างว่าเขาคุยกับที่บ้านยังไง บ้านอื่นเขากินอะไรกัน”

เราแอบแง้มฝาชีถามว่าเมนูต่อไปของ แม่ เมนูนี้ทำไง คืออะไร เจ้าของเพจชี้ให้ดูในจอคอมพิวเตอร์ว่าคือข้าวเหนียวทุเรียน เขาถ่ายคลิปเสร็จไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้โทรไปถามสูตรจากแม่บ้าง เหลือเพียงเก็บรายละเอียดในขั้นตอนการตัดต่อคลิปวิดีโออีกเล็กน้อย ก็พร้อมแบ่งปันสูตร (ไม่) ลับของแม่ให้ลองเอาไปทำตามกันได้ที่บ้าน เราคาดการณ์ว่าเมื่อบทความฉบับนี้เขียนเสร็จ คลิปข้าวเหนียวทุเรียน น่าจะฉายอยู่ในเพจเรียบร้อยแล้ว

ส่วนเรื่องความอร่อยหรือไม่อร่อย เคไม่อาจการันตีได้ เพราะแต่ละคนก็ชอบความหนักเบาของรสชาติแต่ละส่วนไม่เท่ากัน แต่สำหรับเขา สูตรจากรสมือแม่อร่อยเสมอ

รับชมสูตรทุเรียนต้มกะทิจาก แม่ เมนูนี้ทำไง ได้ที่ : EP.7 : ข้าวเหนียวทุเรียนภูเขาไฟ

ตะกอนก้นหม้อ

ด้วยตัวเลขของช่วงวัยที่เพิ่มขึ้น ในมุมหนึ่ง เคกำลังเติบโต เรียนรู้ และสนุกไปกับการทำงานที่ช่วยส่งให้เขาเข้าใกล้ความฝันของตัวเองไปอีกขั้น แต่อีกมุมหนึ่ง ความสนุกและความหวังในการขับเคลื่อนชีวิตของแม่และยาย ก็อาจกำลังแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศคนละทาง การชวนแม่และยายมาทำกิจกรรมร่วมกัน แม้จะเป็นเพียงเสียงสนทนาจากปลายสาย แต่เคเชื่อว่านี่เป็นการจุดไฟดวงเล็กๆ ให้แกงถ้วยเดิมถูกอุ่นร้อนเดือดปุดด้วยความสุขและการเห็นคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง

“พอเราแก่ขึ้น เราก็น่าจะอยู่ได้ด้วยความรู้สึกว่าเรามีคุณค่าต่ออะไรบางอย่าง เออ กูใช้ชีวิตแก่มาขนาดนี้แล้ว แม่ห้าสิบ ยายแปดสิบกว่าแล้วเนี่ย ลูกหลานเขารู้สึกว่าเราไม่ได้สำคัญเลยเหรอวะ ความรู้ของเรามันไม่มีความหมายแล้วเหรอ

“อย่างน้อยให้เขารู้ว่า เขาทำกับข้าวแล้วลูกคนหนึ่งจำได้ว่าอร่อย เขาคงรู้สึกได้แหละครับว่าชีวิตกูก็ยังมีคุณค่านี่หว่า”

ภาพ : www.facebook.com/mommenu.story

Writer

ณัฐชา เกิดพงษ์

นักฝึกเขียน ผู้มีกาแฟและหมาปั๊กเป็นปัจจัยที่ 5 และเพิ่งค้นพบว่าการอยู่เฉยๆ ยากพอๆ กับการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

เชิ้ตฮาวายสีแดงลายพร้อยเก็บชายในกางเกงยีนส์ลีวายส์ ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งบรรจงผูกรอบคออย่างโก้เก๋ ชายหนุ่มผมหยักศกมีรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากเมื่อก้าวเข้ามาในออฟฟิศเดอะคลาวด์ ฉันยังจำชั่วขณะที่พบนักเขียนหนุ่ม อาร์ม-กรกฎ อุ่นพาณิชย์ ครั้งแรกได้ดี คราวนั้นรีบเลื่อนเก้าอี้ไปสะกิดเพื่อนสาวที่นั่งพิมพ์ต้นฉบับอยู่ใกล้กัน แล้วเอ่ยว่า

‘เฮ้ย คู่แข่งมาแล้วว่ะ’

เพื่อนพยักหน้า มองตาก็เข้าใจ ไม่เพียงลีลาการเขียนที่เก่งกาจ มีเสน่ห์ยุคเก่าเสมือนเติบโตมากับการอ่านหนังสือยุค 80 ทั้งหลาย เขายังแต่งตัวดีจัด จนเราต่างรู้สึกว่าชุดที่สวมอยู่หมองหม่นอย่างไรพิกล อยากกจะกลับไปรีดชุดงามๆ ให้กลีบโง้งแล้วแต่งมาประชัน กลบความรู้สึกชื่มชมแกมอิจฉาที่พลุ่งพล่านขึ้นในใจ 

Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์

Fast Forward มาปัจจุบัน กรกฎเป็นเจ้าของแชนแนล Americano Taste ที่บอกเล่าเรื่องราวไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะการแต่งตัวของผู้ชายที่สนุกและแฝงเสน่ห์วินเทจเท่ล้ำลึก 

หลังหน้าจอที่เราพูดคุยกัน อาร์มแต่งกายชุดทำงานอยู่บ้าน คือใส่เสื้อเชิ้ต French Cuff แบบโอเวอร์ไซส์สีเขียวอ่อนๆ สันนิษฐานว่ามาจากยุค 60 เจ้าตัวได้มาจากร้าน Area51 เชียงใหม่ เก็บชายเข้ากางเกงยีนส์เรียบร้อย แหวนแต่งงานเกลี้ยงเกลากลมกลืนกับชุดที่สวมอยู่ เจ้าตัวบอกว่าไม่ได้แต่งกายเป็นพิเศษเพื่อการสนทนา แต่พิถีพิถันเลือกเสื้อผ้ามาสวมทุกเช้าเป็นปกติ เพราะการแต่งตัวคือพิธีกรรมเตรียมใจเข้าสู่การทำงาน และทำให้เขารู้สึกดีกับตัวเองเมื่อเริ่มวัน

“เสื้อผ้ามันเหมือนบันทึกหรือพงศาวดาร ว่าแต่ละช่วงเวลาเราเป็นยังไง ช่วงยี่สิบห้าถึงสามสิบ กรกฎ อุ่นพาณิชย์ คิดแบบนี้ เลยสะท้อนการแต่งตัวออกมาแบบนี้ การแต่งตัวสำคัญมาก เพราะเราจะรู้จักคนคนหนึ่งผ่านการแต่งตัวได้” อาร์มเอ่ยอย่างหนักแน่น และนี่คือการเดินทางผ่านการแต่งกายของเขา ที่เรารู้ว่าคุณจะสนุกและเรียนรู้ไปได้ด้วยกัน

Late Bloomer

‘ไว้ผมปิดหน้าปิดตาแบบเกาหลียุคสองพันต้นๆ ใส่เสื้อยืดและกางเกงยีนส์ขาเดฟ ชุดนิสิตก็ต้องกางเกงสแล็กเดฟ’ กรกฎนิยามชุดเก่งขณะเรียนดุริยางคศิลป์ตะวันตก ชีวิตทุ่มเทกับการฝึกซ้อม ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่เก่งฉกาจฉกรรจ์กว่าตัวเขามากมายนัก

“ตอนมหาลัย เราไม่ลงทุนกับเสื้อผ้าเลย รู้สึกว่าเสื้อผ้าเป็นของนอกกาย แต่งตัวแบบที่เด็กผู้ชายจากต่างจังหวัดคนหนึ่งจะแต่งตัว เสื้อเชิ้ตไม่สนใจฟิตติ้ง กางเกงจะยาวหรือสั้นก็ไม่สนใจ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะขอแก้กางเกงนิสิตเป็นขากระบอกตรงสีเรียบๆ ลงทุนกับรองเท้าสีดำดีๆ สักคู่หนึ่ง และเสื้อเชิ้ต ถ้ามันเหลืองขนาดนั้นแล้ว ก็จะบอกตัวเองให้ซื้อตัวใหม่เถอะ” 

สไตล์ของเด็กหนุ่มผันเปลี่ยนเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่โลกแห่งการทำงานแรก ในฐานะนักเขียนจูเนียร์ที่นิตยสาร ELLE MEN ประเทศไทย เรียนรู้การทำงานและการแต่งตัวจาก Fashion Editor แพ็ธ-ณภัทร สุทธิธน ที่เท่เหลือหลาย และให้โอกาสทำงาน จนทำให้มุมมองเรื่องแฟชั่นของอาร์มเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ 

“การแต่งตัวเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่มีอะไรดีไม่ดีกว่ากัน คนช่างแต่งตัวคือคนที่มีความพิถีพิถัน และรู้ตัวว่าจะแสดงออกยังไง หรือถึงไม่รู้ก็กล้าทดลอง เพื่อจะได้รู้ว่าผลลัพธ์เหมาะกับเขารึเปล่า ตอนทำนิตยสารแฟชั่น สิ่งที่พวกเราพยายามนำเสนอคือเบ้าหลอมแฟชั่นหลายแนว ไม่มียูนิฟอร์มตายตัว Sartorial ไอวี่ลีก วินเทจ ทหาร เราต้องหลอมรวมสไตล์เหล่านั้น แล้วใช้มันเสริมบุคลิกของเรา”

ชีวิตนักเขียนกลายเป็นการทดลองและวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ จุดเปลี่ยนคือการเริ่มเอากางเกงยีนส์ขาวมาใส่ 

“ออกจากบ้านดูกระจกแล้วดูกระจกอีก เดินผ่านรถก็เหลือบตามองเงาตัวเอง ใช่กูเปล่าวะ ไม่รู้ แต่กูอยากใส่กางเกงยีนส์สีขาว ใส่ไปนานๆ ก็เริ่มรู้ว่าทรงไหนที่ใช่เรา ช่วงแรกๆ ใส่ Uniqlo ก่อน สักพักรู้สึกไม่ใช่ ขามันเล็กไป เปลี่ยนเป็น Greyhound สักพักเปลี่ยนเป็น Levi’s ตอนนี้รู้สึกว่าเนี่ยแหละ คือทรงที่เราควรจะใส่มาตั้งนานแล้ว”

อาร์มหยิบยีนส์ขาวลีวายส์วินเทจ 501 ตัดขารุ่ย Made in USA มาให้ดู 

Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
ภาพ : 17.57

“ตัวนี้เป็นไอเท็มแฟชั่นชิ้นบุกเบิกที่ทำลายกรอบทัศนคติที่มีต่อการแต่งตัว เราโดนคนบอกว่าดูสาวจนชิน แต่การแต่งตัวมันไม่มีเพศ ซึ่งเปิดโลกเรามาก เห็นจากพี่แพ็ธใส่ สไตล์ไอคอนที่ใส่ขารุ่ยๆ ขบถแบบนี้คือนักแต่งเพลงฝรั่งเศส Serge Gainsbourg เท่มาก แล้วกางเกงนี้ก็ราคาไม่แพง ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ซื้อ”

อาการพิพักพิพ่วนจางหาย ก็ตามมาด้วยเสื้อฮาวายลายมังกรกับกางเกงขาว รองเท้าหนังสีดำ ได้กลิ่นอายหนุ่มเจ้าสำอาง หลังจากนั้นก็เริ่มใส่แจ็กเก็ต แม้เมืองร้อนใส่หลายเลเยอร์ไม่ไหว แค่ใส่อันเดอร์เชิ้ตก็ร้อนตับแล่บ นักเขียนหนุ่มเริ่มหัดห่มแจ็กเก็ต French Workwear สีน้ำเงินม่วงไปทุกที่ ของขวัญมือสองที่รุ่นพี่ซื้อมาฝากจากสเปน ทำให้เขาทดลองความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการแต่งตัว

Vintage World

“ช่วงแรกๆ เราก็ซื้อพวกของคลาสสิก ประเภทเสื้อยืดสีขาว เสื้อเชิ้ตสีขาว แต่สเต็ปสำคัญคือการใส่เสื้อผ้าวินเทจ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะใส่เสื้อผ้ามือสอง แต่การทำ ELLE MEN ทำให้เราได้เจอนักเลงวินเทจ พ่อค้าของมือสอง คนที่ความรู้เยอะๆ บางทีเราจะติดภาพว่าคนเล่นของวินเทจต้องวินเทจทั้งตัว เหมือนหลุดออกมาจากแคตตาล็อกยุคสามศูนย์ แต่พี่แพ็ธเอามาเบลนด์กับชุดยุคปัจจุบันได้ ไม่เหมือนแต่งคอสตูมไปถ่ายหนังย้อนยุค คือนุ่งไปทำงานแล้วออกไปกินก๋วยเตี๋ยว แล้วพ่อค้าไม่ทักน่ะ

“ไม่ใช่ของมือสองทุกตัวเป็นวินเทจ บางอย่างก็เป็นของมือสอง ไม่ใช่ของวินเทจทุกตัวจะราคาถูก ของที่เราซื้อ คนที่ได้ยินราคาแล้วคงตกใจ นี่ของเก่าเหรอ แล้วงบเท่านี้ ทำไมไม่ซื้อของใหม่ แต่เราซื้อเพราะรู้ว่ามันคือของคุณภาพจริงๆ”

Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
ภาพ : Jindaporn Jayangkura

ตัวแทนของใช้วินเทจที่เขารักมากคือ Vintage Longines 1970, ref.7686 นาฬิกาไขลานทรงเหลี่ยมเรือนนี้เป็นของขวัญแต่งงานจาก พี่พล-ทศพล จักรพันธุ์ ณ อยุธยา กูรูนาฬิกาสะสมแห่ง Dunaliga โมเดลยุค 70 สายโลหะเป็นของขวัญวันแต่งงานที่ทั้งอาร์มและภรรยา ปิ๋ม-จินดาภรณ์ ชยางกูร ใส่ได้ร่วมกัน ของที่มีคุณค่าทางใจ ใส่เมื่อไหร่ก็เตือนใจถึงมิตรภาพที่ดี 

จากเล่นของวินเทจ สไตลิ่งของอาร์มก้าวขึ้นไปอีกขั้นเมื่อเข้าสู่โลกแห่งการตัดสูท 

Tailored Life

พอเข้าสู่วงการการตัดเสื้อใหม่ๆ คนเราจะมีความคิดหนึ่งว่า อยากได้สูทหนึ่งตัวที่ไปได้ทุกงาน งานแต่งยันงานศพ ซึ่งอยากจะบอกว่าสูทที่ใส่ง่าย ดูแลง่าย ไม่ยับ ไปได้ทุกงาน ไม่มีครับ (หัวเราะ)”

จากสูทตัดตัวแรกที่วัดตัวตัดแบบง่ายๆ ราคาครึ่งหมื่นกลับมาพร้อมสูทอัดกาวผ้าผสมสีเทากลางๆ ไม่ใช่สูทหางม้า ไม่ใช่สูทที่ทำอย่างพิถีพิถัน จ่ายตามราคาแล้วก็ได้เท่านี้ ใช้ได้ไม่นาน ชายหนุ่มถึงได้เรียนรู้ว่าคุณภาพมาพร้อมราคา แต่ราคาสูงไม่จำเป็นต้องมาพร้อมคุณภาพเสมอไป 

3 ปีถัดมา เขากำเงินเก็บก้อนใหม่ราว 20,000 กว่าบาท ไปตัดสูท Pinstripe ใช้ผ้าลินิน วูล และไหม ทำหางม้าครึ่งตัว เป็นสูทที่ดีมาก แต่เมื่อหันหลังกลับไปมองก็รู้สึกว่าช่างเป็นชุดที่ ‘เสียงดัง’ เหลือเกิน ไม่ทางการเท่าไหร่ ซ้ำกางเกงเอวสูงแบบยุค 30 ยังรั้งลำตัวจนปวดหลัง 

“ขนาดเสื้อผ้าสั่งตัดยังผิดได้ ทำให้ Posture เปลี่ยนไปด้วย มองย้อนกลับไปเราอาจไม่เลือกแบบนั้น อยากลงทุนกับคุณภาพมากขึ้น ทำชุดแบบ Full Canvas ไปเลย แต่วันนั้นความรู้เรายังไม่ถึง รสนิยมเราปรับเปลี่ยน ผสมปนเปตลอด จากสูทเก้าศูนย์ สามศูนย์ แปดศูนย์ ต้องดูให้ดีว่าเราเหมาะกับอะไร 

“แก่ลงแล้วคิดได้ว่า สิ่งที่สำคัญกว่าเสื้อผ้าคือความคิด การงาน บุคลิกนิสัย เราไม่ตื่นเต้นแล้วเวลาเห็นสูทที่โชว์ออฟ แต่จะตื่นเต้นถ้าเห็นคนใส่สูทสี Navy หรือ Charcoal ทรงสวยคมๆ เนกไทเรียบๆ ได้สัดส่วน รองเท้าหนังสีดำ แต่งตัวแบบคุมโทนมาเลย แล้วท่าทางการพูดให้เกียรติคน เป็นผู้ฟังที่ดี วิธีออกความเห็นไม่ดูถูกสไตล์ของใคร ความคิดและการปฏิบัติต่อผู้อื่นที่เขาแสดงออกมาต่างหาก ที่จะทำให้สง่างามจริงๆ คนแบบนี้ต่อให้ใส่สูท Pinstripe ก็ทำให้กลืนไปกับตัวเอง เราใส่สูทตัวนั้นแล้วรู้สึกว่ามันเรียกร้องให้คนมองเสื้อ แล้วมองข้ามเราไปเลย เราเอาเสื้อผ้าไม่อยู่ คิดว่าใส่แล้วเท่อย่างกับมาเฟียอิตาลี คนนิวยอร์กยุค The Wolf of Wall Street แต่จริงๆ มึงก็แค่นักเขียนคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตสงบๆ”

Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
Americano Taste แชนแนล Menswear ของนักเขียนหนุ่มที่รักการตัดเสื้อ วินเทจ และความเป็นมนุษย์
ภาพ : Akkapon Kumpusan

ปัจจุบันชุดที่อาร์มแฮปปี้มากๆ และใส่บ่อยๆ คือเบลเซอร์กระดุมทองสีกรมท่า ผ้า Dormeuil วูลผสมไหม ตัดแบบฟูลแคนวาสโดยห้องเสื้อบรม โดยเขาร่วมออกแบบด้วย คลาสสิกเบลเซอร์นี้เป็นมรดกของทหารเรืออังกฤษ ไปงานทางการหรือลำลองก็ได้ ใส่กับยีนส์ก็ไม่เขิน

“ถ้าถูกบังคับว่ามีชุดเดียวในตู้เสื้อผ้าจะเลือกตัวนี้ เราใส่ตัวนี้ในวันทำบุญก่อนแต่งงาน ใส่กับเสื้อเชิ้ตอ็อกซ์ฟอร์ดสีม่วงๆ เนกไทสีเขียว แล้วก็กางเกงสแล็ก รองเท้าหนัง แต่จะใส่มันกับกางเกงยีนส์ขาดๆ กับเสื้อยืดก็ได้ เสื้อตัวนี้มีคุณค่าทางใจมากเพราะ พี่ต้า เดชานุภาพ ทำให้ เราถือว่าเขาเป็นอาจารย์ เพราะเขาให้คำแนะนำเรื่องการตัดเสื้อเยอะมากๆ ปกติช่างไม่ค่อยให้คำแนะนำกันหรอก พอใส่ของที่ผู้มีพระคุณทำให้ เป็นความรู้สึกที่ดี”

Substance Over Style

“ตอนนี้สิ่งที่ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ความคิด บุคลิก และการแสดงออก แค่นั้นเลย เราเชื่อเรื่อง Personal Style จริงๆ ใส่กางเกงขาสั้นเสื้อยืดก็เอาอยู่ บางทีเห็นคนใส่สูทเต็มยศแล้วแทบจะส่ายหัว มันน่าจะมีอะไรมากมายหลากหลายกว่าการแต่งตัวแบบเดียว และเอาตรงๆ มันก็แค่เสื้อผ้า ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ยิ่งเวลาบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยคงที่ เราไม่อาจบอกได้ว่ามันจำเป็นที่สุด ยังมีสิ่งสำคัญกว่าคือความเป็นมนุษย์”

นักเขียนหนุ่มเอ่ยได้เต็มปาก ส่วนหนึ่งเพราะเขาได้เรียนรู้วิชาสูทและทำความเข้าใจผู้คนอย่างเต็มอิ่ม จากการเป็น Shop Guy ที่ The Somchai อยู่ 3 ปีถ้วน ตั้งแต่ ค.ศ. 2018 – 2021 หน้าที่ช่วยให้คำแนะนำเรื่องการตัดสูท ค่อยๆ กะเทาะเปลือกคนออกมาว่า ทำงานอะไร ใช้ชีวิตยังไง เป็นใครในองค์กร งานที่จะใส่สูทไปเป็นแบบไหน ควบคู่กับการทำ Americano Taste ไปด้วย จนในที่สุดก็ตัดสินใจออกมาทำสื่อของตัวเองและทำงานอิสระเต็มตัว 

“Americano Taste เป็นจุดร่วมที่เราสองคนชอบ ถ้าเป็นเพจแต่งตัวแต่แรกอาจจะชื่อ สไตล์บายอาร์ม (หัวเราะ) Americano Taste เป็นเรื่อง The taste of style, simplicity and story รสชาติกาแฟดำผสมน้ำเปล่าเป็นรสชาติที่เรียบง่ายที่สุด กินได้ทุกวัน”

จากเพจกับอินสตาแกรมที่ภรรยาของอาร์มทำก่อน แล้วชวนอาร์มมาทำด้วยกัน ความตั้งใจแรกเป็นเพจ Travel & Lifestyle ที่สอนปรัชญาเกี่ยวกับการแต่งกายผ่านการท่องเที่ยว แต่จุดเปลี่ยนคือคลิปของวินเทจ การไปเยี่ยมร้าน Wooden Submarine ทำให้คนสนใจเสื้อผ้าเข้ามาเยอะ ยิ่งทำเรื่องนาฬิกา ยิ่งตอกย้ำประเด็น Menswear เข้าไปอีก จึงทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจเปลี่ยนมาเล่าเรื่องเสื้อผ้าการแต่งกายของผู้ชายแบบเต็มตัว โดยปิ๋มคอยช่วยดู Art Direction อยู่เบื้องหลัง

“Americano Taste เล่าเรื่องเสื้อผ้าโดยมีเนื้อหาหนัก มีความเห็นชัดเจน มีปรัชญาเกี่ยวกับการทำเสื้อผ้า ถ้าเราไปสัมภาษณ์คน เราจะถามเขาว่าปรัชญาในการทำงานของพี่คืออะไร อะไรคือความงาม พี่เชื่อในอะไร

“เราไม่ได้มองว่าคนอื่นไม่รู้เรื่องการแต่งตัว แต่อยากจะแชร์ความคิดเห็นที่เรามีเกี่ยวกับเรื่องสไตล์ อยากให้คนใช้สิ่งนี้ในการเรียนรู้ตัวเองว่าเหมาะกับอะไร และอยากสร้างค่านิยมของการเปิดกว้าง ไม่ตัดสินกัน โดยตระหนักว่ากาลเทศะก็เป็นเรื่องสำคัญ

“คนเรามีทั้ง Style และ Substance มีเนื้อหาก่อนแล้วสไตล์จะดี คนที่เราชอบสไตล์มากคือ Mordechai Rubinstein ชื่ออินสตาแกรมคือ mistermort นี่คือนิยามของคนที่แต่งตัวสนุก มีสไตล์ของตัวเอง และทำให้การแต่งตัวเสริมบุคลิกจริงๆ 

“หรืออย่าง Fran Lebowitz การแต่งตัวของนักเขียนคนนี้ไม่ป่าวประกาศ เขาใส่เสื้อเชิ้ต French Cuff สีขาวธรรมดา กางเกงยีนส์ลีวายส์ 501 รองเท้าคาวบอยบูต แล้วใส่แจ็กเก็ตตัดโดยห้องเสื้อ Anderson & Sheppard ที่ Savile Row, London ที่เลือกลงทุนกับสิ่งนี้เพราะเขาใส่แบบนี้จริงๆ มีรสนิยมแล้วเอาความพิถีพิถันมาแต่งตัว เพื่อแสดงออกตัวตนที่เขาเป็น ไม่ใช่การแต่งตัวเพื่อบดบัง”

Writer/Tailor

จากเป็นนักเขียน สู่นักเล่าเรื่อง อาร์มขยับขยายทักษะตัวเองสู่การเรียนรู้เป็นช่างตัดเสื้อ เพื่อทำความเข้าใจคุณค่าของ Craftmanship ในอีกมุม เขาหยิบ ‘สูทกรกฎ’ มาอวดอย่างภูมิใจ แจ็กเก็ต Green Prince of Wales นี้เขาตัดผ้าเอง ร่างแบบเอง เรียนรู้กระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ

คุยกับ อาร์ม-กรกฎ อุ่นพาณิชย์ แชนแนลเล่าเรื่อง Menswear ที่แนะนำการค้นหาตัวตน สไตล์ ไปจนถึงวิถี Craftmanship
คุยกับ อาร์ม-กรกฎ อุ่นพาณิชย์ แชนแนลเล่าเรื่อง Menswear ที่แนะนำการค้นหาตัวตน สไตล์ ไปจนถึงวิถี Craftmanship
คุยกับ อาร์ม-กรกฎ อุ่นพาณิชย์ แชนแนลเล่าเรื่อง Menswear ที่แนะนำการค้นหาตัวตน สไตล์ ไปจนถึงวิถี Craftmanship
ภาพ : Jindaporn Jayangkura

“งานนี้ตั้งใจทำเอง เรียนแบบครูพักลักจำ ทำให้เราก้าวข้ามจากคนสื่อสารเรื่อง Menswear เป็นคนทำชุด ได้เข้าใจหัวอกของช่าง เลยคิดว่าเราต้องทรีตช่างให้ดี ตั้งใจทำให้ประณีต ซึ่งมันยากมาก เป็นความใฝ่สูงที่ไม่ดูสารรูปตัวเองอย่างที่สุด เราตัดให้ภรรยาเป็นของขวัญวันเกิดเขา แต่ทำไม่ทันปีก่อน เพราะต้องไปทำมาหากินก่อน จิตใจสงบแล้วค่อยมาทำ น่าจะเสร็จปีนี้ ทำทุกอย่างเป็นเกรดเทเลอร์จริงๆ” 

“อนาคตเราอยากทำแบรนด์ที่เราทำได้เองทั้งหมด และอยากสนับสนุนให้คนเคารพช่างว่าเป็น Artist เราเดินไปหาช่างตัดสูทคนนี้ เพราะเราเลือกเขาแล้ว ไม่ใช่ให้เงินแล้วจบ ต้องเคารพกันด้วย อีกอย่างเราไม่ตื่นเต้นแล้วกับการทำสไตลิ่ง เพราะรู้สึกว่าจะใส่อะไรก็ได้ ไม่อยากหยุดตัวเองอยู่แค่นี้ เคยพูดกับแฟนว่าถ้าอายุน้อยกว่านี้ คงบินไปเรียนตัดสูทที่อิตาลีหรือญี่ปุ่น แต่แฟนก็บอกว่าถ้าคิดแบบนี้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ถึงตัวนี้จะออกมาเละ ก็ยังรู้สึกว่าคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป เพราะมันทำลายกรอบการท้าทายตัวเอง พาเราไปอีกขั้นหนึ่ง และดีใจมากที่ได้เลือกทำสิ่งนี้ให้ภรรยา มันเป็นแจ็กเก็ตตัวแรก และจะได้อยู่ในชีวิตคนที่สำคัญที่สุดของเรา”

นักเขียนอาชีพผู้กำลังเรียนรู้วิถีเทเลอร์ตบท้ายด้วยรอยยิ้มละไม 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load